ดอนผีบิน: Return To The Nature

… ดวงตะวันถึงการจากลา เตือนนกกาถึงเวลาค่ำลง ส่งเสียงร้องดังขับขาน เป็นสัญญาณเตือนวันใกล้จบลง เหมือนดังทุกอย่างเริ่มโรยรา บนฟากฟ้าเต็มไปด้วยผืนเมฆา …

“ไกลบ้าน” ผลงานเพลงจากอัลบั้ม “โลกมืด” ของ “ดอนผีบิน” เป็นเพลงเมทัลสัญชาติไทยเพลงหนึ่งที่ผมชอบเปิดฟังอยู่บ่อยๆ ส่วนตัวแล้วผมชอบเนื้อเพลงและท่อนอินโทรของเพลงนี้มาก นอกจากเพลง “ไกลบ้าน” แล้วก็ยังมีเพลงอื่นๆ ที่ชอบฟังบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น “สองฟากฝั่ง” “ลีลาลวง” “เมืองมรณา”  “หมายกำหนดการ” “Back To The Nature (Instrument)” “Return To The Nature II (Instrument)” ฯลฯ

ผมเองไม่ใช่ “สาวก” ของ “ดอนผีบิน” ขนานแท้ แต่ก็ติดตามผลงานอยู่พอสมควร เมื่อหลายปีก่อนหลังจากอัลบั้ม “ปรากฏการณ์-ปรากฏกาย” วงดนตรีวงนี้ก็เงียบหายไป … วันก่อนนึกครึ้มอก-ครึ้มใจก็เลยมาเปิดฟังบรรดาเพลงโปรดทั้งหลาย ว่าแล้วก็เลยลองค้นเน็ตดูเล่นๆ เผื่อมีข่าวคราวอะไรมาใหม่ ปรากฏว่า “ดอนผีบิน” ออกอัลบั้มใหม่มาประมาณ 3 อัลบั้ม เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2556 … เอิ่ม ผมตกข่าวสินะ !

… ถ้าให้นึกย้อนกลับไป เท่าที่จำความได้ลางๆ ผมน่าจะรู้จัก “ดอนผีบิน” จากหนังสือเพลงเล่มหนึ่งเมื่อสมัยก่อน หนังสือเพลงเล่มนั้นเอาคอร์ดเพลงจากอัลบั้ม “โลกมืด” มาลง ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นผมยังเป็นเด็กประถมอยู่เลย ! ตอนนั้นรู้แค่ว่าเป็น “วงใต้ดิน” (อันนี้พี่บอกมา) แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ฟัง จนกระทั่งผมเรียนมหา’ลัย แล้วเผอิญมีแผ่น MP3 (ของเถื่อนอีกแล้ว !) แผ่นนึงเอา “ดอนผีบิน” มาลงด้วย ก็เลยลองเปิดฟัง อัลบั้มนั้นเป็นอัลบั้ม “ใต้ตะวันเดียวกัน” ที่เป็นอัลบั้ม “Ballad Collection” … แน่นอนว่าเพลงแรกของ “ดอนผีบิน” ที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสก็คือเพลง “ไกลบ้าน” หลังจากนั้นผมถึงได้ติดตามหาเพลงของ “ดอนผีบิน” มาเก็บสะสม จนกระทั่งข่าวคราวของวงเงียบหายไปนั่นเอง

… เนื่องจากผมเองก็ไม่ใช่ “สาวก” ขนานแท้อย่างที่บอกไป เพราะงั้นถ้าเนื้อหาส่วนไหนมีความผิดพลาดก็ขออภัยบรรดา “สาวก” ทั้งหลายด้วยนะครับ เผอิญตอนหาข้อมูลไปเจอเว็บนึงมีการคอมเม้นท์กันอย่างดุเดือด เกรงว่าเดี๋ยวจะโดนลูกหลงไปด้วย … เอาเป็นว่าเนื้อหาที่เอามาลงในเอนทรี่นี้ผมก็รวบรวมมาจากหลายๆ เว็บ แล้วก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าเก็บเอาไว้อ่านเพลินๆ เท่านั้น  

“ดอนผีบิน” เป็นวงดนตรีแนวเมทัลของประเทศไทย ช่วงแรกระหว่างปี พ.ศ. 2535-2544 เป็นแนวแทรชเมทัล (Trash Metal) หลังจากนั้นจากวงก็เงียบหายไปกว่าสิบปี กระทั่งกลับมาออกผลงานอีกครั้งระหว่างปี พ.ศ. 2555-2557 ซึ่งเป็นแนวดนตรีแบบโพเกรสซีฟเมทัล (Progressive Metal)

“ดอนผีบิน” เกิดจากการรวมตัวกันเพื่อทำผลงานทางดนตรีของสามพี่น้องตระกูล “แก้วทิตย์” โดยสร้างงานแบบเพลงใต้ดิน ไม่สังกัดค่ายใดอย่างถาวร แต่ก็เคยออกอัลบั้มเพลงกับค่ายเล็กไปจนถึงค่ายใหญ่อย่าง “วอร์นเนอร์ มิวสิก ไทยแลนด์” และ “จีราฟ เรคคอร์ด” ในเครือ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่”

  • “สมบัติ แก้วทิตย์” พี่ชายคนโต รับตำแหน่งกีต้าร์และหัวหน้าวง
  • “สมศักดิ์ แก้วทิตย์” พี่ชายคนรอง รับตำแหน่งกลอง
  • “สมคิด แก้วทิตย์” คนสุดท้อง รับตำแหน่งกีต้าร์เบสและร้องนำ

ชื่อ “ดอนผีบิน” มาจากชื่อหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบล้างเผ่าพันธ์ในสมัยอาณาจักรล้านนา ต่อมาได้มีตำนานเล่าขานว่าในคืนวันเพ็ญจะมีแสงสว่างวนเวียนล่องลอยในบริเวณนั้น บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องครวญคราง ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวถูกเรียกขนานนามว่า “ดอนผีล่องลอย”

เนื้อหาในบทเพลงส่วนใหญ่ของทางวงเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสังคม การทำลายล้างธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเรื่องราว ปรัชญาชีวิตและจิตวิญญาณ รวมถึงความตาย โดยขับเคลื่อนเนื้อหาผ่านความหนักหน่วงและรุนแรงของดนตรีแทรชเมทัล ขณะเดียวกันก็มีจุดเด่นในภาษาที่สละสลวยสวยงามดังบทกวี โดยในภาคดนตรีนั้นทางวงเคยได้รับ “รางวัลสีสันอะวอร์ดส์” สาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยมถึงสองสมัยซ้อน จากเพลง “Return to The Nature II” ในอัลบั้ม “สองฟากฝั่ง” และเพลง “ใดใดไร้ยืนยง” ในอัลบั้ม “สัญญาณเยือน”

“สมบัติ แก้วทิตย์” ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงบอกว่า เวลาแต่งเพลงคิดดนตรีแต่ละครั้งจะต้องขึ้นไปอยู่บนภูเขา อยู่กับลำเนาไพร เพื่อหาแรงบันดาลใจ บางครั้งก็แต่งเพลงกลางน้ำตก ฟังเสียงน้ำไหล นั่งดูฟ้าร้อง-ฟ้าผ่า สัมผัสลมพัดใบไม้ยอดหญ้า ฯลฯ ประมาณว่าเป็น Sound from Natural อย่างไรอย่างนั้น เพลง “ดอนผีบิน” เกือบทุกเพลงล้วนว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมชาติทั้งสิ้น โดยเฉพาะในส่วนของซีรีส์เพลงบรรเลงอย่าง “Return to the Nature” ที่สำคัญตัวตนการใช้ชีวิตของ “สมบัติ” ต้องบอกว่าอยู่กับธรรมชาติจริงๆ ทั้งบทบาทในการเป็นนักอนุรักษ์ป่าจากการเป็นคนก่อตั้งศูนย์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลก ภูสันตะวันลับฟ้า ที่บ้านเกิด กระทั่งได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในฐานะครูผู้ทำงานอนุรักษ์มาอย่างต่อเนื่อง แถมยังเคยออกรายการทีวีในฐานะคนต้นแบบที่ใช้ชีวิตพอเพียงแอบอิงไปกับวิถีของธรรมชาติ อย่างรายการ “ฅนหวงแผ่นดิน” และ “ปราชญ์เดินดิน”

ผลงานเพลง

โลกมืด (1991-1992)

เส้นทางสายมรณะ (1994)

อุบาทว์-อุบัติ (1995)

สองฟากฝั่ง (1997)

สัญญาณเยือน (1998)

ปรากฏการณ์-ปรากฏกาย (2000)

แดนดินทิพย์ (Utopia I) (2013)

Return to the Nature Part II (2013)

สองแสงสู่พันธนาการ (Utopia II) (2013)

บันทึการแสดงสด-คืนสู่ธรรมชาติ (1997)

บันทึกการแสดงสด-คืนสู่ธรรมชาติ (1997)

ใต้ตะวันเดียวกัน (Ballad Collection) (1997)

ใต้ตะวันเดียวกัน (Speed Collection) (1997)

HARSH&RAW pheebin’82-88 A.D.Vol. 1 (1997)

HARSH&RAW pheebin’33-38 B.E.Vol. 2 (1997)

Talking to You Vol. 1 (2000)

Talking to You Vol. 2 (2000)

เรื่องราวของสังคม จิตวิญญาณ ความดีความเลว ธรรมชาติและกฎแห่งกรรม คือ สาส์นที่ “ดอนผีบิน” ถ่ายทอดมาโดยตลอด ผ่านถ้อยคำที่สละสลวยในภาษาไทย ซึ่งจุดเด่นของพวกเขาอย่างหนึ่งที่ทำให้คนฟังต้องตื่นตะลึงเมื่อทราบคือ ผลงานของ “ดอนผีบิน” ที่ผ่านมาทั้งหมด 6 อัลบั้ม ได้ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นหนึ่งเดียว โดย “สมบัติ แก้วทิตย์” ผู้ประพันธ์เนื้อหาและสร้างสรรค์ดนตรีของวงเคยเล่าให้ฟังว่า

“ผลงานดอนผีบินมีที่มาที่ไป คือตั้งแต่ต้น (ชุดที่ 1) เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวยังไม่จบสิ้น Concept ของผู้สร้างมีอยู่ว่า … กาลครั้งโน้นชีวิตได้ลงมาจุติยังโลก แต่แล้วเมื่อมีเผ่าพันธุ์ กลับไม่สวยดั่งที่หมาย เมื่อมีชีวิตเติบใหญ่ ต้องผจญอยู่ใน “โลกมืด” [อัลบั้มที่ 1] (หมายถึงการต่อสู้ทั้งร่างกายและจิตใจ) แล้ววิญญาณได้หมุนผ่านไปตามกระแสเวลาเข้าสู่ “เส้นทางสายมรณะ” [อัลบั้มที่ 2] สายทางแห่งสังคมที่สมมติกำหนดขึ้น หากวิญญาณใดไม่แข็งแกร่งก็จะถูกทำลาย หนักมากขึ้นเมื่อเดินสู่ก้าวที่ 3 “อุบาทว์-อุบัติ” [อัลบั้มที่ 3] ก็ยังถูกห้ำหืนจิตใจ รุนแรงขึ้นเข้าสู่ “สองฟากฝั่ง” [อัลบั้มที่ 4] เปรียบเสมือนชีวิตได้เติบโตผ่านพ้นอุปสรรค เป็นวิญาณที่แยกแยะ แข็งแกร่ง มองทะลุภาพลวงตาได้บ้าง (เปรียบเสมือนกายที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว) แต่ภายในภาคแห่งวิญญาณ ยังคงต่อสู้ต่อไป สองฟากฝั่ง ดินแดน 2 ซีกโลกที่โอบรัดชีวิตไว้ ฝั่งหนึ่งเป็นเทคโนโลยี ฟากหนึ่งเป็นรากสำคัญที่กำเหนิดชีวิต แต่วิญญาณมาถึงวันนี้ที่มิอาจปฎิเสธสลัดด้านใดได้ สิ่งที่ทุกชีวิตต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะพาวิญญาณตัวเองเลือกทางใด แต่ละทาง ทุกชีวิตรู้อยู่ว่าผลของความเจริญเป็นเช่นไร สองฟากฝั่งแห่งการตัดสินใจเลือกของทุกดวงวิญญาณ ขณะตัดสินใจ “สัญญาณเยือน” [อัลบั้มที่ 5] ได้เตือนภัยออกมาเป็นระลอก เทคโนโลยีแม้สะดวกสบายเจริญสุดขีดแต่ก็มีปัญหาต่างๆ มากมายเกิดขึ้น สัญญาณเตือนบอกโรคระบาดพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น ทรัพยากรเริ่มหมดลง เชื้อโรคตัวใหม่ (เอดส์) รุนแรงจนวิทยาการมิอาจแก้เกมส์ได้ บรรยากาศร้อนขึ้น พันธุ์พืชบางชนิดทนไม่ไหว ต้องสูญพันธุ์ไป ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว รุนแรงทวีคูณ … เกิดอะไรขึ้นกับชีวิต !”

“ณ วันนี้ “ปรากฎการณ์-ปรากฎกาย” [อัลบั้มที่ 6] ได้เผยให้เห็นมูลผลการกระทำทุกอย่างเป็นภาพอย่างแจ่มชัด ถึงมหาวิบัติที่มาสู่โลกของเรา ในจินตนาการของผู้เขียน มาถึงวันนี้ได้เดินทางมาถึงปรากฎการณ์แล้ว เราจะมองเห็นภาพในปกอัลบั้ม ดินแดนนอกโลก นั่นหมายถึง ผลงานชุดต่อไปและของดอนผีบินไม่จบเพียงเท่านี้ เรายังมีเรื่องราวที่บอกต่อนับหลังจากนี้หลังจาก ปรากฎการณ์นี้แล้วทุกชีวิตจะกลับบ้าน กลับสู่ดินแดนสรวงสวรรค์อันสงบ ไม่มีภาษา ไร้ความรู้สึก โลกวันนั้นจะมีความงดงามที่แท้จริง มีความรู้สึก รอยยิ้ม ความอาธร ไร้ลาภยศ สรรเสริญ ใดใด”

หลังจากที่ “ดอนผีบิน” ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ในปี พ.ศ. 2543 ทางวงก็มีแผนที่จะออกอัลบั้มชุดใหม่ออกมาต่อ แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2549 ที่ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นบ้านของ “สมบัติ แก้วทิตย์” พี่ใหญ่ผู้รับหน้าที่ประพันธ์บทเพลงของวงได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่พัดพาเอาเดโมผลงานอัลบั้มใหม่ที่ทำไว้ใหม่ไปเสียหมด ทำให้ผลงานของ “ดอนผีบิน” ต้องหยุดชะงักลง แต่ปัจจุบันเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายๆ ปี พ.ศ. 2555 “ดอนผีบิน” ก็เริ่มเผยเรื่องราวอัลบั้มใหม่ออกมาเป็นระยะ โดยผลงานอัลบั้มชุดที่ 7 ที่มีชื่อว่า “แดนดินทิพย์”

… เมื่อหลายๆ ปีก่อน ได้กำเนิดวงดนตรีแนว Rock Heavy Metal จากจังหวัดน่าน เป็นการรวมกันของสามพี่น้องตระกูล “แก้วทิตย์” ที่เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่วัยรุ่น … “ดอนผีบิน” กลายเป็นชื่อวงดนตรีที่นักวิจารณ์ดนตรีต่างขนานนามเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “อุกาบาตทางดนตรี” เนื่องจากเป็นวงที่มาจากชนบททางภาคเหนือแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่กลับมีความเป็นตัวตนทั้งสำเนียงดนตรีและเนื้อหาที่นำเสนอสู่คนฟัง อีกทั้งชื่อวงก็แปลก แบบไม่สนใจใคร … ในปี พ.ศ. 2356 อัลบั้มแรก “โลกมืด” เป็นอัลบั้มร็อค-เฮฟวี่ ที่จุดกระแสวงการเพลงร็อคใต้ดินในตอนนั้นและยังออกอัลบั้มชุดที่สอง “เส้นทางสายมรณะ” ตามมาติดๆ ซึ่งแนวเพลงหนักกว่าอัลบั้มแรกมาก และตั้งแต่นั้นมาคนในวงการต่างก็ยกให้ “ดอนผีบิน” เป็นผู้นำเพลงแนวเฮฟวี่เมทัลไทย ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวนี้ในเมืองไทย

ย้อนไปปี พ.ศ. 2526-2532

“ดอนผีบิน” รวมตัวกันแบบไม่มีวันแรกตั้งวง เนื่องจากเป็นพี่น้องกันและเล่นดนตรีคณะรำวงกับญาติๆ ในหมู่บ้าน สมัยเรียนระดับอุดมศึกษาก็มักนัดเจอกันเล่นดนตรีตามงานต่างๆ โดยดึงเพื่อนพ้องมาเสริมวง เล่นเพลง Cover เป็นหลัก ช่วงนั้น “สมศักดิ์” เรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วน “สมคิด” เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะที่ “สมบัติ” จบจากวิทยาลัยครูอุตรดิตถ์ (ราชภัฏ) แล้วไปรับราชการครูที่บ้านเกิด ระหว่างนั้นได้ลาไปศึกษาต่อที่ มศว.บางแสน

จุดเริ่มของ “ดอนผีบิน” จริงๆ น่าจะเป็นจุดที่ “สมศักดิ์” และ “สมคิด” ได้ทำงานด้วยกันที่ จังหวัดเชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2532 “สมศักดิ์” ได้ซื้อเครื่องบันทึกเสียงคาสเซ็ท 4 แทรค Tascam mini Studio, กลองไฟฟ้า Roland R-8 และลำโพง Yamaha NS-10 เพื่อทำเดโมบันทึกผลงานเพลงที่คิดกันไว้ นั่นเป็นจุดเริ่มของการทำเพลงร่วมกันของสามพี่น้องแบบเป็นเรื่องเป็นราว โดย “สมศักดิ์” จะเริ่มทำโครงเพลงโดยใช้โปรแกรมกลองที่ R-8 บันทึกลงเครื่องอัด 4 แทรค “สมคิด” ลงเบสและร้อง และ “สมบัติ” ซึ่งเป็นครูอยู่ที่ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ได้เดินทางไปร่วมสมทบช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่ออัดกีตาร์และ Mix ไปฟังกัน เทียวไปมากันแบบนี้เป็นปี

จนบทเพลงของ “ดอนผีบิน”   ออกมาเป็นเดโมที่รวมเป็นรูปเป็นร่าง จึงมีการคิดชื่อวงและร่างภาพปกอัลบั้มและออกแบบโลโก้วงโดย “สมบัติ แก้วทิตย์” ซึ่งเรียนมาทางวาดภาพศิลปะ แล้วทำการคัดเลือกเพลงมา 10 เพลง ทั้งสามเดินทางไปถ่ายรูปกันเองบนดอยใกล้ๆ ที่ทำเพลง แล้ว ทำเป็นกล่องคาสเซ็ทเพื่อนำเสนอค่ายเพลง…

“ดอนผีบิน” ใช้เวลา 2-3 ปี ในการติดต่อกับค่ายเพลง ส่งไปแล้วรอ และรอ บางค่ายได้เรียกไปคุย แต่ก็ไม่รับ บางค่ายก็แอบเอาเพลงไปเปิดดูกระแสชิมลางทางสถานีวิทยุ … ระหว่างนั้นทางวงก็ได้ทำเพลงเพิ่มไปเรื่อยๆ ดนตรีของพวกเขาได้เปลี่ยนไปตามยุค ซึ่งแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลได้แตกแนวและเปลี่ยนไปเป็นแนวที่หนักขึ้น สุดท้าย … อัลบั้มชุดที่ 1 “โลกมืด” ก็ถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงทุกค่ายที่นำไปเสนอ … “ดอนผีบิน” จึงได้ตัดสินใจที่จะบันทึกเสียงเอง โดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลยในการทำงานในห้องอัดมืออาชีพ ไม่มีที่ปรึกษา แต่ลองผิดลองถูกเอาเอง

ช่วงนั้น “สมศักดิ์” ได้ย้ายไปทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้หา Studio ที่นั่นเพื่อทำการบันทึกเสียง โดยเริ่มบันทึกเสียงกลองที่ C.C.I Studio ลงเทปรีล 16 แทรค โดยใช้เวลากว่า 6 เดือน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ การเข้าห้องอัดวันแรกไม่ได้อะไรเลย ได้แต่ตั้งเสียงกลอง ! พอเริ่มอัดก็เล่นได้ไม่ดี เหลื่อมกับเมโทรนอมมาก Edit ไม่ได้เพราะเป็นเทปรีล และที่สำคัญต้องรอเงินเดือนไปจ่ายค่าห้องอัดคิวละ 3,500 บาท หลังนั้น “สมศักดิ์” ก็ได้มีโอกาสย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ จึงได้หอบหิ้วม้วนเทปรีลไปด้วยเพื่อบันทึกเสียงต่อ ได้บันทึกกีตาร์-ร้องต่อที่กรุงเทพ โดย “สมบัติ” และ “สมคิด” ได้เดินทางจากจังหวัดน่านและเชียงรายไปสมทบที่ กรุงเทพฯ หลายครั้ง เพื่อบันทึกเสียงกีตาร์ เบส ร้อง ที่ Prositron Studio (รามคำแหง) ห้องอัดโรต้า ห้อง Hi-Tech Studio จนการ Tracking เสร็จสิ้น ช่วงระหว่างนั้น “สมศักดิ์” ก็ได้แอบไปเรียน Sound ที่ Butterfly ด้วยเพื่อเป็นความรู้ในการมิกส์เสียงอีกทาง

วันเวลาผ่านไป… “สมศักดิ์” ได้ไปพบกับ “อุกฤษณ์” (วงวิปลาส) โดยบังเอิญซึ่งเล่นดนตรีอยู่ที่ผับร็อคแห่งหนึ่งย่านรัชดา โชคเข้าข้าง “อุกฤษณ์” ทำงานเป็นซาวด์อยู่ที่ Jam Studio พอดี จึงคุยกันถึงเรื่องมิกส์เสียงงานของวงด้วยความเมาในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นจึงไปพบกันที่ Jam Studio ทันทีและวางแผน Mix เสียงกัน เนื่องจากที่ Jam Studio เครื่องอัดเป็นแบบ 32 แทรค “สมศักดิ์” จึงได้ไปตะลอนหาเช่าเครื่องอัด 16 แทรคมาเพื่อถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดลงเทปรีล 32 แทรค พร้อมทั้งแยกแทรคกันอุตลุดเพราะไลน์กีตาร์เยอะมาก ตอนอัดลง 16 แทรค ช่องไม่พอต้องอัดซ้อนๆ กันไว้ในแทรคเดียว เมื่อเตรียมข้อมูลได้ที่ คิวห้องอัดที่ได้คือ หลังเที่ยงคืนถึงเช้า ! “สมศักดิ์” จึงต้องทำงานกลางวันและไปมิกส์เสียงยันเช้าอยู่ร่วม 10 กว่าวัน จนตาเหลือง (ฮา !) โดยที่มี “สมคิด” และ “สมบัติ” เดินทางไปร่วมด้วยในช่วงเสาร์ อาทิตย์ … การมิกซ์เสียงต้องแก้หลายครั้งเพราะเวลามิกส์เสียงเป็นเวลานอนและทั้งนักดนตรี ซาวด์เอนจิเนียร์ก็มือใหม่กันทั้งคู่ !

การบันทึกเสียงทั้งหมดผ่านไปอย่างทุรักทุเล ใช้เวลากว่า 3 ปี เนื่องจากมีปัญหาเงินทุน “สมศักดิ์” ต้องใช้เงินเดือน ทั้งบัตรเครดิตผ่อนชำระค่าห้องอัดจนหมด (ค่าห้องอัดตอนนั้นแพงสุดๆ คิว 6 ชั่วโมง 5,500 บาท) ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้พบปะกับผู้คนในวงการบ้าง จึงได้วางแผนที่จะขายแบบไต้ดินเอง โชคเข้าข้าง “อุกฤษณ์” ได้พาไปพบกับสนิท “นรฮีม” ซึ่งทำนิตยสารเครื่องเสียงรถยนต์และรู้จักกันกับกลุ่มทำเทปคาสเซ็ท 501 และได้ตั้ง Roxx Records ขึ้นก่อนหน้านี้ ให้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ แล้วให้กลุ่ม 501 อัดลงเทปคาสเซ็ทเพื่อลองจำหน่ายแบบใต้ดิน

ปี พ.ศ. 2536 – อัลบั้มที่ 1 “โลกมืด”

ในช่วงที่ประชาสัมพันธ์กันไป โดยซื้อ Ad หนังสือ The Quiet Strom 1 หน้า บังเอิญเป็นโอกาสเหมาะเจาะ ที่ Metallica มาเยือนเมืองไทย ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2536 ซึ่งชาวร็อคทั้งหลายต้องมารวมพลกันที่งานนี้แน่ๆ ทีมงานจึงเตรียมเทปล๊อตแรกไปโปรโมทและลองขายดูที่หน้างาน 1,000 ม้วนแรก ในงานผู้จัดงานห้ามนำสินค้าไปขายด้านในก่อนเข้างาน จึงถูกไล่ออกมาจากด้านใน … ที่ข้างถนนก่อนเข้าประตูสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง หน้างานคอนเสิร์ต Metallica จึงพบโต๊ะพับก๋วยเตี๋ยววางเทปของ “ดอนผีบิน” อย่างเดียว 10 ม้วน นักดนตรีนั่งซดเบียร์กันข้างๆ โต๊ะ ! พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนรถยนต์ติดเครื่องเสียงกระหึ่มแบบดิสโก้เทคจอดอยู่ข้างถนน เปิดเพลง “ดอนผีบิน” เวียนวน ทำเอาทีมงานของ Metallica ต้องเดินออกมาดูและค้อนแบบแปลกใจ ! เพราะนึกว่ามีคนแอบเอางาน Metallica มา copy ขาย เพราะเท่าที่ฟังมันหนักหน่วงพอกัน (ฮา !) เพียงแต่เสียงของเราเน่อและแปร่งๆ กว่า ! วันนั้นต้องขอบคุณแฟนเพลงคนไทยทุกท่านที่อุดหนุนเทป “ดอนผีบิน” ไปจนหมด ! หลังนั้นก็ได้มีวางจำหน่ายตามร้านต่างๆ แบบใต้ดินใน กรุงเทพฯ โดย Z Rock Marketing

บทเพลงของ “ดอนผีบิน” สวนกระแสเพลงดาราและได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงที่เบื่อเพลงตลาดในขณะนั้น จนได้รับกล่าวขานจากสื่อมวลชน กลายเป็นการจุดกระแสวงการเพลงใต้ดินของเมืองไทยครั้งใหญ่ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากนั้น เทปอัลบั้มชุดนี้ได้ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ โดยโรงงานมาตรฐาน พร้อมกับเปลี่ยนปกใหม่เป็นโทน 2 สี ผลิตจัดจำหน่ายโดย ONPA และทำเป็น CD โดยบริษัท BBM

 

ปี พ.ศ. 2537 – อัลบั้มที่ 2 “เส้นทางสายมรณะ”

หลังจากที่ชุดแรกได้รับการตอบรับจากแฟนเพลง … “ดอนผีบิน” ก็ได้เข้าห้องบันทึกเสียงเพื่อทำอัลบั้มชุดที่ 2 ทันที โดยได้นำเดโมที่ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้วมาบันทึกเสียง “สมศักดิ์” ซึ่งทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นตัวหลักในการประสานกับ “อุกฤษณ์” ในการบันทึกเสียง โดยทำงานที่เดิมคือที่ Jam Studio และ Mastering ที่ Eastern Sky การบันทึกเสียงผ่านไปอย่างไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ทำให้งานชุดนี้ออกไปอย่างตามติดกับชุด 1 เมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 โดย Roxx Records และ ONPA Marketing เจ้าเดิมทำทั้งเทปและซีดี

… งานชุดนี้อาจถือได้ว่าเป็น  Mini Album เพราะมีเพลงร้องเพียง 4 เพลง บรรเลง 1 เพลงและ Sound Effect อีก 2 โดย “สมคิด” ร้อง 2 เพลง “สมบัติ” ร้อง 2 เพลง ซึ่ง “สมบัติ” จะร้องแบบคำรามกดต่ำในเพลง “สังคมบัญชา” และ “วิมานนรก” … ชุดนี้แนวดนตรีเปลี่ยนไปเป็นแนวที่หนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้มีเมโลดี้หวานๆ แบบชุดแรกอีกแล้ว เสียงร้องได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบแทรชเมทัลที่หนักขึ้นตามดนตรี “สมคิด” ได้ทดลองอัดกีตาร์ทั้งหมดในเพลง “วันนี้ … พรุ่งนี้” ซึ่ง “สมศักดิ์” เป็นคนแต่งเพลงนี้ไว้แต่ไม่ได้ใส่เนื้อร้อง ในเพลงจึงมีเนื้อร้องเพียง 3 ประโยค ! ความหนักหน่วงของอัลบั้มชุดนี้ได้รับรางวัล Reader Vote จากนิตยสาร The Quiet Storm ที่สุดฮ็อตในขณะนั้น และยังเข้ารอบรางวัลสีสันอวอร์ดสไปถึง 4 สาขารางวัล นับเป็นประวัติการณ์ที่มีวงดนตรีใต้ดินแนวเมทัลวงแรกก้าวไปสู่รางวัลสาธารณะในแวดวงดนตรีของไทย

หลังจากอัลบั้มชุดนี้ออกไป “สมศักดิ์” รู้สึกว่าตัวเองเหยียบเรือ 2 แคม เพราะกลางวันทำงาน Office ผูกเนคไท กลางคืนเป็นนักดนตรี ประจวบกับมีครอบครัวและมีลูกอายุ 7 เดือน จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน ย้ายกลับเชียงใหม่เดินสายดนตรีอย่างเต็มตัว ซึ่ง “สมบัติ” ได้ลาออกจากราชการครูก่อนหน้านั้นแล้ว … “เส้นทางสายมรณะ” ข้างหน้ากำลังจะเกิดขึ้น !

ปี พ.ศ. 2538 – อัลบั้มที่สาม “อุบาทว์-อุบัติ”

กระแสอินดี้กำลังมาแรง … “ดอนผีบิน” ยังคงเดินหน้าต่อไปบนถนนสายใต้ดิน เนื่องจากค่ายต่างๆ ก็ยังเมินวงแบบใต้ดิน ประจวบกับตอนนั้นมีหลายกลุ่มเข้ามาทำเพลงในรูปแบบนี้กันเยอะ “ดอนผีบิน” ได้ตั้งโปรดักชั่นของตัวเองขึ้นมาชื่อ dPb Music Production โดยจดทะเบียนบริษัทที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อบริษัท BBM เป็นผู้จัดจำหน่าย และมีทีมงานเพื่อนฝูงมาช่วยส่งข่าวประชาสัมพันธ์ “สมศักดิ์” เดินไปไปสมทบทำเดโมที่จังหวัดน่าน จนเดโมชุดนี้เสร็จ หลังจากนั้นจึงวางแผนเดินทางไปบันทึกเสียงที่กรุงเทพฯ โดยได้พบกับ “กฤษณะ วงษ์สุข” ซาวด์เอนจิเนียร์ของ “ปู คัมภีร์” จึงได้ขอมาช่วยดูงานบันทึกเสียงให้ ทั้งสามเดินทางไปพักที่หมู่บ้านรามอินทรา แล้วใช้ Master Studio ซึ่งอยู่ที่นั่นทำ Pre-Production ก่อนย้ายไปอัดกลองที่ห้อง Mix Studio แล้วย้ายไปอัดกลองที่ห้องอัด Mix Studio แล้วนำไป Mix ที่ MM Studio แถวห้วยขวาง อัลบั้มชุดนี้ทำทั้งเทปและซีดี วางในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2538

ปี พ.ศ. 2539-40 – อัลบั้มที่ 4 “สองฟากฝั่ง”

เมื่อเดินด้วยตัวเองมาถึง 3 ก้าว ก็ได้มีโอกาสคุยกับค่ายอินเพลงเตอร์อย่าง Warner Music ซึ่งได้ให้ความสนใจและเซ็นสัญญาผลิตงานเพลง การทำงานชุดนี้ ทางวงยังขอทางค่ายในการที่จะดูแลผลิตงานเองโดยไม่มี Producer แบบศิลปินค่ายใหญ่ทั่วไป ดนตรีจึงยังคงรูปแบบ Underground ไว้เต็มร้อย การบันทึกเสียงได้ใช้ที่ Jam Studio ที่เดิม โดยมี “อุกฤษณ์” ดูแลเรื่องซาวด์เหมือนเดิม อัลบั้มชุดที่ 4 วางตลาดในต้นปี พ.ศ. 2540

มีเพลงบรรเลง “Return to The Nature II” ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด สาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม ช่วงนั้นเองทางวงจึงได้ขอค่ายจัดคอนเสิร์ตเพื่อพบปะกับแฟนเพลง แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากต้องใช้ทุนการจัดสูง แต่ในที่สุดก็สามารถจัดขึ้นกันเองได้ที่หอประชุม AUA เมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 และได้ทำการบันทึกเสียงและบันทึกวิดีโอไว้ด้วย

และช่วงนี้เป็นช่วงครบรอบ 5 ปี ของวง ในปลายปี พ.ศ. 2540 “สมคิด” กับ “สมบัติ” ได้คุยกัน และจัดทำอัลบั้มในโอกาสครบรอบ 5 ปี โดยได้ออก

  • อัลบั้มรวมเพลงจากอัลบั้ม 1-3 ชื่อ “ใต้ตะวันเดียวกัน” เป็นอัลบั้มรวมเพลงช้า บัลลาด
  • อัลบั้มรวมเพลงเมทัลหนักๆ
  • อัลบั้มบันทึกการแสดงสด ที่ AUA
  • วิดีโอเทปบันทึกแสดงสด ที่ AUA (ซีดี) ออกโดย MV Studio
  • รวม Demo Hash & Raw อีก 2 ชุด (เทป)
  • Talking to you – รวมบันทึกการออกอากาศสถานีวิทยุ (เทป)

หลังจากที่วงมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบไปแล้ว ช่วงนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทางวงพัก “สมศักดิ์ แก้วทิตย์” ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานบันทึกเสียงของวงก็กลับจังหวัดเชียงใหม่ พกปัญหาต่างๆ ที่เจอระหว่างการตะลอน ระหกระเหิน เดินทางไปอัดเสียงตามห้องต่างๆ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการอัดเสียงต่อชุดไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท จึงได้กลับไปสร้าง Studio ที่บ้านของตัวเอง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการบันทึกเสียงเองต่อไป โดยได้ทดลองนำเอาเพลงที่ไม่เข้ากลุ่มกับ “ดอนผีบิน” มาบันทึกเสียงและได้กลายเป็นงานโซโลเดี่ยว “Doomed Day – วันล่มสลาย”   พร้อมกับตั้งสังกัดของตัวเองขึ้นมา ชื่อ “Day One Records” แล้วนำงาน “Doomed Day” ออกกับ BBM เป็นเบอร์แรกเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ. 2541

ปี พ.ศ. 2541-42 – อัลบั้มที่ 5 “สัญญาณเยือน”

หลังจากที่ทางวงออกอัลบั้มรวมเพลงคั่นเวลาและพักในช่วงครบรอบ 5 ปี “สมบัติ” ก็ได้ทำเพลงชุดต่อไป โดยตัดสินใจที่จะบันทึกเสียงเองที่จังหวัดน่าน จึงได้คุยกับ “อุกฤษณ์” พร้อมทั้งซื้อเครื่องอัด Digital 8 แทรค รวมกับของ “อุกฤษณ์” อีก 1 เครื่อง ซิงค์กันเป็น 16 แทรค จึงมีการขนอุปกรณ์ไปบันทึกเสียงที่บ้านเกิด จังหวัดน่าน โดย “สมบัติ” กับ “อุกฤษณ์” เริ่มในส่วนภาคกีตาร์ และ “สมศักดิ์” ได้เดินทางไปบันทึกเสียงกลอง 3 วัน แล้วก็กลับจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้อยู่ร่วมด้วยในขั้นตอนต่อๆ ไป หลังจากนั้นก็เกิดปัญหา จนขั้นตอนสุดท้าย คนภูไพร “สมบัติ” ได้มิกส์เสียงเอง และนำไปออกกับสังกัดใหม่ “In & On Music” ในปลายปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มชุดนี้ มีความล้ำลึกเข้าสู่ Progressive Metal มากขึ้น แต่ซาวด์ไม่ดี แต่กระนั้นเพลงบรรเลง “ใด ใด ไร้ยืนยง” ก็ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด สาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม อีกครั้งในปี พ.ศ. 2542

ปี พ.ศ. 2543 – อัลบั้มที่ 6 “ปรากฏการณ์ ปรากฏกาย”

จุดสูงสุดของ “ดอนผีบิน” ดูเหมือนจะเดินทางมาถึง เมื่อมีโอกาสครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2543 ที่ “สมคิด” ได้พบปะพูดคุยกับแกรมมี่ เพื่อก้าวเข้าสู่ Production แบบค่ายใหญ่ ในการที่จะนำพาบทเพลงแบบ “ดอนผีบิน” ไปสู่ Mass ซึ่งขณะนั้นในค่ายแกรมมี่เองก็ได้เกิดการแยกตัว ตั้งค่ายย่อยของ Producer หลายคน ซึ่งก็ได้นำเสนอไปหลายค่ายไม่ว่า “มอร์มิวสิค” “จีนี่เรคคอร์ดส” หนึ่งในเครือของ GMM Grammy อ้าแขนรับเข้าค่าย “Giraffe Records” โดย “นิติพงษ์ ห่อนาค” … ค่ายเพลงใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้ให้โอกาส “ดอนผีบิน” ในการทำเพลงแบบกับค่ายใหญ่กับมือโปรแล้ว … แต่ทางวงก็ยังขอที่จะเป็นตัวของตัวเอง โดยขอ Produce งานเองโดยไม่มีคนจากค่ายมาคุม ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนเพลงเข้าไปสู่ตลาด ในที่สุดทางวงก็บันทึกเสียงโดยดูแลกันเองอีกครั้งและสำเร็จลงแบบไร้ความตื่นเต้นที่ Fatima Studio และสิ่งที่เหลือก็ถูกจัดการโดยทีมงานค่าย อัลบั้มนี้วางตลาดเมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2543  และผลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ค่ายหวัง เพลงของ “ดอนผีบิน” ยังคงขึ้นสู่ Mass ไม่ได้ เนื่องจากทางวงยังยืนยันสานต่อแนวจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ ซึ่งงานเข้าสู่ Progressive มากขึ้น ทั้งที่ยังมีโอกาสได้ทำมิวสิควิดีโอ ออนแอร์ทีวีครั้งแรกในชีวิต …

การทำงานของสมาชิกวงในช่วงอัลบั้ม 5-6 มีความเห็นต่างทางความคิดจนต้องแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคนและระหว่างนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในนามของวง … พ.ศ. 2544-2556 – 12 ปีแห่งการว่างเว้น … ระหว่างนั้น …

เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 “สมศักดิ์ แก้วทิตย์” มือกลองได้ประกาศยุติการทำงานร่วมกับวง “ดอนผีบิน” เนื่องจากมีความคิดเห็นทางดนตรีที่ไม่ตรงกันกับ “สมบัติ แก้วทิตย์” หลังจากออกอัลบั้ม Utopia-I แดนดินทิพย์
เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.donpheebin.com/index_root.php
02. http://www.mxmsound.com/DayOneRecords/Donpheebin%20Biography.html
03. http://www.metal-archives.com/bands/ดอนผีบิน/16969
04. https://th.wikipedia.org/wiki/ดอนผีบิน
05. http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1455198607
06. http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000021132
07. https://undergroundemag.wordpress.com/2012/08/11/ดอนผีบิน/
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s