เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2553

ย้อนอดีตกันอีกเอนทรี่นึงครับ … เอนทรี่นี้เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาได้หลายปีละ … บางเรื่องนี่นึกแทบไม่ออกเลยนะเนี่ยถ้าไม่ได้กลับมาอ่าน     … เรื่องราวในเอนทรี่นี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553 ซึ่งก็คือช่วงที่ผมผ่านพ้นวัยเบญจเพสมาได้ปีนึงนั่นเอง ขอแปะเนื้อหาจากเอนทรี่เดิมครับ …

… เมื่อ 5 ปีก่อน (พ.ศ. 2553)

เรื่องแรก … เดือนนี้ก็ครบรอบ 1 ปี สำหรับการเป็นคนโสด (น่าดีใจมั้ยเนี่ย !?)    ผมจำวันไม่ได้หรอกนะว่าโดนทิ้งวันไหน จำได้แค่ว่าประมาณกลางๆ เดือนนี่แหละ เผลอแป็บเดียวก็ปีนึงละ ตอนแรกก็กะจะบ่นๆ เรื่องแนวนี้แหละ แต่เผอิญว่าเวลาแค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลับประสบพบเจอกับปัญหาสารพัด (เฮ้อ) เรื่องแบบนี้ก็ทิ้งไปก่อนละกัน เพราะช่วงนี้นอกจากเรื่องงานแล้ว ไม่ค่อยมีอารมณ์จะคิดถึงเรื่องอื่นซักเท่าไหร่

มาเรื่องที่อยากบ่นแบบจริงๆ จังๆ ดีกว่า … เรื่องต่อมาเกิดขึ้นในวันเกิดผมนั่นเอง … หลังจากสอบแล้ว มีงานต้องได้ทำเพิ่มเติม เรื่องนี้เป็นผลมาจากการออกสำรวจภาคสนามนั่นแหละ ก่อนออกเก็บข้อมูลรอบหลัง ผมต้องวางแผนนิดหน่อย เพราะต้องเก็บข้อมูลหลายจุด พอวางแผนเสร็จก็จะมีการออกสำรวจจุดเก็บตัวอย่างเพื่อไปดูสภาพพื้นที่จริงก่อนว่าจะเก็บบริเวณไหนบ้าง-จะเข้าไปเก็บข้อมูลได้รึป่าว

พื้นที่เก็บตัวอย่างผมแบ่งออกเป็น 2 ที่ คือ รอบตัวเมืองขอนแก่นกับในเขต ม. – พื้นที่รอบตัวเมืองผมจะขับรถยนต์น้อยผมออกไป ส่วนในเขต ม. ผมจะขี่มอร์ไซด์เอา จะได้ไปมาสะดวกหน่อย วันที่ออกไปดูพื้นที่รอบตัวเมืองก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่วันที่ขี่มอร์ไซด์ไปดูพื้นที่เก็บตัวอย่างใน ม. น่ะ “ผมขี่รถล้ม” ฉลองวันเกิดได้ดีมากๆ ขี่รถล้มรับอายุปีที่ 26     วันนั้นก็ไปกับเพื่อนอีกคนนึงนะ เพื่อนนั่งซ้อน ผมเป็นคนขี่ … ตอนแรกก็ขี่ๆ ไปตามปกติ เพื่อนมันก็ถามนู่นถามนี่ไปเรื่อย ผมก็ตอบพร้อมชี้ทาง-ชี้ถนนให้มันดู … พอขี่รถไปถึงแยกๆ นึง ที่เป็นดินทรายผสมกับพวกกรวด “รถก็ล้ม” … โชคดีหน่อยที่ไม่ได้ขี่เร็ว เพื่อนมันกระโดดหนีทัน แต่ผมโดดออกไม่ทัน ผลคือได้แผลถลอกบริเวณฝ่ามือกับนิ้ว (เล็กน้อย) แล้วก็แถวๆ เข่า พร้อมกับปวดขาอีกนิดหน่อย …

หลังจากเจ็บตัวแล้ว … ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปตามปกติ ระหว่างนั้นก็ได้ข่าวว่ามี มหา’ลัยท้องถิ่นแห่งหนึ่งเปิดรับสมัคร อ. อัตราจ้าง ก็เลยคุยกันกับพี่อีกสองคนที่สอบพร้อมกันว่าจะลองไปสมัครดู เพราะเค้ารับตรงกับสาขาที่จบมาพอดี ก็ตกลงกันว่าจะเอารถน้อยผมนั่นแหละไป เพราะวันที่จะเดินทางน่ะเป็นวันที่ผมต้องออกภาคสนามเป็นวันสุดท้ายพอดี (เก็บข้อมูลใน ม.) เลยตกลงกันว่า พอเลิกงานแล้วค่อยขับรถไปละกัน

ในช่วงเตรียมเอกสารไปสมัครงานก็มีปัญหาอีก นั่นคือ บัตรประจำตัวประชาชนที่เอาไปถ่ายเอกสารหาย !     มันหายตอนไหนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าร้านเอาคืนให้ แล้วก็ถือไว้พร้อมกับเอกสารที่ถ่ายมา ตอนแรกผมเข้าใจว่าถือกลับมาห้องด้วยนะ แล้วคงเอาไปวางไว้บนชั้น พวกหนังสือ-เอกสารมันอาจจะทับๆ อยู่ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ … จนผ่านไปประมาณอาทิตย์นึง แม่โทรมาหาแล้วบอกว่า “มีคนเก็บบัตรประชาชนได้ เค้าส่งกลับมาให้ที่บ้าน”   … มิน่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เรื่องหลงๆ ลืมๆ แบบนี้ ผมจะเป็นบ่อยในช่วงที่มันยุ่งๆ อะ แบบวันๆ ไม่รู้จะทำอะไรบ้าง บางทีก็ลืมนั่นลืมนี่นะ เป็นหลายทีแล้ว อยากแก้นิสัยแบบนี้เหมือนกัน … แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันก็เป็นอีกนั่นแหละ !    … ขอขอบคุณคนที่เก็บได้นะครับ เค้าไม่ได้บอกชื่อหรืออะไรไว้เลย มีแต่โน็ตแปะมาด้วยว่า “เก็บได้ … เลยส่งมาคืนให้”

… มาต่อเรื่องเดินทางไปสมัครงานดีกว่า … ตอนแรกขับรถไปก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ ก่อนออกเดินทางก็มีเช็คสภาพรถตามปกติ แต่พอออกเดินทางไปถึงอำเภอๆ หนึ่ง รถสุดที่รักดันเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น พร้อมกับกระตุกเล็กน้อยเป็นจังหวะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอาจจะเป็นกับจังหวะปล่อยคลัชอะไรแบบนี้ อีกอย่างคือรถก็ยังวิ่งต่อได้ เลยไม่ได้สนใจอะไรมากเป็นพิเศษ … แต่พอขับไปถึงอีกอำเภอ ซึ่งใกล้เข้าตัวจังหวัดแล้ว รถดันมาดับ ! ดับแบบไปต่อไม่ได้อะ … ที่หนักไปกว่านั้นคือ รถดันมาเสียเอาตอนประมาณสองทุ่มครึ่ง-สามทุ่ม ! แบบว่างานเข้าสุดๆ รถมาเสียเอาตอนกลางคืน    … หลังจากลองสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติดแล้ว ผมก็เลยเดินหาร้านซ่อม พอดีว่ามีอยู่ร้านนึงช่างแกยังไม่ปิดร้าน เลยเข้าไปถามๆ ดู เผื่อแกจะแก้ไขอะไรให้ได้บ้าง แต่ร้านที่ว่านี้ช่างแกดันไม่ใช่ช่างซ่อมเครื่อง แกเลยบอกให้ไปหาช่างอีกร้านนึง ผมก็เลยเดินไปร้านที่ว่า (ร้านที่สอง)

พอไปถึงร้านที่สอง ร้านที่ว่่าดันปิดไปแล้ว เจอแต่เด็กฝึกงานที่กะลังเตรียมตัวจะออกไปเที่ยว ส่วนช่างเจ้าของร้านกะลังอาบน้ำอยู่ … ผมก็คุยกับเด็กฝึกงานนั่นแหละว่าจะให้มาดูอาการเครื่องรถให้หน่อย พอคุยกันได้ซักพักเจ้าของร้านก็อาบน้ำเสร็จพอดี เด็กฝึกงานเลยเข้าไปถามให้ว่าจะไปดูรถให้ผมหน่อยมั้ย ช่างแกก็ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่มีอะไหล่ … ถ้าจะซ่อมก็ทิ้งไว้นี่ พรุ่งนี้จะซ่อมให้” … ผมงี้โคตรเซ็ง !!!    อยากถามว่าพี่มีน้ำใจบ้างมั้ยครับ รถเสียกลางคืน ร้านซ่อมไม่มี มาดูอาการให้หน่อยก็ยังดี เผื่อจะแก้ไขปัญหาอะไรให้ได้บ้าง เพราะผมก็ไม่รู้เรื่องรถเลย บางทีอาการแบบนี้ถ้าเป็นช่าง-เป็นคนรู้เรื่องอาจจะพอแก้ไขอะไรได้บ้าง แต่ช่างแกดันปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรให้ฟังเลยซักแอะ (เฮ้อ) สุดท้ายก็ได้เด็กฝึกงานกับช่างร้านแรกมาดูอาการให้ ทั้งสองคนนี้ก็เดาๆ อาการให้นั่นแหละ เพราะก็ไม่ได้ถนัดอะไรมากมาย แล้วผลสรุปก็ออกมาว่า  “ซ่อมให้ไม่ได้” !

ช่างร้านแรกแกเลยถามว่ามาจากไหนแล้วจะไปไหนกัน พวกผมก็เลยเล่ารายละเอียดให้แกฟัง แกเลยว่าถ้างั้นจ้างพี่ลากรถให้มั้ยล่ะ เอารถไปทิ้งไว้ในเมืองแล้วค่อยหาร้านซ่อมทีหลัง … ตอนแรกผมก็ลังเลอยู่ว่าจะเอาไงดี เพราะตอนแรกพี่แกเรียกค่าลากรถพันนึง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าปกติเขาเรียกค่าลากเท่าไหร่ เลยยังไม่ได้ตอบตกลงทันที มารู้ทีหลังว่าค่าลากรถนี่แพงเอาเรื่องเหมือนกัน ถ้าระยะทางไกลๆ หน่อย ไม่ต่ำกว่า 2,500 แล้วระยะทางที่ให้พี่แกลากรถให้มันประมาณ 30-40 กิโลเมตร ก็ถือว่าแกเอาถูกมากนะ แล้วก็ยังอุตส่าห์เสนอตัวอยากช่วย … สรุปแล้วก็ตกลงว่าให้พี่แกลากรถไปให้ แต่ต่อราคาเหลือ 900 บาท  … ยังไงก็ขอขอบคุณพี่ช่างกับเด็กฝึกงานร้านที่สองมากๆ ครับ ถ้าไม่ได้พวกพี่ ผมก็หมดปัญญาจริงๆ นะเนี่ย !

หลังจากลากรถเข้าไปตัวจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ก็โทรคุยกับพ่ออีกรอบ (โทรคุยตั้งแต่ตอนรถดับนั่นแหละ) พ่อก็ว่าพรุ่งนี้จะลางานมาดูรถแล้วกัน แล้วก็จะลองถามๆ ร้านซ่อมกับเพื่อนที่อยู่นู่นไว้ พอพ่อมาถึงค่อยเอารถไปให้ช่างดูอาการ … วันรุ่งขึ้นหลังจากสมัครงานเสร็จก็หาร้านซ่อมรถกัน ซึ่งก็มีคนแนะนำร้านมาให้ร้านนึง พ่อเลยติดต่อไปที่ร้านที่ว่าเนี่ย แล้วเค้าก็ให้ช่างออกมาดูอาการให้ก่อน สรุปคือตัวคาร์บูเรเตอร์พัง ต้องหาอะไหล่เปลี่ยน … วันนั้นก็รอช่างหาอะไหล่ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ จนถึงประมาณ 4-5 โมงเย็น ปรากฏว่าหาอะไหล่ให้ไม่ได้ ช่างแกบอกว่าต้องสั่งของจาก กทม. … เอาล่ะสิทีนี้ หาร้านได้ ดันซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่อีก พ่อเลยตัดสินใจว่าจะลากรถกลับไปศรีสะเกษ ! โอ๊ว …   ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ! พอตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว พ่อก็เลยไปถามซื้อท่อเหล็กจะเอามาทำเป็นเหล็กลากรถ แกก็ไปถามซื้อกับเจ้าของร้านนั่นแหละ (พอดีว่าเหลือบไปเห็นท่อนเหล็กวางอยู่) ช่างเจ้าของร้านแกเลยมาคุยด้วย แกก็ไม่แนะนำให้ลากกลับหรอก เพราะถ้าคนไม่เคยลากจริงๆ มันก็ไม่ใช่ของง่ายๆ นะ แล้วระยะทางมันไกลมากด้วยไง (ช่วงที่ลากรถเข้ามาตัวจังหวัด … เหล็กลากรถมีหลุดด้วยนะ แต่ดีหน่อยมาหลุดเอาในเมือง)

… คุยกันไปคุยกันมาก็ลงเอยที่จะจอดรถทิ้งไว้ให้ช่างดูอาการให้ พร้อมคุยเรื่องสั่งของ-เรื่องค่าซ่อม แต่สุดท้ายดันมาลงเอยตรงยกเครื่องรถใหม่ !  ค่าเครื่อง-ค่าแรงรวมแล้วก็ 25,000 บาท !     หมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียวงานนี้ … พอตกลงว่าจะยกเครื่องใหม่ ช่างแกก็ว่าต้องสั่งของจาก กทม. อีกเหมือนกัน ใช้เวลาไม่เกิน 1-2 อาทิตย์ก็เสร็จแล้ว เลยได้ทิ้งรถไว้รอซ่อม แล้วก็กลับบ้านพร้อมพ่อ-แม่ แถมน้องด้วยอีกหนึ่ง

สำหรับเหตุผลที่ว่าจะยกเครื่องใหม่น่ะ ไม่ใช่ว่าเพราะโดนช่างเป่าหูอะไรหรอก แต่ผมนึกถึงระยะเวลาที่ต้องใช้งาน พูดตรงๆ ก็คือจะให้หาตังค์ไปออกรถใหม่น่ะ ตอนนี้ไม่มีปัญญาหรอก ถ้าซ่อมแบบยกเครื่องใหม่ สภาพเครื่องก็น่าจะดีกว่าเครื่องตัวเก่า (รถเก่าอายุประมาณสิบปีได้ละ) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมดูแลเครื่องให้ขนาดไหน เกิดใช้ๆ ไป แล้วออกอาการอีกจะทำไง !!? เลยตัดสินใจว่าจะยกเครื่องใหม่นี่แหละ … อีกใจคือผมไม่ได้อยากขายรถคันนี้เลยนะ (ชอบรถมิร่า) ตอนคุยกับช่าง แกก็ถามว่า “อยากขายมั้ยล่ะ ถ้าขายเดี๋ยวนี้ก็มีคนซื้อเดี๋ยวนี้แหละ” … ผมก็เลยยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร ที่จริงถ้าไม่ติดว่าต้องได้ยกเครื่องใหม่นะ ผมมีโครงการจะเก็บตังค์เอาไปแต่งรถ ก็กะจะทำสีใหม่ แต่งข้างใน แล้วก็ติดแร็คกะจมูกรถ ค่าใช้จ่ายรวมๆ ก็ประมาณสามหมื่น ! แต่ตอนนี้หมื่นเดียวยังหาไม่ได้เลย  

ตอนตกลงเรื่องซ่อมรถ ช่างแกก็บอกว่า “ยกเครืองใหม่น่ะ … จะเปลี่ยนเป็นเกียร์ออร์โต้ก็ได้นะ” เค้าก็ให้ผมเลือกนั่นแหละ วันนั้นผมก็เลือกเอาเกียร์ธรรมดาเหมือนเดิม แต่พ่อ-แม่ อยากให้เอาเกียร์ออร์โต้ แกว่าขับง่ายกว่า … ผมก็ลังเลว่าจะยังไงดี เลยมานั่งหาข้อมูล ก็เข้าไปที่เว็บบอร์ดของพวกที่ชอบรถมิร่านั่นแหละ (ที่นี่) ก็ไปโพสท์ถามไว้ มีสตาฟเข้ามาตอบให้ แกก็ว่าเลือกเกียร์ธรรมดาแหละดีแล้ว เพราะเกียร์ออร์โต้เครื่องมันจะอืด แล้วก็มาเหน็บแนมเรื่องยกเครื่องว่า “โดนช่างหลอกรึป่าวครับ” เพราะแค่คาบูฯ หาเปลี่ยนให้ไม่ได้เลยเหรอ … ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรนะ กลัวจะได้ทะเลาะกัน … แต่อยากบอกซักนิดนะครับว่า พี่อยู่ กทม. อะไหล่ไม่ใช่ของหายากอะไรเลย แต่ตามต่างจังหวัดน่ะ มันไม่ได้มีอะไหล่ให้เลือกมากมายเหมือนใน กทม. หรอกนะ !

พอกลับมาถึงบ้าน วันต่อมาผมก็ต้องรีบกลับขอนแก่น ตอนแรกคุยกับพ่อว่าจะเอารถน้อยอีกคันนึง (ของแม่) ไปใช้ก่อนแล้วกัน พ่อก็ตกลงตามนั้น … แต่พอถึงเวลาพ่อดันบอกว่า “ยางรถมันเริ่มแตกแล้ว ขับทางไกลจะไหวมั้ยเนี่ย !?” … เอาล่ะสิทีนี้ … ผมก็เกิดอาการเซ็งอีกรอบ จะปัญหาอะไรนักหนา “รถพัง … หาร้านซ่อมได้ … แต่ดันไม่มีอะไหล่ … พอจะเอาอีกคันไปใช้ ดันมีปัญหาอีก” !!!

ผมเลยบอกว่าถ้ามันเอาไปไม่ได้ เดี๋ยวนั่งรถทัวร์กลับแล้วกัน (ช่วงนั้นผมต้องเร่งแก้-ทำข้อมูลเพิ่มหลังสอบ เพราะมีเวลาแค่ 45 วัน แล้วช่วงนั้นคือเหลือเวลาอีกประมาณสามอาทิตย์เองมั้ง) พ่อเลยว่านั่งรถทัวร์กว่าจะถึงก็ค่ำแล้ว ถ้ารีบ … พ่อจะขับรถไปส่งเอง ! ผมก็บอก “ไม่เอา” … ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอก พ่อผมก็ห้าสิบกว่าแล้วนะ ขับรถศรีสะเกษ-ขอนแก่นนี่ก็หลายชั่วโมงเหมือนกัน (รถผมก็ประมาณ 4-5 ชั่วโมง) ผมขับเองถึงบ้านยังเหนื่อยเลย แล้วนี่คนอายุห้าสิบกว่า ขับไปเช้า-เย็นกลับน่ะจะเหนื่อยขนาดไหน !!? ผมเลยไม่ยอมให้แกขับไปส่ง สุดท้ายพ่อเลยยอมให้เอารถไป … วันนั้นที่หายางเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมันเป็นวันแรงงานครับ ร้านยางส่วนใหญ่เขาปิด ส่วนร้านที่เปิดก็ดันไม่มียางขนาดที่อยากได้ … คิดเอาละกันว่า “ปัญหาอะไรนักหนา“  !!!

… พอกลับมาถึงขอนแก่น ผมก็รีบเขียนเล่ม-รีบแก้งานนั่นแหละ เพราะต้องเผื่อเวลาเอาไว้ ถ้า อ. ให้เอากลับมาแก้อีก ก็รีบปั่นงานจนเสร็จ … แล้วก็ได้ข่าวมาว่า อ. ไปราชการอาทิตย์นึง ผมก็ … เฮ้อ … รีบเกือบตาย คนตรวจดันไม่อยู่อีก ก็เลยได้รอส่งงานให้ อ. กลับมาตรวจ

ในช่วงที่รอ อ. กลับมา ก็มีเรื่องขึ้นมาอีก … วันนั้นรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ เป็นเพลียๆ อยากนอน-อยากพักมากๆ แต่ตอนเย็นต้องเข้าไปในเมืองทำธุระนิดหน่อย เสร็จธุระก็ไปหาข้าวกินกับเพื่อนในเมือง ก็เอารถน้อย (คันของแม่) เข้าไป … เรื่องมันมาเกิดตอนกะลังจะกลับรถ (ถ. มิตรภาพ) … ผมขับรถจอดรอกลับรถตรงที่เค้าให้กลับรถนั่นแหละ ซักพักก็มีรถคันใหญ่ขับขึ้นมาทางด้านซ้าย แล้วก็บังรถผมจนมิด … มองไม่เห็นรถอีกฝั่ง ! ผมก็นึกบ่นในใจว่าจะขับขึ้นมาทำไม (วะ) เนี่ย !? แต่ก็ช่างมัน รอออกตอนที่มันออกละกัน เพราะมันคงออกตอนที่ถนนว่าง … ซักพักมันก็ขับรถออกไป ผมก็เลยขับตามออกไป เพราะคิดว่าถนนคงจะว่างแล้ว … แต่พอออกไปแค่นั้นแหละ มีรถสองคันวิ่งมาเร็วมาก เกือบมาชนรถผม รถสองคันนั้นก็บีบแตรลั่นถนนเลยนะ แต่ผมออกมาแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยได้แต่รีบเหยียบหนีออกมา ถ้าตอนนั้นโดนชนนะ … ไม่ตายก็เดี้ยงไปหลายเดือนแน่ๆ !   …ยังไงก็ขอโทษคนที่โดนผมตัดหน้าด้วยนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ !!!

พอผ่านเรื่องตรงที่กลับรถมาได้ หลังจากกินข้าวเสร็จก็เดินกลับไปที่รถ ผมก็เดินข้ามถนนตามปกติ (เป็นซอยเล็กๆ) ตอนกะลังข้ามถนน ก็มีรถคันนึงพุ่งเข้ามา รถคันที่ว่ามันกะจะกลับรถนั่นแหละ แต่ผมมองไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงเพื่อนเรียกไว้ ถ้าก้าวไปข้างหน้าอีกแค่ก้าวเดียว … ก็คงเจ็บหนักเอาการล่ะ ! … หลังจากเกือบตายมาสองรอบติด พอกลับถึงหอ ผมก็รีบอาบน้ำกะจะเข้านอน แต่ดันเล่นเน็ตเพลิน เลยนอนดึกอีกตามเคย  

… กลับไปที่เรื่องซ่อมรถอีกที … พอซ่อมรถเสร็จ พ่อก็ไปเอารถกลับมาให้ ส่วนผมก็ขับรถแม่กลับไปบ้าน แล้วก็เปลี่ยนเอารถตัวเองมาใช้เหมือนเดิม สภาพเครื่องก็ … ฟิตมากครับ    … เหยียบมันส์มาก เครื่องแรงกว่าเดิมเยอะเลย ตอนนี้เหยียบร้อยได้สบายเลย อิอิ

มาต่อเรื่องเซ็งจิตกันต่อดีกว่า … หลังจาก อ. กลับมาจากไปราชการ ผมก็ส่งเล่มให้แกดู ปรากฏว่าตอนแกเอาไปดูน่ะ แกก็เปิดผ่านๆ แล้วก็วางแหมะไว้ที่โต๊ะ พร้อมกับบอกว่า “จะมายืนรอให้แก้ให้เดี๋ยวนี้เลยไม่ได้หรอกนะ ต้องให้เวลาอ่านบ้าง” ซึ่งผมก็เข้าใจแล้วก็ไม่ได้กะจะรอเอาวันนั้น แต่รอให้แกบอกว่าจะนัดมาอีกวันไหน แต่ดันพูดจาซะแบบว่า … ผมก็เซ็งนิดๆ น่ะ เลยเดินออกมา แล้วก็ปล่อยให้แกมีเวลาอ่านอยู่เกือบสองอาทิตย์มั้ง แต่แน่นอนว่า “ไม่อ่าน” … แล้วพอถึงกำหนดต้องส่ง แกก็เซ็นชื่อให้ก่อน แล้วบอกว่าค่อยมาตามแก้ทีหลัง อาทิตย์นั้น อ. แกจะไม่อยู่อีก มีไปจัดอบรมที่สุรินทร์ … ก่อนแกจะไป ผมก็เอาเอกสารไปให้แกเซ็นไว้นั่นแหละจะได้ส่งทำเรื่องต่อไป … แต่พอไปถามเอาใบรับรองผลสอบ แกกลับตอบว่า “ไม่เห็น … อ. อีกคนเก็บไว้ให้รึป่าว !!? … แต่ไม่ต้องห่วงหรอก มันไม่หายไปไหนหรอกน่า !” … แต่ในใจผมนี่ “เซ็ง” คือคิดแล้วว่าต้องมีปัญหาแน่ๆ !

วันต่อมาแกก็ถามกับ อ. อีกคน (คนที่แกบอกนั่นแหละ) อ. อีกคนก็บอกว่า “ไม่ได้เก็บให้นะ … ของเด็กแกเอง แกยังเอาไปให้เด็กมันเก็บเอง แล้วจะมาเก็บของผมไว้ทำไม” … แค่นั้นแหละ … งานเข้าแล้วกรู !  … ให้ อ. เซ็นใหม่ก็ได้นะ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่กรรมการสอบคนนึงของผม แกไปจีนอาทิตย์นึง … แล้วอาทิตย์นั้นคืออาทิตย์สุดท้ายที่ครบกำหนดต้องส่ง !!!

เอาล่ะสิทีนี้ … ไปถามเจ้าหน้าที่คณะ ก็ตอบแบบกวน … ว่า .. “เรื่องของนักศึกษากับ อ. ที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่แก้ไขอะไรให้ไม่ได้ กรรมการไม่อยู่ก็ตามไปให้กรรมการเซ็นมาให้ได้ละกัน” ! พอผมตอบกลับไปว่า “แกไปต่างประเทศนะครับ” คำตอบที่ได้คือ “อยู่ต่างประเทศก็ต้องตามไปให้แกเซ็นให้ได้ !” … จะมีใครเข้าใจความรู้สึกผมบ้างมั้ยว่า “เซ็ง” ขนาดไหน !   

สุดท้ายเจ้าหน้าที่อีกคนนึงเลยบอกให้ไปถามหัวหน้าภาควิชาฯ ดูว่าแกจะแก้ปัญหาให้ยังไง … ผมเลยขึ้นไปหา อ. หัวหน้าภาควิชาฯ กะให้แกทำเรื่องเลื่อนกำหนดส่งให้ คำตอบที่ได้คือ “ไม่รู้ … ตัวใครตัวมันละกัน อ. ที่ปรึกษาไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือไง !?” … แค่นั้นแหละ … ผมนี่แทบจะนั่งร้องไห้ คือถ้าไม่มีใบรับรองผลสอบ ผลสอบก็จะเป็นโมฆะ ต้องสอบใหม่ ! … แล้วใครมันจะอยากสอบใหม่ … ถูกมั้ย !!!

ผมเลยตัดสินใจโทรไปหา อ. ที่ปรึกษาของผมนั่นแหละ แล้วก็อธิบายว่า “วันนั้นน่ะเห็น อ. ถือเอกสารขึ้นมาอยู่ เข้าใจว่าเอกสารน่ะอยู่ที่ อ. นั่นแหละ” … อ. ก็ตอบกลับมาว่า “ถ้ามั่นใจว่าอยู่ที่แก … ก็เข้าไปหาดูในห้องละกัน ถ้าอยู่ที่แกมันก็ไม่ไปไหนหรอก อยู่ในห้องนั่นแหละ”

แต่ติดปัญหาที่ว่า “นักศึกษาเข้าไปค้นของในห้อง อ. ไม่ได้” … ผมก็เลยไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ (ของภาควิชาฯ) แกก็ว่าเดี๋ยวโทรถาม อ. ก่อนละกันว่าอนุญาตจริงรึป่าว … หลังจากนั้นซักพัก อ. ก็โทรเข้ามาพอดี ผมเลยให้พี่เจ้าหน้าที่คุยกับ อ. – พี่เจ้าหน้าที่แกเลยยอมให้ค้น แต่แกเข้าไปด้วย แล้วก็ช่วยค้น … ค้นไม่นาน พี่แกก็เจอเอกสารที่ว่านี่แหละ !  … ผมนี่ดีใจสุดๆ อะ รู้สึกโล่งมากๆ !!! … แต่ยังติดอีกปัญหานึงคือ เอกสารที่ว่าเนี่ย อ. ที่ปรึกษาผม กับ อ. อีกคนนึง ยังไม่เซ็นให้ เพราะแกเห็นว่าอยู่ใกล้กัน เซ็นตอนไหนก็ได้ ! แล้วอาทิตย์นั้น อ. ก็ดันไม่อยู่ … ผลคือ ผมต้องขับรถไปสุรินทร์เพื่อเอาเอกสารไปให้ อ. เซ็น !

หลังจากให้ อ. เซ็นเอกสารให้เรียบร้อย ติดต่อทำเรื่องเรียบร้อย ก็มาถึงช่วงประกาศผลสมัครงาน … สรุปคือ ได้งานใหม่ครับ !  … แต่เอาวุฒิ ป. ตรี สมัครไปก่อน เพราะวุฒิ ป. โท ผมจบไม่ทัน – พอได้งานใหม่ก็ต้องเริ่มงานช่วงต้นเดือนมิถุนายนเลยเนี่ยแหละ ก็แบบว่าเก็บของ-เตรียมตัวอะไรก็ไม่ค่อยจะทัน ช่วงนี้เลยเป็นแบบว่ายุ่งมากๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรบ้าง …

คราวนี้มาเรื่องเรียน-ส่งเล่มวิทยานิพนธ์ (ต่อจากข้างบนนะ) … หลังจากส่งเอกสารให้คณะแล้ว คณะก็จะส่งเรื่องต่อไปให้กับทางมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นก็คือผมได้งานใหม่เลยไม่ได้อยู่ที่ขอนแก่นแล้ว เวลาทางมหาวิทยาลัยให้ไปรับเล่มเอามาแก้พวกรูปแบบเล่ม ก็จะให้พี่ที่สอบพร้อมกันไปรับเล่มให้ แล้วพอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็จะเข้าไปเอาเอกสารเพื่อแก้เล่มไว้ แล้วฝากส่งให้มหาวิทยาลัยอีกรอบ

สำหรับเรื่องแก้รูปแบบเล่ม ผมได้แก้แค่รอบเดียวแล้วก็ผ่าน (เย่ !)   … ก็ดีไม่ต้องไปๆ มาๆ หลายรอบ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่นั่นแหละ แก้รูปแบบกะมหาวิทยาลัยไม่พอ อ. ที่ปรึกษา ให้แก้เนื้อหา-ปรับเนื้อหาอีก … ตอนผมอยู่ขอนแก่นไม่ดูให้ผมนะ แต่พอผมได้งานแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น แกดูให้แหม ! แล้วโทรมาตามให้ผมกลับไปคุยด้วยว่าต้องแก้ตรงไหน-ปรับตรงไหน … สุดท้ายก็ได้ไปคุยนั่นแหละ แล้วก็มานั่งปรับเนื้อหา … พอแก้รูปแบบเสร็จ-ปรับเนื้อหาเสร็จ ก็มารับเล่มไปเข้าปก ตอนไปรับเล่มก็ให้พี่ที่สอบพร้อมกันไปรับให้ แล้วพี่แกก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า “ต้องส่งภายในวันที่เท่าไหร่เหรอ” … เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า “ภายใน 10 ก.ค.” … พอรู้คำตอบ ผมก็เลยค่อนข้างชิวๆ เพราะยังมีเวลาเหลืออีกนาน

แต่พออาทิตย์ที่แล้ว (19-20 มิ.ย.) ผมเข้าไปขอนแก่น แล้วก็ไปเอาเล่มเข้าปก ตรงปก (ฉบับร่างที่ส่งให้มหาวิทยาลัยตรวจรูปแบบเล่ม) มีใบแปะไว้ว่า “กำหนดส่งเล่มเข้าปก 24 มิ.ย. 2553″ … เอาแล้วไง งานเข้าอีกแล้ว ! ต้องรีบหาร้านเข้าปก ตอนแรกว่าจะไปเข้าร้านที่เจ้าหน้าที่แกเป็นเจ้าของ แต่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ … ร้านปิด ! เลยได้ไปตระเวณหาร้านอื่น … พอไปถึงร้านใหญ่ร้านนึง (ไม่บอกชื่อละกัน) พี่ในร้านก็บอกว่า “ช่วงนี้ไม่รับงานเข้าปก … เพราะตอนนี้งานเยอะมาก” … เอาล่ะสิ … ร้านนี้เป็นร้านความหวังเลยนะ เพราะปกติแล้วส่วนใหญ่เขาจะมาเข้าเล่มกันที่ร้านนี้ พี่แกก็แนะนำร้านอื่นๆ ให้นั่นแหละ ผมก็ต้องเดินหาร้านเข้าเล่มต่อไป ก็ไปแวะที่ร้านนี้เหมือนเดิม (คนละสาขา) … พอเปิดประตูร้านเข้าไปก็ทำหน้าตาน่าสงสารให้พนักงานเห็น … พี่แกเลยใจอ่อน บอกว่า “เดี๋ยวถามดูให้ว่ารับงานได้รึป่าว !?” แกบอกว่าถ้าชื่อเรื่องตรงปกไม่ยาวเกินไปกับขนาดของเนื้อหาในเล่มไม่มากเกินไป อาจจะรับงานได้ แล้วงานก็น่าจะเสร็จทัน 23 มิ.ย. (ผมอยากได้ภายใน 23 มิ.ย. เพราะว่าวันที่ 24 มิ.ย. น่ะขาดไม่ได้ แอบโดดก็ไม่ได้ … วันที่ 23 ช่วงบ่ายจะว่าง จะได้ขอ อ. แกกลับไปขอนแก่นเพื่อเอาเล่มไปส่งทางมหาวิทยาลัย) … ผมก็นั่งรออยู่ซักพัก พี่แกก็เดินมาบอกว่า “รับงานได้” … โอ๊ย ! โคตรดีใจน่ะ    … สุดท้ายร้านก็ทำให้เสร็จทันกำหนดครับ (ไปรับเล่มจำนวน 15 เล่ม ช่วงบ่ายวันที่ 23 มิ.ย.) แล้วก็เอาไปส่งทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรอีกก็เหลือแค่รอทางมหาวิทยาลัยอนุมัติจบ !

คราวนี้ก็เรื่องหอกับเรื่องย้ายของ … ก็ไม่มีปัญหาอะไรหนักหนา ติดแต่ปัญหาว่า “ของเยอะมากๆ” … ห้องที่ผมอยู่ที่ขอนแก่นน่ะ ผมอยู่มาประมาณ 8 ปี รวมกับที่พี่อยู่ก่อนหน้าอีกประมาณ 2 ปี … รวมๆ แล้วคือเช่าห้องนี้มาร่วม 10 ปี ! แน่นอนว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเลยเยอะสุดๆ พ่อได้มาช่วยขนของสองรอบ (รอบแรกเป็นพวกรถมอไซด์ เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ กับของอื่นๆ ที่ชิ้นใหญ่ๆ ส่วนรอบสองก็ของอื่นๆ ที่ยัดๆ ลงกล่องพลาสติก แล้วก็พวกชั้น-พวกตู้ลิ้นชัก) อยู่ห้องนี่แบบว่ามีแทบทุกอย่างที่บ้านหลังนึงควรจะมี ผมขาดแค่ตู้เย็นน่ะ ไม่งั้นก็ครบเซต  … ส่วนพวกหนังสือกับของใช้อื่นๆ ผมก็ทยอยเอารถน้อยผมนั่นแหละขนมา … นี่ก็ล่อไปสามรอบแล้ว … ของยังไม่หมดเลย ! เหลืออีกรอบนึงก็คงหมดพอดี เพราะต้องไปคืนห้องคืนกุญแจประมาณวันที่ 3-4 ก.ค. ของที่เหลืออยู่ก็ไม่เยอะแล้วล่ะ (มั้ง) … ตอนแรกว่าจะคืนห้องตั้งแต่วันที่ 23 ที่ไปส่งเล่มนั่นแหละ แต่เจ้าของหอไม่อยู่ แล้วก็ต้องมาเคลียร์ค่าประกัน ค่าน้ำ-ค่าไฟ เลยบอกพี่คนดูแลหอไว้ว่าเอาเป็น 3-4 ก.ค. ละกัน น่าจะไปขอนแก่นได้ พอดีว่าอาทิตย์นี้ผมติดธุระเลยไปไม่ได้ … ไว้รออาทิตย์ถัดไปละกัน

… อยู่ขอนแก่นออกจากหอเก่า แต่ที่อยู่ใหม่ก็ต้องหาหอใหม่ แต่ช่วงนั้นดันไม่มีหอไหนมีห้องว่าง  ! … หาหอไม่ได้อะ … มีอยู่หอนึงบอกว่าคนเช่าก่อนจะออกปลายเดือน แต่ไม่ยืนยันซักทีว่าจะออกหรือไม่ออกแน่ เลยต้องรอจนปลายเดือนถึงรู้ผล … แต่สุดท้ายก็ได้หอที่ว่านี่แหละครับ … สภาพแวดล้อมน่าอยู่มากๆ    แต่ห้องเล็กกว่าห้องที่ขอนแก่นเกือบครึ่งได้ (หอที่ขอนแก่นเป็นหอค่อนข้างเก่า ห้องเลยกว้าง ถ้าเป็นหอใหม่ๆ ก็ห้องแคบหมดนั่นแหละ) … ตอนนี้ก็ของเต็มห้อง ยังไม่มีเวลาจัดห้องจริงๆ จังๆ ซักที

อ่อ … หอใหม่ไม่มีเน็ตด้วยครับ ตอนไปถามเจ้าของหอบอกว่ามี Wireless แต่พอไปอยู่จริง … ไอ้มีน่ะมันมีอยู่หรอก … แต่สัญญาณอ่อนมากๆ อ่อนจนต่อไม่ติด ! สรุปคือหอไม่มีเน็ต … ลองหาหออื่นๆ ก็ไม่มีหอไหนมีเลย (ขาดแคลนเน็ตใช้กันรึป่าวเนี่ย) สุดท้ายเลยได้เสียตังค์ (อีกแล้ว) ไปซื้อตัว air card มาใช้ เน็ตก็แบบว่า … โคตรเต่า … เข้าเว็บที่เป็นพวกกราฟฟิกจัดๆ นี่รอจนเซ็ง บางทีเข้าไม่ได้เลย … แต่ก็เอาเถอะพอได้เอาไว้ใช้ออนเอ็ม-เข้าเฟช ค้นงาน … ถ้าจะใช้แบบจริงๆ จังๆ ก็ค่อยรอไปใช้เน็ตที่ทำงานเอา

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องโน๊ตบุ๊ค (อีกแล้ว) … เครื่องผมตรงบานพับตรงจอแตก (อีกแล้ว) … รอบที่สองแล้ว !!! รอบนี้หมดค่าเปลี่ยนไปประมาณ 3,000 นิดๆ รอบก่อนยังอยู่ในช่วงประกันเลยเสียพันกว่าๆ เกือบสองพัน … ผมล่ะเบื่อหน่ายจริงๆ บานพับแตกมาสองรอบแล้ว ไม่ค่อยได้เปิดใช้ด้วยนะ เครื่องรุ่นที่ผมซื้อนี่เป็นรุ่นที่คนใช้กันเยอะ (ไม่บอกชื่อยี่ห้อแล้วกันเดี๋ยวโดนฟ้อง !) แล้วก็มีปัญหากันถ้วนหน้า … มีเพื่อนอีกคนนึงซื้อรุ่นนี้เหมือนกัน บานพับแตกเหมือนกัน มันเลยได้ซื้อเครื่องใหม่ … แต่ผมไม่มีตังค์นิ เลยต้องทนใช้ต่อไป ที่จริงก็ไม่ได้อยากขายหรือซื้อใหม่หรอก เพราะอุปกรณ์ในรุ่นนี้มันครบอะ … มีทุกอย่างที่อยากได้ เอาไว้มีตังค์ก่อนค่อยไปหาดูเครื่องใหม่หรือไม่ก็แตกอีกเป็นรอบที่สาม ! เรื่องบานพับแตกก็ซ่อมได้ไม่มีปัญหา ช่างบอกให้ทิ้งไว้ที่ศูนย์ประมาณอาทิตย์นึง แต่อาทิตย์นั้น (ที่นัดเอาเครื่อง) ผมก็ดันไม่ว่าง เลยเข้าไปเอาเครื่องในอาทิตย์ถัดไป รวมแล้วก็ส่งซ่อม 2 อาทิตย์ … พอไปเอาเครื่อง ช่างบอกว่าเครื่องมีปัญหา เปิดไม่ติด ! ต้องรอเช็คดูก่อนว่าเป็นกับอะไร ผมงี้เซ็ง (ว่ะ) สองอาทิตย์ รู้ว่าเครื่องเปิดไม่ติด ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เช็คให้มันเรียบร้อยล่ะ พี่จะดองเครื่องผมไว้ทำไมครับ !   ก่อนหน้านี้เครื่องเปิดได้ไม่มีปัญหานะ มีแค่บานพับแตก … พอรู้ว่าไม่ได้ ผมก็เลยเซ็งๆ แบบไม่เก็บอาการแล้วเดินออกจากร้าน

บ่ายวันนั้นช่างมันก็โทรมาบอกว่าเสร็จแล้วครับ … เข้ามารับได้ … สรุปคือใช้เวลาซ่อมไม่กี่ชั่วโมง แต่ดันดองเครื่องผมไว้เป็นอาทิตย์ !!! … ที่จริงมันจะไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย เพียงแต่ว่าผมจำเป็นต้องเอาไปไว้ใช้ แล้วตอนส่งซ่อมคือต้องได้กลับบ้านไปเอาเครื่องของพ่อมาใช้ก่อน แล้วอาทิตย์ที่เข้าไปเอาเครื่องน่ะ พ่อ-แม่มาขอนแก่นขนของกลับบ้าน ผมเลยว่าจะเอาเครื่องพ่อคืนให้เลย เพราะผมคงไม่มีเวลากลับบ้านในช่วงนี้แน่ๆ … แต่ก็เอาเถอะ ยังไงก็ได้เครื่องกลับมาแล้ว คราวหลังคงเอาไปซ่อมที่สาขา อุบลฯ เพราะใกล้บ้านหน่อย เผื่อไม่ว่าง พ่อ-แม่ยังไปเอาให้ได้ (พึ่งรู้ทีหลังว่าที่ อุบลฯ ก็มีศูนย์ยี่ห้อนี้)

อีกเรื่องก็เรื่องอินเตอร์เน็ตที่ขอนแก่น … หลังจากได้งานใหม่ … ผมก็ต้องไปยกเลิกบริการนั่นแหละ … ไปรอบแรกก็ถามก่อนว่ายกเลิกต้องเอาเอกสารหรือใช้อะไรบ้างมั้ย คำตอบคือ เอาโมเด็มกับตัวหม้อแปลงมาคืน … ก็ได้ (วะ) ! … คือก่อนหน้าที่จะติดตั้งน่ะ ผมจำได้ว่า “ถ้าใช้บริการเกินหนึ่งปี คนใช้จะได้โมเด็มไปเลย” เป็นลักษณะของการเช่าซื้ออุปกรณ์ แต่ผมใช้บริการมาเกือบสี่ปี ดันมาบอกให้ผมคืนอุปกรณ์ … แต่เพราะขี้เกียจมีปัญหา แล้วอีกอย่างคือธุระเยอะมาก เลยไม่ว่าอะไร “ถ้าอยากได้คืนนักก็จะคืนให้”

วันต่อมาก็เอาอุปกรณ์ไปคืนร้าน เจอพนักงานอีกคนนึงเป็นผู้ชาย หน้าตาแบบว่าขี้เกียจทำงาน-ขี้เกียจตอบคำถามลูกค้า (สุดๆ) ผมก็เอาอุปกรณ์ไปคืนให้ แต่พนักงานดันบอกว่า “ต้องเอาสายแลนมาคืนด้วยครับ” ผมงี้แบบว่า … จะเอาอะไรนักหนาเนี่ย !!! เมื่อวานมาถามบอกว่าเอามาคืนแค่สองอย่าง มาวันนี้ดันมีเพิ่มมาอีกหนึ่งรายการ ผมเลยถามว่า “ถ้าหาสายไม่เจอล่ะ” (เพราะตอนนั้นคือผมยัดของลงกล่องเกือบหมดแล้ว) พนักงานเลยว่า “ซื้อมาคืนได้ครับ” เพื่ออะไร (วะ) เนี่ย กะแค่สายแลนเส้นละไม่กี่สิบบาท ยังต้องมาคืนด้วยเหรอวะ ! … ก็เอาเถอะ ผมก็เลยเซ็งๆ กลับห้อง แล้วค่อยรอมายกเลิกวันหลัง (เย็นวันนั้นต้องขับรถกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วก่อนกลับต้องแวะกลับไปเก็บของที่หอ ถ้าออกมาร้านอีกมันจะยิ่งค่ำ … ผมใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5-4.0 ชั่วโมงน่ะ … ปกติพอเก็บของเสร็จ กว่าจะออกมาก็ 6 โมงเย็น มาถึงหอใหม่ก็สี่ทุ่ม-สี่ทุ่มครึ่งละ

ไปจัดการเรื่องเน็ตรอบที่สาม … ผมก็ถอดไปให้มันหมดทุกอย่างนั่นแหละ (ยกเว้นสายที่ช่างมาเดินตามสายไฟ) พวกสาย-อุปกรณ์ก็หอบใส่ถุงไปให้มันเลือกเอาเลย อยากได้อะไรก็เอาไปซะ ขี้เกียจวุ่นวายด้วยแล้ว … สุดท้ายก็ได้ยกเลิก ก็คืนอุปกรณ์มันไปเกือบทุกอย่าง พร้อมกับเคลียร์ค่าใช้จ่าย … ที่จริงผมเสียเปรียบนะ เพราะตอนไปยกเลิกน่ะมันตัดยอดของอีกเดือนแล้ว กลายเป็นผมค้างค่าเน็ตสองเดือน เสียตังค์ไปฟรีๆ … ให้คืนตั้งแต่รอบก่อนก็สิ้นเรื่องไปแล้ว แย่ชิบหาย !

เปลี่ยนเรื่องดีกว่า … คราวนี้มาดูชีวิตประจำวันในช่วงนี้บ้าง

ตื่นเช้า > ทำงาน > เลิกงาน (ไม่เคยได้กลับก่อน 18.00 น. !) > กินข้าว (ส่วนใหญ่จะเป็นที่บิ๊กซี) > กลับห้อง (20.00-21.00 น. โดยประมาณทุกวัน) > เตรียมงานของวันรุ่งขึ้น > อาบน้ำ > นอน

เห็นแล้วอนาถใจ !  เหมือนเป็นวงจรอุบาทว์ยังไงไม่รู้ ซ้ำๆ เดิมๆ แบบนี้ทุกวันอะ … มาอยู่เกือบเดือน ผมยังไม่มีเวลากระทั่งจะไปหาร้านกินข้าวแถวๆ หอเลยเนี่ย ไม่มีเวลาไปไหนเลยนอกจาก หอ ที่ทำงาน บิ๊กซี … ที่ไปกินข้าวบิ๊กซีไม่ใช่ว่าตังค์เยอะอะไรหรอกนะ แต่ไม่รู้จะไปกินข้าวที่ไหน ไปมันเกือบทุกวัน คนแลกบัตรคงจำหน้าได้แล้วมั้ง ! ส่วนตอนเย็นกว่าจะได้กลับก็เย็น-ค่ำ ดูนาฬิกาอีกทีก็หกโมงแล้ว กว่าจะกลับถึงห้องแล้วได้นอนก็ประมาณ 23.00-24.00 น. ถ้าดึกกว่านี้เดี๋ยวจะทำงานไม่ไหว … แล้วเวลาเข้างานคือ 08.30 น. แต่เขาอยากให้ไปก่อนคือช่วง 08.00 ถ้าเลย 08.30 ถือว่า “สาย” (!!?) สายได้ไง (วะ) เวลาเข้างานของคนปกติ

ก่อนมาทำงานลุงก็สอนนะ แกบอกว่า “ไม่มีใครทำงานหนักแล้วตาย มีแต่คนจะตายเพราะไม่มีงานทำ” เวลาเหนื่อยๆ ผมก็ท่องประโยคนี้แหละ    … ช่วงนี้ยอมรับเลยว่า “เหนื่อยจริงๆ” ครับ นอนไม่ค่อยอิ่ม แล้วทำงานตลอดเวลา ไม่มีเวลาเล่นอะไรเลย กีต้าร์แทบจะไม่ได้จับ หนังสือซื้อมายังไม่ได้เปิดซักหน้าน่ะ เวลาจะฟังเพลงยังไม่ค่อยจะมีเลย แต่ก็ทนๆ เอา … หมดเรื่องวิทยานิพนธ์แล้ว คงมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้บ้างอยู่มั้ง (สาธุ)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s