Aum Shinrikyo: ย้อนรอยคดีแก๊สพิษที่โตเกียว

ญี่ปุ่นเป็นประเทศชอบกลเรื่องศาสนานัก ในชีวิตประจำวันนับถือ “ลัทธิชินโต” และ “ศาสนาพุทธ” ก็จริง แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนมากในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าตัวเองนับถือศาสนาใดอย่างเฉพาะเจาะจงนัก เวลางานแต่งงานใช้ศาสนาคริสต์ งานศพใช้ศาสนาพุทธ และที่แย่ที่สุดคือการนับถือลัทธิที่น่าสงสัย

ญี่ปุ่นนี้เป็นประเทศที่มีลัทธิต่างๆ มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เนื่องจากความสับสนทางศาสนานี้เอง ทำให้มีลัทธิใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย บางลัทธิดีก็ดีไป แต่บางลัทธิไม่ดีก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เหมือนดั่งเช่น “ลัทธิโอมชินริเคียว” (Aum Shinrikyo) ของศาสดานาม “อาซาฮาระ โชโค”

Shoko Asahara

“อาซาฮาระ โชโค” มีชื่อจริงว่า “มัทสึโมโต้ จิซึโอะ” – “อาซาฮาระ” เกิดเมื่อ 2 มีนาคม ค.ศ. 1955 เป็นบุตรชายของช่างทำเสื่อตาตามิ ในวัยเด็กมีอาการพิการทางสายตาจึงถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับผู้พิการทางตาประจำจังหวัดคุมาโมโต้ โดยเขาเรียนวิชารักษาโรคด้วยการฝังเข็มและจี้ธูป หลังจากเรียนจบก็ตั้งเป้าหมายจะสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว จึงเข้าเรียนยังโยโยกิเซมินาร์ สาขาชิบูย่า ซึ่งเป็นโรงเรียนพิเศษ แต่ก็สอบตก

กรกฎาคมปี ค.ศ. 1976 “อาซาฮาระ” ถูกปรับเนื่องจากทำร้ายร่างกายคนรู้จัก ต่อมาในปี ค.ศ. 1977 เขาก็เริ่มฝึกโยคะและวิชาเซียน และในปี ค.ศ. 1978 ก็แต่งงานกับผู้หญิงที่รู้จักกันระหว่างเรียนที่โยโยกิเซมิน่าร์ ในปีเดียวกันนี้เอง เขาเปิดโรงพยาบาลสำหรับรักษาโรคด้วยการฝังเข็มที่จังหวัดจิบะและเปลี่ยนไปเป็นค้ายาสมุนไพรกับยาจีนในภายหลัง ในตอนแรกการบริหารงานเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1980 เขาถูกฟ้องศาลในข้อหายื่นเรื่องขอเงินประกันอย่างไม่ถูกต้องเป็นเงิน 6,700,000 เยน หลังจากนั้นจึงเข้า “ลัทธิอะกองชู”

ปี ค.ศ. 1981 “อาซาฮาระ” เปิดกิจการร้านขายยา หากในปีถัดมาก็ถูกจับเนื่องจากขายยาที่ไม่มีใบอนุญาตและถูกปรับเป็นเงิน 200,000 เยน ต่อมาปี ค.ศ. 1984 เขาเปิดโรงฝึกสอนโยคะ “สมาคมโอม” และเริ่มใช้ชื่อ “อาซาฮาระ โชโค” ตั้งแต่ตอนนี้นี่เอง ถัดมาอีกสองปี ในปี ค.ศ. 1986 เขาอ้างว่าตัวเองไปที่เทือกเขาหิมาลัยและ “หลุดพ้น” ที่นั่น จึงเปลี่ยนชื่อจาก “สมาคมโอม” มาเป็น “สมาคมเซียนโอม” ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1987 จะเปลี่ยนเป็น “โอมชินริเคียว” ในที่สุด

ชื่อของ “โอม” ตั้งมาจากตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาในอินเดียและตัวอักษรแต่ละตัวของ “โอม” คือ A U M ก็มีความหมายถึง “การสร้างสรรค์” “การคงอยู่” และ “การทำลาย” ของจักรวาล ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วหมายถึง “อนิตยา” (ความไม่เที่ยงแท้) อันเป็นรากฐานของคำสอนของ “โอม”

“โอม” ได้จดใบอนุญาตเป็นลัทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ที่ทำการจังหวัดโตเกียวในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1989 หลังจากปีนี้มีการแสดงโชว์ปราติหารย์หลายอย่าง เป็นต้นว่าการลอยตัวกลางอากาศ ปล่อยแสงตรงหลัง ลอยสิ่งของ ฯลฯ จนมีสาวกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากจดทะเบียนแล้ว “โอม” ก็ย้ายฐานใหญ่ไปยังเมืองฟูจิมิยะ จังหวัดชิสึโอกะ มีการขยายสาขาไปทั่วประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย ยูเครน เยอรมนี ไต้หวัน ศรีลังกา ยูโกสลาเวีย และสหรัฐฯ เฉพาะสาวกในญี่ปุ่นนั้นมีอยู่ถึง 10,000 คนเลยทีเดียว โดย สาวกส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 20-30 ปี

สาวกของลัทธิจะได้รับตำแหน่งและหน้าที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่กลุ่มแกนนำของลัทธิเป็นผู้มีการศึกษาสูงซึ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น มีทั้งคนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทั้งนี้รวมถึงแพทย์ นักชีวเคมี สถาปนิก นักชีววิทยาและนักวิศวพันธุกรรม ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สาวกบางคนเป็นแกนนำในการค้นคว้าวิจัยขององค์การพัฒนากิจการอวกาศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาวุธเคมีแห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้า นักหนังสือพิมพ์ชั้นนำ นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยซูคูบา ฯลฯ โดยสาวกคนสำคัญของลัทธิมีตำแหน่งหน้าที่ในระดับผู้นำ ได้แก่

  • “ฮิเดอิ มูไร” รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า
  • “คิโยฮิเด ฮายากาวา” รัฐมนตรีกระทรวงการก่อสร้าง
  • “ฟูมิฮิโร โชยุ” รัฐมนตรีกระทรวงการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจบการศึกษาวิทยาศาสตร์
  • “โยชิโนบุ อาโอยามา” รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ที่เกิดในตระกูลมั่งคั่งของโอซาก้า จบการศึกษานิติศาสตร์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกียวโต
  • “มาซามิ ซูชิยา” หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์

ช่วงนั้นญี่ปุ่นกำลังเกิดกระแสนิยมเรื่องเหนือธรรมชาติ “โอม” ได้รับแนะนำลง “นิตยสารมู” ซึ่งเป็นนิตยสารเรื่องลึกลับในฐานะ “สมาคมโยคะของญี่ปุ่น” ในเล่มมีการลงรูปการกระโดดทั้งๆ นั่งขัดสมาธิ ซึ่งภายหลังถูกอ้างว่าเป็นต้นแบบของการลอยตัวกลางอากาศ

คำสอนของ “โอม” มีการใช้ศัพท์ภาษาอินเดีย โดยเฉพาะของศาสนาฮินดู ปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นต้นว่า “เทพศิวะ” ซึ่งถือเป็นพระเจ้าของ “โอม” อ้างว่าชื่อเดียวกับ “พระศิวะ” ในศาสนาฮินดูก็จริง แต่ “พระศิวะ” เป็นเพียงภาคหนึ่งของ “เทพศิวะ” และ “อาซาฮาระ” ซึ่งเป็นเจ้าลัทธิก็เป็นภาคหนึ่งของ “เทพศิวะ” เช่นกัน มีการนำศาสนาอื่นๆ เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู เต๋า โซโลแอสเตอร์ มาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโดยอ้างว่าทุกศาสนาล้วนมีหนทางเดียวกัน ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายของคำสอนคือการปลีกตัวจากโลกภายนอกและเอาชนะตัณหาทั้งปวง

ส่วนหนึ่งในคำสอนของ “โอม” คือ “วจิรยานา” มีการกล่าวถึง “กฎของสวรรค์ที่ไม่เป็นไปตามกฎของโลก” ซึ่งอ้างว่าการกระทำใดที่ขัดต่อกฎของสังคม แต่ไม่เป็นตัณหาและถูกต้องโดยเหตุผลทางใจ ในบางกรณีจะสามารถยอมรับว่าถูกต้องได้

ตีความได้ว่า การฆ่าคนเป็นที่ยอมรับได้ถ้าคนที่ถูกฆ่าประกอบความชั่ว การชิงทรัพย์เป็นที่ยอมรับได้ถ้าเพื่อช่วยคนยากจนอื่นๆ อีกมากมาย การโกหกเพื่อนำคนเข้าลัทธิเป็นเรื่องยอมรับได้เพราะเป็นการชี้ทางสว่าง ฯลฯ ในอีกแง่หนึ่ง มีการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าคำสอนตรงจุดนี้เป็นการหาข้ออ้างให้กับการกระทำของเจ้าลัทธิและสาวกในเวลาถัดมา

ตุลาคม ค.ศ. 1989 “ซากาโมโต้ สึสึมิ” ซึ่งเป็นทนายที่ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวของสาวกให้รับผิดชอบคดีของ “โอม” และเป็นผู้ตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายจาก “โอมชินริเคียว” ได้ทำการเจรจากับแกนนำของลัทธิ แต่ความเห็นไม่ลงรอยกันจนถึงขั้นแตกหักและไม่สามารถเจรจากันได้ เมื่อเจรจากันไม่ได้ เจ้าลัทธิ “อาซาฮาระ” เกรงว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการลงเลือกตั้งในปีหน้าจึงสั่งให้สาวกซึ่งเป็นแกนนำ ประกอบไปด้วย “โอกาซากิ คาสึอากิ” “นิอิมิ โมโมมิทสึ” “มูราอิ ฮิเดโอะ” “ฮายาคาว่า คิโนฮิเด” “นากาคาว่า โทโมมาสะ” และ “สึมิโมโต้ ซาโตรุ” ลงมือสังหาร “ซากาโมโต้”

4 พฤศจิกายน “ทนายซากาโมโต้” ภรรยาและลูกชายถูกสังหาร ศพทั้งสามถูกนำไปฝังแยกย้ายกันคนละจังหวัด ศพของพวกเขาถูกพบในเดือนกันยายนปี ค.ศ. 1995 แต่ ตำรวจไม่ได้ให้ความสนใจกับคดีนี้เท่าที่ควร หลังจากที่ “ซากาโมโต้” หายสาบสูญทั้งครอบครัว มีการวิจารณ์ว่าเพราะสาวกของ “โอม” เข้ามาเกี่ยวข้อง บ้างก็วิจารณ์ว่าเพราะสำนักงานทนายที่ “ซากาโมโต้” ทำงานอยู่เป็นคู่อริกับทางตำรวจ ฝ่ายตำรวจก็เพียงสรุปคดีว่า “ครอบครัวซากาโมโต้” ยักยอกเงินหนี โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเป็นชิ้นเป็นอันนัก

กุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1990 “อาซาฮาระ” ลงสมัครคัดเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นตัวแทนจาก “พรรคชินริ” แต่ก็สอบตก และอาจจะด้วยเหตุนี้ “โอม” จึงมองสังคมในฐานะศัตรูและเริ่มมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้น

พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 “อาซาฮาระ” ตั้งโรงงานซาริน (สารพิษ) โดย “ซาริน” เป็นของเหลวไร้สี บางครั้งมีอันตรายร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ จัดอยู่ในกลุ่มยาฆ่าแมลง คิดค้นขึ้นครั้งแรกที่เยอรมนีในทศวรรษที่ 1930 “ซาริน” มีผลต่อระบบประสาท เมื่อสูดดมเข้าไปจะเสียชีวิตภายใน 1-10 นาที โดยมีอาการรูม่านตาหดตัว เหงื่อออกและมีอาการอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้ได้รับพิษจาก “วีเอ็กซ์” สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดยาแก้

9 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 “ทนายทากิโมโต้ ทาโร่” ซึ่งมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวต่อต้าน “โอม” ถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษซารินซึ่งถูกซ่อนไว้ในรถ อาการสาหัสแต่รอดมาได้

27 มิถุนายน ค.ศ. 1994 มีการโปรยสารพิษซารินที่เมืองมัตสึโมะโตะ จังหวัดนากาโนะ ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 27 ถึงเช้าตรู่วันที่ 28 ผู้เสียชีวิต 7 ราย ผู้บาดเจ็บ 660 ราย นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการใช้สารพิษในการก่อการร้ายซึ่งมีประชาชนทั่วไปเป็นเป้าหมาย และนี่ก็เป็นการทดลองเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุร้ายในชินจูกุ

ในระหว่างปี ค.ศ. 1994 -1995 “โอม” ได้มีการโจมตีและสังหารบุคคลภายนอกและอดีตสาวกเป็นจำนวนไม่น้อยด้วยแก๊สพิษซาริน

28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 สาวกของ “โอม” ได้ลักพาตัวข้าราชการจากที่ทำการเมืองเมะคุโระ ด้วยสาเหตุว่าเจ้าตัวได้ซ่อนตัวน้องสาวซึ่งเป็นอดีตสาวกไว้ ผู้เคราะห์ร้ายถูกนำไปกักกันตัวที่ฐานของลัทธิ แต่เนื่องจากถูกให้ยาสลบเกินขนาดจึงเสียชีวิตในอีก 3 วันให้หลัง

20 มีนาคม ค.ศ. 1995 เวลา 08.00 น. ที่ขบวนรถไฟใต้ดินจำนวน 5 สาย คือ “มารุโนะอุจิ” 2 สาย “ฮิบิยะ” 2 สาย “จิโยดะ” 1 สาย สาวกของลัทธิได้นำกระเป๋าซึ่งบรรจุแก๊สซารินเหลวไปยังสถานีรถไฟใต้ดินในชั่วโมงเร่งด่วน จากนั้นก็ทำการเจาะกระเป๋าให้แตกออกโดยใช้ร่มปลายแหลม และแล้วซารินจำนวนมากเกิดเป็นแก๊สพิษทำให้คน 12 คนเสียชีวิตทันที และบาดเจ็บ 5,510 คน เป็นคดีฆาตกรรมอย่างไม่เลือกตัวครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างความตื่นตระหนกไปจนทั่วโลก

การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินเป็นอัมพาตไปเกือบอาทิตย์และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากก็ยังต้องทรมานกับผลข้างเคียงของซารินจนทุกวันนี้ หลายคนกลายเป็นอัมพาตและหลายคนหลับไม่ได้สติ

สามวันหลังจากเหตุร้ายที่ชินจูกุ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า “อาซาฮาระ” มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว และต้องตะลึงอีกเมื่อพบว่าเขาทำเรื่องซ็อกโลกครั้งนี้เพื่อให้ตำรวจเบนความสนใจจากการตรวจสอบ “ลัทธิโอม”

ตำรวจบุกเข้า “ลัทธิโอม” และในวันที่ 16 พฤษภาคม ก็สามารถจับกุม “อาซาฮาระ” พร้อมแกนนำได้ “อาซาฮาระ” ถูกฟ้อง 17 คดี ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธข้อหา 16 คดี (อีกคดีอยู่ระหว่างพิจารณา) ในศาล เขามักจะแสร้งทำตัวพูดไม่รู้เรื่องหรือแกล้งบ้าเพื่อจะได้พ้นข้อกล่าวหาเนื่องจากไม่มีความสามารถในการรับผิดชอบ

ปี ค.ศ. 2006 “อาซาฮาระ” ถูกตัดสินโทษประหารในการพิพากษาขั้นที่ 1 โดยประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ แต่ยังไม่มีการระบุวันเวลาที่แน่นอน ส่วนสาวกลัทธิอีก 12 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับโทษประหารชีวิตแบบเดียวกัน โดยผู้ต้องสงสัยที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาฆาตกรรมรายล่าสุดคือ “คัตซึยะ ทาคาฮาชิ” ซึ่งเริ่มการพิจารณาคดีเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา หลังจากถูกจับกุมในปี ค.ศ. 2012

หลังจากคดีพิษซาริน “ลัทธิโอม” ถูกประกาศว่าเป็นลัทธิอันตรายและถูกสั่งให้ยกเลิก แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ยังศรัทธาลัทธิอยู่ และได้ตั้งชื่อใหม่เป็น “กลุ่มแอลป์” และปฏิบัติตามคำสอนของลัทธินี้

เอกสารอ้างอิง :

01. http://ohx3.exteen.com/20061129/aum-shinrikyo
02. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=muforensic&month=02-2010&date=13&group=11&gblog=9
03. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1426830494
04. http://news.truelife.com/detail/12231
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s