Norse Mythology: ตำนานเทพแห่งสแกนดิเนเวีย

ความเชื่อชาวเหนือมีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับคนเผ่าอื่น แต่เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นน้ำแข็งแทบจะตลอดเวลา เรื่องของเทพจึงเกี่ยวพันกับน้ำแข็งค่อนข้างมากและที่แตกต่างกว่าเทพในความเชื่ออื่นๆ ก็ตรงที่ เทพของชาวเหนือเป็นเผ่าพันธุ์ครึ่งยักษ์-ครึ่งเทพ มีความตายเป็นที่สุด หรือก็คือตายได้นั่นเอง ไม่เหมือนเทพเมืองอื่นที่เป็นอมตะ

สำหรับชาวเหนือ วิธีที่จะตายอย่างมีเกียรติ คือตายในที่รบขณะยังมีวัยหนุ่ม เพราะเหตุที่เชื่อว่าจะทำให้ได้รับคัดเลือกไปอยู่ใน “วัลฮัลลา” (Valhala) สวรรค์แห่งนักรบ ที่ซึ่งวิญญาณของพวกเขาจะได้ต่อสู้กันอย่างสนุกสนานและได้รับการเลี้ยงดูชนิดไม่มีหมด-ไม่มีอั้นจนกว่าจะถึงเวลา “แร็คนาร็อค” (Ragnarok) เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง รวมถึงพวกเทพด้วย ฉะนั้นการตายแบบแก่ชรา โรคภัยไข้เจ็บถามหา นับเป็นเรื่องน่าอันอายสิ้นดี

ด้วยความที่ศาสนาบอกไว้ว่า “ไม่มีอะไรคงทนถาวรกระทั่งเทพเจ้า” ชาวเหนือโบราณจึงคิดเสมอว่าการต่อสู้รบราด้วยความรุนแรงจนกระทั่งตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความชั่วร้ายทั้งหลาย เพราะในช่วงเริ่มแรกของอารยธรรม พวกเขาต้องอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่ความเย็นเฉียบ ไม่มีความสบาย แสงอาทิตย์ปรากฏให้เห็นเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ชาวเหนือเปรียบเทียบความมืดและความสว่างกับความชั่วและความดี สรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติของเงามืดและธรรมชาติของความสว่างจึงเป็นของกันและกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นที่มาของจินตนาการ เกิดเป็นยักษ์ เป็นพญางู พญาหมาป่า ผูกเป็นเรื่องราวแสนสนุกที่จะได้อ่านกันต่อไป

– กำเนิดโลก –

เมื่อแรกเริ่มจักรวาลก็คือสภาวะหมุนคว้าง มืดและสับสน และแล้วจู่ๆ ความสับสนนั้นก็ค่อยๆ แตกแยกออก เกิดห้วงว่างขึ้นตรงกลาง เป็นห้วงที่ความลึกหยั่งไม่ได้ ภายในห้วงนี้อุณหภูมิเริ่มต่ำลงขนาดที่จะแช่คนให้แข็งได้ในฉับพลัน ห้วงที่ว่าชาวเหนือเรียกกันว่า “กินนันกาแก็บ” (Ginnungagap)

Ginnungagap

ทิศเหนือของ “กินนันกาแก็บ” เป็นอาณาเขตของ “นิฟล์ไฮม” (Niflheim) โลกแห่งความมืดมิดนิรันดร์ ณ ที่แห่งนี้ “น้ำพุเวอร์เกลเมอร์” (Hvergelmir) ได้แฝงตัวอยู่ น้ำจากน้ำพุเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ 11 สาย ซึ่งไหลไปสู่ห้วง “กินนันกาแก็บ” เมื่อเจอเข้ากับความเย็น น้ำในแม่น้ำก็ค่อยๆ แข็งตัวแผ่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในห้วงว่างจนเต็ม

ทางใต้ของ “กินนันกาแก็บ” คือ “มัสเปลส์ไฮม” (Muspelsheim) แผ่นดินแห่งไฟ ซึ่งมีความร้อนอยู่ตลอดเวลา เป็นที่อยู่อาศัยของ “เซิร์ท” (Surtr) ยักษ์แห่งไฟ ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแรกที่มีบทบาทตั้งแต่การสร้างโลกจนกระทั่งล้างโลกในวาระสุดท้าย หน้าที่ของยักษ์ตนนี้คือเฝ้า “มัสเปลส์ไฮม” เอาไว้ ไม่ยอมให้ใครเข้า แต่เพราะความที่ตอนนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว “ยักษ์เซิร์ท” จึงเบื่อเอามากๆ มันไม่นรู้จะทำอะไรนอกจากตีดาบ ทำของและส่งประกายไฟลอยเข้าไปใน “กินนันกาแก็บ” เล่นไปวันๆ

เมื่อเวลาผ่านไป ความร้อนที่มาจากประกายไฟก็ทำให้น้ำแข็งในห้วงละลายกลายเป็นไอ ไอลอยขึ้นกระทบอากาศเย็นกลายเป็นน้ำค้างแข็งร่วงลงมากองอยู่กับพื้น นับเดือน-นับปีน้ำค้างเหล่าก็รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาสองอย่าง อย่างหนึ่งคือยักษ์ตนแรก ชื่อ “อีเมอร์” (Ymir) กับ “วัวออดฮัมลา” (Audhumla) เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้ง “อีเมอร์” และ “ออดฮัมลา” ก็เริ่มหิว “อีเมอร์” หันไป-หันมาก็เจอเข้ากับเต้านมอันเต่งของวัว จึงตรงเข้าดูดนมวัวเป็นการใหญ่ แต่ “วัวออดฮัมลา” โชคร้ายหน่อย เนื่องจากไม่มีอะไรจะกิน นอกเสียจากน้ำแข็งข้างหน้า ก็เลยเลียน้ำแข็งกินไปพลางๆ ปรากฏว่าน้ำลายอุ่นๆ ของวัวที่เลียน้ำแข็ง ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งจากก้อนน้ำแข็งที่มันเลีย นั่นคือ “เทพบูรี” (Buri) ผมของเขาโผล่ขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เป็นหัว เป็นตัว เป็นชีวิตของชายอีกคนหนึ่ง เทพองค์นี้ถือว่าเป็นปู่ของเทพทั้งหมดเลยทีเดียว

Ymir and the cow Auðhumla by Nicolai Abildgaard (1790)

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูเหมือนว่า “อีเมอร์” จะไม่สนใจนอกจากทำให้ตัวเองอิ่มไว้ก่อน นี่เป็นความต้องการแรกของมนุษย์ตั้งแต่เกิดมา “อีเมอร์” ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็อิ่ม แต่ดูจะอิ่มมากไปหน่อยเลยง่วง แล้วเขาก็นอนลงบนพื้นน้ำแข็งและหลับสนิทไปโดยพลัน ประกายไฟจากดาบของ “ยักษ์เซิร์ท” ลอยละล่องเข้ามาตกอยู่ข้างตัวเรื่อยๆ มันสร้างความอบอุ่นทำให้เขาหลับนานขึ้นและเหงื่อออก แต่ว่าเหงื่อของยักษ์ตัวแรกทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น ตัวแรกที่เกิดจากหยาดเหงื่อของ “อีเมอร์” เป็นยักษ์หกหัวที่แสนจะน่าเกลียด นามว่า “ธรุดเกลเมอร์” (Thrudgelmir) ยักษ์ตนนี้เป็นปู่ของยักษ์น้ำค้างแข็งตัวอื่นๆ ต่อไปอีก ขณะที่เหงื่อจากใต้จั๊กกะแร้ข้างซ้ายกลายเป็นยักษ์ชายและหญิงคู่หนึ่ง ถึงแม้จะมีตนละหัวเดียว แต่ก็น่าเกลียดพอๆ กับเจ้าหกหัวตัวแรก ขนาดที่ไม่มีใครอยากจำชื่อด้วยซ้ำ

กลับมาที่ “บูรี” ต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์คนนี้มีลักษณะเดียวกับ “อีเมอร์” ตรงที่จู่ๆ เมื่อเกิดขึ้นเองแล้วก็สามารถให้กำเนิดลูกได้เลย ลูกของเขามีชื่อว่า “บอร์” (Bor)“บอร์” แต่งงานกับ “เบสล่า” (Bestla) ยักษีลูกสาวคนหนึ่งของ “อีเมอร์” ได้ผลพวงจากการแต่งงานเป็นเทพสำคัญสามองค์ คือ “โอดิน” (Odin) “วิลี” (Vili) และ “วี” (Ve) ทั้งสามคนเป็นต้นวงศ์ของ “เทพอีเซอร์” (Aesir) ผู้ครองสวรรค์

พอ “ธรุดเกลเมอร์” กับลูกชายชื่อ “เบอร์เกลเมอร์” (Bergelmir) (ยักษ์ตนนี้เกิดจาก “ยักษ์ธรุดเกลเมอร์” โดยการกระโดดออกมาจากร่างของพ่อ แบบเดียวกับที่ “เทพบอร์” กระโดดออกมาจากร่างของ “บูรี”) เห็นเหล่าเทพเกิดขึ้น ก็ชักจะตกใจกลัวเทพขึ้นมาตะหงิดๆ ทั้งสองก็เลยช่วยกันรวบรวมพี่น้องๆ ที่เกิดขึ้นจาก “อีเมอร์” ไว้เป็นกำลังฝ่ายตัว

ซึ่งความกลัวเทพอาจจะมาจากคุณสมบัติที่ยักษ์ไม่มี เช่นว่า ทั้งสามนั่นแข็งแรงเหลือเชื่อ แผลจากอาการบาดเจ็บอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็หายเองได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากพวกยักษ์ซึ่งแม้จะมีจำนวนมากและมีเสริมขึ้นเรื่อยๆ แต่ความแข็งแรงและความแข็งแกร่งกลับสู้เทพทั้งสามไม่ได้เลย สงครามระหว่างลูกๆ ของ “ธรุดเกลเมอร์” และลูกๆ ของ “บอร์” เกิดขึ้นเป็นเวลานานนับพันๆ ปีใน “ห้วงกินนันกาแก็บ” โดยที่ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด หรือฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ

ในที่สุดพวกเทพจึงคิดที่จะยุติไม่ให้ “อีเมอร์” ให้กำเนิดอะไรต่อมิอะไรที่ไม่พึงปรารถนาอีกต่อไป ด้วยการฆ่า “อีเมอร์” ทิ้ง เลือดของยักษ์ตนแรกไหลออกมาจากร่างกายมากมายจนกลายเป็นแม่น้ำเลือดขนาดใหญ่ ท่วมเข้าไปใน “ห้วงกินนันกาแก็บ” ที่เหลืออยู่จนเต็ม ทายาทยักษ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตอนแรก ต่างจมน้ำในแม่น้ำเลือดนี้ตายเกลี้ยง ยกเว้นลูกชายคนหนึ่งคือ “เบอร์เกลเมอร์” สามารถหนีไปกับเมียของเขา ไปขึ้นฝั่งทางใต้และได้ตั้งอาณาจักรของยักษ์เรียกว่า “โจตุนไฮม” (Jotunheim) ลูกหลานของพวกเขาได้รับการสั่งสอนให้เกลียดเทพเข้ากระดูกดำมาตั้งแต่เกิด

เกิดแผ่นดินและโลกต่างๆ

พวกเทพคิดจะหาทางสร้างจักรวาลให้น่าอยู่เสียใหม่ด้วยการใช้ประโยชน์จากร่างของ “อีเมอร์” พวกเทพลากศพอันมหึมาข้าม “ห้วงกินนันกาแก็บ” ส่วนต่างๆ จากร่างศพให้กำเนิดสรรพสิ่งต่างๆ ตามทางไปด้วย เช่นว่าเลือดของ “อีเมอร์” กลายเป็นมหาสมุทร กระดูกเป็นภูเขา และฟันที่่แตกหักกลายเป็นหน้าผาต่างๆ ผมกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้า หัวกะโหลกโค้งมโหฬารเทพก็เอามาทำโค้งสวรรค์ สมองของ “อีเมอร์” กลายเป็นเมฆที่ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้า

ที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อของ “อีเมอร์” กลายเป็นแผ่นดินอันมั่นคงอยู่ตรงกลางมหาสมุทร เรียกกันว่า “มิดการ์ด” (Midgard) แผ่นดินที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งอันที่จริงมันก็อยู่ตรงกลางระหว่าง “นิฟล์ไฮม” ดินแดนแห่งน้ำแข็ง ความเย็นและความเงียบนิรันดร์ และ “มัสเปลส์ไฮม” อาณาจักรแห่งไฟ แผ่นดินที่ถูกแผดเผาด้วยดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และมันยังอยู่ตรงกลางของมหาสมุทรหรืออีกนัยหนึ่งคือถูกมหาสมุทรล้อมรอบซะอีก ยิ่งกว่านั้น “มิดการ์ด” เป็นแผ่นดินของมนุษย์ที่พวกเทพวางไว้เป็นเขตกันการกระทบกันระหว่าง “แอสการ์ด” ของตน กับ “โจตุนไฮม” ของยักษ์

เมื่อโลกดูเป็นที่เป็นทางเรียบร้อยขึ้น เทพทั้งหลายก็เห็นพ้องตรงกันว่าแสงสว่างเป็นสิ่งที่จำเป็น พวกเขาจึงเดินทางไป “มัสเปลส์ไฮม” เก็บเอาประกายไฟที่กระเด็นมาจากดาบของ “เซิร์ท” ขว้างดวงที่ไม่ดับพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เกิดเป็นดวงดาวพร่างพราวทั่วไปหมดและยังเกิดดวงที่สว่างมากที่สุดขึ้นสองดวงก็คือ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

“The Wolves Pursuing Sol and Mani” by J.C. Dollman (1909)

เทพเจ้ายังคงเดินหน้าต่อไปด้วยการสร้างราชรถสำหรับลากลูกไฟทั้งสองดวงไปทั่วท้องฟ้า คันที่สร้างขึ้นเพื่อลากดวงอาทิตย์เป็นคันที่มีความปลอดภัยสูงมาก โดยมีทั้งน้ำแข็งและ “โล่สวาลิน” เอาไว้ด้านหลังม้าและคนขับเพื่อป้องกันความร้อนอันรุนแรงของดวงอาทิตย์ ราชรถคันนี้มีม้าสองตัวลาก ตัวหนึ่งชื่อ “อาร์วาคร์” (Arvakr – ลากขึ้นแต่เช้า) และอีกตัวหนึ่งชื่อ “อัลสวิน” (Alsvin – ฝีเท้าเร็ว) ส่วนราชรถที่ลากดวงจันทร์ไม่ต้องมีการสร้างที่ยุ่งยากมาก เพราะแสงของดวงจันทร์ไม่แรงเท่าดวงอาทิตย์ อีกทั้งมีขนาดเล็กกว่า จึงมีม้าลากตัวเดียวชื่อ “อัลสไวเดอร์” (Alsvider – เร็วเสมอ)

สำหรับปัญหาต่อไปคือต้องหาผู้ขับรถพระอาทิตย์และรถพระจันทร์ ตำนานชาวเหนือแบ่งความเชื่อออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งกล่าวว่า “โอดิน” ได้มองหาจากบรรดาลูกหลานที่เหลืออยู่ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นพวกนอกคอกหน่อยคือเป็นลูกผสมของยักษ์กับเทพ ชื่อ “มานิ” (Mani) และ “โซล” (Sol) ชื่อของพี่น้องทั้งสองแปลหมายถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะพ่อของทั้งสองคิดว่าพวกเขางดงามเหมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จริงๆ ส่วนอีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า พี่น้องสองคนนี้เป็นลูกของ “มันดิลฟาริ” (Mundilfari) มนุษย์จาก “มิดการ์ด” ซึ่งพ่อของเขาอาจหาญตั้งชื่อว่า อาทิตย์และจันทร์ ด้วยคิดว่าลูกของตัวงดงามเหมือนดวงดาวทั้งสองจริงๆ การหาญตั้งชื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ทำให้ “โอดิน” โกรธมาก เลยพรากตัวสองพี่น้องจากพ่อ มาทำหน้าที่สารถีขับรถพระอาทิตย์และรถพระจันทร์เสียเลย

อย่างไรก็ตาม ตำนานชาวเหนือได้กล่าวถึงศัตรูตัวฉกาจของอาทิตย์และจันทร์ไว้ด้วย นั่นก็คือพญาหมาป่าสองตัวชื่อ “สกอลล์” (Skoll) และ “ฮาติ” (Hati) สัตว์สองตัวนี่มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวที่เกาะกินหัวใจมาตั้งแต่เกิด คือ อยากจะงาบดาวทั้งสองให้สิ้นซาก แล้วพวกมันก็ทำได้จริงๆ ใน “ช่วงแร็คนาร็อค”

Yggdrasil

นรกภูมิ

ทั้งๆ ที่ชาวเหนือไม่ค่อยกล่าวถึงเรื่องนรก หรือแทบไม่เน้นความสำคัญเลย แต่นรกของชาวเหนือก็มีอยู่ดี โดยที่เขาบอกไว้ว่านรกที่ว่า คือ “นิฟล์ไฮม” เป็นแผ่นดินของคนตาย มีแค่ยักษ์กับคนแคระเท่านั้นที่อยู่ร่วมกับวิญญาณคนตายได้ นรกของชาวเหนือเป็นอาณาจักรของ “เทพีเฮล” (Hel)

สร้างคนแคระกับเอลฟ์

ระหว่างที่เทพทั้งสามองค์ช่วยกันสร้างโลก เนื้อส่วนหนึ่งของ “อีเมอร์” ที่ยังไม่ทันสร้างเป็นอะไรก็เริ่มเน่าและมันได้ผลิตสิ่งมีชีวิตขึ้นพวกหนึ่ง เทพพบว่ามันเป็นแบบเฉพาะที่ทั้งดำและเหม็น ถึงแม้จะขยะแขยงขนาดไหน แต่เมื่อมันมีชีวิตขึ้นเองเสียก่อนก็เป็นภาระที่พวกเขาจะต้องช่วยมันต่อไป

เทพสำรวจอุปนิสัยของมันแล้วหาทางเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับอุปนิสัย พวกที่ทำท่าทางโลภ ชอบขู่คำรามและโค้งตัวคุ้ยเขี่ยพื้นดิน สามารถรอดชีวิตได้โดยที่พวกอื่นตาย เทพสร้างให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คนแคระ” (Dwarf) ให้ไปอยู่ในอาณาเขต “สวาทัล์ฟไฮม” (Svartalfheim) ใต้พื้นผิวแผ่นดิน “มิดการ์ด” ซึ่งพวกมันสามารถจะขุดดินหาแร่มีค่าและอัญมณีมาเก็บไว้เป็นสมบัติ สิ่งเดียวที่พวกมันต้องระวังคืออย่าโผล่ขึ้นมาบนพื้นดินในเวลากลางวัน เพราะแค่แสงแดดอ่อนๆ แตะต้องผิวเท่านั้นมันจะกลายเป็นหินทันที

ส่วนสิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่งที่ดูสุภาพกว่า ไม่มีความโลภโมโทสัน ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นชนิดที่สวยงาม ตัวเบาเหมือนอากาศ เรียกกันว่า “เอลฟ์” (Elf) ได้อาณาเขต “อัล์ฟไฮม” (Alfheim) หรือหมายความถึงดินแดนแห่งพวกเอลฟ์ขาว อยู่ระหว่างกลาง “แอสการ์ด” กับ “มิดการ์ด” พวกนี้มีสิทธิพิเศษกว่าคนแคระเยอะ ตรงที่ถึงแม้ถิ่นที่อยู่ของพวกเขาจะปลอดภัยดี แต่ก็สามารถเดินทางลงมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ได้โดยไม่มีอันตราย

กำเนิดมนุษย์

ครั้งหนึ่งเมื่อเทพสามองค์ คือ “โอดิน” “โฮเนอร์” (Hoenir) และ “โลเดอร์” (Lodur) กำลังเดินไปตามชายหาด ได้บังเอิญพบต้นไม้สองต้นที่ลอยมาติดหาด ต้นหนึ่งคือ “แอช” (Ash) ส่วนอีกต้นหนึ่งคือ “เอล์ม” (Elm) – “โอดิน” หักเอากิ่งที่มีสาขาของต้นไม้ทั้งสองขึ้นมา แล้วถากให้เข้ารูปเป็นตุ๊กตามนุษย์ผู้ชายและตุ๊กตามนุษย์ผู้หญิง “โอดิน” ให้วิญญาณ “โฮเนอร์” ให้ความรู้สึก และ “โลเดอร์” ให้ชีวิตกับสีผิวที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ จากนั้นกิ่งไม้ทั้งสองก็ปรากฏร่างขึ้น เป็นรูปร่างที่ใกล้เคียงเทพแต่มีขนาดเล็กกว่า นับเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก ผู้ชายมาจากต้นแอช มีนามว่า “อากสค์” (Askr หรือ Ask) แปลว่าถาม ส่วนผู้หญิงมาจากต้นเอล์มชื่อ “เอมบลา” (Embla) เทพได้ชี้ทิศให้ทั้งสองหาที่ทางตั้งที่อยู่กันใน “มิดการ์ด”

ที่อยู่ของเทวา

เสร็จภารกิจสร้างโลกและจัดระบบเสร็จเรียบร้อย เทวดาก็หันมามองตัวเอง ในเมื่อยังไม่มีที่อยู่เป็นที่เป็นทาง พวกเขาสร้าง “แอสการ์ด” (Asgard) ขึ้น ตามชื่อ “วงศ์อีเซอร์” (Aesir) ของตน แล้วตกลงกันว่า ที่นี่เป็นที่ที่ไม่ต้องการสงคราม ไม่มีการสู้รบ สันติภาพจะต้องอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ “เทพอีเซอร์” ปกครองโลก

ถึงอย่างนั้น “พวกอีเซอร์” ก็ไม่ประมาท จึงสร้างโรงตีเหล็กเพื่อตีอาวุธยุทโธปกรณ์และเป็นที่ๆ ค่อยๆ สร้างสรรค์ส่วนต่างๆ ของ “แอสการ์ด” ให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ “แอสการ์ด” เชื่อมกับโลกมนุษย์ด้วยสะพานรุ้งน้ำแข็งเรียกกันว่า “ไบฟรอส” (Bifrost) สะพานนี้ก่อร่างขึ้นมาจากสายรุ้งที่กลายเป็นน้ำแข็ง มันทั้งกว้างและแข็งแรงพอที่บรรดาเทพทั้งหลายจะใช้ชักรถศึกออกไปได้

The Norns

อิกดราซิล

ตรงกลางของแดนสวรรค์ มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งเป็น “ไม้แอช” (Ash) (พวกเดียวกับมะกอก) นับว่าเป็นต้นไม้ที่สำคัญที่สุดเพราะอันที่จริงมันโอบรับโลกทั้งเก้าแห่ง ไม่ว่าจะเป็นแดนสวรรค์โลกมนุษย์ โลกของยักษ์ โลกของคนแคระหรือเอลฟ์ไว้กับกิ่งก้านสาขาและรากของมัน โลกมนุษย์อยู่ภายใต้ร่มเงากิ่งก้านสาขา ยอดไม้ระเมฆบนท้องฟ้า ความแข็งแกร่งของไม้ทำให้โลกทั้งหมดตั้งอยู่อย่างมั่นคง (ตอนที่คนโบราณคิดเรื่องตำนานของชาวเหนือขึ้นเนี่ย พวกเขาเชื่อว่าโลกแบน)

“ต้นอิกดราซิล” มีรากใหญ่สามรากหยั่งลึกลงไป อันหนึ่งไปถึง “โจตุนไฮม” แผ่นดินของยักษ์ อันหนึ่งไปถึง “นิฟล์ไฮม” แผ่นดินน้ำแข็งและอีกอันหนึ่งไปถึง “แอสการ์ด” แผ่นดินของชาวสวรรค์ รากทั้งสามรากนี้ทำให้ “ต้นอิกดราซิล” สัมพันธ์กับโลกทั้งสาม คือยักษ์ เทพและมนุษย์ และได้ดูดเอาน้ำจากบ่อน้ำแต่ละแห่งไว้หล่อเลี้ยงต้น โดยรากที่อยู่กับ “ชาวแอสการ์ด” ไปโผล่แถวน้ำพุ “เอิด” น้ำพุแห่งเยาวภาพ (Fountain of Youth) มันเป็นน้ำพุที่ชาวสวรรค์ใช้ดื่มกินเพื่อให้มีความเยาว์วัยอยู่เสมอ เทพีที่คอยรักษาแหล่งน้ำและมีหน้าที่ตักน้ำไปให้ชาวสวรรค์วันละครั้งคือ “นอร์น” (The Norns) สามพี่น้อง นามว่า “เอิร์ด” (Urd: อดีต) “เวอร์ดานดิ” (Verdandi: ปัจจุบัน) และ “สกัลด์” (Skuld: อนาคต) เรียกรวมกันว่าเป็นเทพีแห่งชะตามนุษย์ก็ไม่ผิด ด้วยเหตุนี้ “อิกดราซิล” จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “ต้นไม้แห่งชะตาลิขิต” (Tree of Destiny)

รากอันต่อมาแผ่ไปถึงแผ่นดิน “นิฟล์ไฮม” แผ่นดินแห่งน้ำแข็งได้น้ำจาก “น้ำพุเวอร์เกลเมอร์” (Hvergelmir) ซึ่งมีน้ำตกหลั่นเป็นชั้น แผ่สาขาออกไปเป็นแม่น้ำสายใหญ่ๆ ของโลก ส่วนรากที่สามแผ่ไปถึงแผ่นดินของพวกยักษ์ซึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดกาล ได้น้ำจาก “น้ำพุไมเมอร์” (Mimir) น้ำจากน้ำพุแห่งนี้เป็นน้ำวิเศษแห่งความรอบรู้ พวกยักษ์จึงต้องจัดเปลี่ยนเวรยามกันเฝ้าไม่ยอมให้ใครตักไปดื่มได้ง่ายๆ

“อิกดราซิล” จะเขียวสดอยู่ตลอดทั้งปีและตลอดไป แม้ว่าใบของมันจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ไปมั่งก็ตาม เหตุเพราะบนต้นยังมีสัตว์อีกตั้งหลายอย่างที่อาศัยอยู่ เช่น บนยอดไม้สูงสุดมีไก่ตัวผู้สีทองตัวหนึ่งคอยตรวจตราขอบฟ้า เจ้าตัวนี้มีหน้าที่จะต้องขันเตือนเทพเจ้าหากศัตรูตลอดกาลของพวกเขาเตรียมยาตราทัพเข้ามาหา นอกจากนี้ ยังมีนกอินทรีอีกตัวหนึ่งคอยเกาะกิ่งไม้มองสำรวจเช่นเดียวกับไก่ นกตัวนี้มีผู้ช่วยก็คือ นกเหยี่ยว ซึ่งเกาะอยู่ระหว่างตาของมัน ส่วนสัตว์ที่ไม่ใช่พวกนกก็มีกระรอกชื่อ “ราตาโทสค์” (Ratatosk) เป็นอีกตัวที่อยู่บนต้นอิกดราซิล มันไม่เคยหยุดวิ่งขึ้นวิ่ง-ลง ระหว่างตำแหน่งที่นกอินทรีเกาะอยู่กับตรงรากของต้นอันที่อยู่บนแผ่นดินน้ำแข็ง “นิฟล์ไฮม” เพราะว่าที่นี่มี “พญางูนิดฮอก” (Nidhoggr) ขดล้อม มันจะเป็นตัวที่คอยตรวจตราไม่ให้พญางูตัวนั้นกัดกินรากต้นไม้มากเกินไปยามที่เบื่อที่จะแทะศพมนุษย์

รวมความแล้ว “อิกดราซิล” เป็นต้นไม้ที่ให้ประโยชน์หลายสถาน ความมีประโยชน์ของต้นไม้ทำให้แม้กระทั่ง “โอดิน” จอมเทพเองก็เคยแขวนคออยู่บนต้นไม้นานถึงเก้าคืนเพื่อล่วงรู้ความลับแห่งความตาย เล่ากันว่าที่แขวนคอน่ะ ตายไปเหมือนกันนะ แต่เนื่องด้วยตอนนั้นจอมเทพน่าจะได้ดื่มน้ำพุของไมเมอร์แล้ว ทำให้รู้มนต์แห่งการคืนชีพ “โอดิน” ก็เลยฟื้นขึ้นมาครองสวรรค์เหมือนเดิม-การแขวนคอเช่นนี้ปรากฏว่ามันกลายเป็นประเพณีในช่วงหลัง เนื่องจากมีการพบศพเรียกกันว่า “มนุษย์โทลลัน” ถูกแขวนคอตาย ศพอยู่ในปลักตมที่จัตแลนด์ ความตายของศพพาให้คิดถึงการบูชายัญพลีแก่ “โอดิน” เมื่อฝ่ายตรงข้ามชนะศึก

– วงศ์วารแห่งเทพ –

ชาวเหนือไม่ได้มี “เทพวงศ์อีเซอร์” แค่วงศ์เดียว ยังมีอีกวงศ์หนึ่งเรียกว่า “วาเนอร์” (Vanir) เทพทั้งสองวงศ์ต่างกันตรงที่วงศ์แรกเป็นเทพหลัก มีบทบาทมากหน่อย ส่วนวงศ์หลังเป็นเทพประจำธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศหรือท้องทะเล ถึงจะเก่ากว่า มีอายุมากกว่า แต่ก็ไม่ค่อยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิเลสมากนัก ท่านก็อยู่ของท่านตามปกติใน “อาณาเขตวานาไฮม” (Vanaheim) ไกลออกไปจาก “แอสการ์ด” … กระทั่งเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ทั้งสองวงศ์ต้องรบกัน

Gullveig

สงครามของเทพทั้งสองวงศ์

ตัวต้นเหตุนั้นก็คือนางแม่มดขมังเวทย์ชื่อ “กัลเวก” (Gullveig) นางแม่มดคนนี้ชอบขึ้นไปเที่ยวที่ “แอสการ์ด” อาจเป็นเพราะนางเป็นคนมีเวทย์มนต์พอๆ กับเทพ บรรดาสมาชิก “แอสการ์ด” ทั้งหลายเลยไม่ค่อยอยากยุ่งกับนางเท่าไหร่ คงปล่อยให้เจ้าหล่อนเดินเพ่นพ่านและพล่ามขอทองคำ แร่อัญมณีที่นางชอบเหลือหลายไปตามประสา เรื่องที่ “กัลเวก” พูดเพ้อเจ้อนี้เป็นเรื่องความโลภที่ “ชาวแอสการ์ด” ขยะแขยงสิ้นดี ต่างคนต่างเดินหนี แต่นานวันเข้าความอดทนก็ขาดผึง วันที่เกิดเรื่อง “กัลเวก” ก็พูดถึงความอยากได้ทองของนางอีก คราวนี้เป็นความอยากชนิดเข้าขั้นวิกฤต เทพทั้งห้องชุมนุมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้น แล้วรุมทำร้ายนางแม่มดจนตายเอาศพโยนขึ้นไปบนกองไฟที่ก่อขึ้นกลาง “ห้องโถงแกลดไฮม” นั่นเอง

แต่พลังเวทย์ของ “กัลเวก” มีมากเกินกว่าที่เทพจะนึกออก ปรากฏว่าร่างนางแม่มดที่มอดไหม้ไปแล้วกลับก่อร่างใหม่ขึ้นแล้วก้าวลงมาหาบรรดาเทพ นางเยาะเย้ยถากถาง เทพก็อดรนทนไม่ไหว ฆ่านางแล้วเอาศพโยนขึ้นบนกองไฟ เป็นเช่นนี้วนไป-วนมาถึงสามครั้ง หนสุดท้ายเมื่อรู้ว่าทำอะไรนางแม่มดไม่ได้ พวกเทพเลยเลิกยุ่งกับนางโดยเด็ดขาดแต่เริ่มเรียกนางว่า “เฮด” (Heid – ผู้ลุกโชน) – “เฮด” กลายเป็นเทพีแห่งมนต์ดำของปีศาจ แพร่ความน่าขยะแขยงไปทั่วจักรวาล

การกระทำของ “เทพอีเซอร์” ต่อ “นางแม่มดกัลเวก” รู้ไปถึงหู “เทพวงศ์วาเนอร์” สิ่งที่ทำให้เทพพวกนี้ทนไม่ไหวคือ การที่ “อีเซอร์” มีส่วนสร้างเทพีแห่งความดำมืดตนใหม่ขึ้นจนเป็นที่เดือดร้อนของคนทั่วไป พวก “วาเนอร์” ขุ่นเคืองถึงขั้นประกาศสงครามกันทีเดียว

และแล้วสงครามระหว่างเทพทั้งสองวงศ์ก็เริ่มขึ้น เป็นสงครามที่กินเวลาเนิ่นนานแทบไม่จบสิ้น แม้ “เทพอีเซอร์” จะหาทางทุบกำแพง “อาณาจักรวานาไฮม” ของ “วาเนอร์” ลงได้ แต่ “พวกวาเนอร์” ก็สามารถร่ายมนต์พังกำแพง “แอสการ์ด” ได้เช่นกัน เมื่อต่างคนต่างไม่มีใครได้เปรียบ หรือเสียเปรียบซึ่งกันและกันต่างคนต่างก็ตระหนักว่า งานนี้ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงต่างฝ่ายจึงตกลงกันว่าน่าจะการเซ็นสัญญาสงบศึกกันได้แล้ว

ในที่สุดก็มีการตกลงกันว่า ทั้ง “เทพอีเซอร์” และ “เทพวาเนอร์” น่าจะอยู่ในความสงบสันติกันได้แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความมั่นคงแน่นอนในข้อสัญญาดังกล่าวจึงต้องมีการแลกตัวเทพกันหน่อย โดยจะให้เทพที่มีความสำคัญของแต่ละข้างไปอยู่ในที่ของอีกฝ่าย “พวกอีเซอร์” ส่ง “วิลี” และ “ไมเมอร์” ไปอยู่ที่ “วานาไฮม” – “วิลี” เป็นเทพที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นผู้ที่เกิดมาเป็นผู้นำ มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านความคิดและการกระทำ ส่วน “ไมเมอร์” อารักษ์บ่อน้ำแห่งปัญญาก็เป็นสัญญลักษณ์ของความฉลาดเช่นเดียวกับบ่อน้ำที่เขาทำหน้าที่รักษาอยู่

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้าใจผิดของ “เทพวาเนอร์” ว่าโดนหลอกเอา “ไมเมอร์” เทพที่ไม่มีความสำคัญมาให้หรืออย่างไรไม่ทราบ ปรากฏว่า “เทพวาเนอร์” โกรธกันมากถึงขนาดตัดหัว “ไมเมอร์” ส่งกลับคืนมาที่ “แอสการ์ด” ทำให้ “โอดิน” เสียใจมาก เขาถึงขนาดหาสมุนไพรมาทารอยถูกตัดและทั้งหัวเพื่อไม่ให้เน่า ร่ายมนต์คืนความสามารถในการพูดให้แก่หัว “ไมเมอร์” แล้วนำไปวางไว้ที่บ่อน้ำใต้รากต้นไม้แห่งจักรวาลซึ่งเคยรักษามาแต่เดิม เพื่อไม่ให้ความรู้ของ “ไมเมอร์” สูญหาย ใครมาถามอะไร “หัวของไมเมอร์” ก็ยังตอบปัญหาได้

ข้างฝ่าย “วาเนอร์” ก็ส่ง “นจอร์ด” เทพแห่งฤดูร้อนกับลูกทั้งสอง คือ “เฟรย์” (Frey) เทพแห่งแสงอาทิตย์ฉายและฤดูใบไม้ผลิ กับ “เฟรยา” (Freya) น้องสาวของ “เฟรย์” เทพแห่งความงามและความรัก ซึ่งตอนหลังกลายเป็น “ราชินีแห่งวัลคิรี” ทูตสตรีผู้เลือกสรรวิญญาณนักรบ แล้วยังมีที่แถมมาอีกหนึ่งคือ “ควาเซอร์” (Kvasir) อย่างไรก็ตาม เทพองค์นี้ไม่ได้เป็นเทพวงศ์ใดโดยเฉพาะ เป็นเทพกลาง เกิดจากน้ำลายของเทพทั้งฝ่ายถ่มใส่โถ เป็นเครื่องหมายการยุติศึกทั้งสองฝ่าย ผสมผเสกลายเป็น “ควาเซอร์” ซึ่งเป็นเทพอีกองค์ที่มีความรู้มาก

สร้างกำแพงสวรรค์ใหม่อีกหน

หลังสงครามระหว่างเทพด้วยกันเสร็จสิ้นลง ต่างฝ่ายต่างต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมสถานที่ของตนกันเป็นพัลวัน “พวกวาเนอร์” ดูเหมือนจะไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่ ต่างจาก “พวกแอสการ์ด” ที่กลัวว่ากำแพงอันพังทลายของพวกเขานี่แหละจะเป็นช่องทางให้ยักษ์น้ำแข็งเข้ามาโจมตีอย่างง่ายดาย การซ่อมกำแพงจึงดำเนินไปอย่างเร่งร้อน ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นงานโหดหินสำหรับเทพอยู่ดี

วันหนึ่ง “ไฮล์มดาล” เทพสังเกตการณ์ของ “แอสการ์ด” ได้เข้ามาบอก “โอดิน” ว่า มียักษ์แปลกหน้าตนหนึ่งจะขอพบ “เทพอีเซอร์” ถึงแม้จะฉงนใจบ้าง แต่ “โอดิน” ก็ยอมตามที่แขกแปลกหน้าขอ พร้อมเรียกประชุมทวยเทพใน “แกลดไฮม” ทันที

แขกแปลกหน้าของ “ไฮล์มดาล” เดินอาดๆ เข้ามาในห้อง แล้วประกาศว่าเขาอาสาจะก่อ “กำแพงแอสการ์ด” เองคนเดียว โดยมีข้อแลกเปลี่ยนที่ “ชาวแอสการ์ด” ให้เขาได้ เทพต่างคนต่างมองหน้ากันและต่างคนต่างรู้สึกว่าค่าจ้างที่ช่างก่อหินเสนอจะต้องแพงแสนแพงแน่ๆ การเสนอที่ก่อกำแพงหินคนเดียวในเวลา 18 เดือนเป็นงานที่เกินกว่าคำว่าสำเร็จไปไกล หากทำได้เจ้าคนแปลกหน้าคนนี้ต้องเป็นคนที่พิเศษอย่างยิ่ง และก็เป็นจริงตามที่เทพคิด เมื่อช่างก่อกำแพงขอ “เทพีเฟรยา” และขอครอบครองดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์

ทวยเทพได้ยินข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็แทบจะดีดเจ้าคนแปลกหน้าออกจากสวรรค์ไปในนาทีนั้น สิ่งที่มันเรียกร้องเปรียบเทียบราคากันไม่ได้เลย แต่ “โลกิ” สีสันอันฉ้อฉลแห่งสวรรค์คนนั้นยับยั้งเอาไว้ แล้วว่าควรไตร่ตรองข้อเสนอให้รอบคอบเสียก่อน ช่างแปลกหน้าถูกเชิญออกจากห้องเพื่อให้เทพคุยกันอย่างเปิดอก เปรียบเทียบผลได้-ผลเสีย

“โลกิ” กระซิบกระซาบบรรดาเทพว่าเขามีแผน ก็คือให้ต่อรองเวลาเหลือหกเดือน เวลาสั้นมากซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่งานจะเสร็จ “โลกิ” ว่าเมื่อถึงหกเดือน กำแพงจะเสร็จประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น เทพไม่ต้องจ่ายอะไรเป็นค่าจ้าง ส่วนงานที่เหลือเทพทำต่อได้ แผนของ “โลกิ” ทำเอาเทพอึกอักไปตามๆ กัน ดูมันไม่ค่อยใช่วิธีของเทพเขาทำกันเท่าไหร่ แต่เอาละ เมื่อเจ้าคนไม่เจียมตัวอาจหาญขอเทพีไปเป็นเมีย ก็ต้องลิ้มรสความผิดหวังดูเสียบ้างเป็นไร คิดได้ดังนั้น เทพก็เรียกช่างเข้ามา แล้วต่อรองเวลา

น่าประหลาดใจที่เขาตกลงทันที แต่มีเงื่อนไขขอใช้ “ม้าสวาดิฟารี” (Svadifari) ตอนแรก “โอดิน” ปฏิเสธ ต่อ “โลกิ” กล่อมให้จอมเทพยอมความ ช่างก่อหินแปลกหน้าจึงได้ม้าวิเศษไว้ใช้

ช่างก่อหินเริ่มงานในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้ทวยเทพแปลกใจมากกว่านั้นก็คือกำลังของ “ม้าสวาดิฟารี” ซึ่งมีมากเกินกว่าที่ใครจะนึกออก ไม่ว่าช่างก่อหินจะเทียมหินมากกมายขนาดไหนให้มันลาก มันก็สามารถลากมาได้ ข้างฝ่ายช่างก่อหินก็เร็วพอกันไม่ว่าหินที่ม้าลากมาได้จะต่อเนื่องรวดเร็วปานไหน เขาก็สามารถใช้สิ่วสลักให้เข้ารูปแล้วผลักเข้าไปตามแนวกำแพงที่พังลงได้ทันกัน งานที่เทพคิดว่ายังไงก็ไม่เสร็จพอจวนเจียนจะครบหกเดือน มันก็เหลือแค่ช่วงประตูเท่านั้น ถึงตาเทพเป็นทุกข์แล้วละครับ ต่างคนต่างร้อนๆ หนาวๆ จนไม่เป็นอันทำอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เฟรยา” เทพีที่ถูกกำหนดให้เป็นรางวัลนั่นแหละ เหตุการณ์คงปล่อยไว้ช้าไม่ได้ “โอดิน” จึงต้องเรียกประชุมเทพเป็นการด่วนอีก

มติในที่ประชุมเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อแผนของ “โลกิ” ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในห้วงหายนะ “โลกิ” ก็ต้องเป็นคนที่จะแก้ไขเรื่องนี้โดยตรง ดวงตาของเทพทุกดวงจ้องเขม็งมาที่ “โลกิ” แต่เขากลับไม่สะดุ้งสะเทือน เพียงแค่นิ่งเงียบไปอึดใจเดียวเขาก็คิดแผน (อีกแล้ว) แก้ลำออก

คืนนั้น “โลกิ” แปลงกายเป็นม้าสาว ไปยืนอ้อยอิ่งอ่อยอยู่แถวหน้าคอก “ม้าสวาดิฟารี” เจ้าม้าหนุ่มเห็นสาวมายืนรอท่าแถมยังส่งเสียงร้องแนวเชิญชวน มันลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าภาระหน้าที่หรือนาย แล้ววิ่งแหกคอกไปหานางม้าแปลงแล้วทั้งคู่ก็หายไปในแนวป่าตั้งแต่นั้น

ช่างก่อหินแปลกหน้าตื่นขึ้นมาพบกับความว่างเปล่า ม้าวิเศษหายไป เขาต้องทำงานต่อด้วยกำลังของเขาเอง แต่การที่จะต้องขนหินเองและต้องใช้แรงสลักให้เข้ารูปเอง ทำให้ไม่สามารถจัดการกำแพงเสร็จตามเวลากำหนด ช่างก่อหินนึกออกว่าเทพคงเล่นตลกเข้าให้แล้ว เขาแล่นเข้าไปในท้องพระโรงทันที ด้วยความโกรธที่ความหวังจะได้ “เทพีเฟรยา” เป็นอันต้องล่มหรืออย่างไรก็ตามแต่ แต่เสียงของเขาที่ต่อว่าต่อขานเทพเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งความโกรธทวีมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ไม่สามารถควบคุมร่างแปลงของตนให้เหมือนเดิม ในที่สุดความก็แตก ช่างก่อหินแปลกหน้าที่แท้คือยักษ์หินที่ชาวสวรรค์ไม่ชอบขี้หน้า “โอดิน” เรียก “ธอร์” ผู้เป็นลูก และเป็นเทพแห่งสายฟ้าเข้ามา “ธอร์” จัดการกับยักษ์หินด้วยการใช้ค้อน “มจอร์ลเนียร์” (Mjorlnir) ทุบแค่ครั้งเดียว

และแล้ววันเวลาก็ผ่านไปนับเดือน “เทพอีเซอร์” ช่วยกันสร้างกำแพงที่เหลือค้างจนเสร็จ แต่ตั้งแต่ “ม้าสวาดิฟารี” หายไป จนยักษ์หินตาย กระทั่งกำแพงเสร็จ กลับไม่มีใครได้ข่าว “โลกิ” ไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร

กระทั่งวันหนึ่งข่าวที่เทพรอคอยก็มาถึง “โลกิ” เดินโผเผขึ้นมาตามสะพานรุ้งน้ำแข็งจูงลูกม้าแปดขาตัวหนึ่งมาด้วย ท่ามกลางความสงสัยของเหล่าเทพ “โลกิ” เล่าว่า เขาแปลงเป็นม้าตัวเมียไปหลอกล่อ “ม้าสวาดิฟารี” จนมันตามไป แต่ด้วยความดุและเร็วของมันเขาไม่สามารถหนีการผสมพันธุ์ของม้าวิเศษพ้น ม้าแปลง “โลกิ” จำเป็นต้องยอมและเพื่อหลอกล่อให้ “ม้าสวาดิฟารี” อยู่กับตนนานที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คือ เขาที่อยู่ในร่างม้าแปลงเกิดตั้งท้องเพราะการผสมครั้งนี้ ผลพวงก็คือเจ้าม้าแปดขาตัวที่เห็น

ท้องพระโรงเงียบกริบ ทั้งขำ-ทั้งสงสาร แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรตอกย้ำ “โลกิ” ยื่นเชือกผูกม้าให้แก่ “โอดิน” ทำนองยกให้ ลูกม้าตัวนี้ได้ชื่อว่า “สไลป์เนอร์” (Sleipnir) มันกลายเป็นม้าประจำตัวของ “โอดิน” ที่เร็วที่สุดในเก้าโลก ตั้งแต่นั้นมาสวรรค์ของ “แอสการ์ด” ก็สมบูรณ์และปลอดภัยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

– โอดิน – ราชาแห่งเทพ –

“โอดิน” ดำรงฐานะจอมเทพ (เทพแห่งเทพ) สูงที่สุดในบรรดาเทพชาวเหนือทั้งหลาย แต่ชีวิตของพระองค์ไม่ได้สบายเหมือนกับตำแหน่ง กลับมีแต่ความรันทดมาตลอด สิ่งเดียวที่ช่วยพระองค์ไว้ตลอดเวลาก็คือความแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งของชายชาตินักรบที่ถึงแม้จะรู้จุดจบของตัวเองและพวกพ้องก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอหรือขลาดเขลาใดๆ ออกมา

ความแข็งแกร่งของจิตใจถือเป็นจุดเด่นของ “โอดิน” ทำให้ผู้คนทางยุโรปภาคกลาง ยอมรับนับถือเป็นที่ยิ่ง แต่เรียกชื่อ “โอดิน” เพี้ยนไปจากเดิมบ้าง เช่นว่า “โวทัน” (Wotan) หรือ “โวเดน” (Woden) เทพพิทักษ์นักรบเป็นที่มาของชื่อวันพุธ (Wednesday) ในภาษาฝรั่ง

Odin

อย่างที่เล่าไว้แต่ต้นว่า “โอดิน” เป็นลูกของ “บอร์” เทพเริ่มแรกของโลก และบรรดาเทพอื่นๆ ที่อยู่บน “แอสการ์ด” ต่างก็เป็นลูกหลานของเทพองค์นี้ซะเกือบทั้งสิ้น รูปร่างของ “โอดิน” ในความนึกคิดของชาวเหนือส่วนใหญ่เป็นชายชราสวมหมวกปีกกว้างซ่อนใบหน้าไว้ในเงามืด นั่งอยู่บน “บัลลังก์ฮลิดสเคียฟ” (Hlidskialf) ซึ่งทำให้สามารถสอดส่องความเป็นไปต่างๆ ในโลกทั้งเก้าได้ โดยมี “ฟริกก้า” (Frigga) เมียคนที่สองแต่รักที่สุด นั่งเคียงข้างบนบัลลังก์องค์นี้ได้เพียงคนเดียว

อันที่จริง “โอดิน” มีเมียหลายคน มีทั้งเทพด้วยกันและยักษีประเภทต่างๆ ทว่าพวกที่ได้รับการยกย่องมีอยู่ไม่เท่าไหร่ คนแรกคือ “จอร์ด” (Jord) หรือ “เออดา” (Erda) เป็นลูกของภาวะหมุนวนสับสนรอบๆ “กินนันกาแก็บ” กับยักษีตนหนึ่งที่ไม่ปรากฏนาม “โอดิน” มีลูกกับเมียผู้ที่มีกำเนิดค่อนข้างประหลาดคนนี้หนึ่งคนนั่นคือ “ธอร์” (Thor) เทพแห่งสายฟ้าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เมียคนสามชื่อว่า “รินด้า” (Rinda) คนนี้เป็นตัวแทนของความแห้งแล้งของแผ่นดินที่หนาวเหน็บในช่วงหน้าหนาว ตอนไหนที่เจ้าหล่อนไปอยู่กับสามี แผ่นดินที่เคยหนาวเหน็บจะอุ่นขึ้น เป็นช่วงที่ตอนเหนือมีฤดูร้อนช่วงสั้นๆ ความที่ “รินด้า” เจ้าแม่แห่งความแห้งแล้งจากแผ่นดินถิ่นที่อยู่ของมนุษย์แค่ช่วงสั้นๆ ชาวเหนือเลยทึกทักให้หล่อนเป็นภรรยาที่มีนิสัยค่อนข้างรังเกียจสามีเอามากๆ เจ้าหล่อนถึงให้เวลา “โอดิน” อยู่ด้วยเพียงปีละช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่กับ “รินด้า” แล้ว “โอดิน” ก็มีลูกด้วย ชื่อว่า “วาลี” (Vali) เป็นหนึ่งในบรรดาเทพไม่กี่องค์ที่เหลือรอดจาก “แร็คนาร็อค” และเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ “บาลเดอร์” (Balder) เทพแห่งสัจจะและแสงสว่าง

นอกจากภาพที่ปรากฏกับบรรดาเมียเหล่านี้แล้ว “โอดิน” จอมเทพยังมักแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักรบเสมอๆ โดยถือ “หอกกุงเนอร์” (Gungnir) อาวุธประจำกาย ใส่ “แหวนดรอพเนอร์” (Draupnir) (บางแห่งว่ามันเป็นกำไลแขน-แต่ไม่ว่าจะเป็นแหวนหรือกำไลแขน มันก็เป็นวงกลมซึ่งเป็นรูปทรงที่พลังของมันจะหมุนอยู่ตลอดไป แหวนหรือ “กำไลแขนดรอพเนอร์” ที่ว่า มีลักษณะพิเศษตรงที่เกิดใหม่ทุก 7 วัน) มีอีกาชื่อ “ฮิวกิน” (Hugin – ความคิด) และ “มิวนิน” (Munin – ความจำ) เกาะบนไหล่ซ้าย-ขวาคอยกระซิบบอกข่าวใหม่ๆ ที่นายสั่งให้มันบินออกไปสังเกตเป็นพิเศษ นอกจากนกทั้งสองตัวนี่แล้ว เทพยังมีสัตว์เลี้ยงแสนรักเป็นหมาป่าอีกสองตัวชื่อ “เกอรี่” (Geri) และ “เฟรกี” (Freki) ซึ่งมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกับเขามาก นัยว่านิสัยของมันคือสัญชาตญาณการล่าที่มีอยู่ในตัวมหาเทพเอง หมาป่าทั้งสองตัวมักจะคอยอยู่ข้างๆ นาย รับอาหารจำพวกเนื้อที่เขาเอามาวางไว้ตรงหน้า อย่างไรก็ตาม “โอดิน” จะไม่กินเนื้อ สิ่งเดียวที่ทำให้เขายังชีพในสวรรค์ได้เป็นอย่างดีคือเหล้าน้ำผึ้ง อาหารซึ่งมีให้กินอย่างไม่อั้นใน “วัลฮัลลา” โถงแห่งวิญญาณนักรบที่ได้รับเลือก

Frigga

ที่มาของปัญญา

นอกจาก “โอดิน” จะได้การยกย่องว่าเป็นเทพแห่งนักรบแล้ว ท่านยังเป็นเทพแห่งปัญญาและภูมิรู้ด้วย และภูมิรู้ที่มากเกินบรรยายนั้น “โอดิน” ได้มาตั้งแต่ครั้งแรกสร้างโลกนั่นแหละ

ก็หลังจากที่ “โอดิน” กับน้องๆ ช่วยกันสร้างโลกจากร่างของ “อีเมอร์” เสร็จแล้ว เขาก็รี่ไปหา “ไมเมอร์” อารักษ์แห่งน้ำพุปัญญา ด้วยรู้ว่าหากใครได้ดื่มน้ำที่นี่จะได้ความรู้สรรพวิชา รวมทั้งเห็นกาลในอนาคตอย่างชัดเจน ติดอยู่แต่ว่า “ไมเมอร์” ย่อมไม่ให้คนที่ไม่มีเหตุผลพอจะได้ดื่ม ได้ลิ้มรสน้ำจากแหล่งนี้

“โอดิน” ถึงขนาดต้องอ้อนวอน อ้างว่าด้วยตำแหน่งราชาแห่งเทพ เขาจำเป็นต้องมีรอบรู้ไม่ว่าจะในศาสตร์ไหนเพื่อให้การปกครองของเขาราบรื่นที่สุด “ไมเมอร์” คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า หาก “โอดิน” ต้องการความรู้มากจริงๆ ต้องควักตาข้างหนึ่งออกมาแลกกับการดื่มน้ำครั้งเดียว แต่เพราะความกระหายในวิชาต่างๆ ทำให้ “โอดิน” ไม่หยุดคิดอะไรต่อไป เขาควักตาข้างหนึ่งแลกกับน้ำที่ “ไมเมอร์” ตักใส่จอกส่งให้ “ไมเมอร์” นำดวงตาข้างนั้นของ “โอดิน” ทิ้งลงในบ่อแลกกับความรู้ที่แฝงไปกับน้ำ ดวงตาของ “โอดิน” ดวงกลมๆ สีเหลืองนวลยังคงอยู่กับบ่อน้ำทุกบ่อ น้ำทุกแหล่งในคืนวันเพ็ญมาจนทุกวันนี้ หรือก็คือเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในน้ำนั่นเอง ส่วนตาข้างที่เหลืออยู่ก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ไปโดยปริยาย

“โอดิน” ค่อยๆ ละเลียดน้ำวิเศษผ่านลำคอ ความรู้ของสรรพวิชาต่างๆ ที่เขากระหายอยากได้ก็ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกวีนิพนธ์ ไสยเวทย์หรืออื่นใด จากนั้นเป็นต้นมาเทพองค์นี้จึงกลายเป็นเทพอุปถัมภ์ หมอดู กวีนิพนธ์และพ่อมดไปในทันที ทว่าสิ่งที่รวมมากับน้ำคือการเห็นอนาคตข้างหน้าที่เขาต้องการหนักหนากลับเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะรับได้

เพราะนอกจากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของจักรวาลและทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นความตายของลูกรัก ยังได้เห็นช่วงเวลาจบสิ้นของทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือช่วง “แร็คนาร็อค” ซึ่งภาพทุกภาพชัดเจนกระหน่ำอยู่ในหัว “โอดิน” แค่ช่วงเสี้ยววินาที ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปทำให้ใบหน้าซึ่งเคยสดใสร่าเริงของ “โอดิน” หมองลง บางครั้งการรู้อนาคตล่วงหน้าก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป เขากลายเป็นคนเงียบขรึมตั้งแต่นั้น ไม่กินอาหาร ดื่มแต่เฉพาะเหล้าน้ำผึ้ง เพื่อให้ความเมาสลายความทุกข์ลงไปบ้าง

เหตุที่ต้องสร้าง “วัลฮัลลา” และ “วัลคีรี”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ “โอดิน” คิดที่จะสะสมกำลังไว้ข้างหน้า อย่างน้อยก็ไม่ได้ตายอย่างเสียเกียรติเกินไป เทพจัดตั้ง “กองทัพวัลคิรี” ขึ้น นางคือนางฟ้าดำแห่งความตาย ทั้งๆ ที่รูปลักษณ์งดงาม ผิวขาว ผมทอง เป็นสาวพรหมจรรย์ซึ่งมีฐานะกึ่งเทพ “วัลคิรี” (Valkyrie) ที่แท้จริงคือแรงเร้าแห่งการฆ่า พวกนางมีหน้าที่สองอย่างคือ สรรหาเลือกเฟ้นวิญญาณนักรบผู้กล้ากับคอยดูแลเลี้ยงดูเขาใน “วัลฮัลลา”

เมื่อไรก็ตามที่เกิดการรบขึ้นในโลกมนุษย์ “โอดิน” จะส่ง “วัลคิรี” ไปรอดู นักรบคนใดที่สู้ตายชนิดยังมีความกระหายสงครามค้างอยู่ในดวงตาและมือเต็มไปด้วยเลือด “วัลคิรี” ก็จะเลือกคนนั้นไปกับพวกหล่อน ข้ามสะพานรุ้งน้ำแข็งขึ้นไปยัง “วัลฮัลลา” วิญญาณนักรบพวกนี้เรียกกันว่า “เอนเฮเรียร์” (Einherjar)

Valkyrie

“โอดิน” มีพระราชวังใหญ่ๆ อยู่สามแห่งใน “แอสการ์ด” คือ “แกลดไฮม” (Gladsheim) โถงที่ประชุมของเทพ “วาลาสเคียฟ” (Valaskialf) ที่ “ฮลิดสเคียฟ” (Hlidskialf) ตั้งอยู่ และ “วัลฮัลลา” (Valhalla) พระราชวังที่เป็นที่อยู่ของพวกวิญญาณนักรบที่ได้รับเลือกขึ้นมา อันนี้ตั้งอยู่ใน “เกลเซอร์” (Glasir) ป่าวิเศษที่ใบไม้ในป่านี้เป็นสีทองอมแดง

“วัลฮัลลา” คือพระราชวังที่มีขนาดมหัศจรรย์ เล่ากันว่ามีประตูเข้าออกถึง 540 แห่ง แต่ละแห่งกว้างพอที่จะให้นักรบตัวโตๆ แปดคนเดินเรียงแถวหน้ากระดานเข้าไปได้อย่างสบายๆ ที่นี่มีโต๊ะยาวเป็นจำนวนมากให้ “เอนเฮเรียร์” ประจำที่ คบไฟจุดไว้ตามผนัง แสงคบเพลิงสะท้อนใบหอกเป็นประกายวาววับอยู่ในแสงไฟ อาหารเตรียมพร้อมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมูย่าง เบียร์หรือเหล้าน้ำผึ้ง

ในเวลานี้ “วัลคิรี” จะมีหน้าที่ๆ ดุเดือดน้อยลงเยอะ คือเจ้าหล่อนเหล่านั้นจะเป็นผู้นำอาหารมาเสิร์ฟให้นักรบ คอยดูแลไม่ให้จานอาหารของเขาพร่อง หรือเขาสัตว์ที่ใช้แทนถ้วยดื่มน้ำจะต้องมีเหล้าอยู่เต็ม นมแพะที่นำมาให้นักรบดื่มมาจากเต้าของ “แพะเฮดรัน” เนื้อที่ใช้เสิร์ฟเป็นเนื้อที่มาจากหมูป่าของเทพตัวหนึ่งชื่อ “แซริมเนอร์” (Saehrim) มันจะถูกพ่อครัว “แอนด์ริมเนอร์” (Andhrimnir) เชือดทุกวัน พองานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง “หมูแซริมเนอร์” ก็รวมตัวกันขึ้นใหม่ กลายเป็นหมูป่าสำหรับพ่อครัวเชือดวนเวียนไม่จบสิ้น ทำให้ “วัลฮัลลา” ไม่เคยขาดเนื้อในการเลี้ยงเลย

หลังจากที่กินอาหารเสร็จ “นักรบเอนเฮเรียร์” จะพากันจับอาวุธออกไปที่ลานรอบวัง ฝึกปรือการต่อสู้ หรือส่วนใหญ่ต่อสู้กันจริงให้ตาย รอจนกระทั่งเสียงเป่าเขาเรียกกินอาหารเย็น จึงเข้าร่วมโต๊ะกันอีกหน โดยมี “โอดิน” นั่งเป็นประธานที่ห้องโถง พระองค์จะนั่งดูนักรบเหล่านั้นสนทนาพูดคุยกันอย่างมีความสุข หวังเพียงแต่สักวันหนึ่งเมื่อถึงเวลานักรบพวกนี้จะสามัคคีร่วมมือในศึกครั้งสุดท้ายอย่างดีที่สุด

นับตั้งแต่ที่พระองค์ได้เห็นภาพอนาคต “โอดิน” ก็ตกอยู่ในความขมขื่น พระองค์มักจะสิงอยู่ใน “วัลฮัลลา” ครั้งละนานๆ ดื่มเหล้าพลางมองพวกนักรบซ้อมๆ กันไปพลาง “วัลฮัลลา” กลายเป็นสวรรค์อันแสนสุขของนักรบ คนมีฝีมือในการรบทุกคนในสมัยนั้นฝันถึง “วัลฮัลลา” ทำให้ผู้ชายจาก “มิดการ์ด” หรือก็คือพวกมนุษย์ มีศรัทธาต่อการได้ขึ้นสวรรค์แบบนี้มาก สงครามจึงกลายเป็นความกล้าหาญ เป็นสิ่งที่ควรทำและทำอย่างดุเดือดในวัยหนุ่ม เพราะการตายด้วยวัยชราที่ปราศจากคมหอกคมดาบ เป็นการตายที่น่าอายที่สุด (การขึ้นสวรรค์ “วัลฮัลลา” นี่ ภายหลังเชื่อว่ามีทางลัดด้วย คือ การผูกคอตาย อันนี้คงเอาไปปนกับความเชื่อตอนที่ “โอดิน” แขวนคอตัวเองบน “ต้นอิกดราซิล”)

เล่ากันว่าพวกที่ “โอดิน” ชอบที่สุดเห็นจะเป็นวิญญาณนักรบที่มีสมญานามว่า “เบอร์เซอร์ค” (Berserk) มาจากพวกที่สวมเสื้อหนังหมี (Bearskin) แทนเกราะ โดยเหตุที่เขาใส่เพียงหนังหมีเพราะเชื่อว่า “โอดิน” เทพเจ้าของเขาจะเป็นโล่ป้องกันให้อยู่แล้ว นักรบพวกนี้จึงเป็นพวกที่กล้าหาญที่สุด ร้ายกาจที่สุด ฆ่าศัตรูไม่ว่าหน้าไหน ไม่เว้นกระทั่งศัตรูนั้นจะเป็นญาติพี่น้องของตนเอง

สร้างอักษรรูน

เนื่องด้วย “โอดิน” ตระหนักในค่าแห่งความรู้ที่เขาได้มาว่ายากเย็นและเจ็บปวดเพียงใด เขาเลยแขวนคอตัวเองกับกิ่ง “อิกดราซิล” อยู่เก้าวัน-เก้าคืน จ้องมองไปยังแผ่นดินมันมืดมิดของ “นิฟล์ไฮม” พิจารณาความรู้อันกว้างไกลของพระองค์ คิดหาทางจะให้เทพและมนุษย์อื่นเข้าถึงได้บ้าง

ความทรมานที่ได้รับระหว่างเก้าวัน-เก้าคืน บวกกับการเพ่งพิจารณาอย่างละเอียด วินาทีที่ “โอดิน” พบความลับบางอย่างของความตาย ร่างกายของพระองค์ก็ทนไม่ไหว หยุดทำงานไปดื้อๆ ทว่าความลับของความตายที่ “โอดิน” ได้พบมาหยกๆ ยังคงค้างอยู่ในสมอง เมื่อผนวกกับแรงปรารถนายิ่งใหญ่ แล้วมันก็มากพอที่จะผลักดันตัวเองให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ความรู้นี่ละครับที่ทำให้ “โอดิน” ประดิษฐ์ “อักษรรูน” (Rune) ขึ้น ความที่มันเกิดจากความตาย “อักษรรูน” จึงกลายเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กับการเสกคาถา ร่ายคำสาปในวิชาไสยเวทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้กับการจารลงบนอาวุธเพื่อให้ไม่พลาดเป้า

– โลกิ – เทพวิบัติ –

“โลกิ” เป็นเทพที่มีกำเนิดมาตั้งแต่ครั้งสร้างโลก เป็นลูกของ “ยักษ์ฟาโบติ” (Farbauti) และ “ลอเฟย์” (Laufey) นิสัยของเขามาจากพลังความสับสนและบิดเบี้ยวในตอนแรกของโลก เขาสาบานเป็นพี่น้องกับ “โอดิน” ด้วยการดื่มเลือดซึ่งเป็นประเพณีนิยมของชาวเหนือในช่วงนั้น ถ้าจะว่ากันไป “โลกิ” คือด้านตรงข้ามของ “โอดิน” หาก “โอดิน” ฉลาดเฉลียวและทรงความดี “โลกิ” ก็เป็นคนไม่คิดหน้า-คิดหลังและชั่วร้าย ถ้า “โอดิน” กล้าหาญ “โลกิ” ก็ขลาดเขลา ถ้า “โอดิน” ละเอียดละออ “โลกิ” ก็ชุ่ย เป็นสองขั้วสุดๆ ระหว่างความดีและความชั่ว อุปนิสัยของเขาอยู่ข้างที่ชอบสร้างความทุกข์ให้แก่คนอื่น หรือหนักที่สุดทุกข์นั้นก็มาถึงตัวเอง เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล ไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาข้างหน้า เขามีแต่ความอยากเท่านั้น

Loki

“โลกิ” เป็นเทพที่นับว่ารูปงามคนหนึ่ง ผิดแต่ว่าดวงตาของเขาที่กระด้างไม่มีความเมตตาสงสารใดๆ แฝงอยู่ จะว่าเขาเป็นภาคหนึ่งของปีศาจที่ปนอยู่ในหมู่เทพก็ไม่ผิด กระนั้นการกระทำของเขาในแต่ละเรื่องก็ไม่ได้นับเป็นเรื่องร้ายไปเสียหมด กลโกงเอาตัวรอดของ “โลกิ” บางทีก็นำประโยชน์มาให้สวรรค์ไม่น้อย เช่นตอนที่ยุให้ “โอดิน” รับช่างก่อสร้างแปลกหน้าซึ่งเป็นยักษ์แปลงมาสร้าง “กำแพงแอสการ์ด” ถึงจะประสบความยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ชาวสวรรค์ก็ได้กำแพงแน่นหนาแข็งแรงโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงมากนัก หรือตอนที่ร่วมทางผจญภัยกับ “ธอร์” แล้วไปยุให้ลูกชาวนากินไขกระดูก “แพะทังกริส” กับ “ทังนิออส” คราวนั้น “ธอร์” ก็ได้คนรับใช้คู่ใจ

ที่มาของสมบัติเทพ

เรื่องมันเริ่มตรงที่คืนหนึ่ง เมื่อ “ซิฟ” (Sif) เมียของ “ธอร์” เกิดหลับไปอย่างรวดเร็ว “โลกิ” จะเกิดความหมั่นไส้ในอารมณ์มาจากไหนไม่ทราบ ก็ดอดเข้าไปในห้องนอนของเทพีโดยไม่มีใครรู้เลย แล้วเทพจอมโกงก็ใช้กรรไกรเล็กๆ ที่ติดตัวมาค่อยๆ ตัดกล้อนผมยาวสวยของ “ซิฟ” จนผมสีทองสุกปลั่งราวกับทุ่งข้าวสาลีออกรวงต้องแสงแดดของเจ้าหล่อนกองอยู่รอบเตียงแล้ว “โลกิ” ก็หายตัวไปในสายตาของเขามันเป็นเพียงแค่ตลกร้ายล้อกันเล่นเท่านั้นเอง ทว่าเช้าวันต่อมาเมื่อเทพีตื่นขึ้นพบว่าผมของหล่อนกระจายอยู่เต็มไปหมด หล่อนก็ฟูมฟายตกใจแทบสิ้นสติ ของรักที่สุดของผู้หญิงที่ไว้ผมยาวสลวยมานานแสนนานก็คือผม แล้วมันก็ไม่มีทางจะคืนดีกลับมาในเวลาอันรวดเร็ว “ธอร์” เห็นเหตุการณ์ก็รู้ทันทีว่าใครเป็นต้นเหตุ เขาโกรธมากถึงจะรู้ว่า “โลกิ” ไม่มีเจตนาอื่นนอกจากอยากแกล้ง ทว่าตลกคราวนี้เขาไม่สนุกด้วย เทพสายฟ้าจึงไล่ล่าจนเจอเจ้าตัวแสบ

“โลกิ” ไม่กลัวอะไรมากไปกว่าอารมณ์โกรธของ “ธอร์” ในความลนลาน เทพจอมโกงเสนอจะแก้ตัวด้วยการลงไปยัง “สวาทัล์ฟไฮม” ดินแดนของคนแคระ เพื่อไปหาลูกชายของ “อิวาลดี” (Ivaldi) ช่างประดิษฐ์ของที่เก่งที่สุดเท่าที่เชื้อสายคนแคระจะมีอยู่ เขาจะไปสั่งให้ช่างทำวิกผมให้ “ซิฟ” ใหม่ ซึ่งมันจะต้องงอกยาวเองได้เหมือนของเดิม พอได้ฟังดังนั้น “ธอร์” ก็ตอบตกลง

ครั้งนี้ “โลกิ” เดินทางสู่ “สวาทัล์ฟไฮม” อย่างโดดเดี่ยว เขาเดินทางไปหาพี่น้องคนแคระลูกๆ ของ “อิวาลดี” ขอให้ช่วยทำวิกผมทองซึ่งยาวเองได้ และ “โลกิ” ยังขอให้คนแคระทำของเพิ่มเติมเป็นของขวัญแก่ “โอดิน” และ “เฟรย์” ไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากทั้ง “โอดิน” และ “เฟรย์” ต่างก็โกรธ “โลกิ” ที่เล่นตลกไม่เข้าท่ากับ “ซิฟ” ของขวัญเหล่านี้จึงทำท่าเป็นของขวัญการเมืองอยู่ในตัว

แรกๆ คนแคระหมู่นี้ไม่สนใจคำขอร้องของ “โลกิ” แต่เทพจอมโกงก็ใช้ไหวพริบในการพูดโน้มน้าวจิตใจ “โลกิ” ว่าของขวัญเหล่านี้นอกจากจะทำให้บรรดาเทพที่กล่าวถึงพึงพอใจแล้ว ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงฝีมืออันฉกาจฉกรรจ์ของพี่น้องคนแคระที่ไม่มีใครเทียมไปชั่วกาลนาน คำขอนี้เลยทำให้คนแคระรับทำให้แบบไม่ต้องรออะไรต่อไป

“โลกิ” นอนรอ-นั่งรอของอยู่ใน “สวาทัล์ฟไฮม” ไม่นาน ของขวัญแด่บรรดาเทพก็เสร็จ “ซิฟ” ได้วิกผมทองซึ่งมีเส้นผมอร่ามเรืองงามกว่าเดิมทั้งยาวเองได้เหมือนของจริง “เฟรย์” เทพแห่งแสงอาทิตย์และราชาแห่งเอลฟ์ ได้ “เรือสกิดบลาดเนียร์” (Skidbladnir) เรือยาวแบบของชาวเหนือที่สามารถพับได้ พับแล้วเหลือเล็กนิดเดียวใส่กระเป๋าเสื้อไปไหน-มาไหนโดยไม่มีน้ำหนักเลย สำหรับ “โอดิน” ได้ “หอกกุงเนอร์” (Gungnir) หอกวิเศษที่พุ่งไปแล้วไม่พลาดเป้า เป็นหอกที่หากเทพและมนุษย์กล่าวคำสาบานต่อหน้าใบหอกแล้วไม่มีทางทวนคำสัตย์สาบานได้ “โลกิ” สุดแสนจะดีใจต่อของขวัญให้เทพ เขารีบเดินทางกลับ “แอสการ์ด” ทันที

ทว่าระหว่างทางที่ “โลกิ” เดินมาอย่างสำราญนั้นเอง เขาก็พบเข้ากับคนแคระ “บรอคค์” (Brokk) และ “เอทรี” (Eitri) ทั้งสองสนใจสมบัติเทพที่ “โลกิ” ถือมา เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด คนแคระก็โอ่ว่าพวกตนสามารถทำได้ดีกว่าสิ่งประดิษฐ์ของลูกๆ “อิวาลดิ” มาก “โลกิ” เขายังไม่เคยเห็นใครที่จะมีความสามารถมากเท่าคนที่ทำของให้เทพมาตั้งนานแสนนาน งานนี้ “บรอคค์” และ “เอทรี” ต่างยืนยัน แต่จนแล้วจนรอด “โลกิ” ก็ไม่เชื่ออยู่ดี แต่เพื่อตัดความรำคาญเทพจอมโกงจึงท้าทายคนแคระทั้งสองด้วยการเอาหัวเป็นประกันให้เขาทำของถวายเทพขึ้น แล้วส่งไปให้เทพตัดสินด้วยกัน “บรอคค์” และ “เอทรี” รับคำท้า ทั้งสองแน่ใจว่าตัวต้องชนะ เพราะความสามารถของตนเป็นอิสระมากกว่าลูกๆ “อิวาลดี” และหากมันเป็นอย่างนั้นตัวเขาก็มีสิทธิ์จะตัดหัว “โลกิ” มันคงเป็นการดีทีเดียวที่จะกำจัดเทพจอมฉ้อฉลไปจาก “แอสการ์ด” เสียได้

“บรอคค์” และ “เอทรี” พา “โลกิ” ไปยังที่อยู่ของตน หาที่พักดีๆ อาหารดีๆ และเหล้าที่จะทำให้ “โลกิ” ไม่โวยวายระหว่างเขาออกไปโรงงานประดิษฐ์ของ “โลกิ” ก็นับว่าสำราญทีเดียวเมื่อมารอของอยู่ที่นี่ ไม่นานนักคนแคระทั้งสองก็นำของวิเศษขึ้นมาสามอย่าง อย่างแรกเป็น “หมูป่าขนทองกัลลินเบสติ” (Gullinbursti) ให้ “เฟรย์” มันสามารถพาคนขี่ไปที่ใดก็ได้ที่ปรารถนา กระทั่งในที่มืดมิดของโลกใต้พิภพ เพราะขนของมันจะเรืองแสงนำทางได้ อย่างที่สอง “บรอคค์” และ “เอทรี” สร้าง “แหวนดรอพเนอร์” แหวนวิเศษที่สามารถถอดแบบตัวเองทุก 7 วัน มันมีฤทธิ์ทำให้ผู้สวมใส่ร่ำรวยไม่รู้จบ อย่างสุดท้าย คนแคระสร้าง “ค้อนวิเศษมจอลเนียร์” แก่ “ธอร์” เมื่อของวิเศษเสร็จ “บรอคค์” และ “เอทรี” ก็ออกเดินทางไป “แอสการ์ด” พร้อมกับ “โลกิ” เอาของไปให้เทพตัดสิน

“โอดิน” “เฟรย์” และ “ธอร์” ยินดีมากเห็นของวิเศษที่กองอยู่ตรงหน้า แต่หลังจากการปรึกษากันระหว่างเทพทั้งสาม “โอดิน” ก็ต้องประกาศด้วยความเสียใจว่า พวกเทพเห็นว่า “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ดีที่สุดด้วยเหตุผลที่ว่ามันจะเป็นอาวุธที่ช่วยให้เทพป้องกัน “แอสการ์ด” จากยักษ์ได้ คำประกาศตัดสินก็แทบจะหมายถึงความตายของ “โลกิ” ในฉับพลัน “บรอคค์” และ “เอทรี” แสนยินดี เขาเรียกร้องขอหัวของ “โลกิ” ตามที่เดิมพันกันไว้

ทว่าดวงหน้าของ “โลกิ” ปราศจากความเกรงกลัว เขายิ้มแยบยลตามแบบฉบับ ยอมรับว่าเขาสัญญาจะให้ตัดหัว แต่ให้ตัดเฉพาะหัวไม่ให้ตัดคอ ถ้าหาก “บรอคค์” และ “เอทรี” สามารถตัดหัวเขาโดยไม่เกี่ยวกับคอได้ก็เชิญ คำตอบยียวนของ “โลกิ” ทำเอาคนแคระเต้นผาง เขาหลงกล “โลกิ” – “บรอคค์” และ “เอทรี” หันหน้าปรึกษากันครู่หนึ่งก็ได้ความคิด

ในเมื่อหัวของ “โลกิ” เป็นของเขาตามสัญญา ถึงเขาจะตัดออกจากร่างเทพไม่ได้ แต่จัดการอย่างอื่นได้ ดังนั้น “บรอคค์” และ “เอทรี” เลยเอาเครื่องมือออกมาจากกระเป๋าแล้วเย็บปาก “โลกิ” ฆ่าไม่ได้เย็บปากไว้ไม่ให้พูดก็ยังดี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ลงจาก “แอสการ์ด” ไป

ครู่เดียวหลังจากคนแคระเดินทางกลับ “โลกิ” ก็จัดการตัดด้ายเย็บปากออกแล้วปรายตามองไปยังเทพทั้งสามที่ยังชื่นชมของวิเศษที่ได้มาจากความลื่นไหลของตน เขาคิดแค้นเทพว่าเมื่อยามอับจนที่สุดคนที่ได้ประโยชน์จากเขากลับไม่คิดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทั้งที่ช่วยได้ แต่เขาก็เพียงเก็บความแค้นเอาไว้ ไม่มีใครคิดเลยว่าวันข้างหน้า “โลกิ” จะรวมเอาความแค้นครั้งแล้ว-ครั้งเล่ามาสนองตอบพวกเทพเสียยับเยินเกินกว่าใครจะคิดถึง

“โลกิ” และ “อังร์โบดา”

“โลกิ” เป็นคนโชคดีเรื่องคู่มาก เขามีเมียสองคน คนแรกชื่อว่า “ซิยิน” (Sigyn หรือ Sigun) เป็นภรรยาคู่ยาก มีลูกชายสองคนคือ “นาวี” (Narvi) และ “วาลี” (Vali) นอกจาก “ซิยิน” แล้วเขายังมีนางยักษ์ “อังร์โบดา” (Angrboda) เป็นเมียอีกหนึ่ง “อังร์โบดา” เป็นยักษ์สาวพราวเสน่ห์พอควรจึงทำให้ระยะหนึ่ง “โลกิ” ถึงขนาดหายไปในดินแดน “โจตุนไฮม” ของยักษ์บ่อยๆ กับเมียคนนี้ “โลกิ” มีลูกถึงสามอย่าง ตัวแรกคือ “หมาป่าเฟนริส” (Fenris) ตัวนี้ต่อไปจะดุร้ายจนมีแค่ “ไทร์” เท่านั้นเข้าใกล้ได้ ตัวที่สองคือ “พญางูจอร์มุนกานด์” (Jormundgand) ตัวนี้ต่อไปจะใหญ่โตจนกลายเป็นพญางูขดตัวล้อม “มิดการ์ด” นิ่งอยู่ใต้มหาสมุทรและเป็นคู่ปรับตลอดกาลของ “ธอร์” ส่วนอย่างสุดท้ายคือ “เฮล” (Hel) เทพธิดาก็ไม่ใช่-ปีศาจก็ไม่เชิง เนื่องจากคนนี้ปรากฏร่างเป็นหญิงตั้งแต่บั้นเอวขึ้นไป ส่วนตั้งแต่เอวลงมาเป็นซากศพ หล่อนกลายเป็นเทพีแห่งนรกในเวลาต่อมา

ถึงลูกๆ ของนางจะประหลาดกว่าลูกของใครๆ แต่ “อังร์โบดา” ก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ เฝ้าฟูมฟักลูกๆ ด้วยความรักตลอดมาจนกระทั่งถูก “โอดิน” พรากไปจากอก

– ธอร์ – เจ้าแห่งสายฟ้า –

“ธอร์” เป็นลูกของ “โอดิน” และ “จอร์ด” นางยักษ์แห่งแผ่นดินซึ่งมีฐานะเป็นครึ่งเทพ แต่แม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นยักษ์ แต่ “ธอร์” กลับเกลียดยักษ์เข้าไส้ตลอดชีวิตเช่นเดียวกับ “โอดิน” – “ธอร์” เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล กินจุมาตั้งแต่กำเนิด อีกทั้งยังขี้โมโห ขี้หงุดหงิดจนเป็นที่เลื่องลือ ชื่อของ “ธอร์” คือที่มาของวันพฤหัส (Thursday) ในภาษาฝรั่ง ซึ่งลักษณะของเทพก็ไม่ตรงกับลักษณะของวันเอาเสียเลย

Thor

ความแข็งแรงของ “ธอร์” สร้างปัญหาให้กับชาวแอสการ์ด (และตัวเขาเองด้วย) ขนาดอายุไม่เท่าไรเขาก็แบกเอาม้วนหนังหมีขนาดใหญ่ 10 ม้วนเดินเล่นสบายใจเฉิบ ทำเอาเทพที่มีร่วมชุมนุมฉลองต่างอ้าปากค้างไปตามๆ กัน “ธอร์” เลยถูกส่งไปให้ “วิงเนียร์” (Vingnir) และ “โลร่า” (Hlora) สามีภรรยาผู้รักษาสายฟ้าเอาไปเลี้ยงนอกสวรรค์ ช่วยเลี้ยงดูจนกว่าจะเติบโตพอควบคุมอารมณ์ได้ค่อยส่งกลับมา “แอสการ์ด” ใหม่ ด้วยเหตุนี้เขาเลยกลายเป็นเทพแห่งสายฟ้าไปโดยปริยาย

เมื่อเติบโตขึ้นเทพองค์นี้ก็สูงใหญ่ แข็งแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของสายฟ้าแลบ เสียงของเขากึกก้องน่ากลัวราวกับเสียงฟ้าฟาด ไม่ค่อยมีใครทนเขาได้นอกจาก “โลกิ” อาจเป็นเพราะ “ธอร์” เป็นเลิศในทางพลัง ส่วนอีกฝ่ายเป็นเลิศในทางปัญญา สมดุลที่พอฟัด-พอเหวี่ยง “โลกิ” จึงกลายเป็นเพื่อนผจญภัยอย่างกระท่อนกระแท่นของ “ธอร์” ในหลายครั้ง

“ธอร์” เป็นเทพหนึ่งใน 12 เทพสำคัญของ “สภาแกลดไฮม” เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บรรดาเทพอุ่นใจว่าอย่างน้อยเมื่อ “ธอร์” อยู่จะไม่มียักษ์มากวนใจ เขามีพระราชวังของตัวเองชื่อ “บิลสเกอร์เนียร์” (Bilskirnir) อยู่บริเวณ “ธรุดไฮม” (Thrudheim) รอบนอกของ “แอสการ์ด” ด้วยเหตุที่เขามีหน้าที่เป็นเทพของคนยากและทาส พระราชวังนี้เลยเต็มไปด้วยวิญญาณทหารและชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นพวกที่ตามมารับใช้วิญญาณของนายที่เป็นนักรบที่ขึ้นมาอยู่บน “วัลฮัลลา” แต่แม้จะมีความสำคัญมากมายขนาดนี้ “ธอร์” กลับเป็นเทพองค์เดียวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สะพานสายรุ้ง เพราะต่างกลัวกันว่าฝีเท้าของเขาซึ่งก็คือสายฟ้าจะทำลายสะพานพังลง ดังนั้น เวลา “ธอร์” จะมา “แกลดไฮม” แต่ละที เขาจะต้องใช้ทางอ้อม ข้ามมาทาง “แม่น้ำออมต์” และ “แม่น้ำคอมต์” กับ “สายธารเกอลัง”

“ธอร์” มีอาวุธวิเศษอยู่สามอย่าง ที่สำคัญคือ “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ผลงานของคนแคระ ถึงแม้ด้ามมันจะสั้นไปสักหน่อยแต่มันกลับเหมาะให้เทพเหวี่ยงใส่ศัตรูมากกว่าทุบ จากนั้นมันจะหมุนกลับมากหาเจ้าของเอง อย่างที่สองคือ “เข็มขัดรัดเอว” สำหรับเพิ่มพลัง อย่างที่สามคือ “ถุงมือวิเศษ” ใช้คู่กับ “ค้อน” ทั้งสามอย่างนี้เป็นอาวุธคู่มือที่ช่วย “ธอร์” ผจญภัยหลายครั้ง นอกจากนี้ “ธอร์” ยังมีราชรถเทียมแพะชื่อ “ทังนิออส” กับ “ทังกริส” ไว้ใช้ในบางโอกาสที่ไม่ต้องการเดินทางด้วยเท้า ภาพเขียนของยุโรปหลายภาพจึงมีรูป “ธอร์” ปรากฏอยู่บนรถเทียมแพะที่ว่านี้

“ธอร์” มีเมียสองคน คนแรกเป็นยักษ์ชื่อ “ลานซาซ่า” (Larnsaxa) มีลูกชายกับยักษีตนนี้สองคน คือ “แมกนิ” (Magni – ความแข็งแกร่ง) และ “โมดิ” (Modi – ความกล้าหาญ) เป็นเทพครึ่งยักษ์สองคนที่รอดจากช่วง “แร็คนาร็อค”

เมียคนที่สองเป็นเทพด้วยกันชื่อ “ซิฟ” (Sif) คนนี้ผมสวยมาก ทั้งยาวและสมบูรณ์เหมือนรวงข้าวกำลังสุก กับเทพีองค์นี้ “ธอร์” มีลูกด้วยสองคน เป็นชายชื่อ “ลอร์ไรด์” (Lorride) และเป็นหญิงชื่อ “ธรุด” (Thrud) – “ธรุด” มีร่างกายใหญ่โตเหมือนยักษ์ แต่งามเหมือนเทพธิดา ความงามของเจ้าหล่อนเล่นเอาบรรดาผู้ชายทุกเหล่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เทพหรือคนแคระต่างก็เพ้อหานางด้วยกันทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ “ธรุด” ยอมคบหาด้วยกลับเป็นคนแคระชื่อ “อัลวิส” (Alvis) หน้าตาไม่หล่อเหลา ร่างกายก็เล็กแคระ แต่ปัญญามากจนเอาชนะใจสาวได้ ติดอยู่นิดเดียวเท่านั้น ตรงที่ “เทพธอร์” เป็นพ่อประเภทหวงลูกสาวมาก ไม่ว่าใครก็ตามที่มาติดพันเขาไม่ชอบทั้งนั้น ความหวงลูกของ “ธอร์” ถึงขนาดทำร้ายฝ่ายที่จะมาพรากลูกไปจากอกเขาได้ง่ายๆ

“ธรุด” และ “อัลวิส”

“ธรุด” และ “อัลวิส” เริ่มพึงใจกัน ความรักระหว่างสองคนนี้เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ โดยที่ “ธอร์” ไม่รู้ ก็เนื่องจากเหตุเดียว คือ “อัลวิส” เป็นคนแคระ คนแคระเวลาจะออกเดินทางไปไหนมาไหนทีต้องรอตอนกลางคืน ฉะนั้นเวลาที่ “อัลวิส” มาหา “ธรุด” ก็เป็นเวลากลางคืนที่ “ธอร์” หลับไปนานแล้ว

ถึงอย่างนั้น “ธอร์” ก็ระแคะระคาย เขาไม่ชอบว่าที่ลูกเขยตัวเตี้ยหรือคนไหนๆ ทั้งนั้น อุปสรรคอย่างเดียวที่ทำให้เขาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็คือเวลาที่ไม่ตรงกัน “ธอร์” หลับ “อัลวิส” มา – “อัลวิส” กลับ “ธอร์” ตื่น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา มันเป็นช่วงเวลาที่นานพอจะทำให้หนุ่มสาวสานสัมพันธ์จนกลายเป็นความรักที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่คนแคระเอ่ยปากขอ “ธรุด” แต่งงาน และสาวเจ้าก็ยินดีอย่างสุดๆ

แต่แล้วคืนนั้นเอง “ธอร์” กลับปรากฏตัวขึ้นกลางดึก เขาเพิ่งกลับมาจาก “แกลดไฮม” แล้วเจอเข้ากับคู่รักกำลังพร่ำคำสัญญาต่อกันอย่างจังโดยที่หนุ่มสาวทั้งสองก็ไม่ทันระวังตัว ภาพทั้งสองอยู่ด้วยกันทำให้ความโกรธของ “ธอร์” แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ “ธอร์” พยายามสะกดอารมณ์ ครู่หนึ่งเขาเรียกมนุษย์ตัวเตี้ยเข้าไปคุยกันสองคนในห้อง จากนั้นตั้งปัญหาทดสอบประลองปัญญา คำถามแล้วคำถามเล่า เพื่อจะหยั่งว่าเจ้าแคระนี่จะเลี้ยงดูลูกสาวเขาได้หรือไม่ แต่ปรากฏว่า “อัลวิส” ตอบคำถามได้หมดไม่มีติดขัดจน “ธอร์” ไม่รู้จะถามอะไร ช่วงเวลาที่เงียบงันทำให้คนแคระเหมาเอาเองว่าเมื่อสิ้นคำถาม การทดสอบก็ถือว่าผ่าน “อัลวิส” รีบออกไปหา “ธรุด” ด้านนอก แต่เจ้าคนแคระคาดผิด เขาประเมินเทพเจ้าต่ำไป

“อัลวิส” มัวแต่ตอบคำถาม มุ่งหวังจะได้ลูกสาวของเทพเพียงอย่างเดียวจนทำให้ลืมเวลา ลืมไปว่าเขาคือคนแคระ เมื่อ “อัลวิส” เอื้อมมือไปสัมผัสมือ “ธรุด” แสงอาทิตย์แรกของวันก็สาดลงมาพอดี ร่างของ “อัลวิส” กลายเป็นหินในฉับพลัน ความรัก ความฝันของหนุ่มสาวละลายกลายเป็นอากาศธาตุ เป็นบทเรียนของผู้มุ่งหมายลูกสาวเทพตั้งแต่นั้นมา

การเดินทางครั้งสำคัญสู่ “โจตุนไฮม”

“ธอร์” เดินทางผจญภัยอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งไม่พ้นการเดินทางสู่ “โจตุนไฮม” เพราะการเดินทางครั้งนี้ “ธอร์” ต้องประลองทั้งความอดทน ประลองด้วยปัญญาความสามารถ ที่สำคัญเป็นครั้งที่เขาได้คนสนิทคู่ใจคนสำคัญมาไว้ใช้ด้วย

เรื่องเริ่มขึ้นในวันหนึ่งกลางฤดูร้อน “ธอร์” นั่งเพ่งมองไปยัง “โจตุนไฮม” อาณาเขตของยักษ์ จู่ๆ เทพก็มีความรู้สึกว่าพวกยักษ์กำลังจะยกกำลังมาตี “แอสการ์ด” ในไม่ช้านี้ “ธอร์” รู้สึกหงุดหงิดคิดว่ามันน่าจะเป็นหน้าที่ของเขามากกว่าที่บุกไปถึง “อุตการ์ด” (Utgard) เมืองใหญ่ของ “โจตุนไฮม” แล้วจัดการล้างวงศ์ยักษ์ซึ่งก็มีอยู่ไม่เท่าไหร่เสียให้สิ้น ดีกว่ามานั่งรอจุดจบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน

ข่าว “ธอร์” จะไป “อุตการ์ด” กระจายไปทั่วหมู่เทพ ข่าวนี้ทำให้ “โลกิ” เสนอตัวจะเดินทางไปด้วย เทพจอมลวงอ้างว่า การไป “อุตการ์ด” โดยมี “ธอร์” ผู้ทรงพลังไปเพียงผู้เดียวดูจะเสี่ยงเกินไป อย่างน้อยน่าจะมีคนปัญญาไวอย่างเขาเดินทางไปด้วย “ธอร์” ตกลง ถึงเขาจะรู้จักนิสัยของเทพองค์นี้ว่ามักสร้างปัญหาให้แก่คนรอบข้างมากเพียงใด แต่หลายครั้งเหมือนกันที่ความไวปัญญาของ “โลกิ” ใช้ได้ผล ทั้งสองจึงออกเดินทางไปสู่ดินแดนยักษ์บนราชรถเทียมแพะ

“ธอร์” และ “โลกิ” ลงมาจาก “แอสการ์ด” ผ่านลงมายังแดนมนุษย์ ระยะทางที่ไกลจัดทำให้ตกเย็นเสียก่อนที่ทั้งสองจะไปถึงชายแดน “มิดการ์ด” “เทพธอร์” เห็นบ้านหลังหนึ่งกลางป่าก็คิดว่าน่าจะหยุดพักค้างคืนที่นี่กันเสียหน่อย ทั้งๆ ที่ “โลกิ” ไม่ชอบ “โลกิ” เห็นว่าบ้านหลังนั้นทรุดโทรมจวนจะพังมิพังแหล่ เจ้าของคงเป็นคนยากจน ไม่มีทางหาอะไรดีๆ ให้เทพอย่างพวกเขากินได้ ส่วน “ธอร์” เนื่องด้วยเขาเป็นเทพแห่งคนยาก เรื่องความจนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจสำหรับเขาอยู่แล้ว เขาจึงว่าคนในบ้านกินอะไรเขาก็กินอย่างนั้นได้

ไม่พูดพล่ามทำเพลง “ธอร์” หยุดรถ ผูกแพะไว้ด้านนอกแล้วก้าวเข้าไปหาเจ้าของบ้าน “เทพโลกิ” ทำอะไรไม่ได้ต้องตามลงมา ความหงุดหงิดเริ่มเดือดพ่นฟองในสมองของเขาแล้วซิตอนนี้ ชาวนากับครอบครัวค่อนข้างตกใจที่จู่ๆ เทพเจ้าสององค์ก็โผล่เข้ามาในบ้าน แต่ทุกคนต่างก็กุลีกุจอต้อนรับ ยอมสละเอาของที่ดีที่สุดมาให้ ไม่ว่าจะเป็นเตียงยัดฟางภายในของตน หรือที่พักอุ่นๆ หน้าเตาผิง แต่พอมาถึงเรื่องอาหารชาวนากับครอบครัวมีแต่ผักที่ปลูกไว้ ไม่มีเนื้ออะไรสักอย่างเป็นอาหารแก่เทพ

เพื่อรักษาคำพูด “ธอร์” เดินออกไปข้างนอก จับแพะ “ทังนิออส” และ “ทังกริส” เชือด เอาร่างเข้ามาในกระท่อม สั่งให้ชาวนาเอาไปทำอาหาร เทพบอกชาวนาให้กินให้เต็มที่ ขออย่างเดียวอย่าทุบกระดูกไม่ว่าชิ้นไหนทั้งสิ้น เพราะเขาจะเอากระดูกใส่กลับไปใต้หนังหลังกินอิ่มแล้วและจะเสกให้มันคืนชีพอีกครั้งพรุ่งนี้เช้า ชาวนาก็ทำตาม เขากับครอบครัวรับเอาแพะไปจัดการถลกหนังอย่างระมัดระวังแล้วย่างแพะมาขึ้นโต๊ะให้เทพ แบ่งส่วนของตัวเองเข้าไปกินกันในครัวตามประสา

ข้างฝ่าย “โลกิ” ได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์ตลอด ความหมั่นไส้ไม่เลือกที่ซึ่งก่อตัวมาแล้วตั้งแต่เมื่อครู่ ทำให้เขามองเห็นทาง เขาอยากแกล้งชาวนานักที่ดันมาปลูกกระท่อมขวางทางให้ “ธอร์” ต้องหยุดพัก ก็เลยค่อยๆ ดอดเข้าไปในครัว ได้ทีตีสนิทกับลูกชาวนาคนหนึ่งที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ยุให้ลูกคนนั้นทุบกระดูกแพะกินไขข้างในซึ่งรสชาติดีกว่า เด็กชายเชื่อคำยุ เขาทุบกระดูกขาข้างหนึ่งดูดกินอย่างเปรมปรี จากนั้นก็เอากระดูกยัดใส่ไว้ใต้หนังตามคำสั่งของ “ธอร์”

รุ่งขึ้นเมื่อ “ธอร์” เตรียมตัวเดินทางเรียบร้อย เขาก็ออกไปเสกแพะให้กลับมีชีวิต ปรากฏว่าเมื่อแพะกลับสู่ร่างเดิม ตัวหนึ่งกลับเดินลากขาเสียแล้ว เทพรู้ทันทีว่าคำสั่งของเขาถูกละเมิด ความฉุนเฉียวพลุ่งขึ้นมาจนระเบิดต่อว่า-ต่อขานชาวนาอย่างแรงแล้วยึดลูกสองคนของชาวนามาเป็นคนรับใช้ ลูกชายชื่อ “ธิอัลฟี” (Thaialfi) คนที่กินไขกระดูกและกลายเป็นไม้เบื่อ-ไม้เมากับ “โลกิ” ตั้งแต่นั้น และลูกสาวชื่อ “รอสก์วา” (Roskva) สองคนนี้กลายเป็นคนรับใช้ ผู้ช่วยเหลือและผู้แนะนำที่เลื่องชื่อของ “ธอร์” ไปตลอด ส่วนชาวนาผู้เป็นพ่อแม่ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูกของเขาทำผิดจริงนี่นา

การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้งโดยสมาชิกสี่คน ทั้งหมดเดินทางจนถึงชายแดน “มิดการ์ด” ถึงมหาสมุทรที่กั้นระหว่างแดนมนุษย์กับ “โจตุนไฮม” ทั้งสี่คนพยายามหาทางข้าม ขณะเดินเลียบชายฝั่งมาได้พักหนึ่ง ก็พบเรือถูกทิ้ง “ธอร์” สั่งให้ผู้ร่วมทางลงเรือ ส่วนเขาจะเป็นคนพาย เขาพาคณะผจญภัยมาขึ้นฝั่งดินแดนของยักษ์ในไม่ช้า

พอขึ้นบกได้ ทั้งสี่ก็เดินเท้ากันต่อ ผ่านต้นไม้ใหญ่ยักษ์และต้นเล็กแคระ ผ่านหุบห้วยและสายธารรูปร่างแปลกๆ ที่กลางป่า จู่ๆ คณะเดินทางก็เจอเข้ากับห้องโถง หน้าตาของมันคล้ายสิ่งก่อสร้าง ไม่มีประตู-ไม่มีหน้าต่าง ผนังก็เรียบๆ โค้งๆ แบบที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน ทางเข้าก็เปิดโล่งด้านเดียว ทั้งสี่เลยตกลงใจเข้าไปเดินสำรวจ ปรากฏว่าโถงที่พบนี้ใหญ่ว่า “วัลฮัลลา” และ “บิลสเกอร์เนียร์” ของ “ธอร์” รวมกัน แต่ด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย ทั้งหมดจึงตัดสินใจตั้งค่ายพักกันที่นี่ พวกเขาหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

Skrymir

ทว่ากลางดึกคืนนั้น คณะเดินทางต่างต้องตกใจตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกัมปนาท เสียงที่ว่าดังราวท้องฟ้าถูกฉีกเป็นริ้ว แรงสะเทือนของเสียงทำให้แผ่นดินไหว ตอนแรกต่างคนต่างรีบฉวยข้าวของติดตัวจะหนีออกไปข้างนอก แต่เสียงดังกล่าวยังคงดังอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีอะไรมากกว่านั้น “ธอร์” จึงตัดสินใจให้ย้ายไปอยู่ห้องที่เล็กกว่าที่เขาเพิ่งพบ อย่างน้อยถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพวกเขายังหาทางป้องกันตัวได้ดีกว่า

เสียงดังคับฟ้าที่ว่าดังต่อเนื่องมาตลอดจนถึงเช้า คณะเดินทางออกไปข้างนอกห้องโถงจึงได้พบที่มาของเสียง มันเป็นเสียงกรนของยักษ์ตนหนึ่งที่นอนอยู่แถวนั้น “ธอร์” ปลุกยักษ์ เขาพยายามอยู่หลายครั้งจนร่ำๆ จะใช้ “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ทุบเข้าให้สักที แต่ยักษ์ก็ตื่นขึ้นมาเสียก่อน เจ้ายักษ์ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ทว่าพอแค่มันยืนขึ้นเท่านั้น “ธอร์” ก็ประหลาดใจเป็นล้นพ้นกับขนาดที่ไม่เหมือนยักษ์ทั่วไป มันสูงเยี่ยมเทียมขุนเขาทำให้เทพร่างใหญ่เช่น “ธอร์” กลายเป็นมดได้ในบัดดล ก่อนที่ “ธอร์” จะทันเอ่ยถามอะไร มันก็หันมาเห็นเทพและคณะเดินทางเข้าเสียก่อน ยักษ์ทำท่าทางเป็นมิตรบอกว่าจำทั้ง “ธอร์” และ “โลกิ” ได้ แถมยังบอกอีกด้วยว่า มันชื่อ “สกรายเมียร์” (Skrymir) อาสาจะพาทั้งหมดไป “อุตการ์ด” จากนั้นมันก้มลงเก็บถุงมือ คณะเดินทางเพิ่งพบความจริงว่าที่ๆ พวกเขานอนเมื่อคืนก็คือบริเวณที่อยู่ตรงนิ้วหัวแม่มือของถุงมือยักษ์นี่เอง

“สกรายเมียร์” พาคณะเดินทางแบกมาบนบ่า ครั้นเดินทางมาได้พักใหญ่จนบ่ายยักษ์ก็บอกทั้งสี่ว่าจะของีบพักสักครู่ มันโยนถุงใส่ของให้เทพบอกให้หาของกินจากในนั้นได้ แล้ว “สกรายเมียร์” ก็ลงนอนแบบไม่สนใจอะไรอีกต่อไป คณะเดินทางต่างคนต่างแยกย้าย “โลกิ” กับเด็กทั้งสองออกไปหากิ่งไม้มาก่อกองไฟ ปล่อยให้ “ธอร์” พยายามแกะปมที่ปากถุงใส่ของๆ ยักษ์ เวลาผ่านไปนานมากขนาดที่ว่ากองไฟของ “โลกิ” ก่อขึ้นแล้ว แต่ “ธอร์” ก็ยังแกะปากถุงของ “สกรายเมียร์” ไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะดึง กระชาก หรือสับก็ไม่เป็นผล “โลกิ” หันมาพยายามต่อ แต่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งสองรู้สึกโกรธ คิดว่าเจ้ายักษ์ตัวนี้เล่นตลกเอาแล้ว “ธอร์” ไต่ขึ้นไปบนหัวยักษ์ เอา “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ทุบ ฤทธิ์ของค้อนวิเศษแค่ทำให้ “สกรายเมียร์” ส่งเสียงละเมอเหมือนใบไม้หล่นใส่ เล่นเอา “ธอร์” ประหลาดใจซ้ำ

คณะเดินทางได้แต่มองหน้ากัน แต่เมื่อทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ก็ตกลงจะพักบ้าง กลางดึกคืนนั้นเหตุการณ์คล้ายที่ผ่านมาคืนก่อนก็เกิดซ้ำอีก “สกรายเมียร์” กรน เสียงกรนของยักษ์สร้างแรงสะเทือนชนิดที่ทั้งสี่นอนไม่ได้ “ธอร์” ไต่ขึ้นไปบนหัวยักษ์พร้อม “มจอร์ลเนียร์” เป็นครั้งที่ 2 เอาค้อนทุบลงตรงกลางหน้าผาก “สกรายเมียร์” ปรือตาเห็น “ธอร์” ยืนบนหัวก็ถามว่า ลูกโอ๊คหล่นใส่หัวเขาหรือไร เทพแห่งสายฟ้าไม่ตอบ แต่กระโดดลงจากหัวยักษ์ด้วยความงุนงง หงุดหงิด “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ทำให้เขาผิดหวังอีกแล้ว

เสียงกรนที่เงียบไปนานของ “สกรายเมียร์” กลับมาอีกครั้งตอนรุ่งสาง คราวนี้หนักหนาเสียจนไม่มีใครนอนลง “ธอร์” ต้องลุกขึ้นอีกครั้ง หยิบ “ค้อนมจอร์ลเนียร์” มาเหวี่ยงรอบหัวขว้างใส่ยักษ์หมายเอาตรงขมับ ค้อนปลิวตามแรงของ “ธอร์” ฟาดเข้าเป้าแล้ววิ่งวนกลับมาหาเจ้าของ ประสิทธิภาพอันศักดิ์สิทธิ์คงเหมือนเดิม แต่มันก็ยังทำอะไรยักษ์ไม่ได้ “สกรายเมียร์” แค่ตื่นขึ้นมาขยี้ตา ถามว่า เมื่อกี้มีนกบินผ่านมาหรือ มันรู้สึกเหมือนนกอึใส่

ตอนนี้ “สกรายเมียร์” ตื่นจริงๆ เขาเก็บข้าวของส่วนตัวเตรียมแยกย้ายกับนักเดินทางทั้งสี่ ก่อนไปเขาชี้ทางให้เพื่อนใหม่ไป “อุตการ์ด” พร้อมทั้งเตือนว่าให้ระวังคำพูด เพราะพวกยักษ์มีความอดทนน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนตัวเล็กๆ เช่นคณะเดินทางทั้งสี่ ว่าแล้วก็โบกมือลา “ธอร์” “โลกิ” กับลูกชาวนาทั้งสอง แยกมาตามทางที่ “สกรายเมียร์” ชี้ให้ ไม่ช้านักทั้งสี่ก็เดินทางมาถึงประตู “อุตการ์ด” บานประตูเมืองใหญ่โตมโหฬารจนเทพและมนุษย์ไม่รู้จะเปิดมันออกได้อย่างไร เห็นแต่ช่องพอจะเบียดตัวแทรกเข้าไปได้เท่านั้น คณะเดินทางไม่มีทางอื่น พวกเขาจำเป็นต้องค่อยๆ ลอดตามกันไป และที่หลังประตูนั่นเอง สิ่งที่ “ธอร์” ปรารถนาจะได้พบก็รออยู่ครบ

ที่นั่นคือห้องโถงมหายักษ์ของ “อุตการ์ดโลกิ” (Utgard-Loki) ราชายักษ์ผู้พ่อมดขมังเวทย์ ในห้องเต็มไปด้วยสมาชิกยักษ์อื่นๆ รายรอบ ต่างคนต่างกุมอาวุธขนาดยักษ์รอท่าผู้มาเยือน “อุตการ์ดโลกิ” รู้สึกขบขันที่ได้เห็นคนตัวเล็กๆ ในห้องโถงของพระองค์ จอมยักษ์เอื้อนเอ่ยออกมาว่าไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เขามาในพระราชวังนอกจากจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง เกินกว่ายักษ์ที่เป็นสมาชิกของที่นี่ คณะเดินทางมองหน้ากัน “ธอร์” ไม่รู้สึกหวาดหวั่น จึงรับคำท้าของยักษ์

“โลกิ” เป็นคนแรกที่อาสา จอมโกงอ้างว่าเขากินเร็วกว่าใครๆ ในห้องโถงนั้น “อุตการ์ดโลกิ” หัวเราะ ราชายักษ์ผายมือไปยัง “ยักษ์โลกิ” (ชื่อเดียวกัน) คู่ปรับที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน ทั้งสองถูกจัดให้นั่งที่หัวโต๊ะยาว อาหารกองพะเนินถูกนำลำเลียงมาวางตรงหน้า “ยักษ์โลกิ” และ “เทพโลกิ” ราวกับภูเขา ทั้งสองตั้งหน้ากินๆ ๆ และกิน

ปรากฏว่าเมื่อหมดเวลาที่กำหนด ตรงหน้า “เทพโลกิ” มีกองกระดูกเหลือมากมาย ขณะที่ “ยักษ์โลกิ” กวาดเรียบไม่ว่าเนื้อหรือกระดูกกระทั่งจานใส่ ยกนี้ “ยักษ์โลกิ” เลยเป็นฝ่ายชนะ

การแข่งครั้งต่อมา ฝ่ายเทพเป็นหน้าที่ของ “ธิอัลฟี” ซึ่งอ้างว่าวิ่งเร็วที่สุด “อุตการ์ดโลกิ” หันไปเลือกคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมในหมู่ยักษ์ แล้วเรียก “ฮิวกิ” (Hugi) ออกมา กำหนดให้วิ่งแข่งกันสามรอบ มันเป็นการแข่งที่ต้องทำกันนอกปราสาท

รอบแรก “ธิอัลฟี” วิ่งออกตัวล้ำหน้า “ฮิวกิ” เพียงเล็กน้อย ความเร็วของเขาพอๆ กับลม แต่เพียงเสี้ยววินาที “ฮิวกิ” ก็วิ่งล้ำหน้า ความเร็วของยักษ์ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งไปรอรับ “ธิอัลฟี” ที่เส้นชัย รอบสองสถานการณ์ของผู้ช่วยของ “ธอร์” ไม่ดีกว่ารอบแรก พอถึงรอบสามสภาพการณ์แย่หนักเข้าไปอีก “ฮิวกิ” ไปถึงเส้นชัยขณะที่ “ธิอัลฟี” มาได้ครึ่งทาง การแข่งวิ่งปรากฏว่ายักษ์ชนะขาดไปอีก

ราชายักษ์หันหน้ามาหา “ธอร์” ถามหาสิ่งที่เทพต้องการแข่ง “ธอร์” ซึ่งหัวเสียกับการพ่ายแพ้ของฝ่ายตนพอควร ท้าทายให้ใครก็ได้มาแข่งดื่มเหล้ากับตน “อุตการ์ดโลกิ” นำถ้วยเขาสัตว์ออกมา บอกว่าพวกยักษ์ใช้ถ้วยนี้ดื่มและดื่มรวดเดียวหมดกันทุกคน จะมียักษ์ที่อ่อนแอหน่อยอาจดวดสักสองครั้ง แต่ไม่มีใครยกถ้วยเป็นครั้งที่สามเลย

“ธอร์” รับถ้วยเขาสัตว์ยกขึ้นดื่ม เขาแน่ใจเหลือเกินว่าตัวเองนี่ละที่จะเป็นผู้พิชิตชัยชนะจากยักษ์บ้าง เทพยกถ้วยค้างดื่มรวดเดียวจนคิดว่าหมดก็ลดถ้วยลง

“ให้ตายเถอะ!” “ธอร์” สบถในใจ น้ำในถ้วยที่คิดว่าหมดแล้วปรากฏว่าลดระดับต่ำกว่าปากนิดเดียว “ธอร์” ยกขึ้นดื่มอีกครั้ง คิดว่าคราวนี้น่าจะหมด แต่พอลดถ้วย น้ำในนั้นต่ำกว่าเดิมนิดเดียวไม่มีท่าว่าจะหมดเกลี้ยงอย่างที่คาด “ธอร์” ยกขึ้นดื่มอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเคย เพื่อให้ดื่มได้จำนวนมากที่สุด แต่พอวางถ้วย น้ำในนั้นก็ยังไม่หมดสมดังหวัง

“อุตการ์ดโลกิ” หัวเราะอย่างสมใจ เอ่ยถาม “ธอร์” ที่กำลังตะลึงกับผลงานไม่เข้าเป้าของตัวเอง

“ท่านยังต้องการแข่งอะไรอีกไหม?” “ธอร์” ซึ่งเต็มไปด้วยความผยองไม่ยอมแพ้ ทำท่าเหมือนพาล เขาตอบว่าอะไรก็ได้ที่ยักษ์เสนอ

“ถ้างั้นมาอุ้มแมวของข้าดู” “อุตการ์ดโลกิ” ว่า เจ้าแมวประหลาดของยักษ์โดดขึ้นมาจากใต้บัลลังก์ยืนตรงหน้า “ธอร์” ราวกับรู้งาน

“ธอร์” ตรงเข้าไปหาแมวอย่างมั่นใจ ตอนแรกออกแรงแค่เบาๆ แมวหลับตาแกว่งหางสบายอารมณ์ไม่มีท่าว่าจะขยับ เขาเกร็งกล้ามเนื้อออกแรงมากขึ้นคว้าบั้นเอวแมวแล้วยกเต็มที่ ปรากฏว่าแมวประหลาดยังเฉย อุ้งเล็บของมันจิกเหนียวแน่นติดกับพื้นชนิดไม่มีทางถอน มันปรายตามอง “ธอร์” อย่างเริ่มรำคาญ เทพเปลี่ยนวิธีใหม่ ก้มลงเอาไหล่ดันท้องแมวกะจะแบก แต่แม้ว่าเขาจะเกร็งข้อลำจะตึงเขม็งปานใด ก็ทำได้แค่ยกเท้าแมวข้างหนึ่งให้พ้นพื้นได้เท่านั้น

“ธอร์” ทั้งเหนื่อยทั้งโมโห ร้องท้าให้ “อุตการ์ดโลกิ” นำคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมมาปล้ำแข่งกับเขาดีกว่า จอมยักษ์หัวเราะเยาะ

“ท่านอยากแพ้อีกหรือ” เขาว่า “แต่เอาเถอะ ถ้าอยากจะปล้ำนักก็มาลองกับแม่ข้าก่อน”

ยังไม่ทันที่ “ธอร์” จะว่าอะไร “เอลลี่” (Elli) นางยักษ์ชราก็จู่โจมใส่ “ธอร์” ชนิดไม่ทันตั้งตัว แรกๆ เขายั้งมือ ไปๆ มาๆ “ธอร์” กลับต้องทุ่มสุดแรงเกิด แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะชนะยักษ์ตนนี้ได้ เก่งที่สุดก็เพียงยกขานางยักษ์ชราขึ้นจากพื้นได้ข้างเดียว ปล้ำกันไป-ปล้ำกันมาเพียงครู่เดียว “ยักษ์เอลลี่” จบเกมแข่งขันด้วยการทิ้งน้ำหนักไปข้างหนึ่งพาให้ “ธอร์” คู่ปล้ำล้มทั้งยืน ซึ่งก็เป็นสัญญาณหมายถึงความพ่ายแพ้ของคณะเทพอย่างเด็ดขาด “อุตการ์ดโลกิ” สั่งหยุดการแข่งขัน

“วันนี้เราใช้เวลามากไปแล้ว” เขาสั่งบริวารนำอาหารเข้ามาเลี้ยงคณะเดินทางทั้งสี่ แล้วพาไปนอนในห้องพักที่มีเตียงนุ่ม ความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง รวมทั้งการออกแรงแข่งขัน ทำให้ต่างคนต่างหลับเป็นตาย

เช้าวันต่อมา “อุตการ์ดโลกิ” ส่งคนมาปลุกคณะเดินทางให้ลุกขึ้นมากินอาหารแต่เช้า หลังจากนั้นก็พามาส่งนอกกำแพง

“เทพแห่งสายฟ้า ท่านจะไม่มีทางได้ย่างเหยียบเข้ามาที่นี่อีกแล้ว” “อุตการ์ดโลกิ” บอกคณะเดินทางด้วยสีหน้าจริงใจ ทุกคนในคณะต่างรู้สึกอับอายที่แพ้ยักษ์ไปเสียทุกเรื่อง

“แต่ก่อนท่านจะจากไป เราจะบอกความจริงกับท่าน” จอมยักษ์ว่า “อันที่จริงคู่ต่อสู้ที่ท่านได้พบไม่ใช่ยักษ์อย่างพวกข้าเลยแม้แต่คนเดียว” เขาหยุดครู่หนึ่งแลดูสีหน้าของผู้มาเยือน

“ข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าท่านมาถึงจึงแปลงตัวไปรับ ข้าเองนี่ละคือ “สกรายเมียร์” ภาพลวงของธรรมชาติ ซึ่ง “ธอร์” ทุบกะโหลก “ยักษ์สกรายเมียร์” สามครั้ง ไม่ได้โดนยักษ์เลย แต่ไพล่ไปโดนพื้นดินที่ท่านมองไม่เห็น แรงทุบของท่านไม่ใช่ว่าไม่แรง แต่ละครั้งทำให้เกิดหุบลึกขึ้นในภูมิประเทศถึงสามแห่ง และแต่ละแห่งก็ลึกลงไปเรื่อยๆ ตามแรงของท่าน” พ่อมดยักษ์เหลือบตาดูคณะเทพ ใบหน้าของ “ธอร์” เริ่มมีเลือดฉีดด้วยความฉุนเฉียว แต่เขายังต้องฟังคำพูดของ “อุตการ์ดโลกิ” ต่อไป

“เรื่องการแข่งขัน ที่ “เทพโลกิ” กินไม่ชนะก็เพราะ “ยักษ์โลกิ” ที่แข่งกับท่านคือ ไฟป่า ซึ่งกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางอยู่ ส่วน “ธิอัลฟี” วิ่งแข่งกับ “ยักษ์ฮิวกิ” ไม่ชนะ เพราะ “ยักษ์ฮิวกิ” ที่ท่านเห็นไม่ใช่ยักษ์ แต่คือ ความคิด จะมีใครหรืออะไรบ้างเล่าจะเร็วกว่าความคิดไปได้” “อุตการ์ดโลกิ” ปรายตามายังเทพ

“ส่วนท่าน “ธอร์” ครั้งแรกท่านแข่งดื่มโดยไม่รู้หรอกว่าถ้วยใบนั้นโยงใยกับน้ำในมหาสมุทร ซึ่งไม่มีใครหรืออะไรทำให้มันลดได้ ครั้งต่อมา แมวที่ท่านแบกไม่ขึ้นก็คือ “พญางูจอร์มุนกานด์” ซึ่งขดตัวล้อมรอบ “มิดการ์ด” อยู่ใต้สมุทร และสุดท้าย “ยักษ์ชราเอลลี่” ก็คือความชราซึ่งไม่มีใครชนะได้เลย”

“ธอร์” ตระหนักความจริง เขาไม่ได้แข่งกับยักษ์ แต่โดนยักษ์ซ้อนกลให้แข่งกับธรรมชาติสิ่งที่ไม่มีใครเอาชนะได้ “ธอร์” ยก “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ขึ้นกวัดแกว่งกะขว้างไปฟาด “อุตการ์ดโลกิ” ให้แบน แต่พ่อมดยักษ์หายวับไปพร้อมกับ “เมืองอุตการ์ด” เมืองลวงตาที่เขาเสกขึ้นต้อนรับคณะเทพ ทิ้งแต่เสียงหัวเราะก้องภูผาอันเปล่าเปลี่ยวภูมิประเทศที่แท้จริงของ “โจตุนไฮม”

ทั้งสี่เดินทางกลับ ข้ามทะเลไปเอาราชรถของ “ธอร์” ที่ฝากไว้บ้านชาวนา แล้วกลับ “ธรุดไฮม” ด้วยความกระหยิ่มใจ “ธอร์” คิดว่าการผจญภัยต่อสู้กับอุบายของยักษ์ ถึงแม้จะน่าอับอายหน่อยๆ แต่มันก็เกิดขึ้นเพราะยักษ์กลัวเทพและกลัวพลังของตน คงเป็นเรื่องยากที่พวกมันจะเข้าโจมตี “แอสการ์ด” อย่างที่ใครๆ พากันกลัว

ค้อนหาย

หลังจากที่ “ธอร์” ได้อาวุธคู่มือ “มจอร์ลเนียร์” เขาก็กลายเป็นเทพที่มีพลังมากที่สุดใน “แอสการ์ด” ค้อนกับเทพกลายเป็นหนึ่งเดียวกันราวกับเป็นอวัยวะแขนขา แต่มีวันหนึ่งที่ “ธอร์” ตื่นมาพบว่า “มจอร์ลเนียร์” หายไป “ธอร์” แทบจะรื้อวังเป็นชิ้นๆ ทีเดียว เขาพยายามหา “มจอร์ลเนียร์” จนเหนื่อยอ่อนก็แน่ใจว่าคราวนี้คงต้องมีใครขโมยไปแน่ๆ

“ธอร์” เรียก “โลกิ” มาปรึกษา “โลกิ” ว่างานนี้น่าเป็นฝีมือยักษ์ เพราะเมื่อ “ธอร์” ไร้ “มจอร์ลเนียร์” ก็เหมือนกับเทพแห่งสายฟ้าไร้พลังโดยสิ้นเชิง เขาอาสาไปสืบข่าวหัวขโมย อยากรู้เหลือเกินว่าเป็นใคร “โลกิ” ไปขอยืมเสื้อคลุมขนนกวิเศษของ “เฟรยา” ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่บินได้เหมือนนก

“โลกิ” เดินทางไปดินแดนยักษ์ เขาบังเอิญได้พบ “ยักษ์ธริม” (Thrym) เจ้าตัวต้นเรื่องเข้าพอดี “โลกิ” หลอกล่อไปมาก็ได้ความว่า “ธริม” นี่แหละเป็นคนขโมยค้อน โดยพามันไปฝังไว้ใต้ดินลึกถึง 8 ฟาธอม มันบอกว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้มันคืนค้อนได้คือต้องให้ “เทพีเฟรยา” เทพีแสนสวยของ “แอสการ์ด” มาแต่งงานกับมัน

“โลกิ” กลับสวรรค์พร้อมคำขอของยักษ์ “ธอร์” เรียกประชุมเทพให้ช่วยกันออกความคิด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครนึกออกว่าจะทำยังไง ที่ประชุมหันไปถาม “เทพีเฟรยา” ว่าจะยอมแต่งงานกับยักษ์เพื่อให้ได้อาวุธวิเศษกลับคืนมายังสวรรค์หรือไม่ “เฟรยา” โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด้วยอุปนิสัยของเทวีองค์นี้ไม่ได้เสงี่ยมเหมือนเทพีองค์อื่นๆ นางน่ะเป็น “หัวหน้าวัลคิรี” นางฟ้าดำของ “โอดิน” ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามเลยว่าในภาคของความแข็งแกร่งทัดเทียมผู้ชายนางจะดุเดือดสักเพียงไหน ความโกรธที่รู้สึกว่าจะต้องถูกนำตัวไปแลกอาวุธเล่นเอานางหน้าเขียว เส้นเลือดที่คอบวมเป่งดัน “สร้อยไบรซิงกาเมน” หัก สร้อยคออันเป็นตัวแทนของดวงดาวบนท้องฟ้าหลุดจากคอของ “เฟรยา” ลงมานอนนิ่งกับพื้น

“โลกิ” ชี้ที่สร้อย เขาคิดอะไรออกในทันที เมื่อ “เฟรยา” ไม่ไป “โจตุนไฮม” คนอื่นก็น่าจะไปได้โดยอาศัยเครื่องแต่งตัวของเจ้าแม่ บรรดาเทพเห็นด้วยและชี้ไปที่ “ธอร์” เทพแห่งสายฟ้าอึกอักแต่ในที่สุดก็ตกลง

“ธอร์” แปลงตัวเป็น “เฟรยา” ออกเดินทางไปสู่ดินแดนยักษ์ มี “โลกิ” ตามติดในฐานะผู้รับใช้เจ้าสาว เขาแต่งตัวมีผ้าคลุมหน้ามิดชิดซ่อนความรู้สึกที่อาจเผยต่อหน้ายักษ์จนอาจผิดสังเกต

“เฟรยาปลอม” ไปถึง “โจตุนไฮม” ท่ามกลางความดีใจของ “ธริม” จนระงับไม่อยู่ เขาจัดงานเลี้ยงตอนรับว่าที่เจ้าสาวใหญ่โต นำอาหารจำนวนมากมากองตรงหน้าเทพีปลอมเหมือนจะโอ่ว่า “โจตุนไฮม” อุดมสมบูรณ์พอๆ กับ “แอสการ์ด” ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะหาเลี้ยงเธอไม่ได้ ฝ่ายเทพีปลอมเมื่อเห็นอาหารหน้าอร่อยตรงหน้าก็ลืมตัว ความเหนื่อยจากการเดินทางเล่นทำให้เทพจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ห้องเลี้ยงคุยสรวลเสเฮฮากันอย่างเพลิดเพลินเมื่อ “ธริม” หันมาเห็นว่าที่เจ้าสาวรับประทานก็ตกใจไม่น้อย ผู้หญิงอะไรตะกละชะมัด ล่อวัวเข้าไปทั้งตัว ปลาแซลมอนขนาดใหญ่อีก 8 เครื่องเทศและเหล้าอีกตั้ง 3 ถัง “โลกิ” ซึ่งอยู่เคียงข้างเทพีปลอมต้องแก้ตัวว่า เทพีบ่นแต่โศกเศร้าที่จะต้องจากสวรรค์ เธอไม่ได้กินอะไรมาตลอด 8 วันที่ผ่านมา “ธริม” ก็ค่อยคลายใจ

งานเลี้ยงผ่านมาถึงตอนท้าย เมื่อ “ธริม” จะต้องจูบเจ้าสาวแล้วขอแต่งงาน ยักษ์เปิดผ้าคลุมหน้า ประกายตากล้าแข็งของ “ธอร์” ซึ่งก็คือประกายของสายฟ้าจ้องเขม็งมายังดวงตาของ “ธริม” เล่นเอายักษ์ตกใจหงายหลัง “โลกิ” แก้ว่า เนื่องจาก “เฟรยา” ไม่ได้นอนมาถึงแปดคืนดวงตาของหล่อนจึงมีประกายกล้าเช่นนี้ “ธริม” เชื่ออีกเขาเลยผ่านพิธีจูบไปถึงตอนขอแต่งงาน ตามประเพณีชาวเหนือซึ่งถือว่า “ธอร์” เป็นเทพแห่งการครองเรือนด้วย เมื่อ “ธอร์” มีค้อนเป็นอาวุธ ค้อนก็เลยกลายเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาอ้างในการขอแต่งงานระหว่างชายหญิง ซึ่งในครั้งนี้ “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ก็ถูกนำออกมาวางบนตักเจ้าสาว

เท่านั้นเอง “เฟรยาปลอม” ก็คืนร่างเป็น “ธอร์” คว้าค้อนทุบหัวบรรดายักษ์ในห้องเลี้ยงตายเกลี้ยง เขาได้อาวุธคู่มือกลับ “แอสการ์ด” และได้ปราบยักษ์หมดไปอีกหนึ่งหมู่

– “ไทร์” กับ “เฟนรีส” –

“ไทร์” (Tyr) เป็นลูกชายของ “โอดิน” กับ “ฟริกก้า” บางตำราว่าเป็นลูกของ “โอดิน” กับยักษ์ไร้นามแห่งท้องทะเล ชื่อของเขาเป็นที่มาของชื่อวันอังคาร (Tyr’s day หรือ Tuesday) – “ไทร์” เป็นเทพแห่งสงครามเช่นเดียวกับ “โอดิน” แต่ที่ไม่เหมือนกันก็ตรงที่ “ไทร์” ลงลุยสงครามด้วย ส่วน “โอดิน” จะนั่งมองคู่ต่อสู้บนบัลลังก์ที่ “แอสการ์ด” แล้วกำหนดว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ

รูปร่างของ “ไทร์” เป็นชายหนุ่มที่มีกล้ามเป็นมัด แต่มีมือข้างเดียว อีกข้างหนึ่งถือดาบไว้ตลอดเวลา ไม่มีการบันทึกว่าเขามีวังอยู่ที่ไหน คลับคล้ายคลับคลาว่ามักถูกเชิญไปอยู่กับคนนั้นทีคนนี้ที ตำนานบันทึกไว้แต่เรื่องความเข้มแข็งของเขากับเหตุผลที่ว่าทำไม “ไทร์” จึงมีมือข้างเดียว … เรื่องมันเชื่อมต่อมาตั้งแต่ “โลกิ” กับ “อังร์โบดา” ให้กำเนิดลูกสามอย่างคือ “เฟนริส” “พญางูจอร์มุนกานด์” และ “เฮล”

การเกิดของสิ่งประหลาดทั้งสามในจักรวาลไม่ช้า-ไม่นานก็รู้ไปถึงหู “เทพอีเซอร์” เทวาแห่งสวรรค์ตกใจมากที่พืชพันธ์ุของ “โลกิ” ช่างไม่เหมือนกับอะไรเลย ความไม่สบายใจของเทพค่อยๆ มากขึ้นๆ มากขึ้นจนรู้ไปถึงหู “โอดิน” และ “โอดิน” ก็กลัดกลุ้มจนต้องเดินทางลงไปถามเอาความจาก “เทพีนอร์น” และก็ได้รับคำตอบว่า ทั้งสามสิ่งคือตัวแทนของความชั่วร้ายที่จะต้องกำจัดให้เร็วที่สุดหลีกเลี่ยงความพินาศที่มันจะก่อตามมา

“โอดิน” จึงสั่งให้ “เทพอีเซอร์” กลุ่มหนึ่งลอบเข้าไปใน “โจตุนไฮม” จับ “อังร์โบดา” ตรึงไว้แล้ว ขโมยลูกของหล่อนกลับไป “แอสการ์ด” โดยที่นางยักษ์ผู้เป็นแม่ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ทว่าทันทีที่ชาวสวรรค์เห็นลูกๆ ของ “โลกิ” ทุกคนต่างเมินหน้าจากความน่าเกลียดของมัน “โอดิน” เนรเทศ “เฮล” ลงไปอยู่ “แดนนิฟล์ไฮม” ทันควัน นางกลายเป็นเทพีครอบครองอาณาจักรที่ไม่มีใครต้องการ นั่นคือดินแดนแห่งความตาย เป็นความตายชนิดน่าอับอายที่สุดในความเชื่อของชาวเหนือ คือตายด้วยเหตุปกติธรรมชาติ ความมืดของ “นิฟล์ไฮม” ถูกใจ “เฮล” มาก มันทำให้หล่อนสามารถซ่อนร่างกายท่อนล่างซึ่งเป็นศพเน่าได้ อีกทั้งที่นี่ยังมีอาหารโปรดที่ถูกใจนั่นก็คือศพคนตายที่หล่อนจะสามารถแทะกินเนื้อเน่าๆ หักกระดูกศพเลียกินไขที่ส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างสบายๆ

ถัดมา “โอดิน” ขว้าง “พญางูจอร์มุนกานด์” ลงไปในทะเลที่ล้อมรอบ “มิดการ์ด” งูดำดิ่งลงไปถึงก้นบึ้งแฝงตัวอยู่ที่นั่นตั้งแต่บัดนั้น มันค่อยๆ โตขึ้นๆ ยาวขึ้นๆ จนหัวไปทันหางกลายเป็นวงกลมล้อม “มิดการ์ด” ที่ใต้ทะเล

แต่เมื่อมาถึงตา “หมาป่าเฟนริส”“โอดิน” ชักไม่อยากไล่มันไปไหน ด้วยความที่ตอนนั้นมันยังดูเป็นลูกหมาน้อยธรรมดาๆ บวกกับความที่ “โอดิน” รักหมาป่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงปล่อยให้ “หมาป่าเฟนริส” เที่ยวท่องไปอย่างอิสระในทุ่งและป่าของ “แอสการ์ด”

“หมาป่าเฟนริส” กลายเป็นปัญหาในเวลาต่อมา เนื่องจากมันหิวตลอดเวลาและทุกครั้งที่มันหิวมันจะหอนโหยหวนสร้างความรำคาญแก่ชาวสวรรค์เป็นที่ยิ่ง ทว่าเทพองค์หนึ่งที่ไม่รู้สึกรำคาญเหมือนองค์อื่นคือ “เทพไทร์” เสียงของ “หมาป่าเฟนริส” ที่หอนกลับเรียกความสนใจมากกว่า เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องตามรอยมันแล้วโยนเนื้อก้อนใหญ่ให้มันกิน อาหารดับความหิวทำให้หมาเงียบ “ไทร์” เลี้ยงหมาป่าทุกวัน เขาเลยกลายเป็นเทพองค์เดียวที่เข้าใกล้ “หมาป่าเฟนริส” ได้

เวลาผ่านไป “โอดิน” เพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกของ “โลกิ” ตัวนี้ใหญ่ขั้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พระองค์นึกถึงคำทำนายของ “เทพีนอร์น” ได้ว่า “หมาป่าเฟนริส” นี่แหละจะเป็นผู้ฆ่าพระองค์ในช่วงสุดท้ายของจักรวาล ถึง “โอดิน” จะรู้ว่าชะตาลิขิตแล้วแต่ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ต้องการเร่งจุดจบให้เร็วนัก “โอดิน” จึงไม่สั่งให้ฆ่า “หมาป่าเฟนริส” แต่ให้หาทางผูกมันไว้อย่างแน่นหนา

บรรดาเทพไปหาของผูกมัด อันแรกเป็นโซ่ชื่อ “แลดิ้ง” (Laeding) เส้นใหญ่ขนาด “ธอร์” เองยังกลัว เทพถือโซ่เดินเข้าไปหาหมาป่า ถามมันว่าจะยอมถูกผูกหรือไม่ “หมาป่าเฟนริส” ดมโซ่และลองกัด แล้วมันก็ยอมให้ผูก แต่หลังจากผูกเสร็จ “หมาป่าเฟนริส” ก็แสดงให้เห็นพลังอันมากมาย มันเกร็งกำลังทีเดียว “โซ่แลดิ้ง” ก็ขาดออกจากกันราวกับทำจากกระดาษ

เหล่าเทพแทบไม่เชื่อสายตา พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าหมาป่าตัวนี้จะสามารถทำลายพันธนาการอันแข็งแกร่งลงได้ มันน่าจะมีอะไรผิดพลาดกับโซ่เป็นแน่ “เทพแอสการ์ด” ลองอีกครั้ง คราวนี้เขาเอา “โซ่โดรมิ” (Dromi) ซึ่งใหญ่เป็นสองเท่าของเส้นแรก แต่ละข้อโซ่ใหญ่ขนาดที่คนธรรมดายกไม่ไหวเอามาผูก “หมาป่าเฟนริส” มันทำท่ายอมให้ผูกเหมือนเส้นแรก แต่สุดท้ายก็สะบัดทีเดียวขาดสะบั้น

ความแข็งแกร่งของ “หมาป่าเฟนริส” ชักทำให้เทพทั้งหลายใจฝ่อ “โอดิน” หาทางแก้ไขและแล้วก็สั่ง “สเคอร์เนียร์” (Skirnir) ทูตสื่อสารของ “เฟรย์” ลงไปยังดินแดนคนแคระ ให้ทำของวิเศษสำหรับผูก “หมาป่าเฟนริส” เสนอค่าตอบแทนเป็นทองคำมากชนิดคนแคระนึกไม่ถึง

คนแคระที่เป็นกลุ่มไม่สนใจเรื่องความเป็นไปทั้งทางโลกและทางสวรรค์ พวกมันสนใจเรื่องการประดิษฐ์ของและแร่ทองคำ ถ้าต้องการอะไรแล้วเอาทองคำมาแลก คนแคระเป็นทำถวายหัว สำหรับ “โซ่ล่ามหมาป่าเฟนริส” คนแคระก็รับจ้างด้วยการเอาของวิเศษซึ่งต่างก็เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ยกเว้นก็แต่คนแคระเท่านั้นหาได้มาผสมกัน นั่นคือ เสียงแมววิ่ง เคราผู้หญิง รากภูเขา เสียงปลาร้อง เอ็นหมีและน้ำลายนก กลายเป็นสายริบบิ้นล่ามหมาเรียกว่า “ไกลป์เนียร์” (Gleipnir)

“สเกอร์เนียร์” กลับ “แอสการ์ด” พร้อมริบบิ้นเส้นบาง เทพพากันออกไปหาหมาป่าอีกครั้ง “หมาป่าเฟนริส” มองสายริบบิ้นที่เทพถือมาด้วยความระแวง มันรู้ว่าเทพคงต้องมีอุบายอะไรแน่ๆ การจะเอาริบบิ้นเส้นบางขนาดอาจจะขาดได้ถ้าโดนลมเบาพัดมาหามัน หมายความว่าริบบิ้นจะต้องมีดีพอที่จะผูกมันได้ “หมาป่าเฟนริส” เห่าหอนด้วยความหงุดหงิดบอกให้รู้ว่ามันไม่ยอมให้เอาริบบิ้นผูก “เทพแอสการ์ด” ต่อรอง บอกว่าหากมันสะบัด “ไกลป์เนียร์” ออกไม่ได้ เทพจะยอมปล่อยมันทันที “หมาป่าเฟนริส” ไม่เชื่อ มันเห่าหอนหนักขึ้น ทำให้สมาชิก “แอสการ์ด” ต้องถอยเพื่อความปลอดภัย

ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ไม่มีใครเข้าใกล้ “หมาป่าเฟนริส” ได้ เนื่องจากมันเริ่มระแวง ต่างคนต่างมองตากันแล้วนึกออกว่าเทพองค์เดียวที่หมาป่าไว้ใจคือ “ไทร์” ว่าแล้วเหล่าเทพจึงไปเชิญเขามา “ไทร์” รับริบบิ้นเดินเข้าใกล้ “หมาป่าเฟนริส” ปลอบมันว่าถ้าผูกแล้วสะบัดไม่ออกจะปล่อย “ไทร์” ให้มันงับมือข้างหนึ่งของเขาไว้เป็นหลักประกัน ให้เชื่อว่าเทพรักษาคำพูด คำมั่นของ “ไทร์” ทำให้หมาป่ายอม อย่างหนึ่งเพราะมันจำได้ว่ายามที่มันหิวตั้งแต่ตอนเป็นลูกหมาก็มีเพียง “ไทร์” คนนี้ที่ให้อาหาร

“ไทร์” เอามือซุกไว้ในปาก “หมาป่าเฟนริส” ขณะที่ “เทพอีเซอร์” เอาริบบิ้น “ไกลป์เนียร์” ผูกทบแล้วทบเล่ากว่าจะแน่ใจ ปรากฏว่าเมื่อ “หมาป่าเฟนริส” ลองขยับคราวนี้มันไม่ขาดจากกันเหมือนโซ่ ยิ่งดิ้นรนยิ่งรัด ยิ่งกระชากยิ่งแน่น ขนหลังของ “หมาป่าเฟนริส” ตั้งชันด้วยความโกรธ มันแสดงท่าทางให้เทพปล่อยมันตามสัญญา แต่ไม่มีเทพองค์ไหนขยับเข้าใกล้ไปแก้ริบบินแม้แต่องค์เดียว “หมาป่าเฟนริส” จึงกัดมือ “ไทร์” ขาดติดกรามของมันทันที

“หมาป่าเฟนริส” ถูกผูกอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งถึงเวลา “แร็คนาร็อค” ยามที่ปีศาจมีฤทธิ์อำนาจมากจนริบบิ้น “ไกลป์เนียร์” หมดความศักดิ์สิทธิ์ร่วงลงพื้นไปเองอย่างง่ายดาย คราวนั้นล่ะ “หมาป่าเฟนริส” ก็ออกตามล่า “โอดิน” ผู้ออกคำสั่งให้พรากตัวมันมาจากแม่และยังผูกมันให้ได้รับแต่ความทรมาน

– เทพคู่แฝด – “เฟรย์” และ “เฟรย่า” –

เทพสององค์เป็นเทพต่างวงศ์ที่มาอยู่บน “แอสการ์ด” แต่ก็มีบทบาทไม่น้อยเลย “เฟรย์” (Frey) และ “เฟรยา” (Freya) ต่างก็เป็นลูกชาย-ลูกสาวของ “นจอร์ด” เทพแห่งสายลมและท้องทะเล “เทพวงศ์วาเนอร์” ที่แลกตัวมาอยู่ “แอสการ์ด” ตำนานหนึ่งว่ามารดาของพวกเขาคือ “เนอร์ธัส” (Nerthus) พี่หรือน้องสาวของ “นจอร์ด” เอง ซึ่งเมื่อ “นจอร์ด” ถูกแลกให้มาอยู่ “แอสการ์ด” มันเป็นเวลาที่การแต่งงานระหว่างพี่น้องด้วยกันกลายเป็นที่รังเกียจไปเสียแล้ว ภรรยาของ “นจอร์ด” ก็เลยไม่มาด้วยคงปล่อยให้สามีกับลูกมาแทน ส่วนตัวนางนั้นไม่เคยปรากฏตัวที่ “แอสการ์ด” เลย เป็นเหตุให้สามีต้องได้ภรรยาคนที่สองคือ “ยักษ์สกาดิ”

เฟรย์ – เทพแห่งอากาศดีและแสงอาทิตย์

“เฟรย์” เป็นเทพแห่งอากาศดีและแสงอาทิตย์ เนื่องจากคนเหนือไม่รู้ว่าดวงอาทิตย์แผ่รังสีให้ความร้อน จึงแยกดวงอาทิตย์กับเทพแห่งแสงอาทิตย์เป็นคนละองค์ – ธรรมชาติของการให้ทำให้ “เฟรย์” เป็นเทพรูปงาม

หลังสงครามระหว่าง “เทพอีเซอร์” และ “วาเนอร์” ครอบครัวของเขาต้องมาอยู่ “แอสการ์ด” “เฟรย์” เป็นเทพต่างวงศ์ที่มีโอกาสได้นั่งเป็นหนึ่งใน 12 ของท้องพระโรง “แกลดไฮม” รับหน้าที่ปกครอง “อัล์ฟไฮม” อาณาเขตของ “เอลฟ์” และ “แฟรี่” ซึ่งนับเป็นที่ๆ เหมาะที่สุดสำหรับเทพแห่งแสงตะวันเช่นเขา

“เฟรย์” เป็นเจ้าของอาวุธที่มีอานุภาพมากที่สุดถ้าไม่นับ “มจอร์ลเนียร์” ดาบวิเศษของ “เฟรย์” เมื่อชักออกจากฝัก มันจะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามด้วยตัวของมันเอง พาหนะทรงพลังของ “เฟรย์” คือ “หมูป่าขนทองกัลลินเบสติ” กับ “เรือสกิดบลาดเนียร์” ที่สามารถพับให้เหลือเล็กนิดเดียวเก็บไว้ในกระเป๋า

ถึง “เฟรย์” จะเป็นเทพของแสงอาทิตย์ที่มีค่ามากที่สุดสำหรับชาวเหนือ แต่เขากลับต้องทนทุกข์กับความรัก และความรักนี่เองทำให้เขาต้องนิราศร้างไปจากชาวเหนือหลายเดือนในช่วงหนึ่งปี เรื่องนี้เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดผู้คนถึงต้องผจญอากาศหนาวและความมืดมากกว่าจะพบเจอความอบอุ่น

เรื่องมันเกิดขึ้นในวันหนึ่งขณะที่ “โอดิน” ไม่อยู่ “เฟรย์” เดินเข้าในท้องพระโรงว่างๆ แลเห็น “บัลลังก์ฮลิดสเคียฟ” ตั้งตระหง่านก็เกิดความคิดซุกซน เขาไต่ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์สูงสุดปรารถนาจะเห็นความเป็นไปของทุกโลกอย่างละเอียดจากที่นั่นเช่นเดียวกับ “โอดิน” “เฟรย์” เขม่นมองไปยังดินแดนต่างๆ อย่างเพลิดเพลิน แต่พอหันไปยังทิศทาง “โจตุนไฮม” เท่านั้น “เฟรย์” ถึงกับชะงัก

เขาเห็นธิดายักษ์น้ำแข็ง “เกอดา” (Gerda) ยืนอยู่ตรงหน้าต่างปราสาทของนาง ใบหน้าของหล่อนงามราวกับเทพธิดา หมอกควันน้ำแข็งที่ลอยอ้อยอิ่งล้อมขอบภาพเพิ่มความงามราวกับหล่อนตกอยู่ในดินแดนแห่งความฝันทำให้ “เฟรย์” ตะลึงงัน ตั้งแต่วินาทีเป็นต้นมา “เฟรย์” รู้อย่างเดียวว่าเขาไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากนาง ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจอีกด้วยว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาอยู่ในฐานะเทพชั้นปกครองของสวรรค์ การจะเอานางสาวยักษ์เข้ามาอยู่กินด้วยย่อมเป็นไปไม่ได้และเขาก็แน่ใจว่ายักษ์ก็คงไม่ต้องการให้เทพอย่างเขาไปอยู่ใน “โจตุนไฮม”

“เฟรย์” กินไม่ได้-นอนไม่หลับ ความทุกข์ทรมานของความรักที่เป็นไปไม่ได้ทำให้ “เฟรย์” เปลี่ยนแปลงไป “นจอร์ด” ต้องเรียก “สเคอร์เนียร์” คนสนิทของลูกมากระซิบถาม สั่งให้เขาหาสาเหตุ รวมทั้งแก้ไขให้ได้

เรื่องการหาสาเหตุนี่มันไม่ยากอยู่แล้ว เพราะ “เฟรย์” เองก็อยากระบายให้ใครฟังเหมือนกัน “เฟรย์” บอกคนสนิทว่าเขาตกหลุมรักนางสาวยักษ์เข้าตนหนึ่ง เป็นรักแรกเห็นที่หักใจไม่ได้ เขาทุกข์เหลือเกินไม่รู้ว่ายักษ์สาวตนนั้นจะรู้สึกอย่างเดียวกับเขาหรือเปล่า ที่แย่กว่านั้นเขารู้ว่าความรักของเขามันเป็นไปไม่ได้ทั้งในสวรรค์และแดนยักษ์

“เฟรย์” คอตกด้วยความเศร้า จู่ๆ ก็ฮึดสู้ เขาอยากรู้ว่ายักษ์สาวจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับเขาหรือไม่ จึงขอร้อง “สเคอร์เนียร์” ให้เดินทางไปหา “เกอดา” ณ ดินแดนยักษ์ เทพอยากรู้เพียงว่า “เกอดา” รักพระองค์บ้างหรือไม่ “เฟรย์” ลงทุนอ้อนวอนคนสนิทสัญญาจะให้รางวัลอะไรก็ได้ที่ผู้ถือสารต้องการ “สเคอร์เนียร์” ตกลง เขาขอดาบวิเศษของ “เฟรย์” เป็นข้อแลกเปลี่ยน พร้อมกับ “ม้าบโลดักโฮฟี” (Blodughofi) ม้าวิเศษของ “เฟรย์” ที่สามารถมองเห็นทางในความมืดและไม่กลัวไฟ

รางวัลที่ทูตสื่อสารขอเล่นเอา “เฟรย์” อึ้งไปเหมือนกัน “เฟรย์” รักดาบวิเศษเล่มนี้มาก แต่ถึงจะเสียดายขนาดไหนเมื่อแลกกับสิ่งที่เพื่อนจะไปทำให้ เขาก็ตกลง “สเคอร์เนียร์” ออกเดินทางด้วยความเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้ “เฟรย์” นั่งรออยู่ใน “แอสการ์ด” ด้วยความหดหู่

“สเคอร์เนียร์” เดินทางไปถึงปราสาทของ “กายเมียร์” (Gymir) พ่อของ “เกอดา” ยิ่งเข้าใกล้ เสียงหอนของหมาเฝ้าปราสาทลอยลมมาก็ยิ่งดังขึ้น เสียงของมันอันที่จริงก็คือตัวแทนของสายลมอันรุนแรงในฤดูหนาว “สเคอร์เนียร์” มองไปยังตัวปราสาทที่เห็นข้างหน้าตัดขอบฟ้าและแล้วก็เห็นสิ่งที่คาดไม่ผิด วงล้อไฟลุกสว่างล้อมรอบปราสาท “สเคอร์เนียร์” คิดถูกที่เอาม้าวิเศษของ “เฟรย์” มา ด้วยความที่มันไม่กลัวไฟ เขาจึงเร่งฝีเท้ามันให้ลอดบ่วงเข้าไปในตัวปราสาท

จะเป็นโชคของ “สเคอร์เนียร์” หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ตอนที่ “สเคอร์เนียร์” ไปถึง “ยักษ์กายเมียร์” ออกไปล่าสัตว์ทิ้งให้ “เกอดา” อยู่ลำพังที่ปราสาท เขาตามหาตัวนาวสาวยักษ์ต้นปัญหาเจอในเวลาไม่นานนักแล้วก็หว่านล้อมรำพันถึงความรักที่ “เฟรย์” มีต่อนางตั้ง แต่แรกเห็นถึงขนาดกินไม่ได้-นอนไม่หลับ “สเคอร์เนียร์” เอาชามใส่น้ำมาให้ “เกอดา” ถือแล้วเสกภาพ “เฟรย์” ให้ปรากฏในนั้นให้ “เกอดา” ดูว่าเจ้านายของตนรูปงามเพียงใด นางยักษ์รูปงามฟังความแล้วก็เฉยดูรูปหนุ่มแล้วก็ยังเฉย นางไม่สนใจเทพแห่งความอบอุ่นเพราะนางอยู่แต่ในแผ่นดินอันเย็นเยียบของน้ำแข็งจนคุ้นเคย เธอไม่ต้องการจากที่นี่ไปจึงไม่รู้สึกอะไรกับความรักของเทพแม้แต่น้อย ทูตสื่อสารเห็นไม่ได้การเลยเสนอจะเอาแอปเปิลแห่งความเยาว์วัยให้นาง 11 ผลเพื่อให้นางทรงความเยาว์วัยแบบเทพ “เกอดา” ก็ยังคงไม่สนใจ นางวางชามน้ำแล้วเดินหนี “สเคอร์เนียร์” ถึงกับเสนอจะให้แหวนแบบเดียวกับของ “โอดิน” แก่นาง คราวนี้นางยักษ์หันมาตะเพิด “สเคอร์เนียร์” ด้วยความรำคาญ

ความอดทนของ “สเคอร์เนียร์” ขาดผึง เขาชักดาบวิเศษของ “เฟรย์” ออกมากวัดแกว่งขู่ว่า หากเธอยังคงปฏิเสธ ยักษ์อาจจะต้องเดือดร้อน หากแต่ “เกอดา” หาได้กลัวไม่ เธอกลับรุกไล่ท้าทายทูตแห่งสวรรค์ กำลังที่ “สเคอร์เนียร์” จะสิ้นท่า เขาก็เกิดนึกถึงอาวุธของตนขึ้นมาได้ มันเป็นไม้คทาที่สลักอักษรรูน อักษรศักดิ์สิทธิ์บันดาลความเป็นไป คราวนี้เขาคว้าไม้คทาอันนี้ขึ้นมาชูตรงหน้า “เกอดา” กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเขาจะส่งเธอให้ไปอยู่ขอบโลก ที่ๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากประตูดินแดนแห่งความตาย หนาวเย็นโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวตลอดกาล ก่อนไปเขาจะสาปให้ “เกอดา” กลายเป็นหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่นหน้าตาหน้าเกลียดหน้ากลัวจนแม้สัตว์ก็ไม่อยากเข้าใกล้ ว่าแล้ว “สเคอร์เนียร์” ก็เริ่มควงคทา

ท่าทางและความศักดิ์สิทธิ์ของอักษรรูนทำให้ “เกอดา” เกิดกลัวขึ้นมาจริงๆ เธอถอยหลังอย่างตกใจ ละล่ำละลักร้องห้ามยอมตกลงรับรัก “เทพเฟรย์” – “สเคอร์เนียร์” สมใจละคราวนี้ เขาคว้าข้อมือ “เกอดา” จะให้นั่งม้าซ้อนท้ายกลับ “แอสการ์ด” เหมือนที่ “เฟรย์” บอก แต่ “เกอดา” ขืนตัว เธอขอเวลาเก้าวัน อย่างน้อยก็ขอให้มีเวลาเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงบ้าง แล้วเธอจะไปพบ “เฟรย์” ที่ “ป่าบาร์รี” (Barri) ของพวกเอลฟ์และยอมเป็นภรรยาของเขา

“สเคอร์เนียร์” กลับมาแจ้งข่าวดีแก่ “เฟรย์” เขารู้สึกว่าเวลาเก้าวันนานเกินไปสำหรับเขา (ชาวเหนือเปรียบช่วงนี้เป็นเวลาเก้าเดือนที่พวกเขาต้องผจญอากาศอันเลวร้าย) แต่เมื่อไม่มีทางใดดีกว่านี้ ความอดทนก็เป็นทางเดียวที่ “เฟรย์” ต้องทำ ในที่สุดเมื่อเวลามาถึง “เฟรย์” ก็พบ “เกอดา” ที่ “ป่าบาร์รี” ตัวตนอันอ่อนหวานนุ่มนวลของ “เฟรย์” เล่นเอายักษ์สาวอ่อนไหวไปเหมือนกัน ทั้ง “เฟรย์” และ “เกอดา” ตกอยู่ในความรักซึ่งกันและกัน ทำให้ผืนป่าและท้องทุ่งที่แห้งแล้งเพราะความโศกเศร้าของ “เฟรย์” กลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

Freya

เฟรยา – เทพีแห่งความรัก

ลูกสาวของ “นจอร์ด” คนนี้เป็นเทพีแห่งความสมบูรณ์และความรักทางร่างกาย ไม่เหมือน “ฟริกก้า” ชายาแห่ง “โอดิน” ตรงที่องค์นั้นดูแลความรักในชีวิตสมรส ขณะที่ “เฟรยา” ดูแลให้แรงเร้าแห่งความรักยังคงอยู่ ชื่อของ “เฟรยา” เป็นต้นเค้าของชื่อวันศุกร์ในภาษาฝรั่ง (Friday)

“เฟรยา” เป็นน้องสาวของ “เฟรย์” เป็นเทพต่างวงศ์ที่ขึ้นไปอยู่บน “แอสการ์ด” ซึ่งปรากฏว่าเธอกลายเป็นคนสวยที่สุดบนสวรรค์แห่งนั้น ผมของเธอสวยกว่าของ “ซิฟ” และรูปร่างก็สง่างามกว่า “ฟริกก้า”“เฟรยา” กลายเป็นคนงามที่เทพีส่วนใหญ่อิจฉาและกลายเป็นที่หมายปองของเทพและบรรดายักษ์มากมาย

วังของ “เฟรยา” คือ “เซสริมเนียร์” (Sessrymnir) อยู่ในอาณาเขตของ “แอสการ์ด” ที่นี่ยังเป็นที่อยู่ของบรรดาวิญญาณเมียเล็กเมียน้อยของ “เอนเฮเรียร์”

“เฟรยา” เป็นคนมีสองบุคลิก ด้านหนึ่งของความสวยงามเธอมีความอ่อนไหวของผู้หญิงเต็มเปี่ยม ยามที่เธอปฏิบัติงานในหน้าที่เทพีแห่งความรัก เธอจะสวมเสื้อผ้าบางเบาเน้นให้เห็นร่างกายอันงดงาม แต่ในอีกบุคลิกหนึ่งเธอดุเหมือนเสือ ทั้งนี้เพราะ “เฟรยา” มีความรู้ในศาสตร์แม่มด รู้เรื่องพลังที่มีเหนือชีวิตและความตาย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ “โอดิน” โปรดปรานมาก ขอเรียนจาก “เฟรยา” และมอบตำแหน่งในเธอเป็น “หัวหน้านางวัลคิรี” นางฟ้าดำของพระองค์ เวลาปฏิบัติงานหน้าที่นี้หล่อนจะสวมเสื้อเกราะติดอาวุธแล้วขึ้นม้าพาบริวารลงไปโฉบเหนือทุ่งสงคราม เลือกวิญญาณผู้กล้าขึ้นหลังม้าแล้วกลับมาทางสะพานรุ้ง

“เฟรยา” เป็นเจ้าของสมบัติวิเศษ 2 ชิ้น คือ “สร้อยไบรซิงกาเมน” และ “เสื้อคลุมขนเหยี่ยว” ที่ทำให้คนใส่บินได้ เป็นตัวเดียวกับที่ “โลกิ” ขอยืมไปใช้ช่วยตัวเองและเทพให้รอดพ้นสถานการณ์คับขันหลายหน ทว่าประวัติของเสื้อไม่สนุกเท่าประวัติการได้มาซึ่งสร้อยเส้นที่งดงามที่สุดในโลก เพราะมันทำให้เห็นเลือดบ้าของเธอจริงๆ

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ “เฟรยา” ได้ข่าวระแคะระคายว่าคนแคระกำลังทำสร้อยเส้นที่สวยที่สุดในโลกให้ “ฟริกก้า” ชายาของ “โอดิน” เธออยากเห็นว่ามันจะสวยมากมายขนาดไหนจึงดอดเข้าไปใน “สวาทัล์ฟไฮม”

ที่นั่น “เฟรยา” เห็นคนแคระสี่คนกำลังรุมอะไรสักอย่างที่โรงงาน เธอค่อยๆ ลอบเข้าไปดู แล้วก็เห็นสิ่งที่เธอสงสัยจริงเสียด้วย สร้อยแสนสวย ลวดลายสวยงามและอัญมณีที่ประดับอยู่บนสร้อยส่งประกายระยิบระยับงดงามราวกับดวงดาว มันเรียกร้องเชิญชวนเธอ มันทำให้ความอยากรู้-อยากเห็นกลายเป็นอยากได้ กิเลสของ “เฟรยา” ลุกโพลงเวลานั้นเธอยอมแลกทุกอย่างกับการได้ครอบครอง “สร้อยไบรซิงกาเมน”

“เฟรยา” ลงทุนอ้อนวอนคนแคระขอสร้อยเป็นของเธอ ยอมแลกสมบัติที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ แต่คนแคระไม่ยอมให้ “เฟรยา” แทบจะเกลือกกลิ้งไปกับพื้นเพื่อให้พวกมันเห็นใจ คราวนี้คนแคระจ้องหน้า “เฟรยา” ครู่หนึ่งแล้วหันไปซุบซิบ ความงามของ “เฟรยา” ทำให้คนแคระอยากได้เหมือนกัน แต่คราวนี้มันไม่ยักกะอยากได้ทองเป็นของแลกเปลี่ยน แต่พวกมันขอร่วมอภิรมย์กับ “เฟรยา” เรียงตัวแลกกับสร้อย

มันเป็นข้อเสนอที่ลบหลู่ศักดิ์ศรีของผู้หญิงมากที่สุด ยิ่งเป็นเทพีสูงศักดิ์อย่าง “เฟรยา” ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ … “เฟรยา” ยอม หล่อนคิดเสียว่าหลับหู-หลับตาเสียเวลาน่าขยะแขยงไม่กี่นาทีหล่อนก็จะเป็นเจ้าของสร้อยแล้ว

ผลการกระทำครั้งนี้ทำให้ “โอดิน” โกรธมากสั่งให้ “เฟรยา” ไปหาวิญญาณนักรบขึ้นมาไถ่โทษ “เฟรยา” ก็ก้มหน้าทำ ไม่ว่าจะต้องช่วยบันดาลให้เกิดสงครามมากสักกี่ครั้ง ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยออกตระเวนล่าวิญญาณอีกกี่ร้อยดวง เพื่อ “สร้อยไบรซิงกาเมน” แล้วหล่อนยอม นิสัยของ “เฟรยา” ตรงนี้เห็นชัดๆ เลยว่าเต็มไปด้วยความกระหายใคร่อยากและตัณหา ซึ่งมันก็คือด้านมืดของความรักที่เธอเป็นเทพีอยู่

อย่างไรก็ตาม “เฟรยา” ยังมีบุคลิกอีกข้างหนึ่งด้วยเป็นข้างที่อ่อนไหวเหมือนกับหญิงสาวทั่วไป ตำนานที่จะเล่าต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าถึงเจ้าหล่อนจะเป็นเทพีแห่งความรัก แต่ชีวิตรักของเธอไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่

ในบางพื้นที่ทางแถบเหนือ “เฟรยา” ไม่ใช่เทพีแห่งความรักอย่างเดียว แต่เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ไปด้วย อุปนิสัยนี้ทำให้ “เทพโอเดอร์” (Odur) “เทพวงศ์วาเนอร์” แห่งแสงตะวันเช่นเดียวกับพี่ชายของนางสนใจ จนในที่สุดเมื่อความรักสุกงอม ทั้งสองก็แต่งงานเป็นสามี-ภรรยากันมีลูกสาวสองคนคือ “เจอเซมิ” (Gersemi) และ “นอส” (Hnoss) เป็นผู้หญิงสวยที่สุดจนเวลาผู้คนบน “แอสการ์ด” จะพูดถึงความสวยงามก็ใช้สองชื่อนี้เปรียบเทียบ ชีวิตรักของ “เฟรยา” ในช่วงนี้นับว่าสมบูรณ์พูลสุขที่สุด สมาชิกครอบครัวทั้งสี่ก็อาศัยอยู่กันบน “แอสการ์ด” ชั่วระยะหนึ่ง

… แล้วเรื่องก็เกิดขึ้นเพราะอุปนิสัยของ “โอเดอร์” เอง

เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน “โอเดอร์” ชอบผจญภัย และที่ๆ เขาชอบไปมากที่สุดคือแผ่นดินทั่วโลก “โอเดอร์” ตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วสูดกลิ่นหอมของฤดูร้อน มันหอมหวนเสียจนเขาไม่อาจห้ามใจ จู่ๆ เขาก็ออกเดินทางไปจาก “แอสการ์ด” โดยไม่ได้บอกใครสักคน เมื่อ “เฟรยา” ตื่นทีหลังแล้วพบว่าสามีหายไป หาอย่างไรก็ไม่พบเธอเริ่มร้องไห้ น้ำตาของเธอร่วงเป็นสายตกลงไปยังพื้นโลก ความอุ่นของมันทำให้แทรกตัวลึกลงไปในเนื้อหินเปลี่ยนเป็นสายแร่ทองคำ

เมื่อไม่มีตัว “โอเดอร์” ใน “แอสการ์ด” “เฟรยา” จึงสวมเสื้อขนเหยี่ยวออกเดินทางจากสวรรค์ไปทั่วโลก ทั่วแผ่นดินที่รู้จักและไม่รู้จัก ตลอดเวลานั้นเธอร้องไห้และร้องไห้ น้ำตาของ “เฟรยา” ร่วงลงสู่พื้นดินตามรายทาง เป็นเหตุให้พบทองคำทั่วโลก

การเดินทางของ “เฟรยา” กินเวลายาวนาน ในที่สุดหล่อนก็พบ “โอเดอร์” ณ แดนใต้ ขณะนั้นเขากำลังหันหลังพิง “ต้นเมอร์เทิล” (Myrtle) อย่างเกียจคร้าน “เฟรยา” โฉบลงจากฟ้าที่ด้านหลังเทพเก็บเอาดอกและใบเมอร์เทิลนั้นมาควั่นเป็นมงกุฏดอกไม้สวมศีรษะ เจ้าหล่อนโผล่ออกจากที่ซ่อนทำให้สามีประหลาดใจ ความสดใสของดอกไม้และความงามของเธอ ทำให้ภาพของ “เฟรยา” เหมือนกับวันแรกที่ทั้งสองแต่งงานกัน (อันนี้เป็นต้นเค้าว่าทำไมเจ้าสาวชาวเหนือจึงสวม “มงกุฏดอกเมอร์เทิล” ในวันแต่งงาน) “เฟรยา” ไม่ถาม ไม่กระบึงกระบอนที่จู่ๆ สามีก็หายไปโดยไม่บอก-ไม่กล่าว เจ้าหล่อนแสดงแต่ความดีใจที่พบสามีอีกครั้ง

เช่นเดียวกับ “โอเดอร์” ที่ดีใจที่ได้พบเมียเหมือนกัน การเดินทางที่คิดว่าหอมหวนของเขากลับไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์ ทั้งสองจึงจูงมือกันกลับ “แอสการ์ด” ช่วงเวลาแห่งควมสุขนี้ธรรมชาติก็ฉลองให้แก่ “เฟรยา” และ “โอเดอร์” ด้วยการสร้างดอกไม้ใบไม้ของหน้าร้อนสะพรั่ง

– ไฮล์มดาม – เทพอารักษ์ –

“ไฮล์มดาล” (Heimdall) อารักษ์แห่งประตูสวรรค์ เป็นลูกของ “โอดิน” กับยักษีแห่งฟองคลื่นเก้านาง เข้าใจว่าน่าจะเป็นลูกสาวของ “อีเจอร์” และ “รัน” เทพและเทพีที่มีอยู่ก่อนเทพทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น “อีเซอร์” หรือ “วาเนอร์”

กำเนิดอันแปลกประหลาด

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งหลังสร้างโลกเสร็จ “โอดิน” ก็ออกมาเดินเล่นแถวชายหาด ชั่วครู่ “โอดิน” ก็เจอเข้ากับยักษ์สาวเก้านางกำลังพักผ่อนเอนองค์อยู่แถวๆ นั้น ความงามของนางทั้งเก้าเร้าใจ “โอดิน” เสียจนหาทางเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมได้นางทั้งเก้าเป็นภรรยา แต่พลังเทพอันมหาศาลที่ “โอดิน” แสดงออกระหว่างร่วมภิรมย์ทำให้นางทั้งเก้าหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว ให้กำเนิดทารกเพศชายนาม “ไฮล์มดาล” ก่อนจะแยกกลับเป็นยักษ์เก้าตนเหมือนเดิม

นางยักษ์ทั้งเก้าเลี้ยงดูลูกด้วยอาหารที่พวกเธอสรรหาอย่างดีที่สุดตามความคิดของตนมาให้ ทั้งความมั่นคงของแผ่นดิน ความอุดมสมบูรณ์เป็นต้นกำเนิดชีวิตของท้องทะเล ความอบอุ่นของแสงอาทิตย์และอื่นๆ อีกมากมาย อาหารอันอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ทำให้ “ไฮล์มดาล” เติบโตเป็นหนุ่มในเวลาไม่กี่วัน และออกเดินทางขึ้นสวรรค์ “แอสการ์ด” ไปรวมกับ “โอดิน”

มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวสวรรค์เพิ่งสร้าง “สะพานรุ้งน้ำแข็ง” เสร็จ เป็นช่วงเวลาที่ชาวฟ้าเริ่มกังวลว่าวันหนึ่งพวกยักษ์จะข้ามสะพานแห่งนี้เข้ามาหาพวกเขาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ครั้น “ไฮล์มดาล” ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความแปลกใจ เทพต่างมองเขาเป็นตาเดียว “ไฮล์มดาล” ผู้สง่างามและยังมีดวงจิตบริสุทธิ์ ยิ่งเขามีดวงตาแหลมคมราวกับนกอินทรีย์มองไกลทะลุไปถึงแผ่นดิน “มิดการ์ด” หูไวและละเอียดจนสามารถแยกแยะเสียงต้นหญ้างอกในแดนมนุษย์ได้จากเสียงอื่นรอบข้าง แถมยังนอนน้อยกว่านกเพียงแค่หลับตาชั่วครู่ก็พอแล้ว เทพบุตรหนุ่ม “ไฮล์มดาล” เลยได้ตำแหน่ง “อารักษ์แห่งแอสการ์ด” โดยปริยาย ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครเล็ดลอดความรู้เห็นของ “ไฮล์มดาล” ไปได้เลย

ชาวฟ้าให้เขาตั้งวัง “ไฮมินบียอร์ด” (Himinbjord) อยู่บนสะพานรุ้งตรงตำแหน่งสูงที่สุด จากทำเลตรงนี้ “ไฮล์มดาล” จะมองเห็นแทบทุกตารางนิ้วใน “แอสการ์ด” พร้อมทั้งมอบ “แตรกจาล” (Gjall) ไว้ให้เป่าเผื่อมียักษ์ฝ่าด่านเข้ามา และมอบม้าฝีเท้าจัดตัวหนึ่งชื่อ “โกลด์ทัฟท์” (Goldtuft) – “ไฮล์มดาล” มักปรากฏตัวเป็นเทพสวมเกราะขาวสว่างเรืองซึ่งเหมาะกับบุคลิกมากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นเทพรูปงามแล้ว ยังเป็นคนใจดีและฉลาดมากคนหนึ่งด้วย

โจรขโมยสร้อยของ “เฟรยา”

ประสาทที่ละเอียดทำให้วันหนึ่งเขาประสบเหตุการขโมยแบบเหนือเมฆ แต่ก็ไม่พ้นความสามารถไปได้และยังเป็นมูลเหตุให้เขามีศัตรูถาวรชนิดต้องไปฆ่ากันตายทั้งคู่ในวัน “แร็คนาร็อค” ด้วย

ดึกวันหนึ่งเมื่อ “ไฮล์มดาล” กำลังอยู่ในหน้าที่ พลันเขาได้ยินเสียงนุ่มและเบาเหมือนฝีเท้าแมวกำลังมุ่งหน้าไปยัง “เชสริมเนียร์” ทีแรก “ไฮล์มดาล” ไม่ได้สงสัยคิดว่าเป็นแมวลากรถของ “เฟรยา” กลับจากหนีเที่ยว แต่ปรากฏว่าเสียงฝีเท้านั่นจู่ๆ กลับเปลี่ยนเป็นเสียงหึ่งๆ ของแมลง เขาชักเริ่มสงสัยและเริ่มแน่ใจว่ามันต้องเป็นอะไรสักอย่างที่มีฤทธิ์แปลงร่าง “ไฮล์มดาล” เพ่งสายตาไปยัง “เชสริมเนียร์” อีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นสิ่งแปลกปลอมที่ว่า คืนสู่ร่างเดิมของมันริมเตียง “เฟรยา”

“โลกิ” นั่นเอง

เจ้าตัวแสบกำลังมองจ้องไปยังร่างอรชรของเทพีสาวที่หลับไหลไม่ได้สติ ครั้นแล้วเขาหันกลับไปสนใจ “สร้อยไบรซิงกาเมน” ที่เทพีสวมกระทั่งยามนอน รอยยิ้มผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของจอมโกง ครั้นแล้วรอยยิ้มก็จางไปเมื่อประจักษ์ว่า “เฟรยา” นอนท่าหงายทำให้เธอนอนทับขอสร้อย เป็นไปไม่ได้ที่ “โลกิ” จะปลดสร้อยโดยไม่ปลุกเจ้าของ ฉับพลันเขากลายร่างเป็นริ้นโดดลงเกาะสีข้าง “เฟรยา” แล้วกัดหมับเข้าให้ เทพธิดารู้สึกคัน เธอเกาสีข้างแล้วพลิกตัวตะแคง ขอ “สร้อยไบรซิงกาเมน” ก็พลิกกลับขึ้นมาสู่มือของ “โลกิ” อย่างง่ายดาย

“ไฮล์มดาล” รอจน “โลกิ” ปลดสร้อย เขาดีดตัวผึงจาก “สะพานไบฟรอส” ทันขวางหน้า “โลกิ” เขาไม่ชอบหน้าเจ้าจอมโกงนี่เช่นเดียวกับ “โลกิ” ก็เหม็นหน้าเขาเช่นกัน เทพอารักษ์เป็นตัวแทนแห่งความดี ขณะที่ “โลกิ” หลอกลวงและเลวทรามมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด

สายตาของ “ไฮล์มดาล” ที่มอง “โลกิ” ตอนนั้น บอกเจ้าตัวแสบว่ารู้เท่าทันทุกอย่าง สมองของ “โลกิ” หาทางออก แต่ “ไฮล์มดาล” ไม่พูดพล่ามทำเพลงชักดาบออกมาจากฝักเงื้อจะฟัน “โลกิ” จอมแสบกลายร่างเป็นไฟก่อนจะวิ่งหนี ดาบของ “ไฮล์มดาล” ที่ฟาดลงมาทำอะไรไม่ได้ เทพอารักษ์จึงแปลงร่างเป็นพายุฝนไปดักหน้าร่างไฟของ “โลกิ”

เทพจอมลวงชะงักไปชั่ววินาที แล้วแปลงร่างใหม่เป็นหมีขั้วโลกขนาดมหายักษ์ ขนาดที่อ้าปากแล้วกลืนฝน “ไฮล์มดาล” ได้หมด แต่ก่อนที่น้ำหยดแรกจะตกเข้าไปในปากหมี “โลกิ” “ไฮล์มดาล” ก็แปลงร่างอีกครั้งเป็นหมีขั้วโลกขนาดเท่าๆ กัน เข้าห้ำหั่นกับ “โลกิ”

“หมีไฮล์มดาล” ตบ “โลกิ” ด้วยอุ้งเล็บจนเลือดสาด “โลกิ” ไม่ยอมแพ้เข้าขย้ำร่างของเทพอารักษ์ การต่อสู้รุนแรงมาก แต่เวลาผ่านไปสักพัก “โลกิ” ก็รู้ว่าไม่มีทางสู้และกำลังที่จะกลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ก่อนที่กรามยักษ์ของหมี “ไฮล์มดาล” จะขย้ำลงบนคอเขา เทพจอมโกงพลันเปลี่ยนร่างกลายเป็นแมวน้ำตัวจ้อยไถลลื่นออกไปจากสังเวียนหนีไป แต่ถึงตอนนั้น “ไฮล์มดาล” ก็เลือดเข้าตา เขารู้อย่างเดียวว่าจะต้องเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมและต้องจับตัว “โลกิ” ให้ได้ เขาแปลงเป็นแมวน้ำขนาดเดียวกับ “โลกิ” ไล่จับเทพขี้ขลาด

แมวน้ำทั้งสองปล้ำกันอีกรอบ ไม่นานนัก “โลกิ” ก็ตกอยู่ในวงรัดขยับท่าไหนก็ไม่ไป เขาจึงยอมปล่อย “สร้อยไบรซิงกาแมน” ออกมา “ไฮล์มดาล” เอื้อมมือคว้าสร้อยทำให้ “โลกิ” หลุดจากวงรัด เขาคืนร่างกลับเป็นเทพดังเดิมยืนตัวตรงอย่างยโสโอหัง ฝ่าย “ไฮล์มดาล” คืนร่าง มือกำสร้อยและมองดู “โลกิ” การต่อสู้ทำให้เขาหมดแรงพอดูที่จะต่อล้อต่อเถียง จึงหันหลังกลับ “เชสริมเนียร์” คืนสร้อยให้เจ้าของ

อุบัติการณ์ครั้งนี้ทำให้ “โลกิ” เกลียด “ไฮล์มดาล” ฐานะที่รู้ทัน และ “ไฮล์มดาล” ก็เกลียด “โลกิ” เข้าไส้อันเป็นเหตุให้กลายเป็นคู่ต่อสู้สำคัญคู่หนึ่งใน “แร็คนาร็อค”

– เหตุแห่งความเกลียดชัง –

ความชิงชังในสวรรค์เริ่มก่อตัวมากขึ้น ไม่ใช่ในระหว่างชาวสวรรค์ด้วยกันเอง แต่เป็นระหว่างเทพส่วนใหญ่กับ “โลกิ” เพียงคนเดียว ถึงกระนั้น “โลกิ” ก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจว่าจะมีใครเกลียดมากมายขนาดไหน “โลกิ” เสียอย่างอยากจะทำแต่ความชั่วเพื่อสะใจอย่างเดียวอยู่แล้ว “ชาวแอสการ์ด” ก็ได้แต่นิ่ง เพราะยุ่งกับ “โลกิ” ก็มีแต่ความรำคาญใจ ส่วน “โลกิ” เมื่อไม่มีใครอยากยุ่ง เขาก็ยิ่งสำราญหาทางก่อกวนไปเรื่อย จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่ “โลกิ” เล่นแรงเกินเหตุจนทำให้ตัวเองต้องถูกเนรเทศ

“บาลเดอร์” และ “โฮเดอร์”

“บาลเดอร์” เทพแห่งแสงสว่างและความจริง เป็นลูกของ “โอดิน” กับ “ฟริกก้า” เขาคนนี้เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพรูปงามที่สุดในบรรดาทวยเทพทั้งหมดของ “แอสการ์ด” “บาลเดอร์” มีผมสีบลอนด์ทอง ซึ่งเปรียบได้ดั่งรังสีแห่งดวงอาทิตย์ที่สาดส่องท้องทุ่งยามหน้าร้อน ใบหน้าของเขาได้รูปงดงามราวกับเป็นรูปสลัก ร่างกายก็สูงสมส่วน รวมความแล้วหล่อบาดใจทั้งเทพีและยักษ์ นอกเหนือจากความเป็นคนรูปหล่อแล้ว “บาลเดอร์” เป็นคนที่ทรงภูมิรู้มากองค์หนึ่ง เขารู้เรื่องอักษรรูนและเรื่องสมุนไพรเยียวยาความป่วยไข้ ทำให้เขากลายเป็นเทพหลักของมนุษย์ในช่วงที่มีโรคภัยเบียดเบียน “มิดการ์ด” ที่สุดของที่สุด “บาลเดอร์” เป็นเทพที่ใครๆ ก็รัก ซึ่งถ้าจะมีข้อยกเว้นก็คงเป็น “โลกิ” คนเดียวเท่านั้น

วังของ “บาลเดอร์” ชื่อว่า “เบรดาบลิค” (Breidablik) เป็นที่ๆ เทพอยู่กับชายาชื่อ “นันนา” (Nanna) เทพีแห่งการเพาะปลูก “วังเบรดาบลิค” แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวังที่สวยงามหลังคาบุด้วยทองคำและมีเสาค้ำทำด้วยเงิน ทรงความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งความเท็จใดๆ ก็ไม่อาจผ่านเข้าวังแห่งนี้ได้

สิ่งเดียวที่ผิดพลาดในชีวิตของ “บาลเดอร์” ก็คือน้องชายฝาแฝด “โฮเดอร์” (Hodur) ผู้เป็นเงาบาปของพี่ เช่นเดียวกับการมองว่าทุกสิ่งมีสองด้าน หาก “บาลเดอร์” เป็นเทพแห่งแสงสว่าง “โฮเดอร์” คือเทพแห่งความมืด หาก “บาลเดอร์” เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ “โฮเดอร์” ก็เป็นตัวแทนของบาป “บาลเดอร์” สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ “โฮเดอร์” ตาบอดสนิท และ “โฮเดอร์” นี่แหละที่เป็นชนวนหนึ่งของความเกลียดชังนำไปสู่ความพินาศใน “แร็คนาร็อค”

เรื่องมันเริ่มขึ้นจากการที่ “บาลเดอร์” ฝัน เป็นฝันร้ายเห็นตัวเองเดินอยู่ในความมืด รอบข้างทางเดินเป็นศพคนตายและวิญญาณคนตายในรูปร่างน่าสยดสยองนับพันนับหมื่น ที่ต่างชูมือออกมาไขว่คว้ายื้อแย่งตัวเขา มันเป็นฝันที่ทำให้ “บาลเดอร์” ตกใจตื่นทุกครั้ง “บาลเดอร์” เริ่มฝันแบบเดียวกันอย่างเดียวกันซ้ำๆ บ่อยขึ้นๆ กระทั่งเวลางีบหลับสั้นๆ ฝันร้ายก็เข้ามาจู่โจม จนเขากลายเป็นคนหวาดกลัวการนอน เทพที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรื่นเริงมากที่สุดและสง่างามที่สุดกลับกลายเป็นเทพที่มีแต่ความทุกข์ ใบหน้าของเขาอิดโรยกะปลกกะเปลี้ย เที่ยวเดินท่อมๆ ไปทั่ว “แอสการ์ด” ไม่พูดไม่จากับใคร

ความเปลี่ยนแปลงของ “บาลเดอร์” ไม่รอดสายตาผู้คนในสวรรค์ เมื่อถามเข้า “บาลเดอร์” ก็ว่าเขาฝันร้าย ความฝันที่ “บาลเดอร์” เล่าให้ฟังพาให้ทวยเทพต่างวิตก เนื่องจาก “บาลเดอร์” เป็นเทพแห่งความจริง ซ้ำในกำแพง “วังเบรดาบบิค” ของเขาด้วยแล้ว ไม่มีใครเห็นเรื่องไม่จริง ความฝันของ “บาลเดอร์” ทำท่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงจนบรรดาเทพตระหนักว่า ชีวิตของ “บาลเดอร์” น่าจะตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว เห็นทีจะต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกันแน่

เทพทั้งหลายต่างไปรวมตัวกันที่ “แกลดไฮม” ทูลปรึกษากับ “โอดิน” จอมเทพตกใจ ท่านรีบขึ้น “ม้าสไลป์เนอร์” ลงไปหา “เทพีนอร์น” ยังโลกบาดาล คำตอบที่ได้รับทำเอา “โอดิน” แทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ เมื่อรู้ว่า “บาลเดอร์” กำลังจะตาย

“โอดิน” กลับสวรรค์ บอกกล่าวคำทำนายของ “เทพีนอร์น” แต่ก็ตามประสาผู้เป็นแม่ “ฟริกก้า” ไม่ยอมเชื่อ หล่อนไม่ยอมแพ้พาเอาเรื่องไปปรึกษาบรรดาเทพใน “แกลดไฮม” อีกครั้ง คราวนี้เทพทั้งหลายต่างช่วยกันคิดว่าทางใดบ้างที่จะทำให้ “บาลเดอร์” ประสบชะตากรรม ต่างคนต่างช่วยกันสมมติสถานการณ์ อาวุธ เชื้อโรค หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะสามารถฆ่าเทพอันเป็นที่รักที่สุดได้ เมื่อหารือกันเสร็จสรุปเนื้อความแล้ว “ฟริกก้า” ก็ถือเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องออกเดินทางไปยังเก้าโลกขอคำสาบานจากทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่า ก้อนหิน กรวด ทราย คมหอกคมดาบ นุ่น ใบไม้ จากสิ่งที่แข็งที่สุดถึงสิ่งที่อ่อนที่สุดว่าจะไม่ทำร้ายลูกชายของนาง

“ฟริกก้า” เสร็จภารกิจด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่นางก็เบาใจขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่าอย่างน้อยไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกจะทำร้าย “บาลเดอร์” ได้ การกลับมาของราชินีแห่งสวรรค์ทำให้เหล่าเทพใน “แอสการ์ด” มีความสุขขึ้นมาบ้าง ก็เลยจัดงานฉลองสามวัน-สามคืนไม่เลิกรา ยิ่ง “บาลเดอร์” มีสีหน้าดีขึ้น “เทพแอสการ์ด” ก็ยิ่งพากันยินดี เหล้าถูกนำมาเสิร์ฟกันทั่วๆ ดื่มไป-คุยไป ลืมความทุกข์ไปได้ชั่วขณะ แต่พอเวลาผ่านไปพักใหญ่ เทพเริ่มเมา เมาแล้วห่าม เริ่มอยากทดลองว่าคำสาบานที่ “ฟริกก้า” ออกเดินทางไปขอมาจากสิ่งต่างๆ นั้นได้ผลจริงหรือไม่ เขาให้ “บาลเดอร์” ยืนอยู่ตรงกลาง แล้วบรรดาเทพก็ทยอยเอาอะไรต่อมิอะไรมาปาใส่ เริ่มด้วยหินก้อนเล็กๆ ปาไปถูกหน้าผาก แต่ “บาลเดอร์” ไม่เจ็บเพราะหินจำคำสาบาน มันยั้งน้ำหนักตัวเองก่อนถึงตัวเทพแล้วร่วงลงพื้นไปก่อน

เหล่าเทพแน่ใจมากขึ้น เริ่มทดลองด้วยอาวุธประเภทต่างๆ ของที่เอามาขว้างใส่ “บาลเดอร์” กลายเป็นหินก้อนใหญ่ขึ้น มีดสั้น ดาบและเรื่อยๆไป จนกระทั่ง “ธอร์” เองก็เล่นกับเขาด้วย เขาเอาขวานจามเทพแห่งแสงสว่าง แต่สิ่งเหลานี้กลับเด้งจากผิวของ “บาลเดอร์” ไม่ระคายเขาแม้แต่น้อย ทั่วทั้งห้องประชุมต่างเต็มไปด้วยความยินดี ยกเว้นที่ซอกมุมหนึ่งของท้องพระโรงที่ “โลกิ” หลบเร้นอยู่

ความยินดีของเทพเป็นเหตุให้ “โลกิ” หมั่นไส้ กลายเป็นความหงุดหงิดตามประสา แบบนี้ต้องมีการแกล้ง เทพจอมโกงพยายามนึกว่ามันน่าจะต้องมีอะไรสักอย่างที่เล็ดรอดสายตาของ “ฟริกก้า” อะไรสักอย่างที่ไม่ได้กล่าวคำสาบาน ดวงตาของ “โลกิ” ลุกโพลงด้วยความชั่วร้าย เขาหายตัวไปจาก “แกลดไฮม” เพื่อหาหนทางที่จะเป็นไปได้

สองสามวันต่อมา “โลกิ” คิดแผนออก เขาแปลงตัวเป็นหญิงแก่ผอมโซหน้าตาน่ารังเกียจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสกใบหน้าให้เหี่ยวย่นหนังยาน จมูกใหญ่ยื่นยาวเป็นปุ่มปมเพื่อให้เสียงพูดฟังเหมือนคำราม กระย่องกระแย่งเข้าไปใน “เฟนซาเลียร์” วังของ “ฟริกก้า” เขารู้ว่าเธอหลบมานั่งพักหนีความวุ่นวายของท้องพระโรงอยู่ที่นี่ “โลกิแปลง” เดินเข้าไปหา ถามว่ามีงานอะไรใน “แกลดไฮม” จึงได้ส่งเสียงน่ารำคาญลอยลมมาเช่นนี้ “ฟริกก้า” มองผู้มาเยือนอย่างนึกรำคาญ เธอยังไม่หายเหนื่อยจากการเดินทางไกลทั่วเก้าโลก จึงตอบยายเฒ่าว่า

“นั่นเป็นงานฉลองสวัสดิภาพของ “บาลเดอร์” เทพแห่งสัจจะ”

“เช่นนั้น เหตุใดเขาต้องทนมานด้วยการถูกอาวุธทำร้าย” ยายเฒ่าแสดงท่าฉงน

“ฟริกก้า” อธิบายว่า เธอได้เดินทางไปทั่วทั้งเก้าโลก ขอคำสาบานจากสิ่งต่างๆ ว่าจะไม่ทำร้ายลูกชายของนาง “โลกิแปลง” จี้ลงตรงจุด ถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าได้ถามมาแล้วทุกอย่างจริง เสียงของนางเฒ่า ตลอดจนความจู้จี้-จุกจิกยิ่งทำให้ “ฟริกก้า” รำคาญมากขึ้นอยากให้ยายแก่ไปพ้นหูพ้นตา จึงตอบโดยไม่ทันคิด

“ยังมีอีกอย่างหนึ่ง “ต้นมิสเซิลโท” (Mistletoe) ตอนที่ข้าไปถึงมันยังเป็นไม้อ่อนเกินไป ข้าว่านอกจากมันจะฟังข้าไม่เข้าใจ มันคงไม่รู้จะทำอันตราย “บาลเดอร์” ได้ยังไงด้วย”

คำตอบของ “ฟริกก้า” ทำให้ “โลกิ” เห็นทางสว่าง แต่ยังแสร้งถามโน่นถามนี่จนนางรำคาญสุดขีดออกปากไล่ยายแก่

“โลกิ” เดินออกมาจาก “วังเฟนซาเลียร์” ด้วยความลิงโลดที่เก็บไว้แทบไม่มิด เมื่อถึงราวป่า “โลกิ” คืนร่าง เขามุ่งหน้าไปยังแถวที่ “ต้นมิสเซิลโท” ขึ้น หักกิ่งของมันขนาดพอเหมาะแล้วเสี้ยมปลาย เดินถือเข้าไปใน “แกลดไฮม” ที่ยังเต็มไปด้วยความรื่นเริง

“โลกิ” มองหาคนที่จะยืมมือได้ ทันใดนั้นเขาเห็น “โฮเดอร์” เทพตาบอดซึ่งถูกกีดกันจากเทพด้วยกันเองเสมอๆ ซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง กำลังคลำงุ่มง่ามเปะปะไปตามผนัง เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมขว้างปา “บาลเดอร์” เพราะมองไม่เห็น “โลกิ” เดินเข้าไปโอบไหล่ “โฮเดอร์” ทำเป็นมีความเมตตา แล้วเริ่มกล่อม

“ทำไมเจ้าไม่หาอะไรมาขว้างปาร่วมงานฉลองกับเขาบ้างเล่า”

“ก็ข้า … ข้ามองไม่เห็น แล้วก็ไม่รู้จะเอาของอะไรที่ไหนด้วย” “โฮเดอร์” ว่า

“โลกิ” เอา “ลูกศรไม้มิสเซิลโท” ใส่มือ “บาลเดอร์” “เอาของข้าก่อนก็ได้”

“แต่ข้าก็ไม่เห็นอยู่ดีแหละ”

“ไม่เป็นไรข้าช่วย” “โลกิ” จูง “โฮเดอร์” มาต่อแถว จับมือเทพตาบอดให้ถือศรเล็งตรงทาง “เอาละ ขว้าง” “โลกิ” สั่ง เทพองค์นั้นขว้างออกไปเต็มกำลัง “ไม้มิสเซิลโท” วิ่งตรงแทงเข้าไปในอก “บาลเดอร์” เขาชะงักค้าง ตาเหลือก ส่งเสียงกรนยาวออกมาแค่ครั้งเดียวก็ล้มลงกับพื้นสิ้นใจ

ทั่วทั้งท้องพระโรงงงงัน เงียบเสียงในทันใด ต่างคนต่างช๊อกกับภาพตรงหน้า แต่วินาทีนั้นหลายคนหันไปทางตำแหน่งที่ “โฮเดอร์” ยืน ทันได้เห็นโลกิยืนอยู่เบื้องหลังเทพตาบอด มือของเขาที่จับมือ “โฮเดอร์” ช่วยเล็งยังค้างอยู่ “เทพอีเซอร์” รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น สายตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความแค้น รุมเข้ามาที่ “โลกิ” ราวกับจะฉีกเนื้อ “โลกิ” ปล่อยเทพตาบอดแล้วหนีไปด้วยความกลัว

ตอนนั้นความโทมนัสแผ่เข้าแทนที่ความรื่นเริง ไม่ว่าเทวาองค์ไหนก็ไม่สามารถเก็บความเศร้าไว้ได้ เสียงแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเสียงระงมแห่งความโศกเศร้า แต่ความเศร้าใดๆ ของใคร ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับความเศร้าของ “โอดิน” นอกจาก “บาลเดอร์” จะจากไป เขาเป็นคนเดียวที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อไรก็ตามที่แสงสว่างและสัจจะธรรมหายไปจากโลก เวลา “แร็คนาร็อค” ก็ใกล้เข้ามา ต่อแต่นี้ความชั่วและความตายจะมีพลังมากจนสั่นสะเทือนความมั่นคงของจักรวาล โลกทั้งเก้าจะถูกทำลายราบเหลือเพียงกองขี้เถ้า

ท่ามกลางความเศร้านั้นเช่นกัน “ฟริกก้า” พยายามหาทางแก้ไข นางถามหาผู้กล้าที่สุดที่จะลงไปยังนรก ไปนำวิญญาณ “บาลเดอร์” กลับขึ้นมาสู่โลกแห่งชีวิต ปรากฏว่า “เฮอร์มอด” (Hermod) ลูกของนางอีกคนหนึ่งอาสา “โอดิน” จึงให้นำม้าแปดขาของพระองค์ไปใช้

ทันทีที่เสียงฝีเท้าม้าจากไป “โอดิน” สั่งให้เตรียมงานศพ ร่างของ “บาลเดอร์” ถูกนำไปชำระล้างยัง “เบรดาบลิค” วังของตน ขณะเดียวกันต้นไม้จำนวนมากถูกโค่นสำหรับเผา “บาลเดอร์” (ก่อนที่คนเหนือจะรับศาสนาคริสต์ คนเหนือนิยมการเผาศพ พิธีศพของชาวเหนือก็ดูได้จากงานศพ “บาลเดอร์” นี่ละ) ไม้ฟืนเหล่านี้เอาไปกองเรียงกันไว้บนดาดฟ้า “เรือริงฮอร์น” (Ringhorn) เรือหัวมังกรของเขาเอง จากนั้นร่างของเทพแห่งแสงสว่างก็ได้รับการแต่งตัวในชุดสงครามและถูกนำไปวางไว้บนกองฟืนกองนั้น

เทพต่างๆ ช่วยกันนำของมีค่าและสิ่งสวยงามของตน ไม่ว่าจะเป็นพรมสวยๆ อาวุธดีๆ หรือเครื่องทองสุกปลั่งมาวางไว้ข้างศพ “บาลเดอร์” ในเรือเพื่อเป็นการเคารพครั้งสุดท้าย “โอดิน” วาง “แหวนดรอพเนอร์” แหวนแห่งพิภพไว้บนอกลูกชาย (แหวนวงนี้กลับมาอีกครั้งเมื่อ “บาลเดอร์” ฟื้นหลังช่วง “แร็คนาร็อค”) ก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูศพ จนทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าจอมเทพกระซิบอะไร แต่ก็คาดกันว่าน่าจะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ “บาลเดอร์” คืนชีพ “โอดิน” เป็นคนเดียวที่รู้ว่าลูกชายของตนจะกลับมาอีกครั้งหลัง “แร็คนาร็อค” ทำลายโลกไปหมดสิ้น

“นันนา” เป็นคนสุดท้ายที่มาจูบลาสามีของหล่อน ความโศกเศร้าแล่นขึ้นมาจับหัวใจเธออีกครั้งหลังจากที่ร้องไห้คร่ำครวญจนเป็นลมไปหลายพับ แต่คราวนี้ความเสียใจที่พลุ่งขึ้นมาทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย “นันนา” ล้มลงขาดใจตายข้างศพสามี ร่างของเธอจึงถูกยกวางไว้ข้างเขาเพื่อจะทำพิธีเผาไปด้วยกัน

เมื่อทุกอย่างตระเตรียมเสร็จสิ้น ขั้นตอนที่น่าเศร้าที่สุดก็คือปล่อยเรือลงน้ำ แต่ว่า “ริงฮอร์น” ในขณะนี้เพียบแปร้ไปด้วยน้ำหนักของฟืนและน้ำหนักของสมบัติจนขยับไม่ได้ “โอดิน” สั่งคนสื่อสารไป “โจตุนไฮม” ขอความช่วยเหลือจากยักษีภูเขานาม “เฮอร์โรคิน” (Hyrrokin) มาช่วยนำเรือลงน้ำ

“เฮอร์โรคิน” มาตามคำขอของ “โอดิน” แต่การปรากฏตัวของนางเล่นเอา “ชาวแอสการ์ด” ขวัญหนีดีฝ่อ ก็นอกจากนางจะใหญ่โตมโหฬารแล้วดันขี่หลังหมาป่ายักษ์เดินทางมาเสียอีก หนำซ้ำสายบังเหียนของนางยังน่ากลัวพิลึก แทนที่จะเป็นหนังธรรมดาๆ กลับเป็นงูกำลังบิดรัดกันเป็นเกลียว เมื่อ “เฮอร์โรคิน” มาถึงนางก็ลงจากหลังหมาป่า ร้องเรียกเทพให้ช่วยหาคนมาจับพาหนะระหว่างที่นางเข็นเรือลงน้ำ “โอดิน” รีบเรียก “เอนเฮเรียร์” ที่เป็น “นักรบเบอร์เซิค” ซึ่งกล้าแข็งที่สุดสี่คนมาช่วยกันดึงบังเหียนไว้ แต่นักรบทั้งสี่ก็ไม่อาจทานกำลังมหาศาลของหมาป่ายักษ์ได้ ต่างพากันล้มระเนระนาด นางยักษ์ต้องมาจัดการผูกหมาเองด้วยความรำคาญ

“เฮอร์โรคิน” หันกลับไปสู่เรือของ “บาลเดอร์” นางใช้มือข้างเดียวดันเรือออกจากท่า เสียง “เรือริงฮอร์น” ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเสียดประสาทหูไปทั่วทั้งเก้าพิภพ กองไฟถูกจุดขึ้น “ธอร์” กระโดดขึ้นบนดาดฟ้าด้วยหัวใจที่เศร้าหนักหน่วง เขายก “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ขึ้นสูงแล้วร่ายเวทย์ป้องกันให้ “บาลเดอร์” เดินทางสู่ “นิฟล์ไฮม”

“ริงฮอร์น” ลอยไปสู่ขอบฟ้า เพลิงที่จุดกลางลำเรือเผาทั้งศพของ “บาลเดอร์” และ “นันนา” ไปกับตัวเรือ ซากที่เหลือไม่มากจมลงใต้ท้องทะเลเวลาเดียวกับที่อาทิตย์ตก การจากไปของเทพทั้งสองทำให้ภาพตะวันตกดินเป็นภาพงามที่เศร้าที่สุดที่ “ชาวแอสการ์ด” เคยเห็น

ระหว่างที่เสียงร่ำไห้ระงมทั่ว “แอสการ์ด” “เฮอร์มอด” ก็เข้าใกล้ “นิฟล์ไฮม” เข้าไปทุกที เขาขี่ม้าแปดขาข้าม “สะพานจิอัลลา” (Giallar) สะพานที่ทอดข้าม “จิอัล” (Giall) แม่น้ำแห่งความตาย ม้าพาคนขี่กระโดดไกลเข้าประตูนรกไปสู่วังของ “เฮล” ใจกลางแผ่นดิน “นิฟล์ไฮม” อย่างรวดเร็ว

เมื่อเข้าไปถึงโถงเลี้ยงอาหารของ “เฮล” “เฮอร์มอด” ก็เห็น “บาลเดอร์” และ “นันนา” นั่งพักอยู่บนเก้าอี้ อาหารเบื้องหน้าไม่ได้รับการแตะต้อง เช่นเดียวกับเหล้าที่วางไว้เคียงกัน วิญญาณของสองเทพดูจะตายเช่นเดียวกับร่าง “เฮอร์มอด” พยายามให้กำลังใจผลักดัน “บาลเดอร์” ว่าเขาควรกลับไปอยู่แดนของสิ่งมีชีวิต แต่วิญญาณของเทพตอบด้วยความเศร้าว่า มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

“เฮอร์มอด” พบ “เฮล” บอกคำอ้อนวอนของ “ฟริกก้า” “เฮล” จ้องหน้าเทพด้วยดวงตาเย็นชา นางตอบว่า หากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกทั้งเก้า ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ร้องไห้ให้กับการจากไปของ “บาลเดอร์” นางจะยอมปล่อยให้เทพกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง แค่เพียงนี้ก็เป็นการต่อรองที่ดูจะมีหวัง “เฮอร์มอด” รีบกลับ “แอสการ์ด” แจ้งเรื่องที่ “เฮล” บอกให้ “โอดิน” ทราบ

ข่าวของเทพบุตรหนุ่มสร้างความหวังริบหรี่ให้ “โอดิน” เขาส่งทูตทั้งสี่ออกไปบอกข่าวแก่สิ่งต่างๆ ในโลกชนิดปูพรม แน่ใจว่า “บาลเดอร์” เป็นที่รักของทุกคนและทุกสิ่ง ไม่ยากเลยที่คนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นจะร่ำไห้ และทูตก็ทำงานได้ดีจริงๆ กระทั่งฝุ่นและหินก็ยังหลั่งน้ำตาของมันแก่เทพผู้ล้มลงตาย

ระหว่างทางที่ทูตทั้งสี่กลับ “แอสการ์ด” พวกเขาบังเอิญเห็นถ้ำแห่งหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทูตสวรรค์ก็เลยลองเดินไปข้างใด พบ “นางยักษ์ธรอค” (Thokk) จึงแจ้งข่าวการตายของ “บาลเดอร์” แก่นาง แต่ “นางยักษ์ธรอค” ฟังแล้วก็นิ่งเฉย ทูตถามย้ำว่าไม่เสียใจเรื่องความตายของเทพแห่งแสงสว่างบ้างเลยเชียวหรือ “ยักษ์ธรอค” มองหน้าทูตแล้วว่า นางไม่รู้สึกอะไรเลย

คำตอบของยักษ์ตนนี้คนเดียว ทำให้ “บาลเดอร์” ตกอยู่ในเงื้อมมือของ “เฮล” ตลอดไป

ทูตสวรรค์กลับ “แอสการ์ด” พร้อมกับข่าวร้าย แจ้งข่าวแก่เทพว่าทุกสิ่งทุกอย่างร่ำไห้แก่ “บาลเดอร์” ยกเว้นสิ่งเดียวคือ “ยักษ์ธรอค” ยักษ์ที่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อมาก่อน ความนิ่งเฉยของยักษ์ตนนี้ทำให้ “บาลเดอร์” ไม่มีทางฟื้นกลับมาสู่สวรรค์อีกแล้ว

ท้องพระโรง “แอสการ์ด” เต็มไปด้วยความเศร้าอีกครั้ง ไม่มีใครทันสังเกตแววตาสะใจของ “โลกิ” ที่ยังคงแกล้งทำเป็นเสียใจ มันเป็นแววตาเดียวกับนางยักษ์ผู้ไม่ร่ำไห้ ยักษ์ตนนั้นก็คือ “โลกิ” เขาทำเรื่องชั่วสำเร็จไปอีกหนึ่ง

ความตายของ “โฮเดอร์”

ความตายของ “บาลเดอร์” นับเป็นต้นเหตุแห่งความเกลียดชังสำคัญระหว่างเทพและโลก แต่คนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็น “โฮเดอร์” ซึ่งถูกยืมมือมาฆ่าโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ถึงอย่างนั้นเขาก็ตกที่นั่งกลายเป็นเทพที่ถูกชังมากเข้าไปอีก

ครั้นเมื่อความโศกเศร้าจางหายไปจาก “แอสการ์ด” “เทพโอดิน” สมสู่กับ “รินด้า” เมียคนที่สามให้กำเนิด “วาลี” (Vali) ขึ้นเท่านั้น เทพองค์นี้ก็เป็นผู้ถามหาความยุติธรรมแก่ “บาลเดอร์” หลังจากเขาเกิดไม่กี่วัน “วาลี” ถือคันศรและแล่งบรรจุลูกธนูติดตัวตลอดเวลาจนวันหนึ่งสบโอกาสก็ยิง “โฮเดอร์” ตาย ความตายของ “โฮเดอร์” เป็นการแก้แค้นที่สาสมในความเห็นของคนเหนือ ทั้งๆ ที่ต้นเหตุจริงๆ คือ “โลกิ” เลยกลายเป็นว่าทั้ง “บาลเดอร์” และ “โฮเดอร์” ต่างหนีตายไปก่อนจะเจอความพินาศใน “แร็คนาร็อค”

การคุมขังและความทรมานครั้งสุดท้ายอันนำไปสู่ความพินาศของสามภพ

แผนชั่วของ “โลกิ” คราวนี้ทำให้ชาวสวรรค์เศร้าโศกเสียใจเกินกว่าจะอภัยแก่ “โลกิ” อีกต่อไป พวกเทพรวมตัวกันเนรเทศ “โลกิ” ห้ามไม่ให้ย่างเหยียบเข้ามาใน “แอสการ์ด” ไม่ว่าส่วนไหนๆ ทั้งสิ้น – “โลกิ” ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นความผิดร้ายแรง เขาไม่เคยรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว ตรงกันข้าม “โลกิ” ยิ่งโกรธเกรี้ยวหาหนทางแก้เผ็ด

สบโอกาสเหมาะเข้าวันหนึ่งขณะที่มีการเลี้ยงใหญ่ที่ท้องพระโรง “แกลดไฮม” “โอดิน” และ “ธอร์” ไม่อยู่ “โลกิ” ก็เดินส่ายอาดๆ เข้าไปในห้องเลี้ยง เริ่มชี้หน้าด่าเทพแต่ละองค์รายตัว ขุดเอาความบกพร่องน่าอับอายของเทพองค์นั้นขึ้นมาประจาน ทวยเทพต่างอ้าปากค้าง ไม่มีใครห้าม “โลกิ” อยู่ เขายังสามหาวต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึง “ซิฟ” “โลกิ” ขุดเอาเรื่องของเธอขึ้นมาพูด เสียงของเขาดังขึ้นๆ จึงไม่ทันสังเกตว่า “ธอร์” ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่ประชุมเมื่อครู่ บัดนี้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังจอมโกงอย่างเงียบๆ เขาย่อมต้องได้ยินคำพูดที่ “โลกิ” กำลังประจานเมียรักเต็มสองหู ความโกรธพุ่งจี๊ดขึ้นมาในหัวของ “ธอร์” เทพแห่งสายฟ้าเหวี่ยงค้อนหมุนบนหัว คราวนี้กะว่า “โลกิ” ต้องตายคาห้องประชุม แต่เทพจอมโกงก็ไหวดี เขารู้สึกว่าเทพที่ส่งเสียงด่าทออยู่เมื่อครู่จู่ๆ ก็เงียบเสียง หันขวับไปเห็น “ธอร์” อยู่เบื้องหลัง “โลกิ” ก็เผ่นออกไปจากห้องทันก่อนที่ค้อนจะปลิวมาถึงตัว

ความอดทนของเทพที่มีต่อ “โลกิ” ขาดผึง แทนที่จะแค่เนรเทศแล้วเลิกสนใจเจ้าจอมแสบคนนี้ ทวยเทพต่างตกลงกันว่า เห็นท่าเขาจะต้องรับโทษให้สาสม “โอดิน” สั่งให้จับ “โลกิ” แล้วเอาตัวไปทรมาน

ฝ่าย “โลกิ” เมื่อออกมาจากห้องประชุมเทพ เขาก็รู้แล้วว่าครั้งนี้คงหนีถูกไล่ล่า เขาพยายามป้องกันตัวเองทุกวิถีทาง “โลกิ” เลือกทำเลที่ซ่อนใหม่ เขาขึ้นไปสร้างกระท่อมสี่เหลี่ยมบนยอดเขา ฝาทั้งสี่ด้านของกระท่อมหลังนี้มีประตูเปิดไว้ตลอดเวลา เพื่อจะได้รู้หากมีใครสักคนมาถึง ต่อลงไปจากกระท่อมมีลำธารไหลแรง “โลกิ” กะว่า ถ้าถูกตอนจนมุมเขาจะแปลงร่างเป็นปลาแซลมอนโดดหนีลงน้ำ

“ธอร์” พยายามติดตาม “โลกิ” จนรู้ตำแหน่งแหล่งที่ซ่อน ด้วยความที่เขาเป็นคนรู้จัก “โลกิ” มากที่สุดจากการผจญภัยด้วยกันหลายครั้ง “ธอร์” พอจะเดาออกว่า “โลกิ” คิดอะไร เมื่อวิเคราะห์ชัยภูมิที่ “โลกิ” ซ่อน “ธอร์” ก็เห็นจุดอ่อน เขารู้ทันความคิดของ “โลกิ” ว่า ถ้าจวนตัวมีหวังเทพองค์นั้นจะแปลงตัวเป็นปลากระโดดลงน้ำหนีไปแน่ “ธอร์” จึงไปปรึกษา “โอดิน” ให้เตรียมแหวิเศษไปด้วย คราวนี้ “โอดิน” และ “ธอร์” ตามไปถึงรังและจับตัว “โลกิ” มาได้

“เทพอีเซอร์” ช่วยกันคิดหาวิธีที่เหมาะสม แต่แน่ที่สุดคือ “โลกิ” ต้องถูกจำไว้ที่ “มิดการ์ด” พวกเขาไม่ต้องการให้สวรรค์ของพวกตนเปื้อนเลือดไปมากกว่านี้ เลือดของ “บาลเดอร์” ที่นองพื้นสวรรค์น่าจะพอแล้ว แต่ก่อนที่จะพา “โลกิ” ลงไป เขาต้องการสร้างความเจ็บปวดให้ “โลกิ” มากที่สุด จึงพากันตามล่าลูกชายสองคนของจอมแสบ “วาลี” และ “นาวี” สาป “วาลี” ให้กลายเป็นหมาป่าที่กำลังอยู่ในอารมณ์โกรธคลุ้มคลั่ง “วาลี” ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับพ่อต้องกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย สมองของเขาขณะนั้นไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่แถมยังตกอยู่ในความคลุ้มคลั่ง เหลียวซ้ายแลขวาเห็น “นาวี” ยืนตัวสั่นด้วยความตกใจก็เข้าทำร้าย หมาป่าแปลงกัดพี่ชายของตนจนไส้ไหลถึงแก่ความตาย ก่อนจะหนีเตลิดหายไปยัง “ดินแดนโจตุนไฮม”

เทพเก็บเอาไส้ของ “นาวี” มาทำโซ่มัดตรึง “โลกิ” เข้ากับแผ่นหินใหญ่สามแผ่น “สกาดี” ยักษ์สาวที่ได้รับความอับอายเพราะ “โลกิ” อาสานำงูพิษมาสาปตรึงไว้เหนือหัว ให้งูนั้นพ่นพิษใส่หน้าจอมแสบตลอดเวลา แล้วเทพก็จากไป โชคที่เหลืออย่างเดียวของ “โลกิ” ในเวลานั้นคือ “ซิยิน” เมียยอดจงรักภักดี หล่อนแอบตามมา เมื่อเห็นบรรดาเทพไปกันหมดแล้วก็ออกจากที่ซ่อน นั่งเฝ้าสามีคอยเอาถ้วยรองพิษงูไว้ไม่ให้ถูกใบหน้า “โลกิ” นางนั่งเคียงข้างสามีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงเวลา “แร็คนาร็อค” ช่วงเดียวที่หล่อนไม่อยู่กับเขาก็คือตอนที่เอาถ้วยรองพิษงูไปทิ้ง เป็นตอนเดียวที่ “โลกิ” เจ็บแสบกับน้ำพิษที่ร้อนเหมือนไฟ ความทุกข์ทรมานที่ถูกตรึงกับแผ่นหินด้วยไส้ของลูกตัวเอง กับความร้อนจากพิษทำให้ความฝังใจเจ็บกับเทพทวีขึ้นเรื่อยๆ มันหมักบ่มจนสุกงอม จนกระทั่งเมื่อถึงทีของเขา “โลกิ” ก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจบสิ้นสลายไปกับโทสะของเขา

– โลกาวินาศ – “แร็คนาร็อค” –

ความตายของ “บาลเดอร์” และการพันธนาการของ “โลกิ” ทำให้ “โอดิน” รู้ว่าเวลา “แร็คนาร็อค” อยู่ไม่ไกล เมื่อแสงสว่างและความจริงถูกทำลาย ความชั่วก็จะได้รับการปลดปล่อย และความชั่วที่ว่าก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “โลกิ” นั่นเอง ถึงเขาจะพยายามดึง “โลกิ” ไว้ใกล้ตัวเพื่อไม่ให้เจ้าจอมแสบไปเผยแพร่เชื้อพันธุ์ในโลกมนุษย์ แต่เมื่อ “บาลเดอร์” จากไป ก็ไม่มีอะไรคานอำนาจความชั่วไว้ได้ มันหมายถึงเวลาชะตาลิขิตที่เขาก็ไม่อาจฝืนให้ทุกอย่างกลับมาดีดังเดิม

… พระองค์นั่งรออวสานอย่างใจเย็น

ตอนนี้ “โลกิ” ถูกพันธนาการอยู่ใน “มิดการ์ด” “โอดิน” แน่ใจว่าความชั่วร้ายของ “โลกิ” จะค่อยๆ ซึมลงไปในใจมนุษย์อย่างช้าๆ ไม่นานนักมันก็เริ่มพ่นพิษ “โอดิน” นั่งมองจาก “บัลลังก์ฮลิดสเคียฟ” เห็นคนเริ่มฆ่ากันอย่างไร้เหตุผลและไร้เกียรติ หัวใจทุกดวงเต็มไปด้วยความชั่วและความพยาบาทและทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มสับสน

พ่อฆ่าลูกชาย เอาลูกสาวมาทำเมีย ลูกชายลอบฆ่าครอบครัวในตอนกลางคืน พี่น้องสมสู่กันเอง กระทั่งแม่ก็ยังเกิดความใคร่ในตัวลูกชาย มันเป็นยุคตาต่อตา ฟันต่อฟัน ดาบต่อดาบ ความโกรธความเกลียดแม้เพียงน้อยนิดก็ไม่มีการอดทนให้อภัย แผ่นดิน “มิดการ์ด” แดงเดือดด้วยเลือดทา มันเป็นเวลาที่มนุษย์ไร้ศีลธรรมและอารยธรรมของความเป็นคน กลับไปมีชีวิตเหมือนสัตว์ เข่นฆ่ากันเยี่ยงสัตว์จะเรียกช่วงนี้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งอาวุธก็คงไม่ผิด

เมื่อช่วงเวลาแห่งอาวุธผ่านไปก็ถึงช่วงน้ำแข็ง โลกมนุษย์ตกอยู่ในฤดูหนาวแสนทารุณที่ยาวเหยียดถึงสามปี มันเป็นความหนาวที่สุดทนทาน น้ำแข็งและน้ำค้างแข็งปกคลุมแผ่นดิน “มิดการ์ด” สุดลูกหูลูกตา สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนอดอยาก คนที่โชคดีคือคนที่ตายเพราะความหนาวก่อนจะอดตาย ดวงอาทิตย์ไม่ฉายแสง แผ่นดินแห้งแต่ปราศจากความอบอุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง กระทั่งคนก็เปลี่ยนไปเป็นคล้ายสัตว์ โหดร้าย ป่าเถื่อน เมื่อสิ้นหน้าหนาว ความรัก ความเมตตาก็หายไปจากทุ่ง “มิดการ์ด” มีแต่ความดำมืดและความโหดร้ายเท่านั้นที่เหลืออยู่

หลังยุคโลหะ ยุคแห่งความหนาว ก็มาถึงยุคของหมาป่า – “ยักษ์อังร์โบดา” เมียของ “โลกิ” ที่ถูกพรากลูกประหลาดไปหมด นางก็เลยไปเอา “หมาป่าสกอลล์” และ “ฮาติ” หมาป่าที่อยากกินดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มาตั้งแต่เกิด มาฟูมฟักแทนลูก นางเอาศพคนที่ตายเกลื่อนในยุคฆ่าพี่ฆ่าน้องให้มันกิน ศพพวกนี้มีมากมายเสียจนหมาสองตัวไม่เคยอดอยากเหมือนสัตว์อื่น แต่สิ่งที่ประหลาดก็คือ มันทั้งสองเติบใหญ่ขึ้นแข็งแรงขึ้นจนเป็นหมาขนาดยักษ์

เมื่อเวลามาถึง “สกอลล์” และ “ฮาติ” ก็ไล่งับดวงตะวันและดวงจันทร์อย่างที่มันอยากทำมาเป็นเวลานาน “สกอลล์” อ้าปากอันมโหฬารงาบดวงอาทิตย์ทั้งราชรถและคนขับกร้วมเดียว ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า ส่วน “ฮาติ” ไล่ตามดวงจันทร์ใช้กรามอันใหญ่โตขย้ำดวงจันทร์ไว้ในปากเช่นเดียวกับ “สกอลล์” เมื่อดาวทั้งสองหายไป หมู่ดาราที่เหลือก็หมดกำลังใจจะส่องแสง ทั่วทั้งโลกตกอยู่ในความมืดดำ

ความมืดมนไม่ได้ทำลายแต่ความหวังของดวงดาวเท่านั้น แต่ทำลายพลังเวทย์ของเครื่องพันธนาการต่างๆ ทำให้พวกที่ถูกขังถูกกัก ได้รับอิสรภาพในทันที

“หมาป่าเฟนริส” หมาป่าลูกของ “โลกิ” และ “อังร์โบดา” รู้สึกว่าจู่ๆ ริบบิ้น “ไกลป์เนียร์” ก็หลุดจากตัว ฝ่าย “โลกิ” ก็รู้สึกว่าโซ่ตรวนที่ตรึงอยู่หลุดออกไปเอง ไฟแห่งความเกลียดชังไหลบ่าเข้ามาท่วมหัวใจชั่วทั้งสอง ดวงตาของ “โลกิ” และ “หมาป่าเฟนริส” แดงด้วยความเกลียดชัง

ความมืดยังทำให้ “นิดฮอก” พญางูที่นอนขดล้อมราก “ต้นอิกดราซิล” มีกำลังมากขึ้นอย่างที่มันต้องการ “นิดฮอค” กัดราก “ต้นอิกดราซิล” ทะลุ ทำให้ต้นไม้แห่งโลกต้นนี้สั่นสะเทือนสูงไปถึง “แอสการ์ด” วินาทีที่เขี้ยวของมันทะลุราก ไก่บนยอดไม้ก็ขันเตือนภัยเทพว่าจุดจบมาถึงแล้ว เวลาเดียวกันไก่สีแดงเหมือนเลือดของ “เฮล” ก็ร้องขันเรียกนายก้องอยู่ใน “ดินแดนนิฟล์ไฮม” เสียงของมันทำให้ “ไก่กัลลิงคัมบิ” ของ “แอสการ์ด” ขันรับอีกทอดหนึ่งจากคอนที่มันเกาะเหนือ “วัลฮัลลา” คราวนี้เสียงของมันได้ยินไปทั่ว “อาณาเขตเอนเฮเรียร์”

Odin and Fenris by Dorothy Hardy (1909)

เสียง “ไก่กัลลิงคัมบิ” คือสัญญาณอันตราย นอกจาก “โอดิน” จะได้ยินชัดเจนเต็มสองหู “ไฮล์มดาล” ที่ประจำตำแหน่งอยู่บนสะพานรุ้งก็ได้ยิน เขาเห็นความเป็นไปใน “มิดการ์ด” ตลอดมา หลังจากยุคแห่งเลือดอันทุกข์ทรมาน ยุคแห่งความหนาวเย็นอันขาวโพลน เขาก็รู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องเป่าแตรศักดิ์สิทธิ์ “กจาล” เรียก “เทพอีเซอร์” และ “นักรบเอนเฮเรียร์” ทั้งหมด ประชุมพลเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้แล้ว

เสียง “แตรกจาล” ปลุกให้ “เทพอีเซอร์” และ “นักรบเอนเฮเรียร์” แต่งตัวเตรียมรบอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างคว้าดาบคู่กาย ทั้งดาบขวานและค้อนกรูออกจากโต๊ะเลี้ยงใน “วัลฮัลลา” วิญญาณ “เอนเฮเรียร์” ทั้ง 800 วิ่งผ่านประตู 540 บาน ตั้งทัพยกข้าม “สะพานไบฟรอส” สู่ “ทุ่งวิกริด” (Vigrid) ทันก่อนที่ “ยักษ์เซิร์ท” จะจุดไฟเผาสวรรค์ “แอสการ์ด” และ “สะพานรุ้งน้ำแข็ง”

สมาชิก “แอสการ์ด” ไม่ใช่พวกเดียวที่ได้ยินเสียงแตรเรียกทัพ แต่ลึกลงไปในมหาสมุทร “พญางูจอร์มุนกานด์” งูที่ขดตัวล้อม “มิดการ์ด” ก็ได้ยินเช่นกัน มันเริ่มบิดตัวกระตุก การเคลื่อนไหวของสัตว์ยักษ์อย่างมันทำให้เกิดคลื่นสูงเท่าภูเขาและพายุก็ตามมา คลื่นยักษ์ปลดปล่อย “เรือนาจิลฟาร์” (Nagilfa) ที่แสนจะน่ากลัวขึ้นมาบนผิวน้ำ มันเป็นเรือที่เกิดจากเล็บของคนตายซึ่งญาติๆ ลืมตัดให้ก่อนจุดไฟเผาศพ เมื่อ “เรือนาจิลฟาร์” เกยหาดก็เป็นเวลาเดียวกับที่ “โลกิ” เป็นอิสระจากพันธนาการ “โลกิ” ขึ้นเรือและนำมันลงน้ำบังคับให้แล่นสู่ “ทุ่งวิกริด”

เขาและลูกๆ ประหลาดของเขาคือ “พญางูจอร์มุนกานด์” และ “หมาป่าเฟนริส” ทั้งสองว่ายขนาบข้างเรือ “หมาป่าเฟนริส” สวาปามทุกสิ่งทุกอย่างที่ไหลเข้ามาในทางของมัน ฝ่ายงูก็พ่นพิษไปตลอดทาง

ใกล้ “ทุ่งวิกริด” “โลกิ” เห็นเรืออีกลำแล่นมาจาก “โจตุนไฮม” เรือลำที่ว่าบรรทุกยักษ์มาจนเพียบ มี “ยักษ์ฮริม” (Hrym) ทำหน้าที่บังคับเรือ บนเรือ “โลกิ” ยังได้เห็น “ยักษ์เซิร์ท” ที่เพิ่งทำลายสวรรค์และสะพานรุ้งมาหยกๆ โดยสารมาด้วย ทั้งหมดมุ่งหน้าไปขึ้นฝั่ง “ทุ่งวิกริด” พร้อมกัน “พญางูจอร์มุนกานด์” ดีดตัวขึ้นจากทะเลที่กำลังเดือดขึ้นไปโอบตัวเหนือ “ทุ่งวิกริด” พ่นพิษไปทั่วทุกทิศทาง

สิ่งที่ทำให้ “โลกิ” จอมลวงดีใจมากที่สุดเมื่อขึ้นยังทุ่งนั่นก็คือ “เฮล” ลูกสาวลอยตัวขึ้นจากรอยแยกของแผ่นดิน ตามมาด้วย “กาม” หมาเฝ้าประตูวังของหล่อน และบรรดาวิญญาณขึ้นมาจากนรก จากนั้น “พญางูนิดฮอค” ก็เลี้อยขึ้นมาจากรอยแยก ปากของมันยังมีเศษราก “อิกดราซิล” หักห้อยคา มันค่อยๆ คลี่ปีกพังผืดหนังกระพือสะบัดแล้วบินขึ้นฟ้า ซากศพมนุษย์ที่มันเก็บไว้ใต้ปีกเป็นเสบียงเคี้ยวเล่นหล่นเป็นสายลงมาบนพื้น เป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด (“พญางูนิดฮอค” นี้เชื่อกันว่ารอดจาก “แร็คนาร็อค” เหมือนกัน)

กำลังสองฝ่ายประจันหน้ากันบน “ทุ่งวิกริด” และแล้วเสียงโห่ร้องก็ทำให้ต่างเข้าประจัญบาน กองทัพวิญญาณของ “เฮล” และกำลังของยักษ์เขาห้ำหั่นกับ “กองทัพเอนเฮเรียร์” “เทพอีเซอร์” และ “วาเนอร์” – “โอดิน” ผู้ล่วงรู้ชะตาลิขิตจับคู่กับ “หมาป่าเฟนริส” คู่อาฆาตเก่า “ธอร์” กับ “พญาจอร์มุนกานด์” “เฟรย์” เทพแห่งแสงสว่างกับ “เซิร์ท” ยักษ์แห่งไฟ “ไทร์” เทพแห่งสงครามกับ “กาม”-หมานรก และ “ไฮล์มดาล” กับคู่ปรับตลอดกาล “โลกิ”

“Thor’s Battle with the Midgard Serpent” by Johann Heinrich Füssli (1788)

การต่อสู้ระหว่าง “โอดิน” กับ “หมาป่าเฟนริส” เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและยาวนาน แต่สุดท้ายหมาป่าก็ได้ทีอ้าปากอันใหญ่โตของมันขย้ำ “โอดิน” คำเดียว ปิดชีวิตอันขมขื่นของเทพบิดรทันที แต่ “หมาป่าเฟนริส” ก็ไม่ได้ดีใจกับชัยชนะของตัวเองนานเท่าไหร่ “วิดาร์” เทพผู้เงียบขรึมก็โดดเข้าใส่หมายักษ์ จับปากของมันฉีกกว้าง กรามล่างอยู่ที่พื้นโลก กรามบนยันท้องฟ้า เขากระแทกตัวเพิ่มพลังอีกครั้งเดียว “หมาป่าเฟนริส” ก็ถูกฉีกเป็นสองส่วน

“ธอร์” กับ “พญาจอร์มุนกานด์” เป็นคู่ต่อสู้ที่มีความฉกาจฉกรรจ์พอๆ กันอีกคู่หนึ่ง แต่ในที่สุด “ค้อนมจอร์ลเนียร์” ก็เป็นฝ่ายมีชัยเหนือพญางู มันถูกทุบจนตายแทบเท้าของ “ธอร์” แต่ “ธอร์” ก็โดนพิษของมันที่พ่นราวกับห่าฝนอยู่ตลอดเวลาจนอ่วม ทำให้เขาก้าวขามาได้อีก 9 ก้าวก็ล้มลงตาย

ต่างจาก “เฟรย์” และ “ยักษ์เซิร์ท” คู่นี้ต่อสู้กันด้วยอาวุธเป็นสามารถ แต่เนื่องจาก “เฟรย์” ยกดาบวิเศษของตนให้ “สเคอร์เนียร์” ไปแล้ว เขาจึงไม่มีอะไรป้องกันตัวเองไปมากกว่าดาบธรรมดา “ยักษ์เซิร์ท” จึงมีชัยเหนือเทพ เป็นฝ่ายแทง “เฟรย์” จนตาย

คู่ “ไทร์” กับ “กาม” ก็สู้กันถึงตายทั้งคู่ เช่นเดียวกับ “โลกิ” และ “ไฮล์มดาล” เทพอารักษ์คู่ปรับ ต่างคนต่างตายเพราะคมดาบของอีกฝ่าย หมู่บริวารไม่ว่าเทพหรือยักษ์ต่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำแก่กัน แต่ก็กลับตายไปด้วยกัน ครั้นแล้วเมื่อสงครามแผ่วลงทุกขณะ ทั่วท้องทุ่งเต็มไปด้วยซากศพ “เซิร์ท” ยักษ์แห่งไฟก็กวัดแกว่งดาบเวียนเหนือศีรษะ ขว้างลูกไฟจาก “มัสเปลส์ไฮม” จุดไฟให้ลุกทั่วทั้งเก้าโลก เผาผลาญราชวัง “แอสการ์ด” แห่งสวรรค์ “มิดการ์ด” แผ่นดินของมนุษย์ รวมทั้งแผ่นดิน “โจตุนไฮม” ของยักษ์ แผ่นดินนรกใต้พื้นพิภพ และตัว “ยักษ์เซิร์ท” เองหวังให้ไฟนั้น “ล้าง” ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ให้มีอะไรเหลือ แผ่นดินจมหายลงไปใต้สมุทรอันเดือดพล่าน เป็นการสิ้นสุดจักรวาลของชาวเหนือ

โลกใหม่

ชาวเหนือเชื่อว่าเมื่อโลกถูกทำลายล้างไปแล้ว แผ่นดินจะผุดขึ้นอีกครั้งจากทะเล คราวนี้โลกใหม่จะเขียวสดอีกครั้งหนึ่ง ลูกสาวของ “โซล” ผู้ขับรถดวงอาทิตย์ซึ่งเกิดก่อนที่แม่ของเธอจะถูก “หมาป่าสกอลล์” กลืนกิน ได้รับหน้าที่แทนแม่ ขับรถพระอาทิตย์ขึ้นฟ้าอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ในโลกใหม่เป็นดวงอาทิตย์ที่ไม่ร้อนแรงเท่าดวงเดิม จนลูกสาวของ “โซล” ไม่ต้องใช้โล่กัน

แสงอาทิตย์ดวงใหม่แตะต้องทุกมุมโลกที่เพิ่งผุดจากทะเล ความอบอุ่นทำให้เกิดชีวิตอีกครั้ง “ต้นอิกดราซิล” ที่รอดมาจาก “แร็คนาร็อค” เริ่มเขียวและให้ผลอีกครั้ง รากของมันหยั่งลึกกว่าเดิมสร้างจักรวาลให้มั่นคงกว่าที่เคยเป็นในโลกเก่า

ไม่น่าเชื่อว่ายังมีมนุษย์สองคน “ลิฟ” ผู้หญิงและ “ลิฟธราเซอร์” ผู้ชาย แอบไปกำบังตัวอยู่บนต้นไม้แห่งโลก “อิกดราซิล” (Yggdrasil) เมื่อตอน “แร็คนาร็อค” กระทั่งโลกใหม่ (แผ่นดินใหม่) ผุดขึ้นจากน้ำ เขียวชะอุ่มงดงามอีกครั้ง ทั้งสองก็ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อสร้างพลเมืองให้โลก

นอกจากมนุษย์สองคนยังมีเทพชั้นลูก-ชั้นหลานของเทพเดิมอีกหลายองค์ที่เหลือรอด เช่น ลูกของ “โอดิน” คือ “วิดาร์” ผู้ฆ่า “เฟนริส” “วาลี” ผู้แก้แค้นให้ “บาลเดอร์” สองคนเป็นตัวแทนของธรรมชาติที่รอดมาได้ ทั้งคู่ได้พบ “โมดิ” และ “แมกนิ” ซึ่งสามารถคว้าค้อนของ “ธอร์” จากกองไฟ

ความแข็งแกร่งของ “แมกนิ” และ “โมดิ” บวกกับพลังของ “ค้อนมจอร์ลเนียร์” และพลังชีวิตของ “วิดาร์” และ “วาลี” เทพทั้งสี่ยังได้พบ “บาลเดอร์” และ “โฮเดอร์” ผู้กลับมาจากความตาย โดยที่ทั้งสองมีความแตกต่างจากในอดีต ไม่มีความผูกพยาบาทมีแต่ความรักให้กัน

“เทพอีเซอร์” ที่เหลืออีกองค์หนึ่งคือ “โฮเนอร์” หรือ “วิลี” น้องของ “โอดิน” ผู้ที่ช่วยพี่ชายสร้างโลกครั้งก่อนจากร่างของ “อีเมอร์”

เทพทั้งเจ็ดนั่งลงบน “ทุ่งไอดาโวล” (Idavoll) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ “แอสการ์ด” ต่างคนต่างนึกถึงญาติพี่น้องที่ตายไป นึกถึงเกียรติยศชื่อเสียงของบรรดาวีรบุรุษที่ล้มตาย ช่วงนั้นเองเทพได้ค้นเจอสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ บริเวณเล่นเกมของเทพที่จากไป บางตำราว่าเป็นกระดานหมากรุกทองคำ บางตำราว่าเป็นกระดานทอดเต๋าทองคำสำหรับเปลี่ยนข้างเกม

เทพทั้งเจ็ดสร้างสวรรค์ขึ้นใหม่ ณ ตรงบริเวณที่เคยเป็น “แอสการ์ด” วังใหม่นี้ชื่อ “กิมลี” (Gimli) สร้างให้สูงกว่าวังใดๆ ที่ชาว “แอสการ์ด” เดิมเคยเห็น ความสูงของวังจะทำให้เทพทุกองค์เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่างได้ชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัย “บัลลังฮลิดสเคียฟ” แม้แต่น้อย

โลกใหม่สดใสขึ้นอีกครั้งความชั่วร้าย ความเกลียดชัวระหว่างกันถูกทำลายไปกับไฟจนหมด ไม่มียักษ์เหลืออยู่ คงมีก็แต่มนุษย์ลูกหลานของ “ลิฟ” และ “ลิฟธราเซอร์” ซึ่งก็เป็นโลกที่เราอยู่กันในปัจจุบัน

เทพอื่นๆ

เทพอื่นๆ ในที่นี้เป็นเทพที่มีความหมายกับชาวเหนือ แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไรในสรวงสวรรค์มากนักและโดยมากก็เป็นเทพแห่งธรรมชาติ ไม่ได้ประจำอยู่บนสรวงสวรรค์ “แอสการ์ด” เพียงแห่งเดียว

Uller – เทพแห่งฤดูหนาว

“อูลเลอร์” เป็นโอรสของ “ซิฟ” กับยักษ์ไร้นาม สำหรับชาวเหนือแล้ว “อูลเลอร์” เป็นเทพแห่งการล่าและอาวุธ และด้วยความที่ฤดูหนาวกินเวลานานนับเดือน พาเอาความตายมาสู่ชาวเหนือ “อูลเลอร์” ก็เลยรั้งตำแหน่งเทพแห่งความตายอีกตำแหน่ง

“อูลเลอร์” มีเลือดครึ่งหนึ่งเป็นยักษ์น้ำแข็ง ฤดูหนาวที่ปกคลุมแผ่นดินชั่วนาตาปีสำหรับเขาเป็นเวลาสบายๆ เป็นเวลาที่เขามีพลังแข็งแกร่ง ชนิดที่เชื่อกันว่าในเวลานี้ “อูลเลอร์” สามารถแย่งอำนาจควบคุม “แอสการ์ด” มาจาก “โอดิน” ได้ด้วยซ้ำ “โอดิน” จะกลับมีพลังอีกครั้งก็เมื่อแสงแรงแห่งดวงอาทิตย์ส่องพื้นโลกให้อบอุ่น

ด้วยเหตุนี้ “อูลเลอร์” จึงได้รับการนับถือจากคนเหนือด้วยตำแหน่งสำคัญรองมาจาก “โอดิน” ต่างกันแต่ไม่มีใครรักเขาเหมือน “โอดิน” เท่านั้น ก็เทพเล่นสนใจแต่น้ำแข็งและความเย็น ซึ่งเป็นความทุกข์สาหัสของชาวโลกนี่นา

Njord – เทพแห่งฤดูร้อนและสายลม

หลังสงครามระหว่าง “อีเซอร์” และ “วาเนอร์” “นจอร์ด” ต้องแลกตัวมาอยู่ “แอสการ์ด” กับลูกชาย-ลูกสาว เขาเป็น “เทพวงศ์วาเนอร์” แห่งฤดูร้อน กล่าวกันว่าเขาเป็นเทพรูปงามมักสวมเสื้อทูนิคยาวสีเขียวอันเป็นตัวแทนของความเจริญงอกงามในหน้าร้อน มีหงส์เป็นตัวแทนอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพ เพราะมันมักปรากฏตัวในช่วงต้นของหน้าร้อน แมวน้ำขี้เล่นที่อาศัยอยู่ริมฝั่งก็เชื่อว่าเป็นสัตว์โปรดของเขาเช่นเดียวกัน

“นจอร์ด” แต่งงานครั้งแรกกับ “เนอร์ธัส” น้องสาวของเขาเองมีลูกชายและลูกสาวคือ “เฟรย์” และ “เฟรยา” เมื่อ “นจอร์ด” ถูกแลกให้มาอยู่ “แอสการ์ด” มันเป็นเวลาที่การแต่งงานระหว่างพี่น้องด้วยกันกลายเป็นที่รังเกียจไปเสียแล้ว ภรรยาของ “นจอร์ด” ก็เลยไม่มาด้วยคงปล่อยให้สามีกับลูกมาแทน

เมื่อมาถึง “แอสการ์ด” “นจอร์ด” มี “วังโนอาตัน” (Noatun) อยู่ที่ริมทะเลซึ่งก็อยู่ในสายตาของ “เทพอีเซอร์” ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเอี่ยวกับเรื่องราวของ “โลกิ” แต่ “สกาดิ” นางยักษ์คู่ชีวิตคนที่สองของเขาก็หาเรื่องเข้าไปยุ่งจนได้ ตำนานว่า “นจอร์ด” จะได้เมียคนนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน

“สกาดิ” เป็นลูกสาวของ “ยักษ์ธิอัลซิ” (Thialzi) ซึ่งโดนเทพฆ่าเพราะดันไปลักพาเทพีแอปเปิ้ลศักดิ์สิทธิ์เข้า เมื่อนางต้องหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวอยู่คนเดียวก็เลยเดินทางมาเรียกร้อง “เทพแอสการ์ด” ก็อยากจะไถ่โทษ ยอมจะเอาทองคำจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ที่นางต้องการมาให้ “สกาดิ” ไม่สน เธอว่าเมื่อคนของเธอตาย เทพก็ต้องใช้คืนด้วยคน หรือจะบอกว่ามาขอสามีก็แล้วกัน คำขอของยักษ์เนี่ยเล่นเอาเทพหัวเราะกันครืน

“สกาดิ” ได้รับความอับอายไปชั้นหนึ่งแล้ว แต่เมื่อเดินมาถึงเส้นที่ถอยไม่ได้เธอก็เดินหน้าต่อไป อันที่จริงตอนนั้นเธออยากได้ “บาลเดอร์” เป็นสามี เนื่องจากเขารูปงามที่สุด แต่การจะบอกตรงๆ เดี๋ยวก็โดนโห่หาว่าใฝ่สูง นางยักษ์เลยเสนอว่าเธอจะเลือกใครก็ได้ที่มีเท้าเข้ารูปสวยที่สุด “โอดิน” สั่งให้บรรดาเทพทั้งหลายเข้าไปอยู่หลังม่าน ยืนเรียงแถวกันตามใจชอบแล้วยกเชิงม่านขึ้นให้ “สกาดิ” เลือก นางมองไปมองมาแล้วเลือกได้เทพองค์หนึ่งซึ่งเท้าสวยมาก นางหวังใจเต็มเปี่ยมว่าเท้าคู่นี้ต้องเป็นของ “บาลเดอร์” เพราะคิดว่าเมื่อเป็นเทพที่หล่อเหลาที่สุด ร่างกายก็น่าจะสวยสมบูรณ์ตามไปด้วย เมื่อ “โอดิน” สั่งให้ยกม่านขึ้นเท่านั้นล่ะ นางยักษ์ลมแทบใส่

ปรากฏว่า เท้าคู่ที่นางเลือกกลับเป็นของ “นจอร์ด” เทพแห่งฤดูร้อนและสายลมอ่อน บรรดาเทพต่างหัวเราะกันถ้วนหน้าเพราะรู้ทันว่านางต้องการอะไร แต่การล้อเลียนนางยักษ์ในเรื่องการเลือกคู่นี้ไม่มีใครทำน่าเกลียดเท่ากับ “โลกิ” เขาถลกกางเกงเต้นกระหย่องกระแหย่งไปมายั่วยวน “สกาดิ” จนเจ้าหล่อนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ไม่มีใครคิดว่าเลยว่า “สกาดิ” จะผูกใจเจ็บเสียจนเมื่อถึงเวลาที่ “โลกิ” ถูกพันธนาการ “สกาดิ” คนนี้แหละที่เป็นคนหางูพิษเอามาตรึงไว้เหนือหัว “โลกิ” เป็นการแก้แค้น

เรียกว่าการเลือกคู่ของ “สกาดิ” ครั้งนี้กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง นางยักษ์ไม่ได้ “บาลเดอร์” อย่างที่หวัง แต่ได้เทพแห่งธรรมชาติที่แทบไม่มีความสำคัญ ทำให้การแต่งงานง่อนแง่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น นางยักษ์พา “นจอร์ด” ไปอยู่ที่ดินแดนน้ำแข็งของนาง 9 คืน “นจอร์ด” ก็ทนความหนาวเย็นไม่ไหว ขอให้ “สกาดิ” มาอยู่กับเขาที่ชายทะเล ปรากฏว่านางยักษ์ก็อยู่ได้ 9 คืน ชักทนเสียงรบกวนของนกทะเลและเสียงอึกทึกของอู่ต่อเรือแถว “วังโนอาตัน” ไม่ไหว สองคนก็เลยแยกกันอยู่ “สกาดิ” กลับไปออกล่าสัตว์ในดินแดนน้ำแข็งที่แห้งแล้งของหล่อน ส่วน “นจอร์ด” กลับไปอยู่ในภูมิอากาศที่สบายริมทะเลตามเดิม

พฤติกรรมของทั้ง “นจอร์ด” และ “สกาดิ” ให้ข้อคิดอย่างหนึ่งแก่ผู้แต่งงานว่าอย่าพยายามเปลี่ยนคนที่จะมาอยู่กับเราให้เหมือนเราเพราะมันรังแต่จะพบความขมขื่น แรกๆ เขาอาจยอมเพราะความรัก แต่นานวันเข้าความเกรงใจค่อยๆ น้อยลงนิสัยจริงปรากฏ ตอนนี้แหละจะอยู่กันไม่ยืด

Vidar – เทพสันโดษ

“วิดาร์” เป็นลูกของ “โอดิน” กับ “นางยักษ์กริด” “วิดาร์” รับความแข็งแกร่งมาจาก “โอดิน” เต็มเปี่ยม หากแต่บุคลิกที่ไม่เหมือนใครของเขา คือเขาเป็นเทพที่พูดน้อยมากจนถึงไม่พูดเลย อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็นใบ้แต่ประการใดนะครับ แต่เพราะเขาคือตัวแทนของพลังเงียบ พลังที่ยิ่งใหญ่ในธรรมชาติและเขาก็ยังเป็นเทพที่รอดจากมหาสงคราม “แร็คนาร็อค” มีความสำคัญในการสร้างจักรวาลที่สอง

ภาพของ “วิดาร์” คือชายร่างสูงหล่อเหลา แต่งกายด้วยเกราะถือดาบคมกริบ ใส่รองเท้าที่ทำจากหนังหรือเหล็กซึ่งในเวลาต่อมาได้ป้องกันเท้าของเขาจากคมเขี้ยวของ “หมาป่าเฟนริส” หมาที่เขาต้องตามล่าแก้แค้นที่มันฆ่า “โอดิน”

Aegir – เทพแห่งท้องทะเล

“อีเจอร์” เป็นเจ้าแห่งมหาสมุทร เป็นเทพที่ไม่ได้สังกัดอยู่ทั้งใน “วงศ์อีเซอร์” และ “วาเนอร์” เพราะว่าเกิดก่อนชาวบ้านนานมาก เรียกว่าเกิดก่อนเผ่าพันธุ์ไหนในโลกและอยู่ยั้งยืนยง “อีเจอร์” เป็นสามีของ “รัน” ซึ่งเป็นทั้งเมียและน้องสาว เป็นพ่อของลูก 9 คน ตำราไม่บอกว่าหญิงหรือชาย แต่เดาว่าเป็นนางยักษ์แห่งคลื่น 9 ตน ที่ “โอดิน” พบตั้งแต่สร้างโลกเสร็จใหม่

“อีเจอร์” มักปรากฏร่างเป็นชายชรารูปร่างผอม ทั้งหนวดเคราและผมยาวขาวโพลน แต่มือเป็นกรงเล็บ “อีเจอร์” ไม่ใช่เทพใจดี ตรงกันข้ามกลับเป็นเทพที่อารมณ์ผันผวนเหมือนท้องทะเล เมื่อใดที่เขาปรากฏตัวเหนือผิวน้ำ นั่นหมายความว่าเขามีจุดประสงค์ประการเดียวคือล่มเรือและสังหารลูกเรือ เลยเป็นประเพณีของคนเหนือให้ต้องมีการบูชายัญแก่ “อีเจอร์” ก่อนเดินทาง

ส่วน “รัน” เมียของเขา ซึ่งก็คือวิญญาณแห่งพายุท้องทะเลนั่นก็ไม่เบาเหมือนกัน เจ้าหล่อนเป็นตัวแทนของอารมณ์อันปรวนแปร เธอมีแหวิเศษที่คอยลากวิญญาณลูกเรือเอาไปรวมกันไว้ในถ้ำปะการังซึ่งเต็มไปด้วยทองคำเรืองรอง “รัน” ชอบทองถึงขนาดเรียกมันว่า “ไฟแห่งท้องทะเล” ความชอบของ “รัน” ทำให้ลูกเรือชาวเหนือมักเอาทองคำก้อนเล็กๆ ติดไว้ในกระเป๋าเพื่อให้ “รัน” ชอบ จะได้ไม่ต้องมาเอาชีวิต

อันที่จริง “อีเจอร์” ไม่น่าจะเข้ามาเกี่ยวกับ “ชาวแอสการ์ด” จนกระทั่ง “ธอร์” สั่งให้เทพแห่งทะเลทำหน้าที่ต้มเหล้าให้ “ชาวแอสการ์ด” ด้วยความที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่งแต่ก็ไม่อยากยุ่งกับพวกเทพเลือดใหม่ เขาแก้ตัวว่าไม่มี “หม้อใหญ่” (Cauldron) ที่มีขนาดใหญ่พอสำหรับจะต้มให้ “ธอร์” จึงไปยึดหม้อใหญ่ของ “ยักษ์ไฮเมียร์” มาให้ คราวนี้ “อีเจอร์” ปฏิเสธ ต้องทำหน้าที่ต้มเหล้าให้เทพไปจนวันสิ้นโลก

Forsetti – เทพแห่งกฎหมายและความยุติธรรม

“ฟอร์เซ็ตติ” เป็นลูกของ “บาลเดอร์” กับ “นันนา” เทพีแห่งการเพาะปลูก ความที่เขาเป็นลูกของเทพผู้ทรงเกียรติทั้งคู่ “ฟอร์เซ็ตติ” จึงได้ที่นั่งใน “แกลดไฮม” โดยอัตโนมัติ ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ “ฟอร์เซ็ตติ” ก็รั้งตำแหน่งเทพแห่งการตัดสิน เขาอยู่ใน “วังกลิตเนียร์” (Glitnir) เป็นวังที่คล้าย “เบรดาบลิค” ของ “บาลเดอร์” ต่างกันแต่ว่าหลังคา “กลิดเนียร์” ดาดด้วยเงิน ส่วนเสาค้ำเป็นทองทั้งสิ้น

หน้าที่ของ “ฟอร์เซ็ตติ” คือนั่งบัลลังก์ภายใน “วังกลิตเนียร์” เพื่อตัดสินคดีความหากเทพเกิดทะเลาะกัน ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยตัดสิน สติปัญญาของเทพหนุ่มองค์นี้ว่ากันว่ามีไหวพริบดีจนคู่กรณีรายไหนรายนั้นกลับออกไปแล้วเลิกทะเลาะกัน หันมาให้ความเคารพกันด้วยซ้ำ เหตุนี้ “ฟอร์เซ็ตติ” จึงได้รับการสวดอ้อนวอนก่อนจะมีการตัดสินคดีความในแผ่นดินมนุษย์ด้วยเหตุที่เขาเป็นเทพที่ยุติธรรมที่สุด

Vali – ผู้แก้แค้น

โอรสของ “โอดิน” กับ “รินด้า” เขาไม่ได้เกิดมาเป็นผู้แก้แค้นให้แก่ “บาลเดอร์” อย่างเดียว แต่เป็นคนที่ปรากฏตัวคู่กันกับ “วิดาร์” เสมอ ถ้า “วิดาร์” เป็นตัวแทนพลังเงียบของธรรมชาติ “วาลิ” ก็เป็นตัวแทนของวิญญาณที่ไม่ตาย-แสงแห่งชีวิตที่ไม่มีวันดับ ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติหลังความแห้งแล้งเสมอ “วาลี” มักถือคันธนู อันเป็นตัวแทนของพลังความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

Hermod – ภูตนิมฟ์ผู้สื่อสาร

“เฮอร์มอด” เป็นลูกของ “โอดิน” กับ “ฟริกก้า” เขานับเป็นทูตสื่อสารที่ซื่อสัตย์ของพ่อ ความเร็วและความว่องไวของเขาไม่มีใครทาบ มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่เวลา “โอดิน” ยุ่งมากๆ “โอดิน” ก็จะใช้ “เฮอร์มอด” ให้เอา “หอกกุงเนอร์” ไป ณ จุดที่สงครามกำลังก่อตัว แล้วเอาหอกศักดิ์สิทธิ์นั้นโบกเหนือทุ่งสงคราม พลังของมันทำให้ความกระหายเลือดในอกของนักรบแต่ละฝ่ายปะทุถึงขั้นสุดตามมาด้วยการเข่นฆ่ากันอย่างเมามัน เมื่อ “เฮอร์มอด” ได้เป็นผู้ช่วยให้เกิดสงครามภายใต้คำสั่งของ “โอดิน” อยู่บ่อยๆ เขาจึงกลายเป็นหัวหน้าพวก “เอนเฮเรียร์” ไปโดยปริยาย

The Norns – เหล่าเทพีแห่งโชคชะตา

“นอร์น” ที่ว่านี้ก็คือเทพีสามพี่น้อง ผู้ชี้ความเป็นไปของบรรดาเทพและมนุษย์ พี่ใหญ่มีชื่อว่า “เอิร์ด” (Urd – ผู้รู้เรื่องอดีต) ภาพของนางเป็นหญิงชราที่เหลียวหลังมองอดีต คนกลางชื่อ “เวอร์ดานดิ” (Verdandi – ผู้รู้เรื่องปัจจุบัน) ภาพของนางเป็นหญิงสาวผู้มองไปข้างหน้า เผชิญกับปัจจุบันอย่างไม่กลัวเกรง ทั้ง “เอิร์ด” และ “เวอร์ดานดิ” นับเป็น “นอร์น” ที่ช่วยเหลือมนุษย์มากที่สุด

ผิดกับ “สกัลด์” (Skuld – ผู้รู้เรื่องอนาคต) น้องเล็กคนสุดท้ายที่มีท่าทีตรงกันข้ามกับพี่ๆ ทั้งสอง เพราะว่าเธอคือตัวแทนของพลังที่ทำนายไม่ได้ ไม่มีความรักต่อทั้งมนุษย์และเทพ ยิ่งกว่านั้น “สกัลด์” ยังเป็นพวกอารมณ์ไม่แน่นอน มีฤทธิ์สามารถลบคำทำนายของ “เอิร์ด” และ “เวอร์ดานดิ” ได้ เนื่องจากเธอเท่านั้นที่กุมความลับของอนาคต ภาพของ “สกัลด์” เป็นหญิงสวมผ้าคลุมหน้าตลอดเวลา ในมือมีหนังสือหรือม้วนกระดาษที่ไม่เปิดเผย สายตาของ “สกัลด์” จ้องไปในทางตรงกันข้ามกับพี่น้องเสมอ

“เทพีนอร์น” ทั้งสามมีหน้าที่ทอเส้นใยแห่งชะตากรรมทุกวัน ตกเย็น “สกัลด์” จะเป็นผู้ถอดปมบางปมที่ “เอิร์ด” และ “เวอร์ดานดิ” ทอไว้ ทำให้อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจเห็นชัด นอกจากนี้ “นอร์น” ทั้งสามยังมีหน้าที่ดูแลรักษา “ต้นอิกดราซิล” เก็บกิ่งหักและดูแลราก ความที่ “นอร์น” กุมชะตากรรม พวกเธอจึงกลายเป็นที่ปรึกษาของเทพโดยปริยาย

คำสาปแห่งแหวน

แหวนวิเศษของชาวเหนือไม่ได้มีเฉพาะ “แหวนดรอพเนอร์” เท่านั้น แต่ยังมีอีกวงหนึ่งชื่อว่า “แหวนอันดวารี” (Andvari) … เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อสมัยที่ “โลกิ” “โอดิน” และ “วิลี” (หรือ “โฮเนียร์”) ยังร่วมทางเดินกันเช่นเดียวกับการผจญภัยที่ “โลกิ” โดนยักษ์จับไปบีบบังคับเอา “เทวีไอดัน” คราวหนึ่งทั้งสามมีอันอยากลงมาผจญภัยยังแดน “มิดการ์ด” ด้วยความหิวต่างคนก็ต่างมองหาว่าจะล่าเนื้ออะไรได้บ้าง เผอิญ “โลกิ” หันไปเห็นนากตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ริมน้ำ เทพก็เอาหินก้อนพอเหมาะขว้างเข้าให้ ผลก็คือเขาได้นากตัวนั้นมาเป็นเนื้อสำหรับอาหารเย็น สามเทพเดินต่อไปโดยมี “โลกิ” หิ้วนากตามมาด้วย จนกระทั่งไปถึงบ้านหลังหนึ่งกลางไร่ จึงเข้าไปเคาะประตูหวังจะหาที่พักสักคืนหนึ่ง

เจ้าของบ้านเปิดประตูรับ “โอดิน” แจ้งความประสงค์ พระองค์ว่าไม่ได้มามือเปล่าแต่ขอแลกกับเนื้อนากก็แล้วกัน ว่าแล้วก็ผายมือไปยัง “โลกิ” ที่หิ้วซากนากตามมาเบื้องหลัง แต่ปรากฏว่าเจ้าของบ้านซึ่งก็คือ “พ่อมดฮเรียดมาร์” (Hreidmar) ตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นนากตัวนั้น เพราะนากตัวนั้นคือ “ออตเตอร์” (Otter) ลูกชายของเขาเอง พ่อมดโกรธเกรี้ยวกราด เขาร่ายเวทย์ทำให้แขกแปลกหน้าอ่อนแรงจากนั้นก็เรียก “ฟาฟเนอร์” (Fafnir) และ “เรจิน” (Regin) ลูกชายที่เหลือออกมาช่วยกันจับเทพมัดเอาไว้ “โอดิน” ส่งเสียงว่าเขาไม่ผิด และว่าถ้าหากรู้ว่า “ออตเตอร์” เป็นลูกเจ้าของไร่จะตรงมาที่นี่ทำไม “ฮเรียดมาร์” ไม่ยอมฟังแล้วยังทำท่าเหมือนจะฆ่า “โอดิน” เฝ้าอ้อนวอนใช้วาทศิลป์ต่างๆ จนพ่อมดยอม แต่ต้องหาของมาไถ่โทษ

สิ่งที่พ่อมดต้องการคือทองคำจำนวนมากเท่าที่จะวางให้เต็มหนังนากตัวนั้นทั้งข้างนอกข้างใน “ฮเรียดมาร์” ว่าแล้วก็หัวเราะก้อง หนังนากลูกชายค่อยๆ ขยายยืดออกๆ เรื่อยๆ ชนิดที่ว่าหาทองมาถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม “โอดิน” ทำท่าเหมือนจะสิ้นปัญญาแต่ “โลกิ” รู้แล้วว่าเขาจะต้องทำอย่างไร

เขาอาสาจะออกไปเอาทอง “ฮเรียดมาร์” จึงเอา “โอดิน” กับ “โฮเนอร์” ไว้เป็นตัวประกัน แต่เขาไม่ยอมให้ “โลกิ” ใส่รองเท้าท้องฟ้า มิฉะนั้นเทพจอมปลิ้นปล้อนอาจจะแอบกลับมาปล่อยตัวประกันออกไปโดยไม่มีใครรู้

Fafnir guards the gold hoard in this illustration by Arthur Rackham

“โลกิ” ต้องไปหยิบยืมแหของ “รัน” แล้วมุดลงไปในรูท่อน้ำสู่ทะเลใต้ดิน รอเวลาอยู่นานทีเดียว พอเห็นเป้าหมายที่ต้องการ “โลกิ” ก็ลงแหได้ปลาไพค์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ปลาตัวนี้ก็เหมือนนากคือไม่ได้มีรูปร่างอย่างที่เห็นแต่แรก แท้จริงมันคือ คนแคระ “อันดวารี” ผู้ที่รวยที่สุดในหมู่ผู้ที่อยู่ใต้ดินด้วยกัน “โลกิ” จัดการข่มขู่คนแคระที่คืนร่างแล้วเป็นการใหญ่จน “อันดวารี” กลัวมาก เขายอมให้ทองคำทั้งหมดที่เขามีอยู่ “โลกิ” ก็ยังไม่พอใจยังสาธยายภาพความตายอันน่ากลัวถ้าคนแคระยังไม่ให้สิ่งที่มีทั้งหมด “โลกิ” อาจจะซ้อมค้างไปยังงั้นเอง แต่คนแคระดันมีของที่ว่าอย่างนั้นจริงๆ สิ่งนั้นคือ “แหวนวิเศษ” ซึ่งสามารถสร้างทองคำขึ้นเองได้แลกกับชีวิต “โลกิ” ยอมปล่อยคนแคระ “อันดวารี” พาไปเอาทองและแหวน แต่ยามที่จะต้องพรากจากของรักจริงๆ “อันดวารี” มีอารมณ์โกรธวับขึ้นมานึกได้ว่าสมบัติพวกนี้เป็นของเขา เขาต้องลงแรงสร้างและหามากว่าจะมากมายขนาดนี้ แต่จะต้องยกให้คนพาลที่อยู่ๆ โผล่มาปล้น “อันดวารี” จึงร่ายเวทย์สาปแหวนให้ผู้ครอบครองพบกับความพินาศ หากแต่ “โลกิ” ก็ไม่ได้สนใจว่าของที่เอาไปจากคนแคระจะมีอันตรายหรือเปล่า ออกจะสะใจเสียด้วยซ้ำ

“โลกิ” ขนสมบัติกลับมาให้ “ฮเรียดมาร์” ตามสัญญา พ่อมดปล่อย “โอดิน” และ “โฮเนียร์” เป็นอิสระ แต่ก่อนจากมา “โลกิ” เตือนทิ้งท้ายว่าแหวนและสมบัติเหล่านี้จะนำมาซึ่งความพินาศ หากแต่ “ฮเรียดมาร์” ก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน เวลานั้นเขาโดนมนต์คำสาปครอบงำเสียแล้ว เฝ้าแต่ชื่มชมลูบคลำหวงแหนไม่ยอมให้ใครแตะต้อง

ทว่าความพินาศก็มาเยือนในเวลาไม่นาน “ฟาฟเนอร์” และ “เรจิน” ก็อยากได้สมบัติเช่นเดียวกัน ทั้งสองคนสมคบกันหาทางฆ่า “ฮเรียดมาร์” แล้วหนีพร้อมกับทองคำและแหวน ซึ่งต่อมา “เรจิน” ก็ถูก “ฟาฟเนอร์” ทรยศพาสมบัติไปคนเดียว

ทว่ามนตราสาปแหวนทำให้จิตใจของเขามุ่งอยู่แต่ความหวงแหน เอาสมบัติไปฝังซ่อนไว้ “ฟาฟเนอร์” ค่อยๆ บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดกลายร่างเป็นมังกรเฝ้าทองคำและแหวนไม่ยอมไปไหน

วีรบุรุษรักรันทดซิกนีและซิกมันด์

“โวลซุง” (Völsung) เป็นราชาแห่งแคว้นๆ หนึ่ง ว่ากันว่าเขาเป็นลูกมนุษย์ของ “โอดิน” แต่เรื่องไม่ได้อยู่ที่ตัว “โวลซุง” หรอก หากแต่อยู่ที่ลูกๆ ของเขาต่างหาก

ลูกๆ ของ “โวลซุง” เป็นชายเสีย 10 และหนึ่งนุชสุดท้องคือ “ซิกนี” (Signi, Signy, Signe, Sieglinde) ซึ่งหนึ่งนุชนี้อยากแต่งงานก่อนเพื่อนกับ “ซิกเกียร์” (Siggier) ราชาแห่งชาวกอธิค ในวันแต่งงานของทั้งคู่ ชายชราตาเดียวสวมหมวกปีกกว้างก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ เขาไม่พูดไม่จากับใคร แต่เอาดาบเล่มหนึ่งเสียบเข้าไปในต้นโอ๊คซึ่งเป็นศูนย์กลางของห้องประชุมนั้น ดาบเล่มนี้ชื่อว่า “กรามร์” (Gramr) เป็นดาบที่มีฤทธิเวทมนต์ฆ่าพวกที่มีอาถรรพ์ในตัว จนดาบใดๆ ก็จัดการไม่ได้ พระองค์ประกาศว่า ใครก็ตามที่ดึงดาบออก ดาบจะเป็นของคนนั้นทันที ว่าแล้วก็หายตัวไป

การปรากฏตัวของชายชราซึ่งก็คือ “โอดิน” นั่นแหละ ทำให้ “โวลซุง” รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เขาให้โอกาสแรกแก่ลูกเขยหมาดๆ เป็นคนแรก “ซิกเกียร์” เข้าดึงดาบแต่ไม่เป็นผล คนอื่นๆ ต่อมาในห้องประชุมนั้นก็ทำไม่ได้ จนกระทั่งถึงคนสุดท้ายคือ “ซิกมันด์” (Sigmund) น้องชายคนสุดท้องที่เป็นพี่ชายของ “ซิกนี” เขาสามารถดึงดาบออกมาจากต้นโอ๊ค ตามกติกาแล้วดาบต้องตกเป็นของเขา

“ซิกเกียร์” รู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่แพ้เด็กเมื่อวานซืน เขาเสนอซื้อดาบจากพี่เมียด้วยราคาสูง แต่ก็ตามประสาวัยรุ่นที่ไม่สนใจเงินทอง สิ่งที่เขาทำได้มาจากความสามารถก็ย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจ “ซิกมันด์” จึงปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล หารู้ไม่ว่ามันกลับทำให้น้องเขยผูกใจเจ็บ

เขาวางแผนลอบฆ่า “โวลซุง” และหลอกพาลูกชายทั้ง 10 เข้าไปในป่า “ซิกนี” ซึ่งเวลานั้นรู้ตัวว่าแต่งงานกับคนชั่วก็เสียใจมาก พยายามหาทางเตือนพ่อและพี่ แต่ไม่ยักมีใครเชื่อ

ในที่สุด “โวลซุง” ก็ตายเพราะแผนการของ “ซิกเกียร์” ส่วนลูกชายทั้ง 10 ที่ถูกหลอกพาไปไว้ในป่า ก็ถูกคนของ “ซิกเกียร์” จับมัดไว้กับก้อนหิน หมาป่าในป่าออกมากินเด็กหนุ่มไปคืนละคนๆ จนกระทั่งมาถึงคราว “ซิกมันด์” เขาทำใจเย็นอย่างที่สุด รอจนได้โอกาสก็กัดลิ้นหมาป่า มันได้รับความเจ็บปวดก็หนีไป ในเวลานั้น “ซิกเกียร์” คิดว่าเขาสามารถกำจัดตระกูลของ “โวลซุง” ได้จนสิ้น จึงยอมปล่อย “ซิกนี” ที่เขากักขังไว้ให้หล่อนเข้าป่าไปทำศพพี่ๆ เสียให้เสร็จ เมื่อ “ซิกนี” มาถึงเธอพบว่า “ซิกมันด์” เป็นคนเดียวที่รอด จึงปลดโซ่ให้ สองพี่น้องกอดกันร้องไห้ ต่างให้คำสาบานแก่กันว่าจะช่วยกันแก้แค้นให้พี่ๆ และพ่อให้ได้

“ซิกนี” จากมาแล้วคิดว่าพี่ชายควรมีเพื่อนที่เป็นสายเลือดเดียวกันไว้เป็นเพื่อนแท้และเพื่อรักษาสายเลือดของ “โวลซุง” ให้เข้มข้น เธอจึงปลอมตัวเป็นหญิงสาวไร้นามตาม “ซิกมันด์” ไปและหาทางจนได้สมสู่กับพี่ 3 วัน โดยที่ “ซิกมันด์” ไม่รู้เลยว่าผู้หญิงที่เขานอนด้วยเป็นใคร

“ซิกนี” กลับเมืองของ “ซิกเกียร์” และทำหน้าที่เมียที่ดี เธอตั้งท้องได้ลูกชายให้แก่ “ซิกมันด์” คนหนึ่งเมื่อคลอดแล้วเธอส่งไปให้พี่ชาย เด็กคนนั้นชื่อ “ซินฟิออตติ” (Sinfjötli) ตลอดเวลาต่อจากนั้น “ซิกนี” ลอบติดต่อส่งเสียให้ “ซิกมันด์” ฟื้นกำลัง ฝึกปรือเพลงอาวุธให้ชำนาญ แต่ต่อหน้า “ซิกเกียร์” “ซิกนี” ทำหน้าชื่นไม่มีแววแค้นเหลือในดวงตาและก้มหน้า-ก้มตากำเนิดลูกให้เขาไปพลาง

แล้ววันหนึ่งก็มาถึงเมื่อ “ซิกมันด์” กับ “ซินฟิออตติ” พร้อม เขาให้สัญญาณ “ซิกนี” เธอวางแผนให้เขาบุกมาหาสามีของเธอแล้วจับ “ซิกเกียร์” ฆ่าจากนั้นก็ฆ่าลูกของเธอทีละคนแล้วจุดไฟเผาปราสาท ตลอดเวลา “ซิกนี” ยืนมองนิ่งเฉย เมื่อทุกอย่างจบเธอว่าความแค้นถูกล้างไปแล้ว “ซิกนี” ยอมเผยความจริงว่าเธอนี่แหละที่เป็นแม่ของ “ซินฟิออดติ” ก่อนจะโดดเข้ากองไฟฆ่าตัวตาย

แต่ความเศร้ายังไม่หยุดแค่นั้น เมื่อ “ซิกมันด์” แก้แค้นเสร็จก็กลับบ้าน เขาได้พบ “ซิกลินด์” ผู้งดงาม แต่เธอมีสามีแล้ว ทั้ง “ซิกมันด์” และ “ซิกลิน” ต่างตกหลุมรักกันและกัน เป็นความรักแรกพบที่ต้องเก็บไว้ในใจไม่กล้าแสดงออก เหลืออย่างเดียวที่กลายเป็นที่สงสัย ก็คือดวงตาที่ทั้งสองมองกันและกันนั่นแหละทำให้สามีของ “ซิกลิน” ชักสงสัยว่าเมียจะเล่นไม่ซื่อ ความระแวงทำให้เขาท้า “ซิกมันด์” ดวลกัน ผลปรากฏว่าสามีของ “ซิกลิน” ตาย ทั้งสองคนเลยได้ครองคู่กัน แต่น่าสงสารที่เป็นการครองคู่ระยะสั้นๆ เท่านั้น “ซิกลิน” ให้กำเนิดลูกแก่ “ซิกมันด์” ก็คือ “ซิกเกิร์ด” แล้วตายในระหว่างคลอด ส่วน “ซิกมันด์” ซึ่งเต็มไปด้วยความโศกก็ไปตายในสนามรบ ซากของความรักที่เหลืออยู่คือทารก “ซิกเกิร์ด” หรือที่ชาวเยอรมันเรียกวีรบุรุษผู้กล้าคนนี้ว่า “ซิกฟรีด” (Siegfried)

“ซิกฟรีด” กลายเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีคนเลี้ยงดู เขากลับไปตกอยู่ในมือของ “เรจิน” น้องของ “ฟาฟเนอร์” ที่อุตส่าห์ร่วมวางแผนกับพี่ชาย แต่ก็โดนพี่ขโมยทองไปคนเดียว (เพิ่มเติม: คำสาปแห่งแหวน) เขาเฝ้าเลี้ยงดูเด็กฟูมฟักให้เป็นคนกล้า เพื่อหวังจะให้ “ซิกฟรีด” ไปเอาสมบัติกลับคืนมา

แต่อีกตำนานหนึ่งว่าหลังจากที่ “ซิกมันด์” กลับบ้าน เขาได้พบ “ไฮออร์ดิส” (“Hiordis” หรือ “Hjördís”) และได้แต่งงานกันมีลูกเป็น “ซิกเกิร์ด” หรือ “ซิกฟรีด” ปรากฏว่าเมื่อเขาเกิดได้ไม่กี่ปี “ซิกมันด์” ก็ป่วย ขณะที่กำลังจะตายจอมเทพก็ปรากฏตัวต่อหน้า “ซิกมันด์” แล้วว่า “ดาบกรามร์ที่เป็นของเจ้า เมื่อเจ้าตายแล้วก็ไม่ควรให้ใครได้ใช้” ว่าแล้วท่านก็คว้าดาบขึ้นมาหักเป็นสองท่อน “ดาบกรามร์” เป็นดาบที่ “ซิกมันด์” รักมากที่สุด แต่เมื่อเทพซึ่งเป็นผู้ให้มาแต่แรกไม่ประสงค์จะให้มันตกเป็นของผู้ใดต่อไป เขาก็จำต้องยอม แต่ก็ขอเทพว่า ขอเอาดาบหักไว้ให้ลูกเล็กๆ ดูต่างหน้า “โอดิน” ก็ยอมแล้วก็หายตัวไป

“ไฮออร์ดิส” ได้ยินเสียงผิดปกติในห้องสามีก็รีบวิ่งไปดู พบว่าเขากลิ้งลงมาจากเตียงที่พื้นมีดาบเล่มสำคัญหักตกอยู่ นางรีบเข้าไปประคอง “ซิกมันด์” เขากำลังจะสิ้นลมหายใจ แต่รวบรวมแรงครั้งสุดท้ายบอกเมียว่า “เทพเจ้าหักดาบเสียแล้ว มีคนๆ เดียวที่จะต่อมันได้คือ “เรจิน” ช่วยบอก “ซิกฟริด” ด้วย” แล้วเขาก็ขาดใจตาย

กาลเวลาล่วงเลยไป “ซิกฟรีด” เติบใหญ่ขึ้น “ไฮออร์ดิส” ผู้มารดาก็บอกความจริงเรื่องดาบ ทำให้เขาอยากจะต่อดาบของบิดาให้ดังเดิม จึงออกตระเวณเที่ยวหา “เรจิน” จนพบ ครั้น “ซิกฟรีด” มาพบและ “เรจิน” เห็นดาบเข้า ความหวังซึ่งเคยริบหรี่ก็เรืองรองสว่างขึ้นอีก เขาบอกว่าจะต่อให้แต่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะต้องทำงานให้เขาอย่างหนึ่ง “ซิกฟรีด” ก็ยอม

Mime (Reginn) by Arthur Rackham

งานที่ว่าก็คือ “เรจิน” ขอให้ “ซิกฟรีด” ไปล่า “มังกรฟาฟเนอร์” “เรจิน” อ้างด้วยว่ามังกรตัวนี้ขโมยสมบัติของพ่อเขามา และไม่มีใครฆ่ามันตายเพราะไม่มีดาบที่มีพลังอำนาจเพียงพอ พ่อมดขอให้ “ซิกฟรีด” ช่วยฆ่ามัน แล้วทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มันเฝ้าอยู่ เขาจะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง

“ซิกฟรีด” รับคำ เพราะรู้สึกว่าเมื่อ “ดาบกรามร์” มาอยู่ในมือเขามีกำลังมากขึ้น “เรจิน” พาเด็กหนุ่มไปชี้ช่องตำบลที่อยู่ของมังกรพร้อมทั้งเสริมด้วยว่าเมื่อฆ่ามันแล้วให้ควักหัวใจมาด้วยจะได้แบ่งกันพร้อมสมบัติ อันที่จริง “เรจิน” ไม่ได้ต้องการแค่สมบัติกับหัวใจมังกรเท่านั้น เขายังต้องการ “ดาบกรามร์” เล่มนั้นด้วย เขากะว่าเมื่อ “ซิกฟรีด” เอาสมบัติและหัวใจมังกรมาแล้วก็จะหาทางฆ่าเสียเพื่อฮุบของทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งอะไรให้ใครเลย

ฝ่าย “ซิกฟรีด” ไม่ได้ต้องการสมบัติ หนุ่มห้าวหาญหึกเหิมต้องการเพียงออกผจญภัยล่ามังกรต่างหาก “ซิกฟรีด” เดินทางไปตามตำบลที่อยู่ที่ “เรจิน” บอกและได้พบมังกรจริงๆ อย่างว่า เขาต่อสู้กับมังกรอย่างดุเดือดแล้วในที่สุดก็สบช่องเอาดาบคมกริบของพ่อซึ่งเขารับสืบทอดมาแทงมังกรจนตาย

“ซิกฟรีด” ใช้ดาบผ่าอกควักหัวใจมังกร แต่ตอนที่ตัดเส้นเลือดกระชากออกมานั้น เลือดในหัวใจมังกรกลับพุ่งเข้าปากและ “ซิกฟรีด” กลืนเข้าไป ทันใดนั้น “ซิกฟรีด” รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น คือเขาฟังเสียงนกพูดแล้วเข้าใจ มันเกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ คุยกันเองว่า “เรจิน” วางอุบายจะฆ่า “ซิกฟรีด” เสีย ด้วยดาบของ “ซิกฟรีด” เองหลังจากได้สมบัติแล้ว เด็กหนุ่มจึงพลันนึกได้ว่า หัวใจมังกรนี่เป็นของวิเศษที่ใครๆ ก็อยากได้เพราะมันทำให้คนกินฟังภาษาสัตว์รู้ (สรรพคุณเหนือความจริงของมังกร ทำให้บางตำนานว่าเรื่องนี้ต่างออกไปอีกแบบ บางตำนานบอกว่า เมื่อเลือดมังกรไหลออกมาท่วมท้น “ซิกฟรีด” พลันนึกออกว่าเลือดมังกรทำให้คนได้อาบหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า เขาก็รีบเอาร่างรองรับโลหิตมังกรปล่อยให้มันไหลทั่วร่าง ยกเว้น ตรงข้างหลังต่ำกว่าไหล่ไม่มาก เพราะว่าใบไม้ใบหนึ่งดันหล่นมาแปะอยู่ตรงนั้นพอดี)

จากนั้นเมื่อเขาเข้าไปค้นดูสมบัติ ก็ได้เห็นว่ามันมหาศาลเพียงใดและท่ามกลางสมบัติพวกนั้น “ซิกฟรีด” ยังได้พบ “แหวนแห่งอันดวารี” มันดูไม่พิเศษนักแต่มีพลังดึงดูดบางอย่าง “ซิกฟรีด” จึงเก็บไว้กับตัว คำสาปของ “อันดวารี” ยังอยู่คราวนี้ก็ตกมาถึงมือ “ซิกฟรีด” อย่างช่วยไม่ได้

“ซิกฟรีด” อาจเป็นคนพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เขามีกำลังเข้มแข็งกว่า ความโลภในสมบัติของมังกรไม่แสดงผลมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาต้องคิดมากเรื่องที่นกคุยกัน เขาไม่ค่อยอยากเชื่อนัก แต่ระวังตัวไว้ก่อนก็เป็นเรื่องดี “ซิกฟรีด” ก็เลยออกมาพบ “เรจิน” พร้อมกับสมบัติ “เรจิน” ทำท่าไม่ค่อยสนใจนัก แต่ยกย่องสรรเสริญ “ซิกฟรีด” เกินปกติ แล้วขอดูดาบ “ซิกฟรีด” จึงมั่นใจว่าเรื่องที่ได้ยินนกคุยเป็นเรื่องจริง จึงฆ่า “เรจิน” เสีย

“ซิกฟรีด” มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นราชาชื่อว่า “กุนนาร์” (Gunnar) เป็นคนรูปงามขนาดที่นางฟ้าดำ-ทูตล่าวิญญาณของ “โอดิน” คนหนึ่ง ชื่อว่า “บรีนฮิลด์” (“Brynhild” หรือ “Brynhildr”) มาหลงรัก เป็นความรักต้องห้ามที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งเมื่อ “โอดิน” ล่วงรู้เข้าพระองค์ก็กริ้ว “บรีนฮิลด์” มาก “โอดิน” สาปให้นางกลายเป็นคนไม่มีคนรัก แล้วเอาดาบวิเศษแทง ทำให้เธอตกอยู่ในห้วงนิทราตลอดกาล ส่งร่างของเธอลงมาที่กลางป่า พระองค์ยังบันดาลให้บังเกิดเปลวไฟแดงฉานลุกโพลงล้มรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเข้าใกล้ช่วยเหลือ จะมีก็แต่ชายผู้กล้าหาญเป็นพิเศษเท่านั้น

“ซิกฟรีด” มาพบ “บรีนฮิลด์” เข้าในวันหนึ่ง เนื่องจากอานุภาพเลือดมังกรหรือดาบที่เขาถือก็เหลือจะคาดเดา เขาฝ่าไฟเข้าไปช่วยปลุก “บรีนฮิลด์” นางฟื้นขึ้นจากคำสาปเก่าของ “โอดิน” แต่ก็รับคำสาปใหม่ เธอลืม “กุนนาร์” สนิทแล้วหลงรัก “ซิกฟรีด” ผู้กล้าหาญ เขาเองก็มีใจให้นางเหมือนกัน แต่ “ซิกฟรีด” ไม่ได้รับ “บรีนฮิลด์” มาในทันทีเพราะเขายังมีธุระที่จะต้องทำคือไปหา “ราชากุนนาร์” ตามที่พระองค์เรียกมา ไม่มีใครทันนึกว่าคำสาปของแหวนกำลังจะส่งผลแล้ว

เรื่องของ “ราชากุนนาร์” ก็วนเกี่ยวพันกันอยู่ตรงนี้ เนื่องจากสาเหตุที่พระองค์เรียกสหายรักมาก็เพื่อให้มาช่วยเหลือ “บรีนฮิลด์” คนที่พระองค์รัก แต่ตัวเองไม่อาจช่วยออกมาให้พ้นคำสาปได้ เห็นว่า “ซิกฟรีด” กล้าหาญขนาดฆ่ามังกรมาแล้ว จึงขอให้ช่วย “ซิกฟรีด” ก็ถึงกับอึ้ง ทว่าเรื่องระหว่างชายสองคนไม่พ้นสายตา “กริมฮิลด์” (Grimhild) แม่ของ “ราชากุนนาร์” ไปได้

นางเห็นว่า “ซิกฟรีด” เป็นคนกล้า อยากให้ได้กับ “กูดรูน” (Gudrun) ลูกสาวอีกคนหนึ่งของนาง จึงจัดการผสมยาสั่งขึ้นมาขนานหนึ่งหลอกให้ “ซิกฟรีด” กินเพื่อให้ลืม “บรีนฮิลด์” วิธีนี้จะทำให้ลูกสองคนสมหวังด้วยกันทั้งคู่

“ซิดฟรีด” โดนมนต์ของ “กริมฮิลด์” เขาลืม “บรีนฮิลด์” สนิท เมื่อเห็น “กูดรูน” น้องสาวของ “กุนนาร์” เขาก็ตกหลุมรักนางและแต่งงานกับนางแทบจะในทันที จากนั้นเขายอมช่วย “ราชากุนนาร์” เดินทางออกไปหาคนรักเดิมที่เขาลืมเสียสนิท โดยปลอมเป็น “ราชากุนนาร์” ตามที่เพื่อนขอร้องทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเท่าไหร่

“ซิกฟรีด” ไปช่วย “บรีนฮิลด์” แต่ด้วยโดนพายุหิมะพัดกระหน่ำทำให้เขากลับมาทันทีไม่ได้ ต้องค้างกับ “บรีนฮิลด์” 3 คืน เป็นสามคืนที่ทั้งสองนอนเตียงเดียวกันแต่ไม่ได้มีอะไรกัน “ซิกฟรีด” รักเพื่อนมากเสียจนเขาทำร้ายจิตใจไม่ได้ จึงวางดาบคั่นไว้ตรงกลาง จากนั้นเมื่อทุกอย่างเข้าที่ เขาพา “บรีนฮิลด์” มาส่งให้ “กุนนาร์” โดยที่นางฟ้าดำวัลคีรีนางนั้นไม่ทันติดใจสงสัยคิดว่า คนที่มารับเธอเป็น “ราชากุนนาร์” จริงๆ

หลังจากที่คู่แต่งงานทั้งสองแยกย้ายกันมีชีวิตแสนสุขไม่นานก็มีอันต้องมาเยี่ยมเยียนที่เมืองของ “ราชากุนนาร์” ทั้ง “บรีนฮิลด์” และ “กูดรูน” ก็เกิดหมั่นไส้เถียงกันขึ้นมาถึงเรื่องสามีใครจะรักภรรยามากกว่า

Having slain Fafner, Siegfried tastes his blood and comes to understand the speech of birds

เมื่อบันดาลโทสะถึงขีด “กูดรูน” ก็เผยความจริงว่าคนที่ไปช่วย “บรีนฮิลด์” ไม่ใช่ “ราชากุนนาร์” เสียหน่อย แต่เป็น “ซิกฟรีด” สามีของนางต่างหาก ความจริงที่เปิดเผยทำให้ “บรีนฮิลด์” ปวดร้าว ความเจ็บใจกลายเป็นความขมขื่น นางถูก “ซิกฟรีด” ผู้ชายที่นางหลงรักตั้งแต่ตื่นขึ้นมาหักหลัง “บรีนฮิลด์” คิดแก้แค้น นางยุยง “กุนนาร์” ให้ระแวงสงสัย “ซิกฟรีด” เล่าถึงตอนที่อยู่ด้วยกันสามคืนก่อนกลับมาถึงมือ “กุนนาร์” ว่านางถูกเขาข่มเหง แล้ว “ราชากุนนาร์” นี่ก็เป็นพวกยุขึ้นเสียด้วย เมื่อความระแวงสงสัยและคิดไม่ซื่อกับเพื่อนเริ่มสุกงอม “กุนนาร์” ก็วานน้องชายคือ “กุดธอม” (Guttorm) กับ “ฮอกนี” (Hogni) ให้จัดการกับ “ซิกฟรีด” เรื่องนี้เขาทำเองไม่ได้ เนื่องจากว่าได้ดื่มเลือดสาบานเป็นพี่เป็นน้องกับ “ซีกฟรีด” ไปแล้ว

ที่จริงน้องชายของ “กุนนาร์” อยากฆ่า “ซิกฟรีด” มาตั้งนานแล้ว เพราะต้องการสมบัติของมังกรที่ “ซิกฟรีด” ครอบครองอยู่ (สมบัติมังกรมีคำสาปของ “อันดวารี” เช่นเดียวกับแหวน) จึงหลอกถามจุดอ่อนของ “ซิกฟรีด” กับ “กูดรูน” เขาบอกว่าจะชวน “ซิกฟรีด” ออกไปล่าสัตว์ร้ายกลางป่า แต่กลัวสามีของน้องจะเป็นอันตรายจึงอยากถามให้แน่ใจ “กูดรูน” ผู้ไร้เดียงสาก็บอกความลับไปว่า จุดอ่อนนั่นอยู่ที่หลังต่ำกว่าไหล่มาเล็กน้อย “ฮอกนี” ให้หล่อนหาทางทำเครื่องหมายไว้บนเสื้อ บอกว่าเขาจะได้ช่วยป้องกันเป็นพิเศษ “กูดรูน” ก็เชื่ออีก นางเลยเย็บเศษผ้าสีเหลืองเอาไว้

ต่อจากนั้นไม่นานทั้ง “กุดธอม” และ “ฮอกนี” ก็ชวน “ซิกฟรีด” ออกป่าจริงๆ เขาได้ทีก็เอาหอกซัดตรงเป้าด้านหลังของน้องเขยทีเดียวตายสนิท

ศพของ “ซิกฟรีด” ถูกนำมาทำพิธีเผาในเมือง ความตายของ “ซิดฟรีด” นำความเศร้ามาให้ทุกคนแม้กระทั่ง “บรีนฮิลด์” นางหัวเราะก้องว่าความแค้นได้ถูกล้างไปแล้ว จากนั้นนางก็ร้องไห้ปิ่มว่าดวงใจจะแตกสลายเมื่อผู้ชายที่นางรักตายด้วยน้ำมือของนางเอง “บรีนฮิลด์” ฆ่าตัวตายตาม “ซิกฟรีด” ศพของทั้งสองคนจึงถูกเผาไปพร้อมกัน

เพิ่มเติม: พอดีเนื้อหาข้างบนขาดส่วนของ “ซินฟิออตติ” … เลยไปหามาเพิ่มครับ (อยู่ดีๆ หายไปเฉยๆ) “ซิกมันด์” และ “ซินฟิออตติ” ได้เดินทางไปที่ “ฮิวนาแลนด์” (Hunaland) และขึ้นเป็นกษัตริย์ จากนั้น “ซิกมันด์” ได้แต่งงานกับ “บอร์กไฮลด์” (Borghild) และมีลูกชายชื่อ “เฮลจิ ฮันดิงสเบน” (Helgi Hundingsbane) และ “ฮามุนด์” (Hamund) “บอร์กไฮลด์” อิจฉาและเกลียด “ซินฟิออตติ” มาก ซึ่ง “ซินฟิออตติ” ก็ทราบดี นางจึงหาทางกำจัดเขาโดยนำไวน์มาให้ “ซิกมันด์” ดื่มสามแก้ว โดยแก้วสุดท้ายนั้นได้ผสมยาพิษไว้ หลังจากที่ “ซินฟิออตติ” เห็นว่าพ่อของตัวเองดื่มไวน์ไปแล้วสองแก้ว พอถึงแก้วสุดท้ายซึ่งมียาพิษ เขาก็หยิบขึ้นมาดื่มแทนและตายในที่สุด จากนั้น “ซิกมันด์” ได้นำเอาร่างของลูกชายไปที่ “ฟยอร์ด” (Fjords) และที่นั่นเองเขาก็ได้พบกับ “โอดิน” ซึ่งแปลงกายมาเป็นคนพายเรือ “โอดิน” บอกว่าเขารับผู้โดยสารได้เพียงคนเดียวต่อครั้งเท่านั้น และจะนำเอาร่างของ “ซินฟิออตติ” ขึ้นเรือไปก่อน เมื่อออกเรือไปแล้ว ทั้งคู่ก็หายไปและเดินทางไปสู่วัลฮัลลา

เอกสารอ้างอิง :

ต้นข้าว. http://writer.dek-d.com/tonkow12/story/view.php?id=226138
Advertisements

2 thoughts on “Norse Mythology: ตำนานเทพแห่งสแกนดิเนเวีย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s