Natural Phenomena: ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดแปลก ตอนที่ 1

นี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่เคยเห็นหรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง ซึ่งบางอันก็ดูงดงาม แต่บางอันก็น่ากลัวจนไม่อยากให้มี จะสุดยอดแค่ไหนมาชมกันเลย

Brinicle

ปรากฎการณ์ Brinicle หรืออาจจะเรียกว่า ปรากฎการณ์นิ้วน้ำแข็ง ( Ice Finger ) เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ สุดอัศจรรย์ที่หาดูได้ยากมากๆ เกิดขึ้นที่ทวีป แอนตาร์กติกา มีลักษณะเป็น น้ำแข็งย้อยลงมาจาก ธารน้ำแข็ง คล้ายนิ้วมือ จนถึงก้นทะเล แถมยังมีความเย็นสูงมากๆ ขนาดที่สามารถฆ่าชีวิตทุกชีวิตที่มันเดินทางผ่านไปได้หมดเลย ดังเช่นปลาดาวในภาพ ปรากฎการณ์นี้หาดูได้ยากมากๆ เพราะยากในการเข้าไปถ่ายทำ

Volcanic Lightning

Volcanic Lightning เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดภูเขาไฟระเบิด ขณะที่เกิดภูเขาไฟระเบิดจะเกิดพายุสายฟ้าขึ้นในเถ้าภูเขาไฟที่กำลังพวยพุ่งขึ้นเหนือภูเขาไฟ โดยนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบสาเหตุของปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning) แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะคล้ายการเกิดพายุสายฟ้า (Thunderstorms) และในการสัมนาเกี่ยวกับสภาวะอากาศ TPOD เมื่อ 17 กันยายน ค.ศ. 2004 เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้สัมนากันว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่อนุภาคของเถ้าภูเขาไฟเกิดการพุ่งชนกันทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นในอนุภาคของเถ้าภูเขาไฟและเป็นเหตุให้เกิดฟ้าผ่าขี้นขณะเกิดภูเขาไฟระเบิด และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีสมมุติฐานใหม่ว่าอาจเกิดจากแม็กม่าปลดปล่อยความชื้นออกมา

ปรากฏการณ์ดังกล่าวใช่ว่าจเกิดทุกครั้งไป แต่จะเกิดขึ้นเพียงบางครั้งเท่านั้น การระเบิดบางครั้งที่ปล่อยเถ้าภูเขาไฟจำนวนมาก อาจเกิดฟ้าผ่าเพียงเล็กน้อยหรือไม่เกิดฟ้าผ่าเลย ขณะที่การระเบิดบางครั้งที่มีเถ้าภูเขาไฟน้อย แต่เกิดฟ้าผ่าจำนวนมาก หินภูเขาไฟที่พ่นออกมาสามารถอธิบายได้ว่า ถ้าหินภูเขาไฟมีความต้านทานไฟฟ้าสูงจะมีโอกาสที่เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวมากขึ้น จึงอาจจะอธิบายได้จากอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน อย่างสายไฟไส้ทองแดง (ทองแดงมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ) สายไฟจะไม่เกิดความร้อนและประกายไฟขึ้น แต่ถ้ากระแสไฟฟ้าขนาดเท่ากันไหลผ่านทังค์สแตน (ไส้หลอดไฟ) จะเห็นว่าไส้หลอดจะเกิดแสงสว่างและความร้อนขึ้น

Sprites, Elves and Blue Jets

ปรากฏการณ์นี้ทางนักวิทยศาสตร์เรียกว่า Red Sprites ซึ่งเป็นแสงในชั้นบรรยากาศ ที่เกิดขึ้นช่วงฝนฟ้าคะนองและเกิดขึ้นในเวลาเพียงแค่เศษเสี้ยวของระยะเวลา กะพริบตาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันสามารถเก็บภาพและบันทึกภาพปรากฏการณ์นี้ไว้ได้ โดยผ่านการถ่ายภาพด้วยกล้องในสภาวะแสงน้อย (Low Level Television)

Red Sprites เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติฟ้าผ่าในชั้นบรรยากาศรูปแบบใหม่ที่ค้นพบล่าสุด และไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนจนกระทั่งเวลาล่วงเลยเกือบถึงศตวรรษที่ 20 มันจึงถูกพบเห็น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าจนทำให้ท้องฟ้าเกิดเป็นหลายเชดสีสวยงาม

Fire Rainbows

ปรากฏการณ์รุ้งไฟเกิดขึ้นจากการที่แสงจากดวงอาทิตย์หักเหออกจากผลึกน้ำแข็งในเมฆเซอรัส (Cirrus Cloud เป็นเมฆที่อยู่ในระดับสูง ที่มีลักษณะเป็นแผ่นบาง หรือฝอยบางๆ ลักษณะเหมือนขนนกทำให้แสงสามารถผ่านได้โดยง่าย) ในแนวราบ  ขณะเดียวกันดวงอาทิตย์ก็ต้องอยู่ในมุมที่สูงพอด้วยจึงจะทำให้เกิดไฟสายรุ้งขึ้นมาได้ อย่างไรก็ดี ปรากฎการณ์นี้ไม่สามารถเห็นได้ในช่วงเหนือ ละติจูด 55 องศาเหนือ และช่วงต่ำกว่า 55 องศาใต้

Fog Bow

รุ้งหมอกเป็นปรากฏการณ์ทำนองเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากการหักเหและสะท้อนภายในละอองน้ำที่อยู่ในหมอก จะเห็นได้ง่ายเมื่อผู้สังเกตอยู่บนภูเขาและมองลงไปยังหุบเขาที่มีหมอก ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของผู้สังเกตในระดับต่ำใกล้ขอบฟ้า รุ้งหมอกมักมีสีขาว (ไม่มีสี) เนื่องจากละอองน้ำที่อยู่ในหมอก มีขนาดเล็กกว่าละอองน้ำในอากาศสำหรับการเกิดรุ้งมาก มักเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point)

Fire Whirls

เสาเพลิงหมุน หรือมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการอื่นอีก เช่น ไฟปีศาจ (Fire Devil) หรือ ทอร์นาโดไฟ (Fire Tornado) เกิดจากการผสมกันระหว่างกระแสลมอันรุนแรงกับความร้อนสูง แต่เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นและพบเห็นได้ เนื่องจากจะต้องอยู่ในสภาวะเฉพาะ คือจะต้องมีอุณหภูมิอากาศที่เหมาะสมและกระแสลมที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อทุกอย่างเหมาะสมจะเกิดเสาเพลิงหมุนวนในแนวดิ่งขึ้น

เพลิงหมุนหลายต่อหลายมักมีต้นกำเนิดมาจากไฟป่า (Wildfires) เมื่อกระแสลมพัดมาพบกับไฟป่าแล้วยกตัวขึ้น แล้วเกิดการหมุนวน พร้อมทั้งหอบเอาไฟขึ้นไปด้วย ทำให้เกิดเสาเพลิงหมุน โดยปกติเสาเพลิงหมุนจะมีความสูงประมาณ 10 – 50 เมตร มีความกว้างประมาณ 3 เมตร แต่ละลูกจะเกิดขึ้นกินเวลาประมาณ 2 – 3 นาที แต่มหาเสาเพลิงหมุนบางลูกกลับมีความสูงกว่า 1,000 เมตร ความเร็วลมกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิดขึ้นกินเวลากว่า 20 นาที

เหตุการณ์เสาเพลิงหมุนในอดีตที่สร้างความเสียหายในแก่ผู้คนและทรัพย์สิน อาทิ

  • 1923 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต (Great Kanto Earthquake) ขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เสาเพลิงหมุนขนาดใหญ่ขึ้นโดยกินเวลา 15 นาทีและในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 38,000 คน และทำให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ไปทั้งเมือง ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
  • 1926 เกิดเหตุการณ์โดยมีต้นเหตุจากฟ้าผ่าลงมาที่โกดังเก็บน้ำมันในเมือง San Luis Obispo รัฐ California เมื่อวันที่ 7 เมษายน ทำให้เกิดไฟไหม้ และเกิดเสาเพลิงหมุนกว่าพันครั้ง เผาไหม้ทุกสิ่งกว่า 4 วัน 4 คืน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และเสาเพลิงหมุนยังพัดพาซากปรักหักพังไปไกลกว่า 5 กิโลเมตร

Catatumbo Lightning

Catatumbo Lightning หรือ Relámpago del Catatumbo ในภาษาเสปน เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่นาพิศวงอย่างหนึ่งบนโลก ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นที่ บริเวณปากแม่น้ำ Catatumbo ซึ่งไหลลงสุ่ทะเลสาบ Lake Maracaibo ประเทศเวเนซูเอลา ในทวีปอเมริกาใต้  โดยพื้นที่บริเวณนี้จะมีพายุฟ้าแลบฟ้าผ่าปีละ 140 – 160 วัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละชั่วโมงจะมีฟ้าผ่ามากกว่า 280 ครั้ง ทำให้บริเวณทะเลสาบ Maracaibo ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพายุที่ไม่มีวันจบสิ้น การเกิดฟ้าแลบฟ้าผ่าทั้งปีทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งกำเนิดโอโซน (Ozone) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง แสงที่เกิดจากสายฟ้าสามารถมองเห็นได้จากระยะ 400 กิโลเมตร ทำให้นักเดินเรือสมัยโบราณเรียกเดินแดนแห่งนี้ว่าประภาคาร  Maracaibo (Lighthouse of Maracaibo)

ในปี ค.ศ. 1595 กองเรืออังกฤษนำทัพโดย Sir Francis Drake ต้องยุติแผนลอบเข้าโจมตึเมือง Maracaibo เนื่องจากแสงจากสายฟ้าที่เกิดตลอดเวลาทำให้กองทัพสเปนเห็นกองเรืออังกฤษตั้งแต่ระยะไกล มีปรากฎการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น Colombia, Indonesia และ Uganda แต่จะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ต่อเนื่องยาวนานแบบที่เกิดขึ้นบริเวณ ปากแม่น้ำ Catatumbo แห่งนี้

Moonbow

คันศรแห่งรัตติกาล คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดในเวลากลางคืน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยากยิ่งในการพบเห็น เนื่องจากต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่เหมาะสม โดยดวงจันทร์ต้องทำมุมไม่สูงเกินกว่า 42 องศา ต้องเป็นคืนที่ฟ้าไร้ดาว เนื่องจากแสงดาวจะไปมีอิทธิพลบดบังสีรุ้ง ต้องมีความชื้นในอากาศที่พอเหมาะและจะมีโอกาสเกิดได้ง่ายขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง

ปรากฏการณ์ธรรมชาติคันสรแห่งรัตติกาลเกิดขึ้นจากแสงจันทร์ที่เกิดการหักเหของแสงโดยหมอกและที่ทำให้มันพบเห็นได้ยากยิ่งที่สุดก็เนื่องจากสีรุ้งที่เกิดขึ้นนั้นซีดจางมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นได้เฉพาะบนภาพถ่าย ที่ใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่เรียกว่า Long-exposure photographs เท่านั้น (เทคนิคการถ่ายภาพ Long-exposure photographs คือ เทคนิคการถ่ายภาพในเวลากลางคืนโดยไม่ใช้แฟลช เนื่องจากการถ่ายภาพในเวลากลางคืนเป็นสภาพที่มีแสงน้อย เวลาถ่ายต้องเปิดหน้ากล้องให้นานกว่าปกติ เพื่อให้แสงมีเวลามากพอ ในการเข้ามากระทบกับแผ่นฟิล์มเรื่อยๆ เพื่อให้จากภาพดำมืดธรรมดาจะเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย)

Glory

กลอรีเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดจากการกระจายแสงย้อนกลับ (Backscattering) ที่ประกอบด้วยการกระจาย (Diffraction) การสะท้อน (Reflection) และการหักเห (Refraction) ของแสง ผ่านละอองน้ำขนาดใกล้เคียงกัน กลับมาในทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง กลอรีจะเกิดในตำแหน่ง Antisolar Point และมีขนาดเชิงมุม (Angular Size) ประมาณ 5° ถึง 10° ขึ้นอยู่กับขนาดของละอองน้ำ

กลอรีอาจประกอบด้วยวงแสงสีหลายวง เมื่อละอองน้ำมีความสม่ำเสมอของขนาด ในกรณีที่ละอองน้ำมีขนาดต่างกัน วงแสงสีที่เกิดขึ้นอาจไม่ชัดเจน เนื่องจากเรามักพบเห็นกลอรีจากเครื่องบินที่ถูกล้อมด้วยละอองน้ำ (เมฆ) จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Glory of the Pilot กลอรีอาจเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์อื่นได้ เช่น Brocken Spectre และรุ้งหมอก (Fog Bow) ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูสวยงามแปลกตาขึ้นมาก

Waterspouts

พายุงวงช้างหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พายุนาคเล่นน้ำ หรือ พวยน้ำ (waterspout) เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ ซึ่งเกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูงและไม่ค่อยมีลมพัด ทำให้อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ เราจะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัว และเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรืองวงช้างเชื่อมผืนน้ำและเมฆ

พายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่มีความยาวประมาณ 10 – 600 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 1 – 10 เมตร ซึ่งในนาคเล่นน้ำแต่ละตัวอาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง 20-80 เมตรต่อวินาที กระแสลมในตัวพายุมีความเร็วถึง 100-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจมีความเร็วสูงถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถพลิกคว่ำเรือเล็กๆ ได้

นอกจากพายุนาคเล่นน้ำจะหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ 3 – 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้า ประมาณ 18 – 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น จึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุ แล้วหันเรือหนีไปในทิศตรงกันข้าม

การเกิดพายุนาคเล่นน้ำอยู่ในช่วง 2 – 20 นาที (แต่เคยพบนานถึง 30 นาที) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่งก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

ลักษณะการเกิดพายุงวงช้าง หรือนาคเล่นน้ำ มี 2 แบบ ได้แก่

  • เป็นพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ (ซึ่งอาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบหรือแอ่งน้ำใดๆ) โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ (Supercell Thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน (Mesocyclone) จึงเรียกพายุนาคเล่นน้ำแบบนี้ว่า นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด (Tornado Waterspout)
  • เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง และไม่ค่อยมีลมพัด (หรือถ้ามีก็พัดเบาๆ) ผลก็คือ อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป แบบนี้เรียกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ (True Waterspout) ซึ่งมักเกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (Fair-Weather Waterspout) อาจเกิดได้บ่อย และประเภทเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากในช่วงที่เกิดมักจะมีพายุฝนฟ้าคะนองร่วมอยู่ด้วย

แต่ความแตกต่างของ 2 แบบนี้ก็คือ นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโดจะเริ่มจากอากาศหมุนวน (ในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง) แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น คือ อากาศหมุนจากบนลงล่าง ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวพื้นน้ำแล้วพุ่งขึ้นไป คือ อากาศหมุนจากล่างขึ้นบน ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ เราจะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรืองวงช้างเชื่อมผืนน้ำและเมฆ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “พายุงวงช้าง”

เอกสารอ้างอิง :

01. http://variety.teenee.com/foodforbrain/63398.html
02. http://nuclear.rmutphysics.com/blog-sci2/
03. http://go2know.exteen.com/20111126/brinicle
04. http://sci4fun.com/skyobserve/skyobserver.html
05. http://wowboom.blogspot.com/2009/06/fire-whirl.html
06. http://wowboom.blogspot.com/2010/02/moonbow.html
07. http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=66098
08. http://wowboom.blogspot.com/2009/05/volcanic-lightning.html
09. http://thaiblogspot.blogspot.com/2010/08/catatumbo-lightning.html
10. https://www.facebook.com/NationChannelTV/posts/10152583431552450
11. http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/entertainment_api/2044526
Advertisements

5 thoughts on “Natural Phenomena: ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดแปลก ตอนที่ 1

  1. Pingback: 10 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดแปลก: Episode 2 | 13th-Lamb

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s