เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: สะบายดีเวียงจันทน์

… อีกหนึ่งโปรแกรมต่างแดนที่ไปค่อนข้างจะบ่อยมากในช่วง 1-2 ปีหลัง … โปรแกรมนี้ไม่ได้ไปกะชาวแก๊งค์ครับ … แต่ไปในลักษณะของการทำงาน (นิดหน่อย) … โปรแกรมที่ว่าเนี่ยก็คือ “เวียงจันทน์”

ปกติแล้วทริปเวียงจันทน์เป็นทริปสั้นๆ คือเที่ยวจบภายในวันเดียว … สถานที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกซิตี้ทัวร์นั่นแหละ แล้วก็แถมด้วยโปรแกรมแวะตามสถานที่ที่ทางลาวจัดให้นักท่องเที่ยวต้องไป คือมันเป็นนโบายของประเทศเขาครับ … ตอนแรกผมก็งงๆ ว่าแวะทำไม พอมารู้เฉลยในตอนหลังก็เลยถึงบางอ้อ   

สถานที่ที่ไปสำหรับพวกที่เป็นแลนด์มาร์กจะเหมือนกันทุกรอบก็คือ วัดศรีเมือง หอพระแก้ว ประตูชัยฯ แล้วก็พระธาตุหลวงครับ … แต่ว่า… แต่ละรอบที่ไปโปรแกรมอาจมีสลับกันบ้างตามความเหมาะสมและดุลพินิจของไกด์ ส่วนโปรแกรมสำรองหรือโปรแกรมภาคบังคับก็จะมีพวกร้านขายของพื้นบ้าน พวกผ้าซิ่น เครื่องเงิน ห้างสรรพสินค้า แล้วก็จะมีสำนักงานขายยาจีนและบัวหิมะ ! … บัวหิมะแบบที่มีอยู่เมืองจีนนั่นแหละครับ พอดีทางการจีนมีนโยบายซึ่งเอื้อประโยชน์หลายอย่างให้กับทางการลาว ก็เลยมีการจัดลงไปในโปรแกรมด้วย เพื่อช่วยกระจายสินค้า … สำหรับโปรแกรมสำรองพวกนี้อาจมีสลับหมุนเวียนเปลี่ยนที่กันในแต่ละครั้งที่ไปครับ แต่โดยรวมแล้วจะมีลักษณะสินค้าคล้ายๆ กัน

… ฮัลโหลโป่งโป๊ง

เสียงทักทายแรกจากไกด์สาวทันทีที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและขึ้นรถไปนั่งประจำที่สำหรับทริปเวียงจันทน์ … อย่างที่บอกว่าเวียงจันทน์เป็นทริปที่ผมไปค่อนข้างบ่อยในช่วง 1-2 ปีหลัง รวมๆ แล้วก็ประมาณ 3-4 ครั้งครับ ทุกรอบที่ไปจะได้ไกด์สาวเป็นผู้นำทัวร์ตลอด แต่สำหรับแก๊งค์อื่น … อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะ    

ทันทีที่รถเคลื่อนออกจากด่านก็จะมุ่งหน้าเข้าสู่เวียงจันทน์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 30 กว่านาที … บนรถไกด์ก็จะแนะนำหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับเมืองลาว รวมถึงเรื่องที่ควรจะรู้ อาทิ พอข้ามฝั่งมาลาวปุ๊บ … กรุณาปิดโทรศัพท์ของท่านจะเป็นการดีที่สุด เพราะทันที่ที่ข้ามฝั่งมา ระบบโทรศัพ์จะถูกเปลี่ยนเป็นแบบโรมมิ่ง (Roaming) ทันที … ไม่ว่าจะโทรหรือรับสาย ค่าโทรแพงบรรลัยแน่นอนครับ !   

ตามเส้นทางมุ่งสู่เวียงจันทน์จะผ่านโรงงานเบียร์ของลาว ซึ่งก็คือ … เบยลาว นั่นเอง … ไกด์มักจะบอกว่า “กินวันนี้ เมาวันพรุ่งนี้” ทุกรอบที่ไปครับ แต่ผมไม่เคยลองเพราะไม่ถูกกะพวกเบียร์หรือเหล้า เลยไม่รู้ว่าจริงรึป่าว     … พอใกล้ถึงเวียงจันทน์ไกด์ก็จะเริ่มวางโปรมแกรมว่าจะไปที่ไหนกันก่อนครับ … ซึ่งผมขอไม่เรียงลำดับ เพราะแต่ละรอบที่ไปโปรแกรมมันปรับไปตามความเหมาะสม …

… แต่ส่วนใหญ่แล้ว โปรแกรมแรกมักจะเป็นวัดศรีเมืองครับ … สำหรับวัดศรีเมืองเป็นวัดในนครเวียงจันทน์ที่มีประชาชนลาวเดินทางไปสักการะบูชาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ภายในวัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ วัดศรีเมืองสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2106 โดยเหล่าเสนาอำมาตย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ลงความเห็นให้สร้างวัดศรีเมือง ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงในปี พ.ศ. 2371 และสร้างวัดศรีเมืองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2458 ภายในวัดศรีเมืองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ พระพุทธรูปองค์นี้ได้ชำรุดไปบางส่วน ซึ่งชาวลาวเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ด้านหน้าบริเวณตรงข้ามประตูทางเข้าวัดศรีเมืองมีร้านจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียนและร้านจำหน่ายผลไม้ให้บริการ … ทางด้านตะวันออกของวัดศรีเมืองมีสวนสาธารณะเล็กๆ มีพระบรมรูปของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ตั้งอยู่บนแท่นสูงกลางสวนสาธารณะ พระบรมรูปเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นี้เป็นของขวัญที่ทางสหภาพโซเวียตมอบให้มาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากนั้นแผ่นป้ายโลหะจารึกพระนามถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รื้อทิ้งออกไป ภายหลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 (ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศลาว)

… หลังจากออกจากวัดศรีเมืองแล้ว … โปรแกรมก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมครับ แต่แลนด์มาร์กทั้งหลายจะอยู่ใกล้ๆ กัน คือใช้เวลานั่งรถไม่นานก็ไปถึง … ขอเล่าถึงพวกแลนด์มาร์กก่อนแล้วกันครับ ส่วนโปรแกรมสำรองมีมาโม้เป็นบางเรื่อง เอิ๊ก … สำหรับที่แรกที่จะพูดถึง เป็นที่ๆ ผมค่อนข้างจะชอบมากสำหรับทริปเวียงจันทน์นั่นก็คือ “หอพระแก้ว” ครับผม

หอพระแก้วตั้งอยู่ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือ พระเจ้าโพธิสาร สิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม … เมื่อปี พ.ศ. 2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯ มากมาย … สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากลาวได้รับเอกราชอีกด้วย … สำหรับส่วนในของพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว … ประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหินในเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมมาก่อน (ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศลาว)

… หลังจากออกจากวัดศรีเมืองแล้ว … โปรแกรมก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมครับ แต่แลนด์มาร์กทั้งหลายจะอยู่ใกล้ๆ กัน คือใช้เวลานั่งรถไม่นานก็ไปถึง … ขอเล่าถึงพวกแลนด์มาร์กก่อนแล้วกันครับ ส่วนโปรแกรมสำรองมีมาโม้เป็นบางเรื่อง เอิ๊ก … สำหรับที่แรกที่จะพูดถึง เป็นที่ๆ ผมค่อนข้างจะชอบมากสำหรับทริปเวียงจันทน์นั่นก็คือ “หอพระแก้ว” ครับผม

หอพระแก้วตั้งอยู่ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือ พระเจ้าโพธิสาร สิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม … เมื่อปี พ.ศ. 2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯ มากมาย … สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากลาวได้รับเอกราชอีกด้วย … สำหรับส่วนในของพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว … ประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหินในเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมมาก่อน (ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศลาว)

… นอกจากพระพุทธรูปแล้วก็จะมีตู้ไม้โบราณกับวัตถุโบราณตั้งอยู่รอบนอกครับ … ถ่ายรูปได้แต่ด้านนอก ส่วนด้านในห้าม !

… ตำนานพระแก้วมรกต

ความเป็นมาของ “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต” นั้น … ตามตำนานกล่าวว่า ประมาณปี พ.ศ. 500 พระนาคเสนเถระมีดำริจะสร้างพระพุทธรูปด้วยรัตนะให้เป็นที่สักการะบูชาของอินทร์ พรหม เทพยดาและมนุษย์ เพื่อให้ธรรมของพระพุทธองค์รุ่งเรืองและมั่นคง ท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์ทราบความคิดของพระเถระจึงได้จัดหาแก้วอมรโกฏ (แก้วทำโดยเทวดา) สีเขียวมาถวายและพระวิษณุกรรมได้แปลงร่างเป็นช่างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสร้างแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูป ปรากฏพระพุทธลักษณะอันงดงามยิ่ง

พระแก้วมรกตนี้ พบในพระสถูปเจดีย์วัดป่าญะ (ปัจจุบันคือ วัดพระแก้ว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) สถูปเจดีย์ถูกฟ้าผ่าพังลง พบพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองทั่วทั้งองค์ ต่อมามินานปูนที่ลงรักปิดทองกระเทาะออกเห็นเป็นพระพุทธรูปแก้วสีเขียวงามอยู่ภายใน

เหตุที่ต้องพอกปูนเข้าใจว่าเพื่อซ่อนเนื้อแก้วไว้ไม่ให้ใครรู้ เพราะสมัยนั้นพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่นครเชียงราย พระเจ้าแสนเมืองมา (เจ้านครเชียงใหม่) ทำสงครามกับพระเจ้าพรหม (เจ้านครเชียงราย) เพื่อจะนำพระพุทธสิหิงค์ไปเชียงใหม่ เจ้าครองนครเชียงรายเกรงว่าหากเสียทีในการรบจะเสียพระแก้วมรกตไปพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ หากจะต้องเสียก็ยอมให้แต่พระพุทธสิหิงค์องค์เดียว จึงหาวิธีอำพรางซ่อนพระแก้วมรกตให้มิดชิด ใครพบก็เห็นเป็นเพียงพระพุทธรูปธรรมดาไม่ได้ให้ความสนใจ

บ้านเมืองที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต นับตั้งแต่แรกพบในพระเจดีย์ที่เมืองเชียงราย มีดังนี้

  • เชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ. -(ไม่ปรากฏ)- ถึง พ.ศ. 1979
  • ลำปาง 32 ปี
  • เชียงใหม่ 84 ปี
  • หลวงพระบาง 12 ปี
  • เวียงจันทน์ 215 ปี
  • ธนบุรี 5 ปี (พ.ศ. 2322 ถึง พ.ศ. 2327)
  • กรุงเทพฯ พ.ศ.2327 ถึงปัจจุบัน

ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ไทยตีเมืองเวียงจันทน์ได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อดำรงพระอิสริยยศสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2322 พร้อมกับ “พระบาง”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงสร้างพระบรมมหาราชวังและพระอารามหลวง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากพระราชวังเดิมธนบุรีมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ณ วันจันทร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ในปี พ.ศ. 2527 พร้อมทั้งทรงสร้างเครื่องทรงฤดูร้อนและเครื่องทรงฤดูฝนถวาย ส่วนเครื่องทรงฤดูหนาว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างถวาย

นอกจากนี้ มีความเชื่อกันว่า “พระแก้วมรกต” และ “พระบาง” ประดิษฐานอยู่ด้วยกันไม่ได้ !

เมื่อครั้งที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยูที่นครเชียงใหม่และพระบางอยู่ที่หลวงพระบาง ทั้งสองนครนี้ก็อยู่กันมาด้วยความสงบสุข ครั้นเมื่อพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จไปครองหลวงพระบางได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเชียงใหม่ไปประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบางด้วย ก็เกิดเหตุร้ายขึ้นยืดเยื้อกลายเป็นสงคราม ในที่สุดพระไชยเชษฐาธิราชต้องย้ายราชธานีไปอยู่ที่เวียงจันทน์และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์อีก เหตุร้ายต่างๆ ก็ตามไปเกิดที่เวียงจันทน์ ต้องทำสงครามตลอดมาจนพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชถึงกับสิ้นพระชนม์ในสนามรบ

ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมากรุงธนบุรี ก็ทำให้กรุงธนบุรีเกิดจลาจล ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระเจ้าเวียงจันทน์ซึ่งเป็นประเทศราชได้มาถวายดอกไม้ทองเงินและเครื่องราชบรรณาการ เมื่อจะกลับได้กราบบังคมทูลขอ “พระบาง” กลับไปเวียงจันทน์ด้วย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงเห็นว่า พระบางมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร อีกทั้งคงได้ทรงทราบเรื่องพระแก้วมรกตและพระบางว่าประดิษฐานอยู่ด้วยกันไม่ได้ เมื่อชาวเวียงจันทน์เขารักใคร่หวงแหนจึงพระราชทาน “พระบาง” คืนไปไว้นครเวียงจันทน์ตามประสงค์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์คิดกบฏ เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ไปปราบกบฏราบคาบ ฃได้อัญเชิญ “พระบาง” ลงมาถวาย … พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 คงจะทรงทราบเรื่องอยู่บ้าง จึงไม่ทรงรับพระบางไว้ในพระราชวัง โปรดให้ไปไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส (วัดสามปลื้ม) แทน

พระบางอยู่วัดจักรวรรดิราชาวาสมาจนถึงรัชกาลที่ 4 เกิดฝนแล้งข้าวแพงติดๆ กันหลายปี ผู้คนพากันสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะพระแก้วมรกตกับพระบางมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เป็นแน่ จึงได้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้ขึ้น จึงได้มีผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดที่จะให้คนคิดเห็นไปในทางไม่ดีเช่นนั้น เมื่อเจ้านครหลวงพระบางมาถวายดอกไม้ทองเงินและเครื่องราชบรรณาการตามธรรมเนียมเมืองประเทศราช จึงพระราชทาน “พระบาง” กลับไปไว้ที่หลวงพระบางดังเดิม (พระแก้ว-พระบาง อยู่ด้วยกันไม่ได้)

… กลับมาต่อที่ทริปเวียงจันทน์นะครับ … สถานที่ต่อไปคือ “พระธาตุหลวง” ครับ … พระธาตุหลวงถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติและยังแทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 พระธาตุองค์นี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร

ปัจจุบันพระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ รอบๆ องค์พระธาตุใหญ่ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นสัญลักษณ์แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทองลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ และถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ประมาณ 100 เมตร จะเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวงซึ่งได้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน (ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศลาว)

… ทางเข้าด้านหน้าจะมีพ่อค้า-แม่ค้ามาชวนปล่อยนกครับ

สำหรับแลนด์มาร์กที่สุดท้ายก็คือ “ประตูชัยฯ” ครับ … ประตูชัยฯ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “รันเวย์แนวตั้ง” เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อนจึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะคล้ายกับประตูชัยที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น ที่ประตูชัยฯ จะมีบันไดวนให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ ตลอดบันไดวนจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน (ข้อมูลท่องเทียวประเทศลาว)

สำหรับแลนด์มาร์กในโปรแกรมเวียงจันทน์แบบวันเดียวก็ตามที่เล่าไปด้านบนครับ … ส่วนข้าวเที่ยง ซึ่งขาดไม่ได้    ก็แล้วแต่รอบครับ … แต่ที่เคยไปผมมีโอกาสได้ไปอยู่สองร้าน … ร้านแรกจะอยู่ติดริมโขง ส่วนอีกร้านเป็นโรงแรมครับ … อาหารก็โอเค อย่างที่บอกว่าผมกินอะไรก็อร่อยไปหมด เพราะงั้นเรื่องรสชาติไม่ใช่ปัญหาครับ     … แต่บางคนก็มีบ่นๆ บ้างเหมือนกัน

นอกจากแลนด์มาร์กแล้วก็จะมีโปรแกรมเสริมอื่นๆ … ที่ที่ผมเคยแวะจะมีห้างสรรพสินค้าของเมืองลาว ก็จะมีพวกกระเป๋า เข็มขัด นาฬิกา ฯลฯ ราคาถ้าตีเป็นเงินไทยแล้ว บางอย่างก็ไม่ถือว่าแพงมาก … ส่วนใหญ่สินค้าเป็นของแท้มั้ย อันนี้ไม่มั่นใจ เพราะตอนไกด์บรรยายผมไม่ได้สนใจฟัง เลยไม่กล้าฟันธงครับ ! … นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้วก็จะมีร้านขายพวกเครื่องเงิน แล้วก็ผ้าซิ่น … บางทริปก็จะมีคนซื้อผ้าซิ่นกลับมาบ้าง บางคนก็ซื้อของฝากติดไม้-ติดมือกลับมา แต่ผมไม่เคยซื้อ มีแต่เดินดูเฉยๆ เอิ๊ก

ส่วนสำนักงานขายพวกยาจีน … หลายๆ ครั้งที่ไปจะได้แวะครับ … แต่รู้สึกว่ารอบหลัง ตอนทริปวังเวียง  (เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: สะบายดี … วังเวียง) จะไม่ได้แวะครับ … ทริปเวียงจันทน์ของผมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกเด็กๆ ซึ่งคงไม่มีใครซื้อ ถึงอยากจะซื้อแต่ก็ไม่สู้ราคาครับ คือถ้าเป็นคนวัยทำงานอาจจะพอจับจ่ายไหว แต่กะพวกเด็กๆ แล้วไม่มีใครกล้าใช้ตังค์ขนาดนั้น … หลายๆ รอบที่ไปก็เลยแค่ไปนั่งฟังสรรพคุณกันเฉยๆ … นอกจากนี้ ที่สำนักงานขายฯ จะมีหมอแมะ (เรียกถูกป่าวหว่า !!?) มาตรวจสุขภาพสำหรับคนที่อยากรู้ให้ครับ … คือผมก็ไม่ได้มีอคติอะไรนะครับ แต่มีรอบนึงผมฮามาก … รอบนั้นมีคนเสนอตัวอยากให้ตรวจดูสุขภาพค่อนข้างเยอะครับ แบบว่าเกินสิบคนน่ะ … ช่วงแรกๆ หมอแกก็ตรวจให้เหมือนทุกทีนั่นแหละ แต่รอบนั้นตรวจไปซักพัก หมอแกหันกลับไปบอกคนที่รอตรวจอยู่ว่า “ไม่เป็นไรหรอก … สบายดีทุกคน” … แล้วก็โบกมือเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้แค่ความมึนงงของอีกหลายๆ คนที่ยังไม่ได้ตรวจ   

หลังจากตระเวณตามจุดต่างๆ รอบเวียงจันทน์แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับบ้านเกิดครับ … บางรอบไกด์จะพาแวะซื้อของข้างทาง กรณีที่มีคนอยากซื้ออะไรบางอย่างกลับมา … ของที่ว่าก็คือ “หนังควาย” ครับ … เป็นแบบที่เอาไปทอดกินหรืออะไรซักอย่างนี่แหละ … ซึ่งก็มีซื้อกลับมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เห็นบอกว่าก็แพงพอสมควรอยู่ เลยไม่ได้ซื้อครับ

พอเดินทางไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ผ่านการตรวจ จากนั้นก็จะแวะซื้อของที่ด่านครับ … ตามโปรแกรมแล้วก็จะแวะกันประมาณชั่วโมงนึงได้ … ช่วงนี้เป็นช่วงละลายทรัพย์ครับ เพราะหลายคนมักมาได้ของฝากแถวๆ ด่านนี่แหละ … ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขนม เสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ ประมาณนี้ … ส่วนพวกเหล้ากับบุหรี่จะจำกัดจำนวน ถ้าจะซื้อเยอะก็ต้องแบ่งๆ กันถือครับ

… บทส่งท้าย

สำหรับทริปเวียงจันทน์เป็นทริปสั้นๆ วันเดียวจบครับ … ก็ขับรถวนไป-วนมาอยู่ในเมืองนั่นแหละ … สินค้าส่วนใหญ่เห็นว่านำเข้าจากฝั่งไทยเอง หลายคนเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก … เพราะไกด์เองก็บอกว่า ชอบเข้าไปเที่ยวแถวๆ อุดรฯ เหมือนกัน แบบเข้าไปช็อปปิ้งน่ะครับ … สินค้าไหนควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ ไกด์จะคอยแนะนำให้ครับ … แต่ถ้าเป็นพวกสินค้าพื้นเมืองก็แล้วแต่คนครับ ใครสนใจก็ค่อยจับจ่ายเอา … ส่วนราคาสินค้า … ถ้าคิดจากเงินลาวกลับมาเป็นเงินไทย ผมว่าราคาสินค้าก็เอาเรื่องอยู่นะ … บางอย่างเคยถามราคาพอมาคำนวณดูแล้ว ก็หนักหนาสาหัสอยู่ ผมเลยไม่เคยซื้ออะไรกลับมาซักที ยกเว้น ของที่ด่าน

ทริปเวียงจันทน์ครั้งแรกๆ ที่ไปก็ตื่นเต้นดีครับ … เปิดหู-เปิดตา … แต่หลังๆ ชักจะไปบ่อย เลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ … ที่ยังคงสนุกอยู่ก็คงเป็นเรื่องเล่าจากบรรดาไกด์นี่แหละ … เพราะแต่ละรอบที่ไปผมไม่เคยเจอไกด์คนเดิมเลย … เรื่องเล่ามันก็จะเป็นคนละอย่าง … หลายๆ ครั้งก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำภาษาลาวนี่แหละ ฟังแล้วก็ฮาๆ ดี (ไม่ได้มองในแง่ไม่ดีนะครับ      )  … โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบความเรียบง่ายของเมืองลาวครับ แต่ถ้าไปอยู่จริงจะง่ายๆ สบายๆ หรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ทราบได้ … อีกเรื่องที่ชอบคือการแต่งตัวของสาวลาวครับ … ผมว่าน่ารักดีนะ เวลาไปเรียน-ทำงาน-ออกนอกบ้านจะใส่ผ้าซิ่น ดูเรียบร้อยดีออก … แต่ไกด์แอบกระซิบบอกว่าเวลาไปเที่ยวก็ใส่ชุดธรรมดาเหมือนคนไทยนี่แหละ ไม่ได้ใส่ผ้าซิ่นเข้าผับ   

… ถึงยังไงก็ตาม ผมก็อยากให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็นนั่นแหละ มันดูน่ารักดีในสายตาผมนะ  : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s