The Shock: 13 เรื่องหลอน !

… ถ้าถามว่า “กลัวมั้ย” ก็คงต้องตอบแบบลูกผู้ชายว่า “แอบกลัว-แอบหวั่นอยู่เหมือนกัน” แต่เรื่องแนวนี้คิดว่าหลายๆ คนก็คงคล้ายๆ กัน คืออารมณ์ประมาณว่า “กลัว … แต่ก็อยากฟัง” บางเรื่องก็หลอนแบบฝังใจเลยทีเดียว

สำหรับเอนทรี่นี้เป็นการรวบรวมเรื่องผีที่เคยมีคนเล่าผ่านรายการ “The Shock” ครับ … เรื่องที่เลือกมาเป็นเรื่องที่ผมคิดว่า “หลอน” เป็นการส่วนตัว แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมไม่เคยฟัง เพราะงั้นไม่ต้องตกใจแบบว่าว่า เฮ้ย … เรื่องนี้หลอนกว่า เรื่องนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ  … แต่ถ้าจะแนะนำเอาไว้ให้ผมไปหาฟังก็ยินดีครับ แล้วก็ขอตัดเรื่องคลาสสิกระดับตำนานอย่างเรื่อง “ผีช่องแอร์” หรือ “สาวชุดดำ” หรือ “คุณยายสปีด” ครับ … ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเรื่องไหนอีกบ้าง แต่ทั้งสามเรื่องที่พูดถึงเมื่อกี๊นี้คิดว่าหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี สุดท้ายไม่ขอออกความเห็นว่าเป็น “เรื่องจริง” หรือ “เรื่องแต่ง” ครับ … เอาเป็นว่าฟังแล้วผมรู้สึก “หลอน” เป็นพอ

– กระดานอาถรรพ์ –

เรื่องมีอยู่ว่า … หลังจากร่วมพิธีงานศพแห่งหนึ่งเรียบร้อย บรรดาแขกที่ไปร่วมงานก็พากันทยอยกลับ ขณะที่กลุ่มเพื่อนของเจ้าของงานกำลังยืนคุยกับเจ้าของงานอยู่ “เอก” ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่มก็เดินเข้ามา ในช่วงนั้นฝนเริ่มตก ทั้งหมดจึงยืนหลบฝนกัน บริเวณหน้าวัดที่พากันไปยืนหลบฝน มีกระดานดำสำหรับเขียนชื่อเจ้าภาพวางอยู่ แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นทำไมงานศพมีแต่ขนมใส่กล่องธรรมดา ฝ่าย “เอก” พอได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถ้าเป็นงานกูจะจัดขนม S&P ใส่กล่องให้เลย” ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ เพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ “บิ๊ก” ก็เดินไปหยิบอะไรซักอย่างไปเขียนที่กระดาน พอสังเกตดูจึงเห็นว่าเป็นชอล์ก (ผู้เล่าบอกว่าปกติแล้วตามศาลาวัดจะไม่มีชอล์ก เวลาต้องใช้งานสัปเหร่อจะเป็นคนไปเบิกชอล์กมาไว้เขียนกระดาน) ตอนแรก “บิ๊ก” กะจะเขียนอะไรซักอย่าง พอนึกไป-นึกมาก็ไปเขียนชื่อ-นามสกุลของ “เอก” ใส่กระดาน พอเพื่อนคนอื่นเห็นก็พากันหัวเราะชอบใจ พร้อมกับใส่รายละเอียดอื่นๆ ลงไปบนกระดาน อาทิ วันที่ ชื่อเจ้าภาพ ฯลฯ

อยู่มาวันหนึ่ง “เอก” ก็โทรไปหา “เบิร์ด” แล้วเล่าว่า ช่วงหลังๆ เวลานอนจะมีคนมาดึงให้เขาต้องเดินไปสถานที่แห่งหนึ่งที่น่าจะเป็นวัด เช้าวันต่อมา “เอก” ก็ปลุก “เบิร์ด” ขึ้นมาแต่เช้า แล้วเล่าว่า เมื่อคืนมีคนมาดึงเขาลงจากเตียง แล้วใส่รองเท้าสีแดงเดินตามเขาไป แล้ว “เบิร์ด” ก็สังเกตเห็นแผลมีเลือดไหล เลยถามไปว่าโดนอะไรมา ฝ่าย “เอก” ก็ตอบกลับไปว่า หกล้มตอนที่วิ่งหนีกลับมา

วันที่เกิดเหตุ “เบิร์ด” กับ “เอก” พากันไปเที่ยวโดยมี “เอก” เป็นคนขับรถกลับให้ เนื่องจาก “เอก” เป็นคนที่ไม่ค่อยดื่มเหล้า ระหว่างที่ขับรถกลับ “เอก” ก็พูดขึ้นว่า คืนนี้ขอกลับไปนอนที่ห้องแฟนแล้วกัน … ตกดึกคืนนั้นแฟนของ “เอก” ก็โทรไปบอก “เบิร์ด” ว่า “เอก” ล้มที่หน้าห้องน้ำแล้วก็เสียชีวิต ! พอจะจัดงานศพปรากฏว่าไม่มีวัดไหนว่างเลย ยกเว้น วัดเดียวกับที่จัดงานศพคราวก่อน และเป็นศาลาเดียวกัน ! และทุกอย่างตรงตามรายละเอียดที่เคยเขียนกันไว้บนกระดาน !

– โรงแรมหลอนที่เชียงใหม่ –

เรื่องมีอยู่ว่า … “ปราย” และเพื่อนในกลุ่มเดินทางไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยจองโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของจังหวัด ห้องที่จะเข้าพักเป็นห้องที่อยู่ตรงข้ามกับดาดฟ้าของโรงพยาบาลพอดี ด้วยความที่เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งเป็นคนประเภทปากไว เลยเผลอทักออกไปว่า “โอ้โห … อัปมงคลจริงๆ พักตรงข้ามกับดาดฟ้าเลยเหรอ” แต่เพื่อนคนอื่นในกลุ่มก็ไม่ได้สนใจจนกระทั่งตีสามหลังจากที่กลับจากไปเที่ยวกันมา เพื่อนคนที่เคยทักก็เดินไปเปิดหน้าต่างแล้วสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย … ผู้หญิงบ้าอะไรวะไปนั่งอะไรตรงนั้น” ทันทีที่พูดเสร็จ “ปราย” และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็เดินไปที่หน้าต่าง แล้วเห็นเป็นผู้หญิงใส่ชุดของโรงพยาบาลนั่งเอาขาห้อยลงมาจากบนดาดฟ้า ซักพักก็เลยพากันปิดหน้าต่าง แต่หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีก็มีเสียงกรีดกระจกพร้อมกับเสียงหัวเราะ ทั้งสามคนก็เลยตัดสินใจไปเปิดผ้าม่านออกเพื่อดูว่ามีอะไร สิ่งที่เห็นก็คือ เป็นผู้หญิงผมยาว หน้าติดกับกระจกกำลังแสยะยิ้ม มีเลือดไหลออกจากตา มือก็กรีดกระจกไปเรื่อยๆ พอเห็นดังนั้น “ปราย” และเพือนทั้งสองคนก็พากันวิ่งลงไปที่หน้าฟรอนท์โรงแรมเพื่อเล่าเรื่องที่เจอให้กับพนักงานฟังและขอเปลี่ยนห้องพัก โดยได้ห้องใหม่ที่อยู่ถัดไปอีกสี่ห้อง

เช้าวันต่อมาทั้งสามคนก็พากันไปทำบุญ พอตกกลางคืนก็พากันเข้านอน พอถึงเวลาประมาณตีสาม ผู้หญิงคนเมื่อวานก็มากรีดกระจกอีกครั้ง ! แล้วก็พูดกระซิบเบาๆ ว่า “กูจะฆ่ามึง … กูจะฆ่ามึง … กูจะฆ่ามึง !” ทันใดนั้นเพื่อนที่นอนอยู่ฝั่งติดหน้าต่างก็ร้องขึ้นมา พอสังเกตดูก็ปรากฏว่ามีรอยเล็บเหมือนมีคนมาหยิกแขน “ปราย” และเพื่อนเลยตัดสินใจเรียกฟรอนท์ของโรงแรมกับยามขึ้นมาและตัดสินใจเก็บกระเป๋าลงไปข้างล่าง เมื่อเก็บกระเป๋าเสร็จ “ปราย” และเพื่อน รวมทั้งฟรอนท์ของโรงแรมและยามต่างพากันเดินออกจากห้องเพื่อลงไปที่ฟรอนท์ ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดกระจกดังขึ้นอีกครั้งพร้อมเสียงหัวเราะ ! … ไม่รอช้า ทั้งห้าคนต่างรีบพากันวิ่งตรงไปที่ลิฟท์เพื่อลงไปข้างล่าง

เมื่อทั้งหมดลงมาถึงฟรอนท์ของโรงแรมก็พากันนั่งคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทั่งเวลาประมาณตีห้าก็มีแม่บ้านมาทำความสะอาด แม่บ้านก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอทราบเรื่องแม่บ้านก็เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่โรงแรมให้ฟัง … ว่า … เมื่อก่อนมีผู้หญิงท้องมาจากกรุงเทพฯ เข้ามาพักกับแฟนในห้องที่นักท่องเที่ยวพักอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ฝ่ายแฟนของผู้หญิงคนนั้นได้ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเกิดไปติดพันกับนักร้อง เมื่อฝ่ายหญิงทราบเรื่องก็คิดมากจนกรีดข้อมือตัวเองจนต้องถูกพาไปส่งที่โรงพยาบาลที่อยู่ติดกับโรงแรม พอฝ่ายชายกลับมาไม่เห็นแฟนก็ออกไปเที่ยวอีกและพาผู้หญิงที่ติดพันด้วยมาที่ห้อง แต่เผอิญว่าฝ่ายผู้หญิงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากห้องพักที่โรงพยาบาล ฝ่ายผู้หญิงเลยโทรไปหาแฟนแล้วบอกให้ลองมองมาที่หน้าต่าง พอฝ่ายชายมองไปที่หน้าต่าง ฝ่ายผู้หญิงที่อยู่ที่โรงพยาบาลก็กระโดดลงมาฆ่าตัวตายทันที !

หลังฝ่ายผู้หญิงเสียชีวิต ฝ่ายชายก็เก็บของแล้วเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม แต่ไม่ได้นำศพของฝ่ายผู้หญิงไปฌาปนกิจ นอกจากนี้ ฝ่ายผู้หญิงที่เสียชีวิตก็ลืมกำไรไว้ในห้องพักที่โรงแรม แล้วแม่บ้านก็เก็บกำไรที่ถูกลืมไว้ได้ ฝ่ายผู้หญิงที่เสียชีวิตเลยมาเข้าฝันแม่บ้านบอกให้เอากำไรไปไว้ที่วัด … หลังจากนั้นหลายเดือน วันหนึ่งขณะที่ “ปราย” นั่งรถแท็กซี่ คนขับก็ถามขึ้นมาว่า “เคยเล่นหวยมั้ย … เนี่ยมีศพไม่มีญาติบอกเลขมา พี่ถูกหลายแสนแล้ว … น้องลองไปแทงดูสิ แต่ถ้าถูกต้องไปทำบุญที่วัด … ที่บางโพธิ์นะ” พอได้ยินดังนั้น “ปราย” เลยลองเล่นดู ปรากฏว่ารอบนั้น “ปราย” ก็ถูกหวย แต่เนื่องจากไม่รู้จักวัดที่แท๊กซี่พูดถึง “ปราย” เลยจะไปทำบุญทีวัดอื่นแทน แต่พอไปถึงทางวัดก็มีงานทำให้ไม่สามารถทำบุญได้ สุดท้าย “ปราย” เลยนั่งแท็กซ๊่กลับ พร้อมกับพูดว่า “ถ้าอยากไปให้ไปทำบุญที่วัดที่ว่าจริงๆ ก็ขอให้มีอะไรดลใจให้ไปถูกแล้วกัน” ระหว่างที่นั่งรถแท๊กซี่ไปก็มีรถมอเตอร์ไซด์วิ่งมาตัดหน้ารถแท็กซี่ พอรถจอด ปรากฏว่าแท๊กซี่ไปจอดที่หน้าวัดที่ “ปราย” กำลังตามหาพอดี ! … หลังจากทำบุญ-ทำสังฆทานแล้ว “ปราย” ก็เกิดอยากเห็นหน้าของคนที่บอกหวยเลยตัดสิใจเดินเข้าไปในวัด ทันทีที่เห็นภาพของคนที่บอกหวย เพื่อนของ “ปราย” ที่ไปทำบุญด้วยกันก็ถึงกับทรุดลงกับพื้น พร้อมกับพูดว่า “คนนี้แหละ … คนที่เคยเห็นที่เชียงใหม่ !”

– อาหารคนไข้ –

เรื่องมีอยู่ว่า … “กันย์” เป็นโภชนากรฝึกหัดที่ไปฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดย “กันย์” มีหน้าที่ทำอาหารสายยางประเภทโปรตีนให้กับคนไข้ ซึ่งคนไข้ที่ต้องกินอาหารดังกล่าวมักเป็นคนไข้ที่มีอาการหนัก วันแรกที่ฝึกงานพนักงานส่งอาหารก็มาบอกว่าคนชื่อนั้น-ชื่อนี้ออฟแล้วนะ (ออฟ หมายถึง เสียชีวิตแล้ว) หัวหน้างานจึงสั่งให้ “กันย์” ตรวจสอบดูว่ามีอาหารของคนไข้อยู่มั้ย ถ้ามีให้ทำลายทิ้ง ห้ามเก็บเอาไว้ค้างคืน “กันย์” จึงนำอาหารไปทิ้งใส่ถุงดำ

เช้าวันต่อมา “กันย์” พบว่า ถุงดำที่เอาอาหารไปทิ้งมีร่องรอยเหมือนโดนคุ้ย ส่วนอาหารสายยางที่ทำไว้ก็หกและมีรอยเท้าคนเดินย่ำอาหารสายยางเดินไป-มาทั่วกองโภชนากร พอเห็นดังนั้น “กันย์” จึงจะหาไม้ถูกพื้นมาทำความสะอาด แต่เนื่องจากเพิ่งไปฝึกงานได้ไม่นาน “กันย์” เลยหาไม้ถูพื้นไม่เจอ “กันย์” เลยไปเอาผ้ากับถังน้ำมาแล้วค่อยๆ เช็ด  ระหว่างที่เช็ด “กันย์” ก็สังเกตเห็นว่ารอยเท้ามันเริ่มจากถุงขยะไปที่ตู้เย็น จากตู้เย็นไปที่ถังขยะอีกใบ ก่อนที่จะหายไปตรงกำแพง ! ระหว่างนั้นหัวหน้างานก็มาทำงานพอดี เลยบอกกับ “กันย์” ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะโดนผีหลอก ! คำว่าทำลายทิ้งคือการทำให้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเอามากินได้ หลังจากนั้น “กันย์” จึงทำลายอาหารโดยการเทอาหารใส่ขวดแล้วเอาขวดไปทิ้งที่อื่น

อยู่มาวันหนึ่ง “กันย์” ต้องมาทำอาหารแต่เช้า พอทำอาหารเสร็จก็ยกอาหารไปยังจุดรับ ขณะนั้นก็เหลือบไปเห็นขวดสี่ขวดที่มีโน็ตติดไว้ว่า “ออฟ” นั่นแปลว่าอาหารขวดพวกนั้นเป็นอาหารค้างคืน ! “กันย์” จึงรีบเอาอาหารที่เพิ่งทำเสร็จไปไว้ตามจุดรับและกลับมาเอาอาหารค้างคืนไปทิ้ง แต่พอหันกลับมาอีกทีอาหารค้างคืนทั้งสี่ขวดก็หายไป ! ขณะที่กำลังงงอยู่นั้น “กันย์” ก็ได้ยินเสียงดัง “ตุบ” ดังมาจากห้องอาหารสายยาง “กันย์” จึงตัดสินใจเดินไปที่ห้องอาหารสายยางแล้วก็เจอขวดอาหารทั้งสี่ขวดวางอยู่ที่พื้น แต่ฝาขวดถูกเปิดออก พอเห็นดังนั้น “กันย์” จึงรีบจัดการเอาอาหารขวดทั้งสี่ขวดไปทิ้ง ระหว่างที่กำลังจะก้มเอาอาหารทิ้งที่ถังขยะข้างนอก “กันย์” ก็เหลือบไปเห็นขาคนใส่ชุดคนไข้ ด้วยความตกใจ “กันย์” จึงพยายามหันหน้าหนี แต่กลายเป็นว่าพอหันหน้าหนี “กันย์” กลับเจอเด็กคนหนึ่งกำลังยืนก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองอยู่ ซักพักเด็กคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “ข้าวของหนู … หนูขอคืนนะ”

– กระจกโบราณ –

เรื่องมีอยู่ว่า … “เปิ้ล” ได้ไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวหนึ่งที่สนิทกันระหว่างตนที่ไปเรียนทำขนม ครอบครัวดังกล่าวทำกิจการร้านประดับยนต์ ระหว่างที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้น “เปิ้ล” ก็สนิทกับ “แก็ป” ซึ่งเป็นลูกชายของบ้านหลังดังกล่าว “แก็ป” มักจะแซว “เปิ้ล” และบอกว่า “ถ้าต้องตื่นแต่เช้าบอกผมได้นะ ผมตื่นแต่เช้าทุกวันแหละ ผมไม่ค่อยได้นอนหรอก” พอได้ยินดังนั้น “เปิ้ล” ก็เลยถามกลับไปว่าตอนกลางคืนน่ะ “แก็ป” คุยกับใครเพราะ “เปิ้ล” ได้ยินเสียงเหมือนคนคุย ตอนนั้น “แก็ป” ก็คิดว่าโดน “เปิ้ล” อำ แต่พอ “ก๊ิ๊ก” ซึ่งเป็นน้องสาวได้ยินที่ “เปิ้ล” พูดเลยถาม “เปิ้ล” ว่าได้ยินเสียงอะไร เพราะ “กิ๊ก” เองก็ได้ยินทุกคืนแต่ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าแล้ว “กิ๊ก” ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับคนงานของร้านให้ฟังว่า คนงานของร้านต้องขึ้นไปตัดฟิล์มที่ชั้นลอย แล้วมักจะโดนดึงตกจากโต๊ะ ส่วนคนใช้ที่นอนอยู่ห้องด้านหลังห้องนอนของ “แก็ป” ก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน ทำให้ที่บ้านต้องเปลี่ยนคนใช้ค่อนข้างบ่อย

อยู่มาวันหนึ่ง ด้วยความสงสัย “เปิ้ล” จึงไปเคาะประตูห้องของ “แก็ป” พอประตูเปิดออก “เปิ้ล” ก็ขอเข้าไปในห้องเพื่อดูว่า “แก็ป” คุยกับใคร ก็ปรากฏว่าไม่มีใครนอกจาก “แก็ป” แต่ “เปิ้ล” กลับรู้สึกเหมือนมีคนเดินสวนตรงประตูออกไป ต่อมา “เปิ้ล” ก็แอบเข้าไปในห้องของคนใช้ ภายในห้องนั้น “เปิ้ล” เจอเข้ากับกระจกโบราณที่มีรอยร้าวบานหนึ่ง พอ “เปิ้ล” เอามือไปสัมผัสรอยร้าวนั้น “เปิ้ล” ก็รู้สึกเหมือนโดนไฟดูด “เปิ้ล” เลยต้องดึงมืออกและวิ่งออกมาจากห้อง ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า “เปิ้ล” ก็เคลิ้มหลับและรู้สึกเหมือนมีคนมายืนอยู่ปลายเตียง ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “ให้มาอยู่เฉยๆ อย่ายุ่ง ! … กูรักเด็กผู้ชายคนนี้มาสี่ปีแล้ว ปีหน้ากูจะเอาไปอยู่ด้วย … ถ้ายังไม่หยุดจะได้เห็นดีกัน” ซักพัก “เปิ้ล” ก็ลุกขึ้นได้แล้ววิ่งไปหยิบพระจากในห้องมา แล้ว “เปิ้ล” ก็ตัดสินใจว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน !

ว่าแล้ว “เปิ้ล” ก็เดินขึ้นไปห้องนอนของ “แก็ป” ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นบันได “เปิ้ล” ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปให้ห้องพร้อมกับ “แก็ป” และหันมามองที่เปิ้ล ทันใดนั้น “เปิ้ล” ก็เห็นเด็กไม่มีหัวคนหนึ่งวิ่งมาผลักตนให้ตกจากบันได แต่ด้วยความที่ “เปิ้ล” มีสติดีจึงจับราวบันไดเอาไว้ได้ แต่ “เปิ้ล” ก็ยังไม่สามารถเดินขึ้นบันไดเพื่อไปที่ห้องของ “แก็ป” ได้เนื่องจาก “เปิ้ล” รู้สึกว่ามีคนมาดึงขาของตนเอาไว้ !  “เปิ้ล” เลยเริ่มสวดคาถาชินบัญชรจนสามารถหลุดจากตรงบันไดและเข้าไปในห้องของ “แก็ป” ได้ ทันทีที่ “แก๊ป” เห็น “เปิ้ล” เข้าไปในห้องก็ตกใจ ขณะนั้นเองไฟในห้องก็ดับลง ซักพักพอ “เปิ้ล” หาสวิตซ์ไฟเจอและเปิดไฟในห้อง “เปิ้ล” ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นไปนอนคร่อม “แก็ป” ! พอเห็นดังนั้น “เปิ้ล” เลยโยนสร้อยพระออกไปแล้วผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ต่อมา “เปิ้ล” ก็พา “แก็ป” ไปปลุกพ่อ-แม่ แล้วพากันไปนั่งรวมกันอยู่ที่ห้องๆ หนึ่ง เพื่อถามรายละเอียดของเรืองราวทั้งหมด “แก็ป” จึงเล่าทุกอย่างให้ฟังว่า เขารู้จักกับผู้หญิงคนนี้มา 4-5 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่พ่อของเขาเอากระจกใบนั้นมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี !

เช้าวันต่อมาทางครอบครัวได้นิมนต์พระมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อทำพิธี ทันทีที่พระมาถึงบ้านก็พูดขึ้นว่าเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหนีจากประตูบ้านขึ้นไปที่บันได พระได้บอกวิธีแก้ปัญหา คือ ต้องทำลายกระจกโบราณบานนั้นทิ้ง แล้ว “แก็ป” จะต้องไปบวชไม่งั้นผู้หญิงคนนั้นจะมาเอาไปอยู่ด้วย และต้องย้ายบ้านเพราะบ้านหลังนี้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้แล้วเนื่องจากผีผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมไป สามวันหลังจากนั้นครอบครัวนี้จึงต้องประกาศขายบ้านและย้ายไปอยู่ที่อื่น !

– ยายไอ้แผน –

… เรื่องราวเกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ … เรื่องมีอยู่ว่า … “แผน” กับ “โพธิ์” อาศัยอยู่กับยายที่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งระหว่างที่ “ลพ” “แผน” และ “โพธิ์” ไปปักเบ็ด “แผน” ก็ไปเหยียบโดนหอยเป็นแผลลึก ทั้งสามจึงพากันกลับบ้าน โดย “โพธิ์” อาสาจะออกไปซื้อยามาทำแผลให้กับ “แผน” ซักพัก “แผน” ก็นอนหลับไป พอ “แผน” หลับไป ยายของ “แผน” ซึ่งปกติเป็นคนที่ไม่สามารถขยับไปไหนได้เนื่องจากเป็นอัมพาตก็กระโดดขึ้นมานั่งยองๆ แล้วมองไปที่ “แผน” และถามขึ้นว่าไปทำอะไรกันมา พอ “ลพ” เล่าเรื่องให้ฟัง ยายก็เรียก “ลพ” เข้าไปใกล้ๆ แล้วก็ผลัก “ลพ” ออก พร้อมกับไล่ให้กลับบ้าน ซักพักพอ “โพธิ์” กลับมายายก็ล้มตัวลงนอน ฝ่าย “ลพ” ก็บอกว่าจะกลับบ้านเพราะโดนยายไล่ พอ “โพธิ์” ได้ยินดังนั้นก็โวยวายขึ้นมาว่า “ยายกูพูดไม่ได้มา 2-3 ปีแล้ว !” แต่ “ลพ” ก็ยังคงยืนยันอยู่อย่างนั้น สุดท้าย “โพธิ์” ก็ไม่เชื่อที่ “ลพ” พูดและปล่อยให้ “ลพ” กลับบ้านไป

สองวันต่อมา “โพธิ์” ก็มาชวน “ลพ” ให้ไปนอนเป็นเพื่อนที่บ้าน พอไปถึงก็ต่างพากันนอน ตกดึกคืนนั้น “ลพ” ก็ได้ยินเสียงอะไรซักอย่าง พอหันไปดูก็เห็นยายคลานออกมาจากมุ้งแล้วตรงไปที่บันได แล้วก็นั่งอยู่อย่างนั้นจ้องมองมาที่มุ้ง ซักพักก็กระโดดลงไปจากบันได ฝ่าย “ลพ” เห็นดังนั้นก็รีบปลุก “โพธิ์” แต่ไม่ว่าจะปลุกยังไง “โพธิ์” ก็ไม่ตื่น “ลพ” จึงตัดสินใจคลานออกไปดูที่บันได ปรากฏว่าไม่เห็นยาย ! แต่พอหันหลังกลับเท่านั้นแหละ กลับเห็นยายนอนขดอยู่ในมุ้ง ! ซักพักยายก็เปิดมุ้งออกมาแล้วยิ้มให้กับ “ลพ” !

คืนต่อมา “ลพ” เห็นยายคลานออกจากมุ้งแล้วคลานไปที่ “แผน” และที่น่าตกใจก็คือ ยายกำลังเลียและดูดแผลที่เท้าของ “แผน” ! แล้วพูดขึ้นว่า “อืม … อร่อยดีเนาะ” แล้วก็เข้าไปในมุ้ง เช้าวันต่อมาหลังจากที่ตื่นนอนกันแล้วก็สังเกตเห็นว่าแผลของ “แผน” ช้ำเขียวไปหมด !

วันต่อมา “แผน” ก็ร้องว่าปวดแผลมาก “ลพ” กับ “โพธิ์” จึงตัดสินใจที่จะไปตามพ่อ-แม่ของ “แผน” มา โดย “ลพ” อาสาอยู่ที่บ้านกับยายเพื่อเฝ้า “แผน” หลังจากที่ “โพธิ์” ออกจากบ้านไป ซักพัก “แผน” ก็ร้องขึ้น พอ “ลพ” หันไปมองก็เห็นว่ายายขึ้นไปยืนอยู่บนหน้าอกของ “แผน” ! แล้วเอามือช้อนคอของ “แผน” ขึ้นมา จับหัวให้แหงนขึ้น จากนั้นยายก็เอาลิ้นสอดเข้าไปในปากของ “แผน” จน “แผน” นิ่งไป ! ซักพักพ่อ-แม่และ “โพธิ์” ก็กลับมา พอได้ยินเสียงว่าทั้งสามคนกลับมา ยายก็รีบกระโดดลงไปนอนเหมือนเดิม แต่ตอนนั้น “แผน” ก็เสียชีวิตไปแล้ว !

หลังเหตุการณ์คืนนั้น หลังจากที่พ่อของ “โพธิ์” ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จาก “ลพ” พ่อของ “โพธิ์” ก็แอบเฝ้าดูพฤติกรรมของยายและก็พบว่ามันเป็นอย่างที่ “ลพ” พูดทุกอย่าง จึงไปปรึกษากับพระ พระก็บอกว่าที่จริงแล้วยายน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่มี “บางสิ่ง” สิงอยู่ พ่อของ “โพธิ์” จึงไปปรึกษากับหมอธรรมว่าจะทำอย่างไรดี หมอธรรมเลยลองเอาว่านชนิดหนึ่งจิ้มไปที่ยายและทำพิธีตัดกรรม หลังทำพิธีเสร็จยายก็เสียชีวิตลงและส่งกลิ่นเน่าทันที !

– ไม่ได้ตั้งใจ –

เรื่องมีอยู่ว่า … “เต้” เดินทางไปบวชที่วัดชานเมืองแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ วัดดังกล่าวมีเพียงเจ้าอาวาสรูปเดียว ไม่มีพระลูกวัด เย็นวันนั้นหลังสวดมนต์เสร็จแล้ว หลวงพ่อก็ถาม “เต้” ว่า “ท่านเต้กลัวผีหรือเปล่า … ตามกฎของวัดแล้ว ผมนอนกับท่านเต้ไม่ได้นะ ท่านเต้ต้องนอนต่ำกว่าผม ผมจะขึ้นไปนอนที่กุฏิบนยอดเขา” หลวงพ่อพูดพลางชี้ไปยังกุฏิที่ตั้งอยู่บนยอดเขาภายในบริเวณวัด ว่าแล้วหลวงพ่อก็พา “เต้” ไปยังกุฏิ เนื่องจากวัดแห่งนี้เป็นวัดป่าจึงไม่มีแสงไฟใดๆ มีเพียงตัวโบสถ์เท่านั้นที่มีไฟจากเครื่องปั่นไฟ เดินทางมาได้ซักครู่ หลวงพ่อก็พา “เต้” ไปยังกุฏิหลังหนึ่งมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ หลวงพ่อบอกให้ “เต้” ขึ้นไปนอนที่ชั้นสอง ซึ่งจะมีห้องอยู่ห้องหนึ่งที่ไม่ได้ล็อค เมื่อพา “เต้” ไปยังกุฏิแล้ว หลวงพ่อก็เดินกลับไปยังกุฏิของตัวเอง

ระหว่างที่ “เต้” กำลังเปิดกุญแจเข้าไป ก็สังเกตเห็นว่า กุฏิหลังดังกล่าวมีการทาสีแปลกๆ บางแผ่นเป็นสีเหลือง บางแผ่นเป็นสีขาว และมีลายกนกที่เขียนด้วยเส้นสีทอง พอเปิดประตูเข้าไปภายในกุฏิได้ “เต้” ก็เดินสำรวจหาห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำอยู่บริเวณชั้นล่าง ข้างหน้าห้องน้ำมีกองหินอ่อนวางซ้อนกันอยู่ เนื่องจากไม่มีไฟ “เต้” จึงเข้าห้องน้ำโดยไม่ได้ปิดประตู ระหว่างกำลังทำธุระก็ส่องไฟฉายไปยังกองหินอ่อนและก็พบว่ามันเป็นหินอ่อนสำหรับใช้แปะไว้รอบโบสถ์เพื่อติดรูปคนตาย ! หลังจากทำธุระเสร็จ “เต้” ก็เดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อจะเข้านอน ระหว่างที่กำลังนอนอยู่ หน้าต่างไม้ก็ถูกดึงออกดัง “ปึก !” และมีเสียงเหมือนคนเล่นกับเด็ก ! ด้วยความกลัว “เต้” ก็วิ่งออกจากกุฏิเพื่อไปยังกุฏิของหลวงพ่อ แล้วตะโกนเรียกหลวงพ่อ ซักพักหลวงพ่อก็เปิดประตูออกมาและถามกลับไปว่า “เป็นอะไรท่านเต้ … ใจเย็นๆ” “ผมเจอหลวงพ่อ … ผมเจอ” แต่หลวงพ่อกลับตอบกลับไปว่า “เพ้อเจ้อมาก … ผมอยู่มายี่สิบพรรษาไม่เห็นเจออะไรเลย ท่านเพิ่งมาวันเดียวจะมาเจออะไรได้ไง” แต่ด้วยความกลัว “เต้” เลยขอเข้าไปนอนกับหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อปฏิเสธ สุดท้าย  “เต้” เลยตัดสินใจไปนอนในโบสถ์ ซึ่งหลวงพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร พร้อมกับเดินไปหยิบเสื่อมาให้

เมื่อ “เต้” เข้าไปในโบสถ์ ก็สังเกตเห็นว่าโบสถ์มีพื้นเป็นปูน หลังคาเป็นไม้ ผนังด้านข้างเป็นกระจกทึบทั้งหมด เมื่อเห็นดังนั้น “เต้” เลยตัดสินใจปีนขึ้นไปบนแท่นวางพระประธาน แล้วเอาหลังพิงพระประธานไว้ ทันใดนั้น “เต้” ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่สไบสีส้มนั่งไหว้พระอยู่ พอเห็นดังนั้น “เต้” ก็หันหน้าเข้าหาพระประธานแล้วเอามือคล้องพระหัตถ์ของพระพุทธรูป (พระปางประทานพร) เพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงไปข้างล่าง ระหว่างที่พยายามข่มตานอน “เต้” ก็ได้กลิ่นดอกเข็มตลอดเวลา !

บ่ายวันต่อมา “เต้” ก็ไปกวาดลานวัดเช่นเดิมและเอาใบไม้ไปกองไว้ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ระหว่างกวาดใบไม้ไปได้ซักพัก “เต้” ก็ไปนั่งพักและได้ยินเสียงดัง “แป๊ก … แป๊ก” เหมือนเสียงรองเท้าเวลาเดิน พอหันไปหาที่มาของเสียง “เต้” ก็เห็นผู้หญิงคนเมื่อคืนเดินขึ้นบันไดที่ยังสร้างไม่เสร็จ แล้วหายเข้าไปในต้นไม้ที่ “เต้” กวาดใบไม้ไปกองไว้ หลังจากนั้น “เต้” ก็ไปบอกหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อกลับตอบว่า “เต้” อาจจะหลับแล้วคิดไปเอง แต่ถ้ามีจริงๆ ก็คงเป็นเทวดาทีรักษาที่นี่ ไม่อย่างนั้นหลวงพ่อต้องเคยเจอบ้าง พอได้ฟังดังนั้น “เต้” ก็เลยเดินกลับไปกวาดใบไม้ต่อ แต่เอาใบไม้ไปกองไว้ใต้ต้นไม้ต้นอื่นแทน

พอตกกลางคืน หลวงพ่อสอน “เต้” ให้นั่งสมาธิ แต่เนื่องจาก “เต้” ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน “เต้” เลยแอบลืมตามองหลวงพ่อ แต่เห็นผู้หญิงคนเมื่อคืนยืนอยู่ ด้วยความตกใจ “เต้” จึงตะโกนเรียนกหลวงพ่อพร้อมกับกระชากจีวร แต่หลวงพ่อกลับมองไม่เห็นผู้หญิงคนดังกล่าว ! ซักพัก “เต้” ก็ได้กลิ่นดอกเข็มเหมือนเมื่อคืน ตอนนั้น “เต้” รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว จึงบอกกับหลวงพ่อว่าให้ติดต่อญาติมารับกลับ แต่หลวงพ่อตอบกลับว่า “ไม่ได้ … กว่าญาติจะมารับก็อีกอาทิตย์นึง” พอได้ฟังดังนั้น “เต้” ก็ขอร้องให้หลวงพ่อมานอนที่โบสถ์ด้วย หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อก็มานอนที่โบสถ์กับ “เต้” ทุกคืนจนกระทั่ง “เต้” สึก

คืนต่อมาระหว่างที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ “เต้” ก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า “คนนี้รึเปล่า … คนนี้รึเปล่า” และเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเหมือนคนคุยกัน “เต้” เลยพยายามหลี่ตามองก็เห็นผู้หญิงคนเดิม แต่วันนี้แขนของผู้หญิงคนนั้นหักและจ้องมองมาที่ “เต้” ! พอเห็นดังนั้น “เต้” ก็เรียกหลวงพ่อ หลวงพ่อเลยว่าน่าจะไปทำอะไรผิด ว่าแล้วหลวงพ่อก็นั่งปลงอาบัติและสวดมนต์ แต่ยิ่งสวดมนต์กลิ่นดอกเข็มยิ่งแรงขึ้น แรงขึ้น … เหตุการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวันจนกระทั่ง “เต้” สึก !

หลังจากที่ “เต้” สึกออกมาแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับบ้าน “เต้” ก็ไปกวาดใบไม้เหมือนทุกวันและเผาใบไม้ที่เคยกวาดไปกองไว้ใต้ต้นไม้ ซักพัก “เต้” ก็เจอตุ๊กตานางรำใส่สไบสีส้ม แขน-ขา-คอหัก … “เต้” จึงเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดว่าทำไมเขาถึงเจอผู้หญิงคนนั้นทุกคืน !

– ห้อง 413 –

เรื่องมีอยู่ว่า … “แท็ป” ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับระหว่างบ้าน-มหาวิทยาลัยพอสมควร “แท็ป” จึงตัดสินใจไปหาหอพักใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ว่าแล้ว “แท็ป” ก็ไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนเลยแนะนำให้ไปดูหอพักของตัวเอง วันที่ไปดูห้องพัก “แท็ป” รู้สึกถูกใจหอนั้นมาก เลยไปติดต่อกับแม่บ้าน แต่แม่บ้านบอกว่าหอเต็มแล้วไม่มีห้องว่าง ด้วยความที่ “แท็ป” อยากได้ห้องพักที่หอนั้นมากเลยคะยั้นคะยอแม่บ้านว่าถ้ามีห้องพักให้รีบติดต่อมาหา พร้อมกับให้เงินแม่บ้านไว้เล็กน้อยสำหรับค่าดำเนินการ

คืนนั้นแม่บ้านก็โทรไปหา “แท็ป” แล้วบอกว่ามีห้องว่างอยู่ห้องนึง ตอนนั้น “แท็ป” ไม่ได้คิดอะไร วันรุ่งขึ้นจึงไปดูห้อง วันที่ไปดูห้องแม่บ้านเดินไปส่ง “แท็ป” แค่ที่ชั้นสามแล้วยื่นกุญแจให้ ส่วนแม่บ้านขอตัวลงไปทำธุระ “แท็ป” จึงต้องขึ้นไปดูห้องพักเพียงคนเดียว ทันทีที่เข้าไปในห้อง “แท็ป” ก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เลยคิดว่าจะไม่เอาห้องพักห้องนั้น แต่แม่บ้านกลับยื่นขอเสนอที่ “แท็ป” ไม่อาจปฏิเสธได้ คือลดราคาค่าห้องพักและค่าประกันหอ “แท็ป” เลยตกลงที่จะเช่าห้องพักห้องนั้น ซึ่งก็คือห้องหมายเลข 413 !

คืนนั้น “แท็ป” ก็ย้ายของเข้าหอ โดยมีเพื่อนสองคนช่วยขนของ ระหว่างที่ขนของไปไว้ที่ห้อง “แท็ป” ก็เจอกับยาม ยามก็อาสาจะช่วยขนของให้ แต่ทันทีที่ยามทราบว่า “แท็ป” พักอยู่ที่ห้องไหน ยามคนนั้นก็เปลี่ยนใจทันที ! แต่ “แท็ป” ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งเก็บของเข้าห้องเรียบร้อย

คืนแรกที่เข้าไปอยู่ หลังจากเก็บของเสร็จ “แท็ป” ก็เข้านอนแล้วฝันว่าเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงแล้วมีผู้หญิงผมสั้น ผิวขาว นั่งอยู่ที่เก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่ถัดจากเตียงไป ซักพักผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินมาที่เตียง พร้อมกับยิ้มให้ “แท็ป” และพูดขึ้นว่า “ขอมาอยู่ด้วยได้มั้ย” แต่ “แท็ป” ปฏิเสธไป ผู้หญิงคนนั้นจึงเงียบไป จากสีหน้ายิ้มแย้มก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นและพูดว่า “กูขอมาอยู่กับมึงได้มั้ย !” แล้ว “แท็ป” ก็สะดุ้งตื่นแล้วไปเปิดไฟ ตอนเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง จากนั้น “แท็ป” ก็สวดมนต์แล้วก็หลับไป

คืนที่สอง “แท็ป” ก็ฝันเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงเหมือนเดิมและเห็นผู้หญิงผมสั้นคนเดิมนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้พลาสติก พอผู้หญิงคนนั้นรู้ตัวว่า “แท็ป” กำลังมองอยู่ ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ปลายเตียงด้วยใบหน้าซีด-ตาแดงกล่ำ พร้อมกับมองไปที่ “แท็ป” แล้วขึ้นไปนั่งคร่อมตัวของ “แท็ป” พลางพยายามเอามือบีบคอ นาทีนั้น “แท็ป” รู้สึกกลัวและรู้สึกอึดอัดที่คอมาก ซักพัก “แท็ป” จึงสะดุ้งตื่นแล้วเดินไปเปิดไฟ พอหันไปดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่งเหมือนเมื่อคืน ! ซักพัก “แท็ป” ตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนที่อยู่หอเดียวกันให้มานอนเป็นเพื่อน

คืนวันที่สาม “แท็ป” ก็ชวนเพื่อนมานอนด้วย แต่เพื่อนติดธุระ คืนนั้น “แท็ป” จึงต้องนอนคนเดียว ระหว่างที่กำลังกึ่งหลับ-กึ่งตื่น “แท็ป” ก็เห็นผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ที่เก้าอี้พลาสติก แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับลากเก้าอี้ไปกลางห้องตรงที่มีพัดลมอยู่ พอสังเกตดู “แท็ป” ก็เห็นว่าที่คอของผู้หญิงคนนั้นมีเชือกคล้องอยู่ ! จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นไปเหยียบเก้าอี้แล้วเอาเชือกไปมัดเข้ากับพัดลมเพดาน แล้วก็ถีบเก้าอี้ออกและดิ้นทุรนทุรายอยู่ซักพักจนแน่นิ่งไป ซักพักผู้หญิงคนนั้นก็ลืมตาขึ้นมาแล้วก็หัวเราะ ระหว่างนั้น “แท็ป” ก็ได้แต่ขอโทษผู้หญิงคนนั้นจนภาพของผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ จางหายไป … ซักพัก “แท็ป” ก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปนอกห้อง พอมองนาฬิกาก็เป็นเวลาตีหนึ่งครึ่งเหมือนคืนก่อน จากนั้น “แท็ป” ก็วิ่งลงไปหายามเพื่อขอยืมโทรศัพท์แล้วโทรหาเพื่อน ซักพักเพื่อนของ “แท็ป” ก็กลับมา คืนนั้น “แท็ป” จึงไปนอนอยู่ที่ห้องเพื่อน พร้อมกับเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง

เช้าวันรุ่งขึ้น “แท็ป” ก็ไปหาแม่บ้านเพื่อถามรายละเอียดเกียวกับห้องนั้น แม่บ้านเลยเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีผู้ชายกับผู้หญิงมาอยู่ด้วยกัน มีอยู่วันหนึ่งผู้ชายออกไปกินเหล้ากับเพื่อน แล้วผู้หญิงจับได้ว่าผู้ชายมีผู้หญิงคนอื่น ผู้หญิงคนนั้นเลยตัดสินใจผูกคอตายใต้พัดลมเพดาน พอฝ่ายผู้ชายกลับเห็นก็โทรแจ้งตำรวจตอนเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง !

– เรื่องเล่าจากความฝัน –

เรื่องมีอยู่ว่า … “หรั่ง” และเพื่อนไม่เชื่อเรื่องผี แต่ชอบดูภาพของคนตายตามโกฏิกระดูก ! วันหนึ่ง “เดียร์” เพื่อนในกลุ่มยืนมองภาพผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาสวยมาก “เดียร”์ จึงเอามือไปลูบ แล้วพูดขึ้นว่า “กูขอแค่ดมผมทีนึงกูก็มีความสุขแล้ว” ว่าแล้ว “เดียร์” ก็วางนามบัตรไว้ที่หน้าโกฎิ

พอกลับไปที่คอนโด คืนนั้น “เดียร์” นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ ซักพักก็รู้สึกเพลียแล้วหลับไป ในความฝัน “เดียร์” รู้สึกว่ามีเสียงโทรศัพท์ดัง พร้อมกับมีเสียงพูดขึ้นว่า “ฮัลโหลพี่ … หนูเองจำได้มั้ย … หนูขึ้นมาได้มั้ย” “เดียร์” ก็ตอบกลับไปว่า “ขึ้นมาได้เลย” ซักพักก็มีเสียงรองเท้าดังขึ้นมา พอเสียงฝีเท้ายิ่งใกล้เข้ามา “เดียร์” ก็ยิ่งได้กลิ่นของแชมพูสระผม ระหว่างที่ “เดียร์” กำลังนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตก็เห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งชะโงกหน้าอยู่บริเวณประตู พอเห็นดังนั้น “เดียร์” จึงบอกว่า “น้องเข้ามาเลย” ปรากฏกว่าพอผู้หญิงเข้ามานั่ง “เดียร์” ก็ลงมานั่งดูทีวีกับผู้หญิง ใจหนึ่งก็อยากจะหอมผมของผู้หญิงคนนั้น แต่ใจหนึ่งก็ยังเกรงๆ อยู่ ซักพักผู้หญิงคนนั้นก็ถามขึ้นว่า “พี่ไปหรือยัง” “เดียร์” เลยถามกลับว่า “ไปไหน” ผู้หญิงคนนั้นจึงตอบกว่า “เข้าห้องนอนไง” พอได้ยินคำตอบดังนั้น “เดียร์” จึงตอบกลับไปว่า “ไปสิ” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นแล้วดึงมือผู้หญิงเข้าห้องนอน

ระหว่างที่กำลังจูงมือพากันเดิน “เดียร์” ก็หันมาบอกว่า “เดี๋ยวขอไปปิดคอมพิวเตอร์ก่อน” พอปิดคอมพิวเตอร์เสร็จ ซักพักก็จะขอตัวไปหยิบขวดน้ำเข้าไปในห้องด้วย อีกซักพัก “เดียร์” ก็หันไปถามผู้หญิงว่า “เอาหนังสือเข้าไปอ่านด้วยดีมั้ย” ทันใดนั้นผู้หญิงก็ถามกลับมาว่า “มึงจะเข้านอนได้หรือยัง” พอได้ยินดังนั้น “เดียร์” ก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา พอ “เดียร์” หันไปมองที่ประตูก็เห็นมีผู้ชายตัวใหญ่ๆ ถาม “เดียร์” ว่า “หนุ่มรู้จักเขาเหรอ” ซักพักก็มียายคนหนึ่งบอกว่า “หนุ่มให้เขาออกไป อย่าให้เขาเข้ามา” ระหว่างนั้นผู้หญิงคนนั้นก็เอามือผลัก “เดียร์” เข้าไปในห้อง “เดียร์” เลยสะบัดมือออกแล้ววิ่งเข้าห้องนอน แล้วล็อคห้องไว้ จากนั้น “เดียร์” ก็สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับรู้สีกเหนื่อยๆ เลยคิดว่าจะไปหยิบน้ำดื่ม ระหว่างที่เดินอยู่ “เดียร์” ก็นึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี๊เขานอนอยู่ที่โซฟา ไม่ได้เข้ามานอนในห้อง  ! ทันใดนั้นก็มีเสียงกระทุ้งประตูและมีเสียงถามว่า “มึงเปิดได้หรือยัง มึงเปิดได้หรือยัง !” จน “เดียร์” กระโดดกลับไปที่เตียงนอนซึ่งอยู่ติดกับหน้าต่าง พอมองออกไปก็เห็นยายคนหนึ่งบอกว่า “อย่าเปิดนะ” พอเห็นดังนั้น ด้วยความกลัว “เดียร์” จึงกระโดดไปที่กลางห้องแล้วคลุมโปงหลับไปจนเช้า

หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ ป้าที่อยู่ชั้นบนก็มาขอให้ “หรั่ง” และ “เดียร์” ช่วยยกโทรทัศน์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่เข้าไปไว้ที่ห้อง พอไปถึงห้องของป้าคนนั้น “เดียร์” ก็ปล่อยโทรทัศน์ของป้าลงทันทีที่มองไปเห็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเห็นอยู่ที่โกฏิ ! ซึ่งผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องของป้าที่ช่วยยกโทรทัศน์ขึ้นมาให้

ผ่านไปสี่วัน … “เดียร์” ย้ายออกจากคอนโดและกลับไปอยู่บ้าน ผ่านไปสามวันแม่ของ “เดียร์” ก็โทรไปหาเพื่อนแล้วบอกว่า “เดียร์” ตายแล้วนะ ! พอเพื่อนในกลุ่มพากันไปที่งานศพ ก็เห็นเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานมูลนิธิคุยกันว่า “มันตายน่าสงสาร” ด้วยความสงสัย “หรั่ง” จึงถามว่า “เดียร์” ตายยังไง คำตอบก็คือ “ตอนที่ตายน่ะตามันเหลือก มือมันหงิก แต่ที่แปลกคือมันอมภาพผู้หญิงกับเหรียญห้าเอาไว้หนึ่งเหรียญ !” ซึ่งภาพที่ “เดียร์” อมไว้ตอนตายก็คือ ภาพของผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง !

– หลอนทั้งหมู่บ้าน –

… เรื่องราวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร … เรื่องมีอยู่ว่า … “หญิง” ซึ่งเป็นลูกสาวกำนัน เป็นผู้หญิงที่มีหน้าตาดี แต่ยังไม่มีสามี ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดีเลยมีผู้ชายระแวกนั้นมาติดพันหลานคน แต่ต่อมาเมื่อมีข้าราชการเข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อที่จะทำฝายกั้นน้ำ “หญิง” กับข้าราชการคนดังกล่าวก็เกิดรักชอบกันและตกลงว่าจะแต่งงานกัน

หนึ่งเดือนก่อนจะถึงงานแต่งก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเย็นวันหนึ่งมีผู้ชายขี่จักรยานมาหน้าบ้านแล้วเรียก “หญิง” ไปพูดคุยที่รั้วหน้าบ้าน พอตกค่ำเวลาประมาณสองทุ่ม “หญิง” ก็ขี่จักรยานออกจากบ้านไปยังท่าข้าม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็น “หญิง” อีกเลย !

ต่อมาชาวบ้านก็เลยบอกกำนันซึ่งเป็นพ่อของหญิงให้ไปปรึกษาพวกร่างทรง ก็ได้ความว่าให้กลับไปทำการค้นหา “หญิง” อีกครั้ง บริเวณป่าไผ่ ซึ่งอยู่ข้างทางระหว่างทางไปท่าข้ามที่ “หญิง” หายตัวไป … เมื่อชาวบ้านพากันไปทำการค้นหาอีกครั้งก็พบเข้ากับศพของ “หญิง” !

หลังจากนั้นก็เริ่มมีเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ มีชาวบ้านปั่นจักรยานออกไปจับกบ-จับเขียดแล้วก็เจอผีผู้หญิงเดินออกมาจากป่าไผ่บอกให้ช่วยไปตามหาฆาตกร แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเพราะคนที่เจอเข้ากับเหตุการณ์นี้ค่อนข้างเป็นคนขี้เมา ต่อมาก็มีพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านขี่มอเตอร์ไซด์ซ้อนกันกลับบ้าน ก่อนมาถึงป่าไผ่ จู่ๆ ไฟหน้ารถก็ดับ พอลองซ่อมแซมอยู่ซักพักก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เลยตัดสินใจขี่รถกลับกันทั้งที่ไฟหน้ารถดับอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกข้างหลังรถ พร้อมกับเสียงผู้หญิงพูดขึ้นว่า “เก็บให้กูหน่อย … เก็บให้กูหน่อย” พอหันกลับไปดูก็เห็นเครื่องในกองอยู่เต็มพื้น พอเห็นดังนั้นก็พากันนึกขึ้นได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีผู้หญิงถูกฆ่า ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนคนกระโดดลงไปที่คันนาข้างทางที่มีน้ำขังอยู่ แล้ววิ่งหายไป !

ถัดมาในช่วงวันพระใหญ่ จู่ๆ ก็มีคนบ้าคนนึงที่อยู่ในหมู่บ้านเดินวิ่งไปตามถนนลูกรังของหมู่บ้าน พร้อมกับตะโกนว่า “คืนนี้ไอ้หญิงจะกลับมานะ … คืนนี้ไอ้หญิงจะกลับมา !” พอวิ่งมาถึงรั้วบ้านของกำนันซึ่งเป็นพ่อของ “หญิง” คนบ้าคนนั้นก็เกาะที่รั้วบ้านแล้วพูดว่า “ไอ้หญิงจะกลับมานะ … ไอ้หญิงคิดถึงบ้าน” พอพูดเสร็จคนบ้าคนนั้นก็วิ่งหายไป … คืนนั้นผู้คนในหมู่บ้านต่างก็พากันกลัวไปตามๆ กัน

พอตกดึกก็เริ่มมีเสียงหมาหอนตั้งแต่ท้ายหมู่บ้านไปจนถึงป่าไผ่ แล้วก็มีเสียงเหมือนคนลากของไปตามพื้นถนน คนที่สงสัยต่างก็พากันแอบดูแล้วเห็นเป็นผู้หญิงใส่ผ้าถุงสีดำเดินเท้าเปล่าลากกระสอบมาห่อนึง พอลากมาถึงก็ก้มลงคว้าเอาผู้หญิงอีกคนออกมาจากกระสอบแล้วเอามายืนข้างกัน แต่ผู้หญิงอีกคนกลับไม่มีหัว ! แล้วก็พากันร้องไห้โหยหวน ผู้คนที่พบเห็นต่างก็พากันกลัว … แล้วทั้งสองร่างก็พากันเดินไปที่บ้านของกำนัน ทันทีที่กำนันเห็นก็ตะโกนออกไปว่า “ทำไมมาหลอกชาวบ้าน ทำไมไม่ไปหลอกไอ้คนที่ฆ่า ไปหามันมาสิ ทำไมต้องมาหลอกชาวบ้าน !” พร้อมกับเอาปืนลูกซองมายิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัด

สุดท้ายชาวบ้านก็พากันไปปรึกษากับพระเกจิที่อยู่ต่างอำเภอ ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปเผาป่าไผ่ ก็เลยตัดสินใจพากันเผาป่าไผ่ทิ้ง แต่ก็น่าแปลกที่ตอนกลางคืน ถ้าใครผ่านบริเวณนั้นจะเห็นเหมือนมีผู้หญิงกึ่งนั่ง-กึ่งนอนเอาหัวหนุนจอมปลวกอยู่ !

– แรงกว่าสัมภเวสี –

เรื่องมีอยู่ว่า … “ตาชัน” กับ “ยายเล็ก” มีลูกสาว 3 คน คือ แดง กาญจน์ ชบา (น้อย) … คืนนึง “น้อย” ลงไปเข้าห้องน้ำตอนดึก แล้วเกิดล้มหัวฟาดกับพื้น ฝ่ายพ่อ-แม่เห็นลูกสาวลงไปเข้าห้องน้ำนานผิดปกติก็เลยลงไปดู แล้วก็เห็น “น้อย” นอนหมดสติอยู่ จึงพากันอุ้มกลับขึ้นไปบนบ้าน พอรุ่งขึ้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นกับ “น้อย” !

เริ่มจากเสียงพูดของ “น้อย” ไม่เหมือนเดิม เป็นเสียงของคนหลายคนสลับกันพูด ทั้งเสียงของคนแก่ทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง เด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชาย ฯลฯ ต่อมา “น้อย” เริ่มไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำเป็นอาทิตย์ เรียกพ่อกับแม่ว่า “ไอ้ชัน” กับ “อีเล็ก” ไม่ใส่เสื้อผ้าทั้งตอนอยู่บ้านและตอนที่จะออกไปข้างนอก เวลาที่คนในบ้านเผลอก็มีแต่จะหนีออกนอกบ้าน คนในบ้านจึงต้องช่วยกันจับเอาไว้ทุกครั้ง ต่อมาจึงต้องล่ามโซ่เอาไว้

อยู่มาวันนึง “น้อย” ก็บอกกับตาชัน-ยายเล็กว่าตนอยากกินข้าว เลยให้ยายเล็กไปทำแกงสับปะรดและให้ตาชันไปหุงข้าว พอทำกับข้าวเรียบร้อยแล้วก็เกิดเรื่องขึ้น เมื่อ “น้อย” กินไปได้แค่คำเดียว ก็หยิบเอาถ้วยแกงสาดใส่หน้ายายเล็ก พร้อมกับตะโกนด่าทอว่า “มึงทำรสชาติแบบนี้กูแดกไม่ได้หรอก แล้วกูตั้ง 3-4 คน มึงเอามาให้แค่นี้ กู 3-4 คน กูไม่พอกิน แล้วพวกกูจะมาอีก 5-6 คน มันจะพอกินมั้ย มึงทำให้กูแค่นี้น่ะ !”

หลังจากนั้น 4-5 เดือน ทุกเย็นกับกลางดึก “น้อย” ก็จะเริ่มกรีดร้อง จนกลายเป็นเรื่องปกติของคนในหมู่บ้าน  พออาการหนักเข้า ตาชัน-ยายเล็ก ก็เริ่มเครียด แล้วก็ไปพึ่งหมออาคมหลายต่อหลายคน จนกระทั่งต้องเริ่มขายทรัพย์สินที่มีอยู่ จากบ้านที่มีฐานะก็เริ่มมีทรัพย์สินลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีหมอคนใดสามารถทำอะไรได้ !

อยู่มาวันหนึ่ง “น้อย” ก็พูดกับยายเล็กว่า “แม่ … ลูกไม่เคยได้เห็นเดือน-เห็นตะวันเลยช่วงนี้ ลูกอยากจะออกไปข้างนอก ลูกอยากกจะออกไปนอกชาน” ตาชัน-ยายเล็กเลยปลดโซ่ให้ “น้อย” แล้วพาออกมาที่นอกชาน แล้ว “น้อย” ก็พูดกับยายเล็กว่า “แม่ … หนูรู้สูตรยามาแล้วนะ หนูจะทำยาขาย” แล้ว “น้อย” ก็เริ่มทำยาขาย คนในระแวกบ้านก็พากันไปซื้อมากิน ซึ่งยาที่ว่านี่ช่วยแก้ปวดเมื่อยได้ดีนัก ต่อมา “น้อย” ก็ถามยายเล็กว่า “แม่ … ถ้าหนูจะเป็นคนทรง แม่จะว่ายังไง” แล้วก็บอกให้แม่ทำศาลไม้สักที่สามารถนั่งได้เวลาที่จะรับครู

พอถึงวันทำพิธีก็มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธี พอเสร็จพิธี “น้อย” ก็ลงมาที่บ้าน ตาชัน-ยายเล็กก็ไปนิมนต์พระที่วัดมาเพื่อที่จะทำพิธีปัดรังควาญ พอพระมาถึงบ้านก็สั่งให้ไปตักน้ำมา 3 ถังเพื่อทำพิธี ฝ่าย “น้อย” ที่นั่งดูอยู่ก็ถามขึ้นว่า “มึงจะทำอะไรกูล่ะ” แล้วก็นั่งดูเหตุการณ์ต่อไปจนกระทั่งพระทำน้ำมนต์เสร็จ “น้อย” ก็ลุกขึ้นยืน แล้วถามขึ้นมาว่า “เสร็จรึยัง” พร้อมกับยกน้ำมนต์ขึ้นแล้วสาดไปที่พระทั้ง 3 ถัง แล้วพูดขึ้นว่า “กูไม่เป็นแม่มันแล้วคนทรง มึงจะมาทำกูด้วยวิธีนี้ไม่ได้ !” ฝ่ายพระเมื่อโดนน้ำมนต์สาดเข้าไป พอคว้าย่ามได้ก็สะพายย่ามเดินกลับวัดทันที จากนั้น “น้อย” ก็ขึ้นไปบนศาลแล้วอาละวาดรื้อศาลจนพัง แล้วบอกกับตาชัน-ยายเล็กว่า “ไอ้ชัน-อีเล็ก กูจะอาบน้ำ กูจะชำระความเฮงซวยในร่างกูให้หมด มึงไปตักน้ำมากูจะอาบ !” พอได้ยินดังนั้น ตาชัน-ยายเล็ก แดง-กาญจน์ ก็พากันไปตักน้ำมาให้ “น้อย” อาบ พอจับถังได้ “น้อย” ก็เทน้ำลาดตัวเองถังแล้วถังเล่า จนตาชันเริ่มเหนื่อยและโมโหเลยตะโกนขึ้นว่า “มึงจะพอรึยังอีน้อย” “เออ … กูอาบแค่นี้แหละ” ฝ่าย “น้อย” ตอบกลับ แล้วก็เดินเข้าไปในห้อง พอตกกลางคืนยายเล็กก็เข้าไปดูอาการของ “น้อย” เพราะกลัวว่าจะไม่สบาย พอยายเล็กเข้าไปในห้องก็ยกตะเกียงขึ้นเพื่อดูอาการของลูก ก็เห็นลูกสาวนอนอยู่ แต่ขณะที่จะเข้าไปคลำตัวลูกสาว ก็มีน้ำหยดลงมาจากเพดานถูกหัวของยายเล็ก แกเลยเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็เห็นว่ามีคนนั่งหัวเปียกเรียงกันอยู่เต็มขื่อ ! พร้อมกับชี้หน้ามาที่ยายเล็กแล้วพูดว่า “กูจะอยู่กับลูกมึงอย่างนี้จนลูกของมึงตาย !”

– ต้องรีบออก –

เรื่องมีอยู่ว่า … “พลอย” เดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อที่จังหวัดศรีสะเกษ ตกเย็นวันนั้น “พลอย” ก็ชวนหลานไปเดินตลาด ขณะที่กำลังจะเดินออกจากตลาดเพื่อกลับบ้านก็เจอกับยายคนหนึ่งเดินถือตะกร้ามาแล้วก็สะกิดแขน แล้วพูดออกมาเป็นภาษาส่วย ซึ่ง “พลอย” ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยิ้มให้กับยายคนนั้น ยายเลยพูดเป็นภาษากลางว่า “ช่วยซื้อหน่อยหนู ยายเหลือไม่เยอะแล้วลูก ยายขายถั่วกับลูกกระบก ยายขายถุงละสิบบาท ช่วยหน่อย” ขณะที่ยายกำลังพูด มือข้างนึงก็คล้องตะกร้า แต่มืออีกข้างจับแขนของ “พลอย” ตลอดเวลา แล้วก็ลูบผิวพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ผิวดีเนาะ … หนูมาจากที่ไหน” ฝ่ายพลอยก็ตอบกลับไปว่า “หนูเพิ่งมาจากกรุงเทพฯ พอดีมาทำงานอยู่ที่จังหวัดอุบลฯ เลยแวะมาเยี่ยมคุณพ่อ” ขณะที่พูดคุยกันอยู่ยายก็ยังคงลูบแขนของ “พลอย” ตลอดเวลา จน “พลอย” รู้สึกแปลกๆ แต่ก็ช่วยยายซื้อของไปสองถุง แล้วยายก็ถามต่อว่า “บ้านอยู่ไหน” ฝ่าย “พลอย” เริ่มรู้สึกไม่ดีเลยตอบกลับไปว่า “อยู่ใกล้ๆ นี่แหละค่ะ” แล้วก็รีบกลับบ้านไป

พอตกกลางคืนหลังจากอาบน้ำ-กินข้าวแล้ว “พลอย” ก็เตรียมที่จะเข้านอน คืนนั้น “พลอย” เลือกที่นอนอยู่ชั้นล่างของบ้าน ขณะที่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ก็เหลือบไปเห็นเป็นหน้าคนที่มุ้งกำลังโน้มตัวลงมาจนจะถึงแขนข้างซ้าย ทันใดนั้น “พลอย” ก็รู้สึกเหมือนโดนไฟดูด พอสังเกตดูก็เห็นใบหน้านั้นกำลังเลียที่แขน ! พอเห็นดังนั้น “พลอย” ก็ร้องขึ้นมาสุดเสียง จนพ่อกับแม่เลี้ยงวิ่งลงมาจากชั้นสอง แล้วพังประตูห้องเข้ามาพร้อมกับตะโกนถามว่า “เป็นอะไร” “พลอย” ก็ตอบกลับไปว่า “เมื่อกี๊ใครก็ไม่รู้มาเหมือนจะกัดแขน แล้วเลียมาที่แขน” ฝ่ายพ่อก็เลยบอกให้แม่เลี้ยงดูสิว่ามันคืออะไร ก็พบว่าที่มุ้งก็มีรอยน้ำเหมือนน้ำลายและที่แขนก็มีรอยน้ำเหมือนน้ำลายเช่นกัน พอเห็นดังนั้นแม่เลี้ยงก็ไปเคาะประตูเรียกยายที่นอนอยู่ห้องข้างๆ ยายเลยเอาผ้าขาวม้าพาดคอแล้วเดินออกไปนอกบ้านแล้วพูดภาษาส่วยพร้อมกับจุดธูป จากนั้นก็ให้แม่เลี้ยงเอาธูปไปปักที่มุมบ้านทั้งสี่มุม แล้วให้พ่อเอาไม้ไปเคาะตามเสารั้วบ้านขณะที่ยายเดินไปพร้อมกับพ่อ ยายก็พูดเป็นภาษาส่วย ฝ่ายแม่เลี้ยงหลังจากเอาธูปไปปักที่่มุมบ้านเสร็จแล้วก็พา “พลอย” ขึ้นบ้านไปไหว้พระและเอาตะกรุดมาให้ใส่ ส่วนยายก็ขึ้นไปสวดมนต์ หลังสวดมนต์เสร็จก็เอาสายสิญจน์มาผูกที่คอ ข้อแขนและขาทั้งสองข้าง แล้วบอกให้ “พลอย” เข้านอน ฝ่าย “พลอย” ซึ่งกำลังเสียขวัญก็ขอที่จะกินยานอนหลับ แต่แม่เลี้ยงบอกว่าต้องนอนแบบที่ถ้าไปปลุกแล้วต้องรู้สึกตัว ถ้าหลับแบบไม่รู้สึกตัวเขาจะมาเอา “พลอย” ไปได้ ! ในที่สุดคืนนั้น “พลอย” ก็ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วเผลอหลับไป

พอตื่นขึ้นมาประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ยายก็บอก “พลอย” ว่าอย่าเพิ่งออกจากบ้าน เพราะไม่รู้ว่าเขาไปรึยัง แล้วบอกหมอธรรมให้มาทำพิธีให้ตอนเที่ยง ฝ่ายแม่เลี้ยงก็จะออกไปหาของมาทำกับข้าวกินตอนเที่ยง ขณะนั้นมีรถขายผักมาจอดขายของอยู่อีกฟากหนึ่งของสนามฟุตบอลที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน แม่เลีี้ยงก็เลยเดินผ่านสนามฟุตบอลเพื่อที่จะไปซื้อของ ขณะที่แม่เลี้ยงเดินไปได้ประมาณครึ่งสนามก็หันหน้ากลับไปมองที่ “พลอย” ซักพักก็ล้มลงที่กลางสนาม พอลุกขึ้นมาได้ก็วิ่งกลับไปหา “พลอย” น้าข้างบ้านที่กำลังตั้งท้องอยู่เห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาขวางแม่เลี้ยงไว้ ฝ่ายพ่อกับน้าเขยพอเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยกันจับแม่เลี้ยงเอาไว้ แล้วแม่เลี้ยงก็ตะโกนออกมาเป็นภาษาส่วยในลักษณะเหมือนการด่าทอ ฝ่ายน้าสะใภ้ก็บอกว่า “หนูไปเอาเสื้อผ้า เอาของที่จำเป็น แล้วสตาร์ทรถไปเดี๋ยวนี้ !” ฝ่าย “พลอย” ที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไปเอาของบนบ้าน จากนั้นก็ขี่รถออกจากบ้านพร้อมกับน้าสะใภ้ไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งของญาติ แล้วน้าสะใภ้ก็บอกให้ “พลอย” อยู่ที่นี่ซักพักก่อน พอซักประมาณบ่ายสามโมงพ่อก็โทรมาหา แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง พร้อมกับบอกว่า “ที่แม่เลี้ยงตะโกนน่ะเขาบอกว่า กูจะเอามึง กูจะเข้ามึง กูจะสิงมึง กูจะเข้าหุ่นมึง เอาตัวมึง ถ้ากูเข้ามึงได้กูจะไปนอนกับผู้ชาย ถ้ามึงไปหาผู้ชายมานอนไม่ได้กูจะกินมึง กูจะเข้ามึง กูจะเข้ามึง !!!” พลอยเลยถามกลับว่าแม่เลี้ยงเป็นอะไร พ่อเลยบอกว่าคนที่มาเข้าเนี่ย เขามาเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืน คนในบ้านของ “พลอย” สวดไล่เขาตั้งแต่เมื่อคืนก็เลยจะเข้าผ่านแม่เลี้ยงไปหา “กูเลียมันแล้ว รูมันไม่เปิด กูเข้ามันไม่ได้ !” แต่พ่อก็บอกว่าสบายใจได้เพราะตอนนี้หมอธรรมทำพิธีให้แล้ว พร้อมกับบอกว่า “พลอย” น่ะไปสัมผัสไปให้เขาจับ ยายคนนี้จะมาตีสนิทกับผู้หญิงต่างถิ่นที่ผิวพรรณดี หน้าตาดี แล้วเขาก็จะมาสิงจากนั้นก็จะไปนอนกับผู้ชาย แล้วเขาก็จะออกไป แต่ถ้าญาติพี่น้องรู้ว่าโดนเขาเข้า ยายคนนั้นก็จะกินข้างในคนที่ถูกสิงแทน !

– ไม่น่าหยิบมาเลย –

เรื่องมีอยู่ว่า … มีเด็กกลุ่มหนึ่งชวนกันไปเล่นซ่อนหา ด้วยความที่กลัวเพื่อนจะหาเจอ “หมี” จึงเข้าไปแอบในปล่องเมรุ (ผู้เล่าบอกว่าเป็นโรงเรียนวัด ภายในโรงเรียนจะมีส่วนหนึ่งอยู่ติดกับเมรุ) ซักพัก “เต๋อ” ก็วิ่งตามสมทบ จากนั้นทั้งสองก็ปิดประตู ภายในปล่องเมรุ “หมี” จะนั่งอยู่ด้านหน้าใกล้กับประตู ส่วน “เต๋อ” นั่งถัดเข้าไปข้างใน  ระหว่างที่ทั้งสองพากันแอบซ่อนเพื่อนภายในปล่อง “เต๋อ” ก็เผอิญเก็บเอาของบางอย่างขึ้นมา พอเห็นว่าสวยดีก็เลยเก็บใส่กระเป๋า ซักพัก “หมี” ก็ได้ยินเสียงดัง “แฮ่” มาจากทางด้านหลัง เท่านั้นแหละทั้งสองคนต่างพากันวิ่งหนีออกมาจากปล่อง พอออกมาข้างนอกก็พบว่าเพื่อนต่างพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว “หมี” เลยหันไปถาม “เต๋อ” ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน เพราะปกติ “เต๋อ” มักจะไปนอนด้วย

คืนนั้นระหว่างที่ “หมี” กำลังนอนก็สังเกตเห็นว่า “เต๋อ” ไม่ยอมนอน เอาแต่นั่งกอดเข่าแล้วจ้องมองมาที่เขา พอถึงเวลาเช้าแม่ของ “เต๋อ” ก็มารับกลับ ตอนกลางวันก็ไปโรงเรียน ระหว่างอยู่ที่โรงเรียน “เต๋อ” ก็เดินไปที่แปลงปลูกพืชสวนครัว แล้วก็คว้าเอาแตงกวากับพริกขึ้นมากิน ฝ่าย “หมี” ก็ได้แต่แปลกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ “เต๋อ” พอตกเย็นหลังเลิกเรียนบรรดาเพื่อนๆ ก็ชวนกันไปเล่นเตะบอลกัน ฝ่าย “เต๋อ” ขอตัวกลับบ้านไปก่อน

เช้าวันต่อมาเจ้าของร้านขายของเล่นหน้าโรงเรียนก็มาถาม “หมี” ว่าเมื่อคืน “เต๋อ” ได้ไปนอนบ้านด้วยหรือเปล่า แล้วก็เล่าว่าเมื่อคืนเห็น “เต๋อ” มาเดินอยู่แถวโรงเรียนตอนประมาณ 4-5 ทุ่ม เดินไป-รำไป พอได้ยินดังนั้น “หมี” ก็เลยตัดสินใจไปบอกครูประจำชั้น ครูก็เลยไปคุยกับ “เต๋อ” แต่ “เต๋อ” กลับด่าทอครูกลับมา วันต่อๆ มาเริ่มมีชาวบ้านสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของ “เต๋อ” และบอกว่าตกกลางคืนก็จะเห็นมีคนแก่เดินจูง “เต๋อ” ไป เดินไป-รำไป

จนกระทั่งวันหนึ่ง “เต๋อ” ก็ไม่มาโรงเรียน แม่ของ “เต๋อ” ก็เลยมาหา “หมี” ที่บ้าน แต่สวนทางกัน ตาก็เลยถามเรื่องของ “เต๋อ” พร้อมกับเล่าให้ “หมี” ฟังว่า “เต๋อ” ฆ่าแมวที่บ้านตายหมดเลย เรื่องดังกล่าวทำให้ “หมี” ชักจะสงสัยพฤติกรรมของ “เต๋อ” มากขึ้น วันต่อมา “หมี” เจอกับ “เต๋อ” ที่โรงเรียนก็เลยคุยกัน ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน ฝ่าย “เต๋อ” ก็ตอบกลับมาว่า “บ้านของกูอยู่ที่นี่” และที่ที่ “เต๋อ” นอนอยู่ทุกคืนก็คือ “เมรุ” ที่เข้าไปเล่นซ่อนแอบเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง ! หลังเห็นท่าไม่ดี “หมี” ก็เลยไปบอกมัคทายก ฝ่ายมัคทายกได้ยินดังนั้นก็จับมือและลาก “เต๋อ” เข้าวัด แต่ “เต๋อ” กลับวิ่งหนีไป

คืนนั้นประมาณสามทุ่ม “หมี” ก็เห็น “เต๋อ” พยายามปีนบันไดบ้านขึ้นมาเพื่อขอมานอนด้วย “หมี” ก็ไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งสี่ทุ่มกว่า “หมี” ก็รู้สึกว่า “เต๋อ” ลุกขึ้นเดินและเปิดประตูออกไป แต่พอหันกลับมาดู ปรากฏว่า “เต๋อ” ยังคงนอนอยู่ที่เดิม ! ฝ่าย “หมี” ก็พยายามข่มตานอน ซักพัก “หมี” ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินกลับเข้ามา “หมี” จึงค่อยๆ แอบดู เห็นเป็นชายแก่เดินมาแล้วนั่งคุกเข่า เอามือคร่อมไปที่ “เต๋อ” แล้วทำเสียงดัง “แฮ่” พอเห็นดังนั้น “หมี” ก็กระโดดหนีออกมา ตาของ “หมี” ก็เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น “หมี” จึงตอบกลับไปว่า “ผีหลอกครับตา !” ฝ่าย “เต๋อ” ก็งัวเงียตื่นขึ้นมา แล้วตาของ “หมี” เลยบอกให้ “เต๋อ” กลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ของ “เต๋อ” ก็มาหา “หมี” เพื่อถามว่าพากันไปเล่นอะไรมา “หมี” จึงเล่าความจริงให้ฟัง แล้วพากันไปดู “เต๋อ” พอไปถึงบ้านของ “เต๋อ” ก็พบว่า “เต๋อ” กำลังนอนอยู่แต่ในมือกำลังกำอะไรซักอย่าง ต่างคนก็ต่างช่วยกันแกะออกดูก็พบว่า สิ่งที่ “เต๋อ” กำเอาไว้ในมือก็คือ “ฟันปลอมที่ทำจากตะกั่ว” พอเห็นดังนั้นต่างคนก็พากันผวา แล้วตกลงกันว่าจะไปพาหลวงพ่อมา ทันใดนั้นเอง “เต๋อ” ก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องไปตามหรอก … เดี๋ยวกูก็กินมันหมดแล้ว !”

– แอบตายที่ใต้เตียง –

เรื่องมีอยู่ว่า … “บอย” มีแฟนสาวอยู่คนหนึ่งคบกันประมาณ 3-4 เดือน ต่อมาทั้งสองคนทะเลาะกันเพราะฝ่ายผู้หญิงคิดว่า “บอย” แอบไปมีคนอื่น อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายผู้หญิงก็กระโดดตึกฆ่าตัวตาย ! แต่ด้วยความที่ “บอย” ไม่อยากย้ายหอใหม่เนื่องจากติดเรื่องค่ามัดจำหอ ก็เลยจำใจอยู่ที่หอเดิมต่อไป คืนแรกเหตุการณ์ก็ยังปกติดี พอคืนที่สอง “บอย” มองออกไปเห็นแฟนนอนตะแคงอยู่ที่หลังตู้เสื้อผ้าแล้วยิ้มให้ แต่ “บอย” ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าก็แฟนตัวเองและอีกอย่างคือ “บอย” ไม่กลัวเรื่องพวกนี้

คืนต่อมาฝ่ายผู้หญิงก็มาหา “บอย” อีก แต่วันนี้กลับขึ้นไปยืนบนเตียงแล้วโค้งลงมามองดู “บอย” หลับ แล้วถามขึ้นว่า “บอย … ไปอยู่ด้วยกันมั้ย” บอยเลยตอบว่า “ไม่ไป … ยังเรียนไม่จบ” หลังจากนั้น “บอย” ก็มักจะถูกแฟนสาวตามรังควาญอยู่อย่างนั้น จนเริ่มทนไม่ไหวจึงไปปรึกษากับเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนในกลุ่มก็พาไปวัด เผอิญวันนั้นหลวงพ่อไม่อยู่ คนที่อยู่ในวัดเลยให้คำแนะนำว่า “ให้บอยนอนใต้เตียงเป็นเวลาเจ็ดวัน ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรห้ามออกมาจากใต้เตียง”

พอถึงวันที่สี่ซึ่งเป็นวันสอบปลายภาค “บอย” ก็ขาดสอบ เพื่อนในกลุ่มจึงพากันไปหา “บอย” ที่หอ แต่เข้าห้องไม่ได้เนื่องจากล็อคลูกบิดไว้ จึงพากันไปขอร้องให้แม่บ้านช่วยมาเปิดห้องให้ พอเข้าไปในห้องได้ แม่บ้านก็เดินไปสะดุดเข้ากับแขนของใครคนหนึ่ง พอสังเกตดูดีๆ จึงพบว่าเป็นแขนของ “บอย” ! พอเห็นว่า “บอย” ตายแล้ว เพื่อนในกลุ่มที่เคยพา “บอย” ไปขอคำปรึกษาที่วัดก็พากันนั่งรถแท๊กซี่ไปที่วัดดังกล่าวเพื่อที่จะไปถามว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง คนที่ให้คำปรึกษาจึงถามว่า “ตอนที่ผู้หญิงกระโดดตึก ผู้หญิงกระโดดลงสภาพไหน” เพื่อนในกลุ่มจึงโทรไปถามแม่บ้านก็ได้คำตอบว่า “เอาหัวลง !” คนที่ให้คำปรึกษาจึงตอบว่า “ตอนที่ผู้หญิงเขามา เขาไม่ได้เอาเท้าเดิน แต่เอาหัวเดินมา !”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s