ปฐมพร ปฐมพร: ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวย

… ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน

หลังจากที่ชายคนหนึ่งหยิบกีต้าร์แล้วร้องเพลงนี้ให้กับ “สุกี้” ฟัง ชายคนนั้นบอกว่ารู้สึกเฉยๆ แต่เพลงที่เขาร้องกลับถูก “สุกี้” ขอไว้ทันที นี่คือจุดเริ่มต้นของเพลงที่โด่งดังที่สุดของ “เบเกอรี่มิวสิค” … ชายคนนั้นคือ “พราย – ปฐมพร ปฐมพร”

“ปฐมพร” เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงที่มีเอกลักษณ์การคาดหน้า เป็นลักษณะเด่นซึ่งแสดงออกถึงการไว้ทุกข์ให้กับการทำงานที่ไม่คิดว่าจะสำเร็จได้

“ปฐมพร” เข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” เขาได้พบกับ “พิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ” โดย “พิเชษฐ์” ได้แต่งเพลงให้กับ “ปฐมพร” เพื่อเป็นของขวัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง “ปีศาจ” หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นชื่อว่าวง “GAY” ซึ่งมี “พิเชษฐ์” ตำแหน่งกีตาร์ “สมประสงค์ หมีปาน” ตำแหน่งมือกลอง และ “พราย” ตำแหน่งร้องนำ ต่อมาได้เข้าร่วมประกวดวงดนตรีของ “สโมสรผึ้งน้อย” โดยใช้เพลง “ทรมาน” ซึ่งเป็นเพลงต่อต้านยาเสพย์ติด จนในที่สุดก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจนได้เซ็นสัญญากับสโมสรฯ ทางวงได้บันทึกเสียงเดโมเทปโดยมีโปรดิวเซอร์อย่าง “อัสนี โชติกุล” มาดูแลให้ และได้เปลี่ยนชื่อวงมาเป็น “May 21st” เนื่องจากบันทึกเสียงเสร็จกันในวันที่ 21 พฤษภาคม

ต่อมาทางวงได้ไปเล่นในงานของคลื่นวิทยุไนท์สปอตที่ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นการเปิดตัวของวง แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น หลังจากที่เพิ่งได้เริ่มเพลงแรกก็พบว่าคีย์บอร์ดมีปัญหา เนื่องจากก่อนหน้านั้นได้มีเด็กมาเลื่อนคีย์ของคีย์บอร์ด ทำให้การแสดงในครั้งนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก จนส่งผลให้ในเวลาต่อมาทางวงจึงแยกย้ายกันไป

หลังจากนั้นอีก 2 ปี “ปฐมพร” ได้เซ็นสัญญากับ “ค่ายรถไฟดนตรี” ในฐานะศิลปินเดี่ยว เขาพยายามที่จะเอาวงเข้าไป แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาได้ออกอัลบั้มแรกชื่อชุด “ไม่ได้มามือเปล่า” มีเพลงฮิตติดหูในยุคสมัยนั้นอย่างเพลง “ไม่ได้มามือเปล่า” ตามชื่อของอัลบั้ม นอกจากนี้ ยังมีบางเพลงของวง “May 21st” มาทำใหม่อีกด้วย จนกระทั่งมาถึงการแสดงสดที่ “ร็อคผับ” เขาได้ประกาศว่าจะเลิกร้องเพลงไปตลอดชีวิต

พ.ศ. 2534 “ปฐมพร” กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มชุด “พราย” พร้อมกับการแก้ผ้าถ่ายรูป ซึ่งถูกวิจารณ์จากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ประกาศว่าตัวเองตายไปแล้วอีกด้วย จากคำโฆษณาที่ว่า “ปฐมพร” ตายเป็น “พราย” ในอัลบั้มชุดนี้ ทุกเพลงล้วนไม่มีชื่อ ยกเว้นเพลง “พราย” ซึ่งนับได้ว่าสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการเพลงไทยมากและอัลบั้มชุดนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงตลอดมา และสร้างเอกลักษณ์เป็นแบบอย่างของเพลงพรายเรื่อยมา

ไม่ได้มามือเปล่า (2532)

พราย (2534)

เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ (2536)

เจ้าชายแห่งทะเล (2536)

… ก่อนกาล (2536)

ใต้สำนึก (2538)

บันทึกการแสดงสด (2538)

เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล (2539)

ปกเหลือง (2539)

ชุดพิเศษ (2544)

The Days of Pry – Anthology (2549)

Boxset (2550)

เพื่อนของฉัน (2551)

Pry & May-T Project : Poetic Part (2553)

Pry & May-T Project : Re-Creation Part (2555)

ชีพชนก ศรียามาตย์ : เพลงพราย

 

สีสันใหม่ หรือเพียงเพราะ “ไม่พอใจความธรรมดาสามัญ”

วิจารณ์เพลงชุดนี้อีกครั้ง โดย “จาริก สุสกุล”

ถ้าหากวันนั้นผมไม่ได้นั่งริมประตูด้านในของผับแซกโซโฟน ย่านอนุสาวรีย์ชัย วันนั้นผมคงไม่มีโอกาสเห็นชายหนุ่มที่หลายคนมองเขาด้วยสายตาประหลาด และสายตาบางคนที่ว่า “บ้า” ผมจำวันนั้นได้ว่าเขาไม่มีสีดำไว้ที่ใบหน้าขับรถสปอร์ตเปิดประทุนคันน่ารัก จอดไว้บนถนนหน้าประตูผับแห่งนั้น ขณะที่มือข้างหนึ่งประคองแก้วบางๆ มีน้ำสีอำพันแกว่งไกวไปมาข้างรถคันนั้น

จนมาถึงวันนี้ที่ได้อ่านคำวิจารณ์ของ “คุณพงษ์ศักดิ์ พวงเพชร” ในคอลัมน์ “RUNNING FREE” มันทำให้ความกระสันอยากจะฟังเพลงชุด “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้” และ “เจ้าชายแห่งทะเล” ขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสับสนระคนใจ เพราะตลอดม้วนที่เคยฟังมันลื่นไหลเซผวาไปเฉยๆ ซะยังไงยังงั้น ความรู้สึกบางส่วนก็รำลึกถึงสิ่งที่น่าชื่นชมและความไม่น่าเลย … หรืออีกนัยหนึ่งก็พยามประคับประคองภาวะแห่งอารมณ์ ไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะแห่งการขัดแย้งอารมณ์ทางสุนทรียะ”

ดังที่ “ลีโอ ตอลสตอย” บอกไว้ในหนังสือ “ศิลปะคืออะไร” ผสมผสานกับหนังสือของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่บอกว่าศิลปะเพื่อศิลปะ หรือศิลปะเพื่อชีวิต ดึงมาพินิจพินอบทางอารมณ์อีกที ดู “คุณปฐมพร” เป็นคนที่โรแมนติกไม่ใช่น้อยเลย เพราะสำนวนเพลงของเค้ามีรูปลักษณ์ของกวี แต่ที่ว่าถึงขั้นท่านอาจารย์ “อังคาร กัลยาณพงศ์” นั้น มันออกจะเป็นการคิดเอาเองมากไป เพราะสำนวนของ “ปฐมพร” เป็นเพียงรูปลักษณ์ที่จะทำเป็นบทเพลงดนตรีไม่ใช่กวีที่เป็นมหากวี ความแตกต่างและความบริสุทธิ์ใจย่อมย่อมผิดกันอย่างชัดเจน (อย่างน้อยควรคำนึงด้วยว่าท่าน “อังคาร” เป็นศิลปิน FINE ART แต่ปฐมพรเป็น “APPLIED ART”

ลองอ่านเนื้อเพลงชุดนี้โดยการไล่เนื้อเพลงไปด้วยส่วนหนึ่ง ยอมรับว่าเขาเขียนดีไม่น้อย ถ้านำมาอ่านเป็นร้อยแก้วหรือแบบกลอนเปล่า เพราะเนื้อเพลงบางเพลงอ่านแล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าที่ฟังจากเสียงร้องของเขาเสียอีก เนื้อหาโดยรวมของเค้าออกมาในแนวโปรเกสซีพ (ผมชอบคำว่า “HARD ROCK” มากกว่า)

ลักษณะของ “ปฐมพร” ไม่ใช่คนก้าวร้าวแต่อย่างไร ออกจะเป็นชายหนุ่มที่โรแมนติก รักเดียวใจเดียวเสียด้วยซ้ำ

“ปฐมพร” เป็นเหมือนคนที่พยายามค้นหาตัวเอง เนื้อเพลงมีลักษณะเป็นขาวกับดำแต่ยังไม่ชัดเจน (มันระเรื่อๆ ยังไงพิกลอยู่) “ปฐมพร” ไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายและไม่ใช่คนมองโลกในแง่ละเอียด ดูเขาแคร์โลกและสังคมมากพอสมควร สังเกตจากเพลงที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยและเอื้ออาทรที่มีอยู่ในเพลงของเขา เหมือนประหนึ่งว่าเขากำลังค้นหาและพยายามแหวกว่ายและก้าวสู่ความ “ไม่เป็นธรรมดาสามัญ”

ถ้าหากมองเขาว่าเป็นคนบ้า หรือประหลาดนั้น สำหรับผมแล้วเขาเป็นคนธรรมดาเกินไปเสียด้วยซ้ำ เสียงร้องดูพื้นๆ บางเพลงแค่นออกมาเพื่อให้ได้อารมณ์ แต่พาลให้นึกถึงวง “เนื้อกับหนัง”

มีสิ่งหนึ่งในเนื้อเพลงของเขาคือ การหลงใหลไปกับการเล่นคำให้สละสลวยมากกว่าความลึกซึ้งและกระจ่างชัด ลักษณะการเขียนเนื้อเพลงจะเป็นแนวพาฝันแบบแฟนตาซีมากกว่าความเป็นเซอร์เลียริส การนำเสนอโดยใช้สำนวนภาษาในลักษณะรูปลักษณ์กวีของเขาไม่ชัดเจนและไม่ระมัดระวัง มันใกล้จะกลายเป็นความเพ้อเจ้อแบบเปลี่ยนอารมณ์ไปตามสถานการณ์ความคิดฝันของเค้าเท่านั้น การหลงละเมอต่อการเล่นคำให้ดูมีความหลากหลายจนลืมความจริงของภาษา ทำให้ภาพของความจริงในเนื้อหาของภาษายอกย้อนและหลุดล่วงเหมือนภาพในวีดีโอเกมส์ ในบทเพลงหนึ่งเพลงให้มีความสวยงามของภาษาวลีสองวลี ก็ทำให้คนเสพงานปลื้มปิติอิ่มเอมใจแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่จะสอดแทรกภาษาให้แข่งขันความสำคัญของกันและกัน เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำให้มันหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับดนตรีแล้ว ยังต้องทำให้ภาพที่จะสื่อให้ผู้เสพงานไม่เข้าใจ และไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

ในเนื้อเพลง “ปฐมพร” ใช้คำว่า “จิตรกร” “ศิลปะ” และ “จินตนาการ” อยู่หลายเพลง ซึ่งผมเป็นเด็กศิลปะคนหนึ่งที่ไม่ชอบคำว่า “จินตนาการ” เพราะดูเป็นแฟนตาซี พาฝันประโลมโลก การใช้คำว่า “จิตรกร” “ศิลปะ” ก็ไม่ต่างจากสัญลักษณ์ที่ “ปฐมพร” ใช้แทนเป็นชื่อเพลง ดูเหมือน “ปฐมพร” ลืมไปว่า “จิตรกร” หรือ “ศิลปะ” นั้น ไม่ใช่อะไรก็อ้างว่า สิ่งนี้เป็น “ศิลปะ” เป็น “จิตรกร”

“ปฐมพร” เป็นคนหลงใหล “จินตนาการ” เขาไม่ใช่นักสร้างจินตภาพที่เกิดจากความเพียรที่มีจุดมุ่งหมาย “จินตนาการ” สำหรับผมแล้วเป็นเพียงความเพ้อเจ้อของอารมณ์ที่มันจับต้องไม่ได้ มันคือภาพหลอกที่ปรุงแต่งจิตวิญญาณของมนุษย์เท่านั้นเอง

“เจ้าหญิงแห่งดอกไม้” “เจ้าชายแห่งทะเล” เป็นเพียงภาพลักษณ์ของ “ปฐมพร” ที่กระสันในบทเพลง เป็นเพียงจินตนาการที่ผ่านม่านดวงใจของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตามอย่างน้อยบทเพลงชุดนี้ก็อาจจะบ่งบอกถึงอะไรอย่างหนึ่งในสังคมดนตรี ทั้งผู้นำเสนอและผู้เสพ

“ปฐมพร” ก็พยายามทำในสิ่งที่ดวงใจปรารถนา เพื่อจะบอกว่าไม่มีอะไรยากที่มนุษย์ต้องการแสวงหาความแปลกใหม่ทำไม่ได้และมีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ต้องการแยก “ปฐมพร” ออกไปสู่ภาพลักษณ์แห่งการเป็นตัวแทน

“สีสันใหม่” หรือผมเรียกว่า “พวกบ้าแรงปรารถนา” เพื่อจะหลุดออกจากความซ้ำซากที่เคลือบแฝงอยู่ในสังคมนี้ออกไปสู่สิ่งปรารถนาในเบื้องลึกที่พวกเขาเองยังไม่เข้าใจ

ประหนึ่งว่าสังคมนักฟังเพลงส่วนหนึ่งได้เคลื่อนขบวนกองเกวียนเล็กๆสู่หนทางที่จิตใจไขว่คว้าหาแล้ว ด้วยรักและเคารพในความเป็นบันเทิงคดี

บทสัมภาษณ์จาก “ชีวิต-ชีวา”

“ปฐมพร ปฐมพร” นักร้องหนุ่มสัญลักษณ์คาดหน้า ที่มีสไตล์ไม่เหมือนใครกับความแปลกในตัวที่อัดแน่น วันนี้ทีมงานพร้อมนำมาถ่ายทอดเพียบ! จนสุดบรรยาย วันนี้การบอกเล่าประสบการณ์ในชีวิต และมุมมองส่วนตัวดูจะน่าสนใจดีพิลึก นอกเหนือจากนี้การเดินทางบนเส้นสายดนตรีที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงกันก็น่าจับตามองไม่หยอก จุดนี้ถือเป็นอีกมุมหนึ่งที่ท้าทายพอควร ซึ่งการกลับมาพร้อมความมั่นใจที่พกพามาเกินร้อยกับอัลบั้มใหม่ “พราย – ใต้สำนึก” คงเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงความสามารถที่แตกต่างจากคนอื่น

พอออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ทำอะไร

ก็ไม่ได้ทำงานเลย ก็ทำเพลงมาก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้ ก็ออกมาได้ชุดหนึ่งก็กะจะเลิก ทีแรกคิดว่าจะไปเมืองนอก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป ตอนนั้นอยากไปอเมริกา ก็มีเพื่อนอยู่ที่นู่น ก็กะว่าจะเรียนภาษา แล้วก็จะไปอังกฤษก็ไม่ได้ไป ก็คิดว่าไม่ได้ไปแล้ว

ตอนสมัยเรียนเห็นฟังซาวนด์อะเบาท์ตลอด ในตลับใส่เทปอะไร

แต่ก่อนฟังเพลงเยอะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กำลังจะทำเพลง จะฟังเพลงเยอะมาก ย้อนยุคไปตั้งแต่สมัย 60-70 แล้วก็เลิกฟัง พอเริ่มเข้าห้องอัดก็ไม่อยากฟังอีก แต่ก็ยังมีบ้างเล็กน้อย ก็ฟังทุกแบบแนวเพลงหลากหลาย แจ๊ส  บลูส์  โปรเกสทีฟอะไรฟังหมด

จบออกมาก็ไม่ได้ใช้วิชาเลย (บริหารธุรกิจ ม. กรุงเทพ)

ก็ไม่ได้ใช้ กว่าจะจบมาก็แทบตาย ก็รีเกรดอยู่นั่นแหละ มันเหมือนกับว่าเรามีชีวิตที่เราน่าจะเลือกเองในการเรียน แต่คราวนี้พอไปถึงตรงนั้น ทีแรกก็เลือกนิเทศฯ พอลงทะเบียนแบบทำใบทะเบียนหาย พอกลับมาจากต่างจังหวัด พอถามเด็กที่ลงทะเบียนเขาบอกนิเทศฯ เต็มแล้ว ถ้าเรียนก็ต้องลงบริหาร เราก็เลยลงบริหาร แล้วเขาบอกว่าไปย้ายลงปีสอง พอดีมีเพื่อนแล้วก็เลยไม่อยากย้าย เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าเรียนอะไรก็เหมือนกัน ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

แล้วก็มุ่งหน้าทำเพลงเลย

เพลงก็ทำ ก็แต่งเพลงตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ทำเพลงอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ออก จนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อัดเสร็จแล้วก็ยังไม่ออก จนเกือบจะจบแล้วเพิ่งจะได้ออก รู้สึกจะปี 3 ปี 4 แล้ว

ที่ว่าจะทำชุดเดียว ทำไมถึงจะทำชุดเดียว

มันค่อนข้างลำบากที่จะทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับบริษัทเทป เพราะเขาก็ต้องขาย เราก็รู้เพราะเราก็เรียนการตลาดมา แต่คราวนี้มันเหมือนกับว่าเราไม่สนุกกับการทำแบบนั้น

คือโอเคเรายอมมีเพลงรัก มีอะไร แต่ความรู้สึกว่าถ้าทำอย่างนั้นมันก็ธรรมดา มันก็ไม่เหมือนความคิดเราที่จะสื่ออะไรบางอย่าง ถ้าเกิดเป็นเพลงลักษณะเต้นรำ เราก็จะสื่อไม่ได้ ก็เลยคิดว่าต่อไปเราทำเพลงที่ความคิดยากขึ้น เราทำก็จะยิ่งยากในการทำงานชุดนั้น ก็เลยบอกว่าเลิกเหอะ ไม่ใช่ขี้เกียจ โอกาสมันมีทำ แต่ไม่ใช่ตัวเราเพราะต้องไปไฟท์กับบริษัทเทป

แต่ 2 ปีหลังจากนั้นก็ไปอยู่ต่างจังหวัดอะไรบ้าง พอกลับมา บริษัทเก่าเขาเปิดโอกาสให้มากขึ้น ถ้าเขาไม่มายุ่งเรื่องเพลงเราจะทำ โดยมีข้อเสนอว่าเขาไม่มายุ่งกับเรา โดยที่เราต้องการจะถ่ายภาพเปลือยซึ่งมีคนว่าก็ทำ แต่ว่าจะสื่อกับคนอื่นได้หรือเปล่าก็แล้วแต่คนมอง ก็คิดว่าเราอยากทำเพราะอยากทำ

อยากทำเพลงหรืออยากทำเทป

อยากทำเพลง ไม่อยากทำเทปหมายถึงว่าตอนนั้นทำเพลงอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้มันออกไป ให้มันเป็นเทป เพราะเพื่อนที่ทำกันมันก็เลิกกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่ “ไนท์สปอต” บริษัทหลายๆ “บริษัทครีเอเทีย” ที่เจ๊งไปหมด ก็มาที่รถไฟดนตรีถึงได้ออกเทปก็คิดว่าพอแล้ว เราทำได้แล้ว เหมือนกับเราแต่งเพลงแล้วเราทำให้มันออกมาเป็นเทปได้ ก็โอเคพอใจแล้ว ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะดังอะไรมาก

คอนเซ็ปต์หมายถึงการทำเทป อย่าง “เพชร โอสถานุเคราะห์” บอกอยากทำเพราะอยากจะมีเทปสักตลับหนึ่ง

ก็คล้ายๆ อย่างนั้น ตอนแรกคืออย่างนั้น แล้วเป็นคนที่ทำอะไรแล้วไม่อยากยอมแพ้ คือแบบทำแล้วต้องทำให้ได้ อย่างเรียนเนี่ย กี่ปีก็ต้องให้จบ จะไม่ค่อยยอมอะไรง่าย ตั้งใจไว้ต้องทำให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากอย่างไร ขอให้ได้ทำถึงแม้จะไม่ดี

ชุดแรกผลตอบกลับมาเป็นสัปปะรดแค่ไหน

ไม่เพราะ ชุดแรกมันเป็นเพลงที่เรายอมตลาด เราเริ่มแบบว่ารู้แล้วว่าจะมีหนทางได้ออก ก็เลยโอเค จะให้เป็นอย่างไร จะเอาเพลงรักเราก็แต่งให้เขา จะเอาแบบนี้ได้ไหม ได้หมด เพียงแต่ขอให้เราคาดหน้า ให้เราทาสีบนหน้า เขาจะอย่างไรก็ได้ หน้าปกเทปต้องคาดหน้า ทั้งๆ ที่ไอ้คนที่ถ่ายรูปยังเอารูปที่ไม่คาดหน้าลงไปข้างในปกเทป

ซึ่งจริงๆ เราต้องการให้คาดหน้าหมด เหมือนกับเราจะมองตัวเองกลับไปมองอีกครั้ง เออมันอาจจะไม่ใช่ตัวเราแต่เราอยากทำ นี่คือจุดหลักที่ต้องการไว้ทุกข์ให้กับเพื่อนที่เลิกไป อะไรหลายๆ อย่าง มันก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนรู้จัก

แล้วมีฝรั่งคนหนึ่งที่เขาทำอยู่แล้ว พอจะราทำออกมาก็เลยกลายเป็นว่าเราเลียนแบบเขา ซึ่งเราไม่รู้ ให้ตายห่าเหอะ ไม่เคยรู้ว่าเขาทำแบบนั้นชื่อ “อดัม แอนท์” พอเป็นแบบนี้เราก็เลยเปลี่ยนมาคาดแบบโค้งๆ เราก็ยังอยู่แบบนี้

ในส่วนที่มีการถ่ายภาพโป๊ลงปก เมืองนอกเขาก็มีด้วย

เมืองนอกที่มีถ่ายรูปเปลือย ตอนนั้นก็มีเยอะไปหมด แต่สิ่งที่อยากจะทำคือโปสการ์ด คือเพลงพรายชุดที่สอง มันมีเรื่องเกี่ยวกับการเกิดและตาย เหมือนกับชีวิตไม่มีอะไร เกิดจากก้อนหิน มีเพลงเกี่ยวกับเรื่องของอิสรภาพของเราที่ไม่ต้องมีอะไรมาพันธนาการ

แต่คราวนี้ถ้าจะถ่ายรูปเราจะถ่ายอะไรได้บ้าง จริงๆ ไม่ได้ถ่ายรูปเรารูปเดียว มันก็มีถ่ายคนอื่นด้วย รูปผู้หญิงนอนแล้วก็มีผ้าห่อดำๆ ห่อเราไว้เหมือนเราเป็นตัวแทนผู้หญิงที่อยู่ตรงนั้น มีภาพที่เรายืนโค้งๆ ที่เครื่องหมายเอ็กซ์ เหมือนกับเอ็กซ์เป็นเครื่องหมายของการถูกกดขี่ลงไป แต่ตรงนี้เราขี้เกียจอธิบาย เพราะเราก็ทำมาเราก็ดูว่าเหมาะมั้ย

ความจริงมีรูปที่อยู่บนหินแล้วแก้ผ้าหมดเลย ลอยออกมาจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำ เราก็บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่เราก็ทำก่อน “มาดอนน่า” ก่อนอะไร แต่ที่ทำก่อนหน้าเรานี้เราก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง อาจจะมี “จอห์น เลนนอน” ก็ทำ แต่ถ่ายกับ “โยโกะ” ไม่ได้ถ่ายรูปเรา แต่ของเรามีอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ได้ทำเป็นโปสการ์ด

ตอนนั้นที่โปรโมตจะมีวิดีโออย่างเดียว ทีแรกกะจะถ่ายรูปออกมาเหมือนโปสการ์ด พอดีตอนนั้นเราก็สะสมโปสการ์ดด้วย

ทำเทปเพราะว่าอยากดังหรือเปล่า

คนทุกคนมันมี เขาเรียกอะไรนะ … ความคิดที่อยากแสดงออกอยู่แล้ว ทุกคนมีไม่มีใครเขาอยากทำจุดที่เราทำ อย่างเราตอนนี้รู้สึกว่าเราดังมากแล้ว มีชื่อเสียงมากแล้ว ไม่อยากดังมากกว่านี้แล้ว

นี่พูดจริงๆ เพียงแต่งานเพลงมันเป็นงานที่รองรับชีวิตเรา แล้วตอนนี้เราก็อยากจะบอกแฟนเพลงเราว่าเราทำงานแล้วแค่นั้นเอง แล้วถ้าใครอยากจะฟังก็ซื้อไป ใครไม่อยากฟังก็ไม่ซื้อ เพียงแต่เราไม่อยากจะไปโปรโมตอะไรมากมาย จริงๆ เรามีชื่อเสียง เราอาจจะงี่เง่าที่สุดก็ได้

รายได้จากการทำเทปเอาไปทำอะไร

รายได้แทบจะไม่พอ น้อยมาก

อย่างชุดที่แล้วได้ค่ามาสเตอร์มาก็จ่ายค่าห้องอัดไม่พอ ต้องเอาค่าจากเปอร์เซ็นต์ยอดเทปมาจ่ายค่านักดนตรี ค่าห้องอัดเหลืออยู่แค่ไม่กี่หมื่น จากการที่ทำมา 6-7 เดือนเอง ซึ่งพูดไปแล้วไม่มีทางที่รายได้จะมาจุนเจือพอที่จะเป็นอาชีพได้

เพียงแต่เรามีครอบครัวซึ่งค่อนข้างดี มีแม่มีน้อง ซึ่งเขาก็เข้าใจแล้ว เมื่อก่อนไม่เลย เราอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้เขาเริ่มจะปล่อย จะบ้าจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ เพราะเราก็ไม่ได้ทำตัวเหมือนไร้ค่า

อย่างสมัยวัยรุ่นอะไรไปมั่วสุมอะไร เรารู้ว่าเรามีค่าในตัวเองที่ต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง
เหมือนกับเราเดินทางไปกับเพื่อน เราค้นหาไปด้วยกันว่าเราตกลงว่าเราเป็นนักร้องเพื่ออะไร

สุดท้ายก็มีจุดหมายกลับมา

มีบางอันเห็นว่าเขามีกำลังใจ เมื่อเรากลับไปทำงานของเรา ซึ่งเขาก็พิสูจน์ในตัวงานด้วยไม่ใช่เป็นนักร้องแล้วจะนิยมในนักร้อง ถ้างานมันไม่บอกอะไรเลยมันก็คงไม่มีค่า แต่คนฟังมันก็มีน้อย จะอธิบายให้ทุกคนมาฟัง มันก็ไม่ได้ แต่ในส่วนหนึ่งเราได้อธิบายแล้วในตัวงานของเรา กับคนที่ฟังเพลงของเรา

เพลงพี่เรียกแนวอะไร ไม่รู้ว่าแนวอะไร

แนวอะไรก็เอาเถอะ แรกเริ่มมันก็พื้นฐานร็อกแอนด์โรล

แต่พอหลังๆ อยากทำเพลงยากขึ้นก็เป็นโปรเกสซีฟ ความจริงมันก็มีโปรเกสซีฟตั้งแต่แรกแล้ว แต่ฟิวส์ยังไม่ถึง

คิดว่าตัวเองยังใช้ชีวิตแบบนี้ยังไม่จบ

มาถึงอายุปูนนี้ เหมือนจะตายอยู่แล้ว แก่มาก แล้วยิ่งคิดถึงเรื่องของความตายบ่อยๆ แต่มันก็ผ่านเราไปแล้ว ช่วงวัยรุ่นที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ช่วงนี้เราต้องอยู่รอด สมมติเราจะทำงานชุดต่อไปที่ยากกว่าเดิมคราวนี้อัลบั้มชุด “พราย – ใต้สำนึก” ที่ออกไป ทำไปทำมาแล้วคุณภาพกลับด้อยกว่าชุดที่แล้ว เพราะว่าเราใช้ห้องอัดโดยที่เราไปติดค่าห้องอัด “พี่นุภาพ สวันตรัจฉ์” เขาไว้ ซึ่งไม่มีเขาก็ไม่มีชุดนี้ ต้องขอบคุณเขาไว้ตรงนี้ด้วย งานชุดนี้เราจะอัดเหมือนชุดเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็ไม่ได้

ชีวิตที่จะใช้ตรงนี้ ก็เหมือนกับว่าเราพอแล้วสำหรับการเป็นนักร้องนักดนตรี แต่คราวนี้งานความคิดของเราที่อยากจะทำอัลบั้มใหม่เกี่ยวกับศาสนาซึ่งจะต้องแรงมาก อัลบั้มจะชื่อ “ศาสดา” จะพูดถึงศาสนาหลายๆ ศาสนา หลายๆ อันที่เกิดขึ้นใหม่ แม้แต่ศาสนาพุทธที่แตกแขนงไปแล้ว เป็นพวกของญี่ปุ่นที่ระบาดมากในเมืองไทย แต่มีคนศรัทธามากเหมือนกับ “พระพุทธเจ้า” “พระอัลเลาะห์” “พระเยซู” มาคุยกันเดินมาคุยกัน ณ ทะเลทรายแห่งหนึ่งโดยที่เสียงดนตรีจะมาจากเหล่าศาสดาพวกนั้น คล้ายๆ เป็นวงดนตรีแล้วจะมีจานบินบินมาเหมือนกับอารยธรรมแบบใหม่ จะบอกความเชื่อความแตกต่างกัน ก็ทำนองนี้

พูดซ้ำไปซ้ำมา ก็อยากจะให้ดนตรีมันไปถึงสากลซึ่งชุดหน้าเราอาจจะไม่ร้องก็ได้ อาจจะเป็นดนตรีภาษาฝรั่งหมด เอาเขมร เอาใครก็ได้มาร้องแต่สามารถสื่อถึงศาสนาได้ว่า ทุกศาสนามีคนชั่ว มีคนดี

เคยคิดไหมว่าตัวเองเกิดผิดประเทศ

เราเข้าใจธรรมชาติมันก็คงจะดี ถ้าเราไม่ได้เกิดที่ประเทศนี้

สมมติเราไปเกิดที่อเมริกา หรือที่ๆ ฟรีมาก เราก็ต้องแข่งความคิดเราอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้ แต่ที่เราเป็นอยู่ตอนเด็กๆ อย่างเราคิดอะไรก็จะโดนว่า เฮ้ย ! อย่าทำนะ อย่าทำ มันก็เลยกลายเป็นว่า เรารู้เพียงแต่สิ่งที่เขาบอกอย่าทำ อย่าทำ บางครั้งมีนต้องมีการลองบ้างผิด-ถูกเราน่าจะได้ลองด้วยตัวเองไม่ใช่มาบอกว่าอย่าทำตลอด ไอ้คนที่บอกถ้ามันรู้จริงก็ไปอย่าง แต่ไอ้คนที่บอกก็ไม่รู้จริง

คิดว่าถ้าไปอยู่เมืองนอก อย่างอเมริกา จะประสบความสำเร็จมากกว่า

ไม่ ไม่แน่ อาจจะไม่ได้เป็นนักร้อง

อาจจะพอใจกับชีวิตที่แบบว่า คนอเมริกันมีสิทธิเท่าเทียมกัน ระบบมันเป็นแบบนั้น
แต่มันก็มีข้อผิดพลาดเยอะในสังคมฝรั่ง ครอบครัวไม่มีความรัก แตกแยกยิ่งกว่าเราอีก เรามีความดีไว้เราก็รักษาไว้ แต่บางอันที่คิดว่าเราสามารถสื่อได้ อย่างระบบมันไม่ดี เราพูดแทนได้ สมมติเรื่องราวที่เกิดขึ้นพฤษภาเราก็พูด เราก็ไม่ถึงกับเป็นเพลงเพื่อชีวิต

แต่เราก็มีมุมมองของคนๆ หนึ่ง เหมือนถ่ายทอดเรื่องราวของการเขียนหนังสือ เราอยากเขียนเรื่องอะไรเราก็เขียนเรื่องนั้น ซึ่งมันอาจจะมีผิดมีถูก แต่มันเป็นความเห็นของคนๆ เดียว ไม่จำเป็นจะต้องได้รับการเชื่อถือหมด เพียงแต่ว่ามีหัวรวมว่า เออ … มันคิดถูก

ตอนแรกความคิดแบบนี้ หรือการกระทำต่างๆ ครอบครัวรับไม่ได้

ไม่ ตอนแรกครอบครัวแตกแยก ก็ตัวใครตัวมันแล้ว พี่ก็เดินไปเดินมาในมหาวิทยาลัย เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ไม่ค่อยได้สนใจอะไร

ทำเทปแล้วก็ไม่ได้เงินเท่าไหร่ พอเดือดร้อนจะพึ่งใครและใช้ชีวิตอย่างไร

จะเชื่อหรือเปล่าว่าตอนนี้มีแต่หนี้สิน แต่ว่ามีเพื่อนดี มีไม่กี่คนหรอก แต่เพื่อนรวยยืมเงินแบบมันมาก ทุกคนรู้เลยว่ามันไม่จ่ายแล้ว แต่ว่าถ้าเรามีเราก็จ่าย

อย่างสมมติห้องอัด “พี่นุภาพ” เราก็บอกเขาเลยว่าเราไม่จ่าย อันนี้คือเรื่องจริง พออัดเสร็จแล้วเราได้เงินมาจากอัลบั้มชุดที่แล้วเพิ่งได้ ได้เพิ่มมาเราก็เอาไปจ่ายค่าห้องอัดก่อน บางทีไม่มีข้าวกินเดินไปร้าน ไปกินข้าว แต่ไม่ใช่ว่าเรากระจอกขนาดนั้น ขับรถสปอร์ตเราก็ขับ พอมีเงินมันเป็นจังหวะของชีวิต อย่างตอนนี้น้องสาวเหมือนเขากลายเป็นระดับผู้บริหาร
ทั้งๆ ที่เราจบธรรมศาสตร์เรียนโท กลายเป็นว่าเหมือนน้องจะเลี้ยงเราอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้สึกละอาย เพราะเราไม่ได้ขอให้เขามาเลี้ยงเรานี่ ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ไร้ค่าเสียทีเดียว และเงินที่ได้ก็มีเข้ามาบ้าง

ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว อย่างสมมติอาทิตย์ที่แล้วก็เหลือน้อย ก็ 7-8 หมื่น แต่ 7-8 หมื่นเมื่อเทียบกับเพลง 22 เขียนเพลง เพลงหนึ่งก็น่าจะได้มากกว่านี้อยู่แล้ว แต่คราวนี้เราเลือกที่จะทำแบบนี้

แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีเพื่อนไม่ดีหรือน้องไม่ดีเราจะทำอย่างไร

เราก็ไม่มีผลงานออกมา เราก็ไม่มีคนมอง เราอาจจะใช้ชีวิตยิ่งกว่านี้ อาจจะไปเป็นชาวประมงไปแล้วก็ได้ อาจจะเป็นอารมณ์นั้น

ตอนที่ไปอยู่ต่างจังหวัดนานๆ มันก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ เราก็มีความสุขได้

อย่างทุกวันนี้กินเหล้าทุกวันก็ไม่เห็นมีความสุข … แต่รู้ไง แต่ในสภาพสังคมแบบนี้ เราจะพักผ่อนอย่างไรได้ถ้าเรากลับเลยเราก็ไปอยู่ต่างจังหวัด มีบ้านซึ่งทุกคนพูดได้คิดได้ แต่จะทำมันยาก เหมือนเรา เราก็คิดว่าชีวิตในเมืองมันไม่ใช่ชีวิตของเรา แต่เราก็ยังทำไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร

เราอาจจะยังอยากจะนอนกับผู้หญิงสวยๆ หรือแบบอะไรอีกเยอะแยะ ที่มันเป็นเรื่องของตัณหา

แปลว่าตัดทุกอย่างได้หมดแล้ว

ไม่หมด ก็คือเรารู้ เรากล้าบอกได้ว่าสิ่งหนึ่งที่เราคิดก็คือว่าความสุขไม่ได้เกิดมาจากความรวย คิดว่าไม่ใช่เรื่องเงิน คิดว่าถ้าเกิดเราตัดความรู้สึกอื่นๆ ได้ เราก็ไม่อายที่จะเก็บขยะแล้วก็กิน แล้วมีความหวังกับชีวิตสักอัน อาจจะเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง ซึ่งจะต้องไปใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้อะไรก็ได้

ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาจากตอนไหน เมื่อไหร่

ถ้าจะวิเคราะห์แบบ “ฟลอยด์” แบบจิตใต้สำนึก มันคงวิเคราะห์ไม่ได้ อย่างตอนที่เราเรียนว่าไอ้คนนี้มันบ้าเพราะอะไร หรือว่าไอ้คนนี้มันเป็นแบบนี้เพราะอะไร

มันตอบไม่ได้ว่าช่วงไหนมันคงสะสมมาหลายๆ อย่าง เช่น สมัยเด็กอาจจะไปโดนใครตบกะโหลกหรือเปล่า หรือแบบกะโหลกร้าวไม่รู้ มันก็สะสมมาเรื่อยๆ แต่ความคิดที่รุนแรงมันไม่ใช่ทั้งหมดที่รุนแรง จะต้องเป็นฆาตกรหรือแบบไปเอาเปรียบใคร แต่เรายังมีความดีอยู่ในตัวเอง ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าความดีนั้นมาจากไหน อาจจะมาจากพ่อแม่ให้อิสระในการสอนตอนเด็กๆ ก็ได้ สมมติเรามีนิสัยไม่ดี ขี้ขโมย เราจะไปโทษใครว่าเราขี้ขโมย มันก็ไปวิเคราะห์ไปทางพันธุกรรมมันก็ไม่ใช่ มันก็อยู่ที่เราเลือกด้วย อย่างพอมาถึงตรงนี้ความคิดรวบยอดมันอยู่ที่เราเลือกแล้ว

อันนี้ก็แสดงว่าพี่เลือกแบบนี้ ต้องการแบบนี้ แต่อาจจะเปลี่ยนก็ได้ ถ้าสมมติเทปมันเกิดดังเปรี้ยงปร้างออกมา ชีวิตอาจจะเน่าเฟะก็ได้ เรามีเงินมากชีวิตเราอาจจะยิ่งกว่านี้ก็ได้

ซึ่งอันนี้ทุกคนพอมีอำนาจ อย่างถ้าผมได้เป็น ส.ส. ผมจะช่วยเหลือทุกคน พอเป็นแล้วมันก็ไม่ทำ นั่งรถเมล์ได้หรือเปล่าก็ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีกล้ามานั่งกินข้าวแกงหรือเปล่าก็ไม่มี ซึ่งไอ้พวกคนเหล่านั้นมันทำกันบ้างก็คงจะดี แต่มันไม่ทำกัน เราจะว่ามันไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเป็น ลองมาเป็นนายกฯ อย่างคนนี้เขามีบ้านอย่างนี้ เขาอยากอยู่อย่างนี้ เขาก็อยู่
ทำไมต้องไปอยู่ให้สมกับฐานะนายกฯ เขาก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตส่วนตัวบ้าง แต่อันนี้ไม่รู้นะ ทุกคนน่าจะมีชีวิตส่วนตัวที่ตัวเองไม่ถูกคลุมโดยฐานะการเงินหรือตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม

มองชีวิตครอบครัวของตัวเองเป็นอย่างไร

ไม่เคยคิดจะมีครอบครัว ไม่เคยคิดจะแต่งงาน

คงไม่มีใครทนได้หรอกและอีกอย่างเรามีความรู้สึกว่าไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีครอบครัว
ไม่อยากรับผิดชอบ ไม่อยากรับผิดชอบกับคนที่… เอาอย่างนี้ดีกว่าไม่กล้ารักใคร

อันนี้เป็นเรื่องที่ถือว่าเราตั้งความหวังกับความรักไว้สูงมาก สูงมาก แบบต้องตายด้วยกัน แบบเราตายมันก็ต้องตายกับเรา มันตายเราก็ต้องไม่อยู่ ซึ่งบางทีมันเป็นเรื่องเหมือนนวนิยาย คิดเสมอ อย่าง “โรมิโอ-จูเลียต” คล้ายๆ อย่างนั้น

แต่ชีวิตที่ผ่านมา ก็ต้องมีความรู้สึกพิเศษกับใครบ้างล่ะ

ไม่ คนที่พูดคุยกับเราก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่เราค่อนข้างปิดตัวเองพอสมควร บางครั้งเราอยู่แค่นี้เราก็หยุดแล้ว เราจะไม่แบบไปอะไรมาก เพราะเรารู้นี่ว่าเขาจะมาฝากความหวังอะไรกับเราไม่ได้ และเราก็ไม่ต้องการที่จะไปหลอกใคร ว่าฉันชอบเธอนะ จะไม่เป็นแบบนั้น ยกเว้นแต่เขาจะเลือกเดินเข้ามา แต่เราจะบอกว่าเขาจะเดินเข้ามาได้แค่ไหน

และไอ้ที่แค่ไหน มันแค่ไหน

หมายถึงชีวิต

อย่างเมื่อก่อนที่บ้าน เราอยากจะไปไหนก็ไปไม่เคยไปไหนแล้วบอกแม่ มีอยู่ช่วงหนึ่งอยู่คนเดียว แล้วกลับมาอยู่บ้าน แม่จะไม่มีสิทธิถามเลยว่าจะไปไหน จะไม่บอกถึงแม้เขาจะห่วงแค่ไหน พอมาช่วงหลังเขาจะเข้าใจไปเอง

มันก็คล้ายๆ แบบนั้น มันเป็นการยากเหมือนกัน ที่จะให้คนที่ถูกอบรมมาคนละแบบแล้วให้เขามายอมรับเรา แต่มันก็เหมือนว่าทุกวันที่เราเป็นนักร้องแบบนี้คนก็ยอมรับขึ้นบ้าง ถึงแม้จะน้อยแต่มันอยากจะเป็นแบบนั้น โดยที่เราอยากจะเป็นแบบนั้น เหตุผลใด อยากดังหรือว่าอะไรไม่รู้ แต่มันอยากเป็นแบบนี้อยู่ในตัวของมันเอง โดยที่มันไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนดีมาก จะต้องเป็น ซูเปอร์สตาร์ต้องทำดีตลอด

ไม่ อยากจะเป็นนักร้องที่เลวบ้าง

อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัว

แล้วกับการทดแทนบุญคุณ ลูกต้องช่วยเหลือพ่อแม่ เลี้ยงน้อง ทำให้ครอบครัวดูดีขึ้น แต่ในขณะที่ตัวเองตรงกันข้าม ตรงนี้รู้สึกอย่างไร

ก็รู้สึกเป็นเหมือนกับเอาเปรียบคนอื่นเขา

เอาเปรียบต่อความ … หมายถึงเอาเปรียบต่อผู้หญิงทั้งโลกเลย เอาเปรียบต่อใครอีกเยอะแยะเลย

ที่ซื้อเทปเราแล้วเราก็ทำตัวตามใจตัวเองโดยที่เราไม่แคร์ใครเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหมือนกับเราไม่รักใครเลยในโลกนี้ แต่เราจะทำเพื่อทั้งหมดเพื่อสุดท้ายแล้วมึงจะรู้เอง ซึ่งมันอาจจะเว่อร์เกินไป แต่จะพูดได้ยังไง อย่างมีคนพูดว่าไม่แม้กระทั่งหมาที่เลี้ยง แล้วจะไปรักคนทั้งโลกได้อย่างไร ไม่รู้แต่เหมือนกับเป็นการคิดก้าวกระโดดไปว่าวันหนึ่งที่คนอ่านแล้วเกิดสันติภาพขึ้นบนโลกนี้ แต่นั่นคือความคิด ซึ่งการทำตรงนี้เหมือนการเลือกแล้วที่จะไปทำตรงนั้น

คนรอบข้างรู้สึกอย่างไร

ไม่มีใครเข้าใจ แม่-น้อง เพื่อนไม่ได้เข้าใจ แต่รู้ว่ามันไม่ได้ทำร้าย และเราก็เป็นคนดีในระดับหนึ่ง ถึงเขาจุนเจือในเรื่องเงินทอง ก็แค่การกินอยู่หลับนอน เราก็ไม่ถึงกับต้องแบบขอ ถ้าเกิดเขามีปฏิริยาสักนิดหนึ่งเราก็ไม่ไปยุ่งแล้ว ไม่ใช่แบบไปยืมเงินเพื่อนแล้วหน้าด้านไปยืม ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ ไอ้ห่า! เพื่อนมันลำบากจะไปยืมมันได้อย่างไร

เคยคิดไหมว่าจะต้องมีการตอบแทน

มีสิมันต้องมีสิ สิ่งหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนไทยด้วยก็ได้

ที่บอกว่าต้องทดแทนพระคุณ แต่เราไม่จำเป็นต้องบอกแม่นี่ แม่วันหนึ่งเราจะทดแทนคุณ ไม่จำเป็น เพราะเราไม่มีตอนนี้ ไว้ให้เรามีก่อน แต่วันนั้นก็ยังอาจจะมาไม่ถึงก็ได้ เราก็บอกเขาว่าเราไม่รู้ ไม่จำเป็นต้องบอก แต่สิ่งที่เราทำอย่างน้อยๆ เขารู้ สมมติแม่ต้องรู้ คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ก็ไม่เคยคุยกับแม่ว่าแม่รู้สึกอย่างไรกับลูก (เวร) คนนี้

อย่างน้อยก็เพื่อแม่

ไม่ ไม่ใช่เพื่อแม่ แม่เขาไม่ต้องการแบบนั้น มันเป็นแนวคิดของแต่ละคน อย่างพระ ทำไมเขาถึงไปบวชพระ เพราะเขาเห็นความสุขของเขาว่าเขามีจิตใจสบาย เราก็เลือกเป็นนักข่าวเราก็ทำข่าวให้ดี อาจจะโด่งดังก็ไปทั่วโลกก็ได้ ซึ่งเราอาจจะมีจุดยืนของเรา แต่พี่ตอนนี้ยังไม่มี

ตอนนี้นอกจากทำงานตรงนี้อยากทำงานอะไรอีกบ้าง

ก็อยากจะบอกว่าคนไทยทำอะไรได้เยอะ โฆษณาก็ทำได้ดี เพลงยังห่างเขาอยู่ หนังไทยก็ห่างเขาอยู่ แต่หนังดีๆ เริ่มเข้ามาก็เหมือนกัน เราอยากจะเปลี่ยนอะไรที่เราเปลี่ยนได้

ในเรื่องทำเพลงอาจจะไม่ได้คุณภาพแต่เราคิดว่าเราอยากจะทำให้มันดีขึ้นไป ความคิดที่เป็นสากลมากขึ้น การถ่ายรูปก็เหมือนกัน ทำไมเราถ่ายสู้ฝรั่งไม่ได้ คือเราต้องทำงานหนักมากกว่านี้อีกน่ะ

ซึ่งจริงๆ มันหลายๆ อย่าง ทำงานหนักแล้วก็ต้องคิดต้องอะไร สมมติเราทำงานกับฝรั่ง ขนาดฝรั่งกระจอกหนีมาจากประเทศเขา มันยังทำงานหนักอย่างนั้น เอ็นจิเนียร์เราไม่เก่งเราก็ต้องไปเรียน

มันก็ต้องมีการพัฒนาขึ้นๆ ไป เพราะฉะนั้นเราทำงานอะไรขอให้เราทำให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง

แปลว่าพี่สมถะ

มันจะขัดแยังกันมากนะกับคำว่า “สมถะ” อย่างถ้าพี่ขับรถสปอร์ตเปิดประทุนไป แล้วอีกคนกำลังเดินอยู่ข้างๆ ถนน ภาพที่ออกมาจะแตกต่างกันแต่คนจะไม่เข้าใจ

คนที่มองว่ากินเหล้าเฮฮาเดินเข้ามาในร้าน เฮ้ย ! “ปฐมพร” เที่ยวอย่างนี้ด้วยเหรอ อะไร “ปฐมพร” เที่ยวไม่ได้เหรอ เข้าใจไหม

ซึ่งมันตลก บางทีเขาอยากเห็นเราดักดานซึ่งมันก็ไม่ใช่ เราก็เหมือนคนทั่วไป ไม่ได้วิเศษวิโส เพียงแต่บางทีถ้าเราพูดเราพูดตรง ถ้าเราไม่พูดเราก็ไม่อยากพูด

ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างไร

เสเพล

ตอนนี้อยู่ที่บ้านอยู่กับแม่สองคนและหมาอีกหนึ่งตัว ตอนนี้นั่งรถเมล์ รถเพิ่งไปชน ก็ใช้รถของน้องอยู่ แต่ว่าไม่ค่อยอยากใช้เท่าไหร่

ชีวิตนี้เคยผิดหวังอะไรบ้าง

พูดไปแล้วเรื่องของการทำเทปเป็นเรื่องที่ผิดหวังมากที่สุด

เพราะทำเหมือนกับจะออกอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ออก เสร็จแล้วไม่ได้ออก บางทีเปลี่ยนโปรดิวเซอร์คนนู้นคนนี้ เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ เราไม่มีความหวังกับคนเลยนะ หวังคนนี้ก็ไม่ได้ คนนั้นก็ไม่ได้ มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่หวังได้ ก็คือไม่เคยหวังกับคน มึงจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เป็นเพื่อนกันไม่ต้องเป็นเพื่อน อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่เคยหวังกับตัวเขา เราหวังกับตัวเรามากกว่า สมมติคนที่เราช่วยเขา เราก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาช่วยเรา

ในอนาคตทุกคนก็ต้องแก่ ถ้าแก่จะทำอะไรกับตัวเอง

ถ้าแก่ก็ไปอยู่ป่า ตอนนี้ก็คิดว่าตัวเองแก่อยู่แล้ว แล้วก็คิดเรื่องตายมามาก พอเริ่มโตก็เริ่มคิด ก็ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ช่วงที่ฆ่าตัวตายอะไรมาแล้ว ความรู้สึกเรื่องความตายกระจอก ก็เลย เฉยๆ กับมัน

ชีวิตนี้ไม่ต้องการความรักความอบอุ่น

ทุกคนต้องการอย่างนั้น แต่บอกตัวเองเป็นคาถาในใจเลยว่าเราต้องโดดเดี่ยวได้ ไม่งั้นเราทำอะไรไม่ได้ แต่คงไม่แก่ตาย ตายก่อนแก่ แต่ไม่รู้ว่าตายอย่างไร คือถ้าเราอยู่คนเดียวได้จริงๆ เราสามารถทำอะไรก็ได้ในโลกนี้ เราจะอยู่สองคน อยู่เป็นพันคนก็อยู่ได้

เคยไปดูดวงหรือเปล่า

ไม่เคยให้ใครดูลายมือมานานแล้ว ตั้งแต่กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองจะไม่มีใครจะได้ดู ไม่มีใครกำหนดชีวิตเรา

มีแม่เคยไปดูให้หรือเปล่า

จะมีก็ตอนที่ออกเทปชุดแรก จะมี “พี่ขุนทอง อสุนีฯ” มานั่ง พี่กำลังนั่งอยู่ข้างถนนพอดีเลย เขาเดินมา ตอนนั้นกำลังตัดสินใจว่าจะไปฝรั่งเศส ตอนนั้นพ่ออยู่ฝรั่งเศส กำลังนั่งเซ็งอยู่ เขาก็ดูให้ ตอนนั้นให้หยิบไพ่ 2 ใบ เป็นไพ่ที่เดินทางทั้งสองใบ ไพ่ในสำรับนี้มีไพ่เดินทางอยู่สองใบเราจะได้เดินทาง จนจะ 3 ปีแล้ว เพิ่งจะได้ไปฝรั่งเศสเมื่อสองเดือนที่แล้ว หมายถึงไปเที่ยวด้วยนะ ไม่ได้ไปอยู่ น้องส่งไป น้องบังเกิดเกล้า

เขารู้ว่าเราอยากไปต่างประเทศ เขาให้มา 4 หมื่น ก็ไปสบายๆ ไปคนเดียว ไป 10 วัน ก็กลับมา น้องชื่อ “ชมพูนุช ปฐมพร” ทำงานเป็นผู้บริหารฝ่ายการเงินของโรงกลั่นระยอง ส่วนหนึ่งของเชลล์

มีสมุดบัญชีหรือเปล่า

มี ตอนนี้เหลือ 37 บาท

ไม่คิดไว้เหรอว่าถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมา เราไม่มีเงินสำรองไว้ เราจะไปเอาที่ไหน

ก็ไม่ต้องคิดสิ จะไปคิดทำไม ถ้าคิดแบบนั้นชีวิตก็มีแต่ความทุกข์สิ ชีวิตก็ไม่มีความหวัง ตื่นมาฟ้าจะมืดครื้มตลอดวันได้อย่างไร

แล้วชีวิตนี้มีความหวังอะไรบ้าง

ก็ยังมีความหวังกับการใช้ชีวิต คือจริงๆ ความฝันก็เกือบจะหมดแล้ว เหลือที่จะเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง แต่การใช้ชีวิตแบบพเนจรเป็นชีวิตที่ชอบ ได้เดินทางได้อะไร ตอนนี้เราเลือกผิด เราเลือกเป็นนักร้องเราก็เลยไม่ได้เดินทางไม่ได้อะไร

หนังสือที่ต้องการจะเขียน จะเขียนเรื่องอะไร แล้วจะสื่อเรื่องของอะไร

เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนเรา เกี่ยวกับตัวตน ไม่รู้ ยังไม่รู้เลยเพราะยังไม่เขียน เขียนแล้วพอคนอ่านจบแล้ว อ๋อ! ชีวิตเป็นแบบนี้ แล้วทุกคนก็จะอ่านมันรอบแล้วรอบเล่า แต่ใครจะทำได้ แต่หวังไว้

บทสัมภาษณ์ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดจากปากคำของ “ปฐมพร” เอง แต่ระยะเวลาที่เดินทางมีมากเกินคำบรรยาย ยังไงอนาคตถ้าทีมงานได้มีโอกาสแบบนี้อีกคงจะได้ขุดคุ้ยขุดแคะให้สะใจมากกว่านี้ ถึงท้ายสุดตรงนี้ก็ขออวยพรให้โชคดีสมใจอยากและปรารถนา ขวากหนามและมรสุมที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็ขอให้ลุล่วงโดยดุษฏี

 

 

หยุดคิด … เพื่อค้นหาตัวเอง

ยังจำได้ไหมกับ “ปฐมพร ปฐมพร” นักร้องหนุ่มเซอร์ความคิดแบบสุดขั้วเคยมีผลงานอัลบั้มออกมาห้าชุด อาทิ “พราย” ชุดสุดท้ายไม่มีชื่ออัลบั้ม เขาห่างหายจากวงการหลายปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะมีผลงานอัลบั้มชุดใหม่ ถึงเขาจะมีความคิดสวนทางกับสังคมแต่จุดประกายก็เลือกจะพูดคุยกับเขา เพราะมีบางอย่างที่เขา สามารถเข้าใจวัยรุ่นซึ่งออกนอกลู่นอกทาง เขาเลือกจะทำตามใจตัวเองบางครั้งแปลกแยก บางครั้งสับสนและบางครั้งครอบครัวรู้สึกเอือมระอากับวิธีคิดและพฤติกรรมของเขา

หลายคนคิดว่าคนอย่างเขา … จะต้องฆ่าตัวตายได้ แต่เขาก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และลดดีกรีความรุนแรงที่มีต่อสังคม “ปฐมพร ปฐมพร” ก็ยังคงมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่พอใจความยุติธรรมที่มีในสังคมเหมือนคนรุ่นใหม่ทั่วไป เพียงแต่วิธีการแสดงออกของเขาไม่เหมือนใคร ณ วันนี้เข้าบอกว่าหยุดคิดเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วสิ่งที่เค้าค้นหามีอะไรน่าสนใจ

อยากให้เล่าย้อนถึงอดีตการทำเพลงสักนิด

ในช่วงนั้นพอทำงานเพลงออกมา “พราย – ใต้สำนึก” เรารู้สึกว่ามันแรงไป ดิบไป ผู้คนเครียดอยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นการปลดปล่อยของเราเพราะเป็นช่วงวัยรุ่น ทุกครั้งที่ผมทำงานเพลงออกมา

ผมไม่ค่อยชอบงานของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณภาพเพราะมันจะมีเล็กน้อยที่ไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ยอมๆ และถ้าถามว่าทำไมไม่ควบคุมคุณภาพก่อนผลงานออกมาเพราะผมไม่มีปัญญา นี่ผมกำลังพูดถึงคุณภาพของตัวเอง อย่าไปพูดถึงปัจจัยภายนอก เรียกว่า เราไม่ใช่คนที่มีความรู้ทางด้านดนตรีแตกฉาน

ห่างหายจากวงการเพลงหลายปี คุณไปทำอะไรมาบ้าง

พอจบอัลบั้มเพลงชุดที่ 5 ผมก็มีคอนเสิร์ตเป็นงานน่ารักมากคนไปรอหน้างานเยอะ แต่เข้าไปชมไม่ได้ มีน้องคนหนึ่งไม่มีบัตร เพิ่งไปซื้อรองเท้ามาใหม่ๆ เขาบอกว่าเอารองเท้ามัดจำได้มั้ย กลายเป็นว่าคนที่ฟังเพลงของเราส่วนใหญ่จะไม่มีตังค์

แล้วคนที่รักเราจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกค่อนข้างมีปัญหา แล้วปัญหาของเขาก็คือ ปัญหาที่เราเคยพบมาก่อน

ผลงานเพลงทั้ง 5 ชุดที่ผ่านมา คุณชอบผลงานชุดไหนมากที่สุด

ชุดที่ได้ทำตามความคิดตัวเองคงจะเป็นชุด “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้” “เจ้าชายแห่งทะเล” ชุดนี้พอเข้าค่ายเพลง เรามีเงินสามรถจะเลือกนักดนตรีคุณภาพได้ หลังจากนั้นผมก็ทำงานเพลงเองทั้งหมด ไม่มีสังกัด แต่ผลงานก็ออกมาเงียบๆ

การทำงานเพลงของคุณค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง

ผมคิดว่าในช่วงนั้นผมยังไม่เจอตัวเองด้วยซ้ำเรามักจะบอกว่า ความคิดเราเป็นใหญ่แต่พอทำชุดแรกออกไปแล้วก็รู้สึกว่า ไม่ใช่ตัวเรา

พอทำชุดสองถึงแม้จะถ่ายภาพโป๊แล้วถูกคนด่า แต่ก็ไม่ใช่ตัวเรา ถึงผมจะเต็มที่ในการทำงาน ก็ไม่ใช่ตัวเราก็เริ่มมีคำถามามากมาย

พอทำอัลบั้มชุด “สีเหลือง” เป็นชุดสุดท้าย ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า เรากำลังค้นหาตัวเอง การทำงานอยู่ในห้องอัด ร้องเพลง ร้องไห้ เขียนถึงความรู้สึกมันไม่เจอตัวเอง เจอแต่ความคิดและอารมณ์ แต่พอหยุดสักพัก ทำไมรู้สึกบางอย่าง ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมาแล้วค้นหาตัวเอง ตอนนั้นผมค้นหาตัวเองในลักษณะพยายามบอกเล่าความรู้สึกสู่สังคม เราต้องการปฏิวัติอะไรก็ได้มันไม่ได้เป็นกับเด็กหนุ่มทุกคนเราปฏิวัติกับพ่อแม่ อย่างเราไว้ผมยาวแต่เราเป็นคนดี

หลังจากผลงานเพลงชุดที่ 5 คุณไปทำอะไรที่อเมริกา

คือ จริงๆ ผมมีความฝันอยู่ไม่กี่อย่าง คือ เดินทางรอบโลก แล้วถ้ารักใครแล้ว เขาต้องรักเรา เขาต้องตายแทนได้เหมือน “โรมิโอ-จูเลียต” จำได้ว่าผมคิดจะไปเมืองนอกหลายครั้ง แล้วก็ไม่ได้ไป

และผมมักจะมีความคิดว่า ทำไมคนต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมบางเรื่องเขายอมรับกันได้ ผมก็อยากไปดูสังคมที่อื่น ได้พบว่าจริงๆ แล้ว เราเองที่ไม่ยอมรับตัวเองว่าโลกมันเปลี่ยนไปทุกๆ วัน

ไปอเมริกาก็ไปเดินเล่น ไม่ได้ไปนาน ตอนแรกคิดจะไปอยู่นาน แต่ไปแค่สามสี่เดือน ผมไม่อยากอยู่ต่อ อาจเป็นเพราะผมขี้ขลาด ในครั้งแรกเรามักจะมั่นใจในตัวเองสูง พอถึงจุดหนึ่งเรามักจะย่ำจำเจอีก ถ้าเราจะไต่ยอดเขาเอเวอเรตส์ ต้องใช้ความกล้าแค่ไหน มันต้องเตรียมการ อารมณ์จะไปก่อน สุดท้ายไม่ถึงอะไรเลย แต่นั่นก็วิถีชีวิตของผม

คุณรู้สึกท้อแท้กับวงการเพลงจึงเดินทางไปต่างประเทศหรือ

ตอนเด็กผมเขียนเพลง ก็คิดว่าจะทำยังไงให้มีผลงานของตัวเอง กว่าจะมีอัลบั้ม ผมเสียหยดน้ำตาไม่รู้เท่าไหร่

พอมีผลงานออกมารู้สึกกระจอกเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่เหมือนตัวเรา มีแค่สีคาดหน้าที่เราอยากให้มีเท่านั้นเหรอ แล้วยอดขายสามหมื่นม้วนทำงานห้าปีได้เงินหกหมื่นบาท รู้สึกว่าผลตอบแทนต่างๆ ไม่สมกับที่เราตั้งใจ

จากตรงนั้นเริ่มมีความกดดัน แต่นั่นเป็นการพัฒนาที่เปลี่ยนไปจนถึงวันนี้ก็เปลี่ยนอีก ถ้ามองไปจุดเดิม การทำงานทุกชุดผมก็ยังไม่เจอตัวเอง ก็เหมือนการก้าวเดินของนักเขียน ซึ่งเขียนไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทำงานเพลงชุดแรกก็เคยประกาศว่าจะไม่ทำอีกเลย แต่ก็มีโอกาส

ทำไมตอนนั้นคุณไม่กล้าใช้ชีวิตในอเมริกา

ผมคงจะขี้ขลาดที่จะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ โดยไม่รู้จักใครเลย เมื่อก่อนผมเป็นคนประเภทนั่งคิดแล้วทำออกมาเป็นงานได้ถ้าต้องไปล้างจานในอเมริกา นั่นเป็นการใช้ชีวิต ถ้าใครทำแบบนั้นได้ก็มีประโยชน์ต่อตัวเอง

แต่ตอนนี้ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดเพียงว่าเราอายุขนาดนี้ ทำไมเราไม่ทำอะไรที่มีค่ากว่านั้น
มีหลายครั้งหลายหนที่เราทำเพลงออกมา หลายคนต่อว่าเรา แต่ก็เห็นเราเป็นแบบอย่าง ทำให้เราคิดว่าเรามีค่าจริงๆ ต้องมีค่าโดยที่รู้จักตัวเองก่อน

ผมใช้ชีวิตแบบตามใจตัวเอง ถ้าถามว่าผมอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีเงินจากเมื่อก่อนครอบครัวไม่เข้าใจผม พอทำเพลงออกมา แล้วมีคนรักผม ครอบครัวก็ช่วยเหลือบ้าง แต่เค้าจะช่วยตลอดไปได้อย่างไร นี่คือความกดดันที่มีอยู่แต่สิ่งเหล่านี้ผมต้องคลายความกดดันด้วยตัวเอง ผมก็ต้องค้นหา ผมรู้ว่าความกดดันมีวิธีการกำจัดมันออกไปได้

เหตุผลอะไรที่คุณไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงในสังคม

เราไม่ยอมรับสภาพเฉพาะในสังคม ผมไม่ยอมรับละครน้ำเน่าแต่มันก็ต้องมีอยู่ เพราะมีคนดูเยอะ

เดี๋ยวนี้คนสร้างหนังดีๆ ก็สามารถทำแล้วได้เงินเป็นร้อยล้าน แต่ไม่ใช่ผู้กำกับคนเดียวที่เก่ง มันมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง

ถ้าผมมีความคิดที่ดีพอ มันก็จะลงตัวของตัวเองแต่คุณสมบัติความคิดของผมยังไม่ใหม่พอ
ความรุนแรงแบบนี้ไม่ตรงกับใคร มันก็คือตัวผม ความคิดปฎิวัติของผมก็เหมือนเด็กวัยรุ่นพอเริ่มแก่ตัวลง จิตใจก็เริ่มยอมรับความเป็นจริงมากขึ้น ย้อนกลับมาว่าผมไม่ได้วิเศษไม่ได้เก่งกว่าใคร ไม่ได้บ้าบิ่น แล้วคนที่ว่าผมมุทะลุดุดัน มีแต่ความคิดในแง่ร้าย

พอผมมองย้อนกลับไปก็เหมือนเด็กทั่วไป เพียงแต่แง่มุมที่ผมแสดงออกดูรุนแรงจริงๆ แล้วมีแรงกว่านั้นเยอะซึ่งพวกวัยรุ่นไม่ได้แสดงออกมาให้เห็น

คุณหยุดแต่งเพลงแล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ หรือ

ตอนทำเพลงเป็นนักร้องก็เหมือนคนทั่วไป เมื่อก่อนเวลาเที่ยวอยากเต้นรำก็จะเต้นจนฟลอร์ระเบิด โดยไม่กินเหล้าไม่สนใจใคร เหงื่อแตกก็เดินกลับบ้าน แต่พอจะกินเหล้าก็สุดๆ ไปเลย ทุกอย่างทำสุดๆ มาถึงช่วงนี้ก็ไม่ทำอะไรเลย หยุดคิดเลย

คุณมักจะทำตัวแบบสุดขั้วเลยทีเดียวใช่มั้ย

คิดว่ามันสุด แต่จริงๆ มันไม่สุด ถ้าสุดต้องมีผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ผมตายไปแล้ว คนรอบข้างผมคิดเสมอว่า ผมต้องฆ่าตัวตาย อย่างน้องสาวผมคิดเสมอว่า ผมต้องฆ่าตัวตาย มือกลองเก่าก็คิดเสมอว่า ผมต้องฆ่าตัวตายอาจเป็นวิธีการแสดงออกที่ผมเสนอในบ้านมันเป็นความเครียดทั้งหลาย

แต่กลับเป็นว่าคนที่ผมรัก หลายๆ คนอยากฆ่าตัวตายมากกว่าผม บางคนก็ตายไปแล้ว เคยมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งโทรมาตอนตีสี่กำลังจะฆ่าตัวตาย

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับคนที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่สิ่งเหล่านี่มันก็คลายลง ถ้าจะตอบปัญหาได้ว่า เราจะช่วยสังคมตรงไหนได้บ้าง มันก็คงจะจุดเหล่านี้แหละ จุดแห่งความมืด

ถ้าเราจะขยับเข้าไปตรงนี้ตรงความสามารถเรามันมีวิธีเดียวคือนำเสนอไป อาจเป็นไปได้ว่าถ้าเค้าได้อ่านสัมภาษณ์นี้คงจะมีกำลังใจ อาจคิดว่ามีคนอย่างกูด้วยหรือ เท่าที่ผมอยากจะพูดมีเพียงคุณ (จุดประกาย) มาเพียงเล่มเดียวในรอบ 5-6 ปี บางครั้งมีสื่อมาสัมภาษณ์แต่ผมไม่อยากพูด ไม่ใช่ว่ามันจะลงตัวไปเสียหมด

ชีวิตช่วงนี้ยังทำอะไรสุดๆ เหมือนสมัยเป็นวัยรุ่นหรือไม่

เดี๋ยวนี้ผมไม่กินเหล้า ผมกำลังพิสูจน์ในสิ่งที่คิดว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น โดยเชาว์ปัญญาความคิด ผมเข้าใจคอนเสปต์ของชีวิตแล้วว่ามันเกิดจากเซลล์ไหนอย่างไร แล้วการเติบโตต่อไปอยู่ที่การฝึกฝน

ปัจจุบันคุณพบตัวเองหรือยัง

ตราบเท่าที่เรายังคิดอยู่ ไม่มีทางเจอคนทุกคน เมื่อหยุดความคิดแล้วก็จะค่อยเจอ ถ้าเราคิดไปแล้วหาคำตอบให้กับตัวเอง คำว่าตัวเองไม่มีเจอแน่

คุณขบคิดเรื่องชีวิตค่อนข้างมาก จนหลายคนมองคุณแปลก คุณไม่แคร์สังคมเลยหรือ

ผมอาจคิดว่า “จอนห์ เลนนอน” ไม่ได้โดนยิงตายเขาอาจวางแผนให้คนมายิงเขาจะได้อยู่เป็นอมตะ ผมคิดในมุมมองอื่น ไม่ได้คิดในมุมมองนั้นมันจะเป็นจริงหรือไม่ เราไม่รู้ มีบางมุมมองเราอะลุ่มอะล่วยกับสังคม อย่างเราไม่กินหูฉลาม เขาตัดแค่ครีบมันแล้วมันก็ตาย ทุกงานเลี้ยงต้องมีหูฉลามถามว่า เราจะทำอย่างไร เราไม่กินคนเดียวก็พอแล้ว คนอื่นก็ช่างมันถ้าเราจะสู้แล้วเราจะสู้ตรงไหน อย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็มีคนออกมาสู้มากมาย แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็กลับมามองว่า ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าจะเจอตัวเองได้ก็ต้องหยุดคิดก่อน เราสามารถแชร์ประสบการณ์กันได้ สามารถพูดคุยกันได้

ช่วงวัยรุ่นที่ขบคิดกับสังคมอย่างรุนแรง แล้วคุณหาทางออกอย่างไร

ผมไม่แคร์ว่าใครจะเข้าใจผมช่วงนั้น เพราะผมทำตามใจ แต่ก็มีคนรักเรา แสดงว่ามีคนเป็นแบบผมแน่นอน เขาจะรักคนต่างพวกกันได้อย่างไร ก็ต้องรักพวกที่อยากฆ่าตัวตายด้วยกัน รักคนที่มีความรุนแรง และเกลียดความไม่ยุติธรรม มีคนพวกนี้อยู่ ผมถามจริงๆ เถอะ คนที่มีความสามารถในสังคมนี้แล้วตำหนิคนนั้นคนนี้เหมือนที่เราบอกว่าทีวีทำไมมีแต่ละครน้ำเน่า เพราะเราไม่เคยทำ เพราะคุณไม่เคยฟังเพลงไทย ไม่เคยเชียร์ฟุตบอลไทยคุณ ไม่เข้าไปในสนามคุณดูแล้วรู้สึกเวอร์ ไม่มีอะไรเพื่อการพัฒนาเลย มันก็ได้เท่านั้น

หลายครั้งคุณมักจะพูดว่า เราต้องคิดก่อน คุณจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร

เราต้องหยุดคิดก่อนธรรมะเป็นเรื่องมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมคนคิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วหาข้อมูลว่า ศาสนานั้น ศาสนานี้พูดว่าอย่างไร ผมเองก็เคยคิดจะทำอัลบั้มศาสดา กล่าวถึง “พระเยซู” เจอ “พระอัลเลาะห์” และ “พระพุทธเจ้า” แล้วก็นั่งคุยกันในทะเลทรายแห่งหนึ่ง มีจานบินบินมา ผมอยากอธิบายเป็นเพลงว่า ความเข้าใจของศาสนาเพื่ออะไรพอมาวันหนึ่งผมก็หยุดคิดเรื่องพวกนี้เพราะอะไรผมไม่บอกนะ

ทำไมคุณสนใจธรรมะมากขึ้น

คือธรรมะไม่ใช่เรื่องศาสนา ธรรมะที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องศาสนา ก็เหมือนการเข้าใจและศึกษาธรรมชาติ แล้ววิธีไหนล่ะจะเข้าถึงธรรมชาติได้มาก

ผมไม่ได้เก่งพอจะไปสอนใคร ผมกำลังจะบอกว่าต้องรู้จักตัวเอง ผมเริ่มรู้แล้วว่าพอผมหยุดคิดก็เริ่มรู้จักตัวเอง คนอื่นอาจคิดว่า พื้นๆ เด็กๆ ก็ไม่เป็นไร ผมเพิ่งจะเริ่ม ถ้าบางคนที่อ่านเจออาจได้พูดคุยกันและถ้าผมพัฒนาไปอีกระดับคงตอบคุณได้ตอนนี้ผมยังอยู่ในระดับพื้นๆ เมื่อก่อนผมไม่รู้อะไรเลย อีกอย่างธรรมะของผมไม่ใช่ศาสนา ผมต้องปฏิบัติให้รู้

ถ้าพูดตอนนี้ผมนับถือทุกศาสนาในความดีของศาสนานั้นๆ ผมใช้วิธีการฝึกของพระพุทธเจ้า ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมได้รู้จักเป็นสิ่งที่หลายคนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องคิดเก่งหรือฉลาด

มันย้อนกลับไปหาในช่วงแรกๆ ของผม ผมเคยบอกว่าทุกคนต้องรู้จักตัวเอง ในที่สุดเราต้องตายเป็นปุ๋ยของต้นไม้ เมื่อก่อนผมพูดออกไปโดยไม่เข้าใจ พูดจากสัญชาตญาน แต่พอย้อนกลับมาถึงเรื่องนี้ มันมีพื้นอยู่ สิ่งที่ผมค้นหาอยู่ มันไม่ได้เจอโดยบังเอิญ

ผมมีกลุ่ม “เพื่อนพราย” ที่ฟังเพลงผมอยู่ พอผมไปเจอสิ่งที่ผมค้นพบก็จะบอกพวกเค้า มีบางเส้นทางที่เราสัมผัสแล้ว แล้วเราได้พบอะไรบางอย่าง

ระหว่างการค้นหาสัจธรรม คุณค้นพบอะไรบ้าง

ผมค้นหาสัจธรรมตั้งแต่แรกๆ แล้ว แต่ผมหาโดยความคิด ที่สุดแล้วผมบอกกับตัวเองว่า ผมต้องหยุดคิดก่อน ถ้าจะสรุปว่าผมกำลังค้นหา

ทุกคนก็ค้นหาเหมือนหัน แต่วิธีของใครถูกล่ะ แล้ววิธีคิดค้นคว้าทางตำรา มันไม่มีผลเหมือนคำที่คนพูดบ่อยๆ ว่า ถ้าจะไปเรียนว่ายน้ำจากหนังสือมันไม่ได้ คุณต้องลงว่ายน้ำเอง แล้วพอลงว่ายน้ำแต่ละคนก็ใช้เวลาไม่เท่ากัน

ถ้ามองย้อนกลับไปช่วงวัยรุ่น คุณมักพูดว่าตัวเองได้ทำสิ่งโง่ๆ ไปไม่ใช่น้อย มีเหตุปัจจัยอย่างไร

สิ่งเหล่านั้นมันเป็นเหตุของมันที่จะต้องทำ มันโง่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ มันก็ต้องโง่ต่อไป ถ้าถามว่า ทำไมคุณกับผมไม่ไปฉีดเฮโรอีนกันล่ะ มันเคลิบเคลิ้ม เพราะเรามีปัญญาว่า มันไม่มีประโยชน์

แต่ว่ามีปัญญาหลายขั้นหลายระดับ กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ต้องค้นหาด้วยตัวเอง

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่อยู่ที่การห้ามปรามจากผู้ใหญ่อย่างเดียวยิ่งห้ามเหมือนยิ่งทำ แล้วคิดหรือว่า ลูกจะเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง

ในช่วงเป็นวัยรุ่น คุณเป็นนักดื่มสุราระดับไหน

ผมไม่ใช่คนกินเหล้ามากมาย แต่ช่วงที่กินเหล้าผมเป็นประเภทที่ว่าอยากลองว่าเหล้าหรือผมใครเก่งกว่ากัน ถึงเวลาสำคัญแล้วที่ผมจะพูดเรื่องนี้ ผมอยากร้องดังๆ ว่าไม่น่าเชื่อ ผมจะได้พูดคำนี้จากที่ผมเคยพยายามปฏิวัติในช่วงวัยรุ่น ผมเสนออะไรออกไปก็เงียบ คนที่อยากให้สังคมดีตะโกนอะไรออกไปก็เงียบ แต่วันนี้ผมมอยากตะโกนดังๆ ให้น้ำตาผมเป็นสายเลือดเลยว่า ในโทรทัศน์ที่เรา่ดูอยู่ทุกวันนี้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม ทุกวันนี้โทรทัศน์กำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ในโฆษณามีแต่เหล้าได้งานก็ดื่มเบียร์ ดีใจก็ดื่มเบียร์ ไม่มีอะไรก็ดื่มเบียร์ดื่มเหล้า

เหตุผลมันมีอยู่ในสังคม เราก็รู้ว่าเพราะเงิน แต่เค้าเอาเงินมาฆ่าตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นผูผลิตรายใดก็ตาม ทุกคนรู้อยู่ว่าไม่ดี แต่รัฐบาลสามารถกำหนดได้ว่าการโฆษณาเหล้าเบียร์ ควรมีเวลาที่เหมาะสม ถ้าเสียงที่ผมตะโกนร้องด้วยสายน้ำตามีพลังพอ เวลาผมดูทีวีความคิดนี้รุนแรงมาก ผมไม่รู้ว่าจะพูดกับใคร ผมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีแต่จะชักนำไปในทางดิ่งทั้งประเทศ ผมกล้าพูดว่าประเทศไทยมีสิ่งเสพย์ติดที่ถูกกฏหมายติดอันดับของโลก โดยเฉพาะการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ตามท้องถนนแล้วเรื่องจับยาบ้าจับไปสิ ไม่มีทางหรอก เราจะช่วยกันได้อย่างไร

คุณเคยริอาจเสพยาเสพย์ติดหรือไม่

จริงแล้วในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้แต่การฉีดเฮโรอีนในกลุ่มเพื่อนๆ ผมรับรู้หมด แต่ผมไม่เคยใช้ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความเท่ในสมัยนั้น

แต่สมัยนี้ไม่มีใครไปบอกให้ใครทำอะไรได้ผมเชื่อว่าถ้าเรามีสื่ออยู่ในมือสื่อนั้นต้องมีคุณธรรมเราจะไปบอกให้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมีจรรยาบรรณได้ยังไง จรรยาบรรณต้องเกิดจากตัวเขาเองแต่เรากำลังพูดในสิ่งที่นอกเหนือจรรยาบรรณ โทรทัศน์ห้าช่องการตัดสินอยู่ที่คนมีอำนาจไม่กี่คน กับอนาคตลูกหลานของเรากับสิ่งที่เราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองความไม่มีสติรู้ ผมอยากตะโกนเรื่องนี้ดังๆ และไม่จำเป็นต้องแค่เสียงผม เสียงคุณก็ได้ ทั้งที่ต่างรู้ว่าไม่ดีพวกเขาก็ยังกินเบียร์กินเหล้าอยู่ ผมไม่ว่าหรอก แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้ไปใส่ในจอทีวี ถ้ารัฐบาลออกกฏหมายควบคุมในเรื่องการโฆษณาบ้างก็ดี

ผมได้พูดในสิ่งที่ผมอยากจะพูดจากความจริงใจถ้าไปถึงหูใครสักคนเพื่อไปสะกิดเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าคนเหล่านั้นต้องมีอำนาจ อย่างนายกรัฐมนตรีถือศีลไปวัดมีธรรมะอยู่ แล้วธรรมะคือการไม่ทำลายคนอื่นและตัวเอง

ถ้าเราได้สื่อสารถึงเขา นายกฯ อาจบอกว่ากฏหมายเรื่องการควบคุมโฆษณาทางทีวีน่าจะออกมาได้ แค่นี้เราได้สื่อซึ่งกันและกันแล้ว นี่คือ “ปฐมพร” ที่ได้เปล่งเสียงเล็กๆ ออกไป ซึ่งไม่ใช่เสียงร้องเพลง

คุณอยากทำอะไรเพื่อสังคมบ้างหรือไม่

แค่ได้พูดผ่านสื่อครั้งนี้ก็พอแล้ว การจะทำเพื่อคนอื่น ผมยังมีไม่มากพอผมคิดว่าเราต้องทำสังคมในบ้านให้ดีก่อน ผมเองก็ต้องพยายามทำจุดนี้ จากที่ผมเคยเข้าหน้าพ่อแม่ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมอยู่กับบ้านได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นคนดีขึ้น ก็เริ่มปรับตัวแล้ว อยู่ที่ว่าใครองเห็นคุณค่าผม อย่างคนที่เคยฟังเพลงผมหากได้อ่านเจออาจจะน้ำตาไหลก็ได้ ผมยังอยู่ ผมยังไม่ตายและเป็นกำลังใจให้พวกเขา กำลังใจยิ่งใหญ่มากและไม่ใช่แค่บอกว่า คุณอย่าร้องไห้ คุณอย่าฆ่าตัวตาย มันยิ่งใหญ่กว่านั้น

คุณยอมรับความแปลกแยกที่มีต่อสังคม ดังนั้น คุณต้องใช้เวลาปรับตัวเพียงใด

เมื่อก่อนผมแปลกแยก เดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกอยู่ลึกๆ คนเราเปลี่ยนตัวเองทันทีทันใดไม่ได้ มันเป็นเหมือนสันดาน สิ่งที่เรากำลังบอกว่าแปลกแยกเรารู้ตัวดีเดี๋ยวนี้ผมมองเข้าหาตัวเองมากขึ้นเมื่อก่อนอยู่โดยความคิด แต่เดี๋ยวนี้ผมหยุดคิด

ความตรงไปตรงมาของหนุ่มสุดขั้ว “ปฐมพร ปฐมพร” อาจมีทั้งขาวและดำให้ขบคิด เพราะสิ่งที่เค้ากล่าวออกมาจากใจโดยมิได้เสแสร้ง คงจะให้แนวคิดกับวัยรุ่นบางคนที่สับสนในชีวิตได้บ้าง

เดินทางไปกับความคิดของ “พราย

ชายผู้นี้ไม่ยอมซ้ำรอยงานตัวเอง แต่ทุกครั้งที่สร้างงานออกมาตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งอารมณ์ ความรู้สึกตัวตนแห่งวิญญาณ เขาคิดเสมอว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะคิดประโยคใหม่จากหัวเราเอง คิดมาใหม่ที่ยังไม่ได้ยินใครพูดมาก่อน ล่องลอยไปตามกระแสความคิดที่แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายแห่งดนตรี ด้วยอารมณ์และความรู้สึก หลายคนไม่อาจเข้าใจในกระแสความคิดเหล่านั้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีใครไม่เข้าใจเขาซะทั้งหมด เมื่อมีคนเกลียดก็ต้องมีคนรัก ดังนั้น เรามาลองเดินทางไปตามคลื่นแห่งความคิดเพื่อที่เราจะได้เข้าใจขึ้นจากบรรดาหยดแต่ละหยดแห่งคลื่นความคิดของ “พราย – ปฐมพร ปฐมพร”

“ชุด “ไม่ได้มามือเปล่า” นี่มันต้องยอมที่จะให้ออก มันเหมือนถูกบังคับ เขาไม่ใช่บังคับเราตรงๆ แต่เราต้องพยายามให้อ่อนลงอะไรอย่างนี้ ซึ่งพอมาถึงตรงนี้จากจิตใต้สำนึกมันก็พิสูจน์แล้วว่าจริงๆ ตัวเรากับไอ้ตรงนั้นมันต่างกันเยอะพอสมควร อย่างชุด “ใต้สำนึก” ทุกคนส่ายหัวว่าฟังแล้วไม่เพราะเลย ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเพราะอยู่บ้าง แสดงว่ามันก็ค่อนข้างจะสับสนอยู่บ้างในระหว่างหยาบกับละเอียด เราก็ถามอยู่ว่าจิตใจเราอยู่ในขั้นไหนสภาวะคนมันไม่เหมือนกัน”

“ปฐมพร” ได้พูดถึงชุด “พราย” ซึ่งเป็นชุดที่สองของเขาว่า …

“ชุด “พราย” นี่เริ่มปรับตัวที่จะสื่อออกมา อยากจะถ่ายรูปอยากอะไร เริ่มรู้ว่าอยากพูดอะไร ในด้านดนตรีเนี่ยจริงๆ ถ้าเปลี่ยนจาก Keyboard เป็นเครื่องจริง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในลักษณะแนวดนตรีขนาดนี้ เราอยากทำแนวนั้นทำไม่ได้ คนที่จะมาเล่นเพื่อนออกไปหมด คนที่มาช่วยทำดนตรีเขาถนัด Keyboard ก็เลยไม่สามารถสื่อออกมาได้ จากวันนั้นเราคิดได้อย่างว่าแนวเพลงปัจจุบันเป็นการเรียงดนตรีเข้าด้วยกัน คือ Classic, Jazz มันเป็นไปได้หมด คุณสามารถที่จะเรียงเพลงเป็นอะไรก็ได้ทุกอย่าง”

“ในยุคก่อนไม่คิดอย่างนั้น ตัวสำคัญที่สุดคือเนื้อหา แล้ว Melody ของเพลง จะเอาเป็นอะไร มันก็ทำได้หมด” “ปฐมพร” พูดไปถึงเรื่องของดนตรีแล้วเสริมอีกว่า “ในยุคต่อไปทุกคนเรียนดนตรีเท่ากันหมด มีความรู้เรื่อง Jazz ความหลากมันจะมาก แนวแยกออกไปยาก มันอาจจะไม่ชัดเจนแบบในอดีตมันก็จะเหมือนว่าทุกอย่างคละเคล้ากันไป”

“ถ้าจะบอกว่าจริงๆ เลย อาจจะไม่ได้ถึง 100% จะแต่งเกี่ยวกับเรื่องอิสรภาพ การกดขี่ข่มเหง เหมือนกับเพลงเพื่อชีวิต แต่ Style ที่เราแต่งมันจะไม่ใช่เพื่อชีวิต เรารู้สึกว่าเราพูดค่อนข้างรุนแรงกว่ามันอาจจะไม่ 100% แต่ในช่วง รสช. ช่วงนั้นรู้สึกไม่ถูก เรื่องโสเภณี บางทีเราพูดไม่เคลียร์ แต่เราอยากจะพูดแทน เรารู้ว่ามีคนเกลียดแต่ก็มีคนรักเรา เรารู้ว่าจะพูดอะไรตามเรื่องซึ่งอาจจะเป็นส่วนของกลุ่มน้อยแล้วก็ส่งเสียงดังหน่อย พยายามจะเหมือนกับให้ทุกคนเรียกร้องสิทธิของตัวเอง”

“ตอนนี้อยากทำ ชอบความรุนแรง ไม่ได้แฟชั่นแบบฝรั่งอย่างเดียวเราเข้าใจความเป็นไทยของเราพอสมควร แต่คราวนี้ไอ้ความเป็นไทยในลักษณะที่ว่าเราต้องเคารพผู้ใหญ่อะไรอย่างนี้ ซึ่งเราก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่ดีเราก็ต้องพูดว่า ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเราถึงจะเคารพ” อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นด้วย “ปฐมพร” กล่าวต่อว่า “เรารักความเป็นไทยอยู่แล้ว แต่คราวนี้เมื่อเราจะบอกว่าอย่างนี้ ทุกคนก็ไม่ยอมฟัง”

เห็นได้ว่า “ปฐมพร” มีความคิดที่น่าสนใจ เขาเล่าถึงความคิดของเขาที่เป็นเช่นนี้ว่า

“คงจะเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าเรารักวัฒนธรรม คือการมีครอบครัวแตกแยกนี่มันทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ความรัก เราต้องการความรัก เราต้องการความอบอุ่นเหมือนกับคนอื่นที่เขามี เขาต้องการ เราก็ถามตัวเองว่าจริงๆ มันมีความอบอุ่นจากคนอื่นมาให้จริงๆ หรือเปล่า มันไม่มี เราต้องสร้างขึ้นมา พอวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราสร้างตัวเองได้ เราเข้มแข็งได้ ฉะนั้นทุกคนก็ควรจะเข้มแข็งได้ ทุกคนสามารถที่จะดำเนินชีวิต เลือกชีวิตได้ ไม่ใช่ไปตีอกชกหัวตัวเอง แน่นอนลองดูว่ามันจะตกต่ำแค่ไหน แต่พอถึงวันหนึ่ง ชีวิตมันน่าสดใส มันมีอะไรมีค่า”

“จริงๆ มันเกี่ยวกับทุกชุด เมื่ออยากจะพูดจริงๆ นี่เหมือนกับมองโลกในแง่ร้าย แต่จริงๆ ถ้าให้วิเคราะห์ตัวเองเป็นคนที่มีความหวังกับชีวิตมากว่าลึกๆ แล้วเป็นคนที่มองโลกสวยงามมากกว่าบางคนที่เห็นเราก้าวร้าว แต่ถ้าบางคนที่แบบมองโลกในแง่ดีแต่เขาก็กดขี่คนอื่น” นี่คือสิ่งเป็นจริงในโลกที่ “ปฐมพร” กล่าวออกมา

ในช่วงนี้งานของ “ปฐมพร” ที่เป็นอัลบั้มคู่ที่ออกโดย “BMG” ถูกนำมารวมเป็นอัลบั้มเดียว “ปฐมพร” พูดถึงเรื่องงาน “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้-เจ้าชายแห่งทะเล” ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นงานชิ้นดีชิ้นหนึ่งของเขาว่า

“ถ้าเกิดจะพูดว่างานเจ้าหญิง-เจ้าชายเนี่ยเป็นงานที่พิถีพิถันก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นงานที่ค่อนข้าง มันเหมือนกับว่าเราตกตะกอนในความคิดจาก “ไม่ได้มามือเปล่า” “พราย” ก็ยังไม่เต็มที่ เจ้าหญิง-เจ้าชายพยายามแล้วก็ได้นักดนตรีมาช่วยแต่ว่าในที่สุดก็คือว่า “พราย” ต้องเร่งในห้องอัด เพราะว่าเรามีงบในส่วนของห้องอัดน้อย ทำได้ดีที่สุดเท่านั้น แล้วในเรื่องเกี่ยวกับความคิดของเนื้อหาค่อนข้าง OK ประมาณ 80% “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้” พูดถึงความดี “เจ้าชายแห่งทะเล” พูดถึงความบ้า ก็ OK อยากพูดเรื่องอะไรก็พูด แต่ลักษณะของความต่อเนื่องทาง Concept มันยังไม่ได้”

“แต่ “พรายใต้สำนึก” เนี่ยเราทำเองมันก็ยังมีปัญหาอยู่คือ เงินเราเอง ลงเองหมดการที่จะทำให้เนี๊ยบเลยมันไม่ได้ แต่โดยเนื้อหาแล้วได้บอกสิ่งไหนที่คิดขึ้นมาคือระบบความคิดตอนนี้ก็คือว่าที่พูดถึงอิสรภาพโดยที่เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันคืออะไร”

“รู้ว่าการกักขังหรือการบังคับทางกฏเกณฑ์มันทำให้เราขาดจินตนาการ เด็กสมัยนี้มีอิสระกันมาก เพราะติดยากันมาก แต่เขาไม่รู้ว่าอิสระคืออะไร อิสระมันต้องมีกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ก็ต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดจากตัวเอง แล้วพยายามบอกกับสิ่งที่ได้พูดได้คิดว่า อยากให้รู้ว่าไม่ได้ทำอะไรตามใจตัวเองทุกอย่าง อาจจะไม่เชื่อใครเลยแต่มีกฎสำหรับตัวเองบังคับตัวเองอยากให้ทุกคนมีวันนี้แล้วเราจะได้รู้ว่าชีวิตเมื่อเรารู้จักให้กฏกับตัวเอง ชีวิตมันจะดำเนินไปเหมือนกับรู้สึกเหมือนกับบังคับตัวเอง”

นี่คืออิสระในความหมายของ “ปฐมพร” สิ่งที่เขาได้จากการทำงานชุด “พรายใต้สำนึก”

สำหรับงานใหม่ของเขา “ปฐมพร” กล่าว “ตอนนี้แต่งเพลงยังไม่ออกเลย มีเพลงที่แต่งอยู่บ้าง ก็ออกมาแล้วก็ซ้ำๆ เดิมๆ ดนตรีไม่มีอะไรใหม่ จะว่ามันเบื่อหน่ายก็มีส่วน จะว่ามันไม่มีพลังก็มีส่วน แต่ไม่ท้อ ทุกวันนี้คนที่รักเรา เขารอเราอยู่ในส่วนที่ความรู้สึกที่เราต้องสู้ต่อไป ตรงนี้ที่เราพยายาม แล้วเราก็จะบอกว่ากฎที่พูด ตั้งกฎให้ตัวเองที่รู้เวลานี้เราควรจะทำอย่างไร ชีวิตต้องมีค่า ถ้าบอกว่า อัลบั้มชุดใหม่มันมีเพลงที่อัดไว้ก็ทำไว้อยู่ แต่ว่าเป็นเรื่องเก่า ก็อาจจะออกมาให้กับหลายๆ คนที่เขาเป็นเพื่อนเรา คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าไหร่แต่เป็นเนื้อหาของเราที่เราพูดแค่นั้นเอง เป็นเนื้อหาเก่า”

แล้วในระยะเวลาที่ผ่านมาเขาดำเนินชีวิตอย่างไร เขายึดถืออะไรไว้

“คือมันต้องมีคำถามให้กับตัวเองว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร ?” “ปฐมพร” บอกแล้วอธิบายอีกว่า

“ตอนแรกเราคิดว่าไม่มีค่า แต่ตอนหลังก็เริ่มมีค่าขึ้นมา เคยถามหลายๆ ครั้งว่าสามารถทำตรงนี้ได้ไหม ถ้าทำได้ขอให้มีสิ่งนี้เกิดขึ้นก็ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มันไม่เกี่ยวกับอภินิหาร มันเกี่ยวกับตัวเองว่าจะทำหรือเปล่า ตัวเราเองก็คนธรรมดา แต่ความคิดเราพอมีเราถ่ายทอดกันได้คิดต่อจากผม ผมเคยลงในน้ำครำมาแล้วผมรู้ว่าเป็นอย่างไร คิดต่อจากผมไป อย่าไปคิดเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่”

“รู้ว่าทุกคนต้องการพลัง ทุกคนต้องการความเชื่อมั่น ทุกคนต้องการอะไร”

“ถ้าพูดอย่างนี้ฟังดูง่าย แต่จริงๆ มันไม่ง่าย กว่าจะมาถึงตอนนั้นกว่าจะรู้มันต้องฝึกพลัง ความรู้สึกสิ่งเหล่านี้เกิดจากความเชื่อมั่น เราให้เขามีความคิดในแนวทางที่ถูก ชาวนาก็มีสิทธิ์มีความสุขได้เขามีปรัชญาของตัวเขาเอง ชาวสวนก็มีสิทธิ์มีความสุขได้ เขาต้องมีปรัชญาของตัวเขาเอง แต่ใครจะมาพูดปรัชญาให้เขา “พระ” แต่ต้องมีวิธีพูดที่ไม่ใช่ความเชื่ออย่างเดียว นี่คือแนวคิดใหม่ คือต้องปฏิวัติ ทุกคนต้องปฏิวัติ”

“ปฏิวัติแบบไหนปฏิวัติแบบเนี้ย ความเชื่อให้เป็นพลังในแง่ที่แบบไม่เจาะลึก ที่อยู่ได้เพราะเชื่อตัวเอง ถ้าไม่เชื่อตัวเองก็ต้องทำใจ ทำอารมณ์ปล่อยให้เศร้าไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นมาเอง เราต้องเชื่อว่าอารมณ์มนุษย์เป็นแบบนี้ มีความเข้าใจกันหลังจากเข้าใจตัวเอง”

นอกจากนี้ “ปฐมพร” ยังได้พูดถึงสิ่งที่เขาได้จากการไปต่างประเทศ เห็นการทำงานของฝรั่งระบบของตะวันตก แม้ว่าเขาจะอยู่ไม่นานพอที่ให้เข้าใจได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่เขาพูดต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อย “ปฐมพร” บอกว่า

“ระบบการใช้ชีวิตของเขาดีมาก อย่างในอเมริกามีคำถามอยู่คำถามหนึ่งถามว่าประชากรประเทศใดมีความสุขที่สุด คำตอบคืออเมริกา แล้วที่ 2 ล่ะ นั่นก็คือ อินเดีย อเมริการวย อินเดียจนแต่มีศาสนาเยอะมีการขัดเกลาจิตใจ มันเป็นคำถามที่น่าสนใจ ทุกวันนี้คนหันมากินมังสวิรัติ หันมามีความเชื่อแบบเรียบง่าย แสดงว่าตะวันออกมีความคิดดีอยู่แล้ว แต่ความคิดมันคนละขอบกัน เขาคิดไปถึงอวกาศมีการพัฒนารูปแบบ แต่จิตใจเขายังไม่ เขามีรูปแบบการตอบสนองทางด้านอารมณ์ แต่เราไม่มีเราเห็นเขามีก็อยากจะมีทั้งๆ ที่เราก็มีดีอยู่แล้ว”

“ฝรั่งฝึกโยคะ คือปัจจัยที่สามารถมีความสุขตรงนั้นและเขาก็มีพื้นฐานความเข้มงวด ใครผิดตำรวจจับ เขาไม่หลงวัตถุ เขาไม่กินกัน เขามีศักดิ์ศรี ของเราไม่มีศักดิ์ศรี เพราะว่าไม่มีความภูมิใจในตัวเอง ไม่มีเกียรติ ไม่มีอะไร”

“ความคิดด้านตะวันตกมันมีดีของมันในลักษณะของวัตถุ แล้วก็ระบบการต่อสู้แข่งขัน แต่ว่าในระบบจิตใจแล้วเนี่ยระบบทางตะวันออกดีกว่าตั้งเยอะ รู้สึกดีขึ้นกับสังคมระบบน้ำเน่า อย่างละครรับได้มากขึ้นกว่าเดิมแต่ในขณะเดียวกันมันดีกว่านี้ได้ ตอนนี้ก็อลุ้มอล่วยลงทุกอย่าง เหมือนกับแก่ลง”

อีกสิ่งที่ปฐมพรพูดต่อไปอีกคือเรื่องความจริงจังในการทำงานเขาบอกว่า

“การจะทำบางอย่างมันอยู่ที่ความคิด มันบอกไม่ได้เป็นเรื่องของความคิด คนไทยทำงานไม่หนัก ตราบเท่าที่ยังทำงานไม่หนักก็ยังเป็นเช่นนี้ ทำไม “แสงชัย” จึงไปดีเพราะเขาไปอยู่เมืองนอก เพราะเขาเรียนรู้ เขาใช้ชีวิต เขาทำงานหนัก เขากลับมาทำไมได้รับสรรเสริญ เขาตายไปก็กลับมาเหมือนเดิม คนดี คนที่มีความสามารถต้องมีมุมมองที่กว้างไกล อย่าง “อานันท์ ปันยารชุน” คนเก่งๆ เหล่านี้เขามีมุมมอง อยากเก่งต้องทำงานหนัก จะต้องรู้อะไรมากกว่านี้ ฝรั่งมันจะทำอะไรอย่างมันจะประชุม คิดแล้วคิดอีก เพราะมันต้องแข่งกัน แต่ของเราเอง เขามาแล้วก็จบ ผมเป็นตัวแทนการทำงานหนัก พยายามทำแต่ความสามารถมันไม่ถึงพยายามถามตัวเองทุกวันมีอีกไหมที่ฝืนทำให้มันดีกว่านี้ พยายามทำ มีนิดหนึ่งก็ต้องเอาอย่างน้อยๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

“ถ้าเราต้องการที่จะเป็นเอาง่ายๆ อย่างสารคดี สารคดีสักชิ้นหนึ่ง ฝรั่งเขาทำกว่าจะได้ แต่ของเราพอได้ Script ก็เสร็จ ก็จบ แล้วมันจะไปดีเท่าได้อย่างไร คุณภาพมันไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง แต่มันต้องมีความคิด”

การเปลี่ยนแปลงในบางครั้งบางสถานการณ์มันคือสิ่งดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี

“ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสามารถล้มได้ ความฟุ้งเฟ้อทำให้เกิดสิ่งที่สวยงาม การกดขี่ทำให้ศิลปะได้รับใช้ Comminute เป็นไงเท่ากันหมดอาจจะไม่มีสีสันแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นส้วมก็ยังเน่าเหมือนเดิม ฉะนั้นไม่มีอะไรถูก นี่คือสิ่งที่เรียนรู้มา”

“เหมือนกับบอกว่านี่เกลียดเพลงพวกนี้อยากทำอะไรที่มันแตกต่าง เพลงนี้มันก็รับใช้เขาอยู่ เราก็รู้ก็ไม่เคยด่ามัน แต่มันมาด่าเรามากกว่า เราใจกว้างกว่า อันนี้มันต้องคิดอย่างนั้น เราใจกว้างกว่าแต่มันไม่รู้ว่าเราคิดอะไร เรารู้ว่าเราเปลี่ยนแบบของเราจะดีกว่ามัน แต่มันไม่รู้เลยไม่เคยคิดเลย แต่เราค่อยๆ คิด เขาเรียกว่าเข้าใจมันมีว่าเข้าใจแล้วไม่ทำอะไรเลยกับเข้าใจแล้วและต้องการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เข้าใจแล้วต้องการเปลี่ยนแปลงไปก็เหมือนเดิม เข้าใจแล้วเปลี่ยนค่อยๆ เปลี่ยน เราเอาตัวเราเองค่อยๆ เปลี่ยนพอเราเปลี่ยนได้คนก็เปลี่ยนมันจะค่อยๆ เปลี่ยนไป”

ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยเห็นเขาเป็นคนแปลกแยกของสังคมแต่เวลานี้เขาเริ่มคิดว่าเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งแล้ว

“ก่อนหน้านี้เราไม่ยอมรับการซื้อผู้หญิง การโกงกิน เราไม่ยอมรับ อยากจะปฏิวัติ แต่เรานึกว่าเราปฏิวัติก็เหมือน Comminute ที่ล่มสลายไม่มีสิ่งใดถูกไม่มีสิ่งใดผิดในยุคนั้นเสมอไปก็เลยตอนนี้เสพความสุขที่มีอยู่ได้ ชีวิตมันมีความสุขได้ เราจะเลือกอะไร แต่ก่อนเคยเลือกแต่ความทุกข์ ไม่เลือกความสุข แต่ว่าความสุขเนี่ยมันจะสุขที่แท้จริงหรือเปล่า ถ้าแท้จริงต้องประพฤติอย่างสงบเงียบ นิ่ง ต่อให้รู้ว่าพูดถึงอะไร เอาให้ตัวเองมีสมาธิ รู้จักพอ”

มุมมองความคิดที่เขากล่าวต่อมาอีกในการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน

“เราต้องมีความรู้สึกบังคับตัวเองอย่างที่บอก ต้องตั้งกฎง่ายๆ อะไรก็ได้ที่มันเป็นกฎที่ดีสำหรับเรา เช่น อาทิตย์หนึ่งต้องซื้อดอกไม้มาปักแจกัน อะไรง่ายๆ ที่สามารถทำได้ แต่ยากสำหรับเรา แต่เราก็รู้ว่าทำมันต้องดีขึ้นพรุ่งนี้ต้องยิ้มสักครั้ง กฎเล็กๆ น้อยๆ อธิบายไปเนี่ยมันค่อนข้างดูดีขึ้น แต่เวลาอธิบายเป็นเพลงเนี่ย … ก็คือไม่ง่ายเลยที่สื่อออกมาจะให้เข้าใจทุกคน”

“เพลงที่เราพูดต้องเป็นคนที่สนใจว่าเราคิดอย่างไรจริงๆ เขาถึงจะเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้สึกดีต่อกัน มันยากที่จะอธิบายให้อีกคนเข้าใจ มันยาก แต่พอเรารู้สึกเหมือนกันดีต่อกัน มันสร้างความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้นจนมีพลังในตัวเองว่าเราต้องเอาออกมา ต้องให้เขาภูมิใจในตัวเรา ตอนนี้อยากทำให้ความคิดที่ผมคิดนี่ ตรงนี้ มาก่อสร้างต่อจากคนอื่นมาให้ได้ ไม่ต้องบอกว่ามาจากพี่ แต่มาจากตัวเองว่าทำไมเราทำได้ เราก็บอกว่าชีวิตมันต้องมีอันนี้มันมาจากตัวเราอันนี้คือสิ่งที่คิดได้นะ …”

“มันเป็นความคิดใฝ่ดีที่เกิดขึ้นถ่ายทอดไปโดยไม่หวังอะไรเพียงแต่ได้คิดแล้ว เราอยากให้คนทุกคนคิดแบบเรา มันเป็นไปไม่ได้มันต้องมาจากส่วนลึกที่รู้สึกดีกันจริงๆ อย่างตอนนี้ก็มีน้องๆ ที่รักเรา เป็นกลุ่มเป็นอะไรขึ้นมา เขาคาดหวังว่าเราต้องมีอะไรที่ยึดถือเชื่อมั่น ศรัทธา แล้วเราก็ถามตัวเอง พวกเขาเหล่านั้นจะมาศรัทธาอะไรกับคนธรรมดาสามัญ ขอให้เราปฏิบัติดี ถ้าเราทำดีไม่มีปัญหาในการสื่อเรื่องเพลงทุกวันนี้อยากจะทำก็คือตรงนี้อยากให้รู้สึกว่าชีวิตมันมีแสงสว่างในตัวเองเป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์ และทุกคนก็ต้องเป็นดาวฤกษ์”

หากมาถึงตอนนี้คงได้พลังจากหยดคลื่นความคิดของ “พราย” ไปได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าพื้นฐานและการเปิดรับจากจิตใจของแต่ละคนอยู่ในมุมมองและในสถานะใด ในความคิดของเขา “ปฐมพร ปฐมพร” อยากให้คนที่รับรู้เรื่องราวของเขาไม่ซ้ำซาก จำเจ อยากให้ได้สิ่งใหม่ๆ ไปจากตัวเขา แม้นว่าเวลานี้จะไม่มีงานใหม่เอี่ยมมาให้พวกเราได้ฟังกัน แต่ในช่วงนี้ก็มีการรวบรวมงานเก่าๆ ของเขาไว้ในตลับเดียวกับเพลงใหม่ที่อยู่ในผลงานการกุศล “ยังรัก” ที่เขาบอกถึงบทเพลงเพลงนี้ว่า

“เพลงนี้ก็เป็นเพลงน้ำเน่าทั่วๆ ไป เป็นอีกมุมของความรักที่ฉีกออกไป เป็นเรื่องของความรักที่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ผู้หญิงเดินจากไปเลิกไปในสักวันหนึ่ง ก็เป็นการแต่งให้เขา เป็นเพลงน้ำเน่าเพลงหนึ่งเท่านั้น”

คงเป็นเพราะคนไทยหรือธรรมชาติของมนุษย์โลกที่ชอบความไพเราะความงดงามแม้ว่าจะเป็นน้ำเน่าแต่ใช่ว่าเพลงนี้จะไม่มีคุณค่า อย่างน้อยมันก็ช่วยจรรโลงจิตใจของผู้ฟังได้บ้าง อาจจะไม่นานเกินไปที่เราจะได้ฟังผลงานใหม่ๆ ในรูปของอัลบั้ม จากกระแสความคิดที่หลั่งไหลจากวิญญาณบริสุทธิ์ของเขาที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีจากอารมณ์และความรู้สึกที่ผ่านสู่โสตของผู้ชื่นชอบผลงานแห่ง ขบถดนตรีไทยอย่าง “ปฐมพร ปฐมพร”

คำให้การของ “พราย” – “จะว่าผมเป็นคนถ่อยผมก็เป็น”

ด้วยเนื้อหาและคำร้องของบทเพลงที่เขาแต่ง ทำให้เขาถูกตราหน้าว่าลามก ถ่อย จากถ้อยคำและความคิดที่อยู่ในบทเพลง ทำให้คนอื่นมองเขาว่าเป็นคนโรคจิต บ้า และจากอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่เขาทำ ทำให้หลายคนมองว่า “เขาสร้างภาพ” … กับนักร้องที่ชื่อ “พราย – ปฐมพร ปฐมพร” ผู้ชายที่ใช้สีคาดหน้าเดินเข้าไปในบริษัทเทปเพื่อขอทำงานเพลงโดยไม่แคร์สายตาว่าใครจะมอง ผู้ชายที่แก้ผ้าเพื่อทำโปสการ์ดจนกลายเป็นข่าวครึกโครม ผู้ชายที่ถ่มน้ำลายรดหน้าตนเอง ฯลฯ วันนี้เขายอมให้สัมภาษณ์กับ “ผู้จัดการรายวัน” หลังจากที่หายไปจากวงการเพลงกว่า 5 ปี ตลอดช่วงที่ให้สัมภาษณ์นั้นผู้ชายชอบคาดหน้าคนนี้เต็มไปด้วยความสับสน แม้เขาจะบอกว่า “สงคราม” ภายในจิตใจของเขามันเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม

สัมผัสกับคำให้การเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตและความคิดของผู้ชายคนนี้ แล้วตัดสินเอาเองว่า คำว่า “ถ่อย” “โรคจิต” “ตลบตะแลง” “สร้างภาพ” แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นนั้นหรือเปล่า

“เรื่องเกิด … ถ้ากับคนอื่นจะบอกว่าเป็นคนชลบุรี เกิดที่ “ชลบุรี” นะ เพราะว่าย้ายตามพ่อตามแม่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว คุณแม่เป็นคนพิจิตร พ่อเป็นคนอยุธยา แต่ในความเป็นจริง จริงๆ แล้วผมเกิดที่ “เวียงจันทน์” พอดีพ่อเขาไปทำงานที่นั่นเกี่ยวกับแคมป์จีไอ ทำ อะไรก็ไม่รู้ ก็เลยไปเกิดที่นั่นกับหมอชาวฝรั่งเศส ตอนที่ทหารฝรั่งเศสจะถอนออกไปก็มีแนวโน้มว่าจะได้ไปฝรั่งเศสเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้ไป ย้ายกลับมาเมืองไทยก็กลายเป็นว่า เฮ้ย ! เราเป็นคนลาวนี่หว่า”

“ตอนแรกๆ ไม่อยากจะบอกใคร คือกลัวคนอื่นจะมองว่าเป็นปมด้อย แต่ตอนนี้มันน่าภูมิใจ ผมมีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เรียนประถมอยู่ที่อุดร ป 1. เข้าพร้อมกันแต่บังเอิญผมเรียนเก่งกว่าก็เลยเลื่อนขึ้นชั้น ป.2 ก่อน จากอุดรธานีก็ย้ายไปที่นครพนม คือ มันย้ายไปมาบ่อยๆ มากๆ แล้วก็มาสัตหีบที่ชลบุรี มาเรียนชั้น มัธยมที่สัตหีบ แล้วก็เข้ามากรุงเทพฯ”

พรายเริ่มเล่นดนตรีในช่วงที่เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย ที่ ม. กรุงเทพโดยที่มีแนวความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนกับเด็กในยุคเดียวกัน

“มาเจอรุ่นน้องที่เล่นดนตรีก็เลยเล่นดนตรี ก็เริ่มแต่งเพลงเอง แล้วก็ซ้อมเพลงของตนเองเลย ซึ่งแต่ก่อนเขาไม่ทำกันนะ เพราะว่าคนอื่นจะซ้อมเพลงของคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่นพวกเฮฟวี่ เข้าไปห้องซ้อมเราก็เล่นเพลงของเราเอง ซึ่งเราก็เล่นไม่เก่ง คนก็งงมันมาเล่นเพลงของตนเอง ก็หายากเหมือนกันในยุคนั้น”

“จนกระทั่งไปประกวดเพลงของ “สโมสรผึ้งน้อย” เกี่ยวกับเรื่องยาเสพย์ติด เอาเพลงที่แต่งไปก็ชนะเลิศ ตอนนั้นเราใช้ชื่อว่า “วงเก” คือเราคิดว่ามันต้องเป็นภาษาอะไรชนิดหนึ่งที่ต้องเป็นกลางๆ จากนั้นก็เริ่มต้นทำเทปกันคนที่เป็นผู้จัดการคือ “น้าหมู” ซึ่ง เขาเป็น แฟน “น้านิด” ที่ดูแล “วง XYZ” แล้วก็พวก “สโมสรผึ้งน้อย” อยู่ พอเขาเห็นว่าเราเล่นได้เขาก็โอเคจะทำเทปมั้ย เราก็บอกทำ แต่เรา บอกว่าทำนะเราต้องอัดเองนะ…”

ความดื้อรั้นและเอาแต่ใจตนเองของผู้ชายคนนี้เริ่มแสดงออกมา

“…ซึ่งสมัยก่อนเมื่อ น่าจะเป็นประมาณ พ.ศ. 2524 ซึ่งตอนนั้น เขาจะเอาวงอื่นมาเล่นแบ็คอัพให้ เราก็บอกไม่เอาเราจะอัดเอง ก็เป็นเพลง ชุด “ไม่ได้มามือเปล่า” คือมันเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เป็นเพราะความดื้อของเรา คือพูดง่ายๆ ว่าคุณภาพของเราไม่ดี เสียงร้องก็ไม่ดี ดนตรีก็ไม่แน่น ทุกอย่างมันสู้เขาไม่ได้ คือเราดื้อจริงๆ จน “พี่หมู” เขาระอา สุดท้ายเทปชุดนี้ก็ถูกดองกว่า 5 ปี ก็ออกมาตอนปี 30 ได้มั้ง ตอนนั้นจะไปเสนอที่ “ไนท์ สปอต โพรดักชั่น” มันก็ออกไม่ได้ “น้าหมู” ก็พยายามดันจนเลิกลา มันก็ไม่ใช่เพราะความดื้อของเรานะที่เทปออกไม่ได้ มันมีหลายอย่างประกอบ กัน”

“สุดท้ายผมก็ดันจนเทปชุดนี้ออกจนได้ โดยออกกับ “ค่ายรถไฟดนตรี” ตอนนั้นเพื่อนๆ ก็แยกวงกันไปหมดเลยกลายเป็นอัลบั้ม เดี่ยว”

“ซึ่งมันก็ล้มเหลวหมด อย่างที่บอกมันแทบจะไม่มีอะไรดีเลย ก็เลยเข้าใจในตัว “น้าหมู” คือเขาเป็นผู้จัดการวง เขาก็พยายามเก็บ เงินมาสร้างวงเรา ตอนนี้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เขาลงทุนเขาไม่ได้อะไรเลยเพราะเขาบอกเราแล้วเราไม่เคยเชื่อเลย เขาก็พยายามที่จะออก เขาเจ๊ง มาถึงวันนี้เรารู้สึกอย่างหนึ่งว่า… ผมอยากจะบอกว่ามันคงมีความเจ็บปวดแน่นอน แต่อยากให้เขาอโหสิแล้ว ตอนนั้นเรามันก็ดื้อฉิบหายเลย สมชื่อวงเลย เกเรจริงๆ”

“พอออกเทป… ก็คือออกคนเดียว … พอเทปออกได้ก็กะว่าพอแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว เพราะว่าได้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ เข้าใจนะ ตอนนั้นก็บอกว่าเลิกร้องเพลง กูไม่แคร์ใครทั้งนั้น จะดีไม่ดีช่างหัวมัน กูอยากให้ออกมันก็ต้องออกได้ ออกมาก็จบ เราทำได้แล้ว ก็พอออกไปก็ขายไม่ค่อยดี เราไปเล่นคอนเสิร์ตมันก็ไม่ดีอีก มันยิ่งไม่ดีใหญ่ คือความรู้สึกเรามันไม่มีอะไรดีเลย เราก็คิดในใจกูพอแล้วกูจะเลิกแล้ว ตอนนั้นไม่ได้บอกใครนะ”

“ก็มีครั้งหนึ่งที่ไปเล่นที่ “ร็อคผับ” ก็เลยบอกคนดูว่าจะเลิกร้องเพลงแล้ว ชุดเดียวก็เลิกเลย”

แล้วปมความขัดแย้งในใจของ “พราย” ก็เริ่มเกิด ซึ่งสำหรับคนอื่นจะมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของการตลบตะแลงทางความคิดก็ได้

“… พอกลับมาบ้านก็ร้องไห้ เฮ้ย ! กูพูดอะไรออกไปวะ บ้าหรือเปล่า ทำมาตั้งนานกว่าจะได้ออก แล้วมึงก็มาบอกเลิก บ้าหรือเปล่าวะ ซึ่งตอนนั้นเทปมันก็คงขายได้บ้างแหละ ทาง “รถไฟดนตรี” จึงติดต่อกลับมาแล้วก็บอกว่าทำไมถึงเลิกล่ะ ออกใหม่หรือเปล่า เขาก็บอกทีนี้อยากทำอะไรทำเลย”

“ทั้งๆ ที่เราแต่ก่อนต้องไปง้อ ต้องรอ กว่าจะได้ออกสักอัลบั้มหนึ่ง มันเหมือนกับว่า … แล้วเราก็กลับมาทำ … ไม่รู้ว่าเรารักดนตรีหรือเปล่านะ แต่มันอยู่กับมานาน เราก็นึกเราบอกเลิก เออ … กว่าจะทำได้ พอมีโอกาสทำไมมึงไม่ทำวะ เราก็บอกมึงกลืนน้ำลายตัวเองนี่หว่า … มึงบอกเลิกไปทำไมแล้วยังจะกลับมาทำอีก … นั่งนึกอยู่ เออว่ะ … เรากลืนน้ำลายตัวเอง ตอนนั้นเพลงก็ยังแต่งอยู่นะ โอเคทำก็ทำ”

อัลบั้ม “พราย” ก็ออกมาภายใต้สังกัดเดิมแล้วเรื่องต่างๆ ที่ทำท่าว่าจะดีก็เกิดเป็นเรื่องขึ้นมาอีกเพราะความเอาแต่ใจตนเองของเขา

“…แต่เราจะไม่สัมภาษณ์ จะไม่มีมิวสิควิดีโอนะ จะไม่ทำอะไรทั้งนั้น ขออย่างเดียวคือถ่ายรูปเพื่อทำโปสการ์ด ที่แก้ผ้าถ่ายรูปตอนนั้นก็กลายเป็นข่าวอีก แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องอีก เรื่องหนึ่งคือเรื่องการสัมภาษณ์ จริงๆ เราบอกแล้วว่าเราอยากทำ แต่เราจะไม่สัมภาษณ์ แต่พอเราทำเสร็จ เขาก็ไปออกข่าว ก็เรียกโทรทัศน์ พวกหนังสือพิมพ์ มาขอสัมภาษณ์ เราบอกว่าเราไม่สัมภาษณ์ ก็เลยทะเลาะกับบริษัท”

“พอเราไม่สัมภาษณ์ทั้งที่เขาติดต่อไว้หมดแล้วแต่เราไม่ไปก็เลยไม่พอใจซึ่งกันและกันแล้ว… แต่พอทะเลาะกันเสร็จ ทีนี้เราอยาก พูดมั่งโว้ยว่าทำไมเราถึงไม่ไปให้สัมภาษณ์ เราก็เลยไปให้สัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง … เราก็บอกเลยว่าเรา … บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราจะไม่พูด เพราะว่าเราต้องกลืนน้ำลายตัวเองมาแล้ว และที่เราออกมาพูดครั้งนี้ … เราพูดเพราะเราอยากจะบอกว่า คุณมาสั่งให้ผมพูดไม่ได้ คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าให้ผมทำอะไรก็ได้ ผมก็ทำแล้วนี่ไง อัลบั้ม “พราย” ซึ่งพอจบไปแล้วก็ไม่ได้ยุ่งกัน”

“อันนี้คือเรื่องเก่านะ คือทุกคนที่เกี่ยวข้องมีแต่ความรู้สึกที่ดีให้ เรา แต่ … ตัวเราก็งงตัวเอง เดี๋ยวจะเอาอย่างโน้นจะเอาอย่างนี้…”

หลังจากอัลบั้มชุดที่สองออกมาคราวนี้ “พราย” คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันคงจะเลิกไปเองโดยปริยาย แต่แล้วอัลบั้มใหม่ของเขาก็ออกมา คราวนี้ออกมาพร้อมกันถึงสองอัลบั้มเป็นอัลบั้มคู่

“พอจบชุดที่สอง มันก็คิดว่ามันคงจะเลิกของมันเองไปโดยปริยาย ก็อยู่มาเรื่อยๆ แต่งเพลงอยู่ ก็แต่งเพลงชุด “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้” “เจ้าชายแห่งทะเล” ตอนนั้นปี พ.ศ. 2536 … ก็ไม่ได้กะทำ พอดีไปห้อง “พี่นุภาพ สวันตรัจน์” (นักดนตรีฝีมือดีคนหนึ่งของไทย ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันมากคือ อัลบั้ม “แปะเจี๊ยะ”) ก็คุยกันกับ “พี่นุภาพ” “พี่นุภาพ” ก็บอก เฮ้ย ! มันมีเด็กมาจากอเมริกาคนหนึ่งไฟแรงเลยนะลองคุยดูไหมเผื่อว่าจะได้ทำเพลงอีก คนนั้นก็คือ “สุกี้ – สุโกศล แคลลป์” ซึ่งเขาทำงานกับ “Kenny Jackel” อยู่ห้องอัด ก็ได้รู้จักกับ “Kenny” ตอนนั้นคือเขาเพิ่งจะเริ่มทำกัน พอคุยกับ “Kenny” เขาก็บอกทำงานเพลงดีกว่า เราก็ เฮ้ย ! … มันฝรั่ง ก็เลยคุยกันถูกคอ พอดีช่วงนั้น “บริษัท BMG” ซึ่งเขายังไม่เคยทำเพลงไทยเลย “BMG” ก็มีการติดต่อกับ “Kenny” เขาก็รู้จักเราบ้าง ก็เลยได้คุยกับ “BMG”

“เราก็บอกว่าถ้าทำผมทำสองอัลบั้มเลยนะ คือทุกครั้งที่เราจะทำอะไรเราต้องเสนอไป ถ้าเขาไม่เอาเราก็ไม่เอา พอเขาตกลง เราก็เลยเอาเลย แต่ตอนนั้นมันยังไม่สมบูรณ์ งานมันก็เลยออกมาบางเพลงดีบางเพลงไม่ดี แต่ว่าก็แฮปปี้ เราก็อยากทำอะไร ผลของมันเป็นอย่างไรไม่รู้นะ ไม่สน…”

ความดื้อรั้นที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจก็ออกมาอีกครั้งหนึ่ง

“… เล่นคอนเสิร์ตที่บ้ามนังคศิลา เขาอยากให้เล่นเพื่อโปรโมทอัลบั้ม เราก็โอเคเล่น แต่เราจะเล่นเพลงอื่นนะ … เป็นไง … คิดดู ออกอัลบั้มมาคู่เลย แล้วเล่นคอนเสิร์ตเพื่อโปรโมทอัลบั้ม แต่ไม่เล่นเพลงในอัลบั้ม เล่นเพลงใหม่หมด เป็นคอนเสิร์ตที่ดีมาก คนไม่เคยได้ยิน แต่ทุกคนแฮปปี้หมด มันก็เลยมีพลัง เราก็ร้องเพี้ยน”

แล้วความคิดของเขาก็เริ่มสับสนมากยิ่งขึ้น

“คือทุกอย่างมันเป็นของเราเองหมด เราก็ไม่รู้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น นิสัยเรามันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก เราจะทำแบบนี้ มันดีมั้ย มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่หรอก แต่มันก็เป็นเรามาจนทุกวันนี้ มันคือเรา …”

“ทีนี้พอเพลงอินดี้มันเริ่มที่จะบูมขึ้นมา สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไฟแรงอะไร สุดท้ายมันก็กลายเป็นธุรกิจอีก คือพูดง่ายๆ มันก็ต้องมี แหละ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะอยู่ไม่ได้ ก็ออกมา ก็ออกมา ทำเอง “ชุดพรายใต้สำนึก” ชุดสีแดง ทำเองขายเองกับออนป้า เพราะเรา ได้ทำอะไรอย่างที่เราจะทำ พอเสร็จ ทิ้งไปสักพักหนึ่ง ก็ไปโพรดิวซ์ให้ “ชีพชนก” แล้วก็ไปอเมริกา”

“ช่วงก่อนหน้านั้นมันเป็นความฝันเลยนะว่าจะได้เดินทาง เราก็ไปยุโรป ไปโน่นไปนี่ ไปอยู่ที่อเมริกา 3 เดือน ส่วนใหญ่ไปก็อยากจะดูว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็ถ่ายรูปพอ เอามาให้แม่ดู แม่ก็บอกมันเที่ยวเหรอวะเนี่ย มันสนุกตรงไหนเนี่ย ทำไมมันถึงเหงาจัง คือในรูปมันมีหน้าเรากับสถานที่ เพราะเราชอบไปคนเดียว ไปทะเลก็ดมหินดมทรายอยู่นั่นแหละ มันอยากทำแบบนั้น”

“กลับมาจากอเมริกา ตอนนั้นเพลงมันก็มีอยู่ เพราะเราจะแต่งเพลงตลอด แล้วก็ไปอยู่กับเพื่อนที่เล่นดนตรีอยู่ที่ภูเก็ต ประมาณ 2 เดือน ก็ทำเพลงอีก อัดเล่นๆ เลยออก 6 เพลง “ชุดสีเหลือง”

“ต้องอธิบายก่อนว่า ทุกชุดที่ออกมามันมีชื่ออัลบั้ม แต่มันจะไม่มีชื่อเพลง แต่ชุดสุดท้ายเนี่ยมันมีชื่อเพลง แต่ไม่มีชื่ออัลบั้ม เพราะ เราคิดว่ามันไม่ใช่อัลบั้ม เพลงมันน้อย ทำเองขายเอง”

ทั้งหมดคือเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านมา เราเปลี่ยนเรื่องมาคุยถึงเนื้อเพลงกันบ้าง เพราะเมื่อเราลองรวบรวมเนื้อเพลงทั้งหมดของ “พราย” มากางอ่าน เราจะพบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะมองโลกในแง่ร้าย ต่อต้าน เดินออกห่างสังคม โหยหาความสันโดษ รวมไปถึง เรื่องของกำลังใจ ซึ่งทั้งหมดแสดงถึงความคิดที่สับสน … และชีวิตที่มันหดหู่เหลือเกิน … เขาคิดเช่นนั้น และเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า

“ถ้ามาวิเคราะห์กันตรงนี้เราคงมีส่วนในความลึกตรงนั้น จริงๆ ว่าเราเหมือนกับว่าแม่งไม่มีใครเห็นค่าเรา พอเราร้องออกไป เราจะรู้สึกถึงน้ำเสียงเรา เรามาฟังเลยรู้สึกเลยว่ามันเศร้าจริงๆ ทำไมเพลงเรามันเศร้า เราเป็นห่าอะไรทำไมมันเศร้าได้ขนาดนี้วะ เราก็มานั่งนึกคงเพราะว่าครอบครัวเราเป็นอย่างไร ครอบครัวเราแตกแยก แล้วก็ … แต่สุดท้ายมันเป็นเพราะว่าจิตเราเป็นแบบนั้นเอง”

“เขาก็มอง … คือคนอื่นมองตลอดว่าเราแบบว่าเหมือนกับเอาแต่ใจตนเอง หดหู่ ซึมเซา ซึ่งจริงๆ ถามว่ามันเป็นจริงๆ มั้ย มันเป็น เพื่อนเหรอ เพื่อนมี … ก็มีเพื่อนแต่แบบมันไม่ได้ไปไหนด้วยกันตลอด”

“คือขนาดน้องสาวที่รักกันมากเนี่ย … น้องสาวแท้ๆ ยังบอกเลย เขาเคยคิดเสมอว่าพี่ต้องฆ่าตัวตาย เราไม่รู้นะ จนกระทั่งโตมา เขาถึงบอกกับเรา”

คำให้การของ “พราย” เริ่มไปไกลจนถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย

“…เรื่องตายเนี่ยเราคิดว่ามันกระจอก เออ … จริง … แต่ทุกคนต้องคิดถึงเรื่องนี้ไว้นะ แม้ว่าเราจะเป็นโรคจิต หรือแบบว่ามีความรู้สึกหดหู่ เหมือนกับไม่แคร์ใครเลย แต่เราจะมีหักมุมอยู่เสมอเลย ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยฆ่าตัวตาย เรารู้เลยว่าใกล้ตาย มันดิ่งลงไปต่ำสุด มันจะมีลูกฮึดขึ้นมาอยู่อันหนึ่ง มันจะเป็นการดิ้นรนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งมันจะดิ้นขึ้นมา”

“เพราะฉะนั้นเราก็จะเข้าใจว่า อ๋อ … ไอ้คนที่มันตกต่ำจริงๆ มันเป็นอย่างไร แต่ไอ้คนที่ไม่เคยต่ำแบบนั้นมันจะไม่เข้าใจ เราก็เลยหยิบตรงนั้นมา แล้วเราก็จะบอกว่าใครที่เคยอยากฆ่าตัวตาย ฆ่าแม่งเลย แต่อย่าพึ่งตาย … ลองฆ่าดูแต่ไม่ต้องตาย มึงเก่งอย่างไร มึงก็ลองๆ ดู คือเราพยายามบอกคนอื่นแบบนั้น เพื่อเราจะได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วชีวิตมันมีค่ามาก”

ยิ่งพูดอารมณ์ของ “พราย” ก็ยิ่งขึ้นสูงมากยิ่งขึ้น เมื่อถามถึงว่าเขามีความผูกใจเจ็บกับนกวิจารณ์เพลงหรือเปล่า เพราะหนึ่งในเพลง ทั้งหมดของเขามีอยู่เพลงหนึ่งที่มีเนื้อร้องที่ใครเห็นแล้วต้องสะอึก

เกิดมาให้พวกมึงวิจารณ์ ทำงานให้พวกมึงเหยียบย่ำเล่น หรือเห็นกูเป็นกากเดนสังคม … ไม่มีแดกไม่ได้ขอมึงกิน ไม่ได้ปลิ้นปล้อนให้ใครชม ถึงเหม็นเป็นอาจม กูก็คือบทเพลง … แหกปากร้องก็มาจากหัวใจข้างใน ขบขัน หวั่นไหว ใครไม่ฟังก็ไปไกลๆ ตีน

“จริงๆ แล้วที่โดนวิจารณ์มากๆ คือไปแต่งเพลงให้วง “TKO” ที่ “สุกี้” เขาเป็นโพรดิวเซอร์ ชื่อเพลง “ว่าว” ส่วนเรื่องเสียงร้องไม่เคยโดนนะ ถึงเสียงเราจะห่วย แต่เพลง “ว่าว” (เนื้อหาของมันคือชวนผู้หญิงมาชักว่าวที่สนามหลวง) เพลงนั้นโดนเลย ก็ช่วยเพื่อนมันทำเพลง คือเรามีใจบริสุทธิ์พอสมควร อันนี้เพลงมันออกมาอย่างไรก็ไม่สนใจ มันก็มีคนด่าเรา แต่ตอนนั้นเราก็แรง เราก็รู้สึกว่า “กูไม่ได้ไปขอมึงกิน ทำไมมึงต้องมาด่าเรา” เคยไปขอที่โลกดนตรี เขาบอก “ปฐมพร” ไม่มีที่ให้ “ปฐมพร” เล่น เราขอไปเล่น มันไม่ให้เราเล่น คิดดู”

“พราย” ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำมาทั้งหมดมันจะทำให้เขาเดินเข้าไปจนถึงคำว่าถ่อย จนเมื่อวันหนึ่งเขาได้ยินคำๆ นี้ออกมาจากปาก ของเด็กผู้หญิงหน้าตาไร้เดียงสาคนหนึ่ง

“มันเคยเจอแล้วรู้สึกมากๆ คือไปที่ร้านหนังสือแล้วก็เจอเด็กที่มันหน้าตาน่ารักนะ เขาก็เห็นเราคงเมื่อประมาณ 8 ปีแล้วนะ … เขามีกันสอง พอเราเดินไปคนหนึ่งก็บอก เฮ้ย ! … นี่มัน “ปฐมพร” อีกคนเขาก็ทำหน้ารังเกียจ แล้วก็ เออ … บอกว่า “ถ่อย” …”

“เราหยุดกึกเลย … ไอ้ห่า … เราก็มองเขาเป็นเด็กที่หน้าตาสดใสน่ารักนะ แสดงว่าสิ่งที่เราทำมันแย่มากเลยหรือวะ แค่เราฟัง เราก็รู้สึกว่า คือเราก็ไม่ได้ไปสร้างภาพ แต่เรา … แสดงว่าเราถ่อยจริงๆ โว้ย”

“ก็เลยมาปรับตนเอง สงครามภายในใจมันก็เกิดขึ้น เพลงอัลบั้ม “ใต้สำนึก” มันก็ออกมา เราถ่อยจริงหรือเปล่า เราถ่อยเพราะเราไปแต่งเพลงลามก หรือว่าเราแก้ผ้าถ่ายภาพ หรือว่าเพราะเด็กคนนั้นไม่ได้ฟังเพลงของเราทั้งหมด แต่เราก็ไม่ได้โทษใคร เพราะว่ามันต้องมีมุมมองของความเป็นจริงอยู่บ้าง”

แล้วถ่อยหรือว่าลามกจริงหรือเปล่า หรือว่าทั้งหมดต้องการสร้างภาพ?

“สมมติว่าคำว่า “ถ่อย” ตอนนั้นคือเรื่องจริง มันก็แสดงว่าผมได้ทำร้ายคนในวงการมาตั้งแต่แรกเลย เป็นไปได้ … สิ่งเหล่านี้มันก็ลง มาที่เรา … แต่เราก็ไม่แคร์ ใครจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ ไม่แคร์อยู่แล้ว ผมก็สร้างภาพให้ตนเองอยู่แล้ว เพราะอยากจะเป็นแบบนั้น ตอนที่ยังไม่ได้ไป “รถไฟดนตรี” เสนอเทปใครก็ไม่มีใครเอา ไปที่ค่าย “ครีเอเทีย” ก็ทาสีคาดหน้าเดินเข้าไปในบริษัทเลย คนเขาก็หัวเราะกัน หัวเราะก็ช่างพ่อช่างแม่มึงไม่เกี่ยวกับกู กูเอาเทปวางไว้ เขาก็เรียกไปคุย คุยอยู่กับโพรดิวเซอร์ 6 เดือน แม่งไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ทุกเรื่องมันธรรมดาสำหรับเรา เราคิดว่าเราอยากทำแบบนี้มัน ธรรมดาสำหรับเรามากแต่เขาเห็นว่าไม่ธรรมดาเขาหาว่าสร้างภาพ ก็เรื่องของเขา แต่ภาพของเด็กคนนั้นมันมาจากใจของเขา เราต้องเคารพคำพูดของเขา แต่ในใจเรามันมีความแค้นอยู่นะ แต่เราก็มองเห็นหน้าใสๆ แล้วเราก็รู้ว่าเขาคงไม่ได้ถูกใครสอนมาบอกว่าเราถ่อยหรอก มันเกิดจากเราจริงๆ ซึ่งมันก็จะมีเพลง “ใต้สำนึก” ร้องว่า เรามันเลว เรามันเลว มันสะใจผมมาก”

“ลามกคืออะไร ถ้าคุณสามารถเขียนเพลงได้สักเพลงหนึ่ง แล้วคุณร้องไห้กับมันได้ ไม่ว่าใคร จะเป็นเพลงหรือบทเพลง รู้สึกถึงการร้องไห้ ไม่ใช่การเศร้าอย่างเดียวนะ ผมคิดว่านั่นแหละคือสิ่งที่มีค่าอันหนึ่งสำหรับมนุษย์นะ ที่ควรรักษาไว้ คือคุณแสดงออกถึงความรู้สึก จะเป็นคนวาดรูป คนเขียนเพลง นักแสดง หรือนักเขียน มันสามารถที่จะกรีดอารมณ์ แล้วให้คนอื่นรับรู้อารมณ์ของคุณได้ ถ้าคุณคิดว่าเขาเหล่านี้เป็นคนลามก โดยการแก้ผ้าถ่ายรูป หรือว่าจะเขียนเพลงเกี่ยวกับการชักว่าว ผมก็ยอมรับ ผมก็ขอเป็นคนลามก”

“พราย” บอกว่าตอนนี้ความคิดภายในจิตใจของเขาเริ่มที่จะคลี่คลายแล้ว

“แต่ทุกอย่างมันผ่านขั้นตอนนั้นมาแล้ว ตอนนี้สงครามในใจผม มันต่อสู้กันระหว่างจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกมานานมาก ผมไม่รู้นะ แล้วผมก็รู้ว่า คนเราทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ น้อยคนที่รู้ ผมโชคดีมากที่ผมรู้แล้วผมรู้แล้วว่าจิตใต้สำนึกผมมันทำงานอย่างไร แล้วมันกำลังทำอะไรของมันอยู่ และตอนนี้สงครามมันเริ่มเบาบางลงแล้ว มันเริ่มฉลาดแล้ว”

“วันนี้ที่เราได้คุยกันเพราะว่าปมผมเริ่มคลาย ถ้าเป็นแต่ก่อนผมอาจจะมองว่า มึงเป็นใครวะ มึงไม่มีข้อมูลกูเลย เมื่อก่อนมันจะคิดแบบนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ แต่วันนี้มันคลี่คลายแล้ว”

เมื่อโดนแบบนี้เราเลยรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะกลัวสงครามในใจของเขาจะเริ่มครุขึ้นมาอีก โดยถามไปถึงช่วงเวลาที่หายไปกว่า 5 ปี

“ก็จบจากอัลบั้มชุด “สีเหลือง” ประมาณ 5 ปีมั้ง ตรงนั้นแล้วก็หยุดก่อน ตอนนั้นก็เริ่มงงว่ากลับมาคิดทบทวน มันเป็นอะไรกันแน่นะ คือก็เพลง “…ก่อน” ที่แต่งให้ “โมเดิร์นด็อก” แล้วคนมันฟังมันกันทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วเพลงเราทำไมไม่มีคนฟัง เพลงนั้นเราแต่งนี่หว่า เพราะว่าเราร้องไม่ดีแน่ๆ เลย หรือว่าเพลงของเราส่วนใหญ่ฟังกันแล้วไม่ค่อยเข้าใจ”

เมื่อพูดถึงเพลง “…ก่อน” ก็ให้นึกขึ้นได้เพราะว่าเพลงเพลงนี้มีตำนานที่เกี่ยวกับการตายของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งบางกระแสก็บอกว่าเธอเป็นนักศึกษาที่หลงรัก “พราย” แล้วเกิดท้องขึ้นมาจนต้องฆ่าตัวตาย โดยเขียนจดหมายทิ้งไว้ ซึ่ง “พราย” ได้เอาเนื้อความใน จดหมายมาแต่งต่อจนเป็นเพลง “…ก่อน” เกี่ยวกับเรื่องนี้พรายไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธโดยบอกแต่เพียงว่า …

“ก่อน … เพลงนี้จริงๆ แล้ว มันจะมีชื่อเต็มว่า จุด จุด จุด แล้วก็ก่อน (…ก่อน) ไอ้ จุด จุด จุด ก็คือ “เธอจากไป” รวมกันก็คือ “เธอจากไปก่อน” เธอเป็นเด็กนักศึกษาเรียนอยู่ที่ ม. ศิลปากร เรื่องราวมันจะเป็นอย่างไรนั้นอย่าให้พูดดีกว่าเดี๋ยวจะหาว่าเป็นการสร้างภาพ อีก ส่วนเรื่องจดหมายนั้นผมก็เอามาใส่ไว้ในอัลบั้มของ “โมเดิร์นด็อก” ชุดรวมเพลง “…ก่อน” ทั้ง 5 เวอร์ ชั่นแล้ว …”

เมื่อเขาไม่อยากพูดถึง เราก็ไม่รื้อฟื้น คำถามต่อไป ถามถึงเรื่องงานเพลงในอนาคต … แล้ว “พราย” จะกลับมาทำงานเพลงอีกหรือเปล่า?

“อัลบั้มใหม่นี้ตอนนี้ก็กำลังเสนออยู่ เพลงนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับความตายอีกเหมือนกัน คือเพื่อนคนหนึ่งเขาเสียเพื่อนไป เมื่อสองปีที่แล้ว แฟนเขาเป็นมือกีต้าร์ผู้หญิง ชื่อ “อรสา ศรีบุญเรือง” อยู่วง “มายา” ถามว่าเขาดังไหม เขาก็ไม่ดังแต่ว่าเป็นคนมีฝีมือเหมือนกัน พอเขาเสียก็เลยเขียนเพลงขึ้นมา อยากจะทำเพลงเป็นที่ระลึก ก็ไม่คิดว่าจะออก เพราะมันเมื่อ 2 ปีแล้ว เดี๋ยวก็หาว่าสร้างภาพอีก”

“ก็ทำเพลง พอทำไปทำมาเพลงมันก็ฟังไม่ยาก แล้วพอดีได้เจอเพื่อน เพื่อนก็แนะนำให้มาลองเสนอที่ “เทโรฯ” ดู ด้วยความรู้สึก ตลกเหมือนกัน พอเราไปยืนให้เขาฟัง มันก็เหมือนเราเสนอสินค้า เพลงเราก็เป็นสินค้าไปแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์อะไร”

“จะทำเองก็ได้ แต่ทำเองมันเหนื่อย ต้องแจกข่าวเอง รายการ วิทยุมันก็ไม่ค่อยเปิด ผมเข้ากับใครไม่ได้ ทั้งหมดผมโทษตัวเอง ถ้าคุณฟังเพลงผมคุณจะรู้ว่าผมซื่อสัตย์กับตนเอง ถ้าเราตลบตะแลงก็ดี ก็ไม่รู้นะ หมายถึงว่าไปหลอกเขา ไปบอกอย่างหนึ่งแล้วเป็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราทำอย่างนั้นมันมีประโยชน์สำหรับเราก็เรียกเราได้ว่าตะหลบตะแลง แบบนี้แสดงงว่าเพิ่มมาจากบ้า ลามก”

“เพลงชุดนี้ จุดมุ่งหมายของเพลงนี้คือว่าอยากให้คนรู้ว่า “อรษา ศรีบุญเรือง” คือใคร เขาตายไปแล้ว ตอนที่เขาตายไม่มีหนังสือ พิมพ์สักฉบับลง นี่คือสิ่งที่อยากทำ ถ้าทำเองมันก็จะเงียบมาก”

“ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ (เทโรฯ) ผมไป “อาร์เอสฯ” มาก่อน เพราะผมเห็นว่า “อรสา” เขาเคยอยู่ “อาร์เอส” มาก่อน ผมเอาไปทิ้งไว้ ฝากให้คนดูแลเรื่องนั้น แล้วผมก็โทรไป คุณได้รับหรือยัง ได้รับแล้ว ผมขอสายกับคนที่ดูแลเรื่องนี้ได้มั้ย เขาไม่ว่าง ขอเบอร์มือถือได้มั้ย ไม่ได้ แล้วเขาจะเข้ามาเมื่อไหร่ เข้าอาทิตย์หน้า”

“ผมก็รอ แล้วก็โทรไป เขาติดประชุมค่ะ อีกชั่วโมงนึงโทรมาใหม่ แล้วผมก็โทรไป ยังประชุมอยู่ค่ะ นี่เขาไม่ให้เกียรติ แค่เขาบอกว่าไม่เอานะ มันก็จบ ผมจะได้ไปเอาซีดีผมคืน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอย่างไร คุณบริษัทใหญ่มากหรือ ผมยังไม่มีโอกาสคุยกับคุณเลย ที่ผมมาหาคุณคนนี้เพราะว่านานแล้วผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเขา แล้วเขาบอกว่าเขาอยากจะพูดกับผม ผมก็คิดว่าเราอาจจะมีแนวทางคล้ายๆ กัน แต่เขาทำกับผมแบบนี้ คิดดูแล้วกัน”

“เราน่าจะให้เกียรติกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินกิ๊กก๊อกขนาดไหน เขาเสนองานคุณต้องให้เกียรติเขา เขาคิดงานมาแทบตาย นี่แม่งจะคุยต้องหลีกลี้หนีหน้า นี่ผมไม่อยากต่อว่าใครนะ เดี๋ยวจะเป็นแบบเดิมอีก นี่พูดแล้วสงครามของผมเริ่มคุกรุ่นเข้ามาอีกแล้ว”

สุดท้ายเราพูดถึงเรื่องชีวิตในอนาคต “พราย” บอกแต่เพียงว่าเขาจะไม่แต่งงานอย่างเด็ดขาด พร้อมกับเพ้อไปถึงเรื่องอื่น

“ผมไม่แต่งงาน ผมคิดว่าชีวิตคู่ไม่เหมาะกับผม เรื่องเซ็กส์ การผูกพันต้องแยกออกจากกัน”

“ข้างในมันยังไม่เอา มันต้องผ่านตรงนี้ให้ได้ เราต้องรู้จักตนเอง ทุกอย่างมีความสุขได้ ผมเข้าใจแล้ว มาวันนี้ผมก็รู้ว่าทุกอย่างเป็นไฮโดรเจน + ออกซิเจน เป็นความเคลื่อนไหว เพียงแต่ว่าเรายังเปลี่ยนพลังงานในตัวเราให้ดีไม่ได้ เช่น ทำไมในตัวเราจึงมีความคิดที่เป็นขยะๆ ความคิดเราทำไมมีแต่การแก้แค้น รุนแรง เพราะว่าลักษณะการเผาผลาญในร่างกาย เราไม่รู้เรา พยายามคิดที่จะไม่ทำร้ายใคร”

“นี่ผมพยายามบอกในส่วนลึกของผมนะถ้าคนอื่นอ่านแล้วมันแทบจะไม่มีสาระกับคนอ่านเลยนะ คือเขาจะมองไม่เห็นเลยว่ามันมีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย …” “พราย” กล่าวทิ้งท้าย

 

 

การกลับมาของ “ปฐมพร ปฐมพร”

“พราย – ปฐมพร” หรือที่ใครๆ บางคนเรียกว่า “พราย” นั้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา “ปฐมพร” ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่ที่มีชื่อชุดแบบไม่ต้องคิดมากว่า “พรายชุดพิเศษ” หลายคนคงสงสัยหรือนึกด่ากันแล้วว่า ไอ้ TR นี่มันมั่วแนวจริงๆ ว่ะ ไม่เห็นว่าอัลบั้มนี้มันจะเป็น METAL ตรงไหน เปล่าเลยอย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นเลยคนดี การที่เรานำบทสัมภาษณ์ของเขามาเสนอสู่สายตาคนอ่านกันในเล่มนี้ ก็เพื่ออยากจะให้ใครหลายๆ คนที่เคยฟังอัลบั้มเก่าๆ ของ “ปฐมพร” ได้รู้อะไรลึกๆ จากใจของ “ปฐมพร” หลายๆ อย่าง อัลบั้มนี้นับว่าเป็นชุดที่ 7 แล้วสำหรับ “ปฐมพร” หลังจากหายกันไปนานตั้งแต่อัลบั้มชุด / “ไม่มีสังคม” นั้นก็ประมาณสาม-สี่ปีได้แล้ว และอัลบั้มนี้หลายๆ คนคงพบเห็นกันตามสื่อต่างๆ กันมาบ้างแล้ว และนี่คือคำให้การจากปากของเขาเอง

อัลบั้มนี้มีความเป็นมายังไงสำหรับ “พราย-ชุดพิเศษ”

คืออัลบั้มนี้เริ่มทำเมื่อตอนที่ “คุณอรสา สีบุญเรือง”

ซึ่ง “คุณอรสา” เนี่ยเป็นแฟนกับ “คุณพิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ” และเมื่อ “คุณอรสา” เสียชีวิตไป
สิ่งที่ “คุณพิเชษฐ์” พบในชีวิตคือความโศกเศร้า แต่ความโศกเศร้าของคนเรามันก็มีขีดจำกัด คือจะต้องเดินหน้าไป ในช่วงนั้นเราก็มีความคิดขึ้นมาตลอด ส่วน “คุณพิเชษฐ์” เขาก็เขียนเพลงถึงแฟนเขาตลอด

พอผ่านไปช่วงหนึ่งความเศร้ามันก็ค่อยๆ ผ่อนคลายและเข้าใจในชีวิตบางอย่าง จนเกิดความรู้สึกว่านั่นคือ “สัจธรรม” เราในฐานะที่รู้จักกันก่อนตายมีโอกาสได้พูดคุย ก็น่าจะทำอะไรสักอย่างให้คนได้ระลึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงไทย และในส่วนของนักดนตรีที่เล่นกีต้าร์เอง ร้องเพลงเองมันก็มีน้อย

ดังนั้น ผู้หญิงคนนี้น่าจะมีอะไรสักอย่างที่เราน่าจดจำ “พี่พิเชษฐ์” ก็เลยแต่งเพลง

ตอนนั้นเขายังอยู่พัทยากันกับ “คุณอรสา” ตัว “คุณอรสา” เองเป็นคนเชียงราย และเมื่อเธอเกิดไม่สบายเธอก็กลับไปที่เชียงราย ส่วน “คุณพิเชษฐ์” ก็เล่นดนตรีอยู่ที่พัทยาคนเดียว จนกระทั่ง “คุณอรสา” เสียชีวิต เขาก็ยังต้องเล่นอยู่ ผมก็เลยต้องไปหาเขาที่พัทยาบ่อยๆ และเพลงที่เขาแต่งมาก็เป็นเพลงที่เศร้าๆ มันไม่มีอะไรนอกจากความเศร้า แต่มันก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นฟังปุ๊บแล้วจะเศร้าด้วยมันไม่ใช่อย่างงั้น และเขาต้องการให้ผมร้องงานอัลบั้มชุดนี้ เขาพยายามที่จะทำให้ง่ายโดยการดีดกีต้าร์โปร่ง

ทีนี้ผมเห็นว่าเขาเริ่มจะพ้นจากตรงนั้นแล้ว ผมก็เลยเอาเพลงเก่าๆ ของผมส่วนหนึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานของผมแต่ก็เป็นงานที่เข้ากับตรงนี้ได้ก็เลือกมา 4 เพลง และนี่คือที่มาของการไว้อาลัย

อัลบั้มชุดนี้มีความแตกต่างจากอัลบั้มชุดก่อนมาก-น้อยแค่ไหน

ก็เมื่อวานนี้น้องเขาก็บอกว่าในอินเตอร์เน็ต (จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่สนใจคอม สักเท่าไหร่) เขาบอกว่ามันมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับผม แล้วก็ตอบกันมากพอสมควร

และก็มีคนที่เขาตอบมาว่า “เขารอมาตั้ง 6 ปีและก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่อย่างที่เขาคิด” ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่รู้สึกอะไร ผมว่าเขาคิดถูกแล้ว มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ตรงนี้ เพราะตอนแรกเนี่ย “คุณพิเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ” เล่นกีต้าร์อย่างเดียว พออัดเสร็จแล้วก็ไป เพราะเราไม่อยากให้เขาอยู่ตรงนี้นานๆ ผมและ “คุณปรารถนา” ก็เอามาใส่เบส ใส่กลองจนเป็นเพลงได้ จริงๆ นี่ถ้าคนที่ติดตามผมจริงๆ เขาจะรู้ว่าเรื่องเพลงของผมมันไม่เป็นเพลงไปแล้ว

ที่นี้ในส่วนความคิดคนอื่นในการที่จะทำให้มันได้คุณภาพ เรายังไม่มีใจ 100% มันก็เลยเหมือนไม่ได้คิดอะไร อัลบั้มชุดนี้ก็เหมือนกัน ทำเพื่อเพื่อนที่จากไป และเพื่อนที่อยู่ที่นี่

CONCEPT ของอัลบั้ม “พราย-ชุดพิเศษ” ล่ะ มีไหม

ไม่มี CONCEPT ก็คือทำเพื่อไว้อาลัยเพื่อนคนหนึ่งที่จากไปเท่านั้น สำหรับคนอื่นที่รองานผมอยู่ แบบว่าพี่ทำไมไม่มีความคิดใหม่ๆ … ผมขอบอกว่ามันไม่มีอะไรใหม่จริงๆ นะ มันมีสิ่งหนึ่งใหม่มาก ค่อนข้างที่จะมีพลังในมุมมองหลายๆ คนที่เป็นแฟนผมคิดไม่ถึง แต่ว่ามุมมองนั้นถ้าออกมาเป็นเพลงแล้วคงต้องใช้เวลา

อาจจะเป็นเพราะว่าแฟนเพลงส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับงานชุดเก่าๆ มากกว่าคือ อยากฟังอะไรที่เป็นพลังแรงๆ เหมือนชุดเก่าๆ แต่พอมาฟังชุดนี้แล้วอาจจะผิดหวัง

สิ่งที่เป็นพลังในชุดเก่าๆ นี้ ถ้าเขามองกันให้ดีๆ ในช่วงที่ผมออกไปแล้วนี้ ไม่มีพลังอะไรจากพวกเค้ากลับมาเลย ซึ่งถามว่าต้องรอประมาณเท่าไหร่ วันนี้เนี่ยผมทำเพื่อไว้อาลัยเพื่อนคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่ฟังเค้าจะไม่มองเนื้อหา

แล้วปกอัลบั้มนี้สื่อความหมายอะไรได้บ้าง

จริงๆ แล้วงานชิ้นนี้เป็นแบบทำแล้วต้องรีบให้ออกก็เลยเอาแบบง่ายๆ ละกัน ปกก็เอาปกเก่ามาและก็มาเพิ่มก็คือว่าปกนี้อยู่ในชุด “ใต้สำนึก” เป็นเพลงหนึ่งเพลงที่ค่อนข้างดี ถ้าคนที่บอกว่าไม่ดีเลยที่คอยมา 6 ปี ผมอยากจะตอบให้คนที่รู้สึกผิดหวังว่าเขารอมา 6 ปีแล้ว ขอให้ลองกลับไปฟังอัลบั้ม “พราย-ใต้สำนึก” ให้เขาฟังดีๆ จริงๆ เนี่ยสิ่งที่เขารอคอยมันยังอยู่ตรงนั้นและเขาไปถึงรึยัง แต่ถ้าไปถึงแล้วก็ไม่เป็นไร

คุณนึกยังงัยถึงมาออกอัลบั้มชุด “พราย-ชุดพิเศษ” กับสังกัด “JUSTICE”

ก็ตอนแรกคิดว่าถ้าเราออกกับค่ายเดิมก็เป็นอย่างเดิม ก็คือว่าเห็นเขาทำงานคนเดียวก็ดูว่าเขามันดี คือมันมีหลายๆ อย่างในชีวิตผม คือคนที่จะได้เข้าใกล้ชิดพูดคุยก็จะต้องมีอะไรบางอย่างที่เข้ากันได้บ้าง

บางคนเนี่ยอาจจะรู้สึกว่าเขาทำตรงนั้นน่ะดีมาก เขามีความสามารถแต่มันไม่เข้ากัน มันไม่สื่อถึงความรู้สึกที่ถึงกันได้ บางเรื่องพอเราคุยกันแล้วเราถึงเข้าใจ

แต่บางเรื่องไม่ต้องคุยแค่มองตากันก็เข้าใจมันไม่ต้องพูดมาก แต่ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ช่างมัน

แล้วคุณหวังกับเรื่องยอดขายมั้ย

ผมไม่เคยหวังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

แต่ในส่วนลึกๆ เนี่ยพอเรารู้ว่าแผ่น CD “เจ้าหญิง-เจ้าชาย” ขายได้เป็นพัน ผมมานั่งนึกว่าเขารักเพลงของเราจริงๆ หรือ ผมมานั่งถามตัวเองและผมก็เช็คดูจากน้องๆ เขาไม่ได้รักเพลงของเราจริงๆ เขาอาจจะรักที่มันเป็นของเก่าหายาก แต่ผมว่าคนรักเราจริงต้องมีแน่นอนผมเชื่อว่าต้องมีคนรักผมจริงๆ มากกว่าที่ผมคิดไว้และนี่เองคือสิ่งที่ผมได้จากที่ที่ผมไม่เคยได้

คุณคิดว่าวงการเพลงไทยในบ้านเราในอดีตกับปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแค่ไหน

ผมมองมันว่าเป็นเรื่องธรรมดามากกว่า อย่างเด็กรุ่นใหม่ก็ต้องการจะทำอะไรที่ใหม่ ซึ่งความใหม่นั้นมันก็มีผลมาจากตะวันตก และผมเองก็ได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากตะวันตก เพราะว่าเขาจะมีความคิดด้านดนตรีซับซ้อนมันจะเหมือนกับว่าเราเป็นผู้ค้นคว้าที่จะเพิ่มมูลจินตนาการเข้าไป แต่ความจริงเนี่ยน้องๆ หลายๆ คนในช่วงที่ “โมเดิร์นด็อก” ดังเราก็จะไปอย่างนั้นมันกลับไปตามกระแสตลอด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ แต่ว่าอย่างน้อยๆ เนี่ยคนซึ่งอาจจะทั้งชีวิตแต่งเพลงออกมาไม่มีใครฟังเลย หรืออาจจะมีคนฟังแค่เพลงเดียว และเป็นเพลงที่เราไม่ได้ร้องเองอีกตะหาก

ความรู้สึกของคนที่เขียนเพลง เขาก็รู้ว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน มันดีมากอย่างน้อยๆ มันก็ได้พิสูจน์อะไรบางอย่าง ว่ามันไม่ใช่กระแส มันเป็นอะไรบางอย่างที่มีค่ากับตัวเอง เพราะอย่างงั้นเด็กรุ่นใหม่เนี่ยอยากเป็นอะไรก็เป็น เพราะว่าเราอยากจะเป็นอย่างเขานะ เราก็จะกลายเป็นเศษขยะที่ไม่มีประโยชน์

อย่างเมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองเป็นขยะไม่มีใครชอบ มีแต่คนเกลียดด้วยซ้ำไป แต่เดี๋ยวนี้ขยะๆ มากเข้า เออ … บางชิ้นมันมีค่าสำหรับคนอื่นนะ คือในตัวผมเนี่ยไม่ได้คิดว่าจะมีค่าขนาดนี้ แต่เขาทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีค่ามากขึ้น มันก็เป็นกำลังใจให้ผม เพราะมันหลายๆ คนที่คิดว่าแต่งเพลงห่วย ทำอะไรก็มีแต่คนว่าอย่า อย่างนั้น เพราะผมเคยเป็นอย่างนั้นคุณจะเป็นยังไงก็เป็น แต่คุณต้องเป็นอยู่อย่างเดียวว่า คุณต้องหาตัวเองให้เจอมุมมองของคุณ ไม่ใช่ว่าคุณชอบแบบนี้แล้วพอคุณเดินโดยแบบที่หูตาอื้อบอดโดยที่ไม่ไปตามเขา เรื่องการตามกันไม่มีประโยชน์สำหรับวงการศิลปะ แม้กระทั่งวงการไหนๆ ก็ตามถ้าเราตามเขาอย่างเดียวโดยไม่คิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเลย

คือถ้าจะให้ประสบความสำเร็จอย่าง “ROLLING STONE” ผมว่าเขาต้องตามอย่าง “THE BEATLES” ในช่วงนั้น แต่ “ROLLING STONE” ก็ต้องมีสไตล์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นต้องหาตัวเองให้เจอ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากมีชื่อเสียงมากกว่านี้ ผมพอแล้ว

แล้วช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาคุณหายหน้าไปไหน

ในช่วงที่ผมทำงานเพลงอยู่ ผมก็มักหายๆ หายไปโน่นบ้างหายไปนี่บ้าง โดยที่ไม่ต้องบอกว่าจะไปไหน อะไร ความคิดก็เปิดกว้างมากขึ้น แต่หลังจากที่รู้สึกเครียดจากที่อาจจะเป็นความสำเร็จรึเปล่าก็ไม่รู้ มันก็ทำให้ผมได้พบอะไรบางอย่างในตัวเอง ถ้าจะตอบว่าไปไหนมามันก็เป็นแบบเดิม

เมื่อก่อนจะไปอยู่เกาะนานๆ ไปทะเลไปป่า แต่เดี๋ยวนี้การเดินทางมันไม่ได้ไปไกลกว่าตัวเอง

นอกจากทำงานด้านดนตรีแล้วคุณทำงานอะไรอีกบ้าง

นี่คือปัญหาที่ผมยังงงตัวเองอยู่ว่า ผมอยู่ได้ไงโดยไม่มีงานอะไรทำ

เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบการใช้ชีวิตแล้ว ศิลปินทุกคนต้องทำงานศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหนๆ
สิ่งที่ผมพบคือเหตุผลที่เราไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะจิตใจเรานั่นเอง เมื่อก่อนผมคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทำไมแม่งไม่ฟังเพลงกูวะ ทำไมแม่งเกลียดกูวะ แต่ทีนี้มันก็ยังเหมือนเดิม แต่จิตใจผมกลับรู้ว่าผมทำได้แล้ว

ผมผ่านตรงนั้นมาแล้ว ก็เหมือนน้องๆ หลายคนที่ยังไม่ผ่าน ไม่ผ่านอะไร ไม่ผ่านจิตตัวเอง ไม่ผ่านว่ามีค่า เขาทำได้แล้วแต่เขายังรู้สึกหดหู่อยู่ เขาไม่ข้ามความเศร้ามา เหมือนเพื่อนผมที่พอเสียคนรักไปมีอย่างเดียวก็คือ กูจะขับรถให้แม่งชนให้แม่งตาย ให้น้ำตากูเป็นสายเลือด ให้โลกจดจำว่าความรักกูนี่ยิ่งใหญ่ แต่มันจะมีค่าอะไรถ้าเราไม่ข้ามตรงนั้น

เราจะข้ามตรงนั้นได้ยังไงนี่แหละคือปัญหา เราต้องหาให้เจอ

ระยะเวลาที่ผ่านมาคุณหาเจอได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรี คุณเป็นอะไรก็ได้ คุณสามารถหาเจอได้

แล้วในอนาคตจะมีอัลบั้มที่เป็นตัวคุณเองออกมาอีกไหม

ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงอนาคต คือเราก็อยู่กับความจริงวันนี้ก่อน ผมไม่ได้คาดหวังอะไร

แล้วคุณมีอะไรที่จะบอกแฟนๆ คุณบ้างไหม

คือ … หนังสือเล่มนี้เป็นดนตรี ที่ผมคิดว่าเมื่อตอนเด็กๆ เนี่ยผมคลั่งไคล้เพราะว่าอย่างวง “KISS” “AC/DC” เวลาที่ฟังเพลงก็ต้องฟังที่เนื้อหาด้วย แต่พอเรารุนแรงแล้วเนี่ยมันก็จะเกิดปัญหา

ขอบคุณค่ะที่สละเวลาให้เรา

ครับ

และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่เราได้พูดคุยกับพี่ “พราย” ที่คุณๆ รู้จัก กับงาน “พราย – ชุดพิเศษ”
ก็ลองหามาฟังดูอาจจะถูกใจ (หรือไม่) กับหลายๆ คน

เดินเข้าสู่โลกของ “พราย”

คำว่า “เป็นตัวของตัวเอง” มักจะเป็นคำที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “รับประกันคุณภาพ” ของคนร้อง-คนทำเพลงในเมืองไทย อย่างที่เรามักจะได้ยินคำว่า “อัลบั้มนี้มีความเป็นตัวของตัวเองกว่าชุดที่แล้ว…” กันอยู่บ่อยๆ

และบรรดาคำเหล่านี้ 90% มักจะเป็นเรื่องเพื่อการตลาด มากกว่าจะแสดงความเป็นของตัวเองจริงๆ

แต่ในกรณีของคุณ “ปฐมพร ปฐมพร” นั้น … ผมไม่แน่ใจว่าเขาเคยพูดคำว่า “เป็นตัวของตัวเอง” หรือเปล่า แต่ผมว่าเขาสามารถใช้คำนี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ผมคงเหมือนกับหลายๆ คน ที่รู้จักคุณ “ปฐมพร” จากงานที่ศิลปินท่านอื่นนำไปร้องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพลง “…ก่อน” ของ “โมเดิร์นด็อก” (ที่ผมเคยเขียนถึงเพลงๆ นี้ใน “บ้านบรรทัดห้าเส้น” เมื่อหลายตอนก่อน) หรือจะผ่านผลงานของศิลปินอื่นๆ เช่น “TKO” (วง Hip-Hop วงแรกๆ ของประเทศไทย) หรือคุณ “ชีพชนก ศรียามาตย์” (ที่เคยทำอัลบั้ม “เพลงพราย”ที่เอาเพลงของคุณ “ปฐมพร” มาทำทั้งอัลบั้ม) มากกว่าที่จะไปรู้จักจากงานของคุณ “ปฐมพร” เอง คงจะเนื่องจากงานเพลงของคุณ “ปฐมพร” ไม่ได้แพร่ขยายในวงกว้างนัก อีกทั้งตัวงานของคุณ “ปฐมพร” ก็มีความซับซ้อนเกินกว่ามาตรฐานเพลงป๊อบทั่วไป รวมถึงเสียงร้องที่ไม่ได้เด่น (แต่ก็ดีกว่าคนหน้าตาดีที่ปลอมตัวเป็นนักร้องหลายๆ คนในบ้านเรา) และวิธีการร้องของเขาที่มีทั้งการร้องเพลงแบบปกติ ตะโกนและกรีดร้อง ซึ่งสองอย่างหลังนี่ไม่ใช่ของถูกโฉลกกับคนฟังเพลงทั่วๆ ไป

อีกเหตุผลก็คือ … งานของ “ปฐมพร” (ยกเว้นงานยุคแรกๆ ในสังกัด “รถไฟดนตรี”) ไม่ใคร่จะมีการผลิตใหม่กันสักเท่าไหร่ จนทำให้อัลบั้มหลายๆ ชุดของเขากลายเป็นงานระดับ “หายาก-หายากมาก-หายากที่สุด” จนทำให้อัลบั้มคู่ “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้-เจ้าชายแห่งทะเล” กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าระดับหลักหลายๆ ร้อยจนถึงหลักพันในตลาดสินค้ามือสองไปแล้ว
แต่ก็เป็นเรื่องดี ที่เพิ่งมีการนำงานหลายๆ ตั้งแต่สมัยอัลบั้ม “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล” เป็นต้นไปมารวมอยู่ในอัลบั้ม “THE DAYS OF PRY / ANTHOLOGY” (งานชิ้นหลังสุดของเขาคืออัลบั้ม “พราย – ชุดพิเศษ” อันเป็นอัลบั้มที่ทำเพื่ออุทิศให้กับคุณ “อรสา ศรีบุญเรือง” – เพื่อนนักดนตรีผู้จากไป)

ผมเคยพูดถึงคุณ “ปฐมพร” เอาไว้ใน “บ้านบรรทัดห้าเส้น” ตอน “…ก่อนท้องฟ้าจะสดใส” ว่า “เพลงของเขามักจะแสดงถึงความหวิวไหวของอารมณ์ได้อย่างสวยงาม” แต่เมื่อฟังได้อัลบั้มรวมเพลงชุดนี้ ทำให้มองได้เพิ่มอีกว่าคุณ “ปฐมพร” เป็นนักเขียนเพลงที่เขียนเพลงรักได้หวานเศร้ามากๆ คนหนึ่ง

ที่พูดแบบนี้ก็เพราะว่า ถ้าลองสังเกตเพลงของเขา จะพบว่าหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้เป็นเพลงรักที่ใช้ภาษาได้สวยงามทีเดียว แต่ว่าในความสวยนั้นพูดถึงเนื้อหาเศร้าๆ เอาไว้

อย่างเพลง “ฉันรักเธอ”

“ฉันรักเธอ ที่เธอมีดวงตาเศร้า
เหงา … สุดจะเหงา เมื่อไม่มีใครเขาปลอบโยน
ฉันรักเธอ ที่เธอมีน้ำตาอาบแก้ม
หมอง … มิแต้มแต่ง หรือเสแสร้งเพื่อใคร
ฉันรักเธอ ที่มีความฝัน
แม้หวังนั้นจะสูญสิ้น หมดสิ้นทุกอย่างไป
เก็บซับน้ำตานั้นไว้ หยุดร้องไห้เถอะขวัญตา
สู้กับความรู้สึกอ่อนล้า แม้โลกนี้ … ไม่มีใครเข้าใจ”

หรือในเพลง “จริงเพียงจริง” ที่พูดถึงความรักด้วยอารมณ์รุนแรงเยี่ยงศิลปิน ที่ไม่ได้ดูหวานเหมือนเพลงรักทั่วไป (ออกจะขมๆ ขื่นๆ เสียด้วยซ้ำ)

“หากเธอเป็นดอกไม้ จะบานหรือชอกช้ำ ด้วยรักฉันเร่าร้อนดังภูเขาไฟไม่มีเหตุผล
ทุกครั้งฉันจึงหวาดกลัว จนไม่รักใคร…
หากเธอเป็นผ้าขาว จะหมองหม่นเลอะสี ด้วยรักฉันแค้นเคือง กดดันดั่งจิตรกรไม่มีชื่อเสียง
มีเพียงเงา…แห่งความเดียวดาย
เพียงขอ…ให้โลกนี้มีเธออยู่จริง
แม้รักเธอเป็นเพียงฝัน แต่รักฉันจริง…เพียงจริง”
รวมเพลงชุดนี้มีความพิเศษอยู่ที่มีเพลง “…ก่อน” ที่เรารู้จักกันดี แต่ฉบับที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มนี้น่าจะเป็น Demo Version เพราะไม่ได้เป็นการบันทึกเสียงที่เรียบร้อยนัก (มีแค่เสียงอะคูสติกกีตาร์กับเสียงร้อง รวมถึงการบันทึกเสียงที่ไม่ได้เน้นความเนี้ยบมากนัก) ซึ่งคงเป็นของโปรดของบรรดาผู้นิยม “ของหายาก” พอสมควร (แต่ที่แย่หน่อยก็ตรงที่ในปกอัลบั้มเขียนว่าเพลงนี้เป็นเวอร์ชั่น PRY Version ซึ่งคงทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเวอร์ชั่นที่เคยอยู่ในซิงเกิ้ล “ก่อน ๕ เวอร์ชั่น” ไปได้…หนึ่งในจำนวน “ผู้หลงผิด” ที่ว่าก็คือกระผมนั่นเองJ )
ถ้าไม่นับวิธี “ตีหัวเข้าบ้าน” ที่ออกจะน่าเกลียดไปหน่อยอย่างเรื่อง PRY Version ก็ถือว่าเป็นงานที่ “น่าเก็บ” ชิ้นนึงครับ

แสงสว่างจากสีฟ้าและบทอวสานของปีศาจ

ในวันที่วงการเพลงไทยยังไม่มีดนตรีทางเลือกมากมายก่ายกองอย่างทุกวันนี้ …

ใน พ.ศ. ที่ “โมเดิร์นด็อก” ยังไม่แจ้งเกิดกับนายอำเภอ ในวันเวลาที่เด็กแนวยังไม่มี “อพาร์ตเมนต์คุณป้า” ให้เช่าอาศัยหลับใหลไปกับบทเพลง ในวันที่ “สมอลล์รูม” ยังอยู่แต่ในรูมของตัวเอง คอเพลงที่ต้องการหลบหลีกความซ้ำซากจำเจของเพลงกระแสหลัก มีทางเลือกไม่มากนัก

ไม่หันหนีไปหากระแสต่างประเทศ ก็ต้องพึ่งพาสัจธรรมในบทเพลงเพื่อชีวิต

ขณะมีผู้ชายคนหนึ่งอนุญาตตัวเองต่อที่สาธารณะให้นำเอานามสกุลมาตั้งเป็นชื่อใหม่ภายหลังว่า “ปฐมพร ปฐมพร” ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า “เรารู้สึกไม่ชอบ”

ภาพลักษณ์ของเขาไม่เหมือนใคร เพราะทาสีดำคาดคั่นเป็นแนวยาวพาดสันจมูก ทำเทปเพลงออกมาในชื่อ “ไม่ได้มามือเปล่า” ซึ่งหน้าแรกเต็มไปด้วยเพลงป๊อปตามกระแสตลาดทั่วไป ขณะที่หน้าหลังแอบซ่อนเนื้อหาเพลงที่ฉีกออกไปจากวังวนเดิมๆ

ตามมาด้วยอัลบั้มชุดต่อมาที่เป็นปฐมบทแนวทางของเขาจนถึงปัจจุบัน ในอัลบั้ม “พราย” ซึ่งเขาคิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมาเองว่า “อัลบั้มชุดนี้ไม่โปรโมต!” – เล่นเอานายทุนปวดกบาลไปตามๆ กัน ไหนจะเปลื้องผ้าถ่ายนู้ดต่อต้านการค้าประเวณี จนกระแสสังคมหันมาให้ความสนใจอย่างหวาดระแวง!

และด้วยการแสดงออกที่ดูแปลก จนสามารถแยกความแตกต่างระหว่างคนอื่นๆ กับเขาได้ชัดเจนราวสีขาว-สีดำ

บางความคิดและหลายการกระทำของเขา แปลก-พิลึก-แรง จนเป็นแรงดูดให้บางสายตาอยากค้นหา พอๆ กับเป็นแรงผลักให้หลายสายตาผละหนี ถอยห่าง นี่หมายรวมถึงงานเพลงของเขาด้วย !

จากอัลบั้มแรกเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ไม่ได้มามือเปล่า) จนถึงปี พ.ศ. 2544 (พราย – ชุดพิเศษ) งานเพลงทั้งหมดหกอัลบั้ม ดูเหมือนว่า งานเพลงของเขาเลือกคนฟัง มากกว่าให้คนฟังเลือก งานเพลงของพรายถูกตั้งคำถามมากมาย

บ้างขว้างปาคำถามอย่างเกรี้ยวกราด และสุรุ่ยสุร่าย “เพลงห่าอะไรของมึงวะ?!”
บ้างตัดสินฟันธงอย่างผิวเผิน “แม่ง– มันบ้าว่ะ!”

แน่นอนว่างานเพลงของ “พราย” เป็นที่นิยมยกย่องอย่างจำกัดเฉพาะกลุ่มแฟนเพลงของเขา ซึ่งนับหัวหาจำนวนที่แน่ชัดไม่ได้ ไม่ถึงกับมากมาย แต่ใช่ว่าจะน้อย ที่แน่ๆ งานเพลงของเขาไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ความนิยมในวงกว้าง

หากแต่คนค่อนประเทศรู้จัก “โมเดิร์นด็อก” จากเพลง “…ก่อน” ขณะเดียวกัน คนค่อนประเทศ กลับไม่รู้จักชื่อ “พราย-ปฐมพร ปฐมพร” ผู้ประพันธ์บทเพลงอันเป็นทั้งงานเพลงแจ้งเกิด และตำนานของวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นอย่าง “โมเดิร์นด็อก”

ถึงวันนี้ “พราย” กลับมา และประกาศว่าจะทำงานเพลงห้าอัลบั้มพร้อมกัน!

เวลาที่ผ่านไป “พราย” ยังคงคึกคักกระโดดโลดเต้นราวคนในวัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และความสนุก

ขณะเดียวกัน เวลาที่ผ่านไปนี้ได้พาให้ตัวเลขของชีวิตเขาไปแขวนอยู่บนหมายเลขสี่สิบหก และด้วยเวลาที่ผ่านไปนี่แหละ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “Mars” อยากอ่านความคิดความฝันของเขา

เพราะเวลาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หลายเรื่องที่ได้พูดคุยกับ “พราย” ไม่ว่าเราจะชวนเขาไปในเรื่องราวใด ตอนจบของหัวข้อนั้น “พราย” มักพาเราไปปล่อยไว้ที่คำตอบของ… ของความสุข-อิสระ-สบาย… หรือจะในคำใดที่สามารถรองรับและอธิบายความหมายของมันได้

ไม่ใช่ว่า “นายปฐมพร ปฐมพร” จะแล้วซึ่งความรู้! หรือหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งหลายที่อยู่เหนือมนุษย์คนอื่นๆ แต่อย่างใด – นี่คือสิ่งที่เขาเน้นย้ำ เพียงแต่ทุกวันนี้ “นายปฐมพร ปฐมพร” เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่นิยมชมชื่นในคนที่ชูกำปั้นสู้กับภายในของตัวเอง และกำลังพยายามทำอย่างนั้นอยู่ทุกวัน – เขาย้ำเช่นนี้

ทำความเข้าใจกันก่อนดีไหม

ในเมื่อบางเดียงสาของคนในวัยหนุ่มอาจยืนตะโกนคุยเรื่องสัจธรรมของชีวิต แข่งกับเสียงเพลงแนวเทคโนแดนซ์ในผับที่เหล้าราคาแพงระยับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชายกลางคนผู้เริ่มสงบคนนั้นอาจย้อนกลับไปมองเรื่องราวในคืนหนึ่งเมื่อครั้งเยาว์วัย ว่ามันเป็นจุดเริ่มต้น และหนึ่งในการสั่งสมเมล็ดพันธุ์จนถึงวันนี้

ไม่น่าจะผิดบาป หากเราชวน “พราย” นั่งลง แล้วคุยกันถึงเรื่องอย่างว่า!

1
แสงสว่างจากสีฟ้า

เพราะอะไรคุณจึงทาตัวสีฟ้าเวลาเล่นคอนเสิร์ต

ชอบสื่อสัญลักษณ์ สีฟ้าบนตัวผมเป็นตัวแทนของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ทุกคนมี “ศักยภาพ” ที่จะเรืองแสง อันนี้มันเป็นแค่สัญลักษณ์นะ คือสามารถที่จะรู้ตัวเอง สามารถส่องสว่างเป็นดาวฤกษ์ พูดอย่างง่ายๆ ทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นฆาตกร ไม่ว่าคนนั้นจะเลวบัดซบขนาดไหน คนเหล่านั้นมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ฉะนั้นใครจะไปว่าใครก็คิดให้ดี อะไรก็ตามที่เกิดเป็นมนุษย์ย่อมมีสิทธิ์บรรลุธรรมได้ เข้าใจธรรมชาติของจักรวาลหรืออะไรก็ตามแต่ แล้วสามารถหลุดออกจากความทุกข์ไปได้ นี่คือ “ศักยภาพ” มีคำที่บอกว่าเกิดเป็นคนน่ะเกิดยาก มันก็คือคำนี้เลย แต่ว่ามันจะมีหลายเฟส ทุกคนเกิดมาอาจจะรับรู้ไปก่อน ตายไปแล้วเกิดใหม่ก็ว่ากันไป แต่นั่นคือคุณสมบัติของมนุษย์ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง คือเราอยากจะบอกว่าคนทุกคนมีค่า เพียงแต่ว่าคนบางคนอาจมองไม่เห็นว่าเกี่ยวอะไรกับเรา อันนี้ก็อีกเรื่อง ถ้าคนคนหนึ่งเกิดมาเพื่อกิน-อยู่-หลับ-นอน มันก็ไร้ค่า! แต่หากเขาแสวงหาขวนขวายอะไรบางอย่าง ซึ่งมนุษย์มีศักยภาพอย่างนั้นอยู่ในตัวเอง

เราเป็นดาวฤกษ์…

ใช่ เราน่าจะเป็นดาวฤกษ์ แต่คนบางคนก็อาจจะยากหน่อย เพราะพยายามไม่อยากจะเป็น แต่จริงๆ มันก็เป็นภาวะหนึ่งของเขา ในวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็น (ดาวฤกษ์) คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) แต่อย่างน้อยๆ คนบางคนเขารู้ว่าสามารถสร้างพื้นฐานตัวเองจากการปฏิบัติ หรือจากความเชื่อ เขารู้ว่าเขาโชคดี แต่ในความโชคดีของเขา ใช่ว่าจะโรยรื่นด้วยดอกกุหลาบ ต้องประสบความสำเร็จอย่างเดียว ไม่ใช่! วันที่เราแย่ โดนไล่ออก-ไม่มีเงินกินข้าว-เมียหย่า นั่นคือความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์มันต้องรู้ต้องเจอของจริง ถึงจะเห็นมัน

ส่วนใหญ่แล้ว เพลงของคุณมักพูดถึงความเศร้า ความหดหู่ ความมืดในชีวิต คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ทำไมพูดถึงสิ่งเหล่านี้มากมายอย่างนั้น

ความเศร้ามันเป็นอารมณ์ที่อยู่ในระดับที่เห็นว่า มันค่อนข้างบั่นทอนศักยภาพของเรา เพราะสังเกตดูเวลาคนเศร้า มันจะทำอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวนัก แต่เรากลับมองว่า ความเศร้ามันมีพลังซ่อนอยู่ มองในมุมอีกมุมหนึ่ง แม้ว่ามันจะยังไง หนักหนาขนาดไหน เราก็ต้องเอามาใช้ให้ได้ คือพลังงานของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันสามารถนำกลับมาใช้ได้ เพลงเราถึงมันเศร้าขนาดไหน มันก็มีความหวังเหมือนมันสะท้อนกับตัวเราว่า จะยอมไม่ได้! ทุกครั้งที่ทำเพลงออกไป เหมือนเป็นการร้องเพลงให้ตัวเองฟัง ร้องเพลงปลอบใจตัวเอง แล้วมันก็กลายเป็นว่า เฮ้ย ! … มีคนแบบนี้ด้วยเหรอ เหมือนกับเราเลย เพียงแต่ว่าเขาไม่มีโอกาสได้พูด เราอาจเป็นเสียงร้องในใจของเขา ในวันที่ทดท้อๆ อย่าเพิ่งยอมและอย่าท้อแท้ เพราะในความมืดมันก็ยังสวยงาม ซึ่งเราเห็นจริงๆ ว่ามันสวยงาม

ในฐานะที่เป็นนักดนตรีที่ทำเพลงออกมาด้วยสุ้มเสียงความหดหู่ เศร้าหมอง บางเพลงเกรี้ยวกราดรุนแรงอย่างที่ยกตัวอย่างไป บางคนฟังอาจมองเพลงของคุณในแง่ลบ แม้กระทั่งคนฟังอาจตีความไปผิดๆ คำถามคือในความเห็นของคุณอะไรคือพันธกิจของนักดนตรี

ความรับผิดชอบในการแต่งเพลง ผมว่ามันเหมือนกันในทุกสาขาอาชีพ อย่างศิลปะ สมมติคนถ่ายรูปโป๊ ในมุมมองใดมุมมองหนึ่งก็ตาม มันเป็นสื่อ หรือส่งผลลักษณะไหนก็ตาม จรรยาบรรณก็คือถ่ายรูปโป๊! มันอาจจะโป๊แบบอุจาดเลยก็ได้ ในมุมของอีกคนอาจจะมองว่ามันเป็นศิลปะ แต่ไอ้คนเสพก็มีหลายระดับ ซึ่งเขาก็จะดูว่าอันนี้ใช่หรือไม่ใช่ แต่ถ้าคนทำหลุดออกไปมากๆ คนก็ตามไม่ทัน สมมติจะถ่ายรูปโป๊ ถ้าถ่ายอวัยวะเพศเลย คนก็มองว่าน่าเกลียด แต่คนถ่ายอาจจะอยากสื่อถึงความน่าเกลียด นั่นก็เป็นอีกมุม ฉะนั้น จรรยาบรรณมันจะคาบเกี่ยวอยู่สองอย่าง แต่ท้ายที่สุดคนทำต้องรู้ว่าสิ่งที่เขาทำออกไปแล้วมีผลร้าย เช่น คำนั้นอาจจะทำให้เกิดความรุนแรง หรือจินตนาการในด้านลบ ผลที่ได้มันน่ากลัว แต่ถามว่า … มันเป็นเพราะเหตุนี้เหตุเดียวหรือ มันคงไม่ใช่ เหมือนอย่างที่บอกว่า เพลงเพลงนี้ทำให้คนอยากฆ่าตัวตาย มันไม่ใช่หรอก มันมีหลายอย่างมาประกอบกัน หรือเพลงเพลงนี้ทำให้คนมีความคิดรุนแรง มันก็ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่มันอาจมีส่วน อย่างที่ผมแต่งท่อนหนึ่งว่า “ฆ่ามัน ฆ่ามัน ทำลายมันๆ” (ท่อนฮุกในเพลง “ปีศาจ” จากอัลบั้ม “เจ้าชายแห่งทะเล”) ลึกๆ แล้วผมรู้ไงว่ามันคืออะไร “ฆ่ามัน” ในที่นี้คือการที่เราย้อนกลับมาฆ่าบางสิ่งซึ่งอยู่ในตัวเรา แต่คนฟังอาจจะไม่ได้ฟังลึกซึ้งขนาดนั้น แต่ลึกๆ แล้ว เรารู้ว่าเราไม่ต้องการไปฆ่าใคร เราไม่ได้ฆ่าข้างนอก เราฆ่าข้างในของเราเอง

แต่เมื่อฟังบริบทโดยรอบของเพลง คนฟังก็น่าจะเข้าใจเจตนา

ผมว่าคนที่ตั้งใจฟัง มันต้องเข้าใจ แต่บางครั้งมันต้องให้เวลา เพราะเราเขียนเพลงก็ใช่ว่าฟังครั้งเดียวจบ บางเพลงมันก็ไล่มาตั้งแต่ชุดที่แล้ว บางเพลงมันอาจจะไม่น่าฟังเลย ทั้งเพลงอาจจะมีประโยคน่าฟังเพียงประโยคเดียว

ทำไมไม่แต่งเพลงให้คนฟังเข้าใจง่ายๆ ขายได้ ดังด้วย

มันไม่ใช่ว่าที่เราทำแบบนี้เราจะอยากให้เขาฟังไม่ได้ มันไม่ใช่! สมมติเพลง “…ก่อน” ที่เราแต่ง ถึงเราไปร้องมันก็ไม่ดังอยู่ดี มันเป็นลักษณะของมันอย่างนั้น มันไม่เกี่ยวว่าแต่งเพลงแล้วคนรับไม่ได้ แต่มันอาจจะเกี่ยวกับหลายๆ อย่าง แต่มันเป็นลักษณะที่ดีนะ แม้แต่ “ตุล” (“ตุล ไวทูรเกียรติ” นักร้องและมือเขียนเพลงประจำวง “อพาร์ตเมนต์คุณป้า”) ที่เขาแต่งเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” แล้วร้องเองไม่ดัง แต่พอคนอื่นเอาไปร้อง มันกลับดัง! มันก็เป็นลักษณะที่ใกล้เคียงกัน หรือมันอาจเป็นคลื่นอะไรที่มันใกล้ๆ กันก็ได้ (ยิ้ม) ทำเหี้ยอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าให้คนอื่นทำจึงจะประสบความสำเร็จ แต่สำหรับผม ผมมองว่านั่นคือประสบความสำเร็จของเรานะ เมื่อก่อนจำได้ว่าเคยฟังเพลง “…ก่อน” มันดังมาก ขึ้นชาร์ต ขับรถฟังวิทยุก็เปิดตลอด มันเกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึกข้างในเราว่า “มันไม่ยุติธรรม!” แต่พอผ่านมาได้ … ผ่านมันมาได้ถึงตอนนี้ มันก็ยุติธรรมดีแล้วสำหรับเรา เพราะเพลง “…ก่อน” ก็เป็นเพลงที่คนร้องได้ทั้งบ้านทั้งเมือง ถ้าอยู่กับเรามันอาจเป็นเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก ถึงบอกว่าธรรมชาติยุติธรรมที่สุดแล้ว ยิ่งเรายอมรับมันได้เร็วเท่าไหร่ … เหมือนศาสนาที่บอกว่า ถ้าคุณเปิดใจรับพระเจ้า พระเจ้าก็จะอยู่กับคุณ ก็เหมือนกัน ถ้าคุณยอมรับว่ามันมีความเป็นจริงของสัจธรรมอยู่แล้ว มันก็จบและง่ายขึ้น แต่มันไม่ง่าย! เพราะเรายอมรับมันไม่ได้ เรื่องพวกนี้มันต้องฝึก เจอเหตุการณ์จริงเข้ามากระทบ แล้วเราก็ต้องรู้ ต้องอ๋อ

เมื่อยอมรับได้ แล้วคนคนนั้นจะเจอกับอะไร

ยอมรับมันก็แค่เชาวน์ปัญญา! ยอมรับว่าอกหักเว้ย! เขาไปหาคนอื่นแล้ว แต่พอกลับบ้านนอนร้องไห้ เพราะในใจลึกๆ แล้ว มันไม่รับ! แล้วถามว่าไอ้ใจลึกๆ จะให้มันรับได้ไหม? ได้-มันเป็นไปได้ ขึ้นอยู่ที่การฝึกฝน แล้วต้องเข้าใจว่าที่เราไม่ยอมรับ ก็เพราะเราคิดอย่างนี้นะ ไอ้ใจที่มันไม่ยอมรับยังคงซ่อนอยู่นะ ถามว่าไอ้ใจที่ไม่ยอมรับเราจะทำยังไงกับมัน เราก็ลองทำอย่างอื่น เหมือนเราถ่ายรูปอยู่ แก้ไขรูปเดิมอย่างนั้นแหละ มันก็เซ็ง ไม่มีประโยชน์แล้ว บางทีลองวางกล้องแล้วไปทำอย่างอื่นค่อยกลับมาทำใหม่ มันอาจจะดีขึ้น คล้ายๆ อย่างนี้ คือเปลี่ยนไปหาอย่างอื่นก่อนแป๊บนึง

ความที่เราจดจ่อกับสิ่งที่เราทำมากเกินไป บางครั้งมันก็คาดหวังว่าจะต้องออกมาดี บางทีเราอาจจะถ่ายไปด้วยความรู้สึกสบายๆ มันกลับได้รูปที่ดีกว่า หรือถ้าเราพูดคุยสบายๆ มันอาจจะได้ประโยคที่ดีกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้มันเป็นไปโดยธรรมชาติของตัวเอง ไม่ต้องไปบีบคั้นมันมาก มันก็จะเป็นอะไรที่สบายขึ้น เหมือนเราอ่านหนังสือบางเล่มของศิลปินรุ่นเก๋า เราไม่เข้าใจเลยว่าเขาพูดเรื่องอะไร แต่พอผ่านไป เราถึงเริ่มเข้าใจ ฉะนั้น แต่ละคนเกิดมาก็เพื่อมีประสบการณ์ในแต่ละเรื่องเพิ่มขึ้นๆ เข้าใจมากขึ้นๆ แต่บางคน ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ว่าคนคนนั้นใฝ่หาความเป็นจริงของสัจธรรมมากแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่หาเลย ปัญหาเขาจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาไขว่คว้าหาสัจธรรมของตัวเอง ชีวิตก็จะง่ายขึ้นๆ ตามลำดับ ศิลปะมันก็เป็นอย่างนี้ มันจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าเพิ่งไปถามว่าชื่อเสียงกับเงินทองมันจะมาพร้อมกันไหมนะ

ช่วงที่คุณหายไปนาน คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าที่ยังไม่ออกอัลบั้มเพราะยังไม่มีแรงบันดาลใจ ขณะที่ในปีนี้คุณก็ออกมาประกาศว่ากำลังจะทำงานเพลง 5 อัลบั้มพร้อมกัน มันเกิดอะไรขึ้น แรงบันดาลใจมาจากไหนมากมายขนาดนั้น

แรงบันดาลใจมันมาจากเพื่อนเรา จากคนที่รักเรา เมื่อก่อนเราก็รู้เหมือนกันว่ามีคนรักเรา แต่ไม่คิดว่าเขาจะเข้มแข็งกัน เพราะคนที่รักและฟังเพลงเรา เขาต้องแอบฟัง ในยุคที่เพลงเราทำออกไปเขาต้องแอบฟัง เพราะจะถูกตำหนิว่าฟังไปได้ยังไง ฟังอะไร เป็นลักษณะนี้ แต่พอเวลาผ่านไป คนที่ฟังเพลงเราเขาโตขึ้น เขามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีอาชีพการงาน และรู้แล้วว่าเขาต้องการฟังอะไร เขาไม่มีความกลัว ขณะที่ความกล้ามากขึ้น สังคมยอมรับเขามากขึ้น ทีนี้-แรงบันดาลใจมันคงมาจากความที่เรามีแนวคิดของชีวิตที่ค่อนข้างจะสดขึ้นมา เราเลยอยากให้เขารับรู้ด้วยว่าเราไปถึงไหนแล้ว แล้วเขาควรจะได้รับรู้อะไรในจิตใจเรา แต่ตอนนี้คงเหลือสามอัลบั้ม เพราะที่จะทำกับ “โมเดิร์นด็อก” ชุดหนึ่งก็ไม่ได้ทำแล้ว แล้วอัลบั้ม “ศาสดา” เป็นสิ่งที่ยาก ด้วยค่าใช้จ่ายที่มันสูงหรืออะไรต่างๆ ก็ตัดใจทำได้สามอัลบั้มก็น่าพอใจแล้ว

รู้สึกยังไงกับคนที่ต้องแอบฟังเพลงคุณ

สงสารเขาและเข้าใจเขาว่าบางทีเขาก็ไม่มีพลังไปต่อสู้กับกระแส สมมติเขาชอบกางเกงม่อฮ่อมแล้วเขาจะไปต่อสู้กับเพื่อนที่ใส่ลีวายส์ มันคล้ายๆ อย่างนี้น่ะ แต่ของเรามันก็ไม่อนุรักษนิยมขนาดนั้น แล้วไม่ได้ใหม่ขนาดนั้นด้วย เพียงแต่เรามีแนวความคิดอยู่ในเพลง มีเรื่องบางเรื่องอยู่ในนั้น แล้วเพลงมันก็ออกมาไม่ใช่แบบเป็นที่ยอมรับ ฉะนั้นคนที่ฟังเพลงเรา เขาก็จะมีมุมมองของเขาพอสมควร แต่เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า คนที่ฟังเพลงเราจะต้องมีแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งในจิตใจที่มันสื่อสารเชื่อมโยงกับเราได้ เมื่อก่อนเราเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีปัญหาในจิตใจ ฉะนั้นเพลงมันจะมีคลื่นคล้ายๆ กัน ไอ้คนที่คล้ายๆ กันมันเลยมาฟัง มันก็เป็นไปได้ ซึ่งเราจะไปโทษคนอื่นก็ไม่ได้ที่เขาบอกเพลงเราไม่ดี เพลงอะไร? ฟังทำไม?! เพราะว่าเขาอาจจะเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว มีชีวิตที่ดี เขามองขาดจากพวกเราไป พวกเราอาจจะเป็นพวกสลัวๆ อยู่ (หัวเราะ) ยังงงๆ อยู่

ในบทเพลงสำหรับคนที่ยังสลัวๆ อยู่เหล่านั้น อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปอย่างที่คุณบอก คุณกำลังค้นหาอะไร

แสงสว่าง…

คือมนุษย์เราเกิดมาใช้ชีวิต ถ้าจะถามคำถามในชีวิตมันก็เป็นพวกปรัชญา ซึ่งเราก็ชอบอยู่แล้วเรื่องปรัชญา แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ปรัชญามันให้คำตอบเราไม่ได้นะ ไม่ว่าเราจะศึกษาขนาดไหน มันเป็นเหตุเป็นผลเท่านั้นเอง มันไม่ได้ตอบคำถามในใจเราหมดทุกเรื่องว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร? ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร? มันจะเป็นคำถามค้างคาอยู่ในใจตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรมันจะมีคำถามวนเวียนอยู่อย่างนี้ จุดมุ่งหวังสุดท้ายเพื่ออะไร? นี่คือคำว่า “แสงสว่าง” มันไม่มีแสงสว่างให้เราเห็นชัดๆ ว่ามันเป็นยังไงในยุคนั้น

เรียกว่าการหาคำตอบให้ข้างในใช่ไหม อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณพบช่องทางในการหาคำตอบให้ข้างในตัวเอง

ในสมัยเด็กๆ ผมมีความสนใจเรื่องการเมือง เรื่องคอมมิวนิสต์ คือเรารู้สึกว่ามนุษย์ที่ชูกำปั้นขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจที่เหนือกว่า เขาเหล่านั้นคือวีรชน เราจะยืนข้างเขา ในเมื่อเขาชูกำปั้นต่อสู้กับรถถัง มันต้องมีอะไรบางอย่าง เขาไม่กลัวตาย มันทำให้มีเลือดอะไรบางอย่างในตัวเราให้อยากจะทำสิ่งเหล่านั้นออกมา …

แล้วช่วงทำอัลบั้มชุดที่ 2 (“พราย” – พ.ศ. 2534) ตอนนั้นเริ่มไม่เอาศาสนาแล้ว ไม่สนใจด้วย แต่รู้อยู่ว่า เราต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นไทย บนรากเหง้าของเรา แม้ว่าดนตรีของเราจะเป็นดนตรีฝรั่ง ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบนแผ่นดินนี้ เราจะสามารถสร้างอะไรให้กับแผ่นดินได้บ้าง นั่นก็คือความคิดที่เป็นอิสระของเรา ซึ่งเรายังคงชูกำปั้นต่อสู้กับรถถังอยู่ พอเข้าใจใช่ไหม? “เพราะกูไม่กลัวมึงหรอก แต่ว่าสุดท้ายกูต้องกลัวมึง เพราะกูต้องแอบทำ กูจะว่ามึงเผด็จการไม่ได้ กูต้องแอบทำ เพราะถ้าด่ามึงตรงๆ มึงก็เล่นกู” นั่นคือสิ่งที่แอบทำแฝงไว้ตรงนั้น แล้วคนที่ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ถูกต้องในมุมมองตอนที่เราเป็นวัยรุ่น นั่นคือฮีโร่ของเรา

พอย้อนกลับมาวันนี้มันไม่ใช่คำตอบเดียวกันแล้วนะ ผมเคยมองสิบสี่ตุลาฯ เก่งมากเลย แต่พอมามองตอนนี้กลับพบว่ามันก็เป็นไปตามเหตุผลของมัน ไม่ได้คิดว่าใครจะมาต่อสู้เพื่ออะไร ทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง วันนี้ผมมาในฐานะนักร้องตัวเล็กๆ ที่จะมาพูดในมุมมองของตัวเอง ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่ชอบพูด แต่ก็ทำออกมาเป็นเพลงแล้ว 10 กว่าปี มันก็ยังคงอยู่ เพราะผมพูดความจริง ไม่ได้โกหก แล้วถามว่าตอนนี้ผมจะทำอะไรให้กับสังคมไทย มันก็กลายเป็นว่าความรุนแรงที่ยังอยู่ภายในลึกๆ ของเรามันยังคุกรุ่นอยู่มาก ยิ่งเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ยิ่งคุกรุ่นมากขึ้น แต่ถามว่าจะเหมือนเมื่อก่อนไหม ขอบอกว่าเหมือนเมื่อก่อน แต่สั้นลง

… สมมติเรื่องการเมืองในวาระที่เราเกิดพันธมิตรฯ กับรัฐบาล ซึ่งมันก็อยู่ในเพลงที่ชื่อว่า “กลาง” (อัลบั้ม “เพื่อนของฉัน” – พ.ศ. 2551) ถามว่าแล้วเพลงนี้มันไปบอกอะไรให้คนฟังคิด ก็เปล่าเลย แค่ฟังเฉยๆ เพียงแต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อก่อนที่บอกต้องทำนู่นทำนี่ ไม่ใช่-แค่อยากบอกว่าเราตื่นขึ้นมาไม่อยากได้ยินข่าวพวกนี้หรือได้ยินก็ไม่รู้สึกอะไร ผมเคยได้ยินเรื่องหนึ่งที่อินเดีย เมื่อก่อนเขาอยู่ในหมู่บ้านร่วมกันมีความสุขมาก วันหนึ่งคนที่เคยนับถือศาสนาเดิมหันไปนับถืออีกศาสนา อีกไม่กี่ปีเขาฆ่ากันเลย ไอ้ความเชื่ออย่างนี้ มันเป็นความเชื่อการเมืองนั่นแหละ เพราะแค่ความคิดเห็นไม่ตรงกันก็จะฆ่ากัน มันไม่มีอะไรเลย

ผมอยากจะบอกว่า วันนี้กูไม่ใช่คนไทยแล้ว! กูไม่อยากเป็นคนไทย! กูเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งบนโลกนี้ แค่อยากทำหน้าที่มนุษย์ ซึ่งควรจะเรียกร้องสันติภาพ (เน้นเสียง) ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้ง ที่ผมอยากพูดคือผมไม่ใช่คนไทย ผมอยากเป็นมนุษย์ ผมพูดออกไปอย่างนี้ก็จะมีคนด่าผม “มึงไม่อยากเป็นคนไทยก็ไปอยู่ประเทศอื่น” ก็เรื่องของมึง แต่กูก็ทำหน้าที่มนุษย์ต่อแผ่นดินที่มีบุญคุณกับกู มีต้นไม้ให้ร่มเงา เราทำความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์

มนุษย์แบบที่คุณบอก เขาควรทำอะไรให้กับโลก

เขาก็ควรไม่รังแกตัวเองและโลก ไม่รังแกคนทุกคน เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์เริ่มเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ความเป็นมนุษย์มันก็น้อยลง มันจะเป็นแค่สัตว์ที่มีกำลังแล้วเอาเปรียบเขา

ในมุมมองของคุณ-ระหว่างมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่กับมนุษย์ที่ดี เราควรให้น้ำหนักเพื่อไปยืนฝั่งไหน

วันนี้เราต้องยอมรับว่า “ยูเรเนียม” มันต้องแตกต่างจาก “เพชร” อยู่แล้ว ขณะที่คนให้ค่า “ยูเรเนียม” กับ “เพชร” ก็แตกต่างเหมือนกัน เขาอาจเห็นค่าไม่เท่ากัน มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ คุณทำหน้าที่ของคุณไป ต่อให้คุณเป็นดินวันนี้หรือเป็นขี้หมาสักก้อนก็ตาม จงทำหน้าที่ของขี้หมาไปเถอะ แล้วคุณจะรู้ว่าถ้าคุณยอมรับมันนะ คุณจะสุดยอด แม้ไม่มีใครสรรเสริญคุณ แต่คุณสุดยอดด้วยตัวคุณเอง คุณก้มหน้าทำงานของคุณไปด้วยความชื่นชม และรู้ว่านี่คือมุมมองของคุณในช่วงเวลานั้นนะ ขอให้มีสัจธรรมในงานตัวเอง แค่นั้นพอแล้ว

2
ปฐมพร ปฐมพร

ทุกวันนี้คุณเลิกคิดเรื่องการได้รับการยอมรับ หรือชื่อเสียงเกียรติยศหรือยัง

เชาวน์ปัญญามันทำอะไรผมไม่ได้ แต่ลึกๆ อาจยังไม่ขาด คือคนที่บอกเงินทองไม่มีประโยชน์หรอก หรือชื่อเสียงไม่มีผลกับฉัน ยาก! อีกไกล … ถามว่าเราอยากดังมากกว่านี้ไหม ก็ไม่ได้อยากดังมากกว่านี้ แต่อยากทำงาน ช่วงนี้เป็นช่วงที่อยากทำงาน แล้วจะทำมันเหมือนเป็นแรงฮึดสุดท้ายแล้ว เพราะว่าคนฟังก็ไม่ได้มีเยอะ ทำไปเพื่อตอบบางอย่างของตัวเองเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น-ทำไปขายได้มากไหม มันก็ขายได้ไม่มาก มันก็เป็นธรรมชาติของมันอย่างนี้อยู่แล้ว มันไม่ได้มีความหวังว่าทำไปเพื่อการยังชีพหรืออะไร มันก็คือการทำงาน

วิธีการทำงานคุณเป็นอย่างไร

ผมไม่ใช่คนละเอียด เป็นคนที่รู้สึกก็ทำเลย เป็นกระบวนการของสัญชาตญาณ ตอนนี้สิ่งที่อยากจะพูดก็บอกไปแล้ว มีแค่เรื่องเดียว คือทำยังไงให้เขารู้ว่าเรามีความสุขขึ้น แล้วอยากให้คนเข้ามา

เรียกว่าทำเพื่อตอบตัวเอง

จริงๆ มันก็เหมือนเป็นหนี้บุญคุณคนฟังอยู่นะ เหมือนเป็นกฎธรรมชาติที่เราจะคิดถึงแม่ตอนแม่แก่ไปแล้ว ลูกทุกคนถึงแม้จะเลวขนาดไหน ต่อให้คุณเป็นชาติไหน ศาสนาไหน คุณอาจจะหนีออกจากบ้าน ถูกพ่อทุบตี มันต้องวินาทีนั้นน่ะ ที่คิดถึงบุคคลอย่างพ่อและแม่ มันเป็นกฎธรรมชาติ อันนี้ก็เหมือนกัน เรากลับมาทำเพลงเพราะมีคนรักเรา ซึ่งมันไม่เยอะหรอก แต่มันก็จริงใจกับเรามาก จริงใจกับเราจนเรารู้สึกว่าคนพวกนี้ก็รออะไรบางอย่างจากเรา

คุณมีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อ-นามสกุลว่า “ปฐมพร ปฐมพร”

ไม่มีเหตุผลอะไร … เวลาเราเกิดขึ้นมา-พ่อแม่ก็จะตั้งชื่อให้ลูกตามแต่ที่เขาคิดว่าเหมาะสมกับสิ่งไหน แต่พอเราโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เรารู้สึกว่าไม่ชอบ พ่อแม่เขาตั้งชื่อมาแต่เราไม่ชอบ ถามว่าเรามีสิทธิ์เปลี่ยนไหม แล้วเปลี่ยนเพื่ออะไร ความคิดแบบนี้มันก็เกิดขึ้น เหมือนเราอยากมีชีวิตของเราเอง แล้วเราก็จัดการเปลี่ยน

ในบัตรประจำตัวประชาชนของคุณก็ระบุชื่อ “ปฐมพร ปฐมพร” ด้วยใช่ไหม

ใช่-ก็เปลี่ยนตั้งแต่ตอนเรียนจบปริญญาตรี เราก็คิดว่าคนที่ชื่อ-นามสุกลเหมือนกันในโลกนี้มันคงมีไม่กี่คน (หัวเราะ) อาจจะไม่มีเลยก็ได้นะ

ทั้งหมดที่คุณเปลี่ยนแปลง มันมาจากความรู้สึกแบบไหน

ในช่วงวัยรุ่น เวลาเราคิดอะไรขึ้นมา มันเหมือนอยากจะไปครองโลก กูจะครองโลก! คือมันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยที่ทำไปมันเหมือนกับว่า นี่คือโลกของเรา โลกเล็กๆ ที่เราสามารถคอนโทรลมันได้ว่าเราต้องการแบบนี้ ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ แต่ไอเดียที่เรามีขึ้นมาแล้วเราก็บอกกับตัวเองว่า เราอยากจะมองสังคมแบบนี้ เราก็เสนอไป แต่มันจะเป็นไปได้ไหม มันก็ไม่ได้

อย่างในการปฏิวัติของใครก็ตามในโลก มันก็มาจากจุดเล็กๆ อย่างนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีพลังมากมายแค่ไหนในการที่จะเปลี่ยนแปลง สำหรับเรา-แค่เปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติข้างใน แค่นั้นมันก็เก่งแล้ว แต่วันนี้เมื่อมองกลับไปยิ่งขำ ความคิดที่เราเคยมีว่าจะเปลี่ยนโลก-ยิ่งขำ (หัวเราะ)

คุณผ่านช่วงวัยรุ่นมาแบบไหน

ครอบครัวไม่อบอุ่น เพราะพ่อแม่เลิกกัน มันเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะรับได้ ผมว่าเด็กที่เจออย่างนี้จะสับสนว่าความรักคืออะไร อยู่ด้วยกันจนมีลูกแล้วเลิกกัน?! สมัยเด็กคิดเลยว่าจะไม่แต่งงาน ถ้าน้อยกว่า “โรมิโอ-จูเลียต” ก็จะไม่มีครอบครัว คือเราไม่ต้องการ แต่เราไม่ได้โทษพ่อแม่เรานะ หมายถึงว่ามันเป็นความรู้สึกของเด็กที่ขาดความรัก ในเมื่อกูขาด … ก็ไม่เอา!

อ่านจากบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของคุณ เกือบทุกชิ้นบอกว่าคุณค่อนข้างสนใจเรื่องความตาย ขอถามอีกครั้งว่า มีอะไรน่าสนใจในความตาย

เป็นอะไรที่น่าสนใจ เป็นแง่มุมที่น่าสนใจมาก เมื่อก่อนผมจะบอกว่าฆ่าตัวตายไปเลยดีกว่า จะได้รู้ว่าชีวิตมีค่าขนาดไหน แต่ … แต่ถ้ามึงเสือกตายจริงๆ! นี่ซวยเลย เพราะมึงฆ่าตัวตายได้! แต่อย่าตายไง ฆ่าให้เฉียดๆ ตายได้ไหม! พยายามจะบอกว่าชีวิตมีค่าไง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ไง ถ้ามึงอยากตายก็ลองซะสิ แต่มึงพยายามให้มันเฉียดๆ ก็พอ เพราะถ้ามึงตายก็ไม่มีโอกาสแก้ตัว แต่เราจะพูดอ่อนไปมันก็ฟังไม่รู้เรื่อง พูดแรงไปมันก็อาจจะตายได้

ความตายมันเป็นสัจธรรม มันต้องตายอยู่แล้ว ถ้าเราไม่รู้จักมัน เราก็จะไกลกับมัน แต่ถ้าเราทำความเข้าใจมัน ไม่ใช่การทำความเข้าใจแบบนั่งคิดด้วยนะ ถ้านั่งคิด เอ๊ะ! มันอย่างนี้นะ มันคิดไม่ออกหรอก หรือถ้าคิดได้ประมาณหนึ่งมันก็ขี้เกียจคิด ไปคิดเรื่องผู้หญิงดีกว่าสนุกกว่าเยอะ เพราะในเรื่องความตายมันมีมุมที่น่าสนใจมาก แต่เราจะไปบอกให้ใครมาสนใจมันก็ไม่ได้ แต่ละคนก็ต้องมีของเขาเอง

วันนี้คุณพบเหลี่ยมมุมเรื่องความตายต่างจากช่วงวัยหนุ่มไหม

ต่างกันเยอะ เมื่อก่อนเคยมองความตายไม่สวยงาม แต่เดี๋ยวนี้สวยงาม คือเมื่อก่อนเราคิดตรงจุดหมายมันเลยคือตายแล้วก็จบ แล้วมันจะยังไงต่อ? แต่ตอนนี้เราจะเผชิญความตายอย่างไร

คุณเคยบอกว่า ได้ทิ้งศาสนาไปในช่วงทำอัลบั้ม “พราย” เมื่อหลายปีก่อน ทำไมจึงทิ้งศาสนา

สมมติคนทำความดีบนโลกใบนี้มันมีเยอะแยะใช่ไหม เมื่อเราหยิบยกใครสักคนขึ้นมาปุ๊บ ไอ้คนทำความดีคนนั้นอาจจะถูกใส่ความดีจนกลายเป็นพระเจ้าขึ้นมาก็ได้ ถูกสร้างขึ้นมา “พราย” ก็เหมือนกัน ถ้ามีคนรักผมขึ้นมาก็ “โหพี่! โคตรดีเลย” แล้วผมก็กลายเป็นนักร้องที่แปลกแยก หรือผมอาจจะสร้างตัวเองขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นรูปแบบของศาสนาก็ไม่ต่างไปจากภาพพจน์ อย่าไปสนใจมันเลย ลองคิดง่ายๆ ถ้าฝรั่งตายไป สวรรค์ของเขาก็เป็นแบบของเขา สวรรค์ของเราก็เป็นแบบของเรา แล้วที่บอกว่าไฮโดรเจนบวกออกซิเจนเป็นน้ำ แล้วไฮโดรเจนฝรั่งกับไฮโดรเจนไทยเหมือนกันไหม? แล้วออกซิเจนฝรั่งกับออกซิเจนไทยเหมือนกันไหม? แล้วมันรวมกันเป็นน้ำ แล้วเป็นน้ำไทยกับน้ำฝรั่งหรือเปล่าล่ะ มันก็ไม่ใช่ มันเป็นแค่ชื่อเรียกเฉยๆ ไอ้ความเป็นมนุษย์ของฝรั่งหรือของคนไทยมันก็คือการเป็นมนุษย์ สมมติมันตายไปก็เป็นลักษณะเดียวกัน ลักษณะของ … ของที่มันเป็นยังไงมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น ดังนั้นไม่ต้องไปมีชื่อเรียก เพราะเราไม่รู้ เราไม่สามารถไปอธิบายได้ แต่วันหนึ่งถ้าเราเข้าใจในจุดยืนเล็กๆ นี้ เราก็น่าจะเริ่มจากการเป็นมนุษย์

“อัล กอร์” ที่ได้รางวัลโนเบล เขาก็พูดถึงเรื่องโลก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่เขาสามารถพรีเซ็นต์ให้เห็นภาพรวมชัดว่าเป็นยังไง แล้วคนก็ให้รางวัลเขา ถามว่าให้รางวัลเขาแล้วไง? เหมือนเดิมหรือ แล้วจะมีประโยชน์อะไรวะ? คุณให้รางวัลเขา คุณก็ต้องเชื่อเขา ก็ช่วยกันทำสิ นั่นคือรางวัลที่จะให้เขา เขาได้รางวัลแล้วไงต่อ ไม่เห็นมีอะไร

คุณนับถือศาสนาอะไร

ไม่คิดว่านับถือศาสนาอะไร ตอนแรกก็ไม่ค่อยมีความกล้าที่จะพูดอย่างนี้หรอก แต่วันนี้กล้าที่จะบอกว่าไม่มีศาสนา แต่รู้ว่ากำลังดำเนินวิถีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ลองจินตนาการดูนะ ถ้าพูดถึงพระพุทธเจ้าที่เคยเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พอไปตรัสรู้ เมื่อพูดคำว่า “ตรัสรู้” จะมีคนกี่คนเข้าใจความหมายของตรัสรู้ แล้วเราเองยังไม่ใกล้ตรงนั้นเลยยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ แต่รู้อยู่อย่างว่าพระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ด้วยประสบการณ์ของพระองค์ แล้วถ้าเกิดท่านจะบอก … ท่านคงไม่บอกหรอกว่า ไอ้นี่เป็นฝรั่งอยู่วรรณะนี้ ศาสนานั้น

ทุกวันนี้ ผู้คนกล้าออกมาประกาศว่าไม่นับถือศาสนากันมากขึ้น คุณคิดว่าปรากฏการณ์นี้มันสะท้อนให้เห็นอะไร

ถ้าเขารู้จริงนะ ศาสนามีแต่ทำให้คนฆ่าฟันกัน ศาสนาของฉันดีที่สุด อ้าว! ศาสนาอื่นไม่ดีหรือไง คำว่าศาสนาก็แบ่งพรรคแบ่งพวกแล้ว เวลาคุณตายขึ้นไปสวรรค์ สวรรค์ของคุณกับสวรรค์ของคนอื่นมันเหมือนกันหรือเปล่า คุณยังไม่รู้เลย คุณก็จินตนาการของคุณไป

ไม่มีศาสนา! ไม่มีอะไร มีแต่วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ให้มันมีความสุข แล้วอะไรจะช่วยให้มีความสุข เช่น ลมหายใจ แล้วลมหายใจเป็นศาสนาที่ไหนเล่า ไม่ใช่ศาสนา แต่ถ้าพุทธศาสนาก็พุทโธ ให้ง่ายขึ้น พุท-เข้า โธ-ออก เอาศาสนาเข้ามาใส่ แต่ต่อให้คุณเป็นลัทธิไหนคุณก็หายใจ ถ้าคุณสนใจการหายใจ คุณก็เพิ่มการทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นอีกนิดหนึ่งว่า การหายใจของคุณในอารมณ์ต่างๆ เป็นยังไง หลังจากนั้น คุณจะทำอย่างนี้ได้ไหม ไม่ง่าย-ถึงคุณรู้วิธีก็ไม่ง่ายอยู่ดี แล้วเขาบอกว่า ถ้าเราจะทำสมาธิหรือโฟกัสสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วคุณไม่มีศีลมันก็ยากมาก

ผมเคยคุยกับเพื่อนสมัย “เดอะพาเลซ” เต้นๆ กันอยู่ในฟลอร์ก็ดันคุยเรื่องธรรมะ มันมีเซนส์ของมัน ชอบเรื่องแบบนี้ไง “เหี้ย มึงดูสิ ซากศพกระโดดได้” เราก็มองอย่างนั้นจริงๆ แต่โดยลึกๆ มันคงไม่ได้ไปชอบขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าปฏิเสธ ตอนนั้นยังไม่ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีความสนใจ ก็เลยขำๆ จนถึงวันนี้ พูดง่ายๆ ทางสวรรค์นี่เปิดโล่ง แต่ผมยังไม่ไป เหมือนเพลงที่แต่งกับ “เมธี” (เมธี น้อยจินดา) “สวรรค์ชี้ทางให้เดิน แต่มันไม่ไป” ไม่ได้ว่าใคร ก็ว่าตัวเอง มันก็มีเหตุผลของมัน มนุษย์มีเหตุผลทุกอย่างเวลาจะทำอะไร ต่อให้เป็นเรื่องเลวร้ายก็มีเหตุผล เมื่อเรามี-คนอื่นไม่มีหรือไง ก็ต้องมีเหมือนกัน ถึงบอกไงว่าความเป็นมนุษย์มันสุดหยั่งแล้ว ถ้าเรายอมรับเขาได้ เพราะเขาเป็นมนุษย์ แล้ววิธีคิดแบบพระบางข้อมันช่วยได้ เราก็เอามาใช้ วิธีคิดที่เป็นประสบการณ์ของท่าน อย่าง “พระพะยอม” บอก “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” ใครฟังก็รู้ซึ้งดี แต่ทำไม่ได้ แต่อันนี้มันยังไม่เท่ากับ “ไม่ใช่เขา เพราะเราเอง” นี่มันสัจธรรมนะ ทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เขา-แต่เป็นเพราะเราเอง ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเราไม่สบายใจ ไม่มีคนอื่นเกี่ยวข้องเลย นี่คือเชาวน์ปัญญา-จำไว้เลยนะ แต่ว่าวันหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ นะ แล้วโลกนี้จะเหลืออะไรให้ทุกข์อีกล่ะ

คนคนหนึ่งยืนตะโกนคุยเรื่องธรรมะในผับบาร์ ยังดีกว่าไม่สนใจเลย หรือมันเป็นเรื่องของคนเพ้อเจ้อที่เปล่าประโยชน์

มันคงไม่เปล่าประโยชน์นะ แต่คนบางคนแค่ได้คิดแค่นี้เขาก็เข้าใจแล้ว คนบางคนทั้งฝึกทั้งอะไรก็ยังไม่เข้าใจ ฉะนั้นการที่เราจะคุยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันก็ไม่ได้มีสาระสำคัญมาก แต่โดยส่วนตัว เราคิดว่าไม่ทางใดทางหนึ่ง มันต้องเกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วต้องคิดให้มันเป็นเรื่องสนุก

… มันเหมือนกับว่า ธรรมชาติมันล่อเราไว้ทุกขั้นตอนเลย แต่ถ้าเกิดคุณจะตามธรรมชาติของอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเขาล่อคนอีกทาง คุณจะไม่สดใส จะไม่มีโอกาสได้เบิกบาน ได้แค่ดีใจแล้วก็จบ คุณจะไม่เข้าใจคำว่า “อิสระ” อิสระจริงๆ คืออันนี้บอกยาก มันเหมือนกับว่า … คำพระท่านบอกว่า “เปิดของคว่ำให้หงาย” ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็จะเข้าใจ ถ้าคุณไม่เข้าใจ คุณก็จะไม่มีทางเข้าใจ มันต้องลองดู

อย่างกรณีที่เราทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ หรือแพ้ทุกครั้งๆ เช่น ติดบุหรี่แล้วพยายามจะเลิก แต่เลิกไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะเราแพ้มาตั้งแต่ต้น แต่ได้ลองสู้ดูไหม ตรงนี้ต่างหาก สู้ก็ไม่ได้ เพราะเราแพ้มาตั้งแต่ต้น แต่เรารู้ไหมว่าอาการเป็นยังไง ณ ขณะนั้น

3
บทอวสานของปีศาจ

ถึงวันนี้อะไรคือสิ่งที่คุณขับเคี่ยวอยู่

กิเลสมั้ง-แม้แต่คำว่า “เราจะรักษาคำพูด” ถ้าเราเน้นมากที่จะรักษาคำพูดให้ได้ มันก็เหนื่อยมาก แต่ … แต่มันก็คือบารมี ในเมื่อเราพูดอย่างนี้เราก็ต้องตั้งใจทำให้ได้ ยากลำบากขนาดไหนก็จะทำ มันจะได้อีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็ทำด้วยความทุกข์ระทม แต่ถ้าเรามีปัญญา อ๋อ … โอเค มันต้องได้ แต่ต้องรออีกแป๊บนึงนะ มันก็ทำให้เรามีหวังขึ้น

ในอัลบั้ม “เจ้าชายแห่งทะเล” มีเพลงที่พูดถึงปัญหาของคนอยาก “ตื่นเช้า”เกิดสงสัยว่าคุณเคยมีปัญหากับการตื่นเช้าหรือเปล่า

มาก … ทุกคนแหละ มีปัญหากับการตื่นเช้า แล้วเมื่อก่อนผมก็จะชอบตั้งโจทย์ของตัวเอง เช่น บอกว่าเราจะทำอย่างนี้ให้ได้ เราต้องทำตามกฎของตัวเองให้ได้ ถ้าเราทำไม่ได้ เราจะไปทำตามกฎของคนอื่นได้ยังไง ก็จะบอกตัวเองอย่างนี้ แล้วเราทำไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ก็ในเมื่อเราเลือกเองว่าจะทำอย่างนี้ แล้วเราเสือกทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันดีกับเราแท้ๆ เมื่อก่อนไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้-อ๋อ … มิน่าล่ะ ทำไมถึงทำไม่ได้ เพราะมนุษย์เราไม่รู้ว่าตัวเราที่อยู่ข้างในอีกส่วนมันคืออะไร นี่คือสัจธรรมที่ต้องไปหากันของแต่ละคน

เหมือนคำพระที่บอกว่า มนุษย์เรามีสองคนในร่างเดียว

ผมเชื่อว่าแรงผลักดันจากส่วนลึกของมนุษย์ในการที่เราทำอะไรไป น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาทำไปเพราะอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนคนนั้นรู้ว่า แรงผลักดันนั้นมันมีอยู่ แล้วค่อยๆ รู้ว่า ในบางครั้งแรงผลักดันนั้นมันมีทั้งดีและไม่ดี และบางครั้งก็รู้ว่าไม่สามารถคอนโทรลมันได้ แต่ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้ววันหนึ่งคนคนนั้นจะรู้ว่าแรงผลักดันนั้นมันเกิดจากเหตุอะไร ถ้ามันเป็นเหตุที่ไม่ดีหรือแรงผลักดันที่ไม่ดี ซึ่งมาจากการที่เขาสะสมมา เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แม้แต่ลายมือ เขาสามารถเปลี่ยนลายมือได้ หมอดูไม่สามารถมาทำนายลายมือเขาได้อีกต่อไป แม้หมอดูคนนั้นจะเก่งขนาดไหนก็ตาม มีอภิญญาก็ไม่สามารถ เพราะคนคนนั้นสามารถรู้จากตัวเองได้แล้ว เขาเลือกทางของเขาได้แล้ว

ถ้าให้ประเมินตัวเอง จากวัยหนุ่มจนถึงตอนนี้คุณเปลี่ยนไปเยอะไหม

เราเปลี่ยนทุกขณะ เราไม่รู้ตัวเอง ตั้งแต่เราคุยกันมาเราเปลี่ยนแปลง เกิด-ดับมาไม่รู้กี่รอบแล้ว คือเราไม่ได้รู้โดยประสบการณ์ แต่รู้โดยเชาวน์ปัญญา แน่นอนประสบการณ์ก็มี เราไม่ได้ถึงขั้นนั้น แต่รู้ว่าความจริงแล้วมนุษย์เราเกิดมาเพื่อความทุกข์โดยแท้เลย เราพูดได้เท่านี้ ที่เหลือก็ต่างคนต่างวิธีรอดไปให้ได้ คนเราเกิดมาแล้วมีเพื่อนที่เจอกัน เขาเรียกว่า “เพื่อน” หรือ “กัลยาณมิตร” คือให้ตัวเองหรือเพื่อนหลุดออกจากความทุกข์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง คือเขาหลุดโดยตัวของเราไม่ได้ แต่เขาหลุดโดยการแนะนำจากเราได้ เช่น ตอนนี้คุณกำลังเกลียดใครอยู่ก็เลิกเกลียดเขาไปเลย แค่นี้จบ เลิกเกลียดเขาแล้วมองเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ผมเคยเกลียดพ่อ เคยเกลียดเป็นสิบปียี่สิบปี วันหนึ่งถามว่าเราจะหายเกลียดเขาไหม คือลึกๆ แล้วเรายังมีความรู้สึกโดยประสบการณ์ก็ตาม แต่พอเรารู้แล้วเราฝึกตัวเอง พอเข้าใจแล้ว-อย่าว่าแต่พ่อเลย เม็ดกรวดเม็ดทรายเรายังเป็นหนี้เขาเลย คนนี้พ่อเราแม่เราญาติพี่น้องต่อให้เขาทำร้ายเราขนาดไหน ชีวิตเรามีค่ามาก เรามีหน้าที่ชดใช้กับทุกคนที่มีบุญคุณกับเรา พอเราคิดมุมนี้มันก็สบายใจขึ้น แต่มุมนี้ใช่ว่ามันจะคิดได้ตลอด เพราะอารมณ์ไง อย่างเมื่อกี๊มีคนตายขึ้นมาก็เดือดแล้วก็ค่อยๆ ทยอยลงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดา เช่นเดียวกับทุกปรากฏการณ์มันจะค่อยๆ คลี่คลาย แต่ที่จะช่วยได้เราต้องเอาตัวเองก่อน ไม่ไปอะไรมากมาย แต่ในสถานการณ์ที่ได้ยินข่าวร้ายอย่างนั้น ก็ทำใจไม่ได้ แค่ได้ยินข่าวว่าคนแก่ล้ม แค่ได้ฟังเราก็จินตนาการไปก่อนแล้ว ทั้งที่ความจริงอาจจะแค่ล้มแล้วเข่าถลอก ที่พูดมาไม่ใช่ว่าทำได้ ถ้าทำได้ไม่มาพูดแล้ว (หัวเราะ) แต่รู้ได้เลยว่าผมมีความสุขขึ้น

เท่าที่นั่งคุยกันมา ดูเหมือนว่าคุณพยายามพูดถึงความสุขตลอดเวลา …

ก็นี่ไง นั่งคุยกัน ปกติสัมภาษณ์ไม่มีความสุขขนาดนี้นะ รู้สึกแปลกใจตัวเอง คุยเรื่องเครียดๆ แล้วก็กลับมาแฮปปี้

เหมือนคุณประกาศตัวว่าคุณเจอความสุขแล้ว แล้วคุณก็อยากจะพูดให้คนอื่นฟังว่าคุณเจอความสุขแล้ว …

คุณรู้สึกอย่างนั้นไหมล่ะ แล้วมันจะเขียนออกมาเป็นข้อความแล้วคนอ่านๆ แล้วรู้สึกอย่างนั้นได้ไหม … ได้ไหม

ผมเชื่อว่าได้ …

ถ้าได้-ผมก็คือละออง คุณก็คือละออง ที่มาช่วยกันกระจายกันว่ามีความสุขนะ แม้ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเราก็ยังยิ้มได้ ต้องฟ้ามืดจริงๆ เพราะถ้าฟ้าไม่มืดจริงๆ ดาวไม่สวยหรอก ขนาดมีแสงนิดหนึ่งจากนีออน มันก็ไม่แจ่มแล้ว

แต่บางคืนฟ้ามืดก็มองไม่เห็นดาวสักดวง …

บางทีชีวิตมันต้องอดทน … บางครั้งแต่งเพลงออกไปน้ำตามันต้องไหลออกมา มันต้องแบบนั้นเลยนะ แม่งเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอวะ แล้วเราก็รู้ อ๋อ … ที่เราบอกตัวเองอย่างนั้นมันก็เป็นจริงนะ เราผ่านได้ ไม่ได้ตาย ไม่ได้ทรมาน

คุณอายุขนาดนี้ ต้องพยายามเลี้ยงความเป็นหนุ่มให้อยู่ให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นมันเฉานะ คุณสัมภาษณ์คุยกับคนเยอะแยะใช่ไหม พูดตรงๆ ความรู้มากกว่าผมเยอะในเรื่องต่างๆ เพราะมันฟังมาหลากหลาย ปัจเจกบุคคลทั้งนั้น ถูกไหม ยังมีโอกาสที่จะสะสมและตกตะกอนมากมาย แต่ถามว่าแล้วไง …

มันก็แค่เชาวน์ปัญญา …

เออ … ก็แค่เชาวน์ปัญญา ก็รู้ว่าบุหรี่ไม่ดี อย่าไปดูดนะมึง! แต่เชาวน์ปัญญามันทำอะไรไม่ได้ มันต้องมีประสบการณ์จริง แล้วคุณต้องรู้ก่อนว่า ทำไมคุณจึงสู้มันไม่ได้ แล้วตอนที่สู้มันไม่ได้ ก็ไปอยู่ใกล้ๆ มันก่อน เอาหัวอิงพิงมันหน่อย แต่ว่าไม่ใช่ยอมมันหมดนะ พิงมันหน่อย เสร็จแล้วต้องลุก มันต้องมีเทคนิค เทคนิคไม่ได้หากันง่ายๆ นะ ไม่อย่างนั้นยุคนี้ก็มีพระพุทธเจ้ากันหลายองค์แล้ว เรารู้แค่นิดหนึ่งแล้วเอามาใช้ มันก็เป็นประโยชน์มหาศาลแล้ว

บุหรี่ใครว่ามันธรรมดา บุหรี่มันไม่ธรรมดานะ เราไม่ได้ติดบุหรี่ เราติดความรู้สึกทางร่างกายของเรา แล้วความรู้สึกเรามันไม่ได้อยู่ที่บุหรี่นะ บุหรี่มันแค่เหมือนเป็นตัวอะไรบางอย่าง ความรู้สึกที่เราไขว่คว้าหามัน บางทีมันยิ่งกว่าเมียเราอีก บางคนบอกกูตัดใจทีเดียวก็จบ บางคนได้ บางคนไม่ได้ แต่อย่าดูถูกตัวเอง! เรารู้ว่าสู้มันไม่ได้ เราก็ยอมรับมันไปก่อน แต่หาวิธีเล่นกับมันให้สนุก ให้มันมีเทคนิค แล้วกลับมาเรื่องแรกเลย-คือลมหายใจเข้าก็คือดูดเข้าไปใช่ไหม พ่นออกมาก็หายใจออก นี่ไง-ก็รู้แล้วว่าลมหายใจเข้า-ออกอยู่ตรงไหน นี่ไง-หายใจแบบนี้แล้วสบายใจใช่ไหม แต่มันต้องทำทุกครั้ง ก่อนจะสูบ-ลองหายใจก่อนว่ามันหายใจยังไง เล่นกับมันไง มันเรียกร้องปฏิกิริยาทางร่างกาย แล้วเราจะรู้ว่ามันไม่ใช่บุหรี่ แต่มันเป็นปฏิกิริยาทางร่างกาย พอเรามีความรู้สึกทางร่างกาย-อาการมันคล้ายๆ กัน

เราแพ้มันอยู่แล้ว อย่าบังอาจ! ต่อให้เลิกบุหรี่ได้ก็ไปติดเรื่องอื่น มันเป็นกระแสกรรม กระแสกรรมคือไม่ใช่กรรมที่เราเห็นว่าดีไม่ดีนะ แต่เป็นกระแสการกระทำที่ติดยึดไม่สามารถออกมาเป็นอิสระได้ โดยธรรมชาติของจิตมันต้องโดดเด่นออกไปเลย แต่ด้วยธรรมชาติของกรรม มนุษย์มันจะเป็นแบบนี้

คำก็แพ้สองคำก็แพ้ แถมห้ามอย่าไปหือกับมันอีก หรือท้ายที่สุดแล้ว ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่มนุษย์จะตาย เขาก็ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้ แค่นั้นหรือ

ถ้าเขายอมรับได้ มันไม่แค่นั้นนะ การยอมรับตรงนั้น ความเจ็บปวดจะรุนแรงมาก ถ้าเราขาหัก โดนรถชน หรือกัดลิ้น ไอ้วินาทีที่จะตายนั้นมันเป็นร้อยเป็นพันเท่า จิตมันไม่สามารถจะยอมรับความเป็นจริงได้ มันจะกระเสือกกระสนให้มันรอด แต่คนที่องอาจยอมรับความตาย เหมือนนักรบที่โดนยิง นั่นองอาจจริงๆ แต่คนไม่ฝึกก็ยาก ถึงไม่ฝึกแล้วเขาทำได้ ก็ต้องยอมรับว่าเขามีศักยภาพ การยอมรับความจริงคือธรรมะขั้นต้นเลยนะ จิตของเราด้านใดด้านหนึ่ง เรามันสู้เขาไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นเราไม่เป็นไปตามกระแสหรอก ทำไมความทุกข์ถึงรุนแรงนัก ทั้งๆ ที่บางเรื่องมันไม่มีเหี้ยอะไร ทำไมทุกข์ขนาดนั้น เพราะจิตมันเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเราไปฝืนเขา (จิต) มาก เช่น ตัดเลย บางคนโชคดีตัดได้

กรณีบุหรี่ อย่าไปหือกับมัน เอาหัวพิงไว้ (ยิ้ม) อย่างผู้หญิงก็เหมือนกัน อย่าไปหือเชียวนะเธอ พระที่แบบว่าตัดได้แล้วไปอยู่ตรงนั้น นั่นแค่ตัดนะ ธรรมชาติของมนุษย์เกิดมาเพื่อผสมพันธุ์ ไปฝืนได้ไง! ฉะนั้นท่านต้องมีศิลปะชั้นสูงมาก จะเอาไปอิงมันยังไง จะรู้มันได้ขนาดไหน เขาถึงบอกว่าคนเราต้องมีวิหาร คนที่มีวิหารคือวิหารธรรม หมายถึงว่าจิตมันควรจะไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ นั่นคือวิหาร แต่คนอย่างเราไม่ใช่วิหาร เราเป็นพวกอบายทั้งหลาย ซึ่งไปเกาะอยู่กับอบายทั้งหลาย แล้วเราต่างยอมรับมัน

นี่หรือที่เรียกว่าศิลปะการใช้ชีวิต

ไม่เรียกศิลปะจะเรียกว่าอะไร ก็ศิลปะมันคือแบบนี้ มันมีความสวยงาม ขณะเดียวกันมันบ่งบอกเส้นทางไปสู่สัจธรรมได้ด้วย แต่ถ้าคุณจะพบสัจธรรม แต่นี่คือศิลปะทั้งทางโลกและทางธรรม คุณต้องเข้าใจมันและยอมรับมัน ผมจึงบอกเสมอว่าไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้เพราะมันสะอาดเกินไปสำหรับผม แต่เรารู้ว่าอย่างไหนสะอาดหรือสกปรก เราก็รับมันได้ แล้วปรับเปลี่ยนตัวเอง ในเมื่อเราเกิดมาไม่เกินร้อยปี ในวันที่เราจะตายทำไมเราไม่ตายด้วยจิตใจที่เบิกบานไม่สกปรก

ศิลปะเป็นคำที่ไพเราะสำหรับผมมาก พอๆ กับคำว่าหนุ่มสาว ผมตีตามความหมายของตัวเองต่อคำว่าศิลปะ “ศีล” คือข้อบังคับ ไม่ใช่ข้อบังคับของศาสนา แต่เป็นข้อบังคับของกฎธรรมชาติ “ปะ” แปลว่าโดยรอบ แล้วมารวมกันมันก็แปลว่า “ข้อบังคับโดยรอบของกฎธรรมชาติ” แล้วถ้าคุณอยู่ในนี้นะคุณก็จะปลอดภัย นี่ตีความเอาเองนะ (หัวเราะ)

ฟังจากชื่ออัลบั้มปีศาจอวสานที่คุณกำลังทำ ราวกับคุณต้องการบอกว่า ปีศาจในคุณมันกำลังจะอวสานแล้ว อย่างนั้นหรือเปล่า

ไม่-มันไม่ได้บอกอะไรตัวผมเลย ต้องเข้าใจก่อนว่า เราก็เป็นแค่คนเล็กๆ คนหนึ่ง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้โด่งดัง แต่เมื่อก่อนไม่คิดอย่างนี้หรอก เมื่อก่อนคิดว่ากูต้องยิ่งใหญ่มาก (หัวเราะ) คือถึงคุณคิดว่าผมไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมยิ่งใหญ่กว่าที่คุณคิดเยอะ

ถึงวันนี้ ความกราดเกรี้ยว ความแรงของคุณตกลงไปเยอะไหม

มันไม่ได้ตกหรอก มันเปลี่ยนรูป เมื่อก่อนอาจจะมุ่งหน้าไปทางที่อยากจะทำอะไรที่เป็นตัวเรา ความคิดของเรา ตอนนี้เราก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ แต่วิธีที่จะเอาออก เรารู้แล้ว รู้วิธีที่จะเอาออกแล้ว พูดง่ายๆ เหมือนกับที่เราจะไปถ่ายรูปกัน (ถ่ายภาพประกอบบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้) ไม่ต้องไปคาดหวังมันมาก สบายๆ ออกมาดีก็ดี แต่ถ้าต้องมาเดินแบบนั้น ทำแบบนี้ มันก็ไม่ได้ ในวันนั้นเราเคยทำแบบนี้แล้ว-มันไม่ได้ไง แล้ววันนี้จะไปเป็นเหี้ยอะไร เราก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับมัน เราทำแค่เรามีความสุข คือแค่เปลี่ยนมุม ต้องทำให้ดีนะ แต่ไม่ต้องไปซีเรียส

เมื่อก่อน ผมต้องแปลก กูต้องไม่เหมือนใคร แต่ความธรรมดาก็ไม่เห็นเป็นไรเลย คือถ้าเรารีแล็กซ์ มันอาจจะต้องเกิดจากตัวเราเอง แล้วเป็นไปได้ว่ามันจะเกิดเฉพาะช่วงเวลาห้านาทีสิบนาที แต่เราต้องฝึกบ่อยๆ เหมือนเราสูบบุหรี่ ไอ้วินาทีที่เราพ่นควันออกไปนั่นน่ะรีแล็กซ์แล้ว แต่ทำให้มันยาวขึ้น แต่มันก็เกิดรีแล็กซ์จากปฏิกิริยาของเคมี ไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาจากตัวเราเอง โดยธรรมชาติของเราเอง ถ้าเกิดจากปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของตัวเราเองนะ บางทีเราเหนื่อยๆ มากเลย เดินไปเงยหน้าขึ้นเห็นใบไม้กับลมไหวๆ มันก็รีแล็กซ์ได้เลยนะ ถ้าใจมันจะรีแล็กซ์นะ อยู่ตรงไหนมันก็รีแล็กซ์ ถ้าเครียดอยู่ไหนมันก็เครียด

ทุกเช้าตอนตีสี่ เมื่อตื่นขึ้นมาส่องกระจก คุณมองเห็นอะไร

เห็นความแก่ ความเหี่ยวเยอะขึ้นเยอะ บางคนเราไม่เจอกันนานๆ มาเจออีกทีทำไมแก่จัง แต่ถ้าเราเจอกันทุกวันก็ไม่รู้ เหมือนเพลง “พรุ่งนี้” (จากอัลบั้ม “เพื่อนของฉัน”) ที่บอก “ลืมตาอยู่ ก็ไม่รู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลง” คือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลืมตาก็ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลง เพราะมันเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ไง มันเปลี่ยนไปในระดับที่เล็กมาก เหมือนกับไฟ มันเป็นกระแสแต่เรามองไม่เห็น ก็เห็นแค่มันนิ่งๆ อยู่ มันเร็วมาก สัจธรรมมันเร็วประมาณนั้น แล้วสายตามนุษย์มันหยาบ มันมองไม่เห็น แต่ถ้าเรารู้เราเข้าใจว่ามันเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ถ้าเราฝึกปฏิบัติให้มันได้ขนาดนั้น แต่มันต้องฝึกไง มันยาก แต่มันก็สนุก แล้วมันก็ดีกับตัวเอง ดีกับคนอื่น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถฝึกแบบนั้นได้ มันจะ New ทุกอย่าง เราจะรู้สึกถึงพลัง ผมก็หวังว่าชาตินี้คงทำได้บ้างนะ ผมอาจจะกลายเป็นคนที่น่าอิจฉาคนหนึ่ง อ่ะ! อีก 10 ปีเจอกัน (หัวเราะ)

ปฐมพร ปฐมพร เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2505 เขาเป็นคนไทยแต่ไปเกิดที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว ก่อนจะกลับมาที่ชลบุรี เข้าศึกษาปริญญาตรี สาขาการตลาดที่กรุงเทพฯ ในช่วงนั้น เขาตั้งวงดนตรีกับเพื่อนในนามวง “GAY” เข้าประกวดวงดนตรีของ “สโมสรผึ้งน้อย” จนได้รางวัลชนะเลิศ ได้เซ็นสัญญากับทางสโมสรฯ ทางวงได้บันทึกเสียงเดโมเทปโดยมีโปรดิวเซอร์อย่าง “อัสนี-วสันต์” มาดูแลให้ และได้เปลี่ยนชื่อวงมาเป็น “May 21st” หลังจากนั้นอีก 2 ปี ได้เซ็นสัญญากับ “ค่ายรถไฟดนตรี” ในฐานะศิลปินเดี่ยว เขาพยายามที่จะเอาวงเข้าไป แต่ก็ไม่สำเร็จ นั่นเป็นที่มาของสีดำที่คาดใต้ดวงตาเป็นการไว้อาลัยแก่เพื่อนๆ ร่วมวง เขาได้ออกอัลบั้มแรกชื่อชุด “ไม่ได้มามือเปล่า” จนกระทั่งวันนี้ยังคงผลิตงานเพลงออกมาในนาม “Pry Under Poet’s Mind Project” ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่รองรับงานของเขาโดยเฉพาะ ในวัย 46 ของ “พราย” เขากำลังสนใจและมุ่งหน้าฝึกปฏิบัตินั่งวิปัสสนากรรมฐาน

โชคดีเพียงใดที่เราได้รู้จักกัน

ปกติมนุษย์โลกทำความรู้จักกันอย่างไร อาจเริ่มต้นที่ยิ้ม เดินเข้าไปแนะนำตัว และกล่าว “สวัสดี”

“พราย – ปฐมพร ปฐมพร” อาจจะหมายถึง ชายผู้ทาตัวสีฟ้ามีแถบสีดำคาดบนใบหน้า เป็นนักดนตรีทำเพลงในแบบที่ตนเองอยากจะทำโดยไม่ประนีประนอมกับอะไร เขาอาจจะเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มคนทำงานศิลปะมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องที่คนทำความรู้จักจากเพลงที่ได้ยิน จากเรื่องที่ได้อ่านและประเมินเขาไปแล้วจากสิ่งที่ตนเองเห็น

เราเองก็ไม่รู้ … ว่าเขาเป็นคนแบบไหน จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเวลาเช้าตรู่ ณ บ้านใต้ต้นไม้ ริมแม่น้ำปิง HIP ได้มีโอกาสไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่พรายจะจากเชียงใหม่ กลับไปยังที่ที่เขามา เราได้นั่งลงสบตา พูดคุยกับเขาเพื่อทำความรู้จักกันและกัน

ในวันนั้น บางครั้งเราถาม – พรายตอบ และหลายครั้งที่ในฐานะผู้ตั้งใจมาถามกลับต้องตอบคำถามที่เราตั้งขึ้นมาเองการถามตอบวันนั้น ได้ทั้งเสียงหัวเราะและอาจจะเรียกว่าได้มิตรภาพระหว่างคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน จนอดคิดไม่ได้ว่า “อะไร” ที่นำพาพวกเรามาเจอกัน โดยมีจุดหมายซ่อนเร้นหรือไม่ ที่ไม่เพียงทำให้คนแปลกหน้ามาทำความรู้จักกัน แต่ยังทำให้ได้คิดริเริ่มทำความรู้จักตัวเองให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

หวังว่าบรรทัดต่อไปนี้จะทำให้หลายคนรู้จักเขา “พราย – ปฐมพร ปฐมพร” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะศิลปินหรือนักดนตรีแต่เป็นมนุษย์ที่น่าคบหาคนหนึ่ง

และบทสนทนาของเราวันนั้นเริ่มต้นที่ …

เหมือน “พราย” จะชอบเชียงใหม่

คราวที่มาเชียงใหม่ แล้วชอบมากที่สุดน่าจะเป็นความที่มาอยู่กับ “แก้ว” (“จิระศักดิ์ แสงพลสิทธิ์”  หนึ่งในกลุ่มศิลปินเชียงใหม่ที่ริเริ่มทำคอนเสิร์ตครบรวบ 25 ปีให้กับ “พราย”) แล้วก็ “น้องโจ – นิวัฒน์ ศิวารุธ” มาเจอน้องๆ แล้วมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งมากกับเชียงใหม่ พอมาแล้วก็เจอผู้คนอย่าง “พี่ทอม” ซึ่งสมัย “พี่พราย” เป็นวัยรุ่นไปเสม็ดไปดมฟองคลื่น เราค่อนข้างมีโลกส่วนตัว ไปเจอเขามีโลกส่วนตัวมากกว่าเราอีก แล้วโลกส่วนตัวเขาสวยงามกว่าเรา พอมาเจออีกครั้งแล้วมานั่งคิด เออ … ทำไมเราไม่มีชีวิตส่วนตัวอย่างที่เราอยากจะมี ซึ่งพลาดไป เพราะเราต้องดำเนินชีวิตตามกฎของหลายๆ อย่างรวมกัน

ที่บอกว่าพลาดไป พลาดเรื่องอะไร และเพราะอะไร

ที่พลาดไปในแง่ของการเลือกชีวิตในรูปแบบ เมื่อก่อนเราเลือกแล้วก็มีโลกของตัวเองใช่ไหม เราน่าจะได้เป็นแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย เราน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าคนบางคนก็ยังต้องทำงานต้องเลี้ยงลูก ต้องมีชีวิตอะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็มีอยู่ในวังวนนั้นเหมือนกัน

ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา “พราย” ก็เลือกที่จะเป็นตัวตนในแบบของคุณแล้ว

แต่ยุคที่ไม่ได้เลือกคือเราไม่เคย เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีชีวิตคู่นี่ไม่เคยพูดถึงเขาเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) “ชีวิตคู่” ในมุมของเรามองว่า คือข้ออ้างของมนุษย์ในการดำรงเผ่าพันธุ์ แล้วสุดท้ายมันก็คือความทุกข์อย่างมหาศาล แต่ด้วยความที่เหมือนกับเป็นอะไรบางอย่างที่ “มันเป็นเช่นนี้” มันเกื้อกูลกันมา ทำให้ต้องเกิดสิ่งที่ “พี่พราย” เรียกว่า “กระแสชีวิต” พอไหลตามกระแสชีวิตมันก็แรงมาก ทำให้ความคิดหรืออุดมการณ์ที่เรามีต้านไม่อยู่ คำว่า “พลาดไป” คือเราไม่ได้เลือกแบบนี้ สมมติว่าเลือก เราอาจจะเป็นนักบวช หรือฤๅษี หรือเป็นนักพรต ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นไปเลย แต่พอพลาดไปปุ๊บ … ทุกอย่างก็เป็นเช่นนี้

บางทีชีวิตมหัศจรรย์มากตรงที่ไม่มีอะไร คำว่าไม่มีอะไรเลยมันสุดยอด เขาถึงบอกสูงสุดคืนสู่สามัญ อันนี้แหละคือไม่มีอะไร เพราะความจริงมีอยู่แต่ใจมันไม่มีอะไร อย่างรถป้ายแดงถ้าโดนขูด “โอ้โห … พ่อมึงงี้” (ด่า) นี่แหละคือการมีอะไร เหมือนเขาใช้คำพระ “รถคันนี้สวยดีจงเป็นของเราเถอะ” พอเราจ่ายเงินไป เราคิดว่าเป็นของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นรูปแบบรถมาตั้งแต่ในโรงงานละ ไม่ได้เป็นของใคร เราสรุปด้วยสิทธิทางความคิด สิทธิของการจับจอง เหมือนที่ดิน เป็นของฉัน มันเป็นของฉันที่ไหน ภูเขา แม่น้ำไม่ได้เป็นของใคร แต่พวกเราก็เข้าไปจับจอง ถ้ามีคำว่า “เป็นของฉัน” เท่านั้นล่ะเสร็จเลย แต่ถ้าไม่มีได้เนี่ย เขาเรียกว่ามีปัญญามาก โดยเฉพาะที่คนเริ่มเปิดกบาลตัวเองในเรื่องที่ “ไม่มีอะไร” แล้วตกลงข้างในมีอะไรแน่นอน คือเรามีตัวตนจริงหรือว่าไม่มีตัวตนจริง ก็ต้องถามย้อนกลับมาที่ตัวเรา มีวิธีที่จะเจอคำตอบแต่ต้องฝึก ทุกคนเกิดมาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องตาย แต่ว่าไม่ค่อยหาประสบการณ์ที่จะเดินไปสู่ความตายเลย ว่ามีอะไรอีกหรือเปล่า

ประสบการณ์ของความไม่มีอะไรของ “พราย”

ก็เหมือนกันทุกคนแหละ มีพ่อแม่ญาติพี่น้องและอื่นๆ หล่อรวมกันเข้ามาเป็นเรา วิธีคิดของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เขาเรียกว่าเป็น “ปัจเจก” ปัจเจกต้องรู้ว่าเรามีศักยภาพพอในความเป็นมนุษย์ อันนี้สำคัญมาก แต่คนทุกคนไม่ได้คิดถึงจุดนี้เป็นเพราะวาการศึกษาหล่อหลอมและสั่งสอนให้เป็นแบบเดียวกันหมดว่า ถ้าคุณเก่งคุณต้องเป็นหมอ คุณจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป ซึ่งความคิดนี้จะทำให้หลุดยากมากเลยว่า เฮ้ย … จะทำอะไรก่อนตาย มันคิดไม่ได้เพราะทุกคนหวังแต่จะทำมาหากิน หรือวันๆ แต่กินอะไรอร่อยดี ก็วนกันอยู่แค่นี้

คุณมีวิธีการหาคำตอบให้ตัวเองอย่างไร

จริงๆ แล้วเมื่อก่อนคิดว่าตัวเองเก่งมากและยิ่งใหญ่พอที่จะสามารถเข้าใจเรื่องระบบความคิดทั้งหมดและเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งโลก เพราะคิดว่าเราเจ๋งสุด แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าสิ่งที่ทำไมได้รับการยอมรับ และย้อนกับมาดูผลงานแล้ว มันกระจอกงอกง่อยมาก ยิ่งทำให้เราประสบความผิดหวัง ซ้ำซาก และความผิดหวังก็คือสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ความทุกข์” แล้วความทุกข์เนี่ยก็เรียนมาตั้งแต่เด็ก ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ นั้นล่ะคือ “อริยสัจ 4”

อันแรกคือความทุกข์ แต่แล้วก็วิเคราะห์กับมันมาในระดับพอสมควร แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าแตกต่างอย่างไรกับความสุข การที่เราจะเข้าใจอะไรสักอย่าง ถ้าจะเข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ฉะนั้นวิธีการคิดของ “พี่พราย” ตรงนั้นก็แค่เหมือนเปลี่ยนประเด็น แล้วก็ปลอบใจตัวเอง ฉะนั้นประสบการณ์ตรงถ้าเราไม่มีครูหรือผู้ที่รู้แนะนำ เป็นเรื่องยากมากเท่าที่ “พี่พราย”

คิดเองนะบนโลกใบนี้ ห้าพันปีมีผู้รู้ที่จะเป็นครูเราได้คือ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นปัจเจก ท่านมีลักษณะของมนุษย์คือ คนทุกคนมีศักยภาพเป็นปัจเจกได้ ถ้าเริ่มสนใจแล้วเริ่มศึกษาเพื่อให้มีการมีประสบการณ์ไว้ก่อน แล้วเทคนิคนี้แหละที่คนๆ นี้ในห้าพันปีคิดได เจ๋งไหม เพราะจะตอบปัญหาของ “พี่พราย” ได้ว่าทำไมเราถึงรู้ว่าเราต้องทำอะไร

วันนี้ถ้าเกิด “พี่พราย” สามารถทำได้ ใครก็ทำได้ คนที่ทำก็จะได้ประโยชน์ เพราะ “พี่พราย” ได้ประโยชน์แล้ว “พี่พราย” คิดเรื่องนี้มาก่อนตั้งแต่ยังทำไม่ได้เลย ฉะนั้นก้มหัวลงไปเถอะยอมรับว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ มึงไม่ได้เก่ง เวลาทำงานกับผู้อื่น ยอมรับเถอะ เราก็เป็นปัจเจก เขาก็เป็นปัจเจก เขามีสิทธิ์ที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แม้ว่าเขาอาจจะโง่ หรือเขาอาจจะเป็นคนกวาดถนน หรือเป็นวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ทุกคนมีความเป็นปัจเจก มีความเข้าใจเรื่องพวกนี้หมด แต่เขาจะโชคดีพอไหมที่จะเจอสิ่งที่พี่พรายเรียกว่าเทคนิคความทุกข์กับ “อริยสัจ 4” ที่เรียนมา ท่องมาทุกอย่าง สิ่งนี้คือคำสอนที่ว่าอย่าทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้สะอาด สองอันแรกนี้พอรู้อยู่บ้าง แต่การทำจิตใจให้สะอาดคือแก่นของมัน ไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่มีเทคนิค

แล้วเวลามีความทุกข์จัดการกับมันยังไง

ถ้าพูดถึงสมัยก่อนก็แหกปากนี่ไง มันคงเป็นศิลปะ แต่ “พี่พราย” ไม่ได้เรียนศิลปะ ศิลปะแปลโดยความหมายของ “พี่พราย” คือ “ศีล” แล้ว “ปะ” เนี่ย ก็หมายถึง “โดยรอบ” “พี่พราย” แปลเองนะ แล้ว “ศิลปะ” คือสิ่งที่เป็นตามกฎโดยรอบ รอบชีวิตของเราเลย ฉะนั้นถ้าเรารู้จักที่จะอยู่ในกฎ เราปลอดภัย แล้วเมื่อเราไม่ปลอดภัย เรามีความทุกข์มาก เราก็มุ่งให้ตัวเราหรือจิตใจของเราเข้าไปอยู่ในศิลปะคือกฎ

พอ “พี่พราย” โตขึ้น “พี่พราย” ก็รู้ว่าศีลคือกฎธรรมชาติ ถ้าคุณฝ่าผืนกฎธรรมชาติคุณจะโดนลงโทษทันทีทันใด เช่นสมมติว่า ชอบแฟนคนอื่นหล่อมาก แค่คิดชอบปุ๊บเนี่ย… เราโดนลงโทษทันทีโดยไม่ต้องไปยุ่ง เราโดนละ จะโดนยังไง ก็เรามีความสุขอยู่ งั้นกอดให้แน่นเลยนะความสุขเนี่ย (ฮ่า)

แต่ที่ถามว่า “พี่พราย” ทำยังไง ตอนนั้น “พี่พราย” ร้องเพลง เวลาเราร้อง เราแต่งเพลง ความสามารถของมนุษย์คุณสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างเดียวเท่านั้น เวลาจดจ่อหรือเขียนเพลงจะพุ่งไปตรงนั้น ก็เหมือนวิธีคิดของคนอื่น เช่น ถ้าเขาเศร้าใจเขาจะกินเหล้า เขาพุ่งความสนใจไปที่แอลกอฮอล์เท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่าเขามุ่งไปหากฎ แต่กฎของเขาเป็นกฎธรรมชาติหรือเปล่า เช่น น้ำบริสุทธิ์ทำให้ร่างกายสดชื่น แต่เหล่ามันคนละเรื่อง ทำให้ร่างกายแย่ มันเปลี่ยนแปลงเราได้เพราะมีเคมีใช่ไหม เขาเข้าใจแค่ว่ากฎนี้ทำให้ตัวเองเบลอๆ มึนๆ แล้วก็ลืมๆ เขากำลังฝืนกฎธรรมชาติ ธรรมชาติต้องยอมรับให้ได้ว่า ถ้าฉันมีความทุกข์ฉันต้องอยู่กับมันให้ได้เพราะมันอยู่ไม่นาน แต่ทุกคนหนีหมด ก็เลยไม่รู้ว่าความทุกข์จริงๆ น่ะคืออะไร เบสิคคือแบบไหน

ส่วน “พี่พราย” ก็ใช้แบบพวกเขา “พี่พราย” ไม่ได้กินเหล้าแต่แหกปาก และก็เป็นผลดี เหมือนกับจิตรกรหรือศิลปิน พวกเขาไม่มีอไร พวกเขาก็พุ่งไปที่ภาพวาด ประติมากรรมหรือวิธีการต่างๆ ที่เขาจะพรีเซนต์ออกมาว่าฉันมีความทุกข์หรือฉันมีความสุข

ปัจจุบัน “พี่พราย” ก็ยังไม่บรรลุอะไรทั้งนั้น แต่โชคดีที่เข้าใจว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ และความทุกข์ที่ตัวเองจะต้องรับแบบเต็มๆ ในฐานะที่เรามีความหยิ่งผยองมาก มีความคิดแบบนี้มานาน เราคิดว่าเรากล้าที่จะลงไปในนรกได้ เรามั่นใจว่าถ้าเราลงไปในนรกเราจะไม่โดน คือแน่นอนเราต้องโดน แต่ว่ายังมั่นใจว่าเรารู้แล้ว รู้สิ่งที่ทำแล้ว ก็เลยไม่กลัว

ความจริงแค่คิดไม่พอต้องประสบด้วยตัวเอง แล้วมันจะย้อนกลับมาเลยว่า “มันตอบไม่ได้” ไม่มีคำตอบแล้วจะจัดการยังไงมีใครบอกฉันที พระเจ้า พระพุทธเจ้าใครก้ได้มาบอกฉันที ฉะนั้นคำถามต้องให้มาอยู่ในใจ ใครละมาตอบฉันได้ ถ้าเราคิดว่าเราเจ๋งเราต้องรู้เลยว่าใคร เมื่อรู้สึกไม่สบายใจ คำถามมันมาจากใจเรา คำตอบก็ต้องมาจากใจเรา นี่ล่ะคือเบสิก

เวลาที่เราคิดมากไม่สบายใจก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราไม่สบายใจส่วนไหน ส่วนไหนของร่างกายเรา ในเมื่อเราทุกข์แล้วก็หม่นหมองมาก ถ้าเราหนีไปก็เหมือนเดิม เอาอย่างงี้ดีไหม ลองดูสิว่าตัวเรากับความคิดนี้เป็นยังไง เราก็นอนแม่งเลย นอนเหมือนตายไปเลย แล้วก็ลองใช้เทคนิคพื้นๆ ที่จะโฟกัส เหมือนโฟกัสเหล้า โฟกัสโทรทัศน์ โฟกัสเพื่อน แต่เราไม่โฟกัสสิ่งพวกนี้ แต่เราจะโฟกัสอ็อกซิเจนที่ไหลเข้าออกในร่างกาย กลับมาสู่เบสิคที่ถูกต้องเพราะถ้าเรามีความทุกข์ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เราจะไม่มีโอกาสแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่คิดว่าตายแม่งดีกว่า การที่เราจะรู้ว่ามันเข้าหรือออกมัน จะยากมากเพราะว่าเราก็หายใจกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้สนใจมัน ก็ลองทำดูแบบเนี้ย เบสิคก่อนนะ ถ้ามันจะคิดก็ปล่อยให้คิดไป โฟกัสไปการไหลเข้าออกของอ็อกซิเจน ว่ามันเข้าหรือออก ทำให้นานทีสุดเท่าที่จะทำได้แล้วเราจะมีประสบการณ์ นี่เป็นเทคนิคแรกที่จะเข้าใจตัวเอง

คิดว่าฟุ้งซ่านดีไหม

“พี่พราย” ว่าดีนะ ทุกอย่างเกิดขึ้นสิ่งนั้นดีเสมอ

สุขกับทุกข์เหมือนกันหรือเปล่า

อันนี้อาจไม่ใช่ประสบการณ์ตรงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่รู้จากเชาว์ปัญญาที่เขาสอนมา ความสุขคือความทุกข์ ชีวิตที่เกิดมาตั้งแต่ต้นใจถึงก่อนตายมีแต่ความทุกข์ ถ้าเจอกับความสมหวังบ้างหรือที่คนอื่นเรียกว่าความสุข

สมมตินะอาทิตย์หนึ่งอาจจะมีสักแว๊บหรืออาจจะมีสักสองแว๊บ สามแว๊บ มันอยู่ไม่นาน สมมติเรามีเพศสัมพันธ์ก็จะมีสักแว๊บหนึ่งที่มีความสุข แล้วคนก็ไปหาแว๊บนั้นกันน่ะ ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก คนเราต้องการอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดความสุข สิ่งนั้นเกิดที่อื่นไม่ได้นอกจากร่างกายและมันต้องส่งผลมาที่ร่างกาย เช่นเดียวกับออกซิเจนที่ไหลแรงขึ้นเพราะว่าเรามีความสุข คล้ายๆ กับความทุกข์เวลาเราเห็นหน้าใครแล้วไม่ชอบเราจะเหมือนวันกระทิง (หายใจฟึดฟัด) สังเกตดูผู้หญิงที่มีความสุขในหนังเอ็กซ์สิ ร้องอ๊ากกส์ ทรมานเหมือนจะตาย ก็คล้ายๆ กัน ถ้าแยกฟังแค่เสียง นี่มันทรมานหรือมีความสุข

จริงๆ แล้วความสุขและความทุกข์ก็คือวิธีที่ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนเข้าไปทำงานในร่างกาย คล้ายกันแต่ส่งผลต่างกันในเรื่องของจิตใจทั้งคู่ไม่สมดุลเป็นอาการของในร่างกาย คล้ายกันแต่ส่งผลต่างกันในเรื่องของจิตใจทั้งคู่ไม่สมดุลเป็นอาการของความผิดปรกติ ซึ่งถ้าเป็นบ่อยก็คล้ายเฮโรอีนหรือโคเคนหรือเหล้าเพราะมันติดแล้วไงอ่ะ…

ความสุขความทุกข์ก็ต้องเกิดคำถามขึ้นกับเราว่าจะเอายังไงดี ต้องกลับมาหาสิ่งที่เป็นเบสิค นั่นก็คือสังเกตอ็อกซิเจนที่ไหลเข้าออกสู่ร่างกายของเรา

เราเรียนแพทย์จบไปแล้วมีเงิน เรียนการเมืองจบไปแล้วมีเงิน ทุกคนก็อยู่ในวังวนเดิม อย่างเนี้ยอ็อกซิเจนไหลแบบไหนก็ยังไม่รู้เลย ไม่เคยสนใจคือ รู้แล้วก็ไม่สนใจก็จบ เพราะมันยากไง ยากที่จะมาสนใจเรื่องพวกนี้ มันเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนทำมาหากิน แต่คนบางคนเขาทำงานของเขา เขาก็พุ่งไปจุดนี้ได้เหมือนกัน อย่างศิลปินบางคนไม่สนใจทั้งโลก คุณทำอะไรผมไม่ได้เพราะผมเป็นศิลปินแห่งจักรวาล (หัวเราะ)

มักสงสัยอยู่เรื่อยว่า คำว่า “ดี” หมายถึงอะไร ใครเป็นคนกำหนด

มันเป็นปัญหามากกว่าคำว่าภาษา การใช้ภาษาของแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีปัญหาในการถ่ายทอดหมด คือคนที่พูดว่าดีในความหมาย สมมติที่เขาเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นยังไง เขาอธิบายให้เราฟังไม่ได้ ก็จะกลับมาเรื่องเก่า

ประสบการณ์ของคำว่า “ดี” คุณเข้าใจคำว่า “ดี” ยังไง ประสบการณ์ของ “ดี” คือมีความสุขหรือไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ “พี่พราย” อธิบายก็คงบอกว่าเป็นแค่คำๆ หนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราถ้าใจเข้าใจ คือใจเราจะรับรู้ว่านี่คืออะไร ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะพูดอะไร เพราะว่าถ้าเราสนใจจะยิ่งทำให้เราสับสนมากในคำๆ นั้น เราจะยิ่งไม่เข้าใจเพราะเราไม่มีประสบการณ์แยกแยะไม่ออกไม่ละเอียดพอ แล้วพอมีคนอื่นมาบอกอีกก็จะยิ่งงงไปใหญ่

เพราะฉะนั้นง่ายๆ ตอนนี้อะไรที่เราโอเคนั่นน่ะดี โอเคในที่นี้คือเราต้องไม่ทำร้ายตัวเองนะสำคัญที่สุด แล้วก็ไม่ทำลายคนอื่น เมื่อไหร่ที่เราว่าดี แต่ทำร้ายคนอื่นมันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดี เพราะอะไรวันหนึ่งผลนั้นก็กลับมาหาตัวเรา มันเป็นกฎธรรมชาติ

มนุษย์มักวิ่งหาความทุกข์?

ไม่ได้วิ่ง มันมีของมันอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ

สมมติว่าพูดง่ายๆ อย่างเรานั่งกันอยู่เนี่ยจะมีไหมที่เราจะไม่ขยับตัว แค่นั่งเฉยๆ ก็เจ็บแล้ว เดินๆ หน่อยก็เมื่อยอีกแล้ว ฟังเพลงหน่อยก็เบื่อแล้ว จริงไหม ฟังดูแล้วทุกคนก็เห็นด้วย แต่ว่าไม่ได้สนใจ คนที่สนใจมีน้อย อย่าง “พี่พราย” เป็นคนที่สนใจไหม สนใจมาก กระตือรือร้นเลยล่ะ กระเหี้ยนกระหือมากจนกระทั่งมาได้เจอสิ่งที่ตัวเองค้นหามาตลอดชีวิต อาจจะหลายๆ ชีวิตนะ อาจจะอบกว่าแล้วรู้ได้ไงว่ามีชีวิตอื่น อันนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนเป็นความเชื่อ จริงๆ มันไม่ใช่ความเชื่อแต่เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ซึ่งวิธีพิสูจน์ไม่ใช่การมานั่งคุยนั่งอ่านแล้วเชื่อเลย คุณต้องออกไปฝึกหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง

บางคนเชื่อในศิลปะคือวาดรูปในทางของเขา คนทำเพลงก็ทำเพลงในแบบตัวเอง แล้ว “พราย” ตอนนี้เชื่อในอะไร

ตอนนี้ “พี่พราย” เชื่อมนุษย์ เชื่อในความเป็นมนุษย์ของพี่ ในความเป็นมนุษย์ของทุกคนว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ในการที่เราจะฉีกตัวเองให้เข้าใจว่าชีวิตมีอะไรเยอะแยะมากที่ดีๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เราจะคิดว่ามันเศร้านะ มันมีอะไรดีๆ แต่ว่ามันดึงออกมาไม่ได้ เพราะว่าไม่มีพลังพอ คนบางคนทำงานศิลปะทำแล้วขายไม่ได้ ทำแล้วแย่แล้วเขาก็ยอมมันโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่คนบางคนไม่ยอม ไม่ยอมคือเหมือนกับต้องนอนเกลือกกลั้วกับดินทรายเลยนะ แต่เขาไม่ยอมแล้วพยายามด้วยหรือเปล่า บางคนก็บอกว่าพยายามแต่พยายามแบบโง่ๆ ก็ไม่มีประโยชน์นะ คือเขามองผิดตั้งแต่ต้น เช่น ที่ดินแปลงนี้ฉันจะปลูกข้าว ถ้ามันปลูกไม่ได้อยู่แล้วคุณไปขุดไปไถยังไงมันก็ไม่มีผล ต้องใช้สติปัญญาด้วย จะทำอะไรก็ต้องมั่นใจก่อน มันจะมีบททดสอบว่าได้ไม่ได้ แล้วพอเรามั่นใจสักนิดนึง จากนั้นอย่ายอมเลย มันต้องได้จะได้มากได้น้อยแค่นั้นเอง

คือเชื่ออย่างเดียวแบบไม่คิดไม่ได้ คือต้องคิดรอบด้าน

จริงๆ ถ้าเขาเป็นคนมุทะลุพอ ทำไปถึงจุดหนึ่งเขาจะเจอทางแยก หรือไม่ก็จะตันอยู่มันไม่มีทาง แต่ถ้าฉลาดพอเขาจะคิดได้เลย อาจจะเลือกได้ตั้งแต่ต้นเลยมันหลายหลายมาก

“พี่พราย” รู้สึกแย่กับสังคมไทย อย่างหนึ่งตรงที่ว่าเขาพยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขาไม่พยายามจะทำงานหนัก เช่นพยายามจะทำให้สังคมดีขึ้น “พี่พราย” ชอบอเมริกาสองอย่าง คือตำรวจกับสื่อมวลชน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตำรวจเล็กๆ จับตัวใหญ่ๆ เขาคือฮีโร่ แต่ตำรวจไทยหรอ… มึงตาย สื่อมวลชนที่ไปขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่ดีมึงก็ตาย แต่ทำไมไม่ทำในสิ่งที่ดีขุดคุ้ยความจริง ก็ความจริงมันจะอันตรายยังไง แต่วันนี้ไม่มีคนคิดไง ต้องฉลาดพอที่จะไม่ไปขุดคุ้ยเรื่องที่เป็นอันตรายหรือก็ขุดค้นทางด้านจิตใจสิ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นอาหารที่เรากินอยู่ทุกมื้อสารพิษมันเยอะมาก ก็ไม่เห็นกระทรวงฯ ทำอะไร พ่อค้าแม่ค้าหรือชาวสวนก็ปลูกในสิ่งที่ฆ่าคน แค่นี้แก้ไม่ได้เหรอประเทศไทย

อันที่จริงสื่อมวลชนไงทำได้แต่ก็ทำสักแป๊บแล้วก็เลิกไป แล้วทุกคนก็อยากจะกินของดี แต่ไม่มีใครลงมือทำเห็นมั้ย การทำงานคือหน้าที่ของเรา สื่อสารให้เขารู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สื่อมวลชนถ้าคิดดีแล้วการทำงานคือหน้าที่ของเรา สื่อสารให้เขารู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สื่อมวลชนถ้าคิดดีแล้วทำไปเรื่อยๆ

“พี่พราย”เชื่อว่าจุดเล็กๆ แบบนี้ก็เหมือนที่ “พี่พราย” ได้ทำ ไม่เห็นประสบความสำเร็จเลย จริงๆ นะ ยอดขายไม่รู้อยู่ได้ไง แต่ว่าพอเรามาอยู่ตรงนี้แล้วก็จะรู้ว่าสายตาที่เขามองเรา เขารักเรามากนะ รักเรามากจริงๆ บางครั้งคนใกล้ตัวยังไม่ได้รักเราแบบนี้ด้วยซ้ำ เขารักแบบ “พี่บอกผมมาเถอะผมยังไงก็ได้” นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นคนแก่ที่กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง และความคิดของเราก็ยังคงถ่ายทอดซ้อนไว้ในเพลงอยู่ แต่คนจะสนใจหรือเปล่าแค่นั้นน่ะ แล้วมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้วนะที่ว่าคนจะรู้หรือเปล่า หน้าที่ของเราคือเขียนซ่อนไว้ตรงนี้ แต่วันหนึ่งประโยคนี้อาจจะผุดขึ้นมาในใจของคนหนึ่งคน

วันหนึ่ง “พี่พราย” ขับรถไปเห็นคำที่เขียนไว้ข้างหลังรถว่า “ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวย” เฮ้ย … นี่มันประโยคของเราทำไมเขาเอามาติด เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถมีบางอย่างที่เขาเก็ตได้ ต้องมีวันหนึ่งที่ประสบการณ์เขากับประสบการณ์เราพร้อมกันและรับได้

นั่นเป็นแรงส่งให้ “พราย” ทำเพลงมาโดยตลอดหรือเปล่า

จริงๆ แล้วโดนสาปให้ทำ ไม่มีศิลปินคนไหนไม่เจ็บปวด มันเป็นธรรมชาติ ตอนนี้คงข้ามจุดนั้นไปละ ตอนนี้หน้าที่คือถ้ามีโอกาสก็จะทำ ต้องเลือกเอา ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง มันจะละเอียดชัดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งทีเราเลือกจะมี ชอบ ไม่ชอบ เลวกับดี ดีพอใช้ กับดีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะมีลำดับขั้นของมัน ผู้คนที่เราได้เจอ อะไรที่เราสัมผัสมันจะค่อยๆ ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราสนใจเรื่องแบบนี้ คนที่เราเจอจะน่ารักขึ้น เออ … มันแปลก คือเราต้องสนใจตัวเองก่อนนะ สนใจที่จะรู้จักตัวเองก่อนทีละนิดๆ

ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้นหรือเปล่า ไม่ไปทุกข์กับโลกมาก

คือคำว่าแง่ดี “พี่พราย” ไม่มีอยู่แล้วในใจ แต่ก่อนจำได้เดินไป “อีสัดเอ้ยมึงไม่ต้องมาทำเป็นสวยเลย” (หัวเราะ) ในใจเราด่าอย่างนั้นทั้งๆ ที่เราไม่ได้มาทำอะไรเราเลย จริงๆ รุนแรงมาก เกลียดชังมาก แล้วพอมีวันนี้ได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์เพราะว่าแบบนั้นมันทุกข์เยอะนะ คือมันหาอะไรไม่เจอ ทำแบบนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ งงๆ สู้กันไปสู้กันมาจนกระทั่งอย่างที่บอก … แล้วจะเจอ

อย่างคำว่ามองโลกในแง่ดีไม่ได้เกิดจากเราพยายามคิดในแง่ดี มันต้องเป็นประสบการณ์ พอผ่านไปอีกสิบปีความรักของเราในตอนนี้มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มองคนละมุมเลย แต่แม่งใช้เวลา บางครั้งแทนที่เราจะให้เวลามาจัดการแต่มาเอาเรารู้จักมันตรงนี้เลย วันนี้เลย เรารู้จักกับตัวเองตอนนี้เลยว่าคืออะไร แต่มันไม่ง่ายแค่นั้นเอง ต้องตั้งใจเยอะๆ 24 ชั่วโมงจะดูตัวเองกี่นาที่ ถ้าบอกว่าสิบหรือยี่สิบนาทีพอไหม อ่ะ กับการที่เราฟุ้งซ่านไปอีก 22-23 ชั่วโมง ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณทำได้แค่นี้ คุณต้องยอมรับว่าทำได้เท่านี้ เหมือน “โกวเล้ง” ก็กูอยากจะกินอ่ะเหล้า ก็โอเคกินไปสิ แต่สิ่งที่มีคือเขาได้เลือกในสิ่งที่เขาทำ ยังไงก็ตามสมมติบอกว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนรุ่นใหม่ แต่ความสามารถไม่เท่า “โกวเล้ง” แต่มันอยู่วงเหล้าตลอดเวลา ถามว่าดีไหม คนคนนั้นอาจจะไม่เจอตัวเองด้วยซ้ำไป

แต่แรงบันดาลใจแบบนี้ “พี่พราย” ก็เหมือนกัน ทำอะไรเพื่อความสะใจของตัวเองด่าแม่งทุกคนตลอดเวลา เราก็จะรู้เลยว่าสุดท้ายบั้นปลายของเรามันจะเป็นยังไง ผลที่ออกมา แม้แต่งานครบรอบ 25 ปี “พี่พราย” นั่งดู “กวิน” เอาเทียนปักตูดทาตัวสีฟ้าเพราะเราคือแรงบันดาลใจของเขา ตอนที่ทำคิดว่าความรุนแรงไม่ส่งผลมากหรอกเพราะเราพูดความจริง แต่ในแง่มุมของอีกคนหนึ่งมันทรงอิทธิพลมาก เขาสามารถที่จะเอาเทียนปักตูดตัวเองได้แล้วก็เดินแล้วก็แก้ผ้า มันคือศิลปะเพราะเขาปลดปล่อย แต่มันมาจากแรงบันดาลใจจากการถ่ายรูปแก้ผ้าของเรา แล้วมันสั่นสะเทือนรึเปล่า ส่งผลกับเราอีกในอีกแง่มุม ฉะนั้นความละเอียดของการกระทำแต่ล่ะอันเนี้ย ตอนนี้ถ้าให้ทำไหมก็ทำ แต่ว่าคงไม่ใช่จิตใจแบบนั้นยังไม่เคลียร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีความปรารถนาดีอยู่แล้วล่ะไม่งั้นคงไม่อยู่แล้ว แต่ว่าไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อให้เดินแก้ผ้าไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา

คนเราต้องรู้จักตัวเอง อันนี้สำคัญมาก ตอนนี้ “พี่พราย” ก็พยายามอยู่ และคิดว่าประสบการณ์จากที่เคยแย่มาน่าจะมีประโยชน์บ้าง สุดท้ายก็คือว่าความปรารถนาดีหรือมองโลกในแง่ดีมันจะไม่เกิดขึ้นถ่าเขาไม่มีประสบการณ์แง่หนึ่งของตัวเอง พูดไปแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมันดีจริงๆ ไม่ใช่สักจะพูดเฉยๆ คือไม่ใช่เราพยายามจะมองโลกในแง่ดีนะ แต่ถ้าเรามีประสบการณ์กับมันจริงๆ จะเข้าใจ

ทำไม “พราย” ชอบไปทะเล

คือเกลียดพ่อมั้ง ครอบครัวแตกแยก แล้วเมื่อก่อน “พี่พราย” เป็นคนที่ดำน้ำตั้งแต่เค้ายังไม่ฮิตกันเลย แล้วทะเลเขาคุยอ่ะ เขาคุยตอบเรา เขาเป็นพ่อเรา ทะเลยิ่งใหญ่เหมือนเราสื่อสารกันได้ อย่างชุด “เจ้าชายแห่งทะเล” ก็มีพื้นมาแบบนี้ มีเรื่องเล็กๆ ตกตะกอนมา เหมือนเราลงไปเจอฉลามวาฬ เจอแมนต้า เจอปลาเจออะไรหลายๆ อย่างลงไปแล้วเหมือนเป็นอีกอาณาจักรหนึ่ง

แต่วันนี้เราลงไปแล้วแมนต้าตัวเดียวโดนนักดำน้ำเป็นยี่สิบสามสิบรุมอยู่ เพราะมันหายากไม่ค่อยเห็น แล้ว “พี่พราย” ร้องไห้เลยนะในน้ำเลย ร้องแบบสงสาร มันไม่ไหว เราร้องไห้จนเราไม่อยากลงไปอีกเลย หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ปรับตัว เหมือนกับเอาเราไปหาธรรมชาติแต่เราก็ทำลายมัน แต่ตอนนี้ธรรมชาติในใจเราสำคัญกว่าข้างนอก ถ้าเราเบิกบานได้ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น

มีคนอินเดียไม่รู้ศาสนาอะไรบอกว่าทั้งหมดก็คือสิ่งมีชีวิต มันก็จริง คือเมื่อก่อนเราก็ไม่เข้าใจว่าชีวิตมันก็แค่เซลล์ไรอย่างเงี้ย แต่อวตาร บอกว่าเซลล์ชีวิตต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปหมดถ้าสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ก็จะตาย ใบไม้แห้งที่กลบบนพื้นดินแห้งผากไม่มีชีวิตก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยความชุ่มชื้นของน้ำ ทุกอย่างเกื้อหนุนเป็นทฤษฎีแบบวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมด ความอกหักเป็นวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ สามารถพิสูจน์ได้

ความกลัวนี่สำคัญนะ คนทุกคนสร้างเกราะคุ้มกันตัวเองไว้บางครั้งความคิดเป็นตัวตั้งเราต้องเป็นแบบนี้นะเราต้องอยู่ในภาพพจน์แบบนี้ สร้างกับตัวเองทั้งที่จริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ และนี้ก็คือผลของการสร้าง ไม่ได้เป็นเพราะถูกทำลาย ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีปัญหาไหม ทุกวันนี้ “พี่พราย” ไม่มีข้อสงสัยแล้วกับทั้งจักรวาลนี้และในจักรวาลหน้า ฟังแล้วดีนะ ไปถึงสิ เราไม่มีข้อสงสัยกับใครๆ เลย กับทฤษฎี กับการปกครอง เมื่อก่อนเราอาจจะเป็นอีกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย มนุษย์เสื้อแดง เสื้อเหลือง ก็คือมนุษย์ที่ต้องเติบโต ให้ได้ใช้ความสามารถในการเป็นมนุษย์ของเรา ไม่งั้นก็จะเป็นเหมือนแบบธรรมดาๆ

สิ่งที่พูดวันนี้ ถ้าเราคิดข้ามชีวิตนี้ซึ่งยังไงก็ไม่เกินร้อยยี่สิบปีหรอก ไม่มีทางแล้วสมมติว่าจะมีหรือไม่มีชีวิตต่อไป เราจะต้องยังไงกับมันดี คือกลายเป็นว่าแทนที่เราจะทำงานรับเงินเดือน แต่เปลี่ยนมาเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันจะทำงานข้ามภพข้ามชาติ ถ้าเราคิดว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ทำหน้าที่ตามที่มีอยู่ ทำหน้าที่ลูกทำหน้าที่อะไรไป สังเกตลมหายใจไปก่อน แต่ถ้าเกิดแว้บนึงขึ้นมาที่จะต้องตาย คุณจะเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ คุณจะต้องมองข้ามชีวิตนี้ไปให้ได้ ชีวิตหน้าจะมีหรือไม่มี ไม่รู้ แต่ต้องดีกว่านี้ ถ้าเราคิดอย่างนี้ก็จะต้องรีบทำ

แ ล ะ นี่ ก็ เ ป็ น เ พี ย ง เ ศ ษ เ สี้ ย ว ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร ทำ ค ว า ม รู้ จั ก กั บ เ ข า

“พราย – ปฐมพร ปฐมพร” คุณไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อในสิ่งที่บอกเล่ามาทั้งหมด จนกว่าวันนั้นจะมาถึง วันที่ได้นั่งสบตาและพูดคุยทำความรู้จักเขาด้วยตัวของคุณเอง …

 

 

ตัวตนและจักรวาลของ “ปฐมพร ปฐมพร”

“… ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน ในใจไม่เคยมีผู้ใด…”

เพลง “…ก่อน” เพลงฮิตในอดีตของวง “โมเดิร์นด็อก” ถูกทีมงานของ “Life & Entertainment” เปิดคลอเอาไว้เพื่อรอศิลปินผู้ที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมา … บ่ายโมงตรงชายหนุ่มคนที่เรารอเดินทางมาถึงบ้านพระอาทิตย์ตามเวลานัดหมายพร้อมรถสปอร์ตสีขาวคันหรู คาดแว่นโอคเลย์ไว้บนหัว ตัดผมสั้น สวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ผู้ชายคนนี้ที่หลายคนมองว่าเขา “เพี้ยน” “บ้า” และแม้กระทั่งตัวของเขาเองก็ยังเคยประกาศออกมาว่า “ผมตายไปแล้ว ผมตายเป็นพราย” ใช่แล้วเขาคือ “พราย – ปฐมพร ปฐมพร”

“วันนี้ก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์ผมขออย่างหนึ่งนะ ผมอยากคุยเรื่องปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น ลืมอดีตไปซะ”

ศิลปินผู้มากับมุมมองแปลกประหลาดเสมอกล่าวกับเราสั้นๆ เป็นข้อตกลงก่อนเริ่มสัมภาษณ์ เขาเริ่มเล่าเรื่องชีวิตของเขาทีละเล็กทีละน้อยนับตั้งแต่ออกอัลบั้มล่าสุดเมื่อหลายปีแล้วนั้น  เขาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยู่กับบ้าน ใช้เวลาว่างในการกวาดบ้าน ล้างจาน และใช้ชีวิตตามแนวความคิดของ “กฏจักรวาล” ทุกอย่างยืนพื้นอยู่บนความเรียบง่าย

“ทุกวันนี้ผมตื่นตีสี่เกือบทุกวัน ตั้งแต่ผมพบตัวเองผมก็เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่เรื่องการนอน การพูดคุย เมื่อก่อนนี้หลายๆ คนอาจจะคิดว่าผมเป็นคนรุนแรง ร้องเพลงและแสดงออกก้าวร้าว หลายคนเคลมว่าผมต้องเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นสักนิดเดียว ผมสาบานได้ว่าที่จริงแล้วผมอ่อนแอมาก ใจผมอ่อนแอที่สุด อ่อนแอต่อความไวของจิตใจ เพราะใจมันไวยิ่งกว่าแสงเสียอีก เพราะฉะนั้นทุกเช้าที่ตื่นมาผมจะมานั่งฝึกจิตใจของผมให้ช้าลง แต่มีทิศทางที่แน่นอน ผมฝึกจิตเหมือนฝึกฝนร่างกาย เหมือนออกกำลังกายอยากมีกล้ามเนื้อก็ไปเล่นเพาะกาย

“ฝึกจิตตอนเช้าเสร็จ อาบน้ำกินข้าวเช้าบ้าง สายบ้าง เที่ยงบ้าง ผมไม่ได้ทำงานอะไร ตั้งแต่ออกอัลบั้มล่าสุดมา ก็อยู่อย่างนี้ อยู่ได้ด้วยธรรมชาติของมัน ใช้ชีวิตกับครอบครัว แม่ น้องสาว มีคนรักเราและเข้าใจเรา หลายคนชอบถามผมว่าแล้วเอาเงินที่ไหนกิน ผมก็ได้จากน้องสาว ได้จากเพื่อน จากคนที่รักเรา แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจผม แต่เขาก็จะเอามาให้ อย่างวันนี้ผมมีเงิน 1,000 บาท เติมน้ำมันไป 200 บาท เหลือ 800 บาท แต่ก่อนผมเคยใช้เงินมากกว่านี้นะแต่ตอนนี้น้อยลง ใช้ชีวิตธรรมดาขึ้นเพราะเราไม่ได้ดูแลเรื่องเงินเอง”

“ผมไม่กลัวนะว่าใครจะประณามว่าผมไม่ได้ทำงาน แล้วผมก็ไม่ได้ต่อต้านทุนนิยมอะไร ผมแค่เดินทวนโลกแต่ทำตามกฏของจักรวาล”

เมื่อถูกถามว่าเคยคิดเรื่องการมีครอบครัวหรือไม่ “พราย” บอกกับเราว่า แต่ก่อนเขาเคยสร้างภาพว่าเขาอยากจะมีชีวิตเดียว ตายคนเดียว แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ครั้นพอคิดว่าตนเองจะต้องเข้าพิธีแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งนั้นนั้นก็คงจะเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน?

“ผมเคยสร้างภาพเอาไว้ว่าผมอยากมีชีวิตคนเดียว ตายคนเดียว แต่จริงๆ แล้วมันมีจุดหนึ่งที่คนมารายล้อมเราอยู่ เราก็ต้องเลือกใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง แต่สังคมเขาบอกกับเราว่าถ้ามีคนๆ นั้นเข้ามาก็ต้องแต่งงาน มีพิธีกรรมอะไรพวกนี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่อย่างที่เราต้องการอีก แล้วอย่างสังคมไทยผู้หญิงที่ไหนจะมายอม พ่อแม่เขาก็ไม่ยอมหรอก”

“เราก็คงเป็นของเรา ชาตินี้เราก็คงจะไม่แต่งงาน … เออ เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงาน จริงๆ เราจะมีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนเดียวไหม”

พรายตั้งคำถามกับเราทำให้เราต้องถามไปว่าว่าเขาผูกเอาเรื่องการแต่งงานไว้กับเรื่องเซ็กซ์หรือเปล่า?

“คนที่มีเซ็กซ์กับคุณ คุณเรียกว่าภรรยาไหมล่ะ? … ผมว่ามันแล้วแต่คุณตีความ คือผมเนี่ยอยากจะจริงใจต่อตัวเองมากที่สุด ผมอยากตรงไปตรงมามากที่สุด ผมไม่ได้อยากจะให้สัมภาษณ์เพราะให้ตัวเองดูดีขึ้นหรือว่าเก่งอะไร แต่ผมอยากให้เป็นไปตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่าคนอ่านจะเข้าใจไหม แต่คุณต้องเข้าใจ เพราะบทสัมภาษณ์นี้มันจะสื่อสารกับผู้อ่านได้มันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นเรื่องของใจด้วย”

“เรื่องเซ็กซ์ ใครอยากจะมีก็มีไปสิ อย่างผมเมื่อก่อนเซ็กซ์คือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขแต่ตอนนี้เราทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่ แล้วอีกหน่อยผมอาจจะไม่ได้มีเซ็กซ์อีกก็ได้ เพราะปัจจุบันผมจะใช้ชีวิตทวนโลกแต่ตามกฏของจักรวาล”

คำก็ “กฎจักรวาล” สองคำก็ “กฎจักรวาล” จนเราต้องถามออกไปว่าการดำเนินชีวิตแบบทวนโลกแต่ตามกฎของจักรวาลนั้นมันมีรูปแบบของการดำเนินชีวิตอย่างไรกันแน่?

“กฏจักรวาลที่จริงง่าย แต่อธิบายในหน้ากระดาษหรือทางเว็บไซต์ออนไลน์ลำบาก มันเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว คือทุกวันนี้ผมแค่ใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวอ่อนน้อมกับธรรมชาติ ปฎิบัติกับโลกอย่างคนที่เรารัก ฟังอาจจะน้ำเน่านะ บางคนก็เถียงว่าที่บ้านผมมีกิจการ น้องสาวและแม่ผมมีเงินทองและรวย ก็เลยไม่ต้องสนใจอะไร ผมขอบอกว่าไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องรวยหรือไม่รวย ผมถามคุณหน่อยว่าองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อพระองค์ทรงเป็นเจ้าชาย พระองค์ก็รวยใช่ไหม แล้วตอนที่บวช พระองค์อยู่ได้อย่างไร ก็เพราะพระองค์มีธรรมะ ก็เพราะท่านอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งผมก็คิดว่ามันคือกฏจักรวาล ผมอธิบายให้คุณเข้าใจสั้นๆ ได้เท่านี้”

เจ้าตัวอธิบายให้เราฟังพร้อมกับหยิบแว่นออกมาเช็ดแล้วยกตัวอย่างให้เราฟังถึงเรื่องของกฏจักรวาลอีกครั้งเพราะเห็นเราทำหน้าไม่พอใจ

“แว่นตาของเรานี่เวลามันมัว มันก็ทำให้เรามองอะไรไม่เห็นนะ เมื่อก่อนผมเหมือนคนโง่งมอยู่หลังแว่นที่มองอะไรไม่เห็น ผมเคยอยากเป็นนักร้อง อยากทำอะไรยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราคิดเราทำผ่านทางดนตรี ผ่านมาสิบกว่าปี มองย้อนกลับไปก็พบว่าคงถึงเวลาแล้วที่เราควรจะทำความรู้จักตัวเอง”

พรายบอกว่าเมื่อก่อนนี้เขาคิดว่ารู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเองแต่หลังจากที่เวลาผ่านไปเขาก็เริ่มรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องไปซะทั้งหมด

“ตอนออกเทปชุดแรกเราจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่าการรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญมากถ้าเรารู้จักตนเองทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องเป็นราวหมด เราก็เลยพยายามใส่ตัวตนของเราเข้าไปในงาน เพราะเรารู้ว่าเราเป็นคนรุนแรง คนด่ามา เราก็ด่าแรงๆ กลับไป เราเป็นแบบนั้น แต่มาตอนนี้เหมือนกับมองกระจก ผมเพิ่งเข้าใจว่าที่ผ่านมาเราเข้าใจตัวเองแค่หยาบๆ เราเข้าใจตัวเองแค่ภายนอกเท่านั้น”

“ตอนทำเพลงบางทีเราก็มาคิดว่า เอ … คุณภาพเพลงของเราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร คุณภาพที่ไม่ดีกว่าเราก็มีนี่ แต่ทำไมทุกคนปฏิเสธงานเรา มันต้องมีอะไรแอบแฝง อย่างเช่นเราแต่งเพลงไม่ดัง ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วอยู่ดีๆ “โมเดิร์นด็อก” ร้องเพลง “…ก่อน” ดังระเบิดเถิดเทิงใช่ไหม เราก็เริ่มรู้สึกว่านี่มันหมายความว่าไง เขาร้องดีกว่าเรา ใช่ … แต่มันไม่ใช่แค่ร้องเดียวอย่างเดียว แน่นอนอะไรหลายๆ อย่างมาประกอบกันมันถึงดังขนาดนั้น หรือว่าอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ไปยุ่งกับมัน มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ มันไม่มีจิตใจของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง จิตใจเรามันไม่มีตรงนั้น นี่วิเคราะเห์เอาเองนะว่ามันอาจจะเป็นอย่างนั้น”

“สรุปได้ว่าตอนนั้นเรายังไม่รู้จักตัวเราเองจริงๆ เราไม่รู้เลย และไม่ใช่ตัวเราคนเดียว หลายๆ คนก็ยังไม่รู้ว่าจะรู้จักตัวเราเองจริงๆ ได้อย่างไร”

“ยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อนนี้ผมเคยคิดจะทำอัลบั้มชื่อ “ศาสดา” มีพระเยซู พระอัลเลาะห์ พระพุทธเจ้า หลายๆ พระองค์มาเจอกันที่ทะเลทรายแห่งหนึ่ง แล้วคุยกันว่า เราก็สอนมนุษย์ให้ทำดี แต่ทำไมมนุษย์ถึงเป็นอย่างนั้น นี่คือคอนเซ็ปต์ที่คิดจะทำ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ เราจะรู้จักตัวเองโดยวิธีไหน”

พรายยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดอะไรวกวนและเข้าใจได้ยาก (ซึ่งเราเห็นจริงเป็นที่สุด) แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกดีมากๆ ก็คือการที่มีคนพยายามจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเสมอ

“ตอนนี้คุณกำลังสัมภาษณ์ผมอยู่ ผมคิดว่าผมก็สัมภาษณ์คุณได้เหมือนกัน คุณกับผมมันมีอะไรมาสื่อกัน ถึงมาเจอกัน บทสัมภาษณ์นี้น่ะเหมือนผมกับคุณคุยกันสองคน แล้วมีคนอื่นมาดูด้วย ซึ่งเขาอ่านแป๊บเดียวเดี๋ยวเขาก็โยนมันทิ้งเป็นเศษกระดาษไปแล้ว ดังนั้น มันต้องสื่อกันด้วยใจ แต่มันจะมีบางคนที่สื่อสารกับเราได้ ซึ่งคนๆ นั้นเขาอาจจะไปเจอบทความนี้บนถุงกล้วยแขก แล้วก็อ่านแล้วพบว่ามีประโยชน์กับเขา ไม่ต้องไปเมคอะไรเลย ถ้าคุณเข้าใจก็เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจอธิบายเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ”

“คนเรามักจะทำอะไรตามๆ กันไปทั้งที่ไม่มีความรู้ เหมือนกับบอกว่าทุกคนเข้าวัดไปนั่งทำตัวให้สงบ นั่งสมาธิให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้เกิดความสงบ มันไม่ใช่น่ะ ไม่งั้นทุกคนก็เป็นคนดีกันหมดแล้วสิ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก กว่าที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ออกมาได้ มันอาจจะดูไม่เหมือนเรื่องพื้นๆ แต่บังเอิญมันเป็นเรื่องพื้นๆ แต่คนเนี่ยมันตีเป็นเรื่องลึกเกินไป จนคนทั่วไปไม่เข้าใจ

เหมือนกับว่าตอนนี้คนที่ชื่อ “พราย” เข้าใจแล้วในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน?

“ไม่ใช่อย่างนั้น เรากำลังเดินตามหลังพระองค์อยู่ เราไม่เข้าใจพระองค์ดีพอหรอก พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนธรรมดาๆ แบบเรานี่แหละ แต่พระองค์ทรงเป็นอภิมหาบุรุษที่สามารถรู้เรื่องบางเรื่อง เหมือนการที่วิทยาศาสตร์ค้นพบว่าน้ำคือไฮโดรเจนบวกออกซิเจน นักวิทยาศาสตร์ถ้าไม่ทดลองก็ไม่รู้ คงได้แต่นั่งอ่านและเขียน คนที่จะเข้าใจมันและไปแยกมันออกมาใช้จริงๆ เนี่ยมีกี่คน น้อยนัก เหมือนไอสไตน์ e=mc2 รู้ว่าระเบิดปรามาณู แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจมันจริงๆ มีกี่คน ไม่งั้นก็มีนิวเคลียร์ทั่วโลกแล้วสิ”

“แต่พระพุทธเจ้าเนี่ยเป็นคนที่คิดได้เลย และรู้ว่าคนจริงๆ เนี่ย เข้าใจเรื่องนี้ได้ แล้วเราเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์อันนี้จากพระพุทธเจ้า เคลียร์ขึ้นไหม”

คุยกันไปคุยกันมาจนแทบจะบรรลุธรรม เราเลยถาม “พราย” ไปว่าเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับความตาย? เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวเคยบอกว่าเขาอยากจะเข้าให้ถึงความตายมากที่สุด ดังนั้น ก็เลยลองที่จะฆ่าตัวตายมาแล้ว

“ผมใช้ชีวิตเพื่อจะได้ตายอย่างมีความสุข ตายพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อก่อนนี้ผมเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตาย ตอนนี้เวลาใครอยากตายผมจะบอกว่าไปฆ่าตัวตายเลย แต่อย่าตาย เข้าใจไหม หมายความว่าในวินาทีสุดท้ายที่เขากำลังจะตายเขาจะพบว่าชีวิตเขามีค่ามาก เพราะจิตเขามันตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว”

“ก็เคยมีคนทางบ้านโทร.มาบอกว่าผมนะว่าผมน่ะมันเป็นบัวใต้น้ำ ผมก็ถามเขากลับว่าแล้วคุณมันบัวอะไร เขาบอกว่าไม่สนใจหรอกว่าตัวเองเป็นบัวอะไร แต่ที่พูดออกอากาศเมื่อกี้คือบัวใต้น้ำ ผมก็งงเลยเถียงทางโทรศัพท์ เขาก็บอกผมว่าผมเนี่ยไม่ได้รู้อะไรจริง ซึ่งผมก็กลับมาคิดว่าเรารู้อะไรจริงบ้าง ก็บอกเขาไปว่าผมน่ะไม่ใช่บัวใต้น้ำ แต่เป็นบัวใต้ตมยิ่งกว่าน้ำอีก! ลงไปในดินลึกๆ เลย แล้วเขาก็วาง และผมก็พูดออกอากาศว่าผมหนาวอย่างไม่มีสาเหตุ”

“แล้วผมก็พบว่าผมจริงใจกับตัวเองนะ คือยอมรับไปเลยว่าเราเนี่ยมันไม่ได้ถูกจัดอยู่ในไหนเลย ไม่ใช่บัวสี่เหล่าหรอกแต่ต่ำกว่านั้นอีก เป็นเหล่าที่ 5 ด้วยซ้ำไป”

กับการใช้ชีวิตแบบเดินทวนโลกของตนเองในตอนนี้ “พราย” บอกว่าสิ่งที่เขารู้สึกได้ก็คือ “ความสุข” ที่ได้เข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น

“ตอนนี้เราเริ่มรู้จักตัวเองแล้ว เราเริ่มประสบความสำเร็จทันทีที่รู้จักตัวเอง ประสบความสำเร็จที่ว่าก็คือมีความสุขไง เมื่อก่อนทำอะไรก็เต็มไปด้วยความเครียด ความเกลียดชัง และมีแต่สงครามที่อยู่ในใจ มีแต่คำถามในใจ ไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง แล้วในที่สุดเราก็มาเจอคำตอบ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีใครตอบเราได้หรอก เราน่ะตอบเราเองได้ดีที่สุด”

“ทุกวันนี้ก็ยังมีน้องที่เขียนจดหมายมาเขียนเป็นข้อความที่เหมือนกับแฟนคลับเขียนหาผมนะครับ เขียนมาประมาณว่าด่า ไอ้เหี้ย-ไอ้ห่าทำไมคนเลวในสังคมมันเยอะนัก แล้วบอกให้เราตอบจดหมายเขาด้วย สั่งให้ผมส่งรูปหาเขาด้วย ผมไม่ตอบ เขาก็เขียนมาอีกบอกว่ามึงเป็นใครทำไมไม่ตอบจดหมายกู … ซึ่งผมว่ามันรุนแรง และเขาต้องการการตอบรับ และเราก็คิดว่า เออ … เราก็คงจะช่วยให้เขาเห็นตัวเองเหมือนกับเราได้ไหม”

“แล้วก็อยากจะบอกว่าน้องๆ หรือใครก็ตามเคยเห็นเราขวางโลกขวางสังคมในตอนนั้น ไม่ใช่ว่าตอนนี้เราไม่คิดเราจะทำอะไรแล้ว แต่เราไม่ได้ขวางสังคมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หากเราเดินทวนมันเลย เมื่อก่อนนี้เราขวางด้วยความทุกข์ วันนี้เราทวนสังคม แต่ทวนด้วยความสุขในใจ ทวนด้วยความเข้าใจ สังเกตโดยสิ้นเชิง”

อยากให้คนอื่นๆ คิดอย่างไรกับผู้ชายที่ชื่อ “พราย – ปฐมพร ปฐมพร”?

“ถ้าบทสัมภาษณ์นี้พอจะมีประโยชน์กับคนอยู่บ้าง ก็ขอให้นึกว่า “พราย” แม่งเกิดมาเพื่อจะเลือกชีวิตตัวเอง เลือกแล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ บางคนอาจจะ เอ๊ะ … เลือกแล้วทำไมมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เหมือนคนบางคนที่อยากจะเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นทหาร อยากเป็นตำรวจ หรืออยากเป็นนักดนตรี ซึ่งในความเป็นจริงมันก็มีคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว”

“แต่ที่สำคัญก็คือการที่เรารู้จักตัวเองและจะเลือกทางเดินถ้าเราเลือกโดยที่รู้จักตัวเองพอ เราจะรู้ว่านั่นล่ะ ! เราประสบความสำเร็จทันทีเลย”

นี่แหละ ผู้ชายที่เคยตายไปแล้ว ผู้ชายที่เกิดมาอีกครั้งเพื่อเป็น “พราย” “ปฐมพร ปฐมพร”

คุยกับ “พราย” … ใต้แสงเทียน

By Mona
ณ มุมสว่างท่ามกลางความมืด

หลายปีที่เราไม่ได้เห็นหน้าค่าตาชายคนนี้พร้อมกับขีดยาวๆ ที่คาดพรางใบหน้าของเขา วันนี้ “ใต้แสงเทียน” คุณคงไม่ได้สัมผัสเขาด้วยตาอย่างชัดเจนอยู่ดี แต่จะสำคัญอะไร หากตลอดเปลวเทียนลุกโชนจนดวงไฟมอดดับลง ถ้อยคำอันพรั่งพรูของ “พราย” มิได้ถ่ายทอดสิ่งซึ่งสัมผัสได้เพียงดวงตา แต่ต้องการใจสัมผัส สัมผัสกับความคิดและชีวิตในความหมายของผู้ชายชื่อ “ปฐมพร ปฐมพร”

เราพบกันเป็นครั้งที่สองหลังจากเทปสัมภาษณ์แรกขัดข้องทางเทคนิค ครั้งนั้นเริ่มต้นด้วยความกลัว เพราะภาพของ “พราย” คือบุคคลลึกลับ สัมผัสยาก แต่วันนี้ไม่กลัวเลย พี่รู้สึกต่างจากวันนั้น?

อา… ความรู้สึกมันต่างกันทุกวินาทีอยู่แล้ว วันนี้คงไม่เหมือนเมื่อวาน วันนั้นไม่เหมือนวันนี้

ชีวิต อยู่เพื่ออะไร

วันนั้นมีเรื่องนึงที่ยังไม่ได้ถามและคิดว่าสำคัญ เรื่องชีวิต อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของ “พราย”

อา… ชีวิตเป็นสิ่งมีค่าสำหรับจักรวาลนี้ ไม่ได้มีค่าเฉพาะตัวเรา ถ้าเราสร้างสิ่งที่ดีงาม ช่วยเหลือผู้คน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะตัวเรา มันต้องมองรวมไปในวงกว้างของจักรวาล เหมือนทฤษฎีไอสไตน์ เป็นสัมพันธภาพซึ่งกัน เปลวไฟนี้ มันมีเปลวไฟแยกย่อยเล็กๆๆ ถ้าไม่มีเปลวไฟนี้มันก็จะไม่รวมกัน ฉะนั้นชีวิตนึงต้องมีค่ามากกับจักรวาล ใครที่คิดว่าชีวิตฉันไร้ค่า ไม่มีความหมายกับสังคม ตายดีกว่า เขาไม่ได้เข้าใจว่าชีวิตเขาเป็นส่วนของคลื่นพลังงานของจักรวาล

ชีวิต อยู่เพื่อรักใคร

แล้วในจักรวาลนี้ “พี่พราย” รักใคร

คือ… ผมตอบ เหมือนไกลเกินไป จับต้องไม่ได้ แต่จริงๆ ผมค่อนข้างมั่นคงแล้วว่า ถ้าเราคิดว่าตัวเรามีค่าซะอย่างความรักมันจะเข้ามาหาเรา สิ่งแรกคือเราจะต้องรักตัวเองก่อน ถ้าเราไม่รักตัวเองเราจะรักใครไม่ได้เลย ทำไมต้องใช้ชีวิตให้แย่ลงมีแต่สิ่งเลวร้ายเศร้าหมอง ทำไมต้องเหงาลึกจนฆ่าตัวตาย สิ่งนี้เป็นอารมณ์ เป็นพลังงานที่ดึงไป ไม่ใช่ผมไม่เจอพลังงานเลวร้าย คนที่แย่ๆ อย่าคิดว่าผมไม่เข้าใจ ผมเคยมาแล้ว ถึงออกมาพูดตรงนี้ว่าเราทุกคนสามารถมีแสงสว่างในตัวเองได้

ชีวิต มองโลกมุมไหน

ฟังดู “พี่พราย” มองโลกในแง่ดีจังเลย

นั่นน่ะสิ แต่ว่า จริงๆ ผมก็พยายามวิเคราะห์ตัวเองจากที่ผมแต่งเพลง หลายเพลงก้าวร้าว ค่อนข้างชิงชัง มองโลกแง่ร้าย แต่จริงๆ ในความมองโลกในแง่ร้ายนี่ก็คือสัจธรรมอันหนึ่งว่ามีแต่ผู้ที่เห็นทุกข์เท่านั้นที่เข้าใจว่าทุกข์คืออะไร ถามว่าผมบรรลุเข้าใจทั้งหมดเลยนี่ ไม่ใช่ เพียงแต่ผมลุกขึ้นมาได้ มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิต ถ้าใครรู้สึกถึงตรงนี้ว่าน่าจะมีอะไรเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกัน ยินดีมาก อย่างนึงคือ เขาจะต้องเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เกิดความรู้สึกเปิด ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้นำ เราแค่แนะนำ

ชีวิต ต้องการเพื่อนบ้างไหม

มีคนเปิดใจ เปิดเข้ามาหาพี่เยอะไหมคะ

ไม่เยอะหรอก แต่ในช่วงที่ผมกำลังค้นหา ผมพยายามจะบอกกับคนฟังเพลงว่าผมก็ยังเหงายังเศร้า ไม่มีเพื่อนเหมือนกัน อยากจะมีคนรัก เราเดินไปด้วยกันนะ เราแหกกฎทุกกฎบนโลกใบนี้ ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น เรามีกฎของเรา กฎของเราคือเราต้องไม่ละเมิด เมื่อก่อนผมคิดว่าชีวิตอิสระคือการที่หลุดออกไปในอวกาศแล้วล่องลอย แต่จริงๆ มันจะตาย เราไม่มีออกซิเจนหายใจ อิสระคือต้องมีออกซิเจนหายใจ แสดงว่ามันต้องมีกฎ แต่กฎข้อไหนล่ะที่เราต้องเคารพ ละเมิดไม่ได้ ก็คือกฎธรรมชาติ เราต้องการออกซิเจน

ชีวิต แหกคอกดีไหม

กฎสังคม พี่แหกไหม…

ก็แล้วแต่ ถ้าผมคิดว่าโอเค อย่างกฎจราจร ถามว่าแหกไหม ทุกคนแหกหมด ถ้าไม่แหกก็ไปช้า แต่ถ้าไม่แหก ใจเรายอมรับได้ไหม ถ้าใจยอมรับได้ เรานิ่ง รู้สึกว่าเออมันเป็นสภาวะธรรมดา เราถึงช้าหน่อย นี่คือกฎที่เขาสบายใจแล้ว แต่คนที่แหกกฎออกไปคือใจร้อน สิ่งที่เขาได้คือความรีบร้อน ดีไม่ดีขับรถไปชน แต่ถามว่าเราคุยกันตรงนี้ แล้วคนที่จะทำตอนนั้นน่ะมันทำได้ไหม ก็ทำไม่ได้ แสดงว่ามันต้องกลับมาที่กฎธรรมชาติอยู่ดี กลับมาที่ตัวเรา ฉะนั้นเวลาที่จะทำอะไรก็ต้องมาคิดอีกที พิจารณาอีกทีว่ามันกฎไหน

ชีวิต ฤๅตัวกู ของกู

มีความเบี่ยงเบนไหม บางทีเรากลับมาคิดแล้วมันอาจกลายเป็นกฎของตัวเราเอง

ถ้าคนที่เข้าข้างตัวเอง มักจะเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นเราก็เป็นเจ้าโลก ต้องเช็คตัวเองว่ามีความสุขไหม เมื่อก่อนความสมดุลไม่ได้เกิดขึ้นในตัวผม เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เกิด ผมพึ่งเข้าใจกฎนี้ ตอนเริ่มทำเพลง เป็นวัยรุ่น ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เคยคิดเสมอว่าผมจะตั้งกฏของผมเองแล้วจะไม่ละเมิด แล้วก็ละเมิด หลายครั้งที่คิดว่าจะทำสิ่งนี้นะผมก็ทำไม่ได้ ทำไมเราตั้งเองเราทำไม่ได้ แสดงว่ามันมีอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราอยู่ข้างในเหรอ มันมีด้านมืดด้านสว่างอย่างนั้นเหรอ นี่แหล่ะต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เราจะเห็นอะไรมากขึ้น

ชีวิต มองเห็นอะไร

แล้วพี่เห็นอะไรบ้างในกว่าสี่สิบปี

ก็… เพิ่งเป็นในระยะสองปีนี้เอง ที่พูดเป็นตุเป็นตะนี่ไม่ใช่ผมเห็นชัดอะไร แต่ผมอนุมานว่าเมื่อลักษณะมันเป็นอย่างนี้ ชีวิตที่อยู่มาสามสิบกว่าปี เรายังมีความรู้สึกว่าไม่สมดุลอยู่นั้น แล้วทำไมในช่วงที่เริ่มจริงจังกับมันตรงนี้ในสองปีนี้ ทำไมมันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในจิตใจผม คือเมื่อเรายอมรับความจริงได้ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับความจริง

รวมถึงพี่ด้วยเมื่อสองปีก่อนหน้านี้

ใช่ ใช่ ทุกคนไม่ยอมรับความจริง ทุกคนจะต่อสู้เพื่อเอาสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะให้เพลงออกไป อยากแอนตี้สังคม อยากจะด่าคนโน้นทำไมมันไม่ทำอย่างนั้น พยายามทำทุกอย่างในความรู้สึกของผม ด้วยความรุนแรงเกี้ยวกราด ไม่มีผล ไม่มีอะไรกลับมา แล้วผมก็รู้ว่าแล้วอะไรคือมีผล อ๋อ … มันต้องเริ่มต้นที่ตัวผม รักตัวเองก่อน คือเข้าใจตัวเองให้มากๆ

ชีวิต เสียดายไหม

จริงๆ แล้ว “พี่พราย” น่าจะมีชื่อเสียงมาก สิ่งที่พี่พูดในเพลงน่าจะได้ไปในวงกว้าง อะไรทำให้มันไปไม่ไกลมากเท่าที่น่าจะไปได้

จริงๆ คนทำงานดีกว่าผม ผลงานมีคุณภาพกว่า ความคิดดีกว่ายังมีเยอะ สรุปง่ายๆ ว่าพลังงานในตัวผมมันยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะขึ้นมา มันเป็นยุคของมันด้วย พูดไปเหมือนกับว่า ทำไมคนทำชั่วได้รับผลดี เหมือนนักการเมืองน้ำเน่า ทำไมมีรถเบนซ์มีอะไร เรามองแค่ตรงนี้ไง จริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น มันเป็นละอองในจักรวาลสะสมรวมๆ กันแล้วส่งผลตอนนี้ให้เขาสบาย ตรงนี้อธิบายให้เข้าใจไม่ได้ เพียงกำลังบอกคนที่ฟังเพลงผม คนที่เศร้า คนที่แย่ ว่าเขามีค่า เป็นดาวฤกษ์ ไม่ใช่ดาวเคราะห์ มีแสงในตัวเอง แม้ริบหรี่ แต่ทำให้มันสุกสว่างได้

ชีวิต เราคือใคร

“พี่พราย” คือใคร

พี่คือละอองเกสรเล็กอันนึงซึ่งใฝ่ดี มองโลกในแง่ดี เมื่อก่อนจะเป็นยังไงไม่สำคัญ มันผ่านไปแล้ว แต่วันนี้มันเป็นพลังงานที่พยายามจะดี แต่จะดีรึเปล่าก็กำลังพยายามอยู่ เออ … การที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากที่เป็นมนุษย์มาสามสิบกว่าปีมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้เวลามาก อาจใช้เวลาถึงเราตาย มันก็ไม่สาย เพราะพลังงานนี้มันจะอยู่ต่อไป มันต้องไหลเวียน ถ้าเราเข้าใจมุมมองนี้ มันมีค่ามากว่า เออ … น่าสนใจ มันลึกลับ ดูดีไปหมด มันเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ ที่จะพิสูจน์

ชีวิต จะเดินทางอีกไกลแค่ไหน

“ปฐมพร” วันนี้ มีความสุข เพียงพอแล้ว?

เพียงพอที่จะเริ่มต้น เมื่อเราเริ่มต้น เราก็ต้องพัฒนาต่อไป เหมือนที่เราบอกว่าดินก็คือดิน ดินก็คือหิน ดินก็คือพลอย ดินก็คือเพชร ดินก็คือยูเรเนียม คุณอยากให้เป็นอะไร คุณอยากจะมีรังสีในตัวเองไหม ถ้าอยากจะมีรังสีในตัวเองคุณต้องเป็นยูเรเนียม ถ้าคุณอยากจะเป็นแค่หินใสๆ ต้องรอคนมาเจียระไนคุณก็เป็นแค่เพชร คุณสามารถเป็นได้ มันอยู่ที่คุณเลยนะ

ชีวิต หลีกหนีความตายได้ไหม

ปัจจุบันพอใจแล้ว วันข้างหน้าทุกสสารทุกอณูที่พี่บอกมันต้องมีจุดจบ กลัวไหม

หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ มีข่าวการตายทุกวัน ทำอะไรเราได้ไหม ดูแล้วก็เฉยๆ ลองลูกเราตาย แม่เราตายสิเป็นยังไง จริงๆ มีการตายอยู่นับครั้งไม่ถ้วน เราคิดหรือว่าตอนนี้เราไม่ตาย เซลล์หรือร่างกายเราไม่ตาย ตายนะ ตายซ้ำตายซาก แต่เราไม่รู้ไงว่ามันมีการเกิดการตายอยู่ ถ้าเราเข้าใจเรื่องสสารและพลังงานว่ามันหมุนเวียน ความกลัวทางความรู้สึกมันไม่มีอยู่แล้ว ถ้าเข้าใจลักษณะของละอองชีวิต มันเป็นสัมพันธภาพกัน ทุกคนอย่าไปกลัว ต้องคิดเรื่องตายบ่อยๆด้วย

ชีวิต คุณค่ามีจริงหรือ

เราเริ่มกันด้วยว่าชีวิตอะไรสำคัญที่สุด… เราจบด้วยว่า ชีวิตอะไรสำคัญน้อยที่สุด

ทุกคนมักจะไม่พยายามรู้จักความทุกข์ หนีความทุกข์ไปหาความสุข ไม่เจอหรอก มหาเศรษฐีมีเมียเจ็ดคน มีรถร้อยคัน อาจจะมีเนื้องอกในสมอง ไร้สมรรถภาพทางเพศ แม้แต่เราเห็นเขามีความสุขอย่างนั้น เรารู้หรือว่าในใจเขาเป็นไหม ฉะนั้นเมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุดในชีวิต มันคือการมีชีวิตโดยไม่คิดเรื่องพวกนี้เลย ถ้าเราไม่คิดก็เหมือนเห็นโยนก้อนหินขึ้นไปแล้วตกลงมา แต่มันมีคนคิด เฮ้ย … โยนขึ้นไป เลยขึ้นไปมันเป็นดาวเทียมได้ ทำไมเราไม่เป็นคนพวกหลัง

ชีวิต สิ้นสุดที่ไหน

เทียนจะดับแล้ว มีอะไรอยากจะพูดอีกไหม

มีอะไรอยากจะถามไหมละ

การจบและการสิ้นสุดคืออะไร

ไม่มี อาจจะมี ถ้าเราอยู่เหนือขึ้นไป … แต่สำหรับพวกเรา เรายังเป็นกรวดหินทราย แต่ถ้าเราเข้าใจว่าไอ้ดินของเรามันไปอยู่ตรงต้นไม้นั้นแล้วมันจะงอกงาม เราก็ขยับตัวไปตรงต้นไม้นั้น มันก็งอกงาม แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเป็นดินอะไรเลย ไม่สนใจ มัวแต่ด่าตัวเอง ด่าโลก แล้วไม่ทำอะไร แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรให้ตัวเอง รักตัวเองก่อน เรียกว่าเกิดความยอมรับ ยอมรับตัวเองไม่ว่าในสภาวะนั้นจะเป็นยังไง

วันนึงถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า เรามีความสุขได้ด้วยตัวเอง ความสุขไม่ใช่แบบที่เขาเป็นกัน ความสุขคือความรู้สึกว่าเข้าใจทุกอย่าง นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกแขนงต้องมี ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักบวช นักปกครอง นักรัฐศาสตร์ ทุกคนเมื่อถึงจุดนึงของชีวิตเขาต้องกลับมามองตัวเองว่าสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตคืออะไร ผมเองก็พยายามอยู่ เพียงแต่ผมมีโอกาสมาพูดให้ฟังว่าทุกชีวิตมีค่า มีค่านี่ไม่ได้หมายความว่าพูดแล้วจบไปแค่นั้น ไม่ใช่ มันมีค่าจริงๆ… จบสำหรับวันนี้

สิบคำถามกับ “ปฐมพร”

คนดีคืออะไร?

คนดีคือคนที่ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

ครั้งล่าสุดที่ร้องไห้?

ร้องไห้เหรอ สามวันก่อน สาเหตุจริงๆ ก็เหมือนกับฝนตกน่ะ

มีคนบอกว่าคุณชอบเรื่องความตาย?

ความตายมันสุดยอดแล้ว เมื่อก่อนผมคิดว่าทำไม “จอห์น เลนนอน” มันจ้างใครมายิงตัวเองให้ตายหรือเปล่า ตัวเองจะได้ดังตลอดกาล จริงๆ ก็ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติดีที่สุดครับ การก้าวไปสู่ความตายเป็นความสุข แน่นอนมันต้องเป็นความตายที่ยิ้มได้ ทุกวันนี้ผมมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ฆ่าตัวตายเพราะไม่เคยเห็นคนฆ่าตัวตายแล้วยิ้มได้ มีก็น้อยมากๆ แต่ผมต้องการตายแล้วยิ้มได้ด้วย ไม่ใช่แค่ยิ้มแค่ปากนะ แต่ยิ้มทั้งใจและกาย

ถ้าจะต่อยคนสักคน จะต่อยเพราะอะไร?

คงไม่ต่อย เมื่อก่อนนี้งี่เง่าๆ ก็ต่อยได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นแล้ว

ชอบอะไร เกลียดอะไรบ้าง?

ตอนนี้ผมชอบกอล์ฟ ตอนนี้ตีกอล์ฟ แต่เกลียดความคิดที่บอกว่าตัวเองเจ๋งและเหนือกว่าคนอื่น สรุปคือเราไม่ชอบที่ตัวเองอีโก้สูง

คิดว่าตัวเองหล่อไหม?

ไม่เลย เมื่อก่อนคาดหน้าก็ไม่คิดว่าหล่อ มันมีอิทธิพลจากวง “Kiss” ตอนนั้นเราไม่รู้จัก “อดัม แอนท์” คนก็คิดว่าเราเลียนแบบ

ทุกวันนี้มีชีวิตเพื่ออะไร?

เพื่อที่จะไม่ทุกข์

คิดว่าตัวเองทะลึ่งไหม?

ก็มีบ้าง อย่างเพลง “ชักว่าว” ตอนแรกแต่งให้ “TKO” มันเป็นเพลงลำตัดที่เราร้องทะลึ่งๆ บังเอิญมันเป็นแร็พ ทะลึ่งนะ คือเพลงตอนนั้นมีคนด่า แล้วก็ด่ากลับว่าแล้วมึงเคยชักว่าวหรือเปล่า ตรงไปตรงมาไหม ทะลึ่งไหมแต่ถามว่าคนเรามีสิทธิ์ทำไหม มี แต่ดีไหม โอเคมันอาจไม่ดีกับสังคมก็ได้ แต่ผมมองว่ามันเป็นอารมณ์ขันไง หรืออย่างเพลง “นมใหญ่” คือบอกว่าชอบผู้หญิงที่นมใหญ่ๆ คือเราไม่ใช่คนเครียดตลอดเวลา แต่คนชอบเอาคิดแง่ลบ ทั้งที่จริงทุกอย่างมันมีดีมีเลว แต่ทุกวันนี้เราไม่ทำอะไรที่คนอื่นจะมาเสพไปจากเรา ถ้าอยากฟังเพลงเรา ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสจะฟัง

เซ็กซ์คืออะไร

เออชอบถามกันจริงนะเรื่องเซ็กซ์นี่ เพราะผมเคยแก้ผ้าถ่ายรูปใช่ไหม นี่ก็เป็นอีกอันหนึ่งซึ่งคนเราเนี่ยไม่อาจจะหนีสิ่งที่ตัวเราทำได้ เพราะฉะนั้นคนเราทำอะไรก็หนีไม่ได้ จะดาวดวงนี้หรือดาวดวงไหน และผมก็จะไม่หนีไม่ปฏิเสธด้วยว่าผมแก้ผ้าถ่ายรูป เพราะตอนนั้นคิดว่ามีมุมมองอคติและบริสุทธิ์ใจ แต่ในมุมมองที่บริสุทธิ์ใจมันบอกว่าถ้าหากภาพที่ฉันแก้ผ้าถ่ายนี้ คิดว่าฉันเป็นโสเภณีเด็กเธอจะคิดอย่างไร แต่ในมุมมองอคติก็คือ กูอยากจะทำอะไรก็ได้เว้ย ใครจะว่าอะไรกูไม่แคร์ มันจะมีสองความหมายตลอดเวลา และมันก็ตามมาหาผมจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ตามมามันเป็นเรื่องอคติทั้งนั้นเลย อย่างเล่มที่แล้วก็มาถามผมว่าผมอยากนอนกับใคร นี่ก็คือสิ่งที่เป็นอคติและติดตามมาหาผม เพราะสิ่งที่เป็นอคติมันไปอยู่ในหัวคนอื่นเขาไง

หายไปนานมากคิดจะทำเพลงอีกไหม?

คิดเหมือนกันนะ แต่ว่ามันยังไม่มีจังหวะ คือเมื่อก่อนเคยคิดอยากเลิกก็ประกาศว่าจะเลิก แล้วก็ไม่ได้เลิก แต่ตอนนี้มันมีโอกาสเหมือนกัน เพื่อนมีห้องอัด จะทำก็ทำได้ แต่ดูเหมือนมันไม่มีอะไรจูงใจมากพอที่จะทำ และก็ไม่ใช่ว่าทำออกมาแล้วขายดีทุกชุด มันก็แค่พออยู่ได้ ถามว่ามันท้อไหม มันไม่ใช่เรื่องท้อ แต่แรงบันดาลใจมันน้อยลง อย่างการต้องการการยอมรับ นี่มันไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ชื่อเสียงเงินทองเราก็ไม่ได้หวังมาก มันมีแว๊บๆ เป็นช่วงๆ ว่าอยากได้อยากมีอยากเป็น แต่เดี๋ยวมันก็หายไป ก็มนุษย์มันมีกิเลส

เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.pryfriend.com
02. http://www.oohmusic.com/pry-pathomporn/blog/category/album
03. นิตสาร Mars No.73. http://www.marsmag.net/ 
04. นิตยสาร Territory Vol.5 November 2001
05. นิตยสาร ชีวิตชีวา
06. จาริก สุสกุล. นิตยสาร บันเทิงคดี
07. หยุดคิด ... เพื่อค้นหาตัวเอง. จุดประกาย - กรุงเทพธุรกิจ
08. คำให้การของ "พราย" "จะว่าผมเป็นคนถ่อยผมก็เป็น". http://www.manager.co.th
09. ตัวตน.."ชีวิต.."จักรวาล ของ "ปฐมพร ปฐมพร". http://www.manager.co.th
10. หนังสือ Hot Progress Vol.5/October 1996/หน้าที่ 8 – 11. (ตุลาคม 2539)
11. http://www.oknation.net/blog/ashitastudio/2007/06/05/entry-1
12. https://th.wikipedia.org/wiki/ปฐมพร_ปฐมพร
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s