เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: ซินจ่าวเวียดนาม

ทริปที่สองกับชาวแก๊งค์ เป็นทริปแรกที่ได้ออกสู่โลกที่กว้างขึ้นมา (นิดหน่อย) … ทริปที่สองนี้เป็นการเดินทางไปเวียดนาม : เมืองเว้-ดานัง-ฮอยอัน ช่วงวันที่ 14-18 มีนาคม พ.ศ. 2555 … ก่อนการเดินทางมีการเตรียมตัวเล็กน้อย คือ ผมต้องไปทำ Passport ครับ ก็ขับรถน้อยไปทำเอกสารอยู่โคราช แล้วก็รอรับ (ให้ส่งไปรษณีย์มาให้) จากนั้นก็รวบรวมกันส่งที่ทัวร์เพื่อทำเอกสารเดินทางต่อไป …

… เริ่มต้นการเดินทาง

ช่วงบ่ายของวันที่ 14 การเดินทางออกสู่โลกกว้าง (ที่ไม่ใช่ในประเทศ) ครั้งแรกของผมก็เริ่มต้นขึ้น … ผมนั่งรถยาวไปถึงมุกดาหารเพื่อเตรียมข้ามฝั่งลาวไปยังเวียดนามในวันรุ่งขึ้น … ค่ำคืนที่มุกดาหารผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โรงแรมน่าพักมาก แต่จำชื่อไม่ได้ เอิ๊กๆ … รู้สึกว่าแถวๆ โรงแรมจะมีถนนคนเดินด้วยมั้ง เพราะคุ้นๆ ว่าได้ไปเดินเล่นแป็บนึง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกเสื้อผ้า ซึ่งไม่ใช่แนวผมเท่าไหร่ …

… ฮัลโหลโป่งโป๊ง

ไกด์สาวประจำทริปกล่าวทักทายพวกผมและชาวแก๊งค์ในเช้าวันรุ่งขึ้น … ไกด์สาวคนนี้เป็นชาวไทยที่รับหน้าที่ติดต่อประสานงานและดูแลความเรียบร้อยสำหรับทริปคราวนี้ แต่ที่จริงแล้วทริปนี้จะมีไกด์หลายคนผลัดเปลี่ยนกัน … คือตอนเดินทางผ่านประเทศลาวก็ต้องมีไกด์ชาวลาวมาคอยดูแลความเรียบร้อย พอไปถึงเวียดนามก็จะมีไกด์ชาวเวียดนามอีกหนึ่ง

การเดินทางไปเวียดนามรอบนี้นั่งรถครับ … ถูกแล้วครับ ! นั่งรถเริ่มจากมุกดาหารข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านสะหวันเขตของลาว แล้วก็เข้าสู่เวียดนาม … ช่วงที่เดินทางผ่านลาวก็จะมีไกด์ลาวขึ้นมาพูดคุยด้วยอย่างที่เล่าไป ไกด์ลาวที่มาประจำทริปผมเป็นผู้ชายครับ อายุน่าจะ 40 อัพ พูดเก่งคุยเก่งนะ มีอะไรขำๆ มาเล่าให้ฟังเยอะอยู่ … แต่ด้วยความที่เดินทางค่อนข้างไกล ส่วนใหญ่ก็จะหลับกันหมดครับ … หลังๆ มาลุงไกด์แกเลยปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย   

… เข้าสู่เวียดนาม

พอนั่งรถไปถึงบริเวณด่านลาว-เวียดนาม ลุงไกด์คนลาวแกก็ลงจากรถ แล้วเปลี่ยนให้ไกด์ชาวเวียดนามขึ้นมาทำหน้าที่ต่อ … ไกด์ชาวเวียดนามที่พาทัวร์คราวนี้เป็นผู้หญิงครับ อายุน่าจะประมาณ 20 กว่าๆ (มั้ง) คือยังแลดูเด็กๆ อยู่ครับ … เอ๊ะ … หรือไกด์หน้าเด็กหว่า !!?   

หลังจากตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็เดินทางต่อไปสู่เมืองดองฮา ที่เมืองนี้จะมีแม่น้ำที่เคยเป็นพรมแดนกั้นระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ อยู่ที่ละติจูด 17 องศาตะวันออก ครับ (บู๊ย … ขอนิดเนิง อิอิ) … ที่เมืองนี้ไม่ได้แวะนะครับ แค่นั่งรถผ่านเฉยๆ เพราะพวกผมจะนั่งรถไปหมู่บ้านหวินม็อก (Vinh Moc) เพื่อไปยังจุดหมายแรกของการเดินทาง …

ผมเดินทางไปถึงจุดหมายแรกตอนประมาณ 16.30 น. … คือออกจากมุกดาหารแต่เช้าครับ แต่นั่งรถข้ามสะหวันเขตทั้งวัน ! กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางนี่ก็ช่วงเย็นละ … จุดหมายแรกเป็นอุโมงค์หลบภัยสมัยสงครามเวียดนามครับ อุโมงค์ที่ว่าเนี่ยถูกใช้ในช่วงที่เวียดนามรบกับอเมริกา

อุโมงค์ที่ขุดขึ้นเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปี เพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดในสมัยสงครามเวียดนาม อุโมงค์มีทางเดินติดต่อกันยาวกว่า 2,000 เมตร แบ่งออกเป็น 3 ชั้น มีทางเข้าออกทั้งหมด 13 ทาง ซึ่งคนทั้งหมู่บ้านช่วยกันแอบขุดในตอนกลางคืนหรือขุดในขณะที่มีเสียงปืน เสียงระเบิด ขนดินทิ้งทะเล เพื่ออำพรางไม่ให้ข้าศึกรู้ ใช้เวลาในการขุด 20 เดือนครับ

ที่จริงคุ้นๆ ว่าแถวอุโมงค์จะมีพิพิธภัณฑ์ด้วยนะ … แต่พวกผมไปถึงกันก็เย็นแล้ว แล้วอีกอย่างคือต้องตีรถไปที่พักที่อยู่ห่างออกไปอีก เลยไม่ได้เข้าไปดู … เอ๊ะ … หรือวันนั้นมันปิดหว่า !!? หรือผมจำผิดก็ไม่รู้ จำได้แต่ว่าลงรถแล้วก็เลี้ยวเข้าห้องน้ำ (สาระมาก)  

เวลาประมาณ 20.30 น. ผมก็เข้าห้องพักเก็บสัมภาระเป็นที่เรียบร้อย … โรงแรมที่พักสำหรับคืนแรกอยู่ที่เมืองเว้ครับ … ห้องพักดี น่านอนมากๆ … พอเก็บของเสร็จก็ถึงเวลาเดินสำรวจรอบๆ โรงแรม ซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพราะเดี๋ยวโดนฉุด    … ผมเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ หน้าโรงเรมแล้วก็เดินขึ้นไปแวะถ่ายรูปด้านในโรงแรมจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ ซึ่งก็น่าจะสมควรแก่เวลาในการพักผ่อนได้แล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทริปวันพรุ่งนี้ …

… ฟ้าหม่นๆ นะ

เช้าวันแรกที่เวียดนาม รู้สึกบรรยากาศจะหม่นๆ นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงฝนก็ยังไม่โปรยปรายลงมา … สำหรับจุดหมายแรกของวันเป็นอดีตพระราชวังหลวงครับ หรือนครจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน นั่นเอง … จุดหมายแรกไม่ไกลจากที่พักมากนัก นั่งรถไม่นาน … ไปถึงที่พระราชวังก็ประมาณโมงกว่าๆ ได้

พระราชวังเดิมนี้สร้างในปี ค.ศ. 1805 สมัยจักรพรรดิ์ Gia Long แล้วเสร็จในปี ค.ศ 1832 สมัยจักรพรรดิ์ Ming Mang รวมระยะเวลาก่อสร้าง 27 ปี พระราชวังนี้สร้างตามแบบพระราชวังต้องห้ามของประเทศจีน แต่ได้ย่อส่วนลงมาจากต้นแบบ พระราชวังนี้ได้ออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น แต่ละชั้นจะประกอบไปด้วยพระราชวังและตำหนักต่างๆ ส่วนชั้นในจะมีพระราชวังต้องห้าม เป็นเขตเฉพาะเครือญาติของราชวงค์เหงียนเท่านั้น … พระราชวังแห่งนี้ถูกเผาจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จากนั้นก็กลายเป็นพระราชวังร้าง ครั้นถึงค.ศ 1968 หรือสมัยสงครามเวียดนามก็ถูกเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิด เนื่องจากเป็นที่ซ่องสุมของพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อสงครามสงบ U์NESCO จึงเข้ามาบูรณะ และได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ 1993 (พระราชวังเดิมอดีตกษัตริย์)

ช่วงที่เดินดูภายในพระราชวัง ไกด์สาวชาวเวียดนามก็อธิบายตามจุดต่างๆ ให้ครับ … แต่ผมไมได้ฟัง ! (ซะงั้น) … มัวแต่ไปชะโงกหาที่ถ่ายรูป แต่ทริปเวียดนามรอบนั้น ผมได้รูปกลับมาน้อยมากเลยนะ ตอนเที่ยวๆ อยู่ก็เหมือนว่าจะถ่ายรูปเยอะ แต่พอมาเปิดจริงๆ ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปอะไรไว้เลย … เสียดาย  

หลังจากออกจากพระราชวังในช่วงสายๆ ก็ออกเดินทางต่อสู่เมืองฮอยอัน เส้นทางเว้-ดานัง-ฮอยอัน ระหว่างทางจะผ่านอุโมงค์ไฮเวินที่ขุดลอดใต้ภูเขาด้วย … แต่ … ไม่มีรูป   คุ้นๆ ว่าถ่ายรูปไว้อยู่นะ แต่เหมือนภาพที่ถ่ายไว้มันไม่ไหวที่จะเคลียร์ … น่าจะลบทิ้งแหงๆ (เฮ้อ)

เดินทางซักพักใหญ่ๆ ได้เวลาหาอะไรยัดลงท้องครับ … เรื่องกับข้าวนี่ค่อนข้างจะจำแม่น เพราะทริปนั้นรู้สึกจะมีอาหารทะเลให้กินหลายมื้ออยู่เหมือนกัน แต่เผอิญว่าผมกินอาหารทะเลไม่ได้ … คนอื่นกินกุ้งกินปู … ไอ้ผมนั่งกินไข่ต้มกะไข่เจียว … ชีวิตที่แสนเศร้า   … แต่ใช่ว่าจะมีแต่ไข่ให้กินนะครับ อาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารทะเลผมก็กินอิ่มอร่อยตามปกติ แต่ส่วนใหญ่ชาวแก๊งค์จะบ่นเรื่องรสชาติอาหารนะ สงสัยมีแต่ผมที่กินอะไรก็อร่อยไปหมด (ยกเว้นอาหารทะเล) ซึ่งมันก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบคนอืนอยู่เหมือนกัน    … หลังจากคนอื่นๆ อิ่มกับอาหารทะเล ก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านนองเหนือก ที่เป็นหมู่บ้านที่ทำพวกผลิตภัณฑ์จากหินอ่อนครับ

ถัดออกจากหมู่บ้านนองเหนือก จุดหมายที่ถือเป็นไฮไลท์ก็คือ ฮอยอัน-เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครับ … แกีงค์ผมเดินทางถึงฮอยอันประมาณบ่ายสองครึ่ง มีเวลาเดินเล่นตามประสาประมาณชั่วโมงกว่าๆ …

ย้อนหลังไปราวศตวรรษที่ 16-17 ฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความสำคัญพอๆ กับเมืองท่ามะละกาและมาเก๊า … จีน ญี่ปุ่น โปรตุเกส ชวา อินเดีย (ส่วนใหญ่จะเป็นจีนกับญี่ปุ่น) เข้ามาค้าขายกับเวียดนามโดยทางเรือ แล้วล่องผ่านเข้ามาในแม่น้ำทูโบน ฮอยอันในสมัยนั้นจึงเป็นเมืองท่าและเป็นชุมชนของต่างชาติที่มาค้าขาย จนกระทั่งศตวรรตที่ 19 ปากแม่น้ำทูโบนตื้นเขิน ประกอบกับเรือบรรทุกสินค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเดินเรือ จึงย้ายท่าเรือไปอยู่ที่เมืองดานัง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 30 กม … ปี ค.ศ.1999 UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและสนับสนุนด้านการเงินในการบูรณะซ่อมแซม (ฮอยอันเมืองประวัติศาสตร์เมื่อ 200 ปี)

นอกจากเดินไปไหว้ศาลเจ้าแล้วก็มีไปที่บ้านเลขที่ 101 (Old House No.101) ซึ่งเป็นบ้านของจีนในตระกูล Tan Ky นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอันสร้างขึ้นมาเมื่อ 75 ปีที่แล้ว และอยู่กันมา 5 ชั่วอายุคน ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ตั้งแต่ ห้องสมุดสมัยก่อน ห้องรับแขกและห้องครัว (ประวัติศาสตร์สอนใจท่องไปในเมืองฮอยอัน-ดานัง (เวียดนาม ตอน3))

คือที่ฮอยอันเนี่่ย … บอกเลยว่าพลาดมาก พลาดตรงที่ผมไม่รู้จะถ่ายรูปอะไร ทั้งๆ ที่มีอะไรให้ถ่ายเยอะมากนะครับ แต่สงสัยตอนนี้รีบเดินจ้ำตามคนอื่นไปด้วยแหละ เลยไม่มีเวลาสังเกตอะไรมากมาย รูปที่ได้เลยมีน้อยมากๆ !!!

พอเดินจนเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาตามที่นัดหมายกัน … ทริปนั้นจำได้ว่า “รถเสีย” ครับ … คือรถมีปัญหาอะไรซักอย่าง เลยได้นั่งรออยู่นานพอสมควรเลยแหละ น่าจะร่วมๆ ชั่วโมงนึงได้ … ทันทีที่รถซ่อมเสร็จก็เดินทางต่อเพื่อแวะกินข้าวเย็นกะเข้าที่พักสำหรับคืนวันที่สองของการเดินทาง

สำหรับคืนที่สองไม่แน่ใจว่านอนที่ไหนแน่ ระหว่างฮอยอันกับดานัง แต่คิดว่าเป็นที่ดานังมากกว่า เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นมีโปรแกรมอยู่ที่ดานังครับ … โรงแรมคืนนี้เหมือนจะเก่านิดหน่อย ของผมได้ห้องที่เป็นห้องขนาดใหญ่ มีโซนห้องรับแขก ห้องนอนใหญ่ แล้วก็ห้องนอนเล็ก มีห้องน้ำ 2 ห้องในตัว ผมเลือกนอนห้องนอนเล็ก … ห้องนอนเล็กที่ว่าเนี่ย คือเล็กแบบวางเตียงเดี่ยวเตียงเดียวแล้วเต็มห้องน่ะครับ ในห้องแทบไม่มีอะไรเลย ยังดีที่มีปลั๊กไฟไว้ชาร์จโทรศัพท์ มีปลั๊กเดียว ใช้คนเดียว เอิ๊ก

… ขึ้นกระเช้า

เช้าวันที่สามของการเดินทาง จุดหมายแรกอยู่ที่บาน่าฮิลล์ (Ba Na Hills) ที่ดานังครับ … กระเช้าที่ Ba Na Hills ได้รับการจดบันทึกจาก Guinness World Records สองอย่าง คือ กระเช้าที่ยาวที่สุด (5,042 เมตร) โดยไม่หยุดแวะ และกระเช้าที่สูงที่สุดที่ (1,291 เมตร) โดยไม่หยุดแวะเช่นเดียวกัน  (บานาฮิลล์ (Ba Na Hills) สวรรค์น้อยๆ ในดานัง)

หลังจากนั่งกระเช้ามาซักพักก็หยุดแวะสเต๊ปแรก … ตามโปรแกรมแล้วจะมีนั่งกระเช้าต่อขึ้นไปด้านบนที่ Fantasy Park ที่เป็นสวนสนุกครับ แต่รอบที่ผมไปเขากะลังก่อสร้างกันอยู่ เสร็จเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น …

ถัดจากบาน่าฮิลล์ก็ตีรถกลับไปเมืองเว้อีกรอบเพื่อตามเก็บโปรแกรมที่เหลืออยู่ … ตามโปรแกรมจริงๆ แล้วจะแวะที่เมืองเว้รวดเดียวจบแล้วค่อยไปเมืองอื่นต่อครับ แต่รอบนั้นมีการปรับโปรแกรมนิดหน่อย … ส่วนโปรแกรมตกค้างที่ต้องมาตามเก็บก็คือ วัดเทียนมู่

วัดเทียนมู่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของริมแม่น้ำหอม นับเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเซน จุดเด่นของวัดก็คือ เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม ครับ … ในอดีตพระสงฆ์นิกายเซ็นจากวัดนี้สร้างความฮือฮาจนโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยการราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาตนเองเพื่อประท้วงรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เมื่อปี พ.ศ. 2507 … ระหว่างเดินชมภายในวัดไกด์สาวเวียดนามก็บรรยายเรื่องราวให้ฟังครับ … ที่จริงเรื่องนี้ผมเคยอ่านเจอเมื่อนานมาแล้วจากเว็บไซต์แห่งนึง สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมภาษาไทย ตามอ่าน ที่นี่ ละกันครับ (ขโมยลิงค์คนอื่นมา เอิ๊กๆ)

On June 11th, 1963, Thich Quang Duc, a Vietnamese Buddhist monk, sat down in the middle of a busy intersection in Saigon, covered himself in gasoline, ignited a match and set himself on fire. Duc burned to death in a matter of minutes, and he was immortalized in a famous photograph taken by a reporter who was in Vietnam to photograph the war. All those who saw this spectacle were taken by the fact that Duc did not make a sound while burning to death. Duc was protesting President Ngo Dinh Diem’s administration for oppressing the Buddhist religion. (Credit: Listverse)

หลังจากเตร็ดเตร่ที่วัดแล้ว โปรแกรมถัดไปเป็นโปรแกรมสำหรับการช็อปปิ้งครับ สถานที่ที่ไปก็คือ ตลาดดองบา … ตอนแรกก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะซื้อของยังไง เพราะกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง อีกอย่างผมไม่ได้แลกตังค์เป็นเงินเวียดนามเลย … แต่ปรากฏว่าแม่ค้าพูดไทยคล่องมาก ! ต่อรองราคานี่ใช้ภาษาไทยล้วนๆ ไม่ต้องมีภาษามือประกอบเลยแหละ อีกอย่างหยิบตังค์ไทยจ่ายได้เลย … ของที่ขายในตลาดราคาค่อนข้างถูกนะครับ … ผมได้ตุ๊กตาหมายักษ์มาตัวนึง ราคาประมาณ 400-500 บาท ถ้าซื้อที่เมืองไทยนี่ 1,000 อัพ !!! นอกจากตุ๊กตาหมายักษ์ (อ้วนฉุยหิ้วกลับบ้านไปแล้ว  ) ก็ได้ตุ๊กตาเวียดนามที่เป็นรูปผู้หญิงมาอีกพอสมควร ตุ๊กตาที่ว่าน่าจะเป็นของฝากจากเวียดนามที่ใครหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นหรือเคยได้เป็นของฝากนะครับ …  พอช็อปปิ้งจนสาแก่ใจก็ได้เวลาหาอะไรลงท้อง … โปรแกรมอาหารส่งท้ายเป็นโปแกรมล่องเรือมังกรแม่น้ำหอมครับ นอกจากกินข้าวแล้วก็จะมีสาวเวียดนามมาร้อง-เล่นดนตรีขับกล่อม รู้สึกหลังๆ จะมีมารำวงกันด้วยนะ

อิ่มอร่อยเป็นที่เรียบร้อยก็เดินทางเข้าที่พักครับ … คืนนี้รู้สึกว่าจะนอนที่เมืองเว้ (รึป่าวหว่า !!?) แต่เป็นคนละโรงแรมกับคืนแรก (คิดว่านะ …) … เดินทางถึงที่พักตอนประมาณสองทุ่ม จากนั้นก็เรื่อยๆ เปื่อยๆ แล้วก็เข้านอนเตรียมตัวนั่งรถอีกหลายๆ ชั่วโมง บนเส้นทางที่แสนยาวไกลเพื่อกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น

วันสุดท้ายของทริป ผมและชาวแก๊งค์ยกพลออกจากเวียดนาม โดยมีไกด์ชาวเวียดนามติดตามไปส่งข้ามด่าน รู้สึกว่าเจ๊แกจะตามไปจนถึงชายแดนไทย-ลาว เลยนะ … ส่วนช่วงที่นั่งรถข้ามเมืองลาว ก็ได้ลุงไกด์คนเดิมขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยให้อีกรอบ แต่ รอบนี้รู้สึกแกจะหมดเรื่องเล่าแล้วมั้ง ส่วนใหญ่เลยได้พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ซึ่งก็คงไม่พ้นว่านอนนั่นแหละครับ … ระหว่างที่จะข้ามด่านก็ตามธรรมเนียม คือ แวะช็อปปิ้ง (อีกรอบ) ที่ด่านครับ … ผมได้ขนมมาเพิ่มเป็นของฝาก ส่วนอย่างอื่นก็เดินดูเฉยๆ ไม่ได้ซื้ออะไร

พอข้ามแดนมาแล้ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนขึ้นรถทัวร์คันที่นั่งไปวันแรกเพื่อเดินทางกลับสู่จุดหมายปลายทางที่ห่างหายไปนานกว่า 5 วัน เป็นอันสิ้นสุดทริปการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของผม …

… บทส่งท้าย

ทริปนี้เป็นทริปช่วงปี พ.ศ. 2555 หรือสามปีที่แล้ว (ปัจจุบันปี พ.ศ. 2558) … ผ่านไปสามปี บอกตามตรงว่าจำอะไรแทบไม่ได้ !!! ผมกลายเป็นคนขี้ลืมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย  … เนื้อหาเท่าที่เขียนด้านบนมาจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่น้อยมากครับ แล้วก็ใช้การเทียบเวลากับรูปที่ถ่ายเก็บไว้ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ดีว่าไปไหน-ตอนไหน มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง !!!? แถมตอนกลับมาไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยอีกตะหาก แล้วก็ไม่ได้คิดที่จะเขียนเก็บใส่บล็อกไว้อีกตะหาก ! … ส่วนรูปของทริปนี้ก็มีน้อยมาก !!! น้อยมากจนผมสงสัยว่าเป็นไปได้ไง !!? เพราะปกติถ้าเป็นทริปทางไกลแบบนี้ผมจะถ่ายรูปค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่คราวนี้มาดูๆ แล้วไม่ค่อยมีรูปที่เที่ยวเท่าไหร่ (เฮ้อ)

สำหรับทริปเวียดนามก็ถือว่าเป็นทริปที่ชื่นใจอยู่พอสมควรครับ … ผมชอบบรรยากาศที่เวียดนามนะ … ชอบบรรยากาศแบบง่ายๆ สบายๆ เดิมๆ ที่เวียดนามอะ เหมือนไปอยู่แถวนั้นแล้วเวลาในชีวิตจะหมุนช้าลง … ส่วนสภาพบ้านเมืองถ้าถามว่าเจริญมั้ย !? ก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก เพราะสภาพบ้านเมืองโดยรวมๆ แล้วถือว่ายังไม่มีการพัฒนาอะไรมาก ยกเว้น ที่ที่เป็นที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ อาจเป็นเพราะที่เวียดนามเป็นสังคมแบบสังคมนิยม (มั้ง)

… แต่ถึงยังไงผมก็หลงรักบรรยากาศที่เวียดนามแล้วแหละ : )

Advertisements

One thought on “เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: ซินจ่าวเวียดนาม

  1. Pingback: เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: … สี่ปีที่หายไป | 13th-Lamb

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s