Panglong Agreement: มูลเหตุความขัดแย้งของพม่าและชนกลุ่มน้อย

ปัญหาความร้าวฉานระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นมาจาก “สัญญาปางโหลง” ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมลงนามกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 แต่ข้อตกลงในสัญญาไม่เคยเป็นจริง

ในอดีตพม่าเป็นดินแดนที่ประกอบด้วยชนชาติต่าง ๆ กว่า 135 ชนชาติ แต่เชื้อชาติใหญ่ๆ มีอยู่ประมาณ 10 เชื้อชาติและชนชาติเหล่านี้ได้ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันมาตั้งแต่โบราณ จนกระทั่งพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2428   อังกฤษได้แบ่งการปกครองในพม่าออกเป็น 2 ส่วน คือ “เขตพม่าแท้” และ “เขตภูเขา” หรือ “เขตชายแดน” โดย “เขตพม่าแท้” อยู่ทางตอนกลางของประเทศ มีอังกฤษเป็นผู้ปกครองโดยตรง ขณะที่ “เขตภูเขา” ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณชายแดนของไทยถูกแบ่งออกเป็น 7 รัฐ ตามเชื้อชาติของประชากร ได้แก่ “รัฐฉาน” (รัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุด) “รัฐกะเหรี่ยง” “รัฐมอญ” “รัฐกะยา” “รัฐคะฉิ่น” “รัฐชิน” และ “รัฐยะไข่” โดยอังกฤษอนุญาตให้ผู้ปกครองเดิมปกครองต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและการแนะนำของผู้สำเร็จราชการชาวอังกฤษ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี พ.ศ. 2490) อังกฤษและสหรัฐฯ ได้จัดทำข้อตกลง “Atlantic Charter” ที่ระบุว่าเมื่อสงครามโลกยุติลง ทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ จะคืนเอกราชให้กับประเทศต่างๆ ที่เป็นอาณานิคม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประเทศเหล่านั้นจัดตั้งรัฐบาลเพื่อปกครองตนเอง  สำหรับกรณีพม่า ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษและแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน อังกฤษมีความเห็นว่าถ้าพม่าต้องการได้รับเอกราชจากอังกฤษก็ควรจะรวมการปกครองให้เป็นหนึ่งเดียวเสียก่อน เพื่อจะได้เจรจาขอเป็นเอกราชจากอังกฤษได้ “เขตพม่าแท้” จึงชักชวน “เขตภูเขา” ให้มารวมตัวเป็นประเทศเดียวกันเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นที่มาของ “สัญญาปางโหลง” (Panglong Agreement)

สัญญาปางโหลง – สัญญาที่ก่อให้เกิด “สหภาพพม่า”

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 อังกฤษได้จับกุมตัว “กษัตริย์สี่ปอมิน (ธีบอ)” ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าไว้และในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2429 อังกฤษจึงประกาศว่า ได้ทำการยึดดินแดนของพม่าไว้หมดแล้ว ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้มีการรวม “รัฐฉาน” ของไทใหญ่เข้าไปด้วย จนกระทั่งในเดือน มกราคม พ.ศ. 2430 อังกฤษถึงได้เดินทางเข้ามาใน “รัฐฉาน” และประกาศให้ “รัฐฉาน” เป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ (Protectorate)  ภายได้การปกครองของอังกฤษมีการแบ่งแยกการปกครองและเงินงบประมาณของ “รัฐฉาน” และ “พม่า” ออกจากกันอย่างชัดเจน ในสมัยนั้นพม่าจะเป็นฝ่ายที่คอยต่อด้านอังกฤษมาโดยตลอด ขณะที่เจ้าฟ้าและประชาชนไทใหญ่ให้ความร่วมมือกับอังกฤษรวมทั้งให้การช่วยเหลือสนับสนุนอังกฤษในการสู้รบสมัยสงคราโลกครั้งที่ 1 และ 2 ด้วย

“อองซาน” กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เพื่อให้พม่าหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2482 “อองซาน” จึงได้จัดตั้งกลุ่มคอมมิวนิสต์ได้ดินขึ้นโดยมีตัว “อองซาน” เป็นเลขาธิการของกลุ่ม “อองซาน” ได้พยายามติดต่อกับกลุ่มคอมมิวนิสต์กลุ่มต่างๆ

Aung San

หลังจากที่เดินทางจากอินเดียกลับถึงกรุงย่างกุ้ง “อองซาน” ได้แอบเดินทางเพื่อไปประเทศจีนแต่เพราะลงเรือผิดลำจึงไปขึ้นท่าที่เกาะอมอย (Amoy) ทางญี่ปุ่นจึงเรียกตัว “อองซาน” ไปที่เมืองโตเกียว หลังจากที่ “อองซาน” เดินทางกลับมาถึงกรุงยางกุ้งแล้ว “อองซาน” ได้รวมรวมพรรคพวกจำนวน 3 คนเดินทางไปฝึกการรบที่ญี่ปุ่น วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2484 “อองซาน” ได้จัดตั้ง “กองทัพอิสรภาพแห่งพม่า” (Burma Independence Army: BIA) ขึ้นที่ กรุงเทพฯ

ในปี พ.ศ. 2485 “อองซาน” ได้นำกำลังเข้าร่วมกับทหารญี่ปุ่นทำการโจมตีเหล่าประเทศอาณานิคมของอังกฤษและในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นก็ได้เดินทางเข้ามาในพม่าและ “รัฐฉาน” ทางเจ้าฟ้า “รัฐฉาน” จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ข้าราชการของอังกฤษไปยังอินเดีย พม่าและญี่ปุ่นได้เข้ามาทำทารุณกรรมกับประชาชนใน “รัฐฉาน” เช่นเดียวกันกับที่กระทำต่อประชาชนของประเทศต่างๆ ในเอเชีย จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลอเมริกาและอังกฤษได้จัดทำหนังสือ “ข้อตกลงเตหะราน” (Teheran Agreement) ขึ้น โดยมีใจความระบุไว้ว่า หากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้วนั้นจะคืนเอกราชได้แก่ดินแดนอาณานิคมของทั้ง 2 ประเทศทั้งหมด

ซึ่งหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้วนั้น “อองซาน” จึงได้พยายามเข้าพบปะกันอังกฤษเพื่อเจรจาขอเอกราชคืนจากอังกฤษถึงกรุงลอนดอน ในขณะที่อังกฤษปกครองพม่าและ “รัฐฉาน” อยู่นั้น ได้มีนักศึกษาใน “รัฐฉาน” (ไม่ใช่ชาวไทใหญ่) เดินทางไปศึกษาที่กรุงย่างกุ้งและมีแนวความคิดฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ มีความเกลียดชังและต้องการล้มล้างระบอบเจ้าฟ้า ได้เข้าเป็นแนวร่วมกับกลุ่มต่อต้านผู้ล่าอาณานิคมเพื่อเอกราชของ “อองซาน” และตกลงที่จะทำงานบ่อนทำลายการปกครองระบอบเจ้าฟ้าของ “รัฐฉาน” และให้เกิดการเข้าร่วมกับพม่าในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษให้แก่กลุ่มของ “อองซาน” โดยอาศัยพื้นที่ปฏิบัติการใน “รัฐฉาน”  เนื่องจากเจ้าฟ้าเป็นมิตรกับอังกฤษมาดตลอด จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อังกฤษได้ให้สัญญากับเจ้าฟ้าว่าขอให้ “รัฐฉาน” อยู่ในอารักขาของอังกฤษต่อไปก่อน อังกฤษจะทำการพัฒนาด้านการศึกษา การเมือง การปกครอง การติดต่อต่างประเทศ ในประเทศ การเศรษฐกิจและการคมนาคมแก่ “รัฐฉาน” ให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วอังกฤษจะคืนเอกราชให้ภายหลัง

“อองซาน” เป็นผู้ที่ไปชักจูงให้ทหารญี่ปุ่นเข้ามาในพม่าและ “รัฐฉาน” แต่สุดท้ายแล้วในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2488 “อองซาน” ได้นำกำลังทหารเข้าสู้รบกับทหารญี่ปุ่น และพม่าได้ถือเอาวันนี้เป็นวันกองทัพของพม่าสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เจ้าฟ้าร่วมกันก่อตั้ง “สหพันธรัฐเทือกเขา”

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หลังจากนั้น 2 เดือน “เจ้าหญิงเมืองป๋อน” ทรงสิ้นพระชนม์ลง บรรดาเจ้าฟ้าจากเมืองต่างๆ จึงได้เดินทางมาร่วมงานพระศพทำให้ได้พบปะและได้พูดคุยกันไว้ว่าน่าจะจัดให้มีการประชุมของเจ้าฟ้าทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคตของ “รัฐฉาน” จนกระทั่งวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2489 จึงได้จัดประชุมกันขึ้นที่ “เมืองกึ๋ง” และในที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้ง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน” ขึ้น เพื่อให้มีสถาบันที่จะปกครอง “รัฐฉาน” ในแนวทางระบอบประชาธิปไตยและเพื่อที่จะทำให้ “รัฐฉาน” ซึ่งมีดินแดนอยู่ระหว่าง “จีนแดง” และ “พม่า” สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงนั้น ทางเจ้าฟ้ามีแนวความคิดที่จะร่วมสร้างบ้านแปงเมืองกับทาง “รัฐคะฉิ่น” และ “รัฐชิน” ดังนั้น จึงตกลงเห็นควรว่าจะเชิญ “รัฐคะฉิ่น” และ “รัฐชิน” เข้ามาร่วมเป็นสหพันธรัฐ

ต่อมาในวันที่ 20-28 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทาง “เจ้าฟ้าไทใหญ่” “คะฉิ่น” และ “รัฐชิน” จึงได้จัดประชุมร่วมกันขึ้นที่ “เมืองปางหลวง” (ป๋างโหลง) โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะทำการจัดตั้ง  “สหพันธรัฐเทือกเขา” และ “สภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา” (Supereme Council of the United Hill People: SCOUHP) ขึ้นและกำหนดให้ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิกสภารัฐละ 6 คน รวม 18 คน โดยจะเริ่มจัดตั้งภายในปี พ.ศ. 2490 และให้มีจัดประชุมร่วมกันขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ “เมืองปางหลวง” ภายในปี พ.ศ. 2490 และถือว่าการประชุมในครั้งนี้เป็นพื้นฐานของการจะอยู่ร่วมกับแบบสหพันธรัฐครั้งแรกในดินแดนแห่งนี้

แต่ด้วยนักศึกษาที่เป็นแนวร่วมของพม่าได้แจ้งข่าวเรื่องการประชุมร่วม 3 รัฐ ให้ทางพม่าทราบ ทางพม่าซึ่งนำโดย “นายอูนุ” และ “นายอูจ่อ” จึงได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย แต่ถึงแม้พม่าจะเข้าร่วมประชุมด้วยก็ตาม ในที่ประชุมก็ไม่สามารถตกลงหาข้อยุติอันใดได้ เนื่องจาก “เจ้าฟ้าไทใหญ่” ได้พูดในที่ประชุมอย่างชัดเจนว่าจะจัดตั้งสหพันธรัฐที่ไม่มีพม่ารวมอยู่ด้วยเท่านั้น ดังนั้น พม่าจึงเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นและไม่มีสิทธิ์ลงมติใดๆ ทั้งสิน

วันที่ 27  กรกฎาคม พ.ศ. 2489  บรรดาเจ้าฟ้าไทใหญ่ได้ร่วมกันจัดตั้ง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน” (Exctive Committee of the Council of Shan State Saophas) ขึ้นตามมติที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมที่ “เมืองกึ๋ง” ในขณะที่พม่าต้องการให้ไทใหญ่ร่วมเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แต่ทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ ไม่เห็นด้วย พม่าจึงทำการยุยงให้นักศึกษาใน “รัฐฉาน” บางกลุ่มซึ่งเป็นแนวร่วมของพวกเขาทำการจัดตั้ง “กลุ่มเพื่อเอกราชแห่งรัฐฉาน” ขึ้น เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวความคิดที่จะเรียกร้องเอกราชร่วมกับพม่าและล้มล้างการปกครองระบอบเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าไม่คิดที่จะร่วมกับพม่าตั้งแต่ต้น

“คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ”  ได้พยายามเรียกร้องว่า หากมีการให้เอกราชแก่ “รัฐฉาน” ก็ไม่เห็นด้วยที่จะได้ร่วมกันกับพม่า โดยได้ทำหนังสือแสดงจุดยืนดังกล่าวต่อข้าหลวงอังกฤษมาโดยตลอด ในขณะเดียวกัน “อองซาน” ก็ได้เดินทางไปลอนดอนเพื่อเจรจาขอเอกราชคืนจากอังกฤษและกลับมาชักชวนให้ “รัฐคะยา” เข้าร่วมกับพม่าด้วย ในระหว่างการเดินทางไป “รัฐคะยา” “อองซาน” ได้แวะกล่าวปราศรัยต่อประชาชนชาวไทใหญ่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ในสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ที่ “เมืองตองกี” ซึ่งผู้ที่เข้าฟังการปราศรัยส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและคนหนุ่มสาว โดยเรียกร้องให้ไทใหญ่ให้ความร่วมมือกับพม่า และในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2489 “อองซาน” ได้ขอเข้าพบกลุ่มเจ้าฟ้าที่ปกครองทางภาคใต้ของ “รัฐฉาน” โดยได้พยายามพูดจาหว่านล้อมให้เจ้าฟ้าเหล่านั้นเห็นด้วยกับการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษร่วมกับพม่า แต่เจ้าฟ้าเหล่านั้นไม่เห็นด้วย ในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2489 “อองซาน” จึงเดินทางกลับไปยังกรุงย่างกุ้ง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปพบปะพูดคุยกับ “แอตลี” (Attlee) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่กรุงลอนดอน เกี่ยวกับเรื่องเอกราชของพม่า

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2489 “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” ได้จัดประชุมขึ้นที่ “แสนหวี” และได้ส่งโทรเลขจาก “เมืองล่าเสี้ยว” ถึง “แอตลี” มีใจความว่า “อองซาน” ไม่ใช่ตัวแทนของชาวไทใหญ่ เรื่องของทางไทใหญ่นั้นทาง “คณะกรรมการเจ้าฟ้าฯ” จะเป็นผู้ติดสินใจเอง “แอตลี” ได้รับโทรเลขฉบับดังกล่าวในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2490

U Nu

“อองซาน” และ “อูนุ” คือผู้อยู่เบื้องหลังนักศึกษานิยมพม่า

วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2490 “อองซาน” เดินทางถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และได้เข้าพบกับ “แอตลี” ตั้งแต่วันที่ 16 – 26 มกราคม พ.ศ. 2490 เพื่อเจรจาให้อังกฤษมอบเอกราชคืนให้แก่พม่าและ “รัฐฉาน” ร่วมกัน แต่ทาง “แอตลี” ได้ตอบปฏิเสธเนื่องจากได้รับโทรเลขแสดงเจตนารมของประชาชนชาวไทใหญ่จาก “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” ที่ไม่เห็นด้วยกับการรับเอกราชร่วมกับพม่า

เมื่อ “อูนุ” ทราบว่าทาง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” ได้ส่งโทรเลขถึง “แอตลี” มีใจความไม่เห็นด้วยกับพม่า ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 “อูนุ” จึงได้สั่งให้คนของเขาไปทำการยุยงให้นักศึกษา “กลุ่มเพื่อเอกราชแห่งรัฐฉาน” ส่งโทรเลขสนับสนุนให้ “อองซาน” เป็นตัวแทนของชาวไทใหญ่ ถึง “แอตลี” บ้าง โดย “แอตลี” ได้รับโทรเลขฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2490

ต่อมาในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2490 จึงได้มีการทำ “หนังสือข้อตกลง อองซาน-แอตลี” (Aungsan-Attlee Agreement) ขึ้น ซึ่งในหนังสือข้อตกลงฉบับนี้ ในวรรคที่ 8 ได้ กล่าวเกี่ยวกับ “รัฐฉาน” ไว้ว่า ให้ “อองซาน” ทำการเจรจากับผู้นำของชาวไทใหญ่ที่กำลังจะจัดประชุมกันขึ้นที่ “ปางหลวง” ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ และ “แอตลี” ได้ส่งโทรเลขถึง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ”  ตัวแทน “รัฐคะฉิ่น” และตัวแทน “รัฐชิน” ให้ได้รับทราบเพื่อที่จะได้คิดแนวทางที่จะพูดคุยกับ “อองซาน” ในการประชุมสหพันธรัฐเทือกเขาที่จะจัดขึ้นที่ “เมืองปางหลวง”

จากมติการประชุมที่ “เมืองปางหลวง” เมื่อปี พ.ศ. 2489 ว่าจะจัดให้มีการประชุมสหพันธรัฐเทือกเขาขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ทาง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” จึงได้จัดประชุมสหพันธรัฐเทือกเขาขึ้นที่ “เมืองปางหวง” อีกครั้ง ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมในครั้งนี้ ทาง “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” เป็นผู้ออกเองทั้งหมด

การประกาศใช้ธงชาติ “รัฐฉาน”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 “คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ” และประชาชนชาวไทใหญ่ได้มีมติจัดตั้ง “สภาแห่งรัฐฉาน” (Shan State Council) ขึ้น ซึ่ง “สมาชิกสภาแห่งรัฐฉาน” นี้ประกอบด้วยตัวแทนเจ้าฟ้า 7 คน และตัวแทนจากประชาชนจำนวน 7 คนเช่นกัน และให้ “สภาแห่งรัฐฉาน” เป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทใหญ่ทั้งปวง พร้อมทั้งได้มีมติประกาศใช้ “ธง” ซึ่งประกอบด้วยสีเหลือง เขียว แดง และมีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง เป็นธงชาติของ “รัฐฉาน” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

[สีเหลือง หมายถึง การเป็นชนชาติผิวเหลืองและพุทธศาสนา, สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้ของแผ่นดิน “รัฐฉาน” และยังหมายถึง ความเป็นชนชาติที่รักความสงบร่มเย็นไม่รุกรานใคร, สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของชนชาติ “รัฐฉาน” และวงกลมสีขาว หมายถึง ความมีสัจจะ ชื่อสัตย์และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ยุติธรรมดั่งเช่นดวงพระจันทร์]

“ไทใหญ่” “คะฉิ่น” และ “ชิน” ร่วมกันก่อตั้งคัดสรร “สภาสหพันธรัฐเทือกเขา”

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เวลา 18.00 น. “อองซาน” ได้เดินทางมาถึงยัง “เมืองปางหลวง” ก่อนหน้านี้ “อองซาน” ไม่ได้มาและเพิ่งเดินทางมาถึงโดยมีการเตรียมตัวเพื่อที่จะมาเข้าร่วมประชุมเลย “อองซาน” มาในครั้งนี้ เหมือนเป็นการเสี่ยงดวงว่าทางไทใหญ่จะให้ความร่วมมือในการเรียกร้องเอกราชหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น ที่มีการพูดว่า “อองซาน” เป็นผู้จัดการประชุม “สัญญาปางหลวง” นั้น จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เวลา 10.00. น. ตัวแทน “ไทใหญ่” “ชิน” และ “คะฉิ่น” ได้จัดตั้ง “สภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา” ขึ้นตามมติการประชุมร่วมกันเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 โดยมีสมาชิกสภาซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจาก “รัฐฉาน” (ไทใหญ่) “รัฐชิน” และ “รัฐคะฉิ่น” รัฐละ 6 คน รวมเป็น 18 คนและให้เป็นสภาปกครองสูงสุดของสหพันธรัฐเทือกเขา

“อองซาน” คือตัวแปรหลักที่ทำให้ “รัฐฉาน” ตกหลุมพราง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เวลา 11.30 น. “อองซาน” ได้กล่าวในที่ประชุมเรียกร้องให้ไทใหญ่ร่วมกับพม่า ในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แต่ตัวแทนของชาวไทใหญ่ได้คัดค้านอย่างหนักแน่นเช่นเดิมและในขณะที่กำลังดำเนินการประชุมอยู่นั้น ได้เกิดการกระทบกระทั่งชกต่อยกันขึ้นระหว่างทหารชุดรักษาความปลอดภัยของ “อองซาน” กับ “องค์เจ้าฟ้าส่วยแต็ก” แห่งเมืองหยองห้วย ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่าเจ้าฟ้าไทใหญ่ทั่งหลาย ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมา บรรดาเจ้าฟ้าไทใหญ่ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ถ้าไม่มีสิทธิแยกตัวเป็นอิสระหลังจากที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษก็จะไม่ร่วมมือกับพม่าอย่างเด็ดขาด ส่วนตัวแทนของ “รัฐคะฉิ่น” ก็ได้เรียกร้องให้มีการกำหนดดินแดนของ “รัฐคะฉิ่น” ให้ชัดเจน (แต่เดิมดินแดนของ “รัฐคะฉิ่น” เป็นดินแดนของ “รัฐฉาน” แต่ต่อมาอังกฤษได้แยก “เมืองกอง” และ “เมืองยาง” ออกไปเป็น “รัฐคะฉิ่น” เพื่อให้ง่ายต่อการปกครองเป็นการชั่วคราวเท่านั้น) ซึ่ง “อองซาน” ได้แสดงอาการโกรธและจะไม่อยู่ร่วมประชุมต่อ แต่ทางฝ่ายหนักศึกษาของ “กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน” ซึ่งเป็นแนวร่วมกับทาง “อองซาน” ได้เรียกร้องให้อยู่ร่วมประชุมต่อ

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ได้มีมติตกลงที่ร่วมกันเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แต่จะร่วมกันเพื่อเรียกร้องเอกราชเท่านั้น หลังจากได้รับเอกราชแล้ว ทุกรัฐมีอิสระในการติดสินใจ ทุกอย่าง ที่ต้องร่วมกันเรียกร้องเอกราชก็เพื่อให้เกิดพลังในการเจรจากับอังกฤษเท่านั้น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 บรรดาเจ้าฟ้าและตัวแทนจากรัฐต่างๆ จึงได้ร่วมลงนามใน “หนังสือสัญญาปางโหลง” ซึ่ง “อองซาน” เป็นผู้ร่างขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 มีเนื้อหาสาระทั้งหมด 9 ข้อ แต่ไม่มีข้อใดที่ระบุถึงสิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระ บรรดาเจ้าฟ้าจึงได้ทวงถาม ซึ่ง “อองซาน” ได้ตอบว่าเรื่องสิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระนั้น น่าจะนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญของสหภาพจะมีผลดีมากว่าเขียนไว้ใน “หนังสือสัญญาปางโหลง”

  • ให้ตัวแทนของ “ผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา”(Supreme Council of the United Hill People) เข้าร่วมในคณะรัฐบาลได้จำนวน 1 คน โดยให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ปรึกษา
  • รัฐมนตรีผู้นั้นจะไม่สังกัดกระทรวงใดที่เกี่ยวกับด้านการทหารและการต่างประเทศ “สหพันธรัฐเทือกเขา” (United Hill People) นั้น จะต้องมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล
  • ตัวแทนของ “สหพันธรัฐเทือกเขา” สามารถเลือกรัฐมนตรีช่วยได้อีก 2 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวน 2 ตำแหน่งนี้จะต้องมิใช่ชนชาติเดียวกันและต้องมิใช่ชนชาติเดียวกับรัฐมนตรีด้วย
  • รัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คนมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมเมื่อมีการประชุมเกี่ยวกับ “สหพันธรัฐเทือกเขา” (ไทยใหญ่ ชินและคะฉิ่น) เท่านั้น หากนอกเหลือจากนี้รัฐมนตรีเท่านั้นที่จะมีสิทธิเข้าร่วมในการประชุมสภาฯ
  • “สหพันธรัฐเทือกเขา” มีสิทธิปกครองตนเองโดยอิสระเหมือนดังเช่นที่เคยปฏิบัติ
  • ในหลักการให้การรับรองว่า “รัฐคะฉิ่น” เป็นรัฐๆ หนึ่ง แต่ในการณ์นี้จะต้องนำเข้าสู่วาระการประชุมร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
  • ตามหลักการระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดไว้ “สหพันธรัฐเทือกเขา” ต้องได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันพม่าทุกประการ
  • “รัฐฉาน” มีสิทธิในการใช้จ่ายเงินทองเหมือนเดิม (เหมือนสมัยอยู่ในอารักขาของอังกฤษ)
  • ต้องนำเงินส่วนกลางจากทางรัฐบาลไปช่วยเหลือแก่ “รัฐชิน” และ “รัฐคะฉิ่น” ส่วนหนี้สินระหว่างพม่าและไทใหญ่นั้น ให้รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยของ “สหพันธรัฐเทือกเขา” ทำการตรวจสอบและเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

ผู้ร่วมลงนามใน “สัญญาปางโหลง”

ฝ่ายพม่า 1.  อองซาน
ฝ่ายคะฉิ่น 2. สะมาตูวาสิ่นวาหน่อง (ตัวแทนจากเมืองแมดจีนา)

3. เต่งระต่าน (ตัวแทนจาก เมืองแมดจีนา)

4. ตูวาเจ๊าะลุน (ตัวแทนจาก เมืองบ้านหม้อ)

5. ละป่านกะหร่อง (ตัวแทนจาก เมืองบ้านหม้อ)

ฝ่ายชิน 6. ลัวะมง (ตัววแทนจากเมืองกะลาน)

7. อ่องจ่าคบ (ตัวแทนจาก เมืองต๊ะเต่ง)

8. กี่โหย่มาน (ตัวแทนจาก เมืองฮาคา)

ฝ่ายไทยใหญ่ 9.   เจ้าขุนปานจิ่ง (เจ้าฟ้าน้ำสั่น)

10. เจ้าส่วยแต๊ก (เจ้าฟ้า ย่องฮ่วย)

11. เจ้าห่มฟ้า (เจ้าฟ้าแสนหวีเหนือ)

12. เจ้าหนุ่ม (เจ้าฟ้า ลายค่า)

13. เจ้าจ่ามทุน (เจ้าฟ้า เมืองป๋อน)

14. เจ้าทุนเอ (เจ้าฟ้า ส่าเมืองคำ)

15. อูผิ่ว (ตัวแทนจาก เมืองสี่แส่ง)

16. ขุนพง (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน)

17. ติ่นเอ (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน)

18. เกี่ยปุ๊ (ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน)

19. เจ้าเหยียบฟ้า (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน)

20. ทุนมิ้น (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน

21. ขุนจอ (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน)

22. ขุนที (ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน

“หนังสือสัญญาปางโหลง” เป็นการเริ่มหยั่งรากการเริ่มต้นของการรวมเมืองเพื่อเป็นสหภาพ ซึ่งใน “หนังสือสัญญาปางโหลง” มีชนชาติร่วมลงนามเพียง 4 ชนชาติเท่านั้น

ร่างรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากสิทธิสำคัญส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ “ไทใหญ่” เสียเป็นส่วนใหญ่ และ “ไทใหญ่” ก็เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งความสามัคคี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ “ไทใหญ่” มีผู้ร่วมลงนามมากกว่าชนชาติอื่น การรวมกันเป็นสหภาพนี้ มิได้เกิดขึ้นจากความคิดของ “อองซาน” แต่เกิดขึ้นจากการริเริ่มของ “เจ้าฟ้าไทใหญ่” ที่พยายามก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 ซึ่งในขณะนั้น “อองซาน” เองก็ยังไม่ได้มีความคิดที่จะรวมเอา “สหพันธรัฐเทือกเขา” เป็นสหภาพ ทาง “เจ้าฟ้าไทใหญ่” เองที่ได้มีการตระเตรียมดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว แต่ภายหลัง “อองซาน” ได้เข้ามาฉวยโอกาสถือเอาว่าการต่อตั้งสหภาพเป็นการริเริ่มของพม่า

เนื่องจาก “หนังสือสัญญาปางโหลง” ที่ตกลงร่วมกันเรียกร้องเอกราชและจัดตั้งคณะรัฐบาลในการปกครองประเทศต่อไปในอนาคต (หลังจากรับเอกราชแล้ว) จำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศ ดังนั้น ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490 จึงได้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาและในบทบัญญัติที่ 10 บรรทัดที่ 202 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นอิสระเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในขณะที่ยังไม่มี “หนังสือสัญญาปางโหลง” นั้น มิได้มีการกำหนดระยะเวลาในการอยู่ร่วมกัน เจ้าฟ้าและผู้นำของชาวไทใหญ่มีความคิดแต่เพียงว่าอยู่ร่วมกันจนได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้วเท่านั้น แต่เมื่อร่วมลงนามใน “หนังสือสัญญาปางโหลง” แล้ว “อองซาน” จึงได้เสนอให้อยู่ร่วมกันเป็นระยะเวลา 10 ปี (เสนอเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2490 ณ “เมืองเม่เมี้ยว” (MAY MYO)) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษได้เข้ามาพบปะและถามความคิดเห็นของประชาชนสหพันธรัฐเทือกเขา

Ne Win

หลังจากพม่ารวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวแล้ว พม่าได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2490 เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของพม่า โดยได้บรรจุเรื่องสิทธิการแยกตัวของรัฐต่างๆ ที่ร่วมลงนามในข้อตกลงใน “สัญญาปางโหลง” ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า “อองซาน” ผู้ก่อตั้ง “องค์กรสันนิบาตเสรีภาพต่อต้านฟาสซิสต์แห่งมวลชน” (The Anti-Fascist People’s Freedom League: AFPFL) ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะที่ “อองซาน” และคณะรัฐมนตรีกำลังประชุมเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอยู่ ได้มีคนร้ายลอบบุกเข้าไปสังหาร ส่งผลให้ “อองซาน” และรัฐมนตรีอีก 6 คนเสียชีวิต – “อูนุ” สมาชิกในกลุ่ม AFPFL ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อด้วยการสนับสนุนของอังกฤษ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเสร็จสมบรูณ์ และประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2490 อังกฤษจึงได้ให้เอกราชแก่พม่าเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491

กระทั่งปี พ.ศ. 2501 ซึ่งครบ 10 ปี ที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐต่างๆ จึงขอแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงใน “สัญญาปางโหลง” แต่รัฐบาลกลางพม่าภายใต้การนำของ “อูนุ” กลับไม่ยอมให้เป็นไปตามข้อตกลง เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียรายได้จำนวนมากที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนของรัฐต่างๆ ซึ่งอุดมไปด้วยอัญมณี หยก แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ขณะที่ใน “เขตพม่าแท้” แทบไม่มีทรัพยากรใดๆ

จนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

“เนวิน” ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ

กระทั่งวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 ประชาชนใน “รัฐฉาน” และ “รัฐคะยา” ได้ก่อเหตุประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าให้อิสระในการปกครองตนเอง ส่งผลให้ “นายพลเนวิน” ผู้บัญชาการทหารบกของพม่า (ในขณะนั้น) ใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารยึดอำนาจจาก “อูนุ” และประกาศยุบสภา รวมทั้งยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2490

ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการฉีกทิ้ง “สัญญาปางโหลง” ไปด้วย

จนกลายเป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาโดยตลอด แม้ว่าในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลพม่าจะได้เจรจาหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้หลายกลุ่ม แต่การสู้รบกับกลุ่มต่อต้านบางกลุ่ม อาทิ “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน” (Shan State Army: SSA) และ “กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” (Karen National Union: KNU) ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง :

01. http://taiyai.net/Panglong.html
02. http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=91645
03. http://www.oknation.net/blog/krubaantong/2007/11/17/entry-1
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s