เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2557

… ปีนี้เป็นปีที่ใช้ตังค์เยอะครับ … หมดตังค์ไปแต่กับของเล่น ก็มีซื้อจักรยานเสือหมอบ คันที่ปั่นอยู่ตอนนี้นั่นแหละ แล้วก็ไปถอยรถสกู๊ตเตอร์มาคันนึง

เรื่องของเรื่องคือผมชอบรถสกู๊ตเตอร์มากครับ ผมอยากได้สกู๊ตเตอร์ของ Honda รุ่น Dio … เมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน สมัยเรียนมัธยมปลายรถแนวนี้เป็นอะไรที่ฮิตกันมากโดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ตอนนั้นก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ พอหลังๆ มารู้สึกอยากได้มาก ผมพยายามหาซื้ออยู่หลายปีนะ มีครั้งนึงไปเจออยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวก็เลยถามๆ ดู แกก็จะขายให้ แต่สภาพรถแกมันค่อนข้างจะเก่าแล้วครับ ถ้าเอามานี่ก็ต้องแต่งอะไรใหม่พอสมควร และที่สำคัญคือแกไม่ลดราคาด้วย ผมก็เลยไม่ได้ซื้อต่อแก … จนวันนึงเข้าเน็ตแล้วก็ Search ไปเรื่อยน่ะ จนมาเจอ Facebook ของร้านออนไลน์ที่นึง ที่ขายรถสกู๊ตเตอร์เป็นหลักเลยครับ แต่รุ่นที่ขายไม่ใช่รุ่นที่อยากได้ แต่เห็นแล้วน่าร๊ากมากอะ ! … ใช้เวลาตัดสินใจอยู่พอสมควร สุดท้ายขอถอยมาคันนึงครับ …

Honda – Giorno:

  • เครื่องยนต์ 50 cc 2 จังหวะ เกียร์ออโต้
  • ระบายความร้อนด้วยอากาศ
  • สตาร์ทไฟฟ้า /เท้า
  • drum เบรค หน้า/หลัง
  • ตัวรถกว้าง 630 mm ยาว 1,660 mm เบาะสูง 720 mm
  • ระยะฐานล้อ 1,175 mm น้ำหนักรถเปล่า 64 kg
  • ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร
  • อัตราการกินน้ำมัน 35 km/l
  • ความเร็วสูงสุด 55 km/h (35-40 km/h ไฟขึ้นเตือนแล้วนะ !!?)
  • น้ำมัน เบนซิน 91 หรือ โซฮอล์ 95
  • ใช้ออโต้ลูป 2T 1/4 ลิตร
  • ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แต่อย่าให้ออโต้ลูปขาด (ช่างบอกมา !)

นอกจากซื้อของเล่นแล้ว ก็ตามล่าหาการ์ตูนครับ … มีการ์ตูนเรื่องนึงผมหามาน่าจะร่วมๆ สิบปีได้ … พยายามหาที่เป็นมือสองก็ไม่มี จนมีสำนักพิมพ์ทำออกมาใหม่นี่แหละ พอเห็นปุ๊บ-ซื้อปั๊บทันทีครับ ยกชุดเรียบร้อย รู้สึกเหมือนว่าการรอคอยที่ยาวนานมันจบสิ้นลงแล้วน่ะ … ที่จริงนอกจากเรื่อง “พริกขี้หนูสีรุ้ง” แล้ว ผมก็ตามเก็บหลายเรื่องอยู่เหมือนกันนะ แต่เรื่องนี้แบบว่าฝังใจมาก สมัยเป็นเด็กเคยเห็นมีรวมเล่มออกมาขาย แต่ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าไม่รู้ว่ามันสนุกครับ … จนสมัยเรียน ป. ตรี พี่มันพาไปเช่าการ์ตูน แล้วผมลองเช่ามาอ่านนั่นแหละ พออ่านจบแบบว่าชอบมาก ! พยายามตามหามาหลายปี ทั้งแบบพิมพ์ใหม่ ทั้งตามร้านมือสองครับ จนถึงกับเคยถามซื้อกับร้านเช่าการ์ตูนน่ะ แต่เจ้าของร้านเองก็ไม่คิดจะขายครับ จนเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ไปร้านการ์ตูนที่บ้านแล้วเห็นวางเรียงกันครบเซ็ต แทบไม่ต้องคิดอะ ผมหยิบมาจ่ายตังค์เลย เอิ๊ก …

ส่วนเรื่องอื่นๆ ของปีก่อนก็มีช่วงงานอะไรซักอย่าง จำไม่ได้เหมือนกัน เอิ๊ก … เขาติดไฟทั่วเมืองครับ … โดยเฉพาะที่วงเวียนนี่แหละ ผมก็สะพายกล้องคู่หูไปถ่ายรูปตามฟอร์ม อิอิ … นอกจากนี้ก็พึ่งมารู้ว่าที่วัดป่าแห่งนึง เขามีสวดมนต์กันทุกวันสำคัญทางศาสนาครับ … ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นเป็นวันอะไร แต่เผอิญว่าพาอ้วนฉุยไปไหว้พระครับ แล้วเห็นหลวงพี่กะลังเตรียมสถานที่อยู่ ผมก็เลยเข้าไปถาม ถึงรู้ว่าช่วงเย็นจะมีสวดมนต์ ก็เลยพากันไปนั่งสวดมนต์อยู่วัด

… อีกอย่างคือปีนี้เป็นปีที่ผมกลับมาเขียนบล็อกเหมือนเมื่อก่อนด้วยครับ

… Once upon a time

ย้อนกลับไปในสมัยที่ MSN ยังเป็นที่ฮอตฮิต ใครๆ ก็พากันเล่นทั่วบ้านทั่วเมือง สิ่งที่มาพร้อมกับความฮอตฮิตแบบสุดๆ ของ MSN ในสมัยนั้นก็คือ Space – Space เป็นลักษณะของการเขียนบล็อก (Blog) เพื่อนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะอยากเขียนนำเสนออะไรลงไป มีสาระหรือไม่มีสาระก็ตามแต่อารมณ์

ช่วงแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรคือ Space เล่นยังไง เล่นทำไม เล่นแล้วสนุกเหรอ !!!? จนวันหนึ่งมีรุ่นน้องบอกว่ากะลังเล่นเหมือนกัน กะลังพยายามหัดตกแต่ง Space อยู่ …. ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมก็เลยไปลองเล่นดูบ้าง ช่วงแรกๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรเหมือนกัน ได้แต่ตกแต่งไปตามเรื่องตามราว ซึ่งในช่วงนั้นมี Space ของคนกลุ่มนึงได้รับความนิยมล้นหลามมาก …. คือ คนเข้าไปดูเยอะมากครับ จำนวนคอมเม้นต์นี่แบบว่า “เพียบ” … สาเหตุหลักๆ มีสองอย่างก็คือ เป็นเพจที่คอยสอนวิธีตกแต่ง Space สอนวิธีเพิ่มของเล่นเข้าไป เช่น ใส่เพลง ภาพ ภาพพื้นหลัง อะไรแนวๆ นั้น (ช่วงแรกๆ Space มีของเล่นให้จำกัดครับ ของบางอย่างต้องอาศัยวิธีขโมยใส่ หลังๆ มาถึงเริ่มมีของเล่นให้เลือกใส่ได้ง่ายขึ้น) ส่วนอีกเหตุผลนึง ผมว่าน่าจะเป็นเพราะเจ้าของตกแต่ง Space ได้สวย-น่ารักมากครับ พอเข้าไปดูแล้วรู้สึกว่า “มันทำได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ !”

ด้วยความที่เราเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอิจฉา ทั้งความสวยและเรตติ้ง  …  ผมก็ลองแต่ง Space ของผมดู … ช่วงที่หมกมุ่นกับการเล่น Space พี่ผมมันก็เคยบอกว่า “มึงจะทำไปให้ใครดู … ไม่มีใครมันเข้าไปดูให้มึงหรอก” ซึ่งก็ถูกของมันครับ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูก็คือพวกเพื่อนๆ ใน MSN ผมนั่นแหละ    ตอนนั้นยังไม่มีคนอื่นๆ เฉียดเข้าไปใกล้ Space ผมเลยซักคน

ไม่เป็นไร … เงียบเหงาช่างมัน ไหนๆ ก็มีที่ให้เล่น มีที่ให้ลองทำนู่นทำนี่แล้ว ผมก็ก้มหน้าก้มตาเล่นมันต่อไป … อย่างที่บอกตอนแรกนะครับ ว่าไอ้เจ้า Space เนี่ย มันก็คือบล็อกแบบนึง ดังนั้น พอมันเป็นบล็อก มันก็ต้องมีการนำเสนอหรือเขียนอะไรบ้าง แต่ช่วงแรกๆ คือ …. บอกตามตรงว่าไม่รู้จะเขียนอะไร    จนมาวันนึงผมก็นึกขึ้นได้ว่า บางครั้งเวลาผมเล่นเน็ต เข้าไปหาอะไรอ่านเรื่อยเปื่อย หรือหาวิธีทำคอมฯ ต่อมาเว็บที่เคยเข้าบางเว็บมันหายไป ! หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ! ผมเลยคิดว่า … เอาล่ะ (วะ) ผมจะเขียนเกี่ยวกับเทคนิคพวกคอมฯ นี่แหละ (ผมไม่ได้จบคอมฯ นะครับ ส่วนใหญ่พยายามศึกษา แล้วก็ถามเพื่อนที่เก่งคอมฯ เอา ผมก็เลยพอทำคอมฯ ได้นิดหน่อย ก็ประมาณว่าแก้ปัญหาพวกโปรแกรม หรือปัญหาพื้นฐานทั่วไปได้ รวมถึงพวกฮาร์ดแวร์นิดหน่อย … แต่ก็ได้แค่แก้ปัญหาเบื้องต้น หนักๆ เข้าก็หอบไปร้านเหมือนกัน) … พอได้แนวการเขียน ผมก็เริ่มลงมือเขียนบล็อก แล้วก็เขียนมันต่อมาเรื่อยๆ

พอเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับพวกคอมฯ ปรากฏว่าเริ่มมีคนเข้ามาดูเพิ่มมากขึ้นครับ แต่มาแล้วสมหวังหรือผิดหวัง อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน   …. หลังจากเขียนเรื่องคอมฯ มาซักพัก ก็เริ่มเอาเรื่องอื่นๆ มาเขียนครับ ส่วนมากแล้วเรื่องที่เอามาเขียนจะเป็นเรืองที่อยากรู้ หรือเคยอ่านแล้วชอบ ผมก็จะก็อปมาแปะไว้ของตัวเองบ้าง อ่าน-ค้นจากหลายๆ ที่มาเรียบเรียงบ้าง เพราะปกติผมเป็นคนชอบอ่านอยู่แล้วครับ : )

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเป็นคนชอบอ่าน ก็คงต้องย้อนเวลากลับไปถึงสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ซึ่งผมก็คงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป คือ เล่น เล่น เล่น … หนังสือไม่ค่อยแตะหรอกครับ โดยเฉพาะหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือ ! แต่จุดเปลี่ยนมันเริ่มมาจากพ่อ ตอนนั้นพ่อไปประชุมที่ กทม. ครับ ปกติแล้วพ่อจะซื้อของเล่น ตุ๊กตา หรือหนังสือการ์ตูนกลับมาฝาก แต่มีอยู่รอบนึง … ไม่รู้ว่าคิดยังไง ซื้อหนังสือความรู้รอบตัว มาให้ผม ตอนนั้นผมอยู่ประมาณ ป. 3 … เด็ก ป. 3 กับหนังสือความรู้รอบตัวเล่มเล็กๆ ไม่มีภาพประกอบ ตัวหนังสือล้วนๆ น่ะครับ …. แน่นอนว่าผมเซ็ง (มาก)     ความรู้สึกตอนนั้นคือ เกลียด … เกลียดหนังสือเล่มนั้นมาก แทนที่จะได้ของเล่น แต่ได้หนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือ ผลก็คือ ผมเอาหนังสือเล่มนั้นไปวางไว้บนชั้นแบบไม่ได้สนใจ จะอยู่หรือจะหายก็ช่างมัน … จนกระทั่งผ่านไปร่วมๆ ปีนึงได้ วันนั้นเป็นวันที่ผมว่าง ว่างแบบไม่รู้จะทำอะไรดี เลยเดินไปด้อมๆ มองๆ แถวชั้นหนังสือ แล้วก็เจอหนังสือเล่มที่ว่านี่วางจมกองฝุ่นอยู่ ผมเลยหยิบขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกในอดีต และคิดในใจว่า “มันมีดีอะไร … ทำไมพ่อถึงซื้อมาให้” แล้วผมก็หยิบหนังสือเล่มนั้นไปนอนอ่านเล่น ผลที่ตามมาก็คือ ผมชอบหนังสือเล่มนั้นมากครับ หนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีแต่ตัวหนังสือ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนุก กลับมีเรื่องราวหลายๆ เรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน แล้วผมก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจบในวันนั้นเลย … พอเลิกงานตอนเย็น พ่อกลับมาบ้าน ผมเลยเดินไปบอกพ่อว่า “คราวหลังซื้อหนังสือแบบนี้มาฝากอีกหน่อย … สนุกดี” … นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมชอบอ่านครับ

พอเริ่มรู้ว่าการอ่านมันสนุก ผมก็อ่านไปเรื่อยเปื่อย สาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็แล้วแต่ว่าจะหยิบอะไรมาอ่าน … พออ่านมากๆ ก็เริ่มอยากปล่อยของที่อ่านออกมา (หลายคนน่าจะเคยรู้สึก) มันเลยเป็นที่มาของการเอาเรื่องราวต่างๆ มาแปะ แปะ แปะ ไว้ที่บล็อกผมนี่แหละครับ

เอาล่ะ …. คราวนี้ก็วกกลับมาที่เรื่องของบล็อกต่อดีกว่า

หลังจากเริ่มเอาเรื่องอื่นๆ มาแปะไว้บนบล็อกแล้ว คนเริ่มเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ … ผมยังจำอารมณ์วันที่มียอดคนเข้ามาดูบล็อกของผมครบ 1,000 คน ได้เลยครับ มันเป็นความรู้สึกแบบว่า …. ดีใจเว่อร์ๆ ใครหลายคนอาจจะไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมต้องดีใจด้วย กะอีแค่มีคนเข้ามาดูครบพัน แต่สำหรับผม จำนวนคนเข้ามาดูพันคนนี่ ค่อนข้างเยอะมาก สำหรับการเข้ามาอ่านอะไรก็ไม่รู้ ที่ใครก็ไม่รู้มาเขียนแปะเอาไว้ …. จากคนที่แวะผ่านเข้ามา หลายคนก็ยังติดต่อกันอยู่ครับ เพียงแต่ปัจจุบันนี้เราเปลี่ยนจาก Space มาเป็น Facebook … แต่บางคนมาแล้วก็หายไปครับ … เพราะงั้นบล็อกเก่าของผมมันถึงเต็มไปด้วยความทรงจำของเวลาช่วงหนึ่งที่ผมเคยผ่านมา

เอาล่ะ … เดี๋ยวมันจะเริ่มดราม่า … วกกลับไปเรื่องของบล็อกต่อ … หลังจากเพิ่มเรตติ้งให้กับบล็อกตัวเองได้แล้ว … คราวนี้มันก็มาถึงจุดๆ นึงที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงครับ ช่วงนั้น Space ถูกเปลี่ยนมาเป็น WordPress มีการโยกย้ายข้อมูลของผู้ใช้ต่างๆ มาไว้ที่ใหม่ ซึ่งบอกเลยว่า … ที่ใหม่ที่ถูกย้ายมานั้น ผมไม่คุ้นเลยซักนิด (ว่ะ) ผมหาเครื่องมือไม่เจอ ผมไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนบล็อกยังไง พูดแล้วก็เหมือนรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครับ แต่ใช่ว่าจะมีแต่ผมที่บ่นนะครับ … เพื่อนๆ หลายคนที่เคยเล่น Space มาด้วยกัน ช่วงแรกนี่บ่นกันระงมเหมือนกัน เพราะใช้งานไอ้เจ้า WordPress ไม่เป็น … สำหรับผมนอกจากบ่นแล้ว ผมเลิกเล่นไปช่วงนึงเลยล่ะ

หลังจากหายไปพักนึงยาวๆ … ผมก็ลองมานั่งงมกับ WordPress อีกครั้ง รอบหลังนี้พอจับทิศทางได้บ้าง เลยเริ่มหัดเขียนบล็อกดู ซึ่งก็เขียนได้ช่วงนึงครับ แล้วผมก็หายสาบสูญไปอีกครั้ง สาเหตุก็เพราะว่าตอนนั้น ผมเรียนจบแล้วครับ ผมได้งานที่ต่างจังหวัด ก็คือจังหวัดที่อยู่ ณ ตอนนี้นั่นแหละ … ปัญหาที่ตามมาจากการย้ายที่อยู่และได้งานก็คือ หอใหม่ผมไม่มีเน็ตครับ … ช่วงนึงลงแดงมากถึงขนาดยอมควักตังค์ซื้อแอร์การ์ดเน็ตเต่ามาเล่น ด้วยความรู้สึกที่ว่า “เน็ตจะเต่าก็ยังดีกว่าไม่มีเล่น” ส่วนเรื่องงาน ด้วยความที่ผมเป็นเด็กใหม่ ต้องปรับตัวหลายอย่าง … ช่วงแรกงานเยอะมากครับ เยอะชนิดที่ว่าแทบจะไม่มีเวลาโงหัวไปเล่นอะไรเลย … ผลที่ตามมาก็คือ การหายสาบสูญไปของผมนั่นเอง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบล็อกผมมันถึงร้างไปช่วงนึง

เมื่อเวลาผ่านไป (หลายปี) หลายอย่างเริ่มลงตัว ผมย้ายหอใหม่ ตอนนี้มีเน็ตให้เล่นที่ห้องและงานก็เริ่มอยู่ตัว พอมีเวลาได้โงหัวไปทำอย่างอื่นบ้าง ผมก็คิดอยากจะมาเขียนบล็อกอีกครั้ง ซึ่งช่วงแรกๆ ผมกะจะไม่เล่น WordPress ด้วยความที่ยังต้องมานั่งงมกับการใช้งานอยู่ ผมเลยมองหาบล็อกที่อื่น ซึ่งก็ไปเปิดไว้ที่ Exteen ครับ …. ไปเล่นอยู่ที่นั่นได้ช่วงนึง หลังๆ มา อัพไม่ติดครับ บางวันเข้าเว็บไม่ได้เลย ผมเลยจำเป็นต้องไปหาที่อยู่ใหม่ หาไป-หามา กลับมาตายรังครับ นั่นคือ WordPress นั่นเอง

ช่วงแรกที่ผมกลับมาเขียนบล็อก ผมตั้งใจว่าจะเริ่มใหม่หมดเลย ผมจะเริ่มเขียนบล็อกที่บล็อกใหม่ … ผมเลยเปิดบล็อกอีกที่นึง ส่วนบล็อกเก่าคือปล่อยทิ้งร้างไปเลย เพราะผมไม่อยากปิด …. ช่วงแรกก็เขียนบล็อกใหม่ มีการย้ายเรื่องที่ผมชอบมาไว้บล็อกใหม่ สนุกกับการตกแต่งบล็อกใหม่ … แต่แล้วผมก็หายสาบสูญไปอีกร่วมปี    ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ อยากเขียนน่ะก็อยากเขียน แต่บางทีก็ไม่รู้จะทำอะไรบ้าง เดี๋ยวก็นั่นเดี๋ยวก็นี่ สุดท้ายผมเลยไม่ได้เขียนอะไรเลย แล้วก็กลับมาเขียน พร้อมกับเปลี่ยน Theme ของบล็อกนี่แหละ

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะเล่นที่บล็อกใหม่นั่นแหละครับ แต่ไปๆ มาๆ ผมก็นึกสงสัยตัวเองว่าจะมีไปทำไมตั้งสองอัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยกลับมาเล่นที่บล็อกเดิม ก็คือ ที่นี่ นั่นเอง … กลับมาคราวนี้ก็ปรับอะไรหลายอย่าง พยายามเลือก Theme ที่ชอบมากที่สุด ซึ่งก็คง … ไม่น่าจะได้เปลี่ยนแล้วมั้ง เพราะว่านั่งไล่ปรับบทความเกือบทั้งหมด บางบทความก็ลบออก เพราะงั้นก็ไม่ต้องแปลกใจที่เข้ามาแล้วบทความผมหายนะครับ (ยังกะคนเข้ามาบ่อย)

มาคราวนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะขยันอัพมาก-น้อยขนาดไหน เพราะเดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็จะมีงานอีกชิ้นเข้ามาให้ต้องได้นั่งงมปั่นแล้วครับ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่า “อยากเขียน” มากครับ คิดอะไรไว้เยอะแยะ … อยากเขียนอะไรผมก็จะเขียน จะมีคนอ่านหรือไม่มี ผมก็จะ “เขียน” ครับ

ว่าด้วยเรื่องของ “จักรยาน” (อีกครั้ง) …

หลังจากปีก่อนผมเริ่มต้นออกกำลังด้วยการปั่นจักรยาน และได้จักรยานที่ถูกใจมาคันนึง แต่ด้วยกิเลสผมก็มีแผนที่จะเปลี่ยนจักรยานอีกแล้วครับ ตอนนี้จักรยานคันที่ว่าผมขายต่อแล้วครับ … ที่ขายต่อไม่ใช่ว่ารถมีปัญหาอะไร คือตั้งแต่ซื้อมามีคนมาถามราคา แล้วก็ร้านที่ไปซื้อประมาณ 2-3 คน ผมก็แนะนำร้านลุงร้านที่สองไป เพราะผมชอบการบริการของแกน่ะ ใครมาถามผมก็โฆษณาร้านให้แกอีกต่อนึง … ส่วนเหตุผลที่ขายก็ตรงกับที่ลุงแกเคยบอกนั่นแหละ ถ้าจะหาจักรยานไปปั่นแบบจริงๆ จังๆ ลองหารถที่สภาพมันดีๆ ปั่นไกลๆ แล้วสนุกเลยน่าจะดีกว่า … กับเผอิญมีคนมาถามซื้อต่อพอดี ผมก็เลยขายให้ไป ขายไปครึ่งราคาพร้อมกับอุปกรณ์ทั้งหลายที่ค่อยๆ หามา (ใจนึงก็แอบเสียดายอยู่ครับ เพราะรถคันนี้ปั่นสนุกจริงๆ !)

จักรยานคันใหม่ที่ซื้อผมใช้เวลาหาข้อมูลเล็กน้อย … ตอนตั้งใจว่าจะขายคันนี้แล้วหาคันใหม่ ผมก็แวะไปถามร้านจักรยานทั้งสองร้านที่เล่าไปตอนต้น … สำหรับร้านแรก ดูจะพูดจาดีกว่าเดิมหน่อย เพราะไปถึงร้านผมบอกเลยว่ามาดูจักรยานเสือหมอบ (เสือหมอบราคาหนักหนาสาหัสพอสมควร) แกก็แนะนำคันนู้นคันนี้ให้มันเหมาะกับงบประมาณที่ผมตั้งไว้ พร้อมกับแนะนำคันที่มันระดับสูงขึ้นอีกนิด เผื่ออยากเพิ่มงบประมาณ … ร้านแรกผ่านก็ไปโอเคว่าได้ข้อมูลมาพอประมาณ ส่วนร้านที่สองก็ไปที่ร้านเดิม … ลุงแกเห็นว่าไปดูเสือหมอบก็ถามว่าอยากลองไปปั่นไกลๆ แล้วล่ะสิ … ผมก็เลยยิ้มๆ แล้วก็ถามราคากับรายละเอียดรถที่แกพอมีอยู่ในร้าน (ทั้งสองร้านเป็นตัวแทนขายรถจักรยานเหมือนกันครับ แต่เป็นคนละยี่ห้อ)

จักรยานร้านที่สองที่ไปดูมีถูกใจอยู่ 3 คัน คันนึงมีคนเอามาฝากขาย ราคาต่ำกว่างบประมาณที่ผมตั้งไว้ แล้วก็เป็นยี่ห้อที่ผมตั้งใจว่าจะซื้อพอดี ลุงแกบอกว่าถ้าเอาคันนี้แกจะปรับรถให้ใหม่เลย เจ้าของเอามาฝากขายเพราะไม่ค่อยได้ปั่น สภาพรถประมาณ 90% ได้ครับ มีรอยขีดข่วนเล็กน้อยตามประสารถที่เคยใช้งานมาแล้ว ดูรวมๆ ก็ถือว่าโอเค แต่ผมไม่อยากได้รถมือสอง ซื้อทั้งทีขอแบบคันใหม่เลยดีกว่า … ส่วนอีกคันราคาเกินงบเล็กน้อย สีดำ ยี่ห้อไม่คุ้นหู (พอรู้มาบ้างว่ายี่ห้อไหนคนเล่นกันเยอะครับ แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร) ก็พยายามจำๆ ชื่อยี่ห้อไว้แล้วมานั่งหาข้อมูลในเน็ต เห็นว่าเป็นรถมียี่ห้อระดับนึง ไม่ใช่รถยี่ห้อใหม่ มีคนใช้กันพอสมควร … แต่มันก็ยังไม่โดนใจ

ส่วนอีกคันราคาเกินงบไปเยอะ แต่ก็พอกัดฟันสู้ไหว … เป็นเสือหมอบสีส้ม แลดูสวยครับ แต่ผมไม่นิยมสีเจ็บๆ เท่าไหร่ … ส่วนตัวคิดว่ารถสีเจ็บๆ เห็นแว๊บๆ มันจะสวยมาก แต่ถ้าดูไปนานๆ มันอาจจะดูไม่ค่อยแจ่มเท่าไหร่น่ะ … รถคันสีส้มเป็นยี่ห้อที่ค่อนข้างคุ้นหูกว่าคันที่สอง แต่ราคามันเกินงบที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก ผมเลยยังไม่ได้ตัดสินอะไร … ลุงแกก็บอกว่าลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน เพราะเสือหมอบราคาค่อนข้างหนัก ถ้าจะซื้อทั้งทีค่อยๆ คิดตัดสินใจไม่ต้องรีบร้อน

พอกลับมาห้องผมก็นั่งหาข้อมูลใหญ่เลย แล้วก็เช็ครายละเอียดกับเลือกสีไว้พร้อม … วันต่อมาก็เข้าไปคุยกะลุงแกอีกครั้ง พร้อมกับปริ้นท์รายละเอียดรถที่หาๆ มาไปด้วย ด้วยความที่แกเป็นตัวแทนขายอยู่แล้ว แกเลยให้ลูกแกโทรเช็คของให้ครับ … ปรากฏว่ามีรุ่นที่อยากได้ แต่สีขาวหมด (ผมอยากได้รถสีขาวน่ะครับ) รถที่มีในสต็อกมันเป็นสีน้ำเงินตัดขาว ก็สวยอยู่หรอก แต่ใจมันอยากได้สีขาวน่ะ … ลูกลุงแกก็เลยลองเช็ครุ่นอื่นๆ ให้อีก ปรากฏว่ามีสีขาวแบบที่อยากได้ แต่ราคาพอๆ กับตัวสีส้มที่แกจอดโชว์ในร้าน แล้วมันเหลือคันเดียวในสต็อก ! ผมก็สองจิตสองใจซักพัก แต่ก็ตัดสินใจว่าจะเอาคันสีขาวที่ว่านี้แน่ๆ เลยให้แกสั่งมาให้เลย

ตกลงเลยได้เสือหมอบสีขาว รุ่นราคาเกินงบแต่พอสู้ไหวมาหนึ่งคัน … เห็นรถครั้งแรกแบบถูกใจมากครับ รู้สึกคิดถูกจริงๆ ที่เลือกเอาสีขาว เป็นจักรยาน FUJI: Roubaix Custom ครับ … เสียอย่างเดียวขนาดใหญ่ไปนิดนึง คือผมสูงประมาณ 167-169 ซม. ผมต้องปั่นรถไซส์ S/M ถึงจะพอดีกับตัวครับ (พอดีแบบพอดี๊พอดีน่ะครับ) คันสีน้ำเงินตัดขาวน่ะเป็นไซส์ที่ว่านี้ แต่สีที่มีดันไม่โดนใจ … คันขาวที่ได้มาเป็นไซส์ M ครับ ขนาดใหญ่ขึ้นมา แต่ก็ปั่นได้ไม่มีปัญหาอะไร (ก่อนสั่งของ ลุงแกให้ลองปั่นรถไซส์ M ในร้านดูก่อนครับ พอปั่นซักพักรู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เลยตัดสินใจว่าไซส์ M ก็ไซส์ M วะ !)

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย แต่ก็ลองเอาไปปั่นแล้วประมาณ 3 รอบถ้วน … ซัดไปร่วมๆ ร้อยโลนิดๆ … ปั่นสนุกครับ มีเกียร์ให้เล่น ถึงจะไซด์ใหญ่ขึ้นมานิด แต่ก็ปั่นได้ไม่มีปัญหา ไม่มีอาการเมื่อยหรือปวดแขน-ขา หรือปวดหลัง ยกเว้นเหนื่อยแทบขาดใจ ! ตอนนี้ก็พยายามปรับแต่งรถให้มันเข้ากับรูปร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่ (ตอนปั่นคันเก่าผมลดน้ำหนักได้สิบกว่าโลครับ พอเลิกคุมอาหาร ประกอบกับเราผอมแล้ว … ผมเลยซัดตามใจปาก น้ำหนักเด้งคืนกลับมาอ้วนเหมือนเดิมเรียบร้อย … ตอนนี้กะลังลดใหม่ น้ำหนักเริ่มลงเล็กน้อยละ)

รถใหม่ที่ไปคว้ามาราคาค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับผม ผมเลยไม่กล้าเอาไปปั่นสุ่มสี่สุ่มห้า … ไปๆ มาๆ เลยไปคว้าเอาจักรยานน้อยมาอีกคันนึง …

อย่างที่บอกว่าเสือหมอบราคาค่อนข้างสาหัสสำหรับผม ผมเลยไปหาจักรยานราคาไม่แพงมาไว้ปั่นไปซื้อกับข้าว แล้วก็ปั่นไปทำงานครับ … ตอนแรกก็ไปดูเจ้า LA อีกรอบ (คันเก่าเอาให้อ้วนฉุยครับ) แต่ราคาหน้าร้านมันแพงกว่าตอนซื้อครั้งแรก ผมเลยยังไม่เอา แล้วก็ไปหาดูร้านอื่นอีก … ก็มาเจอเจ้าตัวเล็กนี่แหละ เห็นครั้งแรกแล้วแบบว่า น่ารักเว่อร์ ! อยากได้มาปั่นมาก !! ถึงราคาจะเกินงบที่ตั้งไว้เล็กน้อย แต่ก็เอาน่ะ … ไหนๆ แล้ว เลยคว้ามาอีกหนึ่งคัน ให้ร้านติดตะกร้าให้พร้อม … เจ้าคันเล็กเป็นล้อ 16 นิ้ว ครับ … คันเล็กมาก เหมือนรถเด็กน้อย แต่ปั่นสนุกนะ ลื่นดี ดูจากราคาแล้วไม่คิดว่าจะปั่นสนุกแบบนี้

พอซื้อเจ้าคันเล็กมาก็เอาไปให้ลุงร้านที่ผมซื้อเสือหมอบปรับให้นิดหน่อยครับ (ให้แกปรับเบรคให้) แล้วก็ซื้อไฟหน้า-ไฟท้ายมาติด … แกเห็นก็ยิ้มๆ ถามว่าเอาไว้ปั่นไปทำงานเหรอ … ผมก็เลยบอกว่า “ใช่ครับ … คันใหญ่ไม่กล้าเอาไปขี่สุ่มสี่สุ่มห้า” ลุงแกเลยหัวเราะแล้วบอกว่า “เข้าใจๆ” … แล้วแกก็ปรับเบรคกะเช็ครถให้ … ทุกวันนี้ก็เอาไว้ปั่นไปทำงานกะซื้อข้าวเย็นครับ แต่เห็นมีคนถามราคามาแล้ว ถ้ามีคนซื้อต่อก็ว่าจะขาย … เพราะผมอยากได้รถสีขาว !

เอนทรี่นี้ไม่ได้เขียนเพราะต้องการอวดอะไร แค่อยากแชร์ประสบการณ์อะไรนิดหน่อย ซึ่งมันเป็นอะไรที่คับข้องใจมากกะการไปถามซื้อจักรยานซักคัน เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะซื้อจักรยานแบบนี้ เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้น … ผมเคยได้อ่านเรื่องของผู้ชายคนนึงเอาจักรยานจ่ายตลาดไปเข้าแข่งขันกับพวกสิงห์นักปั่นทั้งหลาย ปรากฏว่าจักรยานจ่ายตลาดราคาไม่กี่พันสามารถเอาชนะพวกเสือหมอบ-เสือภูเขาราคาหลายหมื่นหลายๆ คันได้หน้าตาเฉย ของยังงี้มันก็อยู่ที่ใจกะร่างกายนั่นแหละ รถแพงใช่ว่าจะต้องดีเลิศเสมอไป รถคันไหนถูกใจและเหมาะกับเรา รถคันนั้นแหละถึงจะเป็นรถที่ดีที่สุด … แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ผมมันกิเลสหนา ช่วงบ้าก็จะบ้าเต็มที่ ถึงจะแอบนึกเสียดายตังค์อยู่ลึกๆ ก็เถอะ แต่ได้รถสภาพดี มันก็จะสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะกับตัวเราเองตอนปั่นออกกำลังนั่นแหละ (พยายามหาเหตุผลร้อยแปดมาสนับสนุนจะได้ไม่เครียด)

ปล. ถ้าวันนึงคุณเห็นผู้ชายอ้วนๆ หน้าตาเซ่อๆ ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ เหมือนชุดนอนไปถามซื้อของในร้าน คุยกับเค้าดีๆ นิดนึงนะ … อย่าดุเค้าเลย : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s