Aisin-Gioro Puyi: จักรพรรดิที่โลก (ไม่) ลืม

หมายเหตุ: ขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์นะครับ แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้ราชาศัพท์ตามความเหมาะสม

“… รัชสมัย “ฮ่องเต้กวงซวี่” ปีที่ 32 หรือก็คือปี ค.ศ. 1906 เดือนอ้าย วันที่ 14 ตามปฏิทินจันทรคติ ฉันได้ลืมตาดูโลกที่ “ตำหนักฉุนชินหวังฝู่” ท่านปู่ของฉัน “อี้หวน” เป็นโอรสองค์ที่เจ็ดใน “ฮ่องเต้เต้ากวง” เป็น “ฉุนชินหวัง” รุ่นแรกแห่งราชวงศ์ชิง ภายหลังเสียชีวิตได้รับพระสมัญญานามว่า “เสียน” ด้วยเหตุนี้ต่อมาจึงเรียกขานว่า “ฉุนเสียนชินหวัง”

ท่านพ่อของฉัน “ไจ่เฟิง” เป็นลูกชายคนที่ห้าของปู่ และเนื่องจากคนโต คนที่สามและคนที่สี่ด่วนเสียชีวิตไปก่อน ส่วนลูกชายคนรอง “ไจ่เถียน” ถูกท่านป้า “พระนางซูสีไทเฮา” หรือ “ฉือสี่ไท่โฮ่ว” นำตัวเข้าวัง แต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ (“ฮ่องเต้กวงซวี่”) ดังนั้น พอท่านปู่เสียชีวิต ตำแหน่ง “อ๋อง” ก็ตกสู่ท่านพ่อ ท่านเป็นรุ่นที่สองและถือเป็น “ฉุนชินหวัง” รุ่นสุดท้าย ส่วนฉันเองเป็นลูกชายคนโตของ “ฉุนหวังรุ่นที่สอง”

อายุได้สามขวบปี เดือนสิบ วันที่ 20 ตามปฏิทินโบราณ “พระนางซูสีไทเฮา” และฮ่องเต้ทรงพระประชวรอย่างหนัก จู่ๆ “ไทเฮา” ก็ทรงตัดสินพระทัยแต่งตั้งให้ฉันเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจาก “ฮ่องเต้กวงซวี่” และ “ถงจื้อ” (พระนามเดิม “ไจ่ฉุน” พระโอรสของ “พระนางซูสีไทเฮา”) ภายในระยะเวลาสองวันนับจากฉันเข้าวังมา “กวงซวี่” และ “ซูสีไทเฮา” ก็ทรงสิ้นพระชนม์ลง พอวันที่สองเดือนสิบสอง ฉันก็ขึ้นรับตำแหน่งเป็นฮ่องเต้ นับเป็นลำดับที่สิบแห่ง “ราชวงศ์ชิง” และถือเป็นฮ่องเต้องค์สุดท้าย มีชื่อรัชสมัยว่า “เซวียนถ่ง” ต่อมารัชสมัยเซวียนถ่งปีที่ 3 ก็เกิดเหตุ “ปฏิวัติซินไฮ่” ขึ้น แล้วฉันก็สละราชสมบัติ …”

Aisin-Gioro Puyi

… นี่คือเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อ “ครึ่งชีวิตแรกของฉัน” เป็นหนังสืออัตชีวประวัติที่เขียนขึ้นโดย “ผู่อี๋” ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน

ย้อนกลับไปตอนปลาย “ราชวงศ์หมิง” ในราชสำนักเต็มไปด้วยขุนนางทรราชโกงกินจนประเทศชาติอ่อนแอไม่สามารถป้องกันตนเองได้ เป็นโอกาสให้ชนเผ่าเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือที่เรียกตัวเองว่า “ชาวแมนจู” กรีธาทัพมารุกรานและรวบเอาแผ่นดินไว้ได้สำเร็จ จากนั้น “ชาวแมนจู” ก็สถาปนา “ราชวงศ์ชิง” ขึ้นครองประเทศ – “ราชวงศ์ชิง” ใช้การประนีประนอมในบางเรื่องและแข็งกร้าวในบางส่วนได้อย่างแยบยล จึงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สามารถปกครองประเทศจีนได้นานถึง 260 ปี จวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงรัชสมัยของ “จักรพรรดิถงจื้อ” แผ่นดินจีนก็มีโอกาสให้จักรพรรดิหญิงคนแรกและคนเดียว ผู้ซึ่งนำความหายนะมาให้ประเทศชาติ นั่นก็คือ “พระนางซูสีไทเฮา”

“พระนางซูสีไทเฮา” ทรงเชื่อมาตลอดว่าจีนนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งความยิ่งใหญ่เหนือกว่าอาณาจักรใดๆ และมองชาติตะวันตกว่าเป็นชนป่าเถื่อน-หยาบช้า พระนางจึงไม่ใส่ใจภัยคุกคามจากชาติตะวันตกที่กำลังล่าอาณานิคม จนพม่า อินเดีย และอีกหลายประเทศในเอเชียต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินกันในขณะนั้น

หลังจากที่ “จักรพรรดิถงจื้อ” ทรงสวรรคตโดยไม่มีรัชทายาท “พระนางซูสีไทเฮา” ก็นำหลานชายของพระนางเอง นามว่า “กวงซวี่” ซึ่งมีอายุเพียงสามขวบขึ้นมาเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป แล้วทำตัวเป็นฮ่องเต้หญิงบัญชาการอยู่เบื้องหลัง  จวบจน “จักรพรรดิกวงซวี่” ทรงเจริญพระชนมายุพร้อมจะครองราชย์ได้เองแล้ว “พระนางซูสีไทเฮา” ก็ถูกเหล่าขุนนางที่ภักดีต่อชาติบีบให้สละอำนาจให้กับจักรพรรดิ กระนั้นอำนาจที่แท้จริงก็ยังอยู่ในกำมือของ “พระนางซูสีไทเฮา” เหมือนเดิม ส่วน “จักรพรรดิกวงซวี่” ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดที่พระนางใช้บังหน้าเพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎมณเฑียรบาลเท่านั้น

A three-year-old Puyi (right), standing next to his father (Zaifeng, Prince Chun) and his younger brother Pujie

เมื่อได้ครองราชย์ใหม่ๆ “จักรพรรดิกวงซวี่” ทรงพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบเก่าคร่ำครึหลายอย่างในประเทศ เพื่อให้ทันต่ออารยธรรมตะวันตกที่คืบคลานเข้ามา แต่ความหัวสมัยใหม่ของพระองค์กลับไปขวางหูขวางตา “พระนางซูสีไทเฮา” เข้า พระนางจึงใช้กำลังทหารทำการปฏิวัติยึดพระราชอำนาจจากองค์จักรพรรดิ และขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการอีกครั้ง ความมัวเมากระหายอำนาจของพระนางกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้จีนล้าหลังจนไม่สามารถต้านทานการรุกรานอย่างหนักของชาติตะวันตกได้ ในที่สุดปักกิ่งก็ถูกอังกฤษเข้ายึดครอง และ “พระนางซูสีไทเฮา” ก็ต้องทำการปฏิรูปประเทศตามข้อตกลงที่ชาติตะวันตกต้องการ

ปี ค.ศ. 1908 “จักรพรรดิกวงซวี่” ทรงเสด็จสวรรคตอย่างตรอมตรมในพระราชวังฤดูร้อนที่ “พระนางซูสีไทเฮา” ขังพระองค์ไว้ หลังจากนั้นเพียงวันเดียวพระนางก็คัดเลือก “อ้ายซินเจวี๋ยโหล ผู่อี๋” พระโอรสของ “องค์ชายชุน” ที่มีอายุเพียง 2 ปี 10 เดือน เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป โดยให้พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และใช้ชื่อรัชสมัยว่า “เซวียนถ่ง” “ผู่อี๋” จึงมีพระนามที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “จักรพรรดิเซวียนถ่ง”

“จักรพรรดิผู่อี๋” มีชื่อเต็มว่า “อ้ายซินเจวี๋ยโหล ผู่อี๋” หรือออกเสียงว่า “อ้ายซินเจี๋ยหลอ ปูยี” (Aisin-Gioro Puyi) มีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 เป็นลูกของ “องค์ชายชุนที่ 2” และ “พระนางยู่หลาน” มีพระอนุชานามว่า “ผู่เจี๋ย”

หากว่ากันตามกฎเกณฑ์แห่งการสืบราชสันตติวงศ์ของ “ราชวงศ์ชิง” แล้ว ตำแหน่งฮ่องเต้ไม่ควรจะตกสู่ “ผู่อี๋” เพราะในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1908 ขณะที่ “ฮ่องเต้กวงซวี่” ทรงพระประชวรอย่างหนักนั้น “พระนางซูสีไทเฮา” เองก็ทรงร้อนพระทัยยิ่งว่าจะแต่งตั้งใครเป็นผู้สืบทอด เนื่องจาก “ฮ่องเต้ถงจื้อ” และ “ฮ่องเต้กวงซวี่” ทรงไม่มีโอรสหรือธิดาสืบสกุลแต่อย่างใด และถ้าไล่ตามลำดับแล้ว ผู้ที่ควรจะขึ้นมาเป็นฮ่องเต้คนต่อไป คือ “ผู่เหว่ย” หลานคนโตและมีปู่เป็นน้องชายคนที่หกของ “ฮ่องเต้เสียนเฟิง” แต่ “พระนางซูสีไทเฮา” กลับเลือกยกตำแหน่งผู้สืบราชสมบัติคนต่อไปให้กับหลานของน้องชาย “ฮ่องเต้กวงซวี่” หรือก็คือ “ผู่อี๋” ที่ยังเล็กวัยเพียงแค่สามขวบในขณะนั้นแทน

Puyi and his mother

หลายคนต่างคาดเดากันว่าเป็นเพราะการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์น้อยขึ้นมาย่อมง่ายต่อการควบคุม แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า พอย่างเข้ากลางเดือนพฤศจิกายน “ฮ่องเต้กวงซวี่” และ “พระนางซูสีไทเฮา” กลับทรงสิ้นพระชนม์ลงในเวลาไล่เลี่ยกัน (“กวงซวี่” 18 สิงหาคม ค.ศ. 1871 – 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1908 / “พระนางซูสีไทเฮา” 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1835 – 15 พฤศจิกายน ค.ศ.1908)

“ผู่อี๋” ถูกอุ้มขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรเพื่อทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1908 ท่ามกลางเสียงกลองเสียงดนตรีที่ดังอึกทึกและขุนนางนับร้อยที่เฝ้าคุกเข่าคำนับ สร้างความตกใจและทำให้เขาร้องไห้ไม่หยุด ไม่ว่าบิดาของ “ผู่อี๋” จะปลอบอย่างไรก็ไม่ได้ผล ท้ายที่สุดจึงนำของเล่นออกมาล่อพลางพูดปลอบขวัญว่า “ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว อีกประเดี๋ยวก็จบสิ้นแล้ว” พวกขุนนางน้อย-ใหญ่ที่ได้ยินต่างเอาไปพูดกันว่าช่างไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย

ชีวิตของ “ผู่อี๋” ต้องพบกับความพลิกผัน เมื่อ “ราชวงศ์ชิง” ภายใต้การสำเร็จราชการแทนของ “องค์ชายชุนที่ 2” ปราชัยอย่างย่อยยับให้กับกองทัพของฝ่ายปฏิวัติของ “ดร.ซุน ยัตเซ็น” ความพ่ายแพ้ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากการปกครองที่อ่อนแอมาตั้งแต่สมัยของ “พระนางซูสีไทเฮา”

เมื่อมาถึงมือของ “องค์ชายชุนที่ 2” ก็ไม่มีวิจารณญาณที่เข้มแข็งพอที่จะพาชาติรอดพ้นจากอำนาจของชาติตะวันตกได้ กระแสความเกลียดชังที่มีต่อ “ราชวงศ์แมนจู” จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนจีนระส่ำระสายไปทั่วประเทศ มณฑลต่างๆ ประกาศตัวเป็นอิสระ บวกกับถูกโจมตีจากกองกำลังของ “ดร.ซุน ยัตเซ็น” สุดท้ายบิดาของ “ผู่อี๋” จึงต้องยอมจำนน ขณะที่ “ผู่อี๋” มีพระอายุเพียง 6 ขวบ ซึ่งยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ก็ต้องถูกบังคับให้มีพระบรมราชโองการยินยอมสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912

Reginald Fleming Johnston

ในพระราชโองการนั้น “จักรพรรดิผู่อี๋” แห่ง “รัชกาลเซวียนถ่ง” ทรงมอบหมายให้ “นายพลหยวน ซือไข่” พรรคพวกคนสำคัญของ “ดร.ซุน ยัตเซ็น” มีอำนาจสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐได้ตามใจชอบ ส่วนฝ่ายรัฐบาลของ “ดร.ซุน ยัตเซ็น” ก็ให้สิ่งแลกเปลี่ยนด้วยการจัดสรรรายได้ถวาย “จักรพรรดิผู่อี๋” ปีละ 4 ล้านเหรียญ และอนุญาตให้ประทับอยู่ในวังต้องห้ามส่วนเหนือและพระราชวังฤดูร้อนต่อไปได้ แต่ก็ทรงเป็นจักรพรรดิเพียงชื่อเท่านั้น ไม่มีอำนาจทางทหารและอำนาจในการปกครองประเทศอีกต่อไป ทั้งยังถูกจำกัดอิสรภาพเป็นอย่างมาก จะทำอะไรแต่ละอย่างก็ต้องให้รัฐบาลยินยอมก่อน แม้กระทั่งงานพระศพของพระมารดาก็ยังไม่สามารถออกไปคารวะศพได้ เพราะรัฐบาลไม่อนุญาต

“ผู่อี๋” ได้รับการศึกษาแบบดั้งเดิม คือ เรียนวรรณคดีคลาสิก โคลงกลอน ประวัติศาสตร์ ทั้งหมดเป็นภาษาจีนและแมนจู “ผู่อี๋” ได้เรียนภาษาอังกฤษเมื่อตอนที่มีอายุได้ 13 ปี (ค.ศ. 1913) กับ “เรจินัลด์ จอห์นสตัน” (Reginald Fleming Johnston) ครูชาวสก็อตแลนด์ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดหลายๆ อย่างของ “ผู่อี๋” อย่างไรก็ตาม แต่เดิม “จอห์นสตัน” ไม่ได้เป็นครู แต่เป็นบุคคลที่ทางอังกฤษส่งมาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับ “ผู่อี๋”

“จอห์นสตัน” ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อความคิดของ “ผู่อี๋” และยังเสนอว่า “ผู่อี๋” จำเป็นต้องสวมแว่น ซึ่งกฎในราชสำนักจีนยังไม่เคยมีฮ่องเต้สวมแว่น (ฉลองพระเนตร) สักองค์เดียว “ผู่อี๋” จึงเป็นฮ่องเต้องค์แรกและองค์สุดท้ายของจีนที่สวมแว่นตา

Wanrong and Puyi

“ผู่อี๋” ได้ขอให้ “จอห์นสตัน” ช่วยตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้เขา “จอห์นสตัน” จึงได้ให้รายชื่อของกษัตริย์อังกฤษแก่ “ผู่อี๋” และ “ผู่อี๋” ก็เลือกชื่อ “เฮนรี่” มาเป็นชื่อของตน (“จอห์นสตัน” เป็นคนนำเอาเรื่องราวในวังต้องห้ามมาเขียนเป็นหนังสือและเป็นบทภาพยนตร์ในเวลาต่อมา)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1917 “ผู่อี๋” ก็กลับเข้าสู่วงจรความวุ่นวายอีกครั้ง คราวนี้ตัวการใหญ่มีชื่อว่า “แม่ทัพฉางซุน” หัวหอกสำคัญคนหนึ่งในคณะปฏิวัติ “แม่ทัพฉางซุน” เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง คิดจะรวบอำนาจการปกครองมาเป็นของตนเองบ้าง จึงผลักดัน“ผู่อี๋” กลับไปเป็นประมุขแผ่นดินอีกครั้ง แล้วตนเองจะบัญชาการอยู่เบื้องหลังเหมือน “พระนางซูสีไทเฮา” ผู้ล่วงลับ เพราะแผนการนี้ “ผู่อี๋” จึงต้องกลับไปครองราชย์เป็นครั้งที่สอง แต่การกลับคืนบัลลังก์ก็ยืนยาวเพียง 12 วัน “แม่ทัพฉางซุน” ก็ถูกพรรคพวกแซะกระเด็นไปจากอำนาจ “ผู่อี๋” จึงถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์อย่างน่าเวทนาเป็นครั้งที่สองอีกจนได้

เมื่ออายุได้ 16 ปี “ผู่อี๋” ได้แต่งงานกับ “หวั่นหยง” หรือ “วานจง” (Wanrong) หรือ “อลิซาเบท” และ “เหวินซิ่ว” โดย “หวั่นหยง” ได้เป็นฮองเฮา และ “เหวินซิ่ว” (Wenxiu) ได้เป็นสนมเอก เล่ากันว่าในครั้งแรก “ผู่อี๋” ได้เลือก “เหวินซิ่ว” เป็นฮองเฮา แต่ที่ปรึกษาของ “ผู่อี๋” เห็นว่า “เหวินซิ่ว” อายุเพียง 13 ปียังเด็กเกินไปจึงบังคับให้เลือก “หวั่นหยง” อายุ 17 ปี เป็นฮองเฮา แล้วให้ “เหวินซิ่ว” เป็นสนมเอก แต่บางข้อมูลว่าเป็นเพราะ “หวั่นหยง” เป็นเด็กของอดีตสนมของจักรพรรดิองค์ก่อนที่มีอิทธิพลต่อราชสำนัก จึงจำเป็นต้องเลือก

ตลอดระยะเวลาที่ทรงเป็น “พระจักรพรรดิ” และประทับอยู่ในพระราชวัง ทรงมีพระราชปณิธาณที่โปรดจะเสด็จออกนอกเขตพระราชฐานตลอดเวลา ถึงขนาดทรงปีนกำแพงวัง พระองค์หวังจะเสด็จหนีออกจากพระราชวังต้องห้าม

Wenxiu

“ผู่อี๋” อาศัยอยู่ที่พระราชวังต้องห้ามนานถึง 16 ปีเต็ม จนกระทั่ง วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1924 “เฟิง ยู่เสียง” ทำการรัฐประหารสำเร็จ “เฟิง ยู่เสียง” จึงให้ “ผู่อี๋” ออกจากวัง “เฟิง ยู่เสียง” มาเช็คแฮนด์แล้วเรียก “ผู่อี๋” ว่า “นายผู่อี๋” แต่ถึงกระนั้น “ผู่อี๋” กลับรู้สึกว่า “นี่เป็นอิสรภาพ”

“ผู่อี๋” กลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้านของ “องค์ชายชุน” ผู้เป็นบิดา จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1928 “เจียง ไคเช็ค” ได้ขุดสุสานของ “พระนางซูสีไทเฮา” พร้อมกับทำลายพระศพของพระนางและขนสมบัติล้ำค่าไปจนเกลี้ยง ซ้ำยังเอาไข่มุกของพระนางไปประดับรองเท้าให้กับ “ซ่ง เหม่ยหลิง” ภรรยาคนใหม่ เรื่องนี้ทำให้ “ผู่อี๋” โกรธมาและตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับสมัยของ “สมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต” อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวญี่ปุ่นได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในจีนเป็นอย่างมากและได้คิดใช้ประโยชน์จาก “ผู่อี๋” โดยอาสาให้ความคุ้มกันและทำให้ “ผู่อี๋” เชื่อว่าญี่ปุ่นจะช่วยกอบกู้ “ราชวงศ์ชิง” ให้ จึงได้เชิญ “ผู่อี๋” และภรรยาไปอยู่ที่เมืองเทียนสิน แคว้นแมนจูเรีย อันเป็นบ้านเกิดของ “ผู่อี๋” และเป็นอิทธิพลของญี่ปุ่น

Tan Yuling

“ผู่อี๋” มีชีวิตเป็นหนุ่มไฮโซทั่วไปและเป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้ชื่อ “เฮนรี่” ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ “หวั่นหยง” เริ่มเย็นชาต่อกัน ในที่สุด “หวั่นหยง” ก็เริ่มติดฝิ่นและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับองครักษ์ของตนเองและเสียสติไปในที่สุด “ผู่อี๋” จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับนางอีกต่อไป ส่วนความสัมพันธ์กับ “เหวินซิ่ว” นั้น ทั้งคู่หย่าขาดจากกันและ “เหวินซิ่ว” กลับไปอยู่ที่ปักกิ่งตลอดชีวิต และเธอไม่ได้แต่งงานใหม่เลย

ปี ค.ศ. 1931 เกิดเหตุการณ์ที่ถือเป็นการจุดชนวนสงครามระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารจีนและนำไปสู่การก่อตั้ง “ประเทศแมนจูกัว” ในปีต่อมา และ “ผู่อี๋” ได้ถูกยกขึ้นเป็นฮ่องเต้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1934 และเปลี่ยนชื่อเป็น “คังเต๋อ” แต่เป็นเพียงจักรพรรดิหุ่นเชิดของญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากญี่ปุ่นต้องการทรัพยากรไปป้อนใส่อุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาประเทศของตนให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก ภาษาญี่ปุ่นก็กลายมาเป็นภาษาราชการด้วยในประเทศนี้ อีกทั้งญี่ปุ่นได้จัดให้ศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาตินี้ด้วย ลึกๆ แล้วญี่ปุ่นก็คงอยากยึดประเทศนี้ เพียงแต่รอวันเขี่ย “ผู่อี๋” ทิ้งเท่านั้น

ต่อมาฝ่ายญี่ปุ่นพยายามบังคับให้ “ผู่อี๋” แต่งงานใหม่ โดยญี่ปุ่นแสดงความต้องการให้เขาแต่งกับกุลสตรีชาวญี่ปุ่น แต่ “ผู่อี๋” ยืนกรานไม่ยินยอมและได้แต่งงานกับหญิงชาวแมนจูตามประเพณีดั้งเดิมของราชวงศ์ – “ผู่อี๋” แต่งงานกับ “ถาน อี้หลิง” (Tan Yuling) วัย 17 ปี ในปี ค.ศ. 1939 สนมคนนี้ได้มีความใกล้ชิดและเป็นที่โปรดปรานของ “ผู่อี๋” มาก อย่างไรก็ตาม เอกสารบางแหล่งบอกว่า แท้จริงแล้ว “ถาน อี้หลิง” เป็นหญิงชาวญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นส่งมา ส่วนชื่อ “ถาน อี้หลิง” เป็นชื่อจีนที่ “ผู่อี๋” ตั้งให้

Li Yuqin

ช่วงนี้เอง “ผู่เจี๋ย” ได้ไปเรียนโรงเรียนทหารในญี่ปุ่นและได้พบรักกับสาวญี่ปุ่นตระกูลสูงชื่อ “ฮิโระ ซากะ” (Hiro Saga) ซึ่งก็เป็นที่สบอารมณ์ของญี่ปุ่นมาก ญี่ปุ่นจึงคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ของแมนจูกัวใหม่ โดยหวังจะให้บุตรชายของ “ผู่เจี๋ย” กับ “ฮิโระ ซากะ” ขึ้นครองราชย์ในแมนจูกัว แผนนี้ล่วงรู้ไปถึง “ผู่อี๋” ทำให้เขาโกรธแค้นญี่ปุ่นมากและได้ปล่อยข่าวว่า “ถาน อี้หลิง” กำลังท้องกับตน กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง จึงวางแผนให้หมอญี่ปุ่นลอบวางยาพิษ “ถาน อี้หลิง” ถึงแก่ชีวิตขณะที่เป็นไข้ธรรมดาเท่านั้น หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็รบเร้าให้ “ผู่อี๋” หาสนมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง “ผู่อี๋” ก็ยอมทำตามโดยสุ่มเลือก “อี้จิน” (Li Yuqin) เด็กสาววัย 14 ปีขึ้นมาแต่งงานด้วย

นับแต่ปี ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นกับจีนได้ทำสงครามใหญ่ระหว่างกันมาตลอดและก็ได้ลุกลามขยายตัวรวมกับเหตุการณ์ในยุโรปทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด แมนจูกัวถูกใช้เป็นฐานทัพเผชิญหน้ากับทหารโซเวียต ตอนหลังเมื่อญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอลง เกิดการประท้วงกลุ่มจลาจลที่จะขับไล่รัฐบาลญี่ปุ่นออกไปจากแผ่นดินแมนจูเรียรวมทั้ง “ผู่อี๋” ผู้เป็นหุ่นเชิดด้วย

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 โซเวียตซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรได้บุกยึดแมนจูกัว “ผู่อี๋” และ “ผู่เจี๋ย” ถูกฝ่ายโซเวียตจับกุมตัวได้ขณะที่กำลังจะหนีไปญี่ปุ่น เพราะถือว่า “ผู่อี๋” อยู่ฝ่ายตรงข้าม คือเป็นพวกเดียวกับญี่ปุ่น “ผู่อี๋” ถูกทหารโซเวียตคุมขังในฐานะเชลยศึกและจองจำในบ้านพักที่ความเป็นอยู่ค่อนข้างดี เนื่องจาก “สตาลิน” ไม่ฆ่า “ผู่อี๋” เพราะคิดว่า “ผู่อี๋” คงมีประโยชน์ต่อเขาในอนาคต

Puyi and Pujie

ภายหลังจากถูกจับกุม “ผู่อี๋” ก็ไม่ได้เจอ “หวั่นหยง” อีกเลย เธอถูกทิ้งไว้ที่สถานบำบัดผู้ติดฝิ่นที่ฉางชุนและเสียชีวิตที่นั่นเมื่ออายุ 40 ปี ส่วน “อี้จิน” อยู่ที่ฉางชุน ทำงานในห้องสมุดและแต่งงานใหม่ ขณะที่เชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ที่เดินทางโดยรถไฟก็โดนโซเวียตจับกุมเช่นกัน

“ผู่อี๋” ถูกคุมขังไว้ที่ไซบีเรียนาน 5 ปี จนถึง ค.ศ. 1950 สหภาพโซเวียตได้ส่งตัว “ผู่อี๋” ในฐานะอาชญากรสงครามให้กับรัฐบาลจีน เนื่องจาก “สตาลิน” ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับมิตรใหม่ทางการเมืองอย่าง “เหมา เจ๋อตุง” ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลจีนได้เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว

ในมุมมองของทั้งฝ่าย “กั๋วหมินตั่ง” และฝ่ายคอมมิวนิสต์ถือว่า คนจีนที่ยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่อญี่ปุ่นอย่าง “จักรพรรดิผู่อี๋” อดีตจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นสถาปนา “รัฐแมนจูกัว” ถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้นและตั้งข้อหา “จักรพรรดิผู่อี๋” ว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดินและถูกจับขังคุกนานถึง 9 ปี จริงๆ เรียกว่าคุกก็ไม่ค่อยถูกนัก แต่เป็นโรงเรียนที่รัฐบาลจีนสร้างขึ้นมาเพื่อจัดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคน คนที่มาเข้าค่ายนี้ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่ทุกอย่างแม้ว่ามันจะไม่จริงก็ตาม “ผู่อี๋” เองก็เหมือนกัน เขาก็ต้องยอมรับสถานะของเขาที่เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เป็นพลเมืองจีนในยุคนั้น

Li Shuxian and Puyi

ต่อมาหลังจากที่ “ผู่อี๋” ได้รับนิรโทษกรรมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1959 “ผู่อี๋” ก็ได้รับการปล่อยตัวและกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของเขาที่บ้านของบิดาในกรุงปักกิ่ง เมื่อออกจากคุก “ผู่อี๋” ก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอำนาจ เงินทอง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือสภาพการเป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลจีนเท่านั้น “ผู่อี๋” ถูกบังคับให้ประกาศตนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อให้ชาวจีนที่ยังกระด้างกระเดื่องต่อระบอบดังกล่าวเห็นว่าแม้แต่อดีตจักรพรรดิก็ยังเห็นดีเห็นงามกับระบอบคอมมิวนิสต์ “ผู่อี๋” ถูกจัดหน้าที่ให้ไปเป็นคนสวนของสถาบันพฤกษศาสตร์และต้องแต่งงานกับ “หลี่ ซู่เสียน” (Li Shuxian) ในปี ค.ศ. 1962 ซึ่ง “หลี่ ซู่เสียน” เป็นหญิงชาวฮั่นที่พรรคคอมมิวนิสต์เลือกมาให้ ทั้งๆ ที่ตามธรรมเนียมแล้ว ชาวแมนจูผู้สูงศักดิ์จะต้องแต่งงานกับชาวแมนจูด้วยกันเท่านั้น แต่ที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำอย่างนี้ก็เพื่อกลืนกินความเป็นแมนจูให้หมดสิ้นไปนั่นเอง

นี่คือเรื่องราวชีวิตจริงที่เข้มข้นและปวดร้าวยิ่งกว่านิยายของจักรพรรดิองค์สุดท้ายผู้เป็นดั่งพญามังกรที่ไร้บัลลังก์และเป็นหุ่นเชิดของผู้มีอำนาจตั้งแต่วันแรกจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ในปี ค.ศ. 1967 “ผู่อี๋” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ไต นับอายุได้เพียง 61 ปี นั่นอาจจะเป็นการได้รับอิสระอย่างแท้จริงที่เขาต้องการ

เอกสารอ้างอิง :

01. 47 ปี วันสิ้นจักพรรดิจีนองค์สุดท้าย. http://pantip.com/topic/32726644
02. อีกมุมของจักพรรดิผู่อี๋. http://pantip.com/topic/32044102
03. http://board.postjung.com/519020.html
04. http://www.anyapedia.com/2015/01/blog-post.html
05. http://www.oknation.net/blog/moviehall/2008/03/25/entry-1
06. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=drib777&month=25-05-2005&group=11&gblog=2
07. http://www.baanmaha.com/community/threads/44008-ปูยี-จักพรรดิองค์สุดท้ายของจีน
08. http://cswbszb.chinajilin.com.cn/html/2012-03/12/content_790604.htm
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s