เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่ง … ปายอินเลิฟ

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (เวลาผ่านไป … ไวเหมือนโกหก) ทริปแรกของผมกะชาวแก๊งค์ได้เริ่มต้นขึ้น … ทริปแรกของผมเป็นการเดินทางไปภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน ปางอุ๋งและปาย ระหว่างวันที่ 1-5 มีนาคม พ.ศ. 2554 … จุดหมายหลักคงไม่ต้องพูดถึงเพราะแน่นอนว่าไฮไลท์ของการเดินทางก็คือ “ปาย” และ “ปางอุ๋ง” นั่นเอง !

… เริ่มต้นการเดินทาง

ทริปนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันสิ้นเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ ผมนั่งรถทัวร์ยิงยาวไปโผล่ที่จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณตีนดอยอินทนนท์ … จุดหมายแรกของการเดินทางเริ่มขึ้นตอนเช้าตรู่ (น่าจะยังมืดอยู่นะ) โดยแบ่งกันขึ้นรถตู้เพื่อขึ้นไปยังยอดดอยอินทนนท์ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางสู่แม่ฮ่องสอน

สำหรับโปรแกรมบนดอยอินทนนท์ก็คงเป็นโปรแกรมสุดฮิตทั่วไปที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี … จุดที่แวะบนดอยอินทนนท์ก็จะมีน้ำตกวชิรธาร จุดสูงสุดของดอยฯ อ่างกา พระธาตุนภพลภูมิสิริ-พระธาตุนภเมทนีดล …

หลังจากเตร็ดเตร่อยู่บนดอยอินทนนท์จนถึงประมาณสิบโมงครึ่ง … ก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปผ่านเส้นทางแม่แจ่ม-ขุนยวม จุดหมายปลายทางที่ว่าก็คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นเอง

… 1,864 โค้ง ช่างสาหัสเสียเหลือเกิน !

การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสสำหรับคนพื้นราบอย่างผมมาก … เพราะตลอดเส้นทางมีแต่ภูเขากะโค้ง ! โค้งนี่แบบว่าออกโค้งซ้าย-เข้าโค้งขวา หาทางตรงแทบจะไม่มี ถึงมีก็เป็นทางตรงสั้นๆ เท่านั้น … นั่งรถรอบนั้นยอมรับว่าหมดสภาพจริงๆ … ช่วงที่รถตู้จอดแวะพักข้างทางผมถึงกับต้องลงจากรถมานั่งสงบสติอารมณ์น่ะ ยาแก้เมาที่ซัดเข้าไปเอาไม่อยู่ !!!

ผ่านไป 1,864 โค้ง เข้าสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตอนประมาณ 16.00 น. …  แต่ … ยังไม่ได้แวะเข้าที่พักครับ จัดยาวไปที่บ้านห้วยเสือเฒ่า ที่เป็นหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงคอยาว เดินเตร็ดเตร่อยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ขึ้นรถไปต่อที่พระธาตุดอยกองมูที่เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์์คู่่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดยจองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก (PAIDUAYKAN.COM)

หลังจากแวะไหว้พระธาตุแล้ว ก็ถึงเวลาที่รอคอยมาทั้งวัน … คืนวันแรกของทริปได้นอนที่แม่ฮ่องสอนครับผม …

แม่ฮ่องสอนคืนนั้นมีถนนคนเดิน … แน่นอนว่าอย่างผมไม่พลาด … ผมหอบสังขารไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน พร้อมกะหาข้าวเย็นยัดลงท้อง แถวๆ ถนนคนเดินจะมีวัดจองคำ-วัดจองกลาง ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองไทใหญ่ … พอดีว่าผมบ้าแบกกล้องไปเดินถ่ายรูปอยู่แล้ว ก็เลยแวะไปถ่ายรูปซะหน่อย … แต่มารู้ทีหลังว่าวัดที่ว่าต้องถ่ายรูปผ่านสระน้ำใกล้วัด ให้เห็นเงาสะท้อนถึงจะสวย (มาก !) … เป็นอันว่าพลาดอย่างแรง !!!

หลังเดินเล่นถนนคนเดินกะถ่ายรูปแล้วก็ได้เวลากระดึ๊บกลับที่พักเพื่อนอนเอาแรงสำหรับการเดินทางสู่ “ปางอุ๋ง” ในวันรุ่งขึ้น …

… หมอกจ๋า … ผมต้องการหมอกกกก กก กก !!!

เช้าวันที่สองของการเดินทางเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณหกโมงเศษๆ … ก่อนเดินทางขึ้นปางอุ๋ง รถจะแวะพักที่โรงเรียนด้านล่าง … และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหนึ่งในสมาชิกที่ร่วมหัวจมท้ายนั่งรถคันเดียวกับผมขอเวลาแวะเข้าห้องน้ำ ! (บรรยายซะเหมือนเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก (ฮา)) … โอเค … การเข้าห้องน้ำไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่การเข้าห้องน้ำของสมาชิกที่ว่าทำให้รถของผมกระดึ๊บขึ้นปางอุ๋งเป็นคันสุดท้าย แล้วทำให้เวลาที่แวะแต่ละจุดข้างบนลดน้อยลงไปอีก … ฮืออออ เศร้าใจ !  

… หลังจากค่อยคลานๆ ขึ้นปางอุ๋งเป็นคันสุดท้ายผ่านเส้นทางที่สุดแสนจะลาดชัน ! ผมก็ได้สัมผัสบรรยากาศของปางอุ๋งที่โหยหาซะที … คือแบบว่า ปางอุ๋งเนี่ยเป็นที่เที่ยวที่นึงที่ผมอยากไปมากๆๆๆๆ ด้วยเสียงร่ำลือและภาพถ่ายที่บรรดาตากล้องและนักท่องเที่ยวทั้งหลายแห่กันไปถ่ายแล้วโพสท์ตามเน็ต ซึ่งหาดูได้จากหลายๆ เว็บ โดยเฉพาะเว็บบอร์ดขนาดใหญ่ของประเทศ ทำให้ผมอยากไปถ่ายรูปเก็บไว้เสียเหลือเกิน

และแล้ว ณ วันนี้ (2 มีนาคม พ.ศ. 2554) ผมก็ไปถึงที่ๆ ว่าจนได้ … แต่ … ปางอุ๋งวันนั้นปราศจากหมอก … ไม่มีหมอก ! โอ๊ยยย ! บอกตรงๆ ว่าโคตรจะเศร้า … คือปางอุ๋ง ณ วันและเวลาที่ผมไปถึงน่ะมันมีแต่แดด … แดดเปรี้ยงๆ น่ะครับ ! ถึงอากาศจะยังเย็นสบายอยู่ก็ตามเถอะ แต่บอกเลยว่า พลาด ! พลาดมากๆ !!! ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเหลือหมอกอะไรแล้ว เพราะผมไปซะช่วงเดือนมีนาคม อีกอย่างกว่าจะกระดึ๊บขึ้นไปถึงก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่า … เศร้าอะไรอย่างนี้  

หลังจากปรับอารมณ์ซักพักให้ทำใจยอมรับสภาพแดดเปรี้ยงท่ามกลางหมู่ไม้สน ผมก็เดินถ่ายรูปเล่นตามประสา ด้วยความหวังที่ว่ากลับมาถึงแล้ว อาจจะพอปรับแต่งอะไรได้บ้าง … แต่อนิจจา สมัยนั้นเป็นช่วงเริ่มแรกของการถ่ายรูป เทคนิคที่พอจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ผมก็ยังไม่รู้เรื่อง … ทุกวันนี้เวลาเห็นภาพปางอุ๋งของตัวเองแล้ว ผมก็ยังโคตรจะเศร้าอยู่เหมือนเดิม !!!

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป … พอสมควรแก่เวลาแล้ว ผมก็เดินทางต่อจากปางอุ๋ง (บ้านรวมไทย) ไปยังบ้านรักไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย … สำหรับบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของชา ขาหมูและหมั่นโถว แล้วก็มีบ้านดินกับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

ถัดจากบ้านรักไทยก็ตีรถไปยังภูโคลนคันทรี่คลับ … สำหรับภูโคลนทีว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและการให้บริการด้าน สุขภาพและความงามด้วยโคลนและน้ำแร่ธรรมชาติ ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโดยบรรจุไว้ในโครงการ UNSEEN IN THAILAND และ SPA IN PARADISE (PAIDUAYKAN.COM) เอิ่ม … โอเคว่าเป็นที่ท่องเที่ยวที่นึงที่น่าแวะนะครับ และมันคงจะดีมากๆ สำหรับการวางไว้ในโปรแกรมตะลอนทัวร์ … แต่ผมสังเกตหน้าตาของบรรดาสมาชิกประมาณ 90% ขึ้นไป ทำหน้าประมาณว่า เพื่อ …

หลังจากสปาแอนด์บิวตี้เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปที่ถ้ำปลา … ถ้ำปลาตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ บริเวณเชิงเขาเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่มีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาตลอดเวลา ภายในถ้ำมีปลาจำนวนมากอาศัยอยู่ (เที่ยวถ้ำปลา-ชมฝูงปลาตัวโต จังหวัดแม่ฮ่องสอน) … นอกจากแวะดูปลาแล้วก็แวะกินข้าวเที่ยงครับ … เอ๊ะ … หรือว่าแวะสปาแอนด์บิวตี้เพื่อดึงเกมส์ให้มาแวะดูปลาตอนเกือบๆ เที่ยงเพื่อจะแวะกินข้าวเที่ยงหว่า !!?

… พออิ่มหนำสำราญกะข้าวเที่ยงแล้วก็มุ่งหน้าสู่สถานีต่อไปตามเส้นทางปางมะผ้า-ปาย … ถ้ำน้ำลอด อำเภอปางมะผ้า เป็นหนึ่งใน UNSEEN IN THAILAND … และแล้วเวลาประมาณ 14.30 น. ผมก็มายืนอ้วนๆ อยู่หน้าถ้ำเป็นที่เรียบร้อย … ถ้ำน้ำลอดเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านกลาง สามารถนั่งแพเข้าไปชมภายในถ้ำได้ แต่แก๊งค์ผมเดินเอา !

สำหรับถ้ำน้ำลอดประกอบด้วยห้องโถงใหญ่อีก 3 ห้อง เรียกชื่อต่างๆ กันคือ ถ้ำเสาหินหลวงเป็นถ้ำกว้างใหญ่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ถ้ำตุ๊กตามีหินงอกเป็นปุ่มปมเล็กๆ คล้ายตุ๊กตาเรียงรายอยู่มากมายและด้านหนึ่งของผนังถ้ำยังปรากฏภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่กว้างและยาวที่สุดในถ้ำลอด ถ้ำสุดท้ายอยู่ด้านทางออกคือ ถ้ำผีแมน … นอกจากมีหินงอกหินย้อยสวยงามแล้ว ยังเป็นที่พบเศษภาชนะดินเผา เมล็ดพืช เครื่องมือหิน ซีกฟันและกระดูกของมนุษย์ รวมทั้งโลงผีแมนที่มีลักษณะเป็นท่อนไม้ที่ถูกขุดตรงส่วนกลางออกเป็นร่องคล้ายเรือหรือรางไม้ใส่อาหารให้สัตว์เลี้ยง มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ โดยโลงขนาดใหญ่จะถูกวางอยู่บนคานโดยใช้เสา 4-6 ต้น ตั้งกับพื้นถ้ำ และเสาแต่ละคู่จะถูกเจาะเป็นช่องเพื่อสอดใส่คานไว้วางพาดโลงผีแมน (ถ้ำน้ำลอด อำเภอปางมะผ้า)

ภาพที่ถ่ายภายในถ้ำบอกตรงๆ ว่า พลาด (อีกแล้ว) !!! … สำหรับทริปนี้หลายๆ ที่บอกเลยว่าพลาดมากสำหรับการถ่ายรูป เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมาเล่นกล้อง ขาดประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกล้อง พูดง่ายคือ โคตรอ่อน ! ถึงตอนนี้จะยังคงอ่อนหัดอยู่เหมือนเดิม แต่คิดว่าถ้าได้ไปอีกตอนนี้ก็น่าจะมีภาพให้เลือกไว้ดูเล่นหลายรูปมากกว่านี้อยู่ …

หลังจากโผล่ออกจากถ้ำมืดมาพบแสงสว่าง … จุดหมายปลายทางแห่งต่อไปสำหรับวันนี้ … หมู่บ้านสันติชล … หมู่บ้านสันติชล อยู่ในเขตอำเภอปายแล้วครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ผมมาถึงปายแล้ว เย่ !!!    หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอปายประมาณ 4-5 กิโลเมตร  เป็นหมู่บ้านของชาวจีนยูนนานอีกเหมือนกัน … จุดเด่นๆ ก็คงเป็นกระต๊อบกลางน้ำ น่ะ … แต่อนิจจา … ภาพที่ผมถ่ายกะที่ดูในเน็ตช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน

พอเดินเตร็ดเตร่ในหมู่บ้านเรียบร้อย ผมก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่จุดหมายปลายทางของวันแล้ว … ระหว่างทางแวะที่วัดน้ำฮูอีกแห่งก่อนเข้าตัวอำเภอด้วย สำหรับวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่ออุ่นเมืองซึ่งมีเศียรกลวงครับ ส่วนบนเปิด-ปิดได้และมีน้ำขังอยู่ ด้านหลังมีองค์พระเจดีย์ ตามประวัติเล่าว่าพระสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเพื่อบรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยา (Thai-Tour)

… และแล้วเมื่อเวลาประมาณหกโมงเย็นนิดๆ ผมก็คืบคลานไปถึงโรงแรมเสียที … ใช่ครับ … โรงแรม … ทริปปายรอบนี้ผมพักกันที่โรงแรม เนื่องจากราคาค่ารีสอร์ทค่อนข้างจะแพง โรงแรมคือทางออกของกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ เอิ๊ก … หลังจากเก็บสัมภาระแล้ว ตอนค่ำก็ไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินของปาย พร้อมกับจัดอาหารมื้อหญ่ายย ย ย เพื่อเพิ่มพลัง แล้วค่อยกลับสู่ที่พักเพื่อนอนพักเอาแรง (อีกรอบ) สำหรับวันพรุ่งนี้ … เป็นอันสิ้นสุดอีกหนึ่งวันที่แสนจะยาวนาน … รู้สึกวันนี้จะแวะหลายที่เลยนะเนี่ย !

อ่อ … ขากลับโรงแรมเนี่ยกลับกันเองครับ ขาไปน่ะมีรถไปส่ง แต่ขอกลับน่ะตัวใครตัวมัน … ผมเดินกลับกับพี่อีกคนนึง ปรากฏว่าพากันหลงทาง … สุดท้ายแบกหน้าไปถามทางคนในท้องที่ พี่แกก็สุดแสนจะใจดีขี่รถพาไปส่งถึงโรงแรม … ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ไม่งั้นไอ้อ้วนคนนึงคงเดินจนผอมกว่าจะกลับถึงโรงแรม (ฮา)

… ปายอินเลิฟ

เช้าวันที่สาม … ผมตื่นนอนพร้อมตะเกียกตะกายไปหาข้าวเช้าลงท้องเมื่อตอนประมาณโมงกว่าแถวๆ ตลาดในเมือง … จุดหมายที่เป็นไฮไลท์ของปายก็คือ Coffee in Love … ถูกต้องละคร๊าบ ! … ร้านกาแฟท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนจะเริ่ด ! ผมไม่ได้กินกาแฟหรอก เพราะผมไม่นิยมกาแฟ … เป้าหมายเดียวของผมก็คือ ถ่ายรูป ! เดินถ่ายรูปทั่วร้านใช้เวลาไปประมาณ 40 นาที … ถ่ายรูปจนถึงระดับที่น่าจะอิ่มพอสมควรน่ะนะ อิอิ

ถัดจากร้านกาแฟก็มุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองเช่นกัน … นั่นก็คือ สะพานแม่น้ำปาย นั่นเอง … สำหรับสะพานนี่เล่นง่ายครับ จอดรถฝั่งนึง แล้วก็เดินต๊อก ต๊อก ต๊อก ข้ามไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถไปต่อ ! รวมระยะเวลาที่ใช้ข้ามสะพานอยู่ที่ 15 นาทีนิดๆ … สะพานเฉยๆ ไม่มีนางแบบ แต่ก็มีรูปมาแปะนิดหน่อย

ระหว่างเดินข้ามสะพาน … พี่ในสมาชิกทัวร์บอกให้ผมถ่ายรูปอะไรซักอย่างที่ริมฝั่งน้ำจากบนสะพาน … แต่ปรากฏว่าผมถ่ายไม่ได้ครับ … สาเหตุที่ถ่ายไม่ได้เพราะเลนส์ที่ผมใช้สมัยนั้นยังเป็นเลนส์คิท ระยะซูมจำกัด … นี่เป็นสาเหตุนึงที่นำพาผมไปสู่เลนส์คู่ใจตัวแรกที่เคยเล่าให้ฟังใน เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: ว่าด้วยเรื่องของ … กล้อง ครับ …

หลังจากเหนื่อยล้าจากการเดินข้ามสะพานแล้ว … ผมก็นั่งรถตู้ต่อเพื่อเดินทางกลับสู่จังหวัดเชียงใหม่ … ลาก่อนปางอุ๋ง-ปายจ๋า … นั่งรถจนหมดสภาพ แต่ได้เจ๊าะแจ๊ะด้วยแค่แป็บเดียวเอง … เสียดาย เสียดาย เสียดาย  

ระหว่างเดินทางกลับสู่เชียงใหม่มีแวะที่โป่งเดือดป่าแป๋ซึ่งเป็นหนึ่งใน UNSEEN IN THAILAND อีกแห่ง โป่งเดือดป่าแป๋เป็นน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ อุณหภูมิน้ำผิวดินประมาณ 90-99 องศา น้ำพุร้อนจะพุ่งจากใต้ดินตลอดเวลา บางครั้งพุ่งสูงถึง 4 เมตร นับว่าเป็นน้ำพุร้อนที่สูงที่สุดในประเทศไทย รอบๆ บริเวณซึ่งเป็นป่าทึบจะอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถัน (โป่งเดือดป่าแป๋) สำหรับที่โป่งเดือดนี่ต้องเดินต๊อก ต๊อก ต๊อก ไปบนทางเดินไม้เพื่อเข้าไปยังจุดที่เป็นน้ำพุครับ รวมเวลาไป-กลับ พร้อมมีบรรยายเล็กน้อยก็อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมงถ้วน

ที่จริงระหว่างเดินทางจากปายกลับไปเชียงใหม่จะมีอีกโปรแกรมนึงก็คือ ดอยกิ่วลม ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง … แต่ปรากฏว่าโดนตัดออกครับ ด้วยเหตุผลอะไรนั้นจำไม่ได้อะ … แต่คลับคล้ายคลับคราว่ามันมีแต่จุดชมวิว ซึ่งตอนที่ไปวิวน่าจะไม่เวิร์ค (มั้ง) … เสียดาย … ที่จริงผมอยากไปนะ แต่ดันโดนตัดออกซะงั้น … เศร้า (อีกแล้ว) 

… บ่ายสองโมงนิดๆ ผมก็เดินทางไปถึงเชียงใหม่ครับ … เนื่องจากยังสว่างอยู่ (ก็ตอนบ่ายนี่นะ) จุดหมายปลายทางอีกแห่งที่แวะก่อนเข้าพักที่โรงแรมก็คือ ดอยสุเทพ ครับ … ค่อยๆ กระดึบๆ ขึ้นดอยไปไหว้พระธาตุครับ จากนั้นก็ตีรถผ่ากลางเมืองเชียงใหม่ไปยังโรงแรมแถวๆ ไนท์บาซ่า … สิ้นสุดการเดินทางวันที่สามเป็นที่เรียบร้อย

… ขึ้นดอยไปเป็นหนุ่มเจียงฮาย

วันที่สี่ของการเดินทางเป็นการเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดที่อยู่ทางตอนบนสุดของประเทศ … เชียงราย … ระหว่างทางแวะกินข้าวเช้ากันที่สบโป่ง … กินข้าวเคล้าน้ำพุร้อน … พออิ่มได้ที่ก็ยิงยาวไปยังเชียงราย

จุดหมายปลายทางแห่งแรกที่เชียงรายก็คือ วัดร่องขุน ครับ … รถไปถึงที่วัดประมาณสิบโมงครึ่ง ทันทีที่รถจอด ผมก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลงไปรัวชัตเตอร์ แชะ แชะ แชะ (ทริปนี้รู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่ไปวัดร่องขุนตอนกลางวัน !?) … พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมง ก็เดินทางต่อไปยังดอยตุงครับ พอรถจอดที่สถานีรถรับ-ส่ง ก็ทยอยกันแบ่งขึ้นรถสองแถวมุ่งหน้าสู่สวนแม่ฟ้าหลวง … ก็เดินตากแดด ถ่ายรูป เถลไถล อยู่ภายในสวนจนประมาณบ่ายโมงครึ่งก็ลงจากดอยแล้วเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่แสนสำคัญสำหรับชาวแก๊งค์ จุดหมายดังกล่าวก็คือ ตลาดแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ครับ … วัตถุประสงค์หลักคงหนีไม่พ้นซีดีหนัง โดยเฉพาะบรรดาซีรีย์ทั้งหลายนั่นเอง

พอได้สิ่งของที่ต้องประสงค์กันแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายเพื่อไปนอนทำตัวอ้วนๆ เอาแรงสำหรับการเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

ที่ตัวเมืองเชียงรายมีแลนด์มาร์กที่นึงที่ผมยอมลงทุนควักตังค์เพื่อมาเก็บภาพแลนด์มาร์คที่ว่านี้โดยเฉพาะ … ที่ๆ พูดถึงก็คือ หอนาฬิกาเมืองเชียงรายครับ … รอบก่อนที่มาผมถ่ายรูปแบบไม่มีขาตั้งกล้องครับ ภาพนี่ไหวจนดูไม่ได้ … มาคราวนี้หิ้วขาตั้งกล้องที่พึ่งถอยมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะมาด้วย … และแล้วผมก็ได้ภาพอันเป็นที่น่าพอใจ อิอิ

… หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ !

และแล้วทริปเดินทางที่แสนยาวนานก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย … ผมเดินทางกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่จากมาเมื่อ 4 วันก่อน ตามเส้นทางพะเยา-แพร่ และอีกหลายจังหวัด แต่จำไม่ได้ (ฮา) … จุดหมายหลักๆ ของวันนี้อยู่ที่กว๊านพะเยาครับ … แล้วก็มีแพะเมืองผีกับวัดพระธาตุช่อแฮ

ผมเดินทางไปถึงกว๊านพะเยาเมื่อประมาณเก้าโมงเช้า … เวิ้งน้ำที่กว้างใหญ่ … ใหญ่จนไม่รู้จะถ่ายรูปยังไง (ซะงั้น) … หลังจากออกจากกว๊านพะเยาก็มุ่งหน้าสู่จังหวัดแพร่ เพื่อแวะที่แพะเมืองผี … ที่ที่ผมเองก็ไม่เคยไปมาก่อน เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงมาตั้งแต่เป็นเด็ก

… เวลาประมาณ 11.00 น. ผมก็กระดึ๊บมาถึงดินแดนที่ดูยังไงๆ ก็โคตรจะแห้งแล้ง มองไปมีแต่กองดิน-หิน ต้นไม้โผล่เป็นกระจุก ท่ามกลางอากาศที่ร้อนแรงแสงแดดเผา … แต่ไหนๆ ก็ไปแล้ว เลยเดินเล่นถ่ายรูปซะหน่อย

พอออกจากแพะเมืองผีก็ไปแวะที่วัดพระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของทริปครั้งนี้ … เมื่อไหว้พระเรียบร้อยก็เดินทางกลับ … เป็นการสิ้นสุดการเดินทาง

… บทส่งท้าย

ทริปนี้เป็นทริปที่ค่อนข้างจะยาวนานพอสมควร … 5 วัน 4 คืน … จุดหมายหลักๆ ที่อยากไปก็คือ “ปางอุ๋ง” กับ “ปาย” … แต่อนิจจา เสียดายมากที่ดันไปช่วงที่ไม่เวิร์คเลย … มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ปราศจากหมอก มีแต่แสงแดดแรงๆ … เท่านั้นไม่พอ ช่วงที่ขึ้นไปสัมผัสกับสถานที่ที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานแสนนาน ต้องเดินทางฝ่าโค้งนับพันจนหมดสภาพ กลับเป็นช่วงสายๆ ที่หันไปทางไหนก็มีแต่แดดร้อนๆ … ที่หนักไปกว่านั้น ดันเป็นทริปที่ตัวผมเองโคตรจะอ่อนหัด ภาพที่ได้มีแต่แบบว่าเห็นแล้วเศร้าหนักเป็นเท่าตัว … ทริปนี้เป็นทริปที่ผมอยากกลับไปแก้มือมากๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสอีก

… ถ้ามีโอกาส คราวหน้าผมกะว่าจะไปเองท่าจะดีกว่า เพราะปกติแล้วการไปเที่ยวของผมจะไม่เน้นจำนวนสถานที่น่ะ คือ กะไปที่ไหนก็อยู่มันตรงนั้นแหละ ผมจะให้เวลากับตัวเองนานหน่อย ผมไม่ค่อยชอบแบบไปแป็บๆ มีเวลานิดหน่อย เพื่อที่จะเก็บสถานที่ให้ได้หลายๆ แห่ง … รู้สึกอารมณ์มันไม่ถึงน่ะ ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสแก้มือ

… อ่อ ใช่ว่าทริปนี้จะไม่เป็นที่ถูกใจซะทีเดียว สิ่งนึงที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ การไปตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงที่เป็นโลว์ซีซั่น ผู้คนจะน้อยมาก อย่างปางอุ๋งนี้แบบว่า มีกลุ่มพวกผมกลุ่มเดียวเลย ด้านบนเงียบสงบ อยากถ่ายรูปตรงไหนแทบจะไม่ต้องรอคิว (พยายามมองแง่ดีนะเนี่ย อิอิ)

…  แด่ความทรงจำก่อนที่จะเลือนหายไป  : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s