เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: แสงสีที่ฮ่องกง

… หนึ่งปีถัดจากทริปเวียดนาม ทริปเดินทางร่วมกะชาวแก๊งค์ทริปใหม่ก็ถูกวางขึ้น … ทริปคราวนี้เป็นการออกสู่โลกกว้างอีกครั้ง เป้าหมายหลักของทริปก็คือ ฮ่องกง (Hong Kong) เซินเจิ้น (Shenzhen) จูไห่ (Zhuhai) และมาเก๊า (Macau) … ระหว่างวันที่ 23-26 มีนาคม พ.ศ. 2556

… ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก

เริ่มต้นทริปนี้ด้วยการนั่งรถยาวไปยังสนามบินสุวรรณภูมิครับ … ไปถึงสนามบินแต่เช้า ก็หาที่ล้างหน้า-แปรงฟันนิดหน่อย พร้อมกับหาข้าวกิน … ตามโปรแกรมแล้วเครื่องจะขึ้นตอนประมาณแปดโมงครึ่ง ก็เลยมีเวลาเตรียมตัวอยู่พักใหญ่ๆ

ปกติแล้วการเดินทางของผมอาศัยรถยนต์เป็นหลัก เครื่องบินน่ะเหรอ !!? ไม่เค๊ยเคย    … จะหาว่า “บ้านนอก” ก็ไม่ว่ากันครับ … ทริปคราวนี้มีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก … ถ้าถามว่า “ตื่นเต้นมั้ย !!?” … ก็คงตอบว่า “เฉยๆ” นะ … กลัวแต่จะทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นเอง เพราะบอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้เรื่องเลยว่าต้องกรอกอะไร ทำยังไงกับสัมภาระตัวเอง ต้องเดินไปไหน ฯลฯ ทุกอย่างดูแปลกใหม่ไปหมด … ถ้าให้ขึ้นเครื่องเองก็คงจะยังเดาๆ อยู่ดีนั่นแหละ อาศัยว่าคราวนั้นมีเพื่อนร่วมเดินทางหลายคน ก็ช่วยเดาๆ กันไป

… หลังจากเครื่องขึ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรทำครับ … นั่งเฉยๆ มีทีวีเล็กให้ดูก็ไม่รู้จะดูอะไร หนังสือก็ไม่มีให้อ่าน (เฮ้อ) … การเดินทางใช้เวลาประมาณประมาณ 3-4 ชั่วโมง เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินฮ่องกงประมาณเกือบๆ เที่ยง …

… ถึงฮ่องกงแล้วน๊าาาา

… กะลังรอรับกระเป๋าอยู่

พอลงจากเครื่องก็ไปผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับรับกระเป๋าเดินทาง … ทริปรอบนั้นผมใช้เป้สะพายหลังครับ … ตอนนั้นผมยังไม่มีพวกกระเป๋าลาก เพราะปกติแล้วมันไม่ใช่แนว   … แต่ช่วงหลังๆ รู้สึกกระเป๋าลากจะสบายกว่านะ … เพราะนอกจากเป้ใบใหญ่แล้ว ผมต้องสะพายกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งใบ

ตามโปรแกรมแล้วจะแวะเที่ยวที่ฮ่องกงก่อนครับ แล้วค่อยๆ ขยับไปมาเก๊ากับจีน … แต่รอบนี้มีการปรับโปรแกรม (อีกแล้ว) … โดยวันแรกจะเข้าไปจีนก่อนเลย แล้วค่อยๆ ขยับกลับมาที่ฮ่องกงเป็นวันสุดท้าย

… หลังออกจากสนามบินฮ่องกง ก็ต้องคอยเดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองหลายรอบมากๆ … จนตอนนั้นรู้สึกอิจฉาพวกใช้กระเป๋าลากมาก เพราะไหล่เริ่มล้า คือมันไม่ใช่ว่าลงไปปุ๊บ-ตรวจปั๊บน่ะครับ บางที่นี่ต้องยืนรอนานพอสมควรเลยแหละ เพราะคนต่อคิวอย่างเยอะ !     … กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายแรกของทริปก็ใช้เวลาไปประมาณสองชั่วโมง …

สำหรับข้าวเที่ยงต่างแดนมื้อแรกแวะที่ภัตตาคารแถวๆ Splendid of China ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของทริปตอนช่วงบ่ายครับ … พอกินข้าวเรียบร้อยตอนเกือบๆ สี่โมงเย็นก็เป็นเวลาเที่ยวแล้ว … ที่จุดหมายแรกจะแบ่งเป็น 2 โซน คือ Splendid of China ที่เป็นเมืองจำลองของพวกสถานที่สำคัญของจีน แล้วก็ส่วนของ China Folk Culture Villages ซึ่งเป็นโซนวัฒนธรรมจีน มีขายของชำราย รวมถึงมีการแสดงกลางแจ้งในช่วงเย็นด้วย

พอนั่งรถไฟฟ้าเที่ยวดูเมืองจำลองเสร็จแล้ว ก็มีเวลาเหลืออีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ … เพราะพวกผมรอดูการแสดงการแจ้งตอนเย็น ซึ่งกว่าจะเริ่มก็ประมาณหกโมงเย็นได้ … ระหว่างรอก็ฆ่าเวลาโดยการเดินเล่นถ่ายรูป พอเดินเหนื่อยแล้วก็ไปนั่งทำตัวอ้วนๆ อยู่แถวๆ ที่ที่เขาจะแสดงตอนเย็นนั่นแหละ …  

พอดูการแสดงจบตอนประมาณเกือบๆ สองทุ่ม ก็ถึงเวลาต้องกระดึ๊บไปหาที่พักแล้วครับ … สำหรับคืนแรกก็นอนอยู่ที่เซินเจิ้นนั่นแหละ … โรงแรมอยู่ใกล้ๆ กับห้างในเมือง … ปกติผมก็เฉยๆ กับการเดินห้างนะ … แต่นี่เป็นห้างอยู่ต่างบ้าน-ต่างเมืองก็เลยไปเดินดูซะหน่อย อีกอย่างคือรองเท้าที่ผมใส่ไปดันขาดอีก … ขาดตอนเดินเล่นถ่ายรูปตอนช่วงเย็นนั่นแหละ   … ก็พอดีไปเดินหาซื้อรองเท้าคู่ใหม่

ห้างที่ว่าเนี่ยว่ากันว่าเป็นมาบุญครองเมืองจีนครับ … ของวางขายค่อนข้างเยอะเหมือนกัน และสิ่งที่เยอะไม่แพ้ของในห้างก็คือควันบุหรี่ … โห … พี่ๆ เล่นกันกลางห้างเลยเหรอครับเนี่ย !!!    … เดินห้างคืนนั้นให้อารมณ์เหมือนเดินฝ่าหมอกควันที่ที่เกิดไฟไหม้อะ … ควันลอยเต็มห้างกันเลยทีเดียว … หลังจากเดินตระเวณหารองเท้าซักพักใหญ่ๆ ก็ได้รองเท้าแตะคู่ใหม่ ตอนแรกเห็นแต่พวกผ้าใบ ตอนนั้นไม่ได้คิดอยากจะซื้อเพราะพยายามเซฟตังค์ แต่เพราะไม่ซื้อรองเท้าผ้าใบเนี่ยแหละ มันเลยนำไปสู่เหตุการณ์ที่นับเป็นประสบการณ์ชีวิตในภายหลัง … อีแตะคู่ใหม่ทนทานพอสมควรครับ เพราะหลังจากกลับมาแล้วผมก็ใส่เล่นอีกเป็นปี … แต่ตอนนี้ขาดแล้วเรียบร้อย เอิ๊ก

… เดินทางข้ามด่าน (อีกรอบ)

เช้าวันแรกบนแผ่นดินจีน … ผมตื่นประมาณตีห้า … เพราะมีนัดกะชาวแก๊งค์เพื่อออกเดินทางต่อแต่เช้า … จุดหมายแรกของวันไม่มีอะไรมาก นอกจากนั่งรถผ่านถนนคู่รัก (The Lover’s Road) แล้วก็แวะไปถ่ายรูปกับหวีหนี่ (The Lady of Pearl Statue) หรือจูไห่ฟิชเชอร์เกิร์ล (Fisher Girl Statue) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง …

ถัดจากการแวะรูปปั้นหวีหนี่แล้วก็เดินทางต่อไปยังสวนสาธารณะฉื่อจิ่งซาน (Shijingshan Mountain Scenic Area) ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวเมือง เมื่อเข้าไปในส่วนแล้วจะเจอกับเรือถีบในบึง สลับตัดฉากกับตึกสูงทางด้านหลัง … รอบนั้นมีเดินต่อขึ้นไปไหว้ศาลด้านบนด้วยครับ …

ถัดจากจุดหมายปลายทางที่จูไห่ … ก็ถึงเวลานั่งเรือข้ามฟากไปยังมาเก๊าครับ … มาเก๊าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในอดีตมาเก๊าเป็นเพียงแค่หมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงเล็กๆ โดยมีชาวจีนกวางตุ้งและฟูเจี้ยนเป็นชนชาติดั้งเดิม จนมาถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสได้เดินเรือเข้ามายังคาบสมุทรแถบนี้เพื่อติดต่อค้าขายกับชาวจีนและมาสร้างอาณานิคมอยู่ในแถบนี้ ที่สำคัญคือ ชาวโปรตุเกสได้นำพาเอาความเจริญรุ่งเรืองทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามาอย่างมากมาย ทำให้มาเก๊ากลายเป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัวจนเรียกได้ว่าเป็น ยุโรปใจกลางเอเชีย (THAI-TRAVEL)

ผมเดินทางไปถึงมาเก๊าตอนประมาณ 15.30 น. … จุดหมายแรกที่มาเก๊าก็คือ เจ้าแม่กวนอิมริมทะเลครับ … เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เป็นเจ้าแม่กวนอิมลูกครึ่ง คือปั้นเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิม แต่ว่ากลับมีพระพักตร์เป็นหน้าพระแม่มารี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิมที่โปรตุเกสตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับมาเก๊าในโอกาสที่ส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน (THAI-TRAVEL)

หลังจากไหว้เจ้าแม่กวนอิมพร้อมกับถ่ายรูปแล้ว … จุดหมายถัดไปก็คือ วัดเจ้าแม่กวนอิม (มาเก๊า) เป็นวัดใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุดในมาเก๊า สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 (วัดเจ้าแม่กวนอิม: KUN IAM TEMPLE)

สถานีต่อไป … ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul) … สำหรับโบสถ์แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเซนต์ปอล ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1594 และปิดไปในปี ค.ศ. 1762 และเป็นมหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเชียตะวันออก โบสถ์เซนต์ปอลสร้างขึ้นในปี 1580 แต่ถูกทำลายถึงสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1595 และ 1601 ตามลำดับ จนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ในปี ค.ศ. 1835 ทั้งวิทยาลัย และโบสถ์ถูกทำลายจนเหลือแต่ด้านหน้าของตึกฐานโบสถ์ส่วนใหญ่ … บันไดหน้าด้านหน้าของตึกแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตกและมีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก (THAI-TRAVEL)

หลังเดินเตร็ดเตร่ถ่ายรูปซักพัก ผมก็เดินกลับไปที่รถครับ … แต่เวลามันเหลือนี่นา …จะอยู่เฉยๆ ทำไม !!!    … ผมก็เลยไปเดินเล่นคนเดียวแถวๆ นั้นแหละครับ เพราะเผอิญว่าตอนนั่งรถมาผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูปเก็บไว้อยู่แล้ว อิอิ

สำหรับจุดที่ผมอยากไปเก็บภาพก็ไม่มีอะไรมากครับ ตามรูปนั่นแหละ … คือถนนสายนี้ผมเคยเห็นพี่ที่ทำงานเก่าแกถ่ายเก็บไว้สมัยที่แกมาเที่ยวมาเก๊า … แต่ผมก็ไม่ได้ถามแกหรอกว่าอยู่แถวไหน … พอนั่งรถผ่านเห็นแว็บๆ ก็คิดว่า “ใช่แน่ๆ” ก็เลยเดินย้อนกลับขึ้นมาเก็บภาพซะหน่อย …

พอออกจากบริเวณโบสถ์แล้ว จุดหมายต่อไปก็คือ การตามหาข้าวเย็น !!! … เมื่อตามหากันพบแล้วก็จัดการโซ๊ยซะให้อิ่มสิครับ อิอิ … หลังจากอิ่มและอร่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พักครับ … ทีจริงตอนหัวค่ำมีอีกหนึ่งโปรแกรม นั่นก็คือ The Venetian Hotel and Resort  ซึ่งเป็นคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีการจำลองบรรยากาศของเมืองเวนิส พร้อมกับการล่องเรือ … แต่อนิจจา … วาสนาผมไม่ถึง … ผมอดไปครับ !    … เหตุผลก็สุดแสนจะน่าเจ็บช้ำหัวใจดวงน้อยๆ เสียเหลือเกิน … เหตุผลที่ว่าก็เพียงเพราะผมไม่ได้ใส่รองเท้าผ้าใบ !!!   … ถ้าคุณลากอีแตะแบบผม คุณก็จะอดเข้าไปชมคาสิโนเหมือนผมครับ … เซ็ง (ชิบ) หาย !  … ทำไมไม่รู้จักใส่รองเท้าผ้าใบเวลาไปเที่ยว ทำไม ทำไม ทำม๊ายยย ย ย !!! 

… นั่งเรือข้ามฟากอีกแล้วน๊าาาา

หลังเศร้าสลดกับเหตุการณ์ไม่ใส่รองเท้าผ้าใบเลยอดเข้าคาสิโนแล้ว … เช้าวันที่สามของการเดินทางเป็นการขึ้นเรือข้ามฟากไปยังฮ่องกงที่จากมาเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ … ผมออกเดินทางนั่งเรือข้ามฟากตอนประมาณแปดโมงกว่าๆ … ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก ก็ถึงเวลาของโปรแกรมลั๊ลล๊าที่ฮ่องกงซะที …

จุดหมายปลายทางแรกที่ฮ่องกงก็คือ กระเช้า … ใช่ครับ … ขึ้นกระเช้าอีกรอบ   … รอบนี้เป็นกระเช้านองปิง 360 (Ngong Ping 360) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งนึงของฮ่องกง เปิดบริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นเคเบิ้ลคาร์ที่มีระยะทางมากกว่า 5.7 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในเอเชีย … จุดหมายปลายทางอยู่ที่หมู่บ้านนองปิง นอกจากนี้ ด้านบนก็จะมีวัดโป๋หลิน (Polin Monastery) ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระใหญ่เทียนถาน

… รอขึ้นกระเช้ากันเพียบ !!!

… ก่อนขึ้นไปไหว้พระ … ขอจัดอาหารรองท้องซักแป๊บ

ระหว่างทางที่เดินไปไหว้พระก็จะมีร้านขายของวางอยู่สองข้างทางครับ … มีสินค้าให้ดูหลายอย่างเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยสนใจสินค้าหรอก … สนใจแต่จะถ่ายรูปอย่างเดียว

เดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านบนจนถึงเวลาประมาณบ่ายสอง ก็ได้เวลาลงจากเขาแล้ว … กระเช้ารอบนี้ไกลกว่าที่เวียดนามเยอะครับ … ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ “ลมแรง” … ลมพัดมาแต่ละทีกระเช้าก็ไหวๆ … โอ้ ! … ชีวิตที่น่าตื่นเต้น !!!  … นอกจากความตื่นเต้นจากลมพัดแล้ว อีกอย่างที่น่าตื่นตา-ตื่นใจไม่แพ้กันก็คือ วิวที่มองเห็นเกาะฮ่องกงจากมุมสูงครับ … สวยมาก ! ถึงวันนั้นอากาศจะหม่นๆ ก็เถอะ …

พอลงจากกระเช้าเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมสำหรับคืนนี้ครับผม … ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงโรงแรม … โรงแรมอยู่แถวย่านไหน … จำไม่ได้เหมือนกัน เอิ๊ก … แต่ติดกับโรงแรมมันจะมีสวนสาธารณะขนาดไม่ใหญ่มาก แล้วตรงข้ามกับโรงแรมจะมีตลาดอะ (เค้าจำไม่ได้จริงๆ นะ)   

พอได้กุญแจห้องก็เอาสัมภาระเข้าไปเก็บ … ตรงข้ามโรงแรมมันจะมีตลาดอะไรซักอย่าง ส่วนด้านข้างติดๆ กันจะมีห้าง แล้วก็สวนขนาดเล็ก … คนอื่นๆ บ้างก็ไปเดินเล่นที่ตลาดครับ … ส่วนผมไปเดินเล่นแถวๆ สวน รอเวลากินข้าวเย็น … ค่ำคืนที่ฮ่องกงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากกินข้าวเสร็จผมก็ไม่รู้ว่าจะไปดูอะไร … ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี หนีกลับขึ้นไปนอนอยู่ห้องดีกว่า ก็ห้องพักออกจะน่านอนนี่นา  

… ตะลุยฮ่องกง

เมื่อวานได้แวะบางส่วนของเกาะฮ่องกงไป … วันสุดท้ายของทริปท่องเที่ยวก็คือตามเก็บจุดอื่นๆ … สำหรับโปรแกรมวันสุดท้ายจะมีที่หาดรีพัลส์เบย์ (Repulse Bay) วิคเตอเรียพีค (Victoria’s Peak) ส่วนช่วงบ่ายเป็นโปรแกรมช็อปปิ้ง … ภาคค่ำก็จะมีแวะที่อเวนิวออฟสตาร์ (Avenue of Star) กับดูซิมโฟนีออฟไลท์ (Symphony of Life)

แต่ก่อนออกเดินทางตามโปรแกรม เราก็ต้องแวะหาอะไรรองท้องกันซะก่อน … มื้อเช้าเป็นติ่มซำครับ … อร่อยดี แต่รู้สึกจะไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ เอิ๊ก

… เกือบๆ สิบโมงเช้าก็เดินทางไปถึงจุดหมายแรก ก็คือ หาดรีพัลส์เบย์ … พอลงจากรถก็พากันเดินตามไกด์สาวประจำทริปข้ามชายหาดไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตามความเชื่อของคนฮ่องกงครับ …

เวลาประมาณ 11.00 น. ก็นั่งรถขึ้นไปถึงวิคเตอเรียพีค ระหว่างทางก็จะผ่านบ้านของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลาย ซึ่งบ้านมีแต่หลังแบบโคตรใหญ่ !!!    … แต่วิคตอเรียพีค ณ วันและเวลานั้น หมอกลงจัดมากครับ … มองไม่ค่อยเห็นอะไรเลย (เฮ้อ)

เมื่อลงจากวิคตอเรียพีคแล้ว … เวลาเกือบเที่ยง เราก็ต้องไปหาอะไรลงท้องอีกครั้ง เอิ๊ก … ระหว่างนั่งรถผ่านก็ได้แต่นั่งมองข้างทางดูบ้าน-เมืองของชาวฮ่องกงไปตามประสา

… ฝนตกอีกแล้ว แต่ก็ดี … เพราะบรรยากาศมันช่างดู …

เมื่ออิ่ม-อร่อยกับข้าวเที่ยงแล้ว ก็ถึงเวลาของโปรแกรมช็อปปิ้งครับ ซึ่งน่าจะเป็นโปรแกรมที่ถูกใจบรรดานักซื้อทั้งหลาย … แต่กับผม-มนุษย์ตังค์น้อย ก็ได้แต่เดินดูเท่านั้นแหละครับ … สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ไปอยู่แถวย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ถนนนาธาน … ใกล้ๆ กันก็จะมีโอเชี่ยนเทอร์มินัล (Ocean Terminal) … แล้วโปรแกรมช็อปปิ้งเนี่ย นานมาก !!!  … คืออยู่กันจนถึงเย็นเลยนั่นแหละ … ผมก็ได้แต่รู้สึกเคว้งคว้างท่ามกลางผู้คน … ที่จริงแล้วแถวๆ นั้นมันมีพิพิธภัณฑ์ด้วยนะครับ ผมน่ะอยากไปมากๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่อง-รู้ราวก็เลยไม่กล้าไปคนเดียว ครั้นจะชวนคนอื่นไปด้วย ก็เดี๋ยวจะว่าน่าเบื่อ … ผมก็ได้แต่แอบเศร้าใจอยู่ลึกๆ

… ประมาณทุ่มนึง การเดินทางก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายก็คือ เวนิวออฟสตาร์กับดูซิมโฟนีออฟไลท์ … เดินไป-เดินมา ถ่ายรูปอยู่แถวๆ นั้นแหละครับ จนถึงประมาณเกือบๆ ทุ่มครึ่ง … ขาตั้งกล้องก็ไม่มี ถ่ายรูปยากชะมัด ส่วนใหญ่แล้วภาพจะดูไม่คอ่ยได้เลย (เฮ้อ)   

หลังจบโปรแกรมสุดท้าย ก็ได้เวลาเดินทางกลับไปสนามบิน … ผมกับชาวแก๊งค์เดินทางถึง กทม. ช่วงกลางดึกครับ น่าจะประมาณตีหนึ่ง-ตีสองนะ … พอลงจากเครื่องรับกระเป๋าเดินทางแล้ว ก็นั่งรถตู้กลับไปหาเตียงนอนที่ห่างหายกันไปนานหลายวัน … เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางออกสู่โลกกว้างครั้งที่สอง

… บทส่งท้าย

สำหรับทริปนี้ตอนแรกกะว่าจะไม่ไป เพราะรู้สึกเสียดายค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่จนแล้ว-จนรอดก็มีโอกาสได้ไปเปิดหู-เปิดตา … ส่วนตัวผมชอบโปรแกรมที่มาเก๊ากับฮ่องกงนะ ส่วนโปรแกรมที่เซินเจิ้นกับจูไห่ ผมล่ะเฉยๆ … คือที่มาเก๊าผมชอบสภาพบ้านเมืองเขาครับ มันดูเป็นระเบียบ-สะอาดตาดี แล้วจุดที่ไปที่เป็นโบสถ์น่ะชอบมาก ! อย่างที่บอกว่าเคยเห็นรูปของพี่ที่ทำงานเก่าแกถ่ายเก็บไว้แล้วชอบอะ … อยากไป แล้วสุดท้ายผมก็มีโอกาสได้ไปจนได้ อิอิ … นี่ถ้าไม่นับเรื่องรองเท้าผ้าใบที่ทำให้ผมอดเที่ยว ทริปนี้จะเป็นอีกทริปที่น่าจดจำยิ่งขึ้น … แต่เอ๊ะ … ที่จริงต้องบอกว่า “เพราะว่ามันมีเรื่องแบบนี้ไง มันเลยเป็นที่น่าจำ” สิ  !!!   

… ส่วนโปรแกรมที่ฮ่องกงก็ชอบนะครับ ชอบความอลังการของเกาะฮ่องกง มีแต่ตึกสูงๆ … แต่เบื้องหลังเองก็คงไม่ได้อลังการอะไรมากมาย เพราะถึงจะมีตึกใหญ่โต แต่ที่พักอาศัยของคนส่วนมากก็เป็นแค่ห้องเล็กๆ เท่านั้น … ถ้าเทียบกับบรรดาบ้านของมหาเศรษฐีทั้งหลายแล้วก็ … นะ

… แต่โดยรวมแล้ว ผมก็สนุกกับทริปนี้พอสมควร มีโอกาสได้เห็นโลกข้างนอกมันก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกันนะ  : )

 

Advertisements

One thought on “เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: แสงสีที่ฮ่องกง

  1. Pingback: เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: … สี่ปีที่หายไป | 13th-Lamb

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s