Natural Phenomena: ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดแปลก ตอนที่ 2

เอนทรี่นี้มาต่อกันกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะพบเห็นและดูแปลกตาเสียเหลือเกิน ผมเอามาจากเว็บไซต์ Teenee.com เรื่อง 20 ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์อาจไม่เคยเห็น! แต่ได้พยายามหารายละเอียดของแต่ละปรากฏการณ์เพิ่มเติม สุดท้ายเลยขอแยกออกเป็นสองเอนทรี่ละกัน …

Mysterious Morning Glory Cloud Formation

เมฆชนิดนี้เกิดจากกระแสอากาศเย็นที่พุ่งลงพื้น (Cold Downdraughts) โดยกระแสอากาศนี้กระจายออกจากทางด้านหน้าของพายุที่กำลังรุกเข้ามา หรือบางทีก็กระจายออกจากทางด้านหลังของพายุที่กำลังสลายตัว แต่กรณีนี้เกิดน้อยกว่า กระแสอากาศเย็นดังกล่างพุ่งลงกระแทกพื้นอย่างแรง เนื่องจากมีความเร็วสูง ทำให้อากาศบริเวณผิวกลายเป็นคลื่นกระโชกและเคลื่อนที่พุ่งแซงล้ำหน้าเมฆที่ทำให้เกิดพายุ คลื่นกระโชกนี้จะไหลผ่านใต้ชั้นของอากาศที่อุ่นกว่า (Warmer Air) ที่กำลังถูกดูดเข้าไปในกระแสอากาศที่พุ่งสูงขึ้น (Vertically Updraught) ผลก็คือ คลื่นกระโชก (ซึ่งเย็น) จะทำให้ไอน้ำที่อยู่ในชั้นอากาศอุ่นเกิดการกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ จำนวนมาก ซึ่งเมื่อมองภาพรวมก็คือ เมฆ เมฆที่เกิดขึ้นมีรูปร่างเป็นม้วนกลิ้ง (Roll) และหลุด (Detached) ออกจากเมฆที่ทำให้เกิดพายุ เมฆม้วนนี้มักจะยาวหลายกิโลเมตร

Lenticular Clouds

Lenticular เป็นภาษาลาติน มีความหมายว่า รูปทรงเลนส์ (Lens – Shaped ) เมฆรูปทรงเลนส์ (Lenticular Cloud) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแสนประหลาด และสวยงาม มันช่างดูคล้ายจานบินไม่มีผิดและหากเกิดปรากฏการณ์เมฆรูปทรงเลนส์ก็ขึ้นในสมัยก่อน รูปภาพวัตถุบินลึกลับต่างที่มีการจารึกไว้ก็อาจเป็นปรากฏการณ์นี้ก็เป็นไปได้

เมฆจานบินเกิดขึ้นเมื่ออากาศชื้นอิ่มตัวพัดผ่านยอดเขาสูง หรือบริเวณภูเขาจะทำให้เกิดการไหลของกระแสอากาศชื้น แบบลูกคลื่นขนาดใหญ่ หลายระลอกขึ้น เมื่ออากาศชื้นถูกพัดไหลขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ตามระลอกคลื่นอุณหภูมิจะค่อยลดลงเรื่อยจนถึงจุดที่ทำให้ อากาศชื้นเริ่มกลั่นตัว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เมฆจานบิน เมื่อเมฆไหลลงมาต่ำเรื่อยๆอุณหภูมิจะสูงขึ้น เมฆจะค่อยๆระเหยกับไปอยู่ในสภาพของอากาศชื้นอีกครั้ง

Penitentes

Penitentes เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากรูปแบบการก่อตัวของหิมะที่พบได้ในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ โดยมีรูปแบบเป็นแท่งสามเหลี่ยมเรียวยาวสูง แสงอาทิตย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรูปทรงประหลาดนี้ขึ้น โดยแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดรอยบุ่มเป็นจุดๆ กระจายตัวไปทั่วทั้งพื้นหิมะและรอยบุ่มนี้ก็จะมีแอ่งน้ำเล็กขังอยู่ แอ่งน้ำนี้เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะทำตัวคล้ายเลนส์ รวมแสงส่องลงไปลึกขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว อันเนื่องมาจากรูปทรงของน้ำแข็ง นี้คล้ายกับหมวกของพวกนักบวชทรงแหลมสูง

โดยทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาวนี้เป็นที่รู้จักของบุคคลภายนอกโดยจากงานเขียนของดาวินในปี ค.ศ. 1839 โดยเขาได้เดินทางจากเมือง Santiago de Chile ไปยังเมือง Argentinian City of Mendoza และระหว่างทางเขาก็ได้พบกับทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาวเข้าและเขาได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยสมมุติฐานว่าเกิดจากลมจากเทือกเขาเอนดีส (Andes) และต่อมาในปี ค.ศ. 1954 – 1965 Lliboutry ที่ได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้มีกุญแจสำคัญคือ ความแตกต่างของการระเหยตัวของหิมะ ซึ่งเกิดจากการที่น้ำเกิดการกลั่นตัวภายใต้จุดเยือกแข็งจึงทำให้น้ำมีความบริสุทธิ์มากและน้ำที่บริสุทธิ์มากก็ต้องการพลังงานที่สูงกว่าในการละลายตัวทำให้เกิดบริเวณที่น้ำแข็งไม่บริสุทธิ์เกิดการระเหยตัวเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ กระจายตัวไปทั่วพื้นน้ำแข็งและละลายลึกลงเรื่อยๆ จนเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาวขึ้น

Supercells

ก้อนเมฆหรือยานอวกาศ ? เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติและดูจะอันตรายมากสำหรับการก่อตัวของพายุเรียกว่า ซูเปอร์เซลล์ (พายุงวงช้าง) มันอาจก่อให้เกิดพายุทอร์นาโด ลูกเห็บ แรงกดลงอย่างแรงของลมและพายุฝนก็เป็นได้ ลักษณะปรากฏของมันเป็นที่น่าประทับใจอย่างมาก ซูเปอร์เซลล์จะให้กำเนิดระบบหมุนอากาศเรียก เมโซไซโคลน เกิดจากการพุ่งขึ้นของอากาศที่ล้อมรอบไปด้วยอากาศเย็นที่พุ่งลง ซูเปอร์เซลล์เกิดได้ในหลายๆ ที่บนโลก แต่ปกติแล้วในอเมริกามันจะกลายเป็นทอร์นาโด

Frost Flowers

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่ขั่วโลกในฤดูหนาว เกิดจากความชื้นในบรรยากาศแข็งตัวบนผิวน้ำทะเลและได้ส่งความเค็มไปยังความชื้นที่แข็งตัวเหนือผิวน้ำที่มีความเค็มถึงห้าเท่าของน้ำทะเล เงื่อนไขในการเกิดดอกไม้น้ำแข็งคือ ต้องลมสงบและอากาศมีอุณภูมิต่ำกว่า 20 องศา โดยที่น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งได้ที่อุณภูมิติดลบ 2 องศา นั่นแสดงว่าบรรกาศจะต้องมีอุณภูมิติดลบ 22 องศา

Sun Dogs

ปรากฏการณ์ซันด็อก (Sun Dog) ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่เกิดจากการหักเหของแสง ผ่านผลึกน้ำแข็งของเมฆขั้นสูง ที่เรียกว่า เซอร์รัส (Cirrus) ซึ่งมีความเย็นจัดจนเป็นผลึกน้ำแข็ง เมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนจึงทำให้เกิดภาพสะท้อนของดวงอาทิตย์ขึ้นด้านข้าง คล้ายมีดวงอาทิตย์ 3 ดวง ซันด๊อกเป็นปรากฏการณ์ทางแสงอย่างหนึ่ง มักเกิดเป็นคู่อยู่ด้านซ้าย-ขวา ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ ขนานกับพื้นดิน ซันด๊อกอาจปรากฏเป็นจุดสว่างบนฮาโลหรืออาจมีรูปร่างคล้ายกับดาวหางก็ได้ ซันด๊อกอาจมีสีรุ้งได้ โดยที่สีแดงจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และสีฟ้าขาวปรากฏในส่วนหาง

ซันด๊อกเกิดจาการหักเหและการสะท้อนของแสงอาทิตย์กับผลึกน้ำแข็งแท่ง 6 เหลี่ยมภายในเมฆเซอรัส (Cirrus) หรือเซอโรสตราตัส (Cirrostratus) เมฆน้ำแข็งอื่นๆ เช่น Ice Fog และ Diamond Dust ก็สามารถทำให้เกิดซันด๊อกได้เช่นกัน

ซันด๊อกมักเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับขอบฟ้า คือหลังพระอาทิตย์ขึ้น หรือก่อนพระอาทิตย์ตก หรือในช่วงเดือนในฤดูหนาวในเขต Mid-Latitudes โดยจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุม 22 องศา และจะปรากฏบนวงของฮาโลถ้าเกิดปรากฏการณ์ฮาโล เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในมุมที่สูงขึ้น ซันด๊อกจะเคลื่อนตัวออกห่างจากดวงอาทิตย์ แต่จะยังรักษาตำแหน่งอยู่ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เกิน 45 องศา เหนือขอบฟ้า ซันด๊อกจะจางลงและอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่า 22 องศา ซันด๊อกจะหายไปเมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่าขอบฟ้าเกิน 61 องศา

ซันด๊อกมักเกิดร่วมกับฮาโล ฮาโลจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในลักษณะผสม ส่วนซันด๊อกจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในแนวระนาบ (เราจะเห็นเฉพาะซันด๊อกเท่านั้น ถ้ามีแต่ผลึกน้ำแข็งในแนวระนาบ)

Parhelion เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Sun Dog ซึ่งแปลว่า ข้างดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์นี้หากเกิดกับดวงจันทร์จะเรียกว่า มูนด๊อก (Moon Dog) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paraselene หรือ Paraselenae (พหูพจน์ของ Paraselene) มูนด๊อกจะหาดูได้ยากกว่าและจะเกิดได้เมื่อดวงจันทร์มีความสว่างมากเท่านั้น ซันด๊อกจะพบได้ง่ายในเขตหนาว เช่น ทวีปแอนตาร์คติค และ ทวีปอาร์คติค แต่ก็เกิดได้ในเขตร้อนเช่นกัน แม้แต่ในประเทศไทย

Mammatus Clouds

Mammatus Clouds เมฆแมมมะทูส หรือเมฆตะปุ่มตะปํ่า (Bumpy Clouds) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะทำให้เมฆเกิดเป็นเซล เป็นปุ่มเล็กปุ่มน้อย คล้ายถุงห้อยลงมาจากท้องฟ้า โดยคำว่า Mammatus มาจากภาษาลาติน Mamma แปลว่าเต้านม ซี่งมาจากการที่ก้อนเมฆมีลักษณะคล้ายเต้านมของวัว โดยแต่ละปุ่มมีขนาดใหญ่ 1 – 3 กิโลเมตร ยืนยาวลงมาประมาณ 0.5 กิโลเมตร เรียงรายยาวหลายร้อยกิโลเมตร ปรากฏการณ์ นี้อาจเกิดขึ้น 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ เมฆแมมมะทูสมีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดพายุใหญ่หรือก่อนเกิดพายุ ทอร์นาโด

Snow Donuts

หิมะรูปโดนัทนี้เกิดขึ้นเมื่อลมพัดมากระแทกจนเกิดเป็นรูตรงกลางขึ้น

Belt of Venus

The Belt of Venus หรือเข็มขัดของดาวศุกร์ คือเงาสีน้ำเงิน-เทาเหนือขอบฟ้าซึ่งเป็นเงาของโลก เหนือกว่านั้นเป็นสีชมพูสว่างเรียกว่า “เข็มขัดของดาวศุกร์” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ของดวงอาทิตย์ยามเย็น หรือตอนดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผลิตแสงสีแดงที่กระเจิงไปด้านหลังเพราะบรรยากาศของโลก เข็มขัดของวีนัสนี้จะมองเห็นในทางตรงกันข้ามกับทิศที่ดวงอาทิตย์ตกลับหรือขึ้นจากขอบฟ้า

 Asperatus Clouds

เมฆดังกล่าวมีลักษณะเหมือนคลื่นบนผิวทะเลที่ปั่นป่วน พบเห็นในปี ค.ศ. 2009 และไม่มีใครที่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับมันเลย เมฆแบบนี้ได้รับการเสนอจาก The Cloud Appreciation Society ให้เป็นเมฆแบบใหม่ของโลก โดยในไทยเคยมีการพบอย่างน้อย 2 ครั้ง คือที่กรุงเทพฯ และจันทบุรี

เอกสารอ้างอิง :

01. http://variety.teenee.com/foodforbrain/63398.html
02. http://www.narit.or.th/index.php/apod/502
03. http://wowboom.blogspot.com/2009/06/penitentes.html
04. http://m.dailynews.co.th/Article.do?contentId=245137
05. http://wowboom.blogspot.com/2009/05/mammatus-clouds.html
06. http://wowboom.blogspot.com/2009/06/lenticular-cloud.html
07. http://toichatpet.thaimultiply.com/photos/4413/101211-anatomy-of-a-twilight
08. https://www.facebook.com/media/set/?set=a.439314636138138.94648.359110287491907&type=1
09. https://www.facebook.com/media/set/?set=a.329135207201506.79019.268507956597565&type=3
10. http://variety.thaiza.com/Sun-Dog-ปรากฎการณ์พระอาทิตย์-3-ดวง/185530/
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s