เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: สะบายดีวังเวียง

… เย็นวันพฤหัสฯ ที่ 8 มกราคม 2558 ผมเริ่มแพ๊คของใส่กระเป๋าเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอีกครั้ง หลังจากหยุดยาวช่วงปีใหม่ได้ไม่นาน โปรแกรมเดินทางครั้งแรกของปีก็เริ่มต้นขึ้น จุดหมายปลายทางรอบนี้อยู่ที่ “วังเวียง” ประเทศลาว …

ส่วนใหญ่แล้วการเดินทางของผมไม่ถึงกะว่าไปเที่ยว … แต่เป็นลักษณะไปเที่ยวพร้อมกับทำงาน (มั้ง) เพราะงั้นสถานที่ที่ไปส่วนใหญ่จะเลือกไม่ค่อยได้ ที่ๆ ไป ส่วนใหญ่ก็เดิมๆ แต่จุดหมายปลายทางรอบนี้ผมยังไม่เคยไปมาก่อน เคยคิดอยากจะไปอยู่หลายทีแต่ก็ไม่มีโอกาส … การเดินทางรอบนี้ไม่ใช่การเดินทางแบบเที่ยวสบายๆ ตามใจข้าพเจ้า แต่เป็นลักษณะของทริปทัวร์ที่ติดต่อผ่านบริษัทนำเที่ยว จุดหมายปลายทางหลักๆ ก็มีวังเวียง เวียงจันทน์ แล้วก็เที่ยวแถวๆ หนองคายกับอุดรธานี (สองที่หลังไม่ได้ใช้บริการทัวร์นะครับ)

… พร้อมทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวละนะ !

สำหรับทริปนี้เริ่มต้นการเดินทางตอนประมาณสี่ทุ่มนิดๆ โดยนั่งรถยาวไปจนถึงหนองคาย พอถึงที่หมายก็แวะเข้าไปเตรียมตัวที่วัดหลวงพ่อพระใส … ถ้าเป็นทัวร์ไปลาวแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะแวะกันที่วัดนี้ เพราะมีห้องน้ำให้อาบน้ำแต่งตัวค่อนข้างสะดวก นอกจากนี้ วัดก็อยู่ใกล้ตลาด หาของกินง่ายหน่อย … รอบนี้เดินทางไปถึงที่วัดตอนประมาณตีห้ากว่าๆ … แม่เจ้า ! โคตรเช้า !!  ผมก็เดินสะลึมสะลืออยู่แถวนั้นแหละรอเข้าห้องน้ำ พอได้เวลาก็ล้างหน้าล้างตาแล้วก็เดินไปหาอะไรรองท้อง

หลังจากรองท้องด้วยข้าวกระเพราเซเว่น ก็มานั่งรอเวลา เพราะนัดกับไกด์เมืองลาวไว้ตอน 07.45 น. พอใกล้ๆ เวลาก็ขึ้นรถเดินทางต่ออีกแป็บนึงก็ถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง … หลังจากรถจอดที่ด่านก็เดินต๊อก ต๊อก ต๊อก ข้ามด่านไปเพื่อกลับไปขึ้นรถ (คันเดิม) แล้วนั่งรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปเปลี่ยนขึ้นรถของประเทศลาวแทน

รอบนี้มีคนไปด้วยเยอะพอสมควร รถทัวร์เมืองลาวเลยรับไม่ไหว ต้องมีรถตู้คันน้อยติดสอยห้อยตามไปอีกคันนึง … ผมนั่งรถตู้คันนี้แหละ พร้อมกะสมาชิกตาดำๆ อีกประมาณ 8 คน บวกลุงคนขับรถกะไกด์สาวอีกหนึ่ง

ตามโปรแกรมแล้ว วันแรกจะมีแวะบางจุดที่เวียงจันทน์ แต่เผอิญโปรแกรมมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย คือตรงดิ่งไปที่วังเวียงเลย … ระหว่างนั่งรถผมก็คุยนู่นนั่นนี่กะลุงคนขับไปเรื่อยเปื่อย ไล่ตั้งแต่ถามหาปั๊มน้ำมัน เพราะปกติที่บ้านเราเวลาเดินทาง นอกจากปั๋มน้ำมันจะเอาไว้เติมน้ำมันแล้ว เรายังเอาไว้แวะพักรถ เข้าห้องน้ำ กะหาของกิน … ด้วยความที่ผมเป็นพวกประเภทท้องไส้อ่อนแอ ไม่รู้ตอนไหนมันจะอาการกำเริบก็เลยถามๆ ไว้ก่อน แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้แวะ … มีแวะแค่ปั๊มก่อนออกจากเวียงจันทน์ กับอีกปั๊มที่อยู่ตีนเขาก่อนที่จะข้ามไปวังเวียง

อย่างนึงที่สังเกตเห็นเกี่ยวกับปั๊มน้ำมันที่ลาวก็คือ ที่ลาวมีปั๊ม ปตท. … โอ้ !!! ความรู้ใหม่ เซอร์ไพรส์มาก   … คือปกติเวลาไปลาว ผมจะวนๆ อยู่แค่ในเวียงจันทน์ ไม่เคยออกนอกเวียงจันทน์ ยกเว้น นั่งรถกลับไปด่านข้ามมาไทย … ครั้งนี้เป็นรอบแรกที่ออกจากตัวเมือง แถวๆ ชานเมืองจะมีปั๊ม ปตท. และที่สำคัญมีอะเมซอนอีกตะหาก … ขาดไปแค่เซเว่น ! นอกจากนี้ปั๊มน้ำมันที่ลาวมีหลายชื่อมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นปั๊มขนาดเล็ก น่าจะเป็นกิจการส่วนตัว … ส่วนปั๊มที่เห็นเยอะรู้สึกจะชื่อว่า Star Oil

ก่อนออกเดินทางไกลก็แวะเข้าห้องน้ำ พร้อมกะเตรียมเสบียง ซึ่งก็ได้น้ำเปล่ายี่ห้อประเทศไทยมาขวดนึง ราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 กีบ … ถ้าเทียบอัตราแลกตังค์ ณ วันนั้น จากป้ายที่ติดไว้ตรงเคาท์เตอร์คิดตังค์แล้วก็จะตกประมาณ 4,500 กีบ ต่อ 20 บาท เพราะงั้นราคาน้ำหนึ่งขวดก็ไปคำนวณเอาละกัน เอิ๊กๆ

ดีอย่างนึงคือที่ลาวเราสามารถใช้ตังค์ไทยได้ บางที่รับแต่ทอนตังค์ลาว บางที่มีตังค์ไทยทอนให้พร้อม ! … ผมจ่ายค่าน้ำด้วยแบงค์ 20 บาท … พนักงานคิดตังค์ก็ทอนตังค์กลับมาให้ 1,000 กีบ พร้อมกับบอกว่าไม่มีตังค์ 500 กีบ เอาลูกอมไปแทนได้มั้ย … ผมก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ได้ครับ” ดีเหมือนกันจะได้มีอะไรกินตอนนั่งรถ

นอกจากเซอร์ไพรส์เรื่องปั๊ม ปตท. แล้ว … ก็มีเรื่องจ่ายตังค์ค่าข้ามสะพาน !!! คือผมนี่สงสัยมากว่า ทำไม !!? เพราะนั่งรถอยู่ดีๆ พอจะข้ามสะพานลุงคนขับรถแกก็ล้วงเอาตังค์ขึ้นมาแล้วจ่ายให้พนักงานที่คอยเก็บตังค์อยู่ข้างทาง … หลังจากรถเคลื่อนออกจากสะพานได้เล็กน้อย ผมเลยถามแกไปว่า “เมื่อกี๊ลุงจ่ายค่าอะไรเหรอครับ” คำถามที่ได้กลับมาคือ “จ่ายค่าข้ามสะพาน” ผมนี่แบบว่า … งงเลย … คือจะข้ามสะพานต้องจ่ายตังค์ด้วยเหรอเนี่ย เลยถามแกต่อว่า “จ่ายทำไมเหรอครับ”   แกก็ตอบกลับมาอย่างมั่นใจว่า “ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาให้จ่ายน่ะ สะพานหลายๆ ที่ถ้าจะข้ามก็ต้องจ่ายค่าข้าม”

ระหว่างนั่งรถนอกจากคุยไปเรื่อยเปื่อยกะลุงคนขับแล้วก็นั่งมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสา แต่สมาชิกที่ไปด้วยกันหลับหมด … ประเภทแบบ “นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน” … ถึงเมืองลาวจะดูไม่ค่อยเจริญในสายตาหลายๆ คน แต่ผมชอบนะ … ผมชอบบรรยากาศ รู้สึกมันง่ายๆ สบายๆ ดี ไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่งมากมาย อยู่กันแบบบ้านๆ บ้านส่วนใหญ่ก็ง่ายๆ มีบ้างที่เป็นหลังใหญ่ ถ้าเป็นบ้านหลังใหญ่นี่ก็โคตรจะใหญ่ ท่าทางจะเป็นพวกเศรษฐี … นอกจากนี้ ป่าของลาวก็ยังเหลืออยู่ค่อนข้างเยอะ มีพื้นที่เพาะปลูกทั่วไปคล้ายบ้านเรา แต่ต้นไม้เยอะกว่า (มาก !!!) นอกจากนี้ ที่เมืองลาวนิยมใช้ถ่านครับ … ถ่านนี่หมายถึงถ่านไม้หุงต้มนะ ไม่ใช่ถ่านแบบถ่านนาฬิกา ส่วนเหตุผลที่คนลาวนิยมใช้ถ่านนั้น ตามที่ผมได้เจ๊าะแจ๊ะถามลุงคนขับรถ แกบอกว่าราคาแก๊สที่ลาวน่ะแพงมาก แพงกว่าที่เมืองไทยเท่าตัวกว่าๆ ส่วนถ่านน่ะราคาถูกกว่าเยอะ … แต่ที่บ้านเรารู้สึกจะกลับกันนิดหน่อยนะ เพราะเดี๋ยวพวกถ่านนี่หาค่อนข้างยากละ ถ้าซื้อตามตลาดถ่านถุงเล็กๆ ก็ยังตั้งหลายตังค์

… จากเวียงจันทน์นั่งรถไปยังจุดหมายแรกก็คือ เขื่อนน้ำงึม ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าๆ เขื่อนที่ว่านี้อยู่ห่างจากเวียงจันทน์ประมาณ 90 กิโลเมตร บริเวณเขื่อนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ แล้วก็มีพวกเกาะเล็กเกาะน้อยหลายเกาะ เมื่อก่อนเขื่อนน้ำงึมเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของลาว ตอนนี้เสียแชมป์ให้กับเขื่อนน้ำเทิน 2 .. ซึ่งอีกไม่นานเขื่อนน้ำเทิน 2 ก็จะเสียแชมป์ให้กับเขื่อนไซยะบูลีที่สร้างกั้นแม่น้ำโขงและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร แต่ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้นะครับ งดเรื่องวิชาการ เอิ๊ก

ที่เขื่อนน้ำงึมก็จะมีโปรแกรมล่องเรือพร้อมกับกินอาหารลาวเคล้าทัศนีภาพของเขื่อน … ไกด์ขอตัดเวลาล่องเรือเหลือแค่ 40 กว่านาที เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเดินทางไปวังเวียง … สำหรับอาหารบนเรือก็ถือว่าโอเคอยู่ อันนั้นต้องทำความเข้าใจกันนิดนึงว่า มาตรฐานเรื่องรสชาติของผมจะไม่เหมือนชาวบ้านเขา คือกินอะไรก็อร่อยไปหมด เพราะงั้นถ้าถามผมว่าร้านไหนอร่อยมักจะไม่ได้คำตอบ แต่ถ้าถามว่าร้านไหนไม่อร่อย มันอาจจะมีคำตอบให้ได้ชื่นใจบ้าง เพราะถ้ากับข้าวร้านไหนที่ผมบอกว่าไม่อร่อยนี่คือไม่อร่อยมากๆ ไม่อร่อยจนผมไม่คิดอยากจะให้โอกาสแก้ตัวน่ะ … แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมบางร้านผมบอกไม่อร่อย แต่คนไปกินเยอะจัง !?

พออิ่มหนำสำราญกะอาหารพร้อมล่องเรือ ก็ได้เวลาขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังวังเวียง ก่อนจะข้ามเขาก็แวะพักรถที่ปั๊มน้ำมันอีกรอบ นั่งไปซักพักผมก็แอบเหลือบไปป๊ะเข้ากับกะแลม … ก็คือไอติมบ้านเรานี่แหละ … ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ อยู่ซักพัก คนขายเห็นผมก็มายืนด้อมๆ มองๆ แกก็หันมาด้อมๆ มองๆ ผมเหมือนกัน คงจะด้วยความรู้สึกที่ว่า “ตกลงมึงจะซื้อมั้ยเนี่ย” … สุดท้ายด้วยความอยากกินไอติมท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็นของเดือนมกรา ผมก็เลยซื้อกะแลมมา 1 ถ้วย สำหรับกินเอง อีก 2 ถ้วยสำหรับลุงคนขับรถกะไกด์สาว แล้วก็อีก 2 ถ้วย สำหรับสมาชิกที่ตื่นขึ้นมาหาของกิน (อีกรอบ)

พอดีว่ากะแลมถ้วยนั้นไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย เพราะเดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าออกหน้าออกตาไปหน่อย อีกอย่างกลัวคนลาวตกตะลึงกับพฤติกรรมถ่ายรูปของกินก่อนเอายัดเข้าปากของคนไทย … กลับไปที่ถ้วยกะแลมต่อ … กะแลมถ้วยนั้นใส่ข้าวเหนียวสีเขียวเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ข้าวเหนียวน่าจะผสมอะไรซักอย่างลงไปด้วย แต่ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรเพราะยังไงก็กินเหมือนเดิม  ส่วนกะแลมจะมีให้เลือก 3 รส เป็นกะทิล้วนสีขาว แล้วก็น่าจะเป็นรสเผือกเพราะสีออกม่วงๆ กะใบเตยสีเขียว … คือเรื่องรสของกะแลมนี่มั่วนะครับ เพราะกินไปก็รู้สึกว่ามันเป็นไอติมกะทินั่นแหละ แต่มีสีให้เลือก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นรสอะไร เพราะกินอะไรผมก็อร่อยหมด ไม่ได้ใส่ใจว่าต้องเป็นรสนั้นรสนี้

หลังจากซัดกะแลมไปถ้วยนึงก็เริ่มต้นเดินทางต่อ … ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่หลับนะ แต่สงสัยข้าวเหนียวพร้อมเสิร์ฟกะกะแลมออกฤทธิ์ สุดท้ายก็หลับ ปล่อยให้ลุงคนขับรถอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย … แต่หลับได้ไม่เท่าไหร่ น่าจะประมาณ 30-40 นาที ก็เดินทางไปถึงวังเวียง … จุดหมายปลายทางที่เป็นไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้

… วังเวียงจ๋า … พี่มาแล้วววว วว

รถตู้ของผมตรงดิ่งไปยังโรงแรมที่พักตอนประมาณ 15.00 น. แต่ยังเข้าห้องพักไม่ได้ เพราะไกด์นำทัวร์ที่นั่งรถใหญ่ยังมาไม่ถึง ระหว่างรอก็หิ้วกล้องไปหาถ่ายรูปแถวๆ โรงแรมนั่นแหละ … หลังจากได้กุญแจห้องก็พักเหนื่อยเล็กน้อย พร้อมกะเปลี่ยนกางเกงไปล่องเรือที่แม่น้ำซอง

เรือที่ใช้ล่องแม่น้ำเป็นเรือขนาด 2 ที่นั่ง ไม่รวมคนขับ … ลงเรือน้อยลอยวนอยู่ที่แม่น้ำซองประมาณ 30-40 นาที ก็จบสิ้นโปรแกรม (เอ่า !!!)   คือเรือที่ล่องแม่น้ำเขาจะวิ่งทวนน้ำขึ้นไปแล้วก็วนกลับมาเส้นทางเดิมน่ะครับ ระหว่างที่นั่งๆ เรืออยู่ก็ดูทิวทัศน์สองข้างฝั่งแม่น้ำไป ซึ่งยอมรับว่า “สวย” แต่เรือสั่นไปหน่อย ถ่ายรูปแล้วไม่ค่อยเวิร์ค แต่ก็พอเก็บภาพมาได้พอสมควร … นอกจากนั่งเรือแล้วผมเห็นมีโปรแกรมนั่งบอลลูนด้วยนะ ตอนที่นั่งเรือขากลับเห็นมีคนเช่าบอลลูน 2 ลูก ลอยไปลอยมาอยู่แถวๆ แม่น้ำนั่นแหละ … แต่ของทริปผมเป็นนั่งเรืออย่างเดียวครับ

หลังจากขึ้นมาก็มีเวลาเหลืออีกประมาณชั่วโมงนึง (นัดกันลงเรือตอน 16.00 น. ขึ้นฝั่งประมาณ 16.40 น.) เวลาชั่วโมงนึงที่เหลือก็เอาไปเช่าจักรยานปั่นรอบเมือง เพราะไกด์นัดกินข้าว พร้อมกะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบลาวคอยต้อนรับตอนประมาณ 18.00 น.

จักรยานที่ผมเช่าปั่นเป็นรถจ่ายตลาดธรรมดา แต่แอบเหลือบไปเห็นบางร้านมีพวกเสือภูเขายี่ห้อดังหลายคันให้เช่า แต่ราคาน่าจะแพงกว่า เพราะเห็นแต่ฝรั่งเช่าปั่นกัน

… สำหรับราคาค่าเช่า ผมลองถามๆ ไกด์ประจำรถแล้ว เจ๊แกบอกว่าค่าเช่าไม่เกินคันละ 70 บาท ถ้าโดนขูดรีดแพงกว่านี้ให้บอกว่า “เคยมาหลายทีแล้ว ปกติไม่ได้เช่าแพงขนาดนั้น” ถ้าได้สำเนียงลาวด้วยคงจะแลดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น  … จักรยานจ่ายตลาดคันที่เช่ามาปั่น ผมเช่าในราคา 40 บาท … ตอนแรกร้านบอกว่า 50 บาท แต่อาศัยลูกมั่วบอกว่า อีกร้านนึงไปถามบอกว่าค่าเช่า 40 บาท เอง … ขอ 40 เท่ากันนะ … นะ นะ นะ … สุดท้ายก็ได้เช่าที่ 40 บาท ตามที่บอกนั่นแหละ … ส่วนรถปั่นได้จนถึงประมาณ 4 ทุ่มครับ บางร้านให้เช่าได้ถึง 3 ทุ่ม … แต่ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้น สมาชิกที่ไปทัวร์เดียวกัน เช่ารถจักรยานแบบเดียวกัน ร้านเดียวกัน ราคาเดียวกัน … แต่เจ้าของร้านบอกว่าเช่าได้ถึงหกโมงเย็น (ซะงั้น) … ผมว่าเรื่องราคากะเวลาเช่ารถคงต้องลองต่อรองเอาครับ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถส่วนบุคคลนะ อิอิ

พอได้จักรยานจ่ายตลาดผมก็เอาไปปั่น ซึ่งก็ไม่รู้จะปั่นไปไหนเพราะไม่รู้ทาง ปั่นไปปั่นมาออกนอกเมืองซะงั้น … ก็เลยปั่นย้อนกลับเข้าไปในเมืองพร้อมกับถ่ายรูปเล่นตามประสา

ขากลับแอบหลงทางอีกตะหาก … เลี้ยวผิดซอยไปโผล่ตลาด … ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะขาไปผมพยายามหาจุดสังเกตเอาไว้ ซึ่งก็คุ้นๆ ว่าตอนขาไปน่ะปั่นผ่านมินิมาร์ทที่นึง … พอหลงทางแล้วหาทางกลับเจอ ถึงมารู้ทีหลังว่าไอ้มินิมาร์ทที่ว่าเนี่ยมันมี 2 สาขา อยู่ถนนคนละเส้นแต่ใกล้ๆ กันนั่นแหละ … แต่สุดท้ายผมก็สามารถเอาจักรยานกลับไปถึงโรงแรมได้ทันเวลาบายศรีฯ พอดี ตอนแรกกะจะเอาจักรยานไว้ปั่นต่อหลังกินข้าวเสร็จ แต่สมาชิกส่วนใหญ่มีแต่คนเอารถไปคืน ที่สำคัญกว่านั้นจักรยานผมดันโดนใครไม่รู้ปั่นไปคืนร้านให้ซะงั้น (แป่ว)    ก็เลยเลยตามเลย

… อ่อ … ตอนเช่ารถไม่มีอะไรเป็นหลักประกันสำหรับการจูงรถออกจากร้านเลยครับ นอกจากจ่ายตังค์แล้วก็ปั่นรถออกมา ไม่ต้องใช้บัตรหรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกได้ว่าผมไปเอารถมาจากร้านไหน … คือแบบว่าเชื่อใจลูกค้ามาก ! นี่ถ้าผมไม่เอาจักรยานไปคืน พี่เจ้าของร้านแกจะทำไงเนี่ย !!?

สำหรับพิธีบายศรีฯ ก็คล้ายๆ บ้านเรานั่นแหละครับ แต่รู้สึกว่าพิธีจะเสร็จเร็วกว่านะ … สงสัยคุณตาคนที่ทำพิธีให้จะรู้ว่าพวกผมหิวแล้ว  หลังเสร็จพิธีบายศรีฯ ก็จะมีการผูกด้าย ของผมเป็นคุณยายในกลุ่มคนทำพิธีผูกให้ ตอนนี้ยังไม่ได้แกะออกเลยเนี่ย ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกซักพักละกัน อิอิ

พอเสร็จพิธีก็โซ้ยข้าวเย็นกันต่อ มีอาหารหลายอย่างให้กิน ผมก็ซัดไปสองจาน อิ่มและอร่อย … แต่บางอย่างก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าคืนนี้อิ่มจนนอนแซ่บละกัน … หลังกินข้าวเสร็จซักพักผมก็แยกตัวกลับห้อง แล้วก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ห้องนั่นแหละ พอสมควรแก่เวลาแล้วก็เข้านอนตามประสานักท่องเที่ยว เอิ๊ก

… ตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงฝนยามเช้า

วันที่สองของการเดินทาง … นักท่องเที่ยวอ้วนๆ คนนึงแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ด้วยที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปเดินถ่ายรูปเล่นเก็บบรรยากาศยามเช้าซะหน่อย แต่พอตื่นมาแล้วเปิดประตูห้องออกไปเท่านั้นแหละ … ฝนตก !!! โอ๊ยน๊อ … คนอุตส่าห์ตื่นนอนแต่เช้ากะว่าจะไปถ่ายรูป มาเจอฝนตกแบบนี้แอบเซ็งเหมือนกันนะหนิ แต่ก็ถ่อสังขารไปอาบน้ำอยู่ดี เพราะวันนี้นัดกันกินข้าวตอนโมงนึง ออกจากโรงแรมตอนแปดโมง จะกลับไปมุดผ้าห่มต่อก็กลัวจะหลับยาวเดี๋ยวจะวุ่นวายเสียเปล่าๆ …

หลังจากอาบน้ำเสร็จเหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจนิดหน่อย คือฝนเริ่มซา … ผมก็นั่งเตรียมกล้อง กะว่าฝนนิดหน่อยพอทน ไม่น่าจะเปียกมาก แต่นั่งเตรียมของได้ซักพัก ฝนตกหนักกว่าเดิมอีก !   สุดท้ายเลยได้นั่งถ่ายรูปเล่นอยู่ระเบียงห้อง เก็บภาพบรรยากาศโรงแรมท่ามกลางสายฝนแทน

นั่งตากลมตากฝนถ่ายรูปจนเกือบๆ โมงนึงก็ลงไปกินข้าวรองท้อง … มีข้าวผัด ไข่ดาว ผัดไทย (เอ๊ะ ! … น่าจะเป็นผัดลาวมากกว่านะ !!?) มีเฝอ มีข้าวต้ม มีหนมปัง ฯลฯ สารพัดของจะกิน … แต่สิ่งนึงที่สังเกตเห็นตั้งแต่ไปกินอาหารที่ลาวคือของหวาน … ของหวานที่ลาวเป็นกล้วย ! มีกล้วยห้อยเป็นเครือให้ไปแงะเอามากินแทนของหวาน เออ … แนวดี  … สรุปเช้าวันที่สองของการเดินทางผมซัดข้าวผัดกะไข่ดาวแล้วก็หมูแฮมไปสองจานเล็ก แถมด้วยข้าวต้มน้อยอีกสองถ้วยหน่อยๆ เป็นอันอิ่มและอร่อย พร้อมสำหรับการเดินทาง … แต่ฝนจ๋าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือซาลงแต่อย่างใด …
โปรแกรมแรกของการเดินทางวันที่สองเริ่มขึ้นตอนแปดโมงเช้า ผมนั่งรถตู้คันเดิม เดินทางไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงจุดหมายแรกของวันก็คือ … ถ้ำจัง … แต่อนิจจา เหมือนวาสนาจะไม่ถึง เพราะวันนั้นฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา (เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย) … ก่อนจะขึ้นไปถ้ำจังจะมีสะพานข้ามน้ำสีแสดแดงตั้งอยู่ สะพานที่ว่าเนี่ยถือกันว่าเป็นแลนด์มาร์กที่ถ่ายรูปปุ๊บรู้เลยว่าต้องเคยไปถ้ำจังมาแล้ว แต่ด้วยความที่ฝนตก ทำให้มีสมาชิกเพียงไม่กี่ท่านที่ประสงค์จะลงไปสัมผัสบรรยากาศ ส่วนใหญ่เลือกจะอยู่บนรถรอสบสายตาคนที่บ้าระห่ำตากฝนลงจากรถแบบผม ฝนปรอยๆ ไม่ว่า แต่นี่เล่นตกหนักกว่าเดิมอีก … เอาเข้าไป ! สรุปแล้วผมเดินทางไปไม่ถึงถ้ำจัง ได้แต่ถ่ายรูปสะพานสีสดด้วยอารมณ์ง่อยๆ … นึกแล้วก็แอบเสียดาย ถ่อสังขารนั่งรถตั้งหลายชั่วโมงแต่เก็บจุดหมายปลายทางได้ไม่เต็มร้อย (เฮ้อ !!!)

หลังจากผิดหวังที่อดเดินทางไปเก็บบรรยากาศยามเช้าและถ้ำจัง ผมก็ตีรถกลับเวียงจันทน์อีกรอบ … สำหรับโปรแกรมที่เวียงจันทน์นี่ใช้คำว่า “ชะโงกทัวร์” น่าอธิบายได้ไม่ลึกซึ้งพอ เพราะกว่าจะไปถึงเวียงจันทน์ก็ปาไปเกือบๆ บ่ายโมงละ พอไปถึงก็ไปกินข้าวเที่ยงกัน ยัดข้าวลงท้องเสร็จ ก็ต่อด้วยโปรแกรมที่สุดแสนจะอัดแน่น … จุดหมายปลายทางที่แวะลงไปแชะรูปก็มีหอพระแก้วเดิม ประตูชัย พระธาตุหลวง แล้วก็วัดศรีเมือง พร้อมด้วยโปรแกรมสมนาคุณคือ ร้านขายของพื้นเมืองที่เป็นพวกผ้าไหม ของประดับ ของฝาก จำนวน 2 ร้านถ้วน

สำหรับที่เที่ยวในเวียงจันทน์ผมไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะเคยไปมาแล้ว 3-4 รอบ แต่ก็ยังถ่ายรูปมาเหมือนเดิม … หลังจากชะโงกครบทุกจุดหมายตามวัตถุประสงค์ของโปรแกรมทัวร์แล้วก็ตีรถกลับไปด่านเพื่อเดินทางกลับไทย พร้อมกับแวะร้านขายของตรงด่านอีกชั่วโมงนึง … ซึ่งผมไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลย เพราะไม่มีตังค์   พอสมาชิกทุกท่านช็อปปิ้งจนสาแก่ใจแล้ว ก็เดินทางข้ามประเทศด้วยเวลาเพียงชั่วอึดใจ และแล้วผมก็ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกครั้งหลังจากห่างหายไปหนึ่งคืน … พอข้ามมาถึงก็ตรงดิ่งไปยังโรงแรมทันที คืนนี้เราจะพักกันที่หนองคาย …

โรงแรมที่พักรอบนี้อยู่ใกล้ตลาดท่าเสด็จ สะดวกในการเดินเล่นและหาของกิน … แต่ผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึงไม่รู้จะไปไหน เลยนั่งเล่นนอนเล่นอยู่โรงแรมจนถึงเวลาที่ต้องหาอะไรมาลูบท้องซักหน่อย … ตอนแรกคิดว่าน่าจะได้กินแหนมเนือง แต่ก็ได้แค่คิด เพราะสุดท้ายผมก็ต้องลากสังขารตัวเองไปหาของกินที่เซเว่น พร้อมกับหมูสะเต๊ะแถวเซเว่นอีกหนึ่งชุด … ที่จริงวันที่พักอยู่หนองคายตรงกับวันเสาร์ … ที่หนองคายมีถนนคนเดินครับ จัดอยู่ด้านหลังตลาดท่าเสด็จนั่นแหละ ติดริมโขงเลย ทุกรอบที่ไปไม่เคยตรงกับวันเสาร์เลยไม่รู้ว่ามีถนนคนเดิน … รอบนี้เลยไปเดินเล่นซะหน่อย กะว่าจะถ่ายรูปเล่นๆ กลับมาด้วย แต่ปรากฏว่าแบกกล้องไปก็แบกไปให้มันหนักเฉยๆ เพราะรู้สึกว่าถ้ามัวแต่ไปยืนถ่ายรูป คงจะแลดูประหลาดไม่น้อย คนผ่านไปผ่านมาอาจจะคิดว่าไอ้อ้วนนี่มันจะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเกินไปแล้ว !

ที่ตลาดคนเดินก็เหมือนกับหลายๆ ที่นั่นแหละครับ … มีขนม ของเล่น ของประดับ แล้วก็ของกิน … ของกินเยอะนะ ตอนแรกกะว่าจะซื้อกลับไปกินอยู่โรงแรม แต่คิดไปคิดมาผมก็กะจะไปเซเว่นอยู่แล้ว เพราะจะซื้อน้ำกลับไปไว้กิน … ไม่ใช่ว่าที่โรงแรมไม่มีน้ำให้นะครับ แต่ปกติโรงแรมจะฟรีน้ำเปล่าสองขวด เผอิญผมมันพวกกินน้ำเยอะ เลยต้องหาน้ำสำรองเผื่อไว้ด้วย … สรุปแล้วคืนวันที่สองของผมก็คือการเดินแบกกล้องหนักๆ ไปถนนคนเดินที่มีของกินเพียบ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลย … ส่วนข้าวเย็นก็เป็นข้าวกล่องเซเว่นแกมด้วยหมูสะเต๊ะที่โรงแรม

… ฝนจ๋าตามมาถึงเมืองไทยเลยเรอะ !

เช้าวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเดินทางรอบนี้ ผมตื่นขึ้นมาตอนประมาณหกโมงครึ่ง เพื่ออาบน้ำ เก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทางกลับ แต่เอ๊ะ … เสียงคุ้นๆ นะ … เปิดม่านออกไปก็ประสบพบเจอสายฝนยามเช้าที่หนองคาย แหม … สุดแสนจะโรแมนติก ถ้าฝนไม่ตกหนัก !

ทริปนี้ไปพร้อมกับสายฝนมาก … ทริป 3 วัน 2 คืน ฝนจ๋าเหมาไปสองวันซ้อน (เฮ้อ !!!)  แต่สุดท้ายผมก็ต้องค่อยๆ กระดึบๆ ไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมออกเดินทางอยู่ดี … เช้าวันที่สามเริ่มออกเดินทางตอนประมาณแปดโมงเช้าท่ามกลางสายฝน กว่าจะหอบหิ้วกระเป๋าขึ้นรถได้ก็เปียกไปตามๆ กัน แต่ยังดีที่ไม่หนักหนาเท่าไหร่ ไม่งั้นต้องทนนั่งหนาวแหงๆ

โปรแกรมสำหรับวันที่สามจะมีแวะสองที่ ที่แรกก็คือ วัดป่าภูก้อน ส่วนอีกที่นึงจะแวะที่ภูพระบาท …

สำหรับโปรแกรมแรกเป็นที่ที่ผมก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน ระหว่างนั่งรถก็อดลุ้นไม่ได้ว่าฝนจะหยุดหรือเปล่า … แต่พอไปถึงวัดตอนประมาณสิบโมงนิดๆ ฝนก็ค่อยๆ ซาลง … เลยได้ไปเดินเล่นถ่ายรูป-ไหว้พระ … วัดป่าภูก้อนเป็นที่เที่ยวอีกที่นึงที่เริ่มมีชื่อเสียงละ ถ้าใครลองไป Search ดูรูปในเน็ตน่าจะอยากไปซักครั้ง เพราะเป็นวัดที่สวยนะครับ แล้วยิ่งรูปที่โพสท์ตามเน็ตนี่สวยมาก … เป็นภาพที่ถ่ายจากมุมสูงแล้วเห็นตัวโบสถ์ทั้งหลัง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนถ่ายไปตั้งกล้องถ่ายที่ไหน ก็ได้แต่เดินหิ้วกล้องไปถ่ายรอบๆ บริเวณโบสถ์

หลังจากไหว้พระเรียบร้อยก็กลับขึ้นรถแล้วเดินทางไปภูพระบาทต่อ แต่ … ฝนเอยก็ยังไม่หยุด มีตกลงมาเป็นระยะๆ พอให้อารมณ์เหงาก่อตัว … สรุปแล้วงดโปรแกรมภูพระบาท เพราะไปถึงก็เดินไม่ได้เนื่องจากฝนตก ทางเดินแฉะแน่นอน … ก็ไม่เป็นไร … แวะกินข้าวในตัวอำเภอละกัน จากนั้นก็ยิงยาวกลับบ้านเรา …

… 20 นาฬิกา

รถทัวร์จอดที่จุดหมายปลายทางเป็นการปิดทริปคราวนี้ตอนประมาณสองทุ่มนิดๆ … สมาชิกทั้งหลายก็ทยอยกันขนของสัมภาระกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะมาเยือนในวันรุ่งขึ้น

… บทส่งท้าย

สรุปแล้วทริปนี้ถูกใจมั้ย !!? อืม … ก็โอเคนะ แต่อารมณ์ยังไม่ถึง วังเวียงที่ตั้งหน้าตั้งตาอยากไปก็โอเคว่าสวยครับ บรรยากาศดี แล้วช่วงที่ไปก็อย่างที่บอกว่าส่วนใหญ่จะเจอฝน เพราะงั้นบรรยากาศเลยเป็นครึ้มๆ ไม่แดด ไม่ร้อน … บรรยากาศโรงแรมก็ดี เหมาะสำหรับการพักผ่อนมาก แต่เสียดายที่กิจกรรมที่วังเวียงน้อยไปนิด คือนอกจากนั่งเรือล่องแม่น้ำ แล้วก็แวะถ้ำจังแล้ว … ที่วังเวียงแทบจะไม่มีอะไรให้เล่น อันนี้ไม่นับรวมปั่นจักรยานนะครับ เพราะปั่นจักรยานมันไม่เชิงว่าเป็นสิ่งที่อยากจะไปทำซักเท่าไหร่ … แต่คิดว่าถ้าได้ไปเองไม่ต้องติดสอยห้อยตามไปกะทัวร์ น่าจะมีอะไรสนุกๆ มากกว่านี้นะ … ส่วนโปรแกรมที่อื่นๆ ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว เพราะอย่างที่บอกว่าจุดหมายปลายทางของการเดินทางรอบนี้คือ วังเวียง … ถ้ามีปัญญาและโอกาสผมก็อยากกลับไปแวะเมืองเล็กๆ (ที่ไม่น่าจะเล็กแล้ว) แห่งอีกซักหลายๆ ครั้ง

… เพราะถึงตอนนี้ผมเริ่มหลงรักบรรยากาศบ้านๆ แบบเมืองลาวแล้วล่ะ  : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s