ปาล์มมี่: ความทรงจำสีจางจาง

… อยู่กับสายลม อยู่กับแสงดาว อยู่กับความเหงาใจ … อยู่กับพื้นดิน อยู่กับพื้นทราย ปล่อยให้ใจว่างเปล่า … ทบทวนทุกสิ่ง ทบทวนทุกอย่าง ความหลังที่มันเป็นของเรา … เพิ่งเคยรู้สึก เพิ่งเคยรู้จัก กับรักที่ต้องมาปวดร้าว

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้ฟังเพลงของ “ปาล์มมี่” ก็คือเพลงโปรโมทที่ชื่อ “อยากร้องดังดัง” ตอนนั้นผมรู้สึกเฉยๆ นะ แต่พอได้ยินข้างบ้านเปิดเพลง “ทบทวน” เท่านั้นแหละ ผมนี่รีบไปซื้อเทปของ “ปาล์มมี่” มาฟังทันที นอกจากเพลง “ทบทวน” แล้วก็มีอีกหลายๆ เพลงในอัลบั้ม “Palmy” ที่ผมชอบมากและก็ยังเปิดเพลงอยู่เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ก็คือเพลง “อยู่ต่อได้หรือเปล่า” “กลัว” “แปดโมงเช้าวันอังคาร” และ “พื้นที่ส่วนตัว” นอกนั้นก็ฟังบ้างครับ แต่ไม่บ่อยเท่าเพลงที่บอกไป

หลังจากอัลบั้มแรก “ปาล์มมี่” ก็มาออกอัลบั้มที่สอง “Stay” ช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย มีเพื่อนเอาเพลง “พรุ่งนี้อาจไม่มีฉัน” มาร้องทำเสียงขำๆ เล่น ผมก็ไม่ได้อะไรมากนะ เมื่อก่อนผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับอัลบั้ม “Stay” ก็มีฟังบ้าง ส่วนใหญ่ก็ฟังแค่เพลง “พรุ่งนี้อาจไม่มีฉัน” กับ “Stay” ที่ได้ “จั๊ก-ชวิน จิตสมบูรณ์” มาเล่นกีต้ารให้ … นอกเรื่องแป็บ “พี่จั๊ก” นี่ก็กีต้าร์ฮีโร่ในใจผมอีกคนนึงครับ เป็นผู้ชายในสไตล์ที่ผมชอบมาก ดูนิ่ง ขรึม ท่าทางอารมณ์ดี (ตัวจริงไม่รู้แบบนี้รึเปล่า) เล่นกีต้าร์เก่ง คือแบบว่าปลื้มมาก … เอิ่ม … ผมไม่ได้แอบนะครับ อย่าเข้าใจผิด เอิ๊ก

ถัดจากอัลบั้ม “Stay” ผมก็ไม่ได้อะไรมากมายกับนักร้องที่ชื่อ “ปาล์มมี่” เลยครับ จนกระทั่งอัลบั้มที่สามตามออกมาก็คืออัลบั้ม “Beautiful Ride” เพลงที่แบบโดนใจ (ตอนนั้น) มากก็คือเพลง “ความเจ็บปวด” จำไม่ได้ว่าช่วงนั้นกำลังประสบปัญหาอะไรในชีวิตหรือเปล่า แต่เพลงกินใจแบบนี้คาดว่าตอนนั้นน่าจะกำลังกินแห้วอยู่ก็เป็นได้ (ฮา) นอกจากเพลง “ความเจ็บปวด” แล้วอัลบั้มนี้ผมชอบหลายเพลงมา ไม่ว่าจะเป็น “Tick Tock” “Ooh!” “กุญแจที่หายไป” “ปล่อย” และ “ไม่มีคำจำกัดความ” ตอนนั้น “ปาล์มมี่” ก็เริ่มเข้ามาเป็นนักร้องในใจอีกคนแล้วครับ ยิ่งอัลบั้มล่าสุดก็คือ “Five” นี่แบบว่าแทบจะทุกเพลงในอัลบั้มเลยทีเดียว

นอกจากจะชอบเพลงในอัลบั้มใหม่แล้ว ผมมีย้อนกลับไปฟังงานเก่าด้วยครับ อัลบั้มที่เคยว่าเฉยๆ ก็คืออัลบั้ม “Stay” นั่นแหละ ด้วยความคิดที่ว่าผมอาจจะพลาดอะไรไปก็ได้ และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มาตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมพลาดจริงๆ นอกจาก “พรุ่งนี้อาจไม่มีฉัน” กับ “Stay” แล้วพอกลับมาฟังเพลงอื่นๆ ที่เหลือในอัลบั้มแล้ว อัลบั้ม “Stay” ถือเป็นของดีที่ผมดันมองข้ามไปซะงั้น

ปาล์มมี่ (Palmy) มีชื่อจริงว่า “อีฟ ปานเจริญ” เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2524 (ราศีกรกฎ) เป็นลูกครึ่งไทย-เบลเยี่ยม – “ปาล์มมี่” เรียนอนุบาลจนถึง ม.2 ที่ “โรงเรียนพระแม่มารี” (เซนต์หลุยส์) จนอายุได้ 12 ปี แล้วจึงเดินทางไปอยู่กับคุณแม่ที่ออสเตรเลียและศึกษาต่อที่ “โรงเรียนมัธยมโฮลีครอส” (Holy Cross High School) เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ในวัยเด็ก “ปาล์มมี่” เป็นเด็กเรียบร้อย เพราะอยู่ในครอบครัวที่เลี้ยงอย่างมีกฎระเบียบ โดยส่วนตัวเธอคิดว่าได้ความเป็นคนมีกฎระเบียบมาจากคุณยายและได้ความกล้าแสดงออกมาจากคุณแม่

ที่ออสเตรเลีย “ปาล์มมี่” ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของอีกโลกหนึ่ง ทั้งดนตรีและศิลปะ ซึ่งเข้ามามีผลต่อชีวิตเธออย่างมาก เธอชอบเรียนวิชาศิลปะที่โรงเรียน เวลาที่เหลือก็มักจะเข้าไปพิพิธภัณฑ์และแกลอรี่เพื่อดูนิทรรศการศิลปะ นอกจากนี้ เธอยังชอบร้อง คาราโอเกะกับเพื่อนๆ และเดินเข้าออกร้านเทปทุกวัน เธอฟังเพลงทุกแนวและเริ่มสนใจการร้องเพลง

“ปาล์มมี่” เริ่มฝึกฝนการร้องเพลงด้วยตัวเองอย่างจริงจังจนดึกดื่นทุกวัน เธอตัดสินใจเดินทางกลับมาหาโอกาสที่ “แกรมมี่” พร้อม เทปเดโม เพลงที่เธอแต่งเอง-ร้องเอง และวันนั้นเองเธอก็ได้เข้ามาเป็นศิลปินในสังกัด “อาร์พีจี” เริ่มต้นด้วยการเขียนเนื้อเพลง “ใจหายไปเลย” ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็มาร้องคอรัส ในเพลง “รู้ตัวว่าดีไม่พอ” ของ “ตุ้ย-ธีรภัทร” จากนั้นในเดือนธันวาคมเธอก็มีอัลบั้มของตัวเองออกมา

ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการถอดรองเท้าขึ้นร้องเพลงจนเป็นที่มาของฉายา “แบร์ฟุต” (Bare Foot) ประกอบกับท่วงท่าลีลาในการร้องและน้ำเสียงระดับคุณภาพ ทำให้ “ปาล์มมี่” กลายมาเป็นศิลปินที่โด่งดังอย่างมากและมีแฟนเพลงทั่วประเทศ แต่หลังจากออกอัลบั้ม “Beautiful Ride” “ปาล์มมี่” ก็หายไปานพักใหญ่ เป็นเพราะเธอต้องการหยุดพัก เพื่อหาคำตอบกับตัวเองว่าเธอยังรักงานตรงนี้อยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเธอทำงานซ้ำๆ ในจุดนี้มานานเกินไปจนหมดไฟ แต่แล้วในที่สุดเธอก็ได้กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม “Five” และได้ทำงานด้วยความสนุกและสบายใจ ซึ่งนั่นทำให้เธออยากทำงานเพลงให้สำเร็จ

ขณะที่ใครหลายคนมองว่า “ปาล์มมี่” เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แต่ตัวเธอมองว่าพื้นที่ส่วนตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและเธอก็ค่อนข้างหวงพื้นที่ตรงนี้ เพราะเธอไม่ใช่คนที่สังคมมาก เป็นคนติดบ้าน ชอบอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว อยู่กับเพื่อนๆ ที่เธอสบายใจแล้วหาเรื่องทำนั่นนี่ แล้วแต่บรรยากาศในแต่ละวัน บางครั้งก็อยากอยู่เงียบๆ ไม่ทำอะไร บางครั้งก็อยากไปดูต้นไม้ เดินเล่นหรือไปเที่ยวบ้าง เป็นชีวิตธรรมดาที่ไม่หวือหวาอะไรนัก

Palmy (2544)

Stay (2546)

Beautiful Ride (2549)

Five (2554)

 

 

พื้นที่ส่วนตัว – เขตหวงห้ามของ “ปาล์มมี่”

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ขณะที่สบู่ลักซ์และปาล์มโอลีฟกำลังแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของสบู่ก้อนละ 10 บาทอย่างที่ไม่มีใครยอมใครอยู่นั้น บริษัทคอลเกต-ปาล์มโอลีฟได้ส่งสบู่ราคาก้อนละ 6 บาทออกมาตีตลาดล่างอีกทางหนึ่ง โดยตั้งชื่อยี่ห้อสบู่นั้นว่า “ปาล์มมี่”

ไม่มีใครคาดคิดว่าต่อมาจะกลายเป็นชื่อที่ใครต่อใครเรียกสาวผมหยิกฟูคนหนึ่งมากกว่าชื่อจริงของเธอเสียอีก

ยายของเธอเป็นชาวมอญโบราณธรรมดาคนหนึ่งและไม่ได้มีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษอะไร แต่ก็พอจะรู้ว่าชื่อยี่ห้อแป้งและสบู่ที่ตนใช้เป็นคำภาษาอังกฤษซึ่งเหมาะใช้เป็นชื่อของเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย จึงใช้เรียกหลานสาวลูกครึ่งคนนี้ด้วยความเอ็นดู

“อีฟ ปานเจริญ” เธอคือนักร้องสาวผู้มีน้ำเสียงทรงพลังและมีเอกลักษณ์ หลายคนอาจมองว่าเธอเป็นตัวของตัวเองสูงจนยากจะเข้าถึงและเธอเองก็มักปฏิเสธที่จะพูดเรื่องส่วนตัวออกตามสื่อต่างๆ จึงทำให้คนทั่วไปรู้จักเธอผ่านงานเพลงมากกว่าตัวตนของเธอ แต่สำหรับยายของเธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัสบทเพลงหรือเสียงร้องของเธอเลย ไม่ได้รับรู้เลยว่าหลานสาวคนนี้ประสบความสำเร็จเพียงใด ผู้ชมผู้ฟังรักและชื่นชมหลานสาวคนนี้ของยายมากแค่ไหน

“ยายรู้จักว่าเราซน ทโมนมาก อ่อนไหว ร้องไห้บ่อย ขี้แง ยายเลี้ยงเราตั้งแต่เกิด นอนด้วยกัน ก็คือหลายๆ อย่าง บุคลิกนิสัยใจคอนี่มาจากยาย เขาจะเลี้ยงมาเข้มงวดพอสมควร เราก็จะเป็นคนเรียบร้อยในโรงเรียน ถ้าอยู่แถวบ้านจะเก๋า”

“ปาล์มมี่อยากจะบอกว่าเสียดายมากที่ยายไม่อยู่ เสียดายคนอย่างเขา เราอยากให้เขามาอยู่ปลอบเราบ้าง อยากจะร้องไห้ อยากให้อยู่ต่อ อยากให้เห็นสิ่งที่เราทำได้ อยากให้ยายสบายแบบสบายมากๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อน ยายเลี้ยงหลานหลายคนแล้วหาอยู่คนเดียวทำอยู่คนเดียว อยากจะบอกว่าสิ่งที่ยายสอนไว้ทุกๆ เรื่องมันมีผลกับเราวันนี้โดยตรงเลย จิตใจเราที่เป็นแบบนี้เพราะยาย ยายมีแง่คิดที่ดี พอเจออะไรมา เขาพูดอะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีได้เราไม่ได้รับจุดนั้นจากแม่เพราะแม่เป็นคนอิสระ”

“เราอยู่กับยายมากกว่าเราก็ได้จากยายมาเต็มๆ เสียดายวิชาทำขนมของยาย ไม่ได้กินอย่างเดียวนะ เคยเอาไปขายในซอยแถวบ้าน เป็นขนมไทยมีทุกอย่าง ยายทำเก่งมาก บ้านเราไม่ได้ทำขนมขาย แต่ปิดเทอมยายจะทำให้หลานไปขาย เลยทานแต่ขนมไทย-อาหารไทยตลอดเวลา ไม่ชอบอาหารฝรั่ง เค้กก็ไม่ชอบ เรากินกล้วยไข่เชื่อม กินขนมกล้วย แกงใต้ แกงไทยๆ อะไรเราชอบหมดเลย แกงส้ม แกงเลียง แกงป่า ตอนนี้ทำแกงลาวเอง อร่อยมาก”

“แนวสั่งสอนของแม่เราจะเป็นแนวชีวิตใครชีวิตมัน คือเราไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เขารู้สึกว่าชีวิตฉันก็คือชีวิตฉัน ถ้าเธอจะทำอะไรก็ไปทำหน้าที่ของเธอให้เสร็จให้ลุล่วง ถ้าผ่านฉันดีใจด้วย ถ้าพลาดมาฉันก็พร้อมที่จะโอ๋เธอ เราก็โตมาเป็นแบบนั้น พอ 18 ก็ออกจากซิดนี่ย์มาอยู่เมืองไทยคนเดียวไม่ได้มีแม่ดูแล เรามาอยู่กับญาติผู้ใหญ่เราก็ทำอะไรไปเรื่อยๆ”

“เราคิดว่าเราไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตอะไรมาก เพราะว่าพอเรียนจบเราก็มาที่นี่ ทำงานเพลงเลย แล้วก็เจอทุกสิ่งทุกอย่างดึงให้เรามาจนทุกวันนี้ เรายังไม่ได้ออกไปเผชิญโลกข้างนอกว่าเป็นยังไง เรามีแค่มุมหนึ่งของการทำงานตรงนี้เท่านั้นเอง ในการใช้ชีวิตถ้าไปปล่อยเราไว้ที่ใดที่หนึ่ง เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะใช้ชีวิตได้หรือเปล่า แต่ตอนนี้ก็ดำเนินชีวิตแบบเรียบๆ แล้วก็ไม่คิดเรื่องต่างๆนานา?”

“ถึงช่วงเวลาเปลี่ยนจากชีวิตที่ต้องเดินสายแสดงสดเป็นระยะเวลาร่วมสามปีกระทั่งหมดสัญญากับต้นสังกัด ไม่ต้องกลับไปวนเวียนกับวงจรชีวิตแบบเครื่องจักร เมื่อทุกวันเป็นเวลาให้ชีวิตได้ใช้มันอย่างแท้จริง มันก็คือช่วงตักตวงความสุขของชีวิตที่เฝ้าเก็บสะสมมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย

“ถ้าจะให้ออกอัลบั้มทุกปีมันทำได้ แต่ว่าเราจะชอบหรือเปล่า ถ้าจะให้กล้ารับปาก พูดด้วยความจริงใจเลยว่าแต่ละครั้งคือ หยาดเหงื่อจริงๆ ตั้งใจทำจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำแล้วก็ออกมาพูดว่า ตั้งใจมากนะคะช่วยติดตามด้วยนะคะ คือมันได้ผิวเผินอย่างนั้น”

“ถ้าเราทำคือเราไปทำอย่างนั้นจริงๆ ไปมิกซ์ด้วย อยู่ด้วย แก้เนื้อ ทำทุกสิ่งทุกอย่าง โฟกัสไปที่งาน แม้กระทั่งปก ตัวหนังสือ ทุกอย่าง มันไม่ใช่เรานึกขึ้นมาเอง มีหลายเรื่องมากที่มันประกอบอยู่ในอัลบั้ม เราต้องชอบ เราต้องอินกับมันไม่อย่างนั้นไปเล่นคอนเสิร์ตเราก็แย่ เราร้องอะไรไปเรายังไม่อินเลย มันไม่ง่ายเลย”

“ใครๆ ก็อยากได้เงิน เราก็อยากได้เงิน แต่เราไม่ได้กระหายมากเหมือนเมื่อก่อน ที่เราเจอความฝันแล้วเราทำมันแล้วบังเอิญประสบความสำเร็จ มันเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรเลย ทีมงานหรือว่าเราก็ทำเพราะว่าเราชอบ จากนั้นมาก็เหมือนเราทำประกอบร่างมาเรื่อยๆ”

“หาเองมาเรื่อยๆ โดยที่ความรู้ทางด้านดนตรีเราไม่มีมาก เราใช้มันไปแทบจะหมดอยู่แล้ว ตอนนี้เราอยากจะคิดอะไรแล้วตกตะกอนได้ดีที่สุดเราถึงจะทำมัน ยืนยันได้ว่าใครที่ฟังอัลบั้มจะได้สิ่งที่เราคิดออกไปจริงๆ แล้วเราอยากให้มันเป็น เราอยากจะบ้าแบบนี้ เราอยากจะแต่งตัวแบบนี้ คือมันเป็นแบบนั้นไม่ใช่อยู่ๆ นึกจะออกก็ออก?”

จากตัวตนของ “ปาล์มมี่” อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอ ต่อเนื่องด้วยอัลบั้มที่สอง “Stay” ในแบบของเธอ ในช่วงรอยต่อของการทำอัลบั้มที่สามนี้เอง ด้วยเงื่อนไขทั้งภายในและภายนอก เรื่องความพร้อมของการทำดนตรี ความมั่นคงและความอิสระ ทำให้เธอต้องตัดสินใจในเส้นทางดนตรีของเธอต่อไป สุดท้ายผลที่ออกมาหนทางข้างหน้าก็กลายเป็น “Beautiful Ride” อัลบั้มที่สามซึ่งบรรจุมาตรฐานและพลังอันเต็มเปี่ยมของเธอเอาไว้ได้โดยไม่หล่นหายไประหว่างทาง

“ตอนนั้นอายุเราแค่ 18 เราเริ่มทำงาน ออกอัลบั้มอายุ 20 คือความเข้าใจทางด้านดนตรีไม่มีอะไรมากมาย เราเริ่มมาจากสัญชาตญาณว่ามันต้องเป็นแบบนี้ อธิบายเป็นรูปๆ ได้ ไม่ได้เจาะไปทางคำศัพท์เทคนิค เราไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้ บังเอิญมันเป็น “อยากร้องดังๆ” เราก็แค่ทำต่อเนื่อง เรากล้ายืนยันว่าเพลงเราก็ไม่ได้แย่ลง อัลบั้มสองมันก็ดีในแบบของมันเข้มข้นทางด้านดนตรี พอมาอัลบั้มสามทำให้มันป๊อบแล้วก็สื่อสารกับคนส่วนมาก เนื้อหามันก็เป็นเรื่องที่เราอยากจะพูด เราแค่เป็นคนนั่งเขียนไม่ได้ แต่เรากำกับว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าคำนี้เราไม่ร้องเราก็จะแก้กัน”

“ถามว่าอะไรที่มันคล้าย 70 หรือ 80 ถ้าไปดูคอนเสิร์ตเราจะอินนะ เนื่องจากเราขลุกกับทุกอย่างที่เราทำไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือเพลง บรรยากาศมันทำให้รู้สึกไปทางนั้นมากกว่า แต่ว่าสีสันดนตรีเราก็ต้องให้คนที่เขาทำดนตรีเป็นตัวเขาบ้างเหมือนกันเราทำงานคนละครึ่ง จะให้เรามาเจ๋อเรื่องคุมร้องเอง เจ๋อเรื่องร้อง-เรื่องดนตรีไปเสียหมดร้อยเปอร์เซ็นต์มันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่เราต้องให้คนอื่นช่วยทำด้วยมันก็ต้องคนละครึ่ง เขาก็อยากโชว์ผลงานของเขา แต่ว่าจากนี้ไปมันก็ยากขึ้นด้วยอายุเราก็มากขึ้นแล้ว สิ่งที่เราอยากพูดมันไม่ได้เป็นเหมือนตอนนั้น เราคิดมากขึ้นความเข้มงวดก็มากขึ้นตามไป การที่จะหาคนที่เข้าใจเราก็ยาก?”

“ดังนั้น การเลือกที่จะทำงานกับค่ายดนตรีค่ายไหนนั้นก็อาจหมายถึงการเลือกว่าจะอยู่กับคนที่ทำงานกันอย่างไรด้วย ไม่ใช่แค่ชื่อหรือภาพลักษณ์ของค่ายเพียงเท่านั้น”

“เรารู้สึกว่าเราโชคดีที่เราได้คิดแบบนั้นแล้วมีคำตอบแบบพระเจ้ายื่นมาแบบนั้นว่าอยู่ที่เดิมดีกว่า ตอนนั้นก็ย้อนกลับไปสามสี่ปี สิ่งที่เราต้องการมันต้องจับต้องได้ คือเรายังไม่พร้อมที่จะออกไป แล้วทุกอย่างที่เคยเตรียมไว้ให้เรามันไม่ได้ถูกเตรียมไว้ ก็เลยกลับมาคุยกับที่เดิม “พี่เล็ก” เรียกกลับมาคุย แล้วก็ลงตัวที่จะอยู่แล้วมีอะไรบ้าง ดูแลกันแบบไหนที่มันจะราบลื่น”

“เพราะแบบเดิมมันก็มีขรุขระบ้าง พอหมดสัญญาเราก็คุยกันเป็นเรื่องใหม่ว่า ถ้าทำจะมีการดูแลที่เปลี่ยนไปไหม หลายๆ อย่างมันก็ลงตัวทั้งเรื่องสตางค์ ทั้งเรื่องทีมงาน ก็มาคุยกันแบบแฮปปี้ทั้งคู่ ถ้าเขาไม่แฮปปี้เขาคงไม่เอาเราไว้อยู่แล้ว ถ้าเราไม่แฮปปี้เราก็คงไม่อยู่กับเขาเหมือนกัน”

“เราเป็นคนไม่มีเส้น-ไม่มีสาย แต่ก็ไม่รู้สิ “ปาล์มมี่” โชคดีนะ อืม เราว่าทำงานอะไรก็แล้วแต่ต้องเป็นคนแบบเอาจริง ทำจริง คิดจริงๆ อยู่กับความเป็นจริงด้วยนะ ไม่ใช่ฟุ้งไปเรื่อยแล้วสร้างขึ้นมาไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้เราก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใหญ่ที่ดูแลเรา คิดแล้วเราพิสูจน์ตัวเองด้วย พอมันสำเร็จ เขาก็โอเค งั้นโยนให้ทำอีกอันหนึ่ง ไหวเปล่า? ถ้าทำมาแล้วไม่ใช่ เขาก็ต้องไปหาคนที่อยู่ตรงนี้ได้จริง ทำได้จริงๆ”

“ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ข้อเสนออะไรต่างๆ มันเป็นทุกหน้าที่ ทุกงานเหมือนกัน ตั้งแต่อยู่ที่ “แกรมมี่” มา เราคิดว่า “พี่เล็ก” เข้าใจเราที่สุดเลย มีทะเลาะถกเถียงบ้างกับทีมงาน กับคนในตึก กับผู้ใหญ่ แต่ “พี่เล็ก” จะเป็นคนที่เหมือนมาอุ้มเราขึ้น “นั่งลงสิมี่ คุยกันก่อนไหม?” คือทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติที่บางทีเราลบไปแล้ว เขาทำให้เรากลับมานั่งฟัง แล้วเราก็ยอมเขาบ้าง ยอมในจุดที่ โอเค เรายอมแค่นี้ ถ้ามากกว่านี้ไม่ไหวนะ? เขาก็พูดอย่างนี้กับเราเหมือนกัน ก็เลยทำงานด้วยกันได้”

“คือฉลากของ “แกรมมี่” ไม่ได้ผิดอะไรเลยนะ แต่ที่ไม่ได้อยู่เพราะว่าเรายังไม่เจอทีมงานในนั้น สมมติมีสิบทีมเราก็เคยทำงานมาแล้ว แต่ว่าตัวเราเองอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ ไหนๆ หมดสัญญาแล้ว ลองเดินออกมาข้างนอก ถูกใจใครเราลองทำ อยากลงไปในสนามเด็กเล่นที่เรายังไม่ได้เล่นของชิ้นนี้เลย เราเล่นแต่ของชิ้นนี้ ทำมา 8 ปีแล้ว สุดท้ายแล้วอาจจะไปอยู่กับเขาก็ได้ ถ้าเจอคนที่ทำงานด้วยกันแล้วมันใช่ ค่ายเพลงไม่ใช่ปัญหาของเราเลย เพราะว่ามันคุยกันได้?”

หลังจากเสร็จสิ้นงานในแต่ละอัลบั้ม เธอจะหายหน้าหายตาไปพักใหญ่แล้วก็กลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่อีกครั้ง เป็นอย่างนี้มาเสมอนี่เป็นภาพที่คนภายนอกมองว่าเป็นวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตของเธอ

“เราไม่ได้ไปค้นหามา แต่ละครั้งบางทีมันไม่เกี่ยวนะ บางทีแค่ได้ยินไฟล์จากดนตรีที่เขาทำ แค่ได้ยินกับกลองเซตนี้ คือแค่ทำมาเป็นเดโมง่ายๆ แล้วเราอิน เราก็บอก โอ้โห … เพลงนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น อะไรอย่างนี้ หรือว่าเราอาจจะได้ยินเสียงบรรยากาศในเพลงแค่นิดหน่อยเราก็ฟุ้งไปเลย บางทีมันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับเราหรอก เราคิดขึ้นมาเองเรากำหนดเองบางทีคุยกับเพื่อน แล้วก็มีที่ทีมงานคิดมาเป็นคีย์เวิร์ด ถ้าเราประทับใจคำไหนก็คิดมาจากคำนั้น”

“เราอัดไว้ในโทรศัพท์นะ แต่งกีต้าร์ เล่นได้ไม่เยอะหรอก เราเล่นไม่เก่ง ถ้าเราเที่ยวอาทิตย์หนึ่งกลับมาดูว่าบ้านทำอะไรเสร็จเรียบร้อย เรามีเวลาที่อยากจะทำจริงๆ เราถึงทำ ไม่ใช่กดปุ่มแล้วจะมาทำได้เลย จะเป็นแนว เอ้อ! อยากทำแล้ว”

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยืนยันว่าเธอไม่ใช่เป็นนักแต่งเพลง เธอเป็นนักร้องและจะใส่ใจเรื่องการร้องมากที่สุด

“ให้เรานั่งทั้งวันยังไม่ออกเลย ไม่ได้ มีคนพูดอย่างนี้บ่อยมาก “พี่บอย” ก็พูดกับเราบอกว่า ได้ดิ ต้องทำได้ “มี่” ต้องทำได้ เราถามว่าใครๆ ก็ทำได้เหรอคะ? ใช่ ใครๆ ก็ทำได้ “มี่” แล้วทำไมใครๆ ไม่เหมือน “พี่บอย” ล่ะคะ เรากลับไปนั่งคิด ขนาดมีเมโลดี้แล้วนะ ไม่ใช่ว่ะ มันไม่ใช่ ทำไม่ได้จริงๆ คือคนเราถนัดอะไรก็ทำสิ่งที่เราถนัดเถอะ หน้าที่ใครหน้าที่มัน?”

ไม่แปลกที่เราจะเห็น “ปาล์มมี่” เป็นนักร้องรับเชิญในคอนเสิร์ตของศิลปินอีกมากมายหรือแม้ว่าเป็นคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นพิเศษหรือตามเทศกาลก็จะมีชื่อของเธอเป็นนักร้องที่จะขึ้นแสดงเป็นชื่อต้นๆ เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในช่วงโปรโมตเพลงในอัลบั้มของเธอแล้วก็ตาม

“ส่วนใหญ่เวลาที่เราจะทำงานกับใคร เราจะทำกับคนที่เก่ง เหมือนของสะสมเราอยากจะให้มันอยู่ในใจ คนแรกเราเล่นกับ “ไมโคร” แล้วเราแฮปปี้มาก เราเล่นกับ “พี่เสก” และ “พี่เบิร์ด” แล้วก็ “พี่ปู” “พี่ปุ๊” เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้เป็นตำนานที่เราชอบ แล้วเราอยากเก็บเอาไว้อยากมีดีวีดีคอนเสิร์ตของเขา เราดูแล้วเราภูมิใจที่เราได้ทำงานกับคนเก่งคนที่เป็นตำนานคนที่มีจุดยืนที่แข็งแรง?”

ภาพที่ “ปาล์มมี่” กระโดดโลดเต้นในคอนเสิร์ตพร้อมกับเปล่งเสียงร้องอันทรงพลังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความทุ่มเทของเธอได้เป็นอย่างดี หลังจากผ่านช่วงชีวิตที่ต้องขึ้นแสดงคอนเสิร์ตแทบทุกสัปดาห์จนได้กลับมาอยู่ในช่วงหยุดนิ่ง เธอจึงใช้เวลาที่มีนั้นเพื่อการผ่อนคลายให้ชีวิตที่ถูกขึงตึงจนแทบจะขาดกลับเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง

“ก็แล้วแต่วัน ตื่นมาแต่งตัวเสร็จก็ลงมาข้างล่าง เล่นกับหมา ไปกินข้าวเช้า อารมณ์อยากกินก๋วยเตี๋ยวก็ขับรถไปกินก๋วยเตี๋ยวกลับมาก็นั่ง…” เธอหยุดเล่าและนั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอยเหมือนคนไร้สติ แทนคำบอกเล่าถึงกิจวัตรประจำวันของเธอ แล้วจึงปล่อยเสียงหัวเราะครืนออกมาเป็นการปิดมุก

“ไม่หรอก มันก็มีอะไรทำของมันไป บางทีเพื่อนก็โทรมาชวนไปโน้น-ไปนี่ หลายๆ คนก็มีปัญหาชีวิตก็มาปรึกษาหารือเราบ้าง ออกไปห้างดูว่าวัยรุ่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าเราว่างไม่ได้ไปไหนก็ไปดูต้นไม้ มันก็หมดเวลาไปถึงเย็นแล้ว เพราะอยู่ตรงนั้นก็สามสี่ชั่วโมง แต่มันก็มีบางวันเหมือนกันที่เราทำทุกอย่างหมดแล้ว ก็แค่นั่งเฝ้าต้นไม้ให้มันเติบโต ไม่มีอะไรแล้ว”

“ผมเผ้าเราก็ไม่ได้ไปทำอะไรมากก็ปล่อย เล็มๆ เอา ตัดเองก็ตัดจนเบี้ยวเลยต้องม้วนขึ้น มันไม่มีแล้วไง ก็ต้องหาอะไรจุกจิกทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็สนใจเย็บผ้า ว่าจะไปซื้อจักรประมาณสองหมื่น ตั้งสองหมื่น แต่มันก็ทำอะไรได้หลายอย่าง จะไปซื้อแล้ว ไม่ได้ ได้เป็นเครื่องดูดฝุ่นกลับมาแทน มันก็จะมีเรื่องให้คิดต่อไปอีกว่า มีเถอะเพราะว่าเราจะได้เอาไปเย็บอะไรเอง”

“มีไปเรียนบ้าง เรียนจัดดอกไม้ เรียนปั้น ก็ไปเรียนได้อยู่พักหนึ่ง ช่วงนั้นเรียนตอนที่มีงานประปราย แบบว่าเดือนหนึ่งสี่ห้างาน พอเราปั้น ปั้นเสร็จก็ต้องกลับมาทำงานอีกแล้ว มันไม่เต็มที่ ตอนนี้มีเวลาก็อยากกลับไปเรียนอีก”

“แกงอ่อมนี่ก็ช่วยเราได้มากนะ คือไปซื้อกับข้าวแล้วคิดว่า ทำอะไรดีที่มันฝึกฝีมือ เราก็ไม่รู้ว่าจะถูกส่งให้ไปทำอะไรต่อไปภารกิจข้างหน้า เราก็อยากฝึกมือเดินดูของพอทำออกมาแล้วมันใช่ รสมันเหมือน เราก็มีแรงบันดาลใจขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งก็เลยต้องฝึกมือตลอด ทุกอาทิตย์เราจะต้องทำไม่ว่าจะทำอะไรเราก็ต้องทำ”

“ทำไปเรื่อยๆ เหมือนที่ “พี่บอย” บอกว่าเขาก็เขียนไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ จนมันทำได้เอง ของสดอะไรก็ซื้อเอง อย่างวันนั้นไปเจอพี่นักข่าวเขาก็งงว่าเรามาซื้อของเอง มาเข็นรถซื้อผักซื้อหมู “อ้าว … “มี่” มาซื้อเองเหรอ?” ก็บอก “ใช่” “อ้าวแล้วมีใครมาอีกหรือเปล่า?” “มาคนเดียว” เขาก็งงว่าไม่มีแม่บ้านเดินตาม เราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้น?”

ที่บ้านของเธอไม่มีแม่บ้าน ไม่มีใครอาศัยอยู่อีกแล้ว นอกจากเธอและบรรดาสัตว์ที่เธอเลี้ยงเอาไว้ ตั้งแต่เป็ด นก งู เต่า ปลา สุนัข และงูเหลือมที่ถือวิสาสะเข้ามาอาศัยในบริเวณบ้านซึ่งมีบรรยากาศรกครึ้มด้วยต้นไม้ที่เธอปลูกเอาไว้มากมาย เธอเปิดรูปนกฮูกดวงตากลมโตจากโทรศัพท์มือถือให้ดูเป็นหลักฐาน

บางทีการเลี้ยงสัตว์อาจจะทำให้ใครคนหนึ่งคลายเหงาได้ หรืออย่างน้อยพวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตข้างกายที่จับต้อง ลูบ สัมผัสและให้แลกเปลี่ยนความรู้สึกระหว่างเราได้ แต่ถึงอย่างนั้นมนุษย์ก็ยังต้องการใครสักคนหรือหลายๆ คนอยู่รอบข้างอยู่ดี เธอก็เช่นกัน เธอมักจะใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ พบปะ พูดคุย ท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกถามลึกไปถึงเรื่องของความรักแบบชู้สาวเธอมักจะตอบกลับว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว

“โหแม่งขึ้นเลยว่ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังคล้ายเวลาที่เธอถูกเหยี่ยวข่าวถามถึงเรื่องความรัก จากนั้นก็กลั้วด้วยเสียงหัวเราะเหมือนกำลังคุยในวงสนทนาระหว่างเพื่อนฝูงแล้วเล่าความในใจของเธอต่อไป

“อยากบอกว่าไม่อยากให้สังคมนั่งมามองพฤติกรรมดาราแล้วก็คิดว่าอยากเป็นอย่างคนโน้น อยากเป็นอย่างคนนี้ การที่เราพูดเรื่องส่วนตัวมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเพลงเรา เราอยากอยู่ตรงนี้ให้คนที่ดูเรามาเกี่ยวข้องกับเพลงเรา ไม่ได้อยากให้เกี่ยวข้องว่าบ้านเราอยู่ไหน พ่อ-แม่ชื่ออะไร แฟนคือใคร อะไรแบบนี้คือเราไม่ต้องการเลย เราไม่ให้ใครเข้าบ้านเลย เราอยู่ในบ้านของเรา ปลูกต้นไม้ทึบ เราอยากมีชีวิตส่วนตัวจริงๆ เวลาที่เราไม่ทำงาน”

“เราปกป้องมันมาตั้งแต่วันแรกที่ออกอัลบั้มแรก ตอนนั้นเรายังอายุไม่ถึง 20 เลย เราขีดเส้นมันเอาไว้ อย่ามายุ่งกับเรา เราจะไม่ยุ่งกับคนอื่น ยุ่งกับเรื่องงานเท่านั้น ถ้าไม่อยากสัมภาษณ์ก็ไม่ต้อง เราจะไม่ง้อ ไม่ใช่ว่าไม่แคร์ แต่ว่าเราก็มีเส้นของเราแบบนี้”

“ทุกคนสามารถทำได้นะแต่ต้องมีจุดยืนของตัวเอง ถ้าคุณบอกว่าเขามายุ่งละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว จริงๆ ลองคิดดูดีๆ ว่าคุณเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาล้วงคุณหรือเปล่า ทำไม “ปาล์มมี่” ไม่โดนล่ะ ทุกวันนี้เวลาออกไปข้างนอกมีความสุขตรงที่ว่าไม่ได้มีใครมาเจ๊าะแจ๊ะ บางทีเราเดินหลังดาราแล้วเขาไม่รู้เราเป็น “ปาล์มมี่” ด้วยซ้ำ”

“เพราะวันธรรมดาเราก็เป็นคนๆ หนึ่ง ใครๆ ก็ไม่สนใจ เราเดินตามหลังดารา ดาราจะโดนพูดอีกอย่างหนึ่งแต่เราเป็นคนธรรมดา เดินตามหลังเราก็ได้ยินเสียงซุบซิบ เรารู้สึกว่าโชคดีมากที่เราไม่ได้อยู่จุดเขา ยังครอบครองชีวิตความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ซีลเอาไว้ได้ดีมากๆ เราจึงมีความสุข รู้สึกว่าเป็นพลังงานที่ทำให้เราออกมาทำงานตรงนี้ได้ต่อ”

“เพราะถ้าเราไม่มีเวลาอย่างนั้นเลย เป็นเหมือนดาราคนนั้นคงออกไปจากตรงนี้นานมากแล้ว เรารับไม่ได้ มันน่าสงสารนะ แต่บางคนอาจจะชอบ วิญญาณเขามันไม่ได้เป็นตัวเขาจริงๆ มันต้องทำอะไรให้คนข้างนอกมองเขาในแบบนี้ มันอึดอัด?”

แต่จนแล้วจนรอดเธอก็โดนข่าวโคลนสาดจนได้ เรื่องที่เธอหายไปนานระหว่างพักช่วงอัลบั้มจนทำให้มีข่าวลือว่าเธอตั้งครรภ์

“เสียดายที่ไม่ได้ฟ้อง เพราะว่าตอนนั้นมันมีชื่อเราเต็มๆ ไม่ได้เป็นอักษรย่อ แล้วก็หลายเล่มด้วย แต่ตอนนั้นคิดว่าโอเค เราได้มาเยอะก็คิดแค่นี้ เราทำงานตรงนี้มาความจริงทุกคนก็ต้องเห็น วันที่อัลบั้มออกเราก็ยังไปกระโดดโลดเต้นเปิดพุงให้ดูด้วยซ้ำไป”

“ความจริงกับความไม่ซื่อตรงอะไรมันจะอยู่ได้นานกว่ากัน เอาเป็นว่าทุกคนก็เข้าใจไปเองว่ามันไม่เป็นความจริง คิดว่าวิธีนี้มันน่าจะดีที่สุดแล้ว ก็อยู่ของเราแบบเงียบๆ เพราะชีวิตเราเรียบง่ายอยู่แล้ว เราเกิดมาจากที่ไม่ได้เป็นใคร เราเกิดมาจากที่แบบนี้แล้ววันนี้มาได้แบบนี้ เราก็ถือว่าช่างมันเถอะ เงินอยู่ในกระเป๋าเราแฮปปี้ ได้เจอคนที่โอเคกับเรา แฮปปี้กับเสียงเพลงของเรา มีรอยยิ้มมอบให้เรา”

“คนเดี๋ยวนี้ไม่ได้อีเดียด เขาเห็นข่าวไม่จริงมาเยอะ คุณเขียนมั่วขึ้นมาเยอะ เราเห็นเยอะเหมือนกันที่คนเขาไม่ได้เชื่อ อย่ามาขายขนมเด็กอย่างนี้ดีกว่า มันตลก จะได้ไปสนใจเรื่องดนตรี วิชาการอะไรก็ทำไปเถอะไม่ต้องมาทำแบบนี้”

หากจะมองว่าเธอเป็นคนที่ต่อต้านสื่ออาจเป็นข้อหาที่หนักหนาสาหัสไปและเธอก็ไม่ได้เป็นพวกที่เสพติดข่าวแน่นอน ในยุคที่ข่าวสารเข้ามาจากทุกทิศทางการรับข้อมูลข่าวสารอย่างพอเหมาะพอดีและวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับเธอน่าจะเป็นคนที่รับข้อมูลข่าวสารในระดับปานกลางค่อนข้างน้อยคนหนึ่ง

“หนังสือพิมพ์ไม่ได้อ่านเลย ไม่ได้อ่านมาเป็นเดือนๆ วันว่างบางทีก็ดูทีวี อย่างตอนนี้ที่เปิดมาดูบ่อยๆ ก็เรื่องประเทศโน้น-ประเทศนี้ วงการบันเทิงก็มีบ้าง ดูหนังดูบ่อยมากดูเยอะมาก ดูบ่อยที่สุดก็ “Frida” เกินสิบรอบ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้เองนั่งดูกลางคืน ตอนเช้านั่งดูอีก ชอบมากๆ ไม่รู้เหมือนกันเพราะอะไร ล่าสุดเราดู “Prison Break” ไม่เคยดูซีรีส์เลย เพราะเพื่อนไม่เชื่อว่าเราจะไม่ชอบดู ไม่เชื่อว่าจะดูไม่เป็น”

“เพราะเป็นคนไม่ทำอะไรยาวๆ หนังสือก็จะอ่านอะไรสั้นๆ เอาให้มันไม่ต้องมาหนักอะไรตรงนี้มาก เพราะว่าเรื่องส่วนตัวเราให้รายละเอียดกับทุกอย่างเยอะมาก เป็นคนคิดเยอะแต่ว่าไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ นั่งวิเคราะห์ตัวเอง … มันว่างไง”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงเจือเสียงหัวเราะ แต่มันก็เป็นอย่างที่เธอพูดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองนานๆ มันก็เป็นโอกาสให้ได้พูดคุยซักถามกับตัวเองมากขึ้น

ตอนที่เธอสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เข้าสู่ชีวิตการทำงานโดยที่เธอไม่มีเวลาพูดคุยกับตัวเอง ทุกอย่างมันเข้าหาเธอรวดเร็ว จนเมื่อชีพจรของชีวิตเริ่มเข้าสู่จังหวะที่ช้าลงและเธอได้เริ่มการสนทนากับตัวเองอย่างจริงจัง เธอจึงได้ทบทวนตัวเอง

“ตอนนี้กลับมาเจอจุดที่ค้นหาตัวเองทั้งๆ ที่อายุขนาดนี้แล้วจะค้นไปไหน ไม่รู้สิ เราไม่เคยคิดว่าจะต้องค้นหาตัวเอง เพราะว่าตอนนั้นความฝันเราชัดมาก เป็นรูปธรรมแบบชัดเจนมากต้องร้องเพลงเท่านั้น เหมือนมีคนมาชี้แล้วบอก “ร้องเพลง เกิดมาเธอต้องร้องเพลง” คือตอนนั้นมันไวมากเลย ซ้อมโดยไม่รู้ตัว”

“ถ้าย้อนกลับไปเหมือนพระเจ้าบอกให้ซ้อม ตอนนั้นร้องอยู่บ้านพร้อมอัดเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่มีใคร ยังไม่ได้เข้า “แกรมมี่” ยังไม่มีใครติดต่อ ไม่ได้รู้จักใครด้วย ไม่รู้เลย ร้องอย่างเดียว แล้วก็ขอแม่มาเมืองไทย อยู่ไป-อยู่มาก็มาเจอพี่คนหนึ่งก็ไปร้องเพลงให้เขาฟัง ร้องเพลงของ “อลานิส” ตอนนั้นก๊อปเหมือนเป๊ะ ก๊อปปี้ทุกคนแม้กระทั่ง “ซิลิน ดีออน” เขาห่อตรงนี้ห่อบ้าง เป็นอย่างนั้นเลยนะ”

“ไม่เคยคิดจะค้นหาตัวเองจนมาวันนี้คิดว่า เฮ้ย … ทำไมเราเจอมุมวะ ทำอะไรล่ะ ทั้งๆ ที่เวลาว่างเยอะนะ เพราะเราไม่ได้กำหนดว่าเราจะเริ่มอัลบั้มเมื่อไหร่ เวลาปีหนึ่ง ก็แล้วแต่เรา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา แต่เราก็ยังปล่อยตัวเหมือนมันจะมีบางอย่างมาบอกว่าทางนี้ไง”

“ไม่ร้องเพลงจะทำอะไร ความสนใจตอนนี้มีแค่อยากเป็นนักท่องเที่ยว ปีนี้เดินทางตลอดเลยตั้งแต่ต้นปีมาไม่ได้หยุดเลย ไปเที่ยวกับเพื่อน 10 วัน ไปเหนือไปหลายจังหวัด กิน เที่ยว พอกลับมาก็ไปอยู่หัวหิน ใครชวนไปไหนไปหมด เพิ่งไปเกาะช้างมา ไปเนปาล ไปตุรกี จอร์แดน”

“บัตรโรงแรมบางอันเรายังเก็บไว้เลยตั้งแต่ตอนถ่ายโฆษณา ตอนนั้นก็ยังมีอารมณ์เอามาแปะๆ แล้วก็วาดว่าฉันได้ทำอันนี้ แล้วมันก็ห่างไป พอเรามาวุ่นวายเรื่องสังคมตรงนี้อารมณ์นั้นหายไปเลย พอมองกลับไป เราได้วาดอะไรบ้าง ไม่มีเลยนะน้อยมาก”

“นอกจากเขาสั่งงานมาว่าอันนี้ทำเพื่อกิจกรรมเพื่อมูลนิธิช่วยวาดให้หน่อย อารมณ์ที่เอามานั่งตัดเอามาแปะทำเป็นบันทึกเป็นเล่มไม่มีแล้ว เราก็คิดอยู่ว่ามันเป็นเพราะอะไร เพราะว่าเราเยอะเกินไปทางเรื่องฟุ้งหรือเปล่า หรือว่าอะไรวะ เราถึงไม่มีอารมณ์นั้น”

“คิดเรื่องอาชีพอื่นไว้บ้าง เพื่อนเชียร์ให้เขียนหนังสือ แต่เราเขียนไม่เก่ง จริงๆ ใครก็มีหนังสือได้ แค่เล่าๆ แล้วให้คนมานั่งเขียนให้ เอารูปมาแปะๆ แต่ว่ามันไม่ใช่ เราจะมาสร้างขยะบนชั้นหนังสือทำไม ชอบทำอาหาร คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ดี”

“ออย” เพื่อนของ “ปาล์มมี่” ที่นั่งฟังการสนทนาอยู่ตั้งแต่ต้นอดไม่ได้ที่จะพูดถึงความรู้สึกในเรื่องที่ “ปาล์มมี่” จะทำหรือไม่ทำอะไรว่า “เขาเป็นได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่ว่าอารมณ์ตอนนั้นอยากอยู่กับอะไร ทั้งเย็บปักถักร้อย จัดดอกไม้ ทำได้ทุกอย่าง แล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเท่านั้นแหละ แต่ไม่ใช่อะไรที่ต้องวางแผนใช้ความคิด พวกเทคโนโลยี ทำคอม ทำกราฟฟิค อะไรแบบนี้ทำไม่ได้”

“ปาล์มมี่” จึงบอกเล่าธรรมขาติของตนเองเพื่อเสริมคำพูดของเพื่อนต่อ

“เรานั่งดูสิ่งที่ชอบในอินเตอร์เน็ตยังไม่ไหวเลย ไม่ไหวว่ะ คือไม่ชอบ คือเหมือนมีอะไรบางอย่างไปกระทบแล้วไม่ถูกกับเทคโนโลยี มันจะแฮงค์กับเราบ่อยมาก ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นกับใครเลย พอเวลาเรานั่งทำไมมันกดไม่ได้ ต้องเรียกคนมาช่วย พอเรานั่งสักพักก็เป็นอีกแล้ว”

“แกไม่ใช่แกอย่ามาเฟก มานั่งทำคอมฯ แกไม่ใช่แกออกไป แกไปปลูกต้นไม้พรวนดินเหมือนเดิมดีแล้ว”

เธอว่าหากคอมพิวเตอร์พูดได้มันคงจะพูดกับเธอแบบนั้น

เอกสารอ้างอิง :

01. https://th.wikipedia.org/wiki/อีฟ_ปานเจริญ
02. http://board.postjung.com/584423.html
03. http://musicstation.kapook.com/view148049.html
04. http://m.dailynews.co.th/News.do?contentId=5974
05. http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=6686.0;wap2
06. http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112493
07. http://www.komchadluek.net/detail/20110730/104337/ชีวิตแบบ 'ปาล์มมี่' ขอมีเพียงสิ่งที่รัก.html
08. http://www.komchadluek.net/detail/20130914/168093/ขีดเขียนชีวิตผ่านเสียงดนตรี เธอคือ 'ปาล์มมี่อีฟ'.html
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s