God’s Army: ย้อนรอยกองกำลังพระเจ้า

เหตุการณ์ “ก็อดอาร์มี” บุกยึดสถานทูตพม่า พ.ศ. 2542 และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี พ.ศ. 2543 เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในประเทศไทย ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน ด้วยกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน ที่เป็นนักศึกษากะเหรี่ยงคริสต์ สัญชาติพม่า ติดอาวุธสงคราม เรียกกองกำลังตัวเองว่า “ก็อดอาร์มี” (God’s Army) หรือ “กองกำลังพระเจ้า”

เหตุการณ์ “ก็อดอาร์มี” บุกยึดสถานทูตพม่า

เหตุการณ์ “ก็อดอาร์มี” บุกยึดสถานทูตพม่า เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เวลา 11.45 น. กลุ่มนักศึกษาพม่า จำนวน 12 คน พร้อมอาวุธปืนและระเบิด บุกเข้าไปในสถานทูตพม่าประจำประเทศไทยที่ถนนสาทร จับเจ้าหน้าที่สถานทูตและประชาชนที่เข้าไปติดต่อราชการเป็นตัวประกันไว้ได้ราว 20 คน จากนั้นก็ชักธงชาติพม่าและชักธงของ “พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” (Nationality League for Democracy: NLD) ขึ้นไปแทน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนักศึกษาพม่าคนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณเดียวกันมาสอบสวน ควบคู่ไปกับการเจรจาปล่อยตัวประกัน ทำให้ทราบว่าหัวหน้าผู้ก่อการครั้งนี้ชื่อ “จอห์นนี่” ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ปล่อยตัว “อองซาน ซูจี” ผู้นำฝ่ายค้าน ให้กลับไปทำหน้าที่หลังได้รับการเลือกตั้งหลายถล่มทลายในปี พ.ศ. 2533 ทางฝ่ายรัฐบาลไทย “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้เดินทางมาสั่งการและเปิดศูนย์อำนวยการขึ้นที่อาคารไบเออร์ที่อยู่ติดกับสถานทูต

ระหว่างนี้การเจรจาไม่ได้ผล แต่ตัวประกันสามารถทยอยหนีออกมาได้เรื่อยๆ ทางด้านหลังของสถานทูต จนเหลือตัวประกันเพียง 5 คน กระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. “จอห์นนี่” ได้ต่อรองขอเฮลิคอปเตอร์ให้ไปส่งตนและพรรคพวกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่จังหวัดราชบุรี ทางรัฐบาลไทยได้ตอบรับ โดย “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เสนอตัวเป็นตัวประกันนั่งโดยสารไปด้วยเพื่อรับรองความปลอดภัยจนกระทั่งถึงที่หมาย ระหว่างที่รถของนักศึกษาและรถของเจ้าหน้าที่ไทยออกจากสถานทูต ได้มีการปิดถนนสาทรและมีการรายงานสดจากที่เกิดเหตุของบรรดาสื่อมวลชนช่องต่างๆ ในที่สุด เมื่อผ่านไป 25 ชั่วโมงนับจากเกิดเหตุ เหตุการณ์ก็จบลงอย่างสงบ

หลังจากนั้นสื่อมวลชนได้ต่างพากันเสนอแนะและวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างกว้างขวาง ทำให้ทราบว่า “กองกำลังก็อดอาร์มี” มีผู้นำเป็นเด็กผู้ชายฝาแฝดอายุเพียง 12 ขวบ ชื่อ “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” เป็นเด็กแฝดที่มีลิ้นสีดำ ซึ่งเป็นผู้มีบุญตามคติความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่า และที่พำนักของนักศึกษาพม่าในประเทศไทย มีศูนย์ใหญ่ที่สุด คือ “ศูนย์มณีลอย” ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มีนักศึกษาที่หลบหนีจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศพม่ามาพำนักยังศูนย์นี้จำนวนมาก ซึ่งทางรัฐบาลต้องให้ความดูแลและรอบคอบทางด้านความปลอดภัยมากกว่านี้

เหตุการณ์ “ก็อดอาร์มี” บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี

เช้าวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2543 “กองกำลังก็อดอาร์มี” กลุ่มเดิมที่นำโดย “จอห์นนี่” จำนวน 10 คน ได้ก่อเหตุด้วยการปลอมตัวเป็นผู้โดยสารนั่งรถประจำทางสายสวนผึ้ง-ราชบุรี แล้วใช้ปืนเอ็ม-16 และระเบิดจี้คนขับรถให้พาไปยังโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อไปถึงได้บุกยึดโรงพยาบาล จับแพทย์ พยาบาลและคนไข้ประมาณ 1,000 คน เป็นตัวประกัน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยพยายามเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้ก่อการได้วางระเบิดดักไว้ที่ลาดจอดรถทั้งด้านหน้าและด้านหลังโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีเจรจาต่อรองจนทราบว่า “กลุ่มก็อดอาร์มี” ต้องการนำตัวแพทย์ และพยาบาลไปรักษาทหารกะเหรี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทหารรัฐบาลพม่าปราบปรามอย่างหนัก โดยข้อเรียกร้อง 5 ข้อของ “ก็อดอาร์มี” มีดังนี้

  • ให้รัฐบาลไทยหยุดใช้ปืน ค 120 มม. ยิงชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดนและให้รับรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
  • ให้รัฐบาลไทยหยุดช่วยเหลือทหารพม่าที่มาใช้ดินแดนไทยมาต่อสู้กับชนกลุ่มน้อย
  • ให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือผู้อพยพบ้านบ่อหลี
  • ให้รัฐบาลไทยกดดันรัฐบาลพม่าให้ยอมรับชนชาติกะเหรี่ยง
  • ให้รัฐบาลไทยลงโทษทหารไทยที่สั่งให้ยิงฐานกำลังของตน

ระหว่างนี้มีการยิงปืนขู่เป็นระยะๆ กดดันไม่ให้ตำรวจ-ทหารเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม ต่อมาสถานการณ์เริ่มดีขึ้น เมื่อ “ก็อดอาร์มี” ยอมปล่อยตัวประกันเด็ก สตรีและคนชราที่ป่วยออกมารักษา เพื่อแลกกับอาหาร

เมื่อความมืดเข้าครอบคลุม “นักรบพระเจ้า” เปลี่ยนเสื้อผ้าจากลายพรางมาเป็นชุดผู้ป่วย เพื่อให้ตำรวจทหารแยกแยะไม่ออก ป้องกันการจู่โจมและปิดประตูหน้าต่าง ไฟฟ้า ไม่ให้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายใน อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้ค่ำสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง ผู้ก่อการร้ายขอเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เพื่อนำคณะผู้ก่อการร้ายไปส่งชายแดน เมื่อฝ่ายเจรจาซักถามให้ไปส่งที่ใด ผู้ก่อการร้ายตอบไม่ได้ สับสน กังวล ไม่แน่ใจในความปลอดภัย ตอบเพียงว่าขอให้ไปส่งแนวชายแดนพื้นที่ของ “ก็อดอาร์มี” แต่การต่อรองก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้

ในขณะที่พยายามจัดหาสิ่งที่ฝ่ายผู้ก่อการร้องขอมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทั้งทหารและตำรวจพยายามต่อรองเพื่อหันเหความสนใจ โดยการถ่วงเวลาให้ผู้ก่อการอ่อนล้าและรอกำลังเสริม เพราะฝ่ายไทยวางแผนเตรียมจัดการขั้นเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดี

กองกำลังผสมชุดปฏิบัติการนเรศวร 261 ของตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยอรินทราช 26 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และชุดปฏิบัติการ 90 จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี ค่อยๆ คืบคลานเข้าประจำจุดอย่างเงียบเชียบและรัดกุม รอคอยคำสั่งปฏิบัติการ เน้นความรวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญต้องไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากผู้ก่อการร้าย

ในที่สุด เวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม กองกำลังหน่วยนเรศวร 261 จำนวน 50 นายได้บุกเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน ควบคู่ไปกับการจัดการขั้นเด็ดขาด โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง 20 นาที สามารถช่วยเหลือตัวประกันไว้ได้ทั้งหมดอย่างปลอดภัย และกลุ่ม “ก็อดอาร์มี” เสียชีวิต 10 คน

จนกระทั่งวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2544 “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” พร้อมลูกน้องทั้ง 27 คน ได้เข้ามอบตัวต่อทางการไทย และถูกส่งไปอยู่ในค่ายผู้อพยพ พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ก็อดอาร์มี

นักรบกะเหรี่ยงตัวเล็กๆ ที่ชื่อ “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” ซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับนำเสนอราวกับนิยายลึกลับเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีใครใส่ใจต่อชะตากรรมของชนชาติกะเหรี่ยง หลังจากฐานที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาแตกพ่าย

“ลูเธอร์ ฮะทู” แฝดผู้พี่ ในวัย 25 ปี ปรากฏตัวทางหน้าจอสปริงนิวส์ ได้ทำให้ความลับบางอย่างถูกเปิดเผย นั่นคือเรื่องที่พวกเขาต้องนำกำลังออกไปยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี พร้อมกับยื่นเงื่อนไข 5 ข้อ และหนึ่งในนั้น พวกเขาต้องการให้ทหารไทยหยุดยิงปืน ค.120 ใส่ “หมู่บ้านกำมะปอว์”

“กำมะปอว์” เป็นชุมชนกะเหรี่ยง ตรงข้ามช่องเขากระโจม ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่สูงชัน มีผาชันเป็นแนวตั้ง จึงเป็นยุทธภูมิการรบที่ได้เปรียบทหารพม่า แม้พวกเขาจะมีกำลังรบน้อยกว่า แต่การตั้งอยู่บนเนินสูงกว่าเนินอื่นๆ ย่อมต้านยันกับกองกำลังที่เหนือกว่าได้

แต่เมื่อทหารไทยยิงปืนใหญ่สนับสนุนการรุกของทหารพม่า นักรบกะเหรี่ยงก็จนตรอก หลังเหตุการณ์ยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ทหารไทยได้ระดมยิง ค.120 อย่างหนัก 3 วัน 3 คืน จนฐานที่มั่นเสียหายยับ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้องหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยที่บ้านห้วยคอกหมู อำเภอสวนผึ้ง

คู่แฝด “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” เข้ามอบตัว พร้อม “กองกำลังก็อดอาร์มี” กว่า 50 คน พวกเขาถูกจัดให้ไปอยู่ในค่ายผู้อพยพบ้านถ้ำหิน ก่อนจะถูกโยกไปอยู่พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในศูนย์พักพิงฯ

กะเหรี่ยงจาก “หมู่บ้านกำมะปอว์” บนเทือกเขาตะนาวศรี ได้ถูกจัดส่งลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม เฉพาะครอบครัวแฝดนักรบ “ก็อดอาร์มี่” ก็แยกย้ายไปคนละประเทศ “ลูเธอร์” ไปสวีเดน น้องสาวไปสหรัฐอเมริกา มารดาไปนิวซีแลนด์ แต่แฝดน้อง “จอห์นนี่” ขอกลับไปอยู่ฝั่งพม่า

ส่วนพ่อของ “ลูเธอร์” ยังใช้ชีวิตอยู่บ้านตะโกล่าง อำเภอสวนผึ้ง วันที่ “ลูเธอร์” กลับมาจากสวีเดนในฐานะนักท่องเที่ยวก็แวะมาเยี่ยมพ่อและไปหา “จอห์นนี่” น้องชายที่ทำงานอยู่กับฝ่ายความมั่นคงของพม่าตรงชายแดนด้าน อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

สงครามหลั่งเลือดจบแล้ว ท่อก๊าซจากพม่าข้ามเทือกเขาตะนาวศรีถึงราชบุรีเรียบร้อย วันนี้คงเหลือไว้แต่ตำนาน “ก็อดอาร์มี” ที่นักท่องเที่ยวจะได้ฟังจากคำบอกเล่าของตำรวจตระเวนชายแดนบนยอดเขากระโจม

“ลูเธอร์” เล่าผ่านหน้าจอทีวีว่า “ก็อดอาร์มี” เกิดจากชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งถูกทหารพม่าเข้ามาโจมตีอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ต้องจัดตั้งกองกำลังเพื่อปกป้องหมู่บ้านตนเองขึ้น โดยอาศัยคนในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เนื่องจากพวกเขานับถือคริสต์ จึงเรียกขานว่า “ก็อดอาร์มี” หรือ “กองกำลังพระเจ้า”

คู่แฝด “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” ถูกเลือกขึ้นมาจากคนในหมู่บ้านให้เป็นผู้นำ โดยมี “เด็กลิ้นดำ” อีกคนหนึ่งชื่อ “จอปาซูปรี” เป็นตัวแทนของพระเจ้า แต่หลังเดินทางมาอยู่ยังค่ายบ้านต้นยาง เด็กลิ้นดำได้เสียชีวิต เนื่องจากป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ

ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดของนักข่าวท้องถิ่นกับส่วนกลาง จึงส่งผลให้คู่แฝด “ลูเธอร์” และ “จอห์นนี่ ฮะทู” กลายเป็นเด็กลิ้นดำ กระทั่งวันที่ “ลูเธอร์” กลับมาจากสวีเดน ความจริงจึงเปิดเผย

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 นักศึกษาและประชาชนพม่าเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลทหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงถูกกวาดล้างปราบปรามอย่างหนัก ทำให้ชาวพม่าเหล่านี้หลบหนีมาอาศัยอยู่กับชนกลุ่มน้อยบริเวณแนวตะเข็บชายแดนและบางส่วนหนีเข้ามาในฝั่งไทย

รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวพม่าที่หนีเข้ามาในประเทศไทย โดยรัฐบาลสมัย “นายอานันท์ ปันยารชุน” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้จัดตั้ง “ศูนย์นักศึกษาพม่า” ขึ้นที่บ้านมณีลอย ตำบลวังมะนาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2534 และเริ่มรับนักศึกษา นักการเมืองและข้าราชการชาวพม่า เข้ามาพักพิงในศูนย์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา จนมีจำนวนมากกว่า 3,000 คน โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR)

ขณะที่บริเวณตะเข็บชายแดนไทยพม่าตั้งแต่ จังหวัดกาญจนบุรี ไล่ไปจนถึง จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่อิทธิพลของ “กองกำลังกะเหรี่ยงกู้ชาติ” (Kaaren National Union: KNU) ภายใต้การนำของ “นายพลโบเมียะ” ซึ่งสู้รบกับทหารพม่ามาอย่างยาวนาน กระทั่งถูกทหารพม่าตีเมืองหลวงของ “กองกำลังกะเหรี่ยง” (มาเนอปลอร์) แตก เมื่อปี พ.ศ. 2538 “กองกำลังกะเหรี่ยง” จึงแตกแยกออกเป็นกลุ่มๆ

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ทหารพม่าบดขยี้ “กองกำลังกะเหรี่ยง” อย่างต่อเนื่อง จนต้องถอยร่นมาประชิดชายแดนไทย โดยตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่บ้านแม่ทะมี่ ฝั่งตรงข้ามรอยต่อ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ถูกทหารพม่าตีแตกหลังจากตั้งฐานได้เพียงเดือนเดียว

“กองกำลังกะเหรี่ยง” จึงถอยร่นมาตั้งฐานที่บ้านท่ามะพริ้ง ตรงข้ามบ้านตะโกล่าง อำเภอสวนผึ้ง แต่ในเดือนเมษายนปีเดียวกันก็ถูกทหารพม่าตีแตกอีก “กองกำลังกะเหรี่ยง” ต้องย้ายฐานที่มั่นอีกครั้งมาอยู่ที่บ้านแม่เพี้ยเล็กและบ้านแม่เพี้ยใหญ่ ฝั่งตรงข้ามเขากระโจม อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งครั้งนี้ด้วยชัยภูมิที่ได้เปรียบ ทำให้ทหารกะเหรี่ยงสามารถต้านทานกองทัพพม่าได้นานกว่า 2 ปี

ต่อมากะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งได้แตกออกจากการปกครองของ “นายพลโบเมียะ” ตั้งกองกำลังขึ้นมาใหม่ใช้ชื่อว่า “ก็อดอาร์มี” มีกองกำลังทั้งเด็กและผู้ใหญ่ประมาณ 200 คน สู้รบกับทหารพม่าแบบกองโจร มีผู้นำเป็นเด็กแฝดลิ้นดำ 2 คน คือ “จอห์นนี่” และ “ลูเธอร์ ฮะทู” มีฐานที่มั่นอยู่ที่หมู่บ้านกัมปรอ ฝั่งตรงข้ามเขากระโจม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

“กองกำลังกะเหรี่ยง” กลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มนักศึกษาพม่าที่พักพิงอยู่ใน “ศูนย์มณีลอย” มีการใช้พื้นที่ “ศูนย์นักศึกษาพม่าบ้านมณีลอย” ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อสู้กับรัฐบาลพม่า

“ก็อดอาร์มี “และนักศึกษาพม่าศูนย์มณีลอย มีการวางแผนอยู่ระยะหนึ่งก็ได้บุกยึดสถานทูตพม่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542
มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลไทยกดดันทางการพม่าปล่อยตัว “ออง ซาน ซู จี” และนักการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าอีกหลายคนแต่ไม่เป็นผล และนับจากนั้นเป็นต้นมาทางการไทยก็เข้มงวดไม่ให้กองกำลังใดๆ เข้ามาในประเทศไทยอีก ปี พ.ศ. 2543 การสู้รบระหว่างพม่าและกะเหรี่ยงเกิดขึ้นถี่ยิบ ทำให้กะเหรี่ยง โดยเฉพาะ “กลุ่มก็อดอาร์มี” บาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมาก

ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 “กองกำลังกะเหรี่ยง” มีความพยายามเข้ามาในไทยหลายครั้ง แต่ก็ถูกตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอสวนผึ้ง ผลักดันออกไปทุกครั้ง กระทั่งวันที่ 24 มกราคม “กองกำลังก็อดอาร์มี” ภายใต้การนำของ “จอห์นนี่” หรือ “เบดาห์” อดีตนักศึกษาพม่าที่เคยพักพิงใน “ศูนย์นักศึกษาพม่าบ้านมณีลอย” และพรรคพวกจำนวน 10 คน ได้บุกจี้รถโดยสารที่บ้านห้วยสุด เข้าไปยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีจับตัวประกันไว้กว่า 700 คน เพื่อต่อรองขอนำแพทย์และเวชภัณฑ์ ไปรักษากองกำลังที่ปะทะกับทหารพม่า แต่ก็ถูกทางการไทยสังหารทั้ง 10 คน

ต่อมาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2544 “กองกำลังก็อดอาร์มี” นำโดย “แรมโบ้” บุกปล้นและสังหารหมู่คนไทยเสียชีวิตไป 6 ศพ ทำให้ทหารและตำรวจตระเวนชายแดนกดดัน “กองกำลังก็อดอาร์มี” อย่างหนัก ขณะที่ทหารพม่าก็รุกคืบบดขยี้กองกำลังกะเหรี่ยงในฝั่งพม่าอย่างหนักหน่วง ส่วน “นายพลโบเมียะ” ไม่พอใจ “ก็อดอาร์มี” ที่ทำให้กะเหรี่ยงกระทบกระทั่งกับไทยจึงส่งกำลังปราบปรามเช่นกัน

กระทั่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2544 สองเด็กแฝดลิ้นดำ พร้อมลูกน้องรวม 19 คน จึงเข้ามอบตัวกับทหารค่ายทัพพระยาเสือที่หมู่บ้านห้วยสุด อำเภอสวนผึ้ง โดยผู้ที่ก่อเหตุสังหารหมู่คนไทยถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ส่วนกองกำลังที่เหลือถูกนำไปพักพิงที่ศูนย์ผู้หนีภัยสงคราม บ้านต้นยาง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อีกส่วนไปอยู่กับชาวบ้านที่หนีภัยสงครามเข้ามาพักพิงที่ศูนย์อพยพบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

ขณะที่ “ศูนย์นักศึกษาพม่าบ้านมณีลอย” ก็ถูกชาวบ้านใน อำเภอปากท่อ ต่อต้านจนรัฐบาลต้องดำเนินการปิดศูนย์อย่างเร่งด่วนในปี พ.ศ. 2545 โดยนักศึกษาบางส่วนถูกส่งตัวไปยังประเทศที่สาม ที่เหลือถูกส่งมาอยู่ที่ศูนย์อพยพบ้านถ้ำหิน เพื่อรอส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามต่อไป

“บริเวณตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ทุกวันนี้ไม่มีการสู้รบอีกแล้ว เพราะทหารพม่ายึดครองพื้นที่ชนกลุ่มน้อยได้หมด มีการส่งกำลังเข้ามายึดครองฐานที่มั่นเดิมของกะเหรี่ยง ขณะที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงที่เคยอยู่ตามแนวชายแดนไม่มีแล้ว มีเพียง “กองกำลังกะเหรี่ยงกู้ชาติ” เพียงไม่กี่คน ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในหมู่บ้านท่ามะพริ้ง และบ้านโป่งแห้ง ฝั่งตรงข้ามสวนผึ้ง อยู่เล็กน้อยแต่ไม่พอที่จะสู้รบกับทหารพม่าได้ ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงที่พักอยู่ในศูนย์ผู้หนีภัยสงครามบ้านถ้ำหิน ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5,000 คน อยู่ในความดูแลของฝ่ายปกครองอำเภอสวนผึ้งอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวใดๆ ได้อีก” “พ.ต.ท.วิโรจน์” ระบุ

หลังจาก “ศูนย์นักศึกษาบ้านมณีลอย” ปิดตัวลง “กองกำลังก็อดอาร์มี” ที่ไม่เข้ามอบตัวต่อทางการไทยพร้อมกับสองเด็กแฝดลิ้นดำก็ถูกกวาดล้างอย่างหนักจนต้องสลายกองกำลังไป

กระทั่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 “จอห์นนี่ ฮะทู” พร้อมคนสนิท 8 คน ออกจากศูนย์อพยพในฝั่งประเทศไทยเข้ามอบตัวต่อทหารพม่า ส่วน “ลูเธอร์” เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ขณะที่การสู้รบระหว่างพม่ากับชนกลุ่มน้อยในประเทศยุติลง ชายแดนไทย-พม่าที่เคยร้อนระอุด้วยไฟสงครามก็เงียบสงบลงจนถึงทุกวันนี้

เอกสารอ้างอิง:

01. http://hilight.kapook.com/view/81233
02. http://www.tnews.co.th/html/contents/111756/
03. http://rb-story.blogspot.com/2009/11/blog-post_09.html
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s