เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: ว่าด้วยเรื่องของจักรยาน

ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นมีแต่คนปั่นจักรยาน ตั้งแต่จักรยานจ่ายตลาดทั่วไป จนถึงพวกรถราคาแพงๆ … ผมมีจักรยานเอาไว้ปั่นเล่นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าอยากปั่นตามกระแสนะ จุดเริ่มต้นมันมาจากผมอยากมีจักรยานซักคันเอาไว้ปั่นไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เพราะผมไม่มีรถมอร์’ไซด์ ถ้าจะเอารถยนต์ไปตลาดก็หาที่จอดยากซะเหลือเกิ๊นนนน  … จักรยานน่าจะเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องเดิน หาที่จอดก็ง่าย ไม่ต้องวุ่นวายกะค่าน้ำมัน ฯลฯ

จักรยานคันแรกที่ซื้อมาเป็นจักรยาน LA สีดำ ติดตะกร้าจ่ายตลาดพร้อม ราคาไม่ถึงสองพันบาท แรกๆ ก็เอาไว้ปั่นไปจ่ายตลาดกะเอาไว้ปั่นไปทำงานตามที่ตั้งใจไว้นั่นแหละ … ต่อมาด้วยความรู้สึกแบบว่า ชีวิตนี้ช่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เสียเหลือเกิน เลยคิดจะไปออกกำลังซะหน่อยหลังจากห่างหายมา 5-6 ปี … เมื่อก่อนผมจะไปวิ่งตอนเย็นเป็นประจำ ประมาณวันละ 2-3 กิโลเมตร แต่หลังๆ มาไม่ได้ไปออกกำลังเลย วันๆ มีแต่กิน แล้วก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมา งานก็วุ่นวายเสียเหลือเกิน ชีวิตเลยห่างหายจากการออกกำลังไปนานแสนนาน โบนัสที่ตามมาจากการไม่ไปออกกำลังก็คือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแบบเว่อร์ๆ นั่นเอง …

หลังจากคิดจะไปออกกำลังเหมือนเมื่อก่อน ผมก็เริ่มวางแผนว่าจะไปออกกำลังแบบไหนดี ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปวิ่งเหมือนเดิม เพราะไม่ต้องลำบากจัดหาอุปกรณ์ ไปเดินๆ วิ่งๆ คนเดียวสบายใจ … แต่แค่วันแรกที่ไปวิ่งเท่านั้นแหละ รู้สึกว่า “โอ๊ยยย ย … ตายแหงๆ กรู”    เหนื่อยมาก วิ่งแป๊บเดียวก็เหนื่อยหอบละ ไม่ได้ออกกำลังมาหลายปี ประกอบกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นจนหัวหงอก ทำให้การออกกำลังไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ผมเลยต้องหาวิธีออกกำลังแบบใหม่

วิธีที่ว่าก็คือ ปั่นจักรยาน นั่นเอง … ทำไมต้องปั่นจักรยาน !??? ตามกระแสเหรอ ???  เปล่าเลย … น้ำหน้าอย่างผมไม่ได้อยากอินเทรนด์เกาะกระแสอะไรทั้งนั้น แต่ที่เลือกปั่นจักรยานเพราะรู้สึกว่ามันออกกำลังได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยจนเกินไป ถ้าไปวิ่ง มันอาจจะลดน้ำหนักได้ดีกว่า แต่ถ้าวิ่งมันต้องวิ่งติดต่อกันหลายนาที … ซึ่งตอนนี้ผมทำไม่ได้ ! ปั่นจักรยานคือทางออกที่น่าจะเวิร์คกว่า !!!

หลังจากเลือกที่จะปั่นจักรยานออกกำลัง ผมก็หันซ้าย-หันขวา คว้าเอาจักรยานจ่ายตลาดนั่นแหละมาปั่น … ปั่นทุกวันๆ ละ 30 นาทีขึ้น … ตอนแรกไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยซักนิด ผมมีแค่จักรยานจ่ายตลาดราคาไม่ถึงสองพันหนึ่งคัน นาฬิกาจับเวลาก็เอานาฬิกาข้อมือใส่ทำงานนั่นแหละ ไฟหน้า-ไฟท้ายก็ไม่มี อาศัยปั่นช่วงเย็นๆ ก่อนมืดเท่านั้นเอง … พอปั่นจักรยานไปได้ช่วงนึง … น้ำหนักลดครับ ลดลงไปประมาณ 5-6 กิโล (ออกกำลังกับคุมอาหาร) พอเริ่มรู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ !!! ผมเลยเริ่มเก็บตังค์หวังจะมีจักรยานที่น่าจะเหมาะกับการปั่นไปลั้ลล้าซะหน่อย

พอเริ่มมีตังค์ในระดับที่รู้สึกว่า ถ้าจ่ายไปกับจักรยานคันใหม่แล้ว ผมก็จะยังมีตังค์สำรองเอาไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้แบบไม่เดิอดร้อน ผมก็เลยหอบเอาตังค์เก็บอันแสนจะน้อยนิดตระเวณไปตามร้านจักรยาน … สำหรับร้านแรกที่ไปเป็นร้านใหญ่พอประมาณ จักรยานเยอะมากจนต้องวางล้นออกมาหน้าร้าน ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ มีแต่คันสวยๆ อยากได้เหลือเกิ๊นนนน … เลยลากสังขารเข้าไปถาม ปรากฏว่ามีแต่จักรยานแพงๆ จักรยานประมาณว่าถ้าเอาไปแข่งต้องได้แชมป์ ตูร์ เดอร์ ฟรองซ์ แน่ๆ ครับ …  ประชดครับ !   … คือจักรยานน่ะแพงจริงๆ แต่ผมเซ็งลุงเจ้าของร้านน่ะ แกพูดซะแบบว่าผมรู้สึกผิดที่มีตังค์น้อยนิดแล้วสะเออะจะไปยลโฉมรถราคาแพงในร้านแก แกบอกกับผมว่า “จักรยานราคาต่ำกว่าหมื่นเป็นรถเกรดจีนแดง ปั่นแป็บๆ เดี๋ยวก็พัง โซ่ตก นู่นนั่นนี่ … ร้านนี้ไม่เอามาขายหรอก” … ผมนี่ได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่ได้ตอบอะไร … คือตังค์ซื้อรถราคาแพงๆ (ที่ไม่ได้ว่าแพงเว่อร์ๆ) ในร้านแกน่ะผมก็ซื้อได้ แต่ผมไม่ได้อยู่บ้าน ผมไม่กล้าซื้อรถราคาแพงๆ ไปจอดไว้หอหรอก ถึงแกจะบอกว่าล็อคล้อไว้ก็ไม่หายไปไหนหรอกน่า … แต่จักรยานถึงจะล็อคล้อแล้ว มันอุ้มขึ้นรถกระบะเอาไปขายได้นี่ครับ เข้าใจหัวอกคนอยู่หอบ้างเปล่าเนี่ย ! อีกอย่างผมไม่ได้ร่ำรวยขนาดมีตังค์ซื้อจักรยานคันละหลายๆ หมื่น หรือเหยียบแสนได้หน้าตาเฉยนะครับ ผมต้องการแค่รถที่สภาพดีหน่อยเหมาะกับการเอาไปขี่เล่นออกกำลังเท่านั้นเอง !

เมื่อทราบราคาจักรยานที่น่าตื่นตระหนกแล้ว ผมก็ตระเวณไปอีกร้านนึง … ร้านที่สองเป็นร้านเล็กๆ (เล็กกว่าร้านแรก) มีจักรยานเรียงกันอยู่ไม่กี่สิบคัน มีทั้งแบบเก่าๆ หน่อย แล้วก็แบบที่น่าจะแพงปนๆ กันไป … ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ แล้วเข้าไปถามราคาลุงเจ้าของร้าน พร้อมแจ้งความประสงค์ว่า “อยากได้จักรยานซักคันครับ … มีงบประมาณห้าพัน” … ลุงแกก็แนะนำครับว่าพอมีอยู่ แต่เป็นพวกจักรยานแบบวัยรุ่นชอบปั่นนะ แล้วเดี๋ยวนี้ (ประมาณปีที่แล้วครับ) ก็ชอบปั่นแบบฟิกเกียร์กัน … ผมไม่รู้จักฟิกเกียร์ครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบไหน … ผมก็คุยๆ กะลุงแกไป แกก็แนะนำไปเรื่อยน่ะครับ คือแกก็บอกอยู่ว่าถ้าจะซื้อรถเอาไว้ขี่ออกกำลังแบบจริงๆ จังๆ ลองเพิ่มงบแล้วเลือกคันที่มันระดับดีขึ้นไปอีกดีกว่ามั้ย … คำพูดมันออกแนวคล้ายๆ กะลุงร้านแรกน่ะครับ แต่ลักษณะคำพูดมันดูอ่อนกว่า (มาก !) คำพูดมันทำให้รู้สึกเหมือนว่าแกก็เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้นึกดูถูกดูแคลนผู้ชายใส่เสื้อเก่าๆ หน้าตาเซ่อๆ ที่เดินเข้าไปถามราคาจักรยานในร้านแกน่ะ (ร้านแรกอาจจะไม่ได้คิดนะครับ แต่คำพูดมันช่างเสียดแทงหัวใจเหลือเกิน ไม่งั้นผมคงจำคำพูดแกไม่ได้ขนาดนี้) … หลังจากคุยนู่นคุยนี่กะแกซักพัก แกก็บอกว่าเดี๋ยวประมาณอาทิตย์หน้า รถเซ็ตใหม่ที่สั่งน่าจะมา ลองมาดูก่อนก็ได้ ถ้าถูกใจก็ค่อยว่าราคากัน วันนั้นผมเลยกลับไปมือเปล่า พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตารอจักรยานที่แกบอก

ผ่านไปประมาณอาทิตย์นึงผมก็ไปร้านแกอีกรอบ พร้อมกับเห็นจักรยานคันที่แกบอกไว้ … เห็นแว็บแรกแล้วรู้สึกว่านี่แหละใช่เลย !!!

จักรยานคันต่อมาที่ซื้อ … เป็นจักรยาน WCI: Elite แบบฟิกเกียร์สีขาว  เห็นครั้งแรกแล้วแบบว่าชอบมาก ! จักรยานคันนี้มันปั่นแบบธรรมดาได้ครับ คือมีให้เลือกสองแบบ แบบแรกเป็นปั่นธรรมดาไม่มีเกียร์ อีกแบบเป็นแบบฟิกเกียร์ … ตอนซื้อมาผมให้ลุงตั้งเป็นแบบปั่นธรรมดาครับ เพราะตอนนั้นปั่นแบบฟิกเกียร์ไม่เป็น พอตกลงราคาพร้อมของแถมได้แล้ว ก็ไปถอยมาปั่นสบายใจ … ราคาใกล้เคียงงบประมาณที่ตั้งไว้อีกตะหาก

พอปั่นไปซักพักก็ค่อยๆ หาซื้ออุปกรณ์มาเพิ่มครับ ก็จะมีตัวที่ใช้วัดความเร็ว กระเป๋าหลัง ไฟหน้า-ไฟท้าย ใส่ขาตั้ง (ฟิกเกียร์ไม่มีขาตั้ง) พร้อมกับให้ลุงแกใส่เบรกไว้ให้ … ผมปั่นจักรยานคันนี้อยู่ประมาณปีนึง รวมระยะทางก็ประมาณพันกว่ากิโล … ลุง (ร้านแรก) ครับ “จักรยานจีนแดงที่ลุงบอกน่ะ ผมปั่นได้พันว่าโล ไม่เคยมีปัญหายุ่งยากอะไรซักแอะ ยกเว้น ยางรั่วครั้งเดียวกะปัญหาที่มันเกิดขึ้นเพราะความซนของผมเอง !!!”

ตอนนี้จักรยานคันที่ว่าผมขายต่อแล้วครับ … ที่ขายต่อไม่ใช่ว่ารถมีปัญหาอะไร คือตั้งแต่ซื้อมามีคนมาถามราคา แล้วก็ร้านที่ไปซื้อประมาณ 2-3 คน ผมก็แนะนำร้านลุงร้านที่สองไป เพราะผมชอบการบริการของแกน่ะ ใครมาถามผมก็โฆษณาร้านให้แกอีกต่อนึง … ส่วนเหตุผลที่ขายก็ตรงกับที่ลุงแกเคยบอกนั่นแหละ ถ้าจะหาจักรยานไปปั่นแบบจริงๆ จังๆ ลองหารถที่สภาพมันดีๆ ปั่นไกลๆ แล้วสนุกเลยน่าจะดีกว่า … กับเผอิญมีคนมาถามซื้อต่อพอดี ผมก็เลยขายให้ไป ขายไปครึ่งราคาพร้อมกับอุปกรณ์ทั้งหลายที่ค่อยๆ หามา (ใจนึงก็แอบเสียดายอยู่ครับ เพราะรถคันนี้ปั่นสนุกจริงๆ !)

จักรยานคันใหม่ที่ซื้อผมใช้เวลาหาข้อมูลเล็กน้อย … ตอนตั้งใจว่าจะขายคันนี้แล้วหาคันใหม่ ผมก็แวะไปถามร้านจักรยานทั้งสองร้านที่เล่าไปตอนต้น … สำหรับร้านแรก ดูจะพูดจาดีกว่าเดิมหน่อย เพราะไปถึงร้านผมบอกเลยว่ามาดูจักรยานเสือหมอบ (เสือหมอบราคาหนักหนาสาหัสพอสมควร) แกก็แนะนำคันนู้นคันนี้ให้มันเหมาะกับงบประมาณที่ผมตั้งไว้ พร้อมกับแนะนำคันที่มันระดับสูงขึ้นอีกนิด เผื่ออยากเพิ่มงบประมาณ … ร้านแรกผ่านก็ไปโอเคว่าได้ข้อมูลมาพอประมาณ ส่วนร้านที่สองก็ไปที่ร้านเดิม … ลุงแกเห็นว่าไปดูเสือหมอบก็ถามว่าอยากลองไปปั่นไกลๆ แล้วล่ะสิ … ผมก็เลยยิ้มๆ แล้วก็ถามราคากับรายละเอียดรถที่แกพอมีอยู่ในร้าน (ทั้งสองร้านเป็นตัวแทนขายรถจักรยานเหมือนกันครับ แต่เป็นคนละยี่ห้อ)

จักรยานร้านที่สองที่ไปดูมีถูกใจอยู่ 3 คัน คันนึงมีคนเอามาฝากขาย ราคาต่ำกว่างบประมาณที่ผมตั้งไว้ แล้วก็เป็นยี่ห้อที่ผมตั้งใจว่าจะซื้อพอดี ลุงแกบอกว่าถ้าเอาคันนี้แกจะปรับรถให้ใหม่เลย เจ้าของเอามาฝากขายเพราะไม่ค่อยได้ปั่น สภาพรถประมาณ 90% ได้ครับ มีรอยขีดข่วนเล็กน้อยตามประสารถที่เคยใช้งานมาแล้ว ดูรวมๆ ก็ถือว่าโอเค แต่ผมไม่อยากได้รถมือสอง ซื้อทั้งทีขอแบบคันใหม่เลยดีกว่า    … ส่วนอีกคันราคาเกินงบเล็กน้อย สีดำ ยี่ห้อไม่คุ้นหู (พอรู้มาบ้างว่ายี่ห้อไหนคนเล่นกันเยอะครับ แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไร) ก็พยายามจำๆ ชื่อยี่ห้อไว้แล้วมานั่งหาข้อมูลในเน็ต เห็นว่าเป็นรถมียี่ห้อระดับนึง ไม่ใช่รถยี่ห้อใหม่ มีคนใช้กันพอสมควร … แต่มันก็ยังไม่โดนใจ

ส่วนอีกคันราคาเกินงบไปเยอะ แต่ก็พอกัดฟันสู้ไหว … เป็นเสือหมอบสีส้ม แลดูสวยครับ แต่ผมไม่นิยมสีเจ็บๆ เท่าไหร่ … ส่วนตัวคิดว่ารถสีเจ็บๆ เห็นแว๊บๆ มันจะสวยมาก แต่ถ้าดูไปนานๆ มันอาจจะดูไม่ค่อยแจ่มเท่าไหร่น่ะ … รถคันสีส้มเป็นยี่ห้อที่ค่อนข้างคุ้นหูกว่าคันที่สอง แต่ราคามันเกินงบที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก ผมเลยยังไม่ได้ตัดสินอะไร … ลุงแกก็บอกว่าลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน เพราะเสือหมอบราคาค่อนข้างหนัก ถ้าจะซื้อทั้งทีค่อยๆ คิดตัดสินใจไม่ต้องรีบร้อน

พอกลับมาห้องผมก็นั่งหาข้อมูลใหญ่เลย แล้วก็เช็ครายละเอียดกับเลือกสีไว้พร้อม … วันต่อมาก็เข้าไปคุยกะลุงแกอีกครั้ง พร้อมกับปริ้นท์รายละเอียดรถที่หาๆ มาไปด้วย ด้วยความที่แกเป็นตัวแทนขายอยู่แล้ว แกเลยให้ลูกแกโทรเช็คของให้ครับ … ปรากฏว่ามีรุ่นที่อยากได้ แต่สีขาวหมด (ผมอยากได้รถสีขาวน่ะครับ) รถที่มีในสต็อกมันเป็นสีน้ำเงินตัดขาว ก็สวยอยู่หรอก แต่ใจมันอยากได้สีขาวน่ะ … ลูกลุงแกก็เลยลองเช็ครุ่นอื่นๆ ให้อีก ปรากฏว่ามีสีขาวแบบที่อยากได้ แต่ราคาพอๆ กับตัวสีส้มที่แกจอดโชว์ในร้าน แล้วมันเหลือคันเดียวในสต็อก ! ผมก็สองจิตสองใจซักพัก แต่ก็ตัดสินใจว่าจะเอาคันสีขาวที่ว่านี้แน่ๆ เลยให้แกสั่งมาให้เลย

ตกลงเลยได้เสือหมอบสีขาว รุ่นราคาเกินงบแต่พอสู้ไหวมาหนึ่งคัน … เห็นรถครั้งแรกแบบถูกใจมากครับ รู้สึกคิดถูกจริงๆ ที่เลือกเอาสีขาว เป็นจักรยาน FUJI: Roubaix Custom ครับ … เสียอย่างเดียวขนาดใหญ่ไปนิดนึง คือผมสูงประมาณ 167-169 ซม. ผมต้องปั่นรถไซส์ S/M ถึงจะพอดีกับตัวครับ (พอดีแบบพอดี๊พอดีน่ะครับ) คันสีน้ำเงินตัดขาวน่ะเป็นไซส์ที่ว่านี้ แต่สีที่มีดันไม่โดนใจ … คันขาวที่ได้มาเป็นไซส์ M ครับ ขนาดใหญ่ขึ้นมา แต่ก็ปั่นได้ไม่มีปัญหาอะไร (ก่อนสั่งของ ลุงแกให้ลองปั่นรถไซส์ M ในร้านดูก่อนครับ พอปั่นซักพักรู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เลยตัดสินใจว่าไซส์ M ก็ไซส์ M วะ !!!)

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย แต่ก็ลองเอาไปปั่นแล้วประมาณ 3 รอบถ้วน … ซัดไปร่วมๆ ร้อยโลนิดๆ … ปั่นสนุกครับ มีเกียร์ให้เล่น   ถึงจะไซด์ใหญ่ขึ้นมานิด แต่ก็ปั่นได้ไม่มีปัญหา ไม่มีอาการเมื่อยหรือปวดแขน-ขา หรือปวดหลัง ยกเว้นเหนื่อยแทบขาดใจ !  ตอนนี้ก็พยายามปรับแต่งรถให้มันเข้ากับรูปร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่ (ตอนปั่นคันเก่าผมลดน้ำหนักได้สิบกว่าโลครับ พอเลิกคุมอาหาร ประกอบกับเราผอมแล้ว … ผมเลยซัดตามใจปาก น้ำหนักเด้งคืนกลับมาอ้วนเหมือนเดิมเรียบร้อย … ตอนนี้กะลังลดใหม่ น้ำหนักเริ่มลงเล็กน้อยละ)

รถใหม่ที่ไปคว้ามาราคาค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับผม ผมเลยไม่กล้าเอาไปปั่นสุ่มสี่สุ่มห้า … ไปๆ มาๆ เลยไปคว้าเอาจักรยานน้อยมาอีกคันนึง …

อย่างที่บอกว่าเสือหมอบราคาค่อนข้างสาหัสสำหรับผม ผมเลยไปหาจักรยานราคาไม่แพงมาไว้ปั่นไปซื้อกับข้าว แล้วก็ปั่นไปทำงานครับ … ตอนแรกก็ไปดูเจ้า LA อีกรอบ (คันเก่าเอาให้อ้วนฉุยครับ) แต่ราคาหน้าร้านมันแพงกว่าตอนซื้อครั้งแรก ผมเลยยังไม่เอา แล้วก็ไปหาดูร้านอื่นอีก … ก็มาเจอเจ้าตัวเล็กนี่แหละ เห็นครั้งแรกแล้วแบบว่า น่ารักเว่อร์ ! อยากได้มาปั่นมาก !!  ถึงราคาจะเกินงบที่ตั้งไว้เล็กน้อย แต่ก็เอาน่ะ … ไหนๆ แล้ว เลยคว้ามาอีกหนึ่งคัน ให้ร้านติดตะกร้าให้พร้อม … เจ้าคันเล็กเป็นล้อ 16 นิ้ว ครับ … คันเล็กมาก เหมือนรถเด็กน้อย แต่ปั่นสนุกนะ ลื่นดี ดูจากราคาแล้วไม่คิดว่าจะปั่นสนุกแบบนี้

พอซื้อเจ้าคันเล็กมาก็เอาไปให้ลุงร้านที่ผมซื้อเสือหมอบปรับให้นิดหน่อยครับ (ให้แกปรับเบรคให้) แล้วก็ซื้อไฟหน้า-ไฟท้ายมาติด … แกเห็นก็ยิ้มๆ ถามว่าเอาไว้ปั่นไปทำงานเหรอ … ผมก็เลยบอกว่า “ใช่ครับ … คันใหญ่ไม่กล้าเอาไปขี่สุ่มสี่สุ่มห้า” ลุงแกเลยหัวเราะแล้วบอกว่า “เข้าใจๆ” … แล้วแกก็ปรับเบรคกะเช็ครถให้ … ทุกวันนี้ก็เอาไว้ปั่นไปทำงานกะซื้อข้าวเย็นครับ แต่เห็นมีคนถามราคามาแล้ว ถ้ามีคนซื้อต่อก็ว่าจะขาย … เพราะผมอยากได้รถสีขาว !!!

เอนทรี่นี้ไม่ได้เขียนเพราะต้องการอวดอะไร แค่อยากแชร์ประสบการณ์อะไรนิดหน่อย ซึ่งมันเป็นอะไรที่คับข้องใจมากกะการไปถามซื้อจักรยานซักคัน เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะซื้อจักรยานแบบนี้ เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้น … ผมเคยได้อ่านเรื่องของผู้ชายคนนึงเอาจักรยานจ่ายตลาดไปเข้าแข่งขันกับพวกสิงห์นักปั่นทั้งหลาย ปรากฏว่าจักรยานจ่ายตลาดราคาไม่กี่พันสามารถเอาชนะพวกเสือหมอบ-เสือภูเขาราคาหลายหมื่นหลายๆ คันได้หน้าตาเฉย ของยังงี้มันก็อยู่ที่ใจกะร่างกายนั่นแหละ รถแพงใช่ว่าจะต้องดีเลิศเสมอไป รถคันไหนถูกใจและเหมาะกับเรา รถคันนั้นแหละถึงจะเป็นรถที่ดีที่สุด … แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ผมมันกิเลสหนา ช่วงบ้าก็จะบ้าเต็มที่ ถึงจะแอบนึกเสียดายตังค์อยู่ลึกๆ ก็เถอะ แต่ได้รถสภาพดี มันก็จะสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะกับตัวเราเองตอนปั่นออกกำลังนั่นแหละ (พยายามหาเหตุผลร้อยแปดมาสนับสนุนจะได้ไม่เครียด )

ปล. ถ้าวันนึงคุณเห็นผู้ชายอ้วนๆ หน้าตาเซ่อๆ ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ เหมือนชุดนอนไปถามซื้อของในร้าน คุยกับเค้าดีๆ นิดนึงนะ … อย่าดุเค้าเลย   : )

WCI: Elite

FUJI: Roubaix Custom

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s