Khun Sa: ฝิ่นและกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่

“ขุนส่า” เป็นอดีตผู้นำ “กองทัพเมิงไต” ที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่ในพม่า นอกจากนี้ “ขุนส่า” ยังเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าฝิ่น-เฮโรอีนรายใหญ่ของโลก โดยมีที่มั่นอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำและมีอิทธิพลอยู่ในเขตรัฐฉานและว้า “ขุนส่า” เคยตั้ง “กลุ่มกองทัพสหรัฐฉาน” อยู่ที่บ้านหินแตก ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2507 มีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงพยาบาล วัด โรงเรียนและใช้ที่นี้เป็นฐานการผลิตเฮโรอีนจากฝิ่นที่ลักลอบนำเข้ามาจากรัฐฉานและรัฐโยนกเพื่อส่งขายไปทั่วโลก

Khun Sa (Zhāng Qífú)

“ขุนส่า” มีชื่อภาษาจีนว่า “จางซีฟู” และมีชื่อภาษาไทยว่า “จันทร์ จางตระกูล” เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 ที่บ้านดอยหม่อ อำเภอต้างยาน จังหวัดล่าเสี้ยว แคว้นแสนหวี (รัฐฉาน) เป็นบุตรของ “ขุนอ้าย” (จีน) กับ “นางแสงชุ่ม” (ไทยใหญ่) “ขุนอ้าย” เป็นอดีตมะโยจา (กำนัน) ดอยหม่อ จึงมีคำนำหน้าว่า “ขุน” อย่างไรก็ตาม เมื่อ “ขุนส่า” เกิดได้ไม่นานพ่อก็เสียชีวิตและแม่ได้ไปแต่งงานใหม่ “ขุนส่า” จึงตกไปอยู่ในความดูแลของพ่อเลี้ยง

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 – “ขุนยี่” ผู้เป็นปู่ได้นำ “ขุนส่า” ไปเลี้ยงที่เมืองดอยหม่อและได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ ตั้งแต่เรื่องภาษาจีน การเลี้ยงม้า การผสมพันธุ์ม้า ล่อ รวมไปถึงการปลูกข้าว ไร่ชา ตลอดจนไร่ฝิ่น เมื่อโตเป็นหนุ่ม “ขุนจ่า” ผู้เป็นอาได้สอนยุทธวิธีการต่อสู้และปรัชญาชีวิต ยอมหักไม่ยอมงอ เพื่อไม่ให้ถูกทหารญี่ปุ่น พม่า หรือแม้แต่ “ทหารก๊กมินตั๋ง” (Kuomintang: KMT) รังแก แต่กระนั้น “ขุนส่า” ก็ยังจำภาพความโหดร้ายเมื่อครั้งหมู่บ้านถูกปล้นสะดมได้ติดตา

ภายหลังจากที่พม่าได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2491 “ขุนส่า” ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกต่อต้านขับไข่ “ทหารก๊กมินตั๋ง” ที่เข้ามารุกรานชาวไทใหญ่ และในปี พ.ศ. 2503 เมื่อทางการพม่าต้องการตอบโต้ “ทหารก๊กมินตั๋ง” – “พันเอกหม่องฉ่วย” แม่ทัพภาคตะวันออกของรัฐบาลพม่าจึงจับมือกับ “ขบวนการปลดแอกไทใหญ่” ใช้ชื่อว่า “กากวยเย” (Ka Kwe Ye: KKY) หรือกองกำลังอาสา โดยมีเงื่อนไขว่ากองกำลังอาสาของ “ขุนส่า” ต้องช่วยทางการรบกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล แล้วทางการจะอนุญาตให้สามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งในยุคนั้น “ฝิ่น” ถือเป็นสินค้าสำคัญของกลุ่มอาสาของ “ขุนส่า” ดอยหม่อจึงกลายเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นขนาดใหญ่ มีการขนฝิ่นส่งไปยังลาวและส่งออกต่อไปยังตลาดโลก

ไม่นาน “ขุนส่า” ก็ขยายอาณาเขตด้วยการตั้งฐานที่มั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า-ลาว ซึ่งขณะนั้นยังเต็มไปด้วยป่าเขา ยากแก่การเข้าปกครองของทางการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 รัฐบาลพม่าประกาศยกเลิกธนบัตรฉบับละ 100 และ 150 จั๊ต ส่งผลกระทบกระเทือนต่อคนเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง “ขุนส่า” ที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้น “ขุนส่า” จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่ม “กองทัพสหรัฐฉาน” (Shanland United Army: SUA) ที่บ้านหินแตก และทำการต่อต้านรัฐบาลพม่าเรื่อยมา โดยอิงผลประโยชน์จากยาเสพย์ติดและเป็นเป็นคู่แข่งกับกลุ่ม “ทหารก๊กมินตั๋ง” อดีตจีนคณะชาติ

สาเหตุที่ “ขุนส่า” เลือกเอาบ้านหินแตกเป็นฐานที่มั่น ก็เนื่องจากบ้านหินแตกเป็นที่ที่ชาวไทใหญ่อพยพเข้าไปตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเป็นที่พักแรมของบรรดาพ่อค้าวัวและยังเป็นจุดศูนย์กลางการค้าระหว่างรัฐฉานกับรัฐโยนก ไม่นานนักบ้านหินแตกก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่างๆ โดยนำเงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาสร้างสิ่งเหล่านี้

“ขุนส่า” ลักลอบขนฝิ่นจากรัฐฉานมายังบ้านหินแตกด้วยการปะปนมากับคาราวานม้าต่างๆ ของพ่อค้านายทุนจากฐานที่มั่นเมืองดอยหม่อเข้าเมืองต้างยาน บ้านผาผึ้ง บ้านหนองคำ ข้ามแม่น้ำสาละวินที่ท่าวัวนอง ปางกันฮ่อก ข้ามถนนใหญ่เส้นทางเชียงตุง-ตองจีที่เมืองเปียง เข้าเมืองขอน เมืองปั๊ก เมืองลุง ข้ามแม่น้ำสายเข้าประเทศไทยที่บ้านผาจี ห้วยอื้น บ้านหินแตก “ขุนส่า” ทำการค้ายาเสพย์ติดมานานและด้วยปริมาณที่มากมายที่กระจายไปทั่วโลก ชื่อของ “ขุนส่า” จึงติดอันดับราชายาเสพย์ติดโลกในชั่วเวลาไม่นาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 เกิดการสู้รบกันที่บริเวณพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศลาว พม่าและไทย ระหว่าง “ทหารก๊กมินตั๋ง” และกองกำลังของ “ขุนส่า” และเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “สงครามฝิ่น 1967”

หลังจากนั้น “ขุนส่า” ก็กลับเข้าเป็นกองกำลังอาสาอีกครั้ง แต่ทางการพม่าก็ไม่ได้ไว้วางใจเขาเหมือนเดิมอีกต่อ ไป ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายปราบปรามยาเสพย์ติดให้หมดไปจากราชอาณาจักรโดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ขณะที่ทางการพม่าเองก็พยายามกันตัวเองให้พ้นจากข้อครหาของประชาคมโลกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพย์ติดของ “ขุนส่า” เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ในปี พ.ศ. 2512 ทางการพม่าจึงวางแผนเรียก “ขุนส่า” ไปประชุมที่เมืองตองยี เพื่อทำการจับกุมและนำตัว “ขุนส่า” ไปขังไว้ที่เรือนจำมัณฑะเลย์

ต่อมา “จางซูเหลียง” อดีต “เสนาธิการของทหารก๊กมินตั๋ง” ที่ทำธุรกิจค้ายาเสพย์ติดร่วมกับ “ขุนส่า” ได้จับตัวแพทย์ชาวรัสเซียที่เมืองตองยีไปกักตัวไว้ที่บ้านหินแตก พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้แลกเปลี่ยนตัวประกันกับ “ขุนส่า”

“พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยได้อาศัยเหตุผลทางการเมือง ที่สหรัฐฯ ต้องการสร้างสัมพันธภาพกับรัสเซียให้แน่นแฟ้น ทำหน้าที่ดำเนินการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลพม่าให้ปล่อยตัว “ขุนส่า” เพื่อรักษาชีวิตของนายแพทย์ชาวรัสเซีย แต่กระนั้นก็ยังกินเวลานานถึง 6 เดือนกว่าการเจรจาจะเป็นผลสำเร็จ –  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยตื่นตัวและเริ่มดำเนินนโยบายผลักดันกองกำลังติดอาวุธของ “ขุนส่า” อย่างจริงจัง นำไปสู่ “ยุทธการบ้านหินแตก” เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2525

“ขุนส่า” ได้รับการปล่อยตัวออกมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2518 แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือกักบริเวณของรัฐบาลเป็นเวลาหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม “ขุนส่า” ได้หนีกลับสู่ค่ายเดิมของตนเองที่หมู่บ้านหินแตก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519

ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ตำรวจตระเวณชายแดนได้บุกทลายหมู่บ้านหินแตก “ขุนส่า” จึงหนีออกไปนอกเขตประเทศไทยและยึด “ดอยลาง” เป็นฐานทัพ แต่เมื่อถูกขับไล่อีก จึงล่าถอยไปถึง “เมืองโฮมอง” ในรัฐฉานของพม่า ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน แปรสภาพพื้นที่บริเวณชายแดน 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และไทย จนกลายเป็นจุดศูนย์กลางการผลิตยาเสพย์ติดที่รู้จักกันในชื่อ “สามเหลี่ยมทองคำ” [พื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย) ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (แขวงท่าขี้เหล็ก, รัฐฉาน) ] – “ขุนส่า” อ้างว่าจำเป็นต้องผลิตและขายฝิ่น-เฮโรอีน เพื่อนำเงินมาจัดซื้ออาวุธทันสมัยและดูแลกองทัพกู้อิสรภาพชาวไทใหญ่ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าถึงอายุ 60 ปี แล้วยังประกาศอิสรภาพไทใหญ่ไม่ได้จะฆ่าตัวตายเพื่อชดเชยความผิดที่กระทำกับคนทั้งโลก

ในปี พ.ศ. 2528  “กองทัพสหรัฐฉาน” ของ “ขุนส่า” เข้าร่วมกับ “กลุ่มกองทัพสหปฏิวัติรัฐฉาน” (Shan United Revolution Army: SURA) ของ “นายพลโม เฮง” และกำลังส่วนหนึ่งของ “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน” (Shan State Army: SSA) ภายใต้การนำของ “เจ้าจ่ามใหม่” (Sao Sam Mai) โดยใช้ชื่อองค์กรทางการเมืองว่า “สภาปฏิวัติเมืองไต” (Tailand Revolutionary Council: TRC) มี “เจ้ากอนเจิง” เป็นผู้นำฝ่ายการเมืองและ “ขุนส่า” เป็นผู้นำด้านการทหารและเศรษฐกิจ ภายหลังรวมกันได้หนึ่งปีได้เปลี่ยนชื่อกองทัพเป็น “กองทัพเมิงไต” (Mong Tai Army: MTA)

นับจากปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา “กองทัพเมิงไต” กลายเป็นกองกำลังของชาวไทใหญ่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีกำลังพลมากถึง 30,000 คนและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพราะ “กองทัพเมิงไต” มีรายได้มหาศาลจากกิจการของ “ขุนส่า”

ในปี พ.ศ. 2532 ศาลนิวยอร์กมีคำพิพากษาให้ “ขุนส่า” มีความผิดฐานลักลอบนำเฮโรอีนจำนวน 1,000 ตัน เข้าสหรัฐฯ พร้อมตั้งค่าหัวขุนส่าเป็นเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และออกหมายจับเพื่อขอให้ชาติที่เกี่ยวข้องส่งตัว “ขุนส่า” มาขึ้นศาลสหรัฐฯ

ต่อมา “เจ้ากอนเจิง” ได้เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2534 – “ขุนส่า” จึงขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดทุกด้านของ “กองทัพเมิงไต”

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2538 – แม้ “กองทัพเมิงไต” จะเป็นกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดของพม่า แต่ทว่าระบบภายในของกองทัพไม่มีความเข้มแข็ง มีการประจบสอพลอเพื่อตำแหน่งหน้าที่และเกิดความวุ่นวาย ดังนั้น กลางปี พ.ศ. 2538 “พันเอกเจ้ากานยอด” จึงแยกตัวออกไปตั้ง “กองทัพแห่งชาติรัฐฉาน” (Shan State National Army: SSNA) ส่งผลให้ภายใน “กองทัพเมิงไต” เกิดความระส่ำระสาย ทหารเป็นจำนวนมากหนีออกจากกองทัพ จากที่เคยมีทหารมากกว่า 25,000 นาย ก็เหลือทหารเพียง 10,000 กว่านายเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ฝ่าย “ขุนส่า” ก็เกิดความท้อใจและเข้าเจรจากับรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะยอมมอบตัว แต่ต้องไม่ส่งตัวเขาให้สหรัฐฯ

ปี พ.ศ. 2539 “ขุนส่า” สร้างข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อตัดสินใจวางอาวุธมอบตัวกับรัฐบาลทหารพม่า สลาย “กองทัพเมืองไต” ที่มีสมาชิกประมาณ 10,000 คน ยุติการสู้รบที่ดำเนินมาหลายสิบปี แลกเปลี่ยนกับรัฐบาลทหารพม่ายอมนิรโทษกรรมและไม่ส่งตัวไปขึ้นศาลสหรัฐฯ นอกจากนี้ รัฐบาลทหารพม่ายังยินยอมให้ “ขุนส่า” เข้าไปพำนักในกรุงย่างกุ้ง ได้รับสิทธิสัมปทานกิจการของรัฐหลายอย่าง อาทิ ธุรกิจขนส่งและเหมืองทับทิม แต่ยังมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องว่า “ขุนส่า” ยังไม่ปล่อยมือจากการค้ายาเสพย์ติดตามที่ประกาศไว้ เนื่องจากผลประโยชน์มหาศาลเกินกว่าจะหันหลังให้ได้

30 ตุลาคม พ.ศ. 2550 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทางการสหภาพพม่าว่า “ขุนส่า” วัย 74 ปี อดีตผู้นำ “กองทัพเมิงไต” ที่ยอมวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2539 และเป็นราชายาเสพย์ติดระดับโลกที่สหรัฐฯ ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งพักอาศัยอยู่ในกรุงย่างกุ้ง (Yangon) เมืองหลวงของพม่า ได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคประจำตัวที่เป็นอยู่หลายโรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอัมพาตบางส่วน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2550 และได้มีพิธีฌาปนกิจศพไปแล้วที่ชานกรุงย่างกุ้ง โดยมีคนสนิทเข้าร่วมพิธีประมาณ 20 คน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารพม่าอย่างเข้มงวด

“คุณเคยเห็นยาผีวางขายในห้างไหม “ดีอีเอ” กล่าวหาว่าผมส่งยาผีไปอเมริกา คนอยู่ในป่าในเขาอย่างผมมีปัญญาทำได้หรือ”

ชายไตเชื้อสายจีน วัยหกสิบกว่าปีย้อนถามผม ระหว่างการสัมภาษณ์เดี่ยวในรัฐฉาน – “จางซีฟู” รู้จักกันทั่วไปในนามของ “ขุนส่า” ราชายาเสพติดแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ดินแดนขุนเขาป่าดงดิบในถิ่นที่ฝรั่งเรียกว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” (Golden Triangle) พื้นที่ป่าเขาติดต่อกันสามประเทศไทย พม่าและลาว

“สามเหลี่ยมทองคำ” ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจาก “ดีอีเอ” (Drugs Enforcement Administration: DEA) หน่วยงานปราบปรามยาเสพย์ติดของอเมริกา บอกว่าในช่วงปี พ.ศ. 2530 ฝิ่นถูกผลิตในสามเหลี่ยมทองคำไม่น้อยกว่า 2,500 ตัน หมายความว่าฝิ่นเหล่านั้นนำมาผลิตเป็นเฮโรอีนได้ประมาณ 215 ตัน

เฮโรอีนที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะส่งไปขายในอเมริกาและประเทศแถบตะวันตก มีเพียงไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จำหน่ายในตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

เฮโรอีน 1.2 ตัน ถูกยึดได้ในอเมริกา พร้อมผู้ต้องหา 6 คน เป็นพยานหลักฐานว่าส่งไปจากสามเหลี่ยมทองคำ โดยขบวนการค้ายาเสพติดชนกลุ่มน้อยในพม่า มี “ขุนส่า” เป็นผู้ต้องหาหมายเลขหนึ่ง ตามมาด้วยกลุ่มว้า (United Wa State Army) มี “ฮ้าย เซี่ยวสือ” “เต้ กุงหมิง” และ “เว่ยเซียะกัง” สี่คนนี้เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ “ดีอีเอ” – “ขุนส่า” เป็นผู้ต้องหาที่อเมริกาต้องการตัวมากที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2532 หลังจากศาลในอเมริการับฟ้อง “ขุนส่า” ในข้อหาค้ายาเสพย์ติดและลักลอบนำยาเสพย์ติดเข้าประเทศ “ดีอีเอ” ได้ตั้งค่าหัว “ขุนส่า” สูงถึง 2 ล้านเหรียญ ใครก็ตามที่สามารถนำไปจับกุม หรือจับตัว “ขุนส่า” ได้ จะได้รับเงินรางวัลถึง 2 ล้านเหรียญ หรือประมาณร้อยล้านบาท (จากอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น)

** “ขุนส่า” เรียกยาเสพติดทุกชนิดว่า “ยาผี” **

สื่อมวลชนต่างประเทศลดความสำคัญประเด็นข่าว “ขุนส่า” ลงไปมาก ตั้งแต่กองกำลังชุดพิเศษของ “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ผลักดันออกไปจากบ้านหินแตกเมื่อปี พ.ศ. 2524 ยุทธการอันเฉียบขาดของท่านรัฐบุรุษในครั้งนั้น ได้รับการชื่นชมยกย่องไปทั่วโลก “ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน” เข้ามาจับมือแสดงความยินดีและชื่นชมท่านว่าเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยคนแรกที่เอาจริงกับการปราบปรามยาเสพย์ติด

แต่ทันทีที่อเมริกาออกหมายจับ “ดีอีเอ” ตั้งค่าหัว “ขุนส่า” สูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ และประกาศจะตามล่าจับตัวราชายาเสพย์ติดไปลงโทษให้ได้ บรรดาสำนักข่าวต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทยต่างก็กลับมาสนใจข่าวนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนติดต่อแหล่งข่าวที่นำไปสู่การสัมภาษณ์ “ขุนส่า” กันอย่างเร่งรีบ เป็นธรรมชาติของสำนักข่าวต่างประเทศที่ต้องแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ได้สัมภาษณ์เดี่ยวก่อนสำนักอื่น ผมกับช่างภาพซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด คุ้นเคยกับเส้นทางแหล่งข่าวในภาคเหนือและชนกลุ่มน้อยที่เกาะอยู่ตามชายแดนไทย-พม่า ใช้เวลาติดต่อแหล่งข่าวเก่าๆ อยู่สามอาทิตย์ ในที่สุด “ขุนส่า” ก็ตอบรับที่จะให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “สำนักข่าวรอยเตอร์” ที่ฐานหัวเมืองในรัฐฉานของพม่า

โดยมีข้อแม้ว่าเราต้องเดินเท้าเลี่ยงด่านเจ้าหน้าที่ไทยเข้าไปด้วยตัวเอง จะมีทหาร “กองทัพเมิงไต” สองคนนำทางให้ เมื่อถึงวันที่นัดหมายผมกับช่างภาพบินจากกรุงเทพฯ ไปลงเชียงใหม่ ต่อเครื่องไปแม่ฮ่องสอนถึงสนามบินมีคนของ “ขุนส่า” มารับที่สนามบิน นำพวกเราเข้าพักเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งในอำเภอปางมะผ้า

การเดินทางไปฐานที่มั่นของ “ขุนส่า” ในรัฐฉาน ถ้าเป็นชาวไต พ่อค้าคนไทย บริษัทค้าไม้ รถบรรทุกไม้ที่มีบัตรผ่านแดน ก็สามารถโดยสารรถบรรทุกไม้ซุง รถโดยสารขับเคลื่อนสี่ล้อไปตามถนนดินโคลนผ่านด่านทหารพรานที่มีฐานอยู่บนภูเขาได้ แต่สำหรับสื่อมวลชนหรือคนแปลกหน้าด่านไทยจะตรวจตราอย่างเข้มงวดและไม่อนุญาตให้ผ่านโดยเด็ดขาด ทหาร “กองทัพเมิงไต” บอกว่า ทหารกลัวกล้องถ่ายรูปของนักข่าวมากกว่าปืน ค.

ตกกลางคืน คนของ “ขุนส่า” วางแผนการเดินทางให้ โดยที่พวกเขาจะนำเราไปส่งที่แนวป่าแห่งหนึ่ง เขตตำบลห้วยผึ้ง จากจุดนั้นมีทหาร “กองทัพเมิงไต” นำเราเดินไปตามทางป่า ผ่านเนินเขาไป 3 ลูก เพื่อหลบเลี่ยงด่านทหารพราน

การเดินป่าปีนเขาหน้าฝนมีทั้งลุยโคลนและทากปลิงเกาะกินอยู่กว่าสองชั่วโมงแรก ผมหมดแรงล้มลงนอนพิงขอนไม้ริมทาง ทหาร “กองทัพเมิงไต” รีบพยุงตัวผมให้ลุกขึ้นยืนในทันที

“อย่านอนพัก ถ้านอนลงไปนานแล้วจะลุกไม่ขึ้น”

ตั้งแต่นาทีนั้นการเดินทางผ่านแนวป่าเนินเขาของพวกเราก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้ากว่าเต่าคลาน ผู้นำทางบอกว่าพวกเขาใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่เราต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้านนามน เมื่อผู้นำทางบอกว่าเข้าเขตประเทศพม่าแล้ว ประมาณ 15 เมตรก่อนถึงบ้านไม้หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดหมายแรกที่เราจะหยุดพัก รองเท้าผ้าใบที่ผมใส่เดินทางข้างหนึ่งหลุดฝังอยู่ในโคลนลึกถึงน่อง ผมหมดแรงที่จะดึงมันขึ้นมา จึงปล่อยทิ้งไว้ในโคลน ตะกุยเหมือนจะคลานถึงที่พัก เดือดร้อนถึงคนนำทางที่ต้องกลับมาควานหาอยู่เป็นเวลานาน หลังจากการเดินทางอันทุรกันดารกว่าสี่ชั่วโมง ได้หยุดพักในบ้านรับรองซึ่งเป็นฐานส่วนหน้าของ “กองทัพเมิงไต”

บ้านนามน นอกจากเป็นฐานส่วนหน้าของ “ขุนส่า” แล้ว ยังเป็นชุมชนย่อมๆ ของคนไทย ที่เข้าไปทำไม้ในเขตอิทธิพลของ “ขุนส่า” ช้างสิบกว่าเชือกลากซุงมากองพะเนินในลานกว้าง รถบรรทุกไม้แปดคันลำเลียงไม้เข้าออกปางไม้ทั้งวันทั้งคืน มีร้านค้าอยู่เป็นหย่อมๆ

คาราวานค้าวัว-ควายจากพม่าแวะผ่านทางนี้เป็นระยะ ฝูงปศุสัตว์นับร้อยๆ ตัวถูกต้อนมารอส่งข้ามแดนไปขายในเมืองไทย รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยใหญ่วิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ เห็นได้ว่าการเดินทางไปหาราชายาเสพย์ติดไม่ได้ลำบากยากเย็น ตราบใดที่ผู้เดินทางเข้าไปหาผลประโยชน์ที่นั่นแบ่งปันผลประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ได้ลงตัว หรือติดต่อถูกช่องทาง

เรานอนพักที่ “บ้านนามน” หนึ่งคืน เพื่อรอเดินทางต่อด้วยม้าลาตอนเช้าของวันต่อมา จาก “บ้านนามน” เรานั่งหลังม้าลาผ่านเชิงเขาและถนนดินโคลนอีกประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงจุดนัดพบ แต่เราต้องมาเสียเวลาไปนานเมื่อม้าลาที่ช่างภาพขี่นั่งได้ตกลงไปในหลุมโคลนจมถึงท้องม้า ช่างภาพตะกุยลงจากหลังม้าจมโคลนถึงเข่า ผมตกใจมากคิดว่าต้องเดินทางด้วยเท้าต่อไปเพราะม้าติดอยู่หลุมโคลน แต่แทบไม่น่าเชื่อ คนนำทางไม่รู้มีเรี่ยวแรงมาจากไหน ฉุดลากม้าขึ้นมาได้ ผมคาใจเรื่องนี้อยู่นานจนกระทั่งถึงที่พักช่างภาพบอกว่าสงสัยคนนำทางได้เรี่ยวแรงฉุดม้าด้วยฤทธิ์ยาม้า

หลุดจากหลุมโคลนม้า-ลาเดินเลียบตามทางเนินเขา ที่นั่นเราสวนทางกับคาราวานม้า-ลาหลายสิบตัว ทุกตัวมีตะกร้าหวายใบใหญ่แขวนอยู่ข้างตัวทั้งสองข้าง ในตะกร้ามีถุงทะเลแบบทหารอยู่ในตะกร้า คนจูงม้าลาทุกคนมีลูกกุญแจคล้องอยู่ที่คอ

เมื่อถามคนจูงม้าลาว่าสิ่งของที่อยู่บนหลังม้าเป็นอะไรก็ได้รับคำตอบว่าเป็นผัก เมื่อถามว่าทำไมทุกคนต้องห้อยกุญแจไว้ที่คอ คำตอบคือ

“กุญแจหาย คนตาย !”

ไม่ทราบว่าของที่อยู่ในถุงทะเลเป็นอะไร แต่จากการคาดคะเนน่าจะเป็นฝิ่นดิบที่กำลังลำเลียงเข้าโรงงานที่ไหนสักแห่ง

ยอมรับความจริงว่าเดินทางไปทำข่าวในถิ่นของขุนส่าและว้ามาหลายครั้ง แต่เราไม่เคยมีโอกาสได้เห็นไร่ฝิ่นหรือโรงงานยาเสพย์ติด เพราะทุกฝ่ายปฏิเสธเรื่องนี้จึงไม่มีใครนำเราไปยังสถานที่ซึ่งทุกฝ่ายปิดบังซ่อนเร้น

ถึงที่นัดหมาย “ปางไม้ฮุง” เป็นเนินลาดชันขึ้นไปตามเนินเขา ข้างทางมีศาลาไม้ปลูกไว้หลังหนึ่ง พบว่า “ขุนส่า” นั่งรออยู่ในขับเคลื่อนสี่ล้อคันหนึ่ง อีกคันหนึ่งมีนักข่าวสาวนั่งอยู่กับทหาร “กองทัพเมิงไต” สองคน

“ยินดี” หรือ “ฝิ่น” นักข่าวสาวของ “เดอะเนชั่น” ตัดหน้าเราเข้าไปสัมภาษณ์ “ขุนส่า” เมื่อ 3 วันก่อนแล้ว วันนี้เธอเดินทางกลับ “ขุนส่า” เลยถือโอกาสมาส่งเธอที่ “ปางไม้ฮุง” แล้วรับพวกเราต่อจากนั้นไปยังหัวเมือง ฐานที่มั่นของ “กองทัพเมิงไต”

“ขุนส่า” ยืนยันตลอดมาว่า “กองทัพเมิงไต” ซึ่งมีอยู่ 2 หมื่นนาย เป็นกองกำลังกู้ชาติไต ไม่ได้เป็นกองกำลังคุ้มครองการผลิตหรือคุมเส้นทางยาเสพย์ติดตามที่อเมริกาและนานาชาติกล่าวหา

จาก “ปางไม้ฮุง” เราเดินทางเข้าสู่หัวเมืองด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งมีโซ่ตรวนพันไว้รอบล้อยางทั้งสี่เส้น คนขับบอกว่าโซ่ตรวนกันไม่ให้รถติดหลุมโคลน

หัวเมืองตั้งอยู่ทั้งบนเนินเขาและแอ่งกระทะในหุบเขาเป็นเมืองใหญ่กลางป่าแห่งหนึ่งที่ทำเลเหมาะเป็นที่มั่นทางทหาร บนเนินเขารอบเมืองมีฐานปืนครก ปืนใหญ่ ตั้งล้อมเมืองอยู่นับร้อยฐาน ที่แอ่งกระทะหุบเขาพื้นกว้างประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร มีสิ่งปลูกสร้างเป็นเขตโรงทหาร สนามฝึกทหาร สนามฟุตบอล โรงอาหาร บนเนินรอบๆ สร้างเป็นโรงพยาบาล วัด โรงเรียน และบ้านเรือนประชาชน สิ่งอำนวยความสะดวกมีพร้อม

เมืองกลางป่าที่ผู้คนเข้าออกไม่ยากนัก นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก ผู้นิยมการพักฟรี กินฟรีบางคนทำตัวเป็นอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษบ้าง เป็นหมออาสาบ้าง เข้าพักอยู่ที่หัวเมืองเป็นเดือนๆ นักเดินทาง ข้าราชการชั้นตั้งแต่นายพล จนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนก็มาร่วมกับ “ขุนส่า” ในเทศกาลต่างๆ มีรูปถ่ายกับ “ขุนส่า” ติดอยู่ในโรงทหาร

น่าประหลาดใจมากที่ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ซึ่งมีหน่วยข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency: CIA) และหน่วยข่าวกรองด้านการปราบปรามและต่อต้านยาเสพย์ติด (Drugs Enforcement Administration: DEA)  อยู่มากมาย แต่ทำไมไม่รู้ว่า “ขุนส่า” อยู่ที่ไหน และทำไมถึงจับตัวไม่ได้ ถ้าจริงจังกับการปราบปรามยาเสพย์ติด หรือจะเป็นดังที่ “ขุนส่า” กล่าวหาว่า

“ดีอีเอของอเมริกา คือตัวการใหญ่ที่ทำให้ยาเสพย์ติดระบาดเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวันนี้”

“ขุนส่า” ขอตัวกลับและบอกว่าพบกันวันหลัง เลขาฯ ส่วนบอกให้เราพักผ่อนและเที่ยวชมเมืองตามสบาย เมื่อถึงเวลาที่ “ขุนส่า” จะให้สัมภาษณ์เขาถึงมารับ

เสียงย่ำเท้าและเสียงออกคำสั่งฝึกทหารในยามเช้า ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บบนภูเขาดังไปถึงเรือนพักรับรอง เหมือนจงใจปลุกให้ช่างภาพและผู้สื่อข่าวลุกขึ้นมาชมความแข็งแกร่งและพร้อมรบของ “กองทัพเมิงไต” พวกเราตื่นแต่เช้ามืดทั้งสองวันแรกที่รอสัมภาษณ์หลังจากดูการฝึกทหาร พูดคุยกับชาวบ้านและเก็บภาพที่น่าสนใจ ตอนสายของวันที่ 3 คนสนิทของ “ขุนส่า” มารับเราไปสัมภาษณ์ที่เรือนพักแห่งหนึ่ง

“นักข่าวทุกคนถามคำถามนี้ ผมก็พูดเหมือนกับที่พูดทุกครั้งว่าผมไม่ได้ค้ายาผี” – “ขุนส่า” พูดเมื่อถูกถามว่าคิดอย่างไรที่ชาวโลกประณามว่าเขาค้ายาเสพย์ติด ค้าความตายและทำลายมนุษยชาติ

“คุณเคยเห็นยาผีของผมวางอยู่ในห้างบ้างไหม “ดีอีเอ” กล่าวหาผมว่าส่งยาผีไปอเมริกา ผมอยู่ในป่าในเขาจะมีปัญญาทำอย่างนั้นหรือ”

ราชายาเสพย์ติดกล่าว แล้วสาธยายต่อว่า บุคคลที่สามารถผลิตยาเสพย์ติดและนำออกจากป่าเขา ผ่านเมืองใหญ่ๆ ไปหลายประเทศจนไปถึงเมืองฝรั่งได้ ต้องเป็นพวกฝรั่งเอง และต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจบารมีมาก

“ไม่ไกลจากจุดนี้ มีพื้นที่เฮลิคอปเตอร์ขึ้น-ลงได้ คุณคิดว่าคนอยู่ป่าอยู่เขาอย่างผมจะมีปัญญาเอาเครื่องบินมาขนของจากป่าได้เหรอ” แล้ว “ขุนส่า” ก็ร่ายยาวต่อไปว่า ยาเสพย์ติดไม่มีวันปราบได้หมด ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสอยู่ เขาอ้างไปถึงสมัยจักรพรรดิจีน ที่มอบอาญาสิทธิ์ให้ผู้สำเร็จราชการลี่ปราบปรามผู้ค้าฝิ่น และทำลายฝิ่นเป็นพันๆ ตัน เมื่อ2 ร้อยกว่าปีที่แล้ว ผลที่ได้คือเกิดสงครามฝิ่นขึ้นระหว่างอังกฤษกับจีน

“เห็นไหมว่าคนค้ายาผีต้องเป็นผู้มีอิทธิพล ต้องเป็นมหาอำนาจอย่างอังกฤษ อย่างอเมริกา หรือไม่ก็นายพล นายพัน “ดีอีเอ” ของอเมริกานั่นแหละ ตัวการสำคัญหากินอยู่กับยาผี”

สิ่งที่ “ขุนส่า” พูดน่าจะเป็นจริงอยู่มาก เพราะนายพลพม่าหลายคนไม่ว่าจะเป็น “ขิ่น ยุ้นต์” หรือ “หม่อง เอ” ล้วนแต่มั่งคั่งและเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่จากตำแหน่งแม่ทัพภาคตะวันออก ซึ่งควบคุมพื้นที่มาถึงสามเหลี่ยมทองคำ

นายพลในประเทศใกล้เคียงหลายคนก็มีความมั่งคั่งและมีอิทธิพลมาก เมื่อคุมกำลังอยู่ใกล้สามเหลี่ยมทองคำประมาณห้าสิบปีก่อนผมได้รู้จักกับชายผู้หนึ่ง ผู้เคยรับใช้นายพลจอมเผด็จการ ชายผู้นั้นบอกผมว่าเขาเคยเป็นคนจับขาผู้ที่ทรยศต่อจอมเผด็จการ ยัดลงไปในกระสอบเพื่อให้งูเห่ากัดตาย

“คนที่คิดตีจากหรือคิดหักหลังท่านจะถูกฆ่าตายหมด” แล้วเสริมว่า “ยาเสพย์ติดจะอยู่คู่โลกเพราะคนปราบยาเสพย์ติด คือคนค้ายาเสพย์ติด”

ผมนึกถึงคำพูดของลุงคนนั้นเมื่อเห็นคนตาย 2 พันกว่าคนจากนโยบายปราบปรามยาเสพย์ติดอย่างเฉียบขาด

เมื่อถามว่าถ้าไม่ค้ายาเสพย์ติด แล้วเอาเงินจากไหนมาเลี้ยงกองทัพและผู้คนนับหมื่นๆคน และที่รบกับ “ว้าแดง” (Wa) ไม่ใช่เพราะเรื่องค้ายาเสพย์ติดหรือ “ขุนส่า” รับเสียงอ่อยๆ ว่าเรื่องยาผีเขามีส่วนอยู่บ้าง ก็เรื่องเก็บภาษีจากคนปลูกฝิ่นเก็บภาษีผ่านทางและดูแลคุ้มครองไม่ให้ชาวบ้านที่ทำมาหากิน (จากการปลูกฝิ่น) ถูกรังแก

ส่วนเรื่องรบกับ “ว้าแดง” สาเหตุมาจาก “ว้าแดง” เมื่อก่อนเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์ว้า” (United Wa State Army) หลังจาก “ว้าแดง” ตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่า “ว้าแดง” ก็ยกกำลังมายึดดอยลาง ซึ่งเป็นฐานส่วนหน้าของ “กองกำลังรัฐฉาน” (Shan State Army: SSA) ก่อนหน้านี้ “กองทัพเมิงไต” ชื่อ “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน”

เมื่อ “ขุนส่า” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ “กลุ่มกองทัพสหปฏิวัติรัฐฉาน” แทน “นายพลโมเฮ็ง” “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กองทัพเมิงไต” อย่างไรก็ตาม “ขุนส่า” ยอมรับสาเหตุของการสู้รบกับว้ามาเป็นสิบๆ ปี เสียกำลังคนทั้งสองฝ่ายไปกว่า 2,500 ส่วนสำคัญมาจากยาเสพย์ติด

“ในปี พ.ศ. 2525 “เว่ยเซียะกัง” คนสำคัญของเราคนหนึ่งหนีไปร่วมงานกับว้า นั่นก็เป็นสาเหตุที่ต้องรบกัน”

การสัมภาษณ์ใช้เวลานานกว่าสามชั่วโมง “ขุนส่า” ลำดับเรื่องราวตั้งแต่ก่อตั้ง “กองกำลังรัฐฉาน” ขึ้นมาถึงผู้นำที่ผลัดเปลี่ยนกันมาแล้วกี่คน เขาได้ทำอะไรไปบ้างในการกู้ชาติ ในบางส่วนของการสัมภาษณ์ไม่ได้เขียนในเรื่องนี้เพราะผมตั้งใจจะเล่าในเรื่องที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ค้ายาเสพย์ติด และที่น่าสนใจในคำพูดของเขาที่ว่า

“ยาเสพย์ติดไม่มีวันปราบหมด เพราะคนปราบยาเสพย์ติด คือคนขายยาเสพย์ติด”

“ขุนส่า” เหมือนกับ “เว่ยเซียะกัง” และคนอื่นๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้ายาเสพย์ติดรายสำคัญ แต่บั้นปลายชีวิต เขามอบตัวกับรัฐบาลพม่า และใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ในย่างกุ้ง บนฝั่งทะเลสาบตรงข้ามกับบ้านพักของ “อองซาน ซูจี” บรรดานายพล ขุนศึกพม่าล้วนแต่มีบ้านพักอยู่ในบริเวณนั้น “ขุนส่า” จบชีวิตอย่างสงบในปี พ.ศ. 2550

“เว่ยเซียะกัง” ผู้แปรพักตร์ไปจาก “ขุนส่า” หลบหนีจากการกุมขังของไทย เวลานี้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย หรูหรา อยู่ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สองคนนี้เป็นหมากตัวเล็กๆ ในเกมค้ายาเสพย์ติดระดับโลก

“สิ่งที่ผมภูมิใจในฐานะผู้นำว้าคือ ผมทำให้ว้าลดกินเนื้อคนลงไปได้มาก” “ฮ้าย เซี่ยวสือ” ผู้นำว้าแดงบอกผมขณะที่สัมภาษณ์ในฐานที่มั่นว้าแดง (United Wa State Army) ในรัฐฉาน พม่า “ฮ้าย เซี่ยวสือ” “เหว่ย เซียะกัง” และ “เต้ กุงหมิง” สามผู้นำว้าล้วนเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพย์ติดรายสำคัญของ “ดีอีเอ” หน่วยงานปราบปรามยาเสพย์ติดอเมริกา รองจาก “ขุนส่า” พวกเขาคือเป้าหมายของเราที่ต้องการพบปะพูดคุยเพื่อนำข่าวสารมาเผยแพร่ให้ชาวโลกรับรู้

“ว้าแดง” อดีตคอมมิวนิสต์พม่าสู้รบกับรัฐบาลย่างกุ้งเพื่อการปกครองตัวเอง เช่นเดียวกับกลุ่มขบถใหญ่ๆ อีกนับสิบๆ กลุ่ม มีกะเหรี่ยง กะยา พะโอ กะฉิ่น ไทยใหญ่ และมอญ เป็นต้น

“ว้า” มีฐานที่มั่นอยู่ที่ “ปางซาง” ใกล้ชายแดนจีน ตามรายงานของ “ดีอีเอ” และหน่วยงานปราบปรามยาเสพย์ติดหลายประเทศบอกว่า “ว้าแดง” เป็นผู้ผลิตยาเสพย์ติดรายใหญ่ ซึ่งใช้เส้นทางตอนใต้ของจีนและทางเหนือของประเทศไทยเป็นทางส่งออกยาเสพย์ติด

ปี พ.ศ. 2525 “ว้าแดง” ย้ายฐานผลิตยาเสพย์ติดลงมาใกล้ชายแดนไทย ตรงข้ามกับดอยสามเส้า จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่นั้นมาสงครามฝิ่นระหว่าง “ว้าแดง” กับกองกำลังของ “ขุนส่า” ก็ปะทุขึ้น

ดอยลาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสมรภูมิรบใหญ่ระหว่าง “กองกำลังว้าแดง” กับ “ขุนส่า” การสู้รบเพื่อแย่งชิงจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งหน่วยงานปราบปรามยาเสพย์ติดเชื่อว่าเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตและเส้นทางส่งยาเสพย์ติดต่อเนื่องกันมาหลายปีมีผลให้กำลังพลทั้ง 2 ฝ่ายเสียชีวิตกว่า 2,500 นาย

“เหว่ย เซียะกัง” แปรพักตร์ไปอยู่กับ “ว้า” นำทหารว้าแดงมายึดฐานส่วนหน้าของ “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน” เราต้องขับไล่มันออกไป คนของ “ขุนส่า” บอกเราในเวลานั้น

“เหว่ย เซียะกัง” อดีตมือขวาของ “ขุนส่า” ในการผลิตยาเสพย์ติด นำมือฉมังในการผลิตยาหลายคนแปรพักตร์ไปอยู่กับ “ว้า” สงคราม 2 ขุนศึกยาเสพย์ติดจึงเกิดขึ้น

ในระหว่างการสู้รบทั้งฝ่าย “ว้า” และ “กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน” ต่างอ้างอีกฝ่ายหนึ่งสูญเสียทหารมากกว่า เป็นธรรมดาของการสู้รบในยุคสงครามข่าวสาร ต่างฝ่ายต่างก็แย่งความได้เปรียบบนจอทีวี หน้าปัดวิทยุและหน้าหนังสือพิมพ์

สำนักข่าวต่างประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายขบถ คู่สงคราม แม้แต่ผู้ก่อการร้าย เลือกใช้เป็นการกระจายข่าวการสู้รบ หรือผลสำเร็จจากการปฏิบัติการก่อการร้ายฝ่ายตน ผู้ก่อการร้ายและฝ่ายขบถเลือกที่จะส่งข้อมูลข่าวสาร หรือวิดีโอเทปปฏิบัติการที่พวกเขาต้องการจะเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวต่างๆ เพราะพวกเขารู้ว่าสำนักข่าวสามารถเผยแพร่ข่าวออกไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้สงสัยว่า ผู้ก่อการร้าย ราชายาเสพย์ติด หรือฝ่ายขบถ ทำไมต้องทำตัวให้เป็นข่าวอยู่ตลอดเวลา

เป็นอย่างนี้ครับ ผู้ก่อการร้ายทุกกลุ่ม คู่สงครามทุกฝ่ายต้องมีผู้สนับสนุน ตัวอย่างเช่น ผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ เมื่อสังหารใครสักคนหนึ่งต้องทำให้ดูโหดร้ายทารุณ เช่น ฆ่าแล้วตัดคอ หรือระเบิดในจุดสำคัญๆ เพื่อให้สื่อสนใจ เมื่อสื่อเสนอข่าวออกไปประเทศที่สนับสนุนพวกเขาก็เห็นว่ามีผลงาน เงินสนับสนุนหรืออาวุธช่วยเหลือก็จะหลั่งเข้ามา

ผู้ก่อการร้ายระดับสากลอย่าง “บิน ลาดิน” มักจะส่งข่าวข่มขู่จะก่อการร้ายผ่านทางสำนักข่าวต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาให้ผู้สนับสนุนมั่นใจว่ามั่นคงในอุดมการณ์ เพราะการเคลื่อนไหวยังต่อเนื่องเช่นเดียวกับราชายาเสพย์ติด เมื่อถูกอเมริกาตามล่าและตั้งค่าหัวเป็นร้อยล้าน ก็จำเป็นต้องปรากฏตัวในข่าวเพื่อให้ลูกค้าเขามั่นใจว่ายังอยู่สินค้าแห่งความตายยังส่งมอบให้ได้ตามข้อตกลง

“ว้าแดง” ก็เช่นเดียวกับผู้ค้ายาเสพย์ติดหรือขบถกลุ่มอื่นๆ เมื่อคู่กรณีอย่าง “ขุนส่า” ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวรอยเตอร์” ว่าถึงแม้อเมริกาจะออกหมายจับตั้งค่าหัวเป็นร้อยล้านบาทก็ไม่หวั่นไหว สิ่งที่เขาเคยทำมาก็ดำเนินต่อไป มิหนำซ้ำยังโยนความผิดมาให้ “ว้าแดง” เป็นผู้ค้ายาเสพย์ติดรายสำคัญของโลก ใส่ความว่าข้อมูลที่ “สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติด” เปิดเผยออกมาเรื่องกำลังมีการผลิตยาบ้านับพันล้านเม็ดในสามเหลี่ยมทองคำนั้นหมายถึง “ว้าแดง” กำลังผลิตยาเสพย์ติดในเขตอิทธิพลของ “ว้าแดง”

เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักข่าวต้องไปตามหา “ว้า” เอง – วันหนึ่งประมาณ 4-5 เดือน หลังจากที่เราสัมภาษณ์ “ขุนส่า” “ผู้กองเสือ” หน่วยจู่โจมเร็วของ “กองทัพเมิงไต” บอกใบ้เราว่าจะมีข่าวใหญ่ที่ท่าขี้เหล็ก ผมกับช่างภาพนอนพักรอทำข่าวอยู่ในโรงแรมวังทอง อำเภอแม่สาย ตรงข้ามท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า

เช้าวันหนึ่งในห้องอาหาร ชายหนุ่มเชื้อสายจีนวัย 40 ต้นๆ เดินเข้ามาทักทายช่างภาพ แนะนำตัวว่าชื่อ “สุพจน์” เคยเจอเราเมื่อครั้งหนึ่งคราวที่ทหาร “ขุนส่า” ปะทะกับ “ว้าแดง” – “สุพจน์” พูดว่าถ้าเราสนใจจะสัมภาษณ์ผู้นำ “ว้าแดง” เขาพอจะมีลู่ทางติดต่อได้ ให้เบอร์ติดต่อไว้แล้ว บอกว่าเขาพักอยู่ที่ปางยาง ทางไปท่าตอน

2 คืนที่นอนรอข่าวใหญ่ในโรงแรม ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น ตามที่ “ผู้กองเสือ” บอกใบ้ เราตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่ในตอนสายของวันต่อมา วิทยุทีวีออกข่าวครึกโครม

“ขุนส่าถล่มท่าขี้เหล็ก”

การปะทะกันครั้งนั้นทั้ง 2 ฝ่ายเสียชีวิตไป 10 กว่าคน แต่ข่าวสำคัญที่สุดคือ “ขุนส่า” ถล่มฐานพม่าเป็นครั้งแรกในการสู้รบที่เขาอ้างว่าเพื่อปลดแอกจากพม่า ที่ผ่านมา “ขุนส่า” รบอยู่แต่กับ “ว้าแดง”

แหล่งข่าวหลายฝ่าย รวมทั้งสุพจน์บอกเราว่า การถล่มท่าขี้เหล็กเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่า “ขุนส่า” รบกับพม่า เพราะมีกระแสข่าวหนาหูว่า ผู้บัญชาการภาคตะวันออกของพม่าร่วมมือกับ “ขุนส่า” ในการผลิตและค้ายาเสพย์ติด

พลาดการข่าวใหญ่ที่ท่าขี้เหล็ก เราตกลงกันว่าจะแก้ตัวด้วยการติดต่อสัมภาษณ์ผู้นำ “ว้าแดง” ผ่านทาง “สุพจน์” เมื่อเราเริ่มงานพบว่าง่ายและสะดวกกว่าพบกับ “ขุนส่า” มาก เพราะ “ฮ้าย เซี่ยวสือ” มีเซฟเฮาส์อยู่ที่ปางยางไม่ไกลจากท่าตอน ส่วน “เต้ กุงหมิง” อยู่กับภรรยาคนที่ 3 ในอำเภอสันทราย ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเราที่รู้ว่าผู้นำขบถหรือผู้ต้องหาคนสำคัญซ่อนตัวอยู่ในเมืองใหญ่

ไม่ทราบว่าเป็นนโยบายรัฐกันชน (Buffer State) ของฝ่ายมั่นคง หรือเพราะผลประโยชน์ร่วมกัน เรารู้ตั้งแต่สมัยที่สงครามรอบบ้านเรายังเดือดพล่านอยู่ว่า บรรดาผู้นำกองโจร ผู้นำขบถ ล้วนแต่พักอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ตามเมืองต่างๆ ในบ้านเรา – “นายตา มก” มือพิฆาตขาเดียวของเขมรแดง มีบ้านพักและธุรกิจอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ “พอล พต” “เขียว สัมพันธ์” “นวน เจีย” หรือแม้แต่ “กลุ่มเจ้าสีหนุ” ก็มีเซฟเฮาส์อยู่ในบ้านเรานี่เอง “เจ้าสีหนุ” เช่าบ้านอยู่ในซอยสวนพลู ผู้นำเขมรแดงอยู่ในซอยเสนานิคม 2 ส่วนผู้นำกองโจรหรือฝ่ายขบถพม่ามีเซฟเฮาส์อยู่ในแม่สอด แม่สะเรียง บางคนอยู่ในเชียงใหม่ การติดต่อกับสื่อเราจะพบว่าหมายเลขโทรศัพท์หรือเครื่องโทรสารที่ส่งมาบอกรหัสว่าอยู่จังหวัดไหน (สมัยนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่มี) อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องพบปะหรือสัมภาษณ์สื่อมวลชนผู้นำกองโจรหรือผู้นำขบถเหล่านั้นจะเดินทางเข้าไปยังที่มั่นตัวเองเพื่อพบกับสื่อมวลชน

ถึงวันนัดหมายคนของ “ว้าแดง” ไปรอรับเราที่ท่าตอน โดยสารรถกระบะเล็กผ่านด่านไปประมาณ 20 นาที รถที่เราโดยสารเลี้ยวขึ้นตะวันตกเฉียงเหนือ ขนานกับดอยสามเส้าของเชียงราย ใช้เวลาเดินทางบนถนนดินคดเคี้ยว เลียบเนินเขาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงฐานที่มั่นของ “ว้าแดง”

รถแล่นผ่านลานดินกว้างขนาดสนามฟุตบอล เพื่อให้เราได้เห็น “ทหารว้าแดง” ประมาณ 800 คน กำลังฝึกภาคสนามอย่างแข็งขัน แต่ละคนหน้าตาบึ้งตึง แก้มโหนก ผิวดำ ร่างกายกำยำ เหมือนมนุษย์กินคนจริงๆ “ว้า” น่าจะเป็นกลุ่มคนเพียงเผ่าพันธุ์เดียวในแถบนี้ที่ยังพิสมัยการบริโภคเนื้อคน

เราหยุดเก็บภาพการฝึกทหารและสถานที่ทั่วๆ ไปบริเวณฐานที่มั่นของ “ว้าแดง” เป็นพื้นโล่งกว้างยังมีร่องรอยทลายเนินเขาดินแดง

ลงมาทั้งลูกเพื่อปราบให้เป็นพื้นที่ราบ สำหรับโรงเรือนทหาร บ้านเรือนประชาชน มีโบสถ์คริสต์หลังหนึ่ง ซึ่งมีบาทหลวงชาวไต้หวันกับภรรยาเข้ามาสอนศาสนาและช่วยพัฒนาฐานที่มั่นของ “ว้าแดง”

สาธุคุณชาวไต้หวันเข้ามาร่วมสนทนาและนำพวกเราสำรวจหมู่บ้านที่ท่านอ้างว่าเป็นผู้แนะนำและหาเงินมาช่วยเหลือให้ชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่น

“เรากำลังรณรงค์ให้เลี้ยงหมูแทนการปลูกฝิ่น” บาทหลวงบอกเราขณะที่นำชมหมู่บ้าน ในบางที่เราเห็นการปลูกผักสวนครัวและพืชเมืองหนาว แต่เมื่อเราขอให้นำไปดูเล้าหมูและแปลงไร่ฝิ่น สาธุคุณบอกว่าออกไปไกลมากและใช้เวลาเป็นชั่วโมง หลังจากนั้นบาทหลวงขอตัวไปทำธุระ เปลี่ยนให้ทหารว้าเป็นมัคคุเทศก์นำทางเราต่อ “ทหารว้า” นำเราไปสู่เรือนไม้ยกสูงหลังหนึ่ง ห้องใต้ถุนกั้นด้วยไม้ทึบหมดทั้ง 4 ด้าน ทหารยามถือปืนลูกซองสั้นยืนคุมอยู่หน้าประตูห้อง ทหารที่นำทางออกคำสั่งเป็นภาษาว้า ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาจีนมาก ประตูก็เปิดออก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมุดออกมาจากที่คุมขัง หน้าตามอมแมม ร่างกายสกปรกผอมโซ โซ่ตรวนผูกติดอยู่ที่ข้อเท้า ทหารว้าบอกเราว่าจะนำตัวเขาไปร่วมแถลงข่าว

ถึงเวลาสัมภาษณ์ ทหารนำเขาเข้าไปในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่ง ปลูกเหมือนโรงนา พื้นบ้านเป็นดินเหนียว

“ฮ้าย เซี่ยวสือ” นั่งรออยู่ในเสื่อบนพื้นดินกลางห้องขนาบข้างด้วยสาธุคุณ กับ “เต้ กุงหมิง” “ฮ้าย เซี่ยวสือ” ลักษณะเป็นชาวจีน ผิวดำ ร่างเตี้ย หน้าเหลี่ยม คิ้วดก ถ้าไม่ดูจากผิวที่ดำเหมี่ยม เขาน่าจะเป็นน้องชาย “เติ้ง เสี่ยวผิง” แห่งสุพรรณบุรี

“เรากำลังทำให้ชาวบ้านลดเลิกการปลูกฝิ่น” ผู้นำว้าตอบคำถามเราผ่านล่ามแปลจากภาษาจีน เมื่อถามเรื่องผลิตยาเสพย์ติดในเขตอิทธิพลว้า จากคำแปลของล่ามผู้นำว้ากล่าวว่า ตั้งแต่บาทหลวงชาวไต้หวันเข้ามาสอนศาสนาและช่วยพัฒนา พรรคว้าก็รณรงค์ให้ชาวบ้านลดการปลูกฝิ่น โดยทางพรรคนำลูกหมูไปแลกเปลี่ยนกับเมล็ดพันธุ์ฝิ่นเพื่อให้ชาวบ้านเลี้ยง ล่ามบอกว่านักโทษคนที่เราเห็นก่อนหน้าจะถูกลงโทษต่อหน้าพวกเรา เพราะรับลูกหมูไปแล้วกลับมาปลูกฝิ่นอีก

ผมบอกผ่านล่ามว่า เราไม่ต้องการภาพลงโทษสังหารคน ถึงบัดนี้ผมไม่ทราบว่าตัวละครที่เขาแสดงให้เราดูนั้นถูกสังหารแล้วหรือยังผมขอให้ทางว้านำไปดูสถานที่ที่เคยปลูกฝิ่น แล้วเลิกมาปลูกพืชเมืองหนาวและเลี้ยงหมูแทน

“วันนี้ไม่มีเวลานำไปดู” – “ฮ้าย เซี่ยวสือ” ตอบกับคำถามที่ว่า “หน่วยปราบปรามยาเสพย์ติดไทย” และ “ดีอีเอ” ยืนยันว่า “ว้า” เป็นผู้ผลิตยาเสพย์ติดรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ยาเสพย์ติดและผู้ต้องหาจำนวนมากที่ถูกจับได้เป็น “ว้า”

“เรากำลังทำให้คนลดการปลูกฝิ่นแล้วหันมาเลี้ยงหมูและปลูกพืชเมืองหนาวทดแทน” “ฮ้าย เซี่ยวสือ” ย้ำคำพูดเดิมและเน้นว่า ยาเสพย์ติดที่ถูกจับยึดได้มาจากกลุ่มอื่น ผู้ต้องหาที่ถูกจับก็อ้างว่าเป็น “ว้า” เขาเน้นว่า

“เดี๋ยวจะลงโทษคนที่รับลูกหมูไปแล้วกลับมาปลูกฝิ่นให้ดู” เขาพูดอยู่แต่ว่าทำให้ชาวบ้านเลี้ยงหมูแทนปลูกฝิ่น แต่ไม่ตอบคำถามว่าผลิตยาบ้า ผลิตเฮโรอีนหรือไม่

เมื่อถามว่า “เหว่ย เซียะกัง” มือผลิตเฮโรอีนคนสำคัญของ “ขุนส่า” ซึ่งแปรพักตร์มาอยู่กับ “ว้า” แสดงว่า “ว้า” ซื้อตัวเขามาเพราะยาเสพย์ติด

“เหว่ย เซียะกัง ไม่อยู่ที่นี่ เขาอยู่ในเมืองพม่า” ผู้นำว้าตอบสั้นๆ แล้วร่ายยาวเรื่องการพัฒนาจะสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ทำให้ชาวบ้านมาปลูกผักปลูกพืชเมืองหนาว เลี้ยงหมูและยกย่องบาทหลวงชาวไต้หวันที่มาช่วยแนะนำวางแผนพัฒนาและหาเงินช่วยเหลือมาจากไต้หวัน

เมื่อถามว่าทหารหลายพันคนมีไว้เพื่อควบคุมเส้นทางและคุ้มครองโรงงานผลิตยาเสพย์ติดใช่หรือไม่ คำตอบคือไว้ป้องกันตัวเอง และรบกับกลุ่มค้ายาเสพย์ติดของ “ขุนส่า”

“คุณพิสูจน์ได้ว่าไม่มีโรงงานยาเสพย์ติดในพื้นที่ว้า” “ฮ้าย เซี่ยวสือ” กล่าวอย่างมั่นใจว่า แน่นอนเราไม่อาจพิสูจน์ได้ ถึงอย่างไร “ว้า” ก็ไม่ยอมนำเราไปยังสถานที่ซึ่งพวกเขาปิดบังซ่อนเร้นอยู่

เมื่อถามว่าหลังจาก “ว้า” ตกลงยุติการยิงกับพม่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง พม่ามีเงื่อนไขว่าให้ยุติการค้ายาเสพย์ติดหรือไม่

“ไม่มีเงื่อนไขอะไร พม่าบอกว่าต่างคนต่างอยู่ เราปกครองพื้นที่ตรงนี้ต่อก็อยู่ต่อไป”

เมื่อถามว่าท่านภูมิใจอะไรมากที่สุดในตำแหน่งประธาน “United Wa State Army”

“สิ่งที่ผมภูมิใจมากในฐานะผู้นำว้าคือ ผมทำให้ชาวว้าลดการกินเนื้อคนลงไปได้มาก” ผู้นำว้าตอบด้วยความภาคภูมิใจ ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ผู้นำว้ากล่าวว่า เขาทำให้ชาวว้าลดการล่าหัวกินเนื้อมนุษย์ลงได้มาก แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างไม่มีข้อกังขาคือ คำพูดที่ขุนพลยาเสพย์ติด ทั้ง “ว้า” และ “ขุนส่า” กล่าวว่า พวกเขารณรงค์ให้การผลิตและบริโภคยาเสพย์ติดลดลง ตรงข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

“ขุนส่า” มอบตัวกับรัฐบาลพม่าในปี พ.ศ. 2539 และใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบายในคฤหาสน์ริมฝั่งทะเลสาบ ตรงข้ามกับบ้าน “อองซาน ซูจี” ในย่างกุ้ง จนสิ้นชีวิตในปี พ.ศ. 2550

“เหว่ย เซียะกัง” หนีจากการคุมขังของไทยไปใช้ชีวิตหรูหราและสะดวกสบายในกรุงย่างกุ้ง เมื่อ20 กว่าปีที่แล้วจนถึงวันนี้

“ฮ้าย เซี่ยวสือ” เสียชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2540 ส่วน “เต้ กุงหมิง” ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยการตัดคอในประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2538

ผู้ที่ถูกประณามว่าผลิตและค้ายาเสพย์ติดรายใหญ่ล้มหายตายจากไปนับสิบๆ ปีแล้ว บางคนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ของพม่า แต่ทำไมสถิติการจับกุม ยึดยาเสพย์ติดจึงมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ เส้นทางยาเสพย์ติดไม่ได้เริ่มจากป่าเขาอีกต่อไป แต่มันเริ่มจากเรือนจำ จากคุกที่คุมขังคนค้ายาเสพย์ติด

หรือจะเป็นดังที่คำพูดของ “ขุนส่า” กับคำพูดของชายคนหนึ่งผู้เคยรับใช้นายพลจอมเผด็จการ คำพูดของลุงคนนั้นบอกผมเมื่อ 50 ปีก่อน กับคำพูดของ “ขุนส่า” คล้องจองกันว่า “ยาเสพย์ติดปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ตราบใดที่ผู้ค้ายาเสพย์ติด คือคนปราบยาเสพย์ติด”

เอกสารอ้างอิง :

01. http://salweennews.org/home/?p=1033
02. http://pgaacademiccenter.blogspot.com/2015/01/blog-post_8.html
03. หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์. อาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555. คอลัมน์: เรื่องเล่าของนักข่าวสายโจร: ขุนส่าไม่ค้า ว้าไม่ผลิต. http://www.ryt9.com/s/tpd/1522294
04. หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์. อาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2555. คอลัมน์: เรื่องเล่าของนักข่าวสายโจร: United Wa. http://www.ryt9.com/s/tpd/1537216
05. ขุนส่า ราชายาเสพย์ติกที่โลกต้องการตัว. กลุ่มชาติพันธุ์, ฉบับที่ 8 (พ.ค. - มิ.ย. 46)
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s