ริค-วชิรปิลันธิ์: วชิรปิลันธิ์-จันกาลี-ธุมา

เอนทรีนี้กลับมาเขียนถึงศิลปิน-นักร้องอีกคนที่โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะชื่นชอบพอสมควรนะครับ … ด้วยเนื้อหาและดนตรีที่ฟังแล้วออกแนวแปลกๆ ถึงเพลงของนักร้องคนนี้ผมจะไม่ได้เปิดฟังทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เปิดฟัง เพลงของนักร้องคนนี้ก็ยังคงความมีเสน่ห์ (แปลกๆ) เฉพาะตัวอยู่เสมอ … เพลงที่ชอบฟังมากเป็นพิเศษ ก็คือเพลง “เทวี” กับ “คุรุ (ปางอุ้มบาตร)” จากวันแรกที่ได้ฟังจนถึงวันนี้ (2556) เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ผมว่าเพลงที่ว่านี้ก็ยังคงความทันสมัยอยู่ไม่เคยเปลี่ยน … ทั้งสองเพลงที่ผมพูดถึง หลายคนอาจจะไม่คุ้นหรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่คนส่วนใหญ่น่าจะเคยผ่านหูมาบ้าง ผมว่าคงไม่พ้นเพลงประกอบโฆษณาตัวนี้

หลายคนน่าจะยังพอจำได้ เพลงและเสียงร้องของผู้หญิงที่ฟังดูแปลกๆ … นักร้องคนนี้ก็คือ “ริค-วชิรปิลันธิ์” เรามาทำความรู้จักนักร้องคนนี้ดีกว่า ว่าเธอคนนี้เป็นใคร …

ริค-วชิรปิลันธิ์ โชคเจริญรัตน์ เป็นนักร้องหญิงที่มีผลงานการร้องและแต่งเพลงในแนวดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อทางศาสนาที่นับถืออยู่ มีเสียงเครื่องดนตรีอินเดียอยู่ทั่วไป ที่เห็นได้ชัดคือเครื่องเคาะและซีต้าร์ ปะปนกับเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีสมัยใหม่ ทั้งกีต้าร์ไฟฟ้า เปียโน ไปจนถึงเสียงสังเคราะห์ ภาพโดยรวมเป็น World Music ที่นำ Rock, Blues, Trance โหดๆ ดนตรีมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมอินเดียและโดยส่วนตัวเธอนับถือเจ้าแม่กาลี และแม้แต่วิธีการอ่านทำนองร้อยแก้วแบบไทยเดิมเข้ามาผสมได้อย่างลงตัว เนื้อหามักจะกล่าวถึงวัฏฏะสงสาร การเกิด การตาย การเสพสังวาสและการบูชาเทพต่างๆ ในคติฮินดู ไปจนถึงพระศรีศากยมุณีของคติพุทธ เขียนเพลงโดยใช้ชื่อแฝงสามชื่อ คือ “วชิรปิลันธิ์”  “จันกาลี” และ “ธุมา” แทนบุคลิกภาพแห่งการสร้างสรรค์ ทำลายและเศร้าสร้อยของตนตามลำดับ

ริค-วชิรปิลันธิ์ เริ่มต้นโน้ตตัวแรกของเธอสมัยเรียนมัธยม ในคณะนักร้องประสานเสียงพิธีมิสซาและงานโรงเรียน (โรงเรียนนารีวิทยา: โรงเรียนประจำในจังหวัดราชบุรี) พลังและความสามารถในเสียงร้องทำให้ริคได้ลองแนวเพลงที่ตัวเองชอบทั้ง Heavy และเพลง Rock จนมาเป็นนักร้องที่ Rock Pub และ Metal Zone

ริค-วชิรปิลันธิ์ เข้าสู่วงการจากการเข้าประกวด Pepsi Music Festival เมื่อปี พ.ศ. 2536 กับวงดนตรีชื่อ Mad Hot โดยร้องนำในแนว Death Metal เป็นที่สะดุดตาของกมล สุโกศล แคลปป์ ซึ่งชักชวนให้มาเข้าสังกัดเบเกอรี่มิวสิกในปี พ.ศ. 2538 ซึ่ง “ริค-วชิรปิลันธิ์” คือศิลปินเบอร์แรกของค่ายเบเกอรี่มิวสิค แต่ด้วยระยะเวลาในการทำงานที่แสนเนิ่นนานทำให้มีใครต่อใครมากมายออกผลงานก่อนเธอ (อัลบั้มเพลงไทยแห่งตำนานกับ ริค วชิรปิลันธิ์ : ปฐม)

นอกจากนี้ ยังมีผลงานร้องเพลงร่วมกับศิลปินหลายคน เช่น เพลง “กัด” “แหก” และ “เฉย” ร่วมกับโจอี้บอย เพลง “รามซิงค์เรดิโอ” ร่วมกับโยคีเพลย์บอย อัลบั้ม Vision ของ Pixyl

หลังจากหมดสัญญากับเบเกอรี ริคย้ายมาสังกัดหัวลำโพงริดดิม ได้ร่วมงานกับ นรเศรษฐ์ หมัดคง ในอัลบั้ม “สุนทราภรณ์อีเคลกติก” ซึ่งนำเพลงของสุนทราภรณ์มาเรียบเรียงใหม่แบบร่วมสมัย ร้องเพลง “ทะเยอทะยาน” ของ Day Tripper ทำเพลงประกอบโฆษณาและเพลงประกอบภาพยนตร์ “บุปผาราตรี” และ “วิญญาณโลกคนตาย” มีงานแสดงสดชื่อ “เหนืออาณาจักรแห่งสายเสียง” ในปี พ.ศ. 2549

ผลงานเพลงของ “ริค-วชิรปิลันธิ์”

    

ซ้าย-ขวา: ปฐม (2542) ราสมาลัย ภาค ๑ (Rasmalai Chapter 1) (2547) ราสมาลัย ภาค ๒ (Rasmalai Chapter 2) (2548) Trois (2549) และ Pandora (2551)

งานชุด “ปฐม” ของริคสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการไทยเป็นอันมาก แนวเพลงของเธออิงอยู่บนพื้นฐานของ World Music ที่นำเอาดนตรีพื้นบ้านเข้ามาผสมกับดนตรีทางฝั่งตะวันตก ในทุกๆ เพลงของเธอจะมีกลิ่นของความเอเชียโดยเฉพาะแถบดินแดนชมพูทวีป ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลองอันหลากหลาย Percussion กรุ๊งกริ๊งเป็นแบคกราวด์ เสียงปี่และขลุ่ยชวนพิศวง เสียงกีตาร์ประหลาดๆ แอมเบียนซ์เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์และพราหมณ์ฮินดู (ลองฟังดีๆ จะได้ยินคำว่า “นมัส ศิวายะ” (แต่จะออกเสียงว่า “นมัส ชิวายะ” เพราะ ศ. ศาลา ในภาษาฮินดีออกเสียงตัว sh) อยู่ในตอนท้ายเพลงแรก) ซ่อนอยู่แบคกราวด์เพลง เป็นต้น

ภาคดนตรีงานชุดนี้เป็นความอลังการงานสร้างมากๆ ยิ่งฟังยิ่งมีอะไรให้น่าค้นหา ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายมีพลังแฝงที่ซ่อนไว้ในติดตรึงใจ ส่วนใครชอบเพลงโหดๆ อัลบั้มนี้ก็มีนะครับ เพลงนิทานของคนโกรธแค้นและนางเศียรขาดนี่ เป็นเพลงสปีดเมทัลชัดๆ ซัดกันมันเต็มเหนี่ยว

นอกจากความเด่นของภาคดนตรีแล้ว จุดเด่นอีกอย่างที่กลายเป็นภาพตัวแทนของเธอเลยก็คือการร้องเพลงแบบ “ราค” ซึ่งมุ่งเน้นการรวบคำเพื่อเปร่งเสียงออกมาให้ได้อารมณ์ มากกว่าการมุ่งร้องให้ตรงคำตรงความหมาย ในทุกๆ เพลงเธอใช้การร้องแบบ “ราค” ทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง หากใครคิดจะอ่านเนื้อและร้องตาม (แต่เมื่อฟังบ่อยๆ ก็พบว่าไม่ยากที่จะร้องตาม) ผมมองว่าการร้องแบบนี้ช่วยสร้างจินตนาการดีครับ บางทีการรู้เนื้อมันก็จำกัดความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงพวกนี้ที่มีแพทเทิร์นแบบเพลงโปรเกรสซีฟ ซึ่งเน้นการปล่อยให้คนฟังได้จินตนาการตาม

เนื้อหาในอัลบั้มอิงอยู่บนพื้นฐานแนวคิดศาสนาฮินดูในสายนิกายที่ถือพระแม่อุมาเป็นเอก พระชายาของศิวเทพผู้เป็นใหญ่ในสามภพ โดยเธอแบ่งภาคตัวเองออกเป็นสามภาคในการเหล่าเรื่องคือ วชิรปิลันธิ์ ธุมา และจันกาลี ตามเนื้อที่ต้องการเล่า

หลายๆ เพลงเป็นการเทิดทูนบูชาแด่พระแม่ทุรคา ดั่งในเพลง “เทวี” หลายเพลงเป็นความคิดของเธอที่สะท้อนออกมา เช่น เพลงครวญ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องการชดใช้กรรมในช่วงชีวิตนี้ ไปจนถึงการปลดปล่อยความรุนแรง Thanatos ในจิตใจตามทฤษฎีฟรอยด์ในเพลง นิทานของโกรธแค้นและนางเศียรขาด (อัลบั้มเพลงไทยแห่งตำนานกับ ริค วชิรปิลันธิ์ : ปฐม)

ประโยคคำถามที่ว่า “ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นนักดนตรีชื่อดังมีแฟนเพลงขาจรนับแสน กับเป็นนักดนตรีที่ทำดนตรีตามแนวที่ตนศรัทธาแล้วมีแฟนพันธ์แท้หยิบมือเดียว คุณจะเลือกเป็นแบบใด” หลายศิลปินคงเลือกแบบแรกเพราะชื่อเสียงและเงินทองทยอยตามมาในเวลาไม่นาน แต่กลับหลายคนกลับเลือกเป็นแบบหลัง หนึ่งในนั้นคือ “ริค-วชิรปิลันธิ์”

ริคพูดอยู่เสมอไม่ว่าในบทสัมภาษณ์ตั้งแต่สมัยนิตยสาร GT ของนรเศรษฐ หมัดคง ยังวางขายอยู่ จวบถึงปัจจุบันกลางคอนเสิร์ตของเธอว่า “คนส่วนใหญ่รับรู้เธอแต่เฉพาะในเปลือก รู้แต่ว่าเธอร้องเพลงไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าเธอแปลกประหลาดกว่านักร้องหญิงคนอื่น รู้แต่ว่ากำแพงระหว่างเธอกับคนฟังที่ถูกสร้างขึ้นกว้างขวางใหญ่เหลือเกิน”

อัลบั้ม Trois งานล่าสุดของริค กระเทาะเปลือกความทรงจำจากภาพเดิมๆ ของคนฟังออก เพลงในชุดนี้ไม่มีการร้องแบบ “ราค” อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบเธอได้ เนื้อหาในเพลงล้วนคุ้นเคยเพราะนี้เป็นเพลงที่นำกลับมาขับร้องใหม่  6 เพลง (กับอีก 1 เวอร์ชั่น) ที่เธอนำมาขับร้องล้วนเป็นเพลงที่เคยผ่านหูมาแล้ว “ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน”  งานเก่าของวิยะดา “ความชัดเจนในคืนดาวดับ” จากทีโบน และ “ห่วงใย” จาก 12 ราศี งานระดับตำนานของวงตาวัน เป็นสามเพลงที่เธอบอกว่าเป็น “เพลงที่เดินทางมาเคียงข้างกาลเวลา” เพลงเหล่านี้มีคุณค่า ความงดงาม สมบูรณ์พร้อม

อีกสามเพลงล้วนเป็นวงดนตรีที่ร่วมร่างสร้างประวัติศาสตร์มากับ Bakery Music ไม่ว่าจะเป็น Pixyl วงดนตรีที่เธอบอกว่า “เราทั้งสองเป็นลูกเมียน้อย” (มีแฟนเบเกอรี่สักกี่คนที่เคยฟัง Pixyl) วงต่อมาคือ Silly Fool เมื่อครั้งทำ EP ร่วมกับ Stone Soul และวิเศษนิยม และสุดท้าย ได้แก่  Pause เธอกล่าวว่าวงดนตรีคือเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่เริ่มแรกเป็นวัยรุ่น เธอเลือกเพลง “ไม่ต้องทำอย่างนี้” ของ Pixyl “รอยยิ้ม” ของ Silly Fool และ “ที่ว่าง” ของ Pause มาขับร้องใหม่

เสียงที่เธอขับร้องออกมาทุกเพลงเต็มไปด้วยพลัง หลายๆ เพลงมีคีย์ที่สูงมาก อย่างเช่น “ไม่ต้องทำอย่างนี้” หรือ “ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน” แต่เธอกลับร้องได้อย่างไร้ปัญหาแถมยังเปี่ยมด้วยความรู้สึก หรือเพลงเร็วอย่าง “รอยยิ้ม” ทำเอาลืมเวอร์ชั่นที่ขับร้องโดย “โต ซิลลี่ฟูล” ไปเลย เสียงของริคร้องได้สะใจสมกับเป็นเพลงร๊อค (เธอเคยเป็นนักร้องเพลง Metal มาก่อน) ผมยังเคยคิดว่าถ้าซิลลี่ฟูลทำเพลงกับริคนี้คงดีไม่น้อย หรืองานใหม่ของโต feat. ริค ก็คงเป็นเพลงที่น่าฟังน่าติดตามทีเดียว

สำหรับทีมงาน นับแต่เธอย้ายค่ายจากเบเกอรี่มายังหัวลำโพงริดดิม ก็ได้ คุณกอล์ฟ นครินทร์ ธีรภินันท์ แห่งทีโบน และ คุณโหน่ง วิชญ์ วัฒนศัพท์ แห่ง The Photo Sticker Machine และทีโบนดูแลดนตรีมาโดยตลอด โดยงานชิ้นนี้ได้คุณโหน่งมานั่งแท่นโปรดิวซ์ให้ ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมีผลงานร่วมกันมาก่อนในเพลง “ยังเยาว์” เพลงขับร้องหนึ่งเดียวในอัลบั้ม Betwixt ของ The Photo Sticker Machine

โดยรวมแล้วนี้เป็นอัลบั้ม Cover ที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับปีนี้ ไม่มีเพลงไหนที่ทำออกมาใหม่แล้วพบกับคำว่าเสียของ (ซึ่งโดยจริตส่วนตัวผมรู้สึกเช่นนี้กับเพลง “แต่งงาน” ที่  The New Small Room เอามาทำใหม่) นานๆ ทีถึงจะมีอัลบั้มเพลงคัฟเวอร์ที่ทำออกมาได้เป็นตัวของตัวเองแต่ก็ยังคงเปี่ยมมนต์เสน่ห์ดั่งเดิมของเพลงเอาไว้ได้

ใครที่เป็นแฟนริคไม่ผิดหวังกับพลังเสียงของเธอและภาคดนตรีที่เรียบเรียงใหม่อย่างดีแน่นอนครับ ส่วนใครที่อยากเริ่มรู้จักเธอ ผมคิดว่านี้เป็นอัลบั้มที่เหมาะสมจะเริ่มต้น เพราะงานชุดนี้ไม่มีเพลงไหนเลยที่ฟังไม่รู้เรื่อง เธอร้องชัดถ้อยชัดคำ จนน่าชวนท้าดารานักร้องที่อ้างว่าตัวเองเป็นศิลปินในขณะนี้ว่าร้องให้ตรงคีย์แบบนี้ได้ไหม (โดยเฉพาะเหล่าบรรดาเด็กๆ ที่ประกวดกันบนเวทีต่างๆ) สุดท้ายอยู่ที่ตัวคุณเองครับว่าจะเปิดใจรับผลงานของเธอมากขนาดไหน ถ้าคุณพร้อมรับเพลงของเธอ ผมรับรองได้ว่ามีอะไรดีๆ มากมายซ่อนอยู่ให้ค้นหามากมายครับ (ริค วชิรปิลันธิ์ : Trois งานคัฟเวอร์เพลงเก่าที่ทำได้ดีเหลือเกิน)

“มนุษย์คือกล่องบรรจุความชั่วร้ายกาจชนิดหนึ่ง” ริค-วชิรปิลันธิ์เขียนในแผ่นปกผลงานชุดที่ 4 ของเธอไว้เช่นนั้น

Pandora งานชุดใหม่ออกกับสังกัดหัวลำโพงริดดิมเช่นเคย คำว่า “แพนดอรา” เป็นชื่อตัวละครหนึ่งในเทพนิยายกรีก ว่าด้วยนางแพนดอราผู้เป็นเจ้าของกล่องผนึกความชั่วร้าย พอนางเปิดกล่องอันเกิดจากความสงสัยอยากรู้ ความชั่วร้ายต่างๆ ได้บินออกมากัดกินมนุษย์ จนในที่สุดเทพเจ้าจึงบันดาลน้ำท่วมโลกเหลือเพียงมนุษย์คู่เดียวบนโลก

งานชุดนี้ริคได้หยิบยืมแนวคิดความชั่วร้ายนี้มาบรรเลงเป็นบทเพลงและเขียนเนื้อร้อง งานของเธอทุกชิ้นล้วนมี Concept กำหนดไว้สำหรับทิศทางและแนวทางของเนื้อเพลงในอัลบั้ม เช่นในเพลง “เมืองต้องทัณฑ์” เธอกล่าวถึงเมืองบาปเมืองหนึ่งที่จ้องทำลายเมืองอื่นๆ ส่งกองกำลังเข้าไปยึดฆ่าผู้คนในเมืองนั้นๆ คงไม่ต้องบอกว่าเมืองคนบาปแห่งนั้นคือเมืองไหน

สำหรับภาคดนตรี เธอกลับมาร้องสไตล์ “ราค” อีกครั้ง หลังจากเปลี่ยนแนวทางการร้องในอัลบั้มชุด Trois ดนตรีในชุดนี้ร๊อคกว่าชุดที่ผ่านมา มีกลิ่นอายความเป็น Gothic Rock ฟุ้งทั่วทั้งอัลบั้ม แต่ทว่าเป็นโกธิคร๊อคที่ผสานกับสำเนียงความเป็นเอเซียด้วยเสียงกลองต่างๆ ที่เธอเลือกนำมาใส่ในบทเพลง เพลงที่ร๊อคได้มันส์เหลือเกินในงานชุดนี้ก็คงต้องยกให้เพลง “อีเดน”

อัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วย “โศลกโลหิต” ริคครวญราวกับท่องมนต์คล้ายบอกเล่าเรื่องราวที่แสนทุกข์ระทม ก่อนเสียงกีตาร์และเสียงกรีดร้องจะปลุกผู้ฟังให้ตื่นขึ้นในเพลง “เมืองต้องทัณฑ์” เพลงร๊อคหนักแน่น เสียงกลองเด่นเป็นพระเอกผสานกับเสียงร้องของริคที่เกรี้ยวกราดเหมือนต้องการกร่นด่าความเลวของเมืองต้องทัณฑ์เมืองนั้น

“อีเดน” เป็นแทรคที่สอง เป็นเพลงร๊อคที่ท่อนฮุคติดหู แม้ว่าเพลงของเธอจะดูคล้ายฟังยากแต่แท้ที่จริงเธอเป็นผู้ที่มีเซนส์เพลงป๊อปอย่างฉกาจฉกรรจ์ แต่ละเพลงที่เธอเสนอออกมาล้วนสามารถติดหูได้ตั้งแต่ครั้งแรก และอีเดนก็ตอกย้ำความสามารถนี้ของเธออีกครั้ง

เพลงที่สามปรับระดับความร๊อคลงมาเป็นเพลงช้าได้แก่ “เงาบุหลัน” ริคโชว์พลังเสียงคร่ำครวญในท่อนฮุคแสนโหยหวนกับรักต้องสาป ได้อารมณ์ความทุกข์ทรมานอันแสนเดียวดาย จบเพลงนี้อารมณ์เพลงหวนกลับมามันส์อีกครั้งกับเพลง “เสี้ยม” เด่นที่เสียงกีตาร์กรีดร้องและคำรามในช่วงกลางเพลง ก่อนอารมณ์จะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงท้ายเพลง เป็นเพลงร๊อคที่หากฟังในความมืดคงหลอนกันไม่น้อย

เพลงที่ห้า ได้แก่ “จันทรชาติ” อินโทรขึ้นด้วยเสียงกีตาร์เท่ๆ เพลงนี้เป็นร๊อคจังหวะกลาง เสียงของริคผสานเป็นส่วนหนึ่งของเพลง มีโชว์ลีดกีตาร์ในช่วงท้ายพร้อมกับเสียงกระซิบคำพูดจากเธอ

ส่วนเพลงสุดท้ายในงานชุดนี้ก็มีบทเพลงที่ริคได้โชว์ความสามารถทางด้านพลังเสียงเหมือนเช่นที่เคยๆ ได้ฟังจาก “Automata” และ “คืนร้อยมาร” เพลงที่ว่านี้เป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ชื่อว่า “แสงแห่งความเศร้า” เธอครวญได้อย่างเศร้าสร้อยเหมือนดั่งชื่อเพลง ยิ่งอ่านเนื้อเพลงและลองตีความ ราวกับเห็นน้ำตาไหลซึมผ่านออกมาจากบทเพลง ที่สำคัญผลงานของเธอยังคงให้ปล่อยให้คนฟังได้ล่องลอยในจินตนาการเหมือนในทุกชุดที่ผ่านมา

ริคขึ้นแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มนี้ มีกัลยาณมิตรมากมายร่วมด้วยช่วยทำในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็น “อ้น วงมูน” กับเสียงกีตาร์ใน “เงาบุหลัน” และ “อีเดน” “เท็ดดี้” จากฟลัวร์ ในเพลง “เสี้ยม” หรือ “อั๋น วงมูน” และ “คิว วงฟลัวร์” ที่มาช่วยร้องคอรัสให้ (ริค วชิรปิลันธิ์ : Pandara มนุษย์คือกล่องบรรจุความชั่วร้ายกาจชนิดหนึ่ง)

ตัวตนและหนทางของ “ริค-วชิรปิลันธิ์”

“ริค-วชิรปิลันธิ์ โชคเจริญรัตน์” ผู้หญิงที่ใครๆ หลายคนมองว่าเธอคือเจ้าแม่กาลีเป็นผู้ทำลาย ไม่ใช่เพียงแค่งานเพลงที่เธอทำเท่านั้นที่ถูกวิจารณ์ว่าบ้าบอ หากแต่ตัวตนและการกระทำก็ถูกสังคมตัดสินว่าเพี้ยนด้วยเช่นกัน

ตัวตนและหนทางของ “ริค วชิรปิลันธ์” ต่อให้เอาเนื้อเพลงของผู้หญิงคนนี้มาออกกาง แต่เชื่อเถอะว่ายากยิ่งหลือเกินที่จะหา
ใครจะมาร้องเพลงของเธอได้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเรียกกันว่าเป็นการสวดกันซะมากกว่า

“ถ้าถามว่าเริ่มที่จะชอบเรื่องของศาสนาอะไรตอนไหนก็น่าจะประมาณ ป.5 – ป.6 คือ มันเริ่มจากที่ว่าตนเองเกิดราศีพิจิกเนี่ยก็อยากจะรู้ว่าตัวตนเองเป็นอย่างไร แล้วก็สงสัยว่าทำไมต้องมีธาตุต่างๆ ด้วย เช่นพิจิกเป็นธาตุน้ำแต่ทำไมไม่เห็นใจเย็นเลย ทำไมตัวเองเหมือนไฟ”
“ทำให้สงสัย ก็อยากจะรู้ จากนั้นก็เริ่มที่จะสนใจเรื่องดวงดาว พัฒนาไปเรื่อยๆ เพิ่มมากขึ้น เลื้อยไปอันอื่นมากขึ้นเหมือนเชือก เหมือนสิ่งเหล่านี้มันเชื่อมโยงกันเองจนไปถึงเรื่องของศาสนาก็อยากจะรู้ว่าศาสนาคริสต์คืออะไร ทำไมวงนูโวเขาถึงห้อยไม้กางเขน มันดีอย่างไร แล้วเพื่อนๆ บางคนก็ใส่ด้วยความเท่ห์ ซึ่งริคจะเป็นคนที่แบบว่าก่อนจะเท่ห์หรือจะหยิบอะไรมาใส่ก็ต้องรู้จักมันก่อนว่ามันคืออะไร ริคเป็นคนที่ไม่สามารถที่จะทำอะไรลงไปโดยที่เราไม่รู้จักได้ แบบว่าไม่รู้แต่ก็ทำอย่างนี้มันไม่ใช่นิสัยของเรา”

ย้อนกลับไปในอดีต จากที่เริ่มชอบการร้องเพลงแบบจริงๆ จังๆ ระหว่างที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำที่จังหวัดราชบุรี (ไปเรียนเพราะอยากรู้เรื่องศาสนาคริสต์)ต่อมาเจ้าตัวก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประกวดดนตรีในโครงการ “เป็ปซี่ มิวสิค เฟสติวัล” ก่อนจะได้รับการชักชวนจาก “สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์” จากค่ายเบเกอรี่มิวสิคให้เข้าร่วมในสังกัด

หลังจากนั้นอัลบั้มชุดที่ชื่อว่า “ปฐม” ของเธอก็ออกมาชนิดที่ทำเอาวงการเพลงต้องอึ้ง

ทั้งในเรื่องของปก เนื้อหาของเพลง ที่สำคัญด้วยการร้องราวกับการท่องคาถาหรือบทสวด บวกกับสิ่งที่เธอเป็นทั้งในเรื่องของการนับถือเจ้าแม่กาลี การแต่งตัวที่เหมือนกับแม่มด การสักตามร่างกาย การเจาะจมูก การสนใจหมกมุ่นในเรื่องของศาสนา เรื่องของโลก การค้นหาตัวตนภายใน ต่างๆ เหล่านี้ทำให้หลายคนพร้อมใจกันฟันธงว่าผู้หญิงคนนี้เพี้ยน

“ตอนนี้เป็นพุทธ แต่เป็นพุทธเหมือนมหายาน จริงๆ แล้วก็ยังนับถือฮินดูอยู่ด้วย แต่ริคว่า ริคก็นับถือพระพุทธเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นที่อยู่ตรงกลางก็น่าจะเป็นมหายาน ก็คือในวัชรญาณ เหมือนในเนปลเหมือนในธิเบตก็คือจะนับถือพระผู้เป็นเจ้าด้วย แล้วก็นับถือพระอวโลกิเตศวรด้วย”

“คือเพราะว่าจริงๆ ที่เข้าไปเพราะว่าส่วนใหญ่ริคจะเน้นถึงเรื่องของการใช้เสียง คือการกำเนิดพยางค์ ตัวอักษรเทวนาตีอย่างคำว่าโอมอย่างนี้ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงที่ริคร้อง การสวดมนต์ด้วย อย่างเวลาพระทิเบตมาเมืองไทยก็จะได้รับจากตรงนั้น ริคสนใจในพยางค์ ในเรื่องของเสียงซึ่งในตรงนั้นก็มีวิธีของคนที่ใช้เสียงได้ด้วยเหมือนกัน คือเหมือนกับใช้เสียง จนวันนึงเสียงนั้นจะไม่มี กลายเป็นความเงียบสงบ สุดท้ายก็กลายเป็นไร้รูป”

ว่างเว้นจากงานเพลงชุดแรกมานานกว่า 7 ปี ล่าสุดในตอนนี้นักร้องสาวคนนี้ก็มีงานใหม่ออกมาแล้วในชื่อ “ราสมาลัย” ที่จะแบ่งออกเป็นสองภาค คือ “Dark” และ “Light” ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับบทสวดแต่อย่างไร ทว่าหลายคนก็ยังรู้สึกว่าฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

“ชุดแรกริคอยากทำให้คนศรัทธากอ่น แต่พอมาชุดนี้ริคก็อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองจะทำไม่เกี่ยวข้องกับตรงนั้น เหมือนกับแบบจบไปแล้ว นี่คือเริ่มต้นใหม่ ชุดนี้มันเป็นการสื่อเรื่องออารมณ์มากกว่าที่จะใช้ในการสวดมนต์อันที่แล้วก็ไม่เล่นแล้ว”

“ริคอยากให้คนฟังเพลงริคที่เมโลดี้ที่ไม่เกี่ยวกับนื้อเพลง ก็คือฟังวิธีที่ริคใช้เสียง ใช้อารมณ์ มาฟังเรื่องอารมณ์ในการสื่อมากกว่าที่จะฟังเนื้อหา เพราะเนื้อหามันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของริคอยู่แล้ว”

“เพลงของริค ริคอยากให้ทุกคนใช้หัวใจฟัง เพราะว่าริคใช้ในหัวใจในการร้อง คือริคเปิดให้ลูกริคฟัง ก็ฟังได้ เปิดให้นักเรียนโรงเรียนอนุบาลก็ฟังแล้วก็เต้นได้ หมายความว่าไงก็หมายความว่าต้องไม่มีอคติ แสดงว่าเด็กยังไม่มีการรู้จักอคติ แต่ทีนี้พอโตขึ้นมาคนเราจะมีอคติคติ พอมองเห็นจะไม่ชอบแล้ว พอฟังไม่รู้เรื่องก็อคติแล้วไม่ฟังเมโลดี้แล้ว ไม่ฟังวิธีการร้องแล้ว ไม่มองว่าเป็นนักร้องแล้วจะมองว่าเป็นอะไรที่ประหลาด เพี้ยนหรือบ้าก็แล้วแต่เขา…”

เวลาถูกคนมองว่าเพี้ยน?

“นั่นปัญหาทางสมองคนอื่น ริคก็ไปห้ามคนอื่นคิดว่าริคเพี้ยนไม่ได้ แต่นั่นมันคือการที่เขาแค่มอง เขาไม่เคยคุยกับริคไงคะ ขนาดคนที่รู้จัก พ่อแม่พี่น้องในบางมุมเขายังไม่รู้จักเราเลย เพราะฉะนั้นริครู้สึกว่าริคไม่เอาเรื่องนี้มาให้รกสมอง เพราะริคคิดไปแล้วริคไม่รู้ว่าจะได้อะไรขึ้นมา เพื่ออะไร เพื่อรู้สึกว่าเราเท่ห์หรือ”

“ริคคิดว่าตอนนี้ริคเจอหนทางที่ริคพอใจคือเรื่องของการใช้เสียง แต่ไม่ได้แบบว่าริคตรัสรู้ ริคไม่ได้แปลว่าริคสิ้นสุดแล้วในชาตินี้ไม่ได้หมายความว่างั้น ริคยังคงต้องดำเนินต่อไปเพราะว่าริครู้สึกว่ามันยังมีอะไรมากมายที่ริคอยากจะเรียนรู้ จากสิ่งที่ต้องการอีกมากมายแต่นี่เป็นสิ่งนึงที่มันเป็นตัวริค อย่างอื่นริคก็ยังเป็นแม่คน ริคก็ยังไปอัดเพลงโฆษณาเพื่อที่จะทำมาหากิน คืออย่าได้มองว่าริคต้องเพี้ยนขนาดไม่ทำอะไร”

หลายคนนึกภาพไม่ค่อยออกมาว่า “ริค วชิรปิลันธ์” จะเป็นแม่คนแบบไหน?

“แม่ของริคไม่ได้แปลว่าต้องเสียสละแบบว่าทุกอย่างในความเป็นตัวเองทิ้งไปให้เขาหมดนะ เพราะว่าริคถือว่าริคมีหน้าที่เป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงดูเขาก็คือส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าลูกจะต้องมาทำให้ริคอดทำในบางอย่างที่ริคเป็นตัวเอง”

“เพราะฉะนั้นลูกก็ต้องให้เกียรติริคในสิ่งที่ริคเป็น เช่น จะมาสั่งเหมือนกับว่าริคมีลูกต้องอดเล่นดนตรีทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ได้เลย ไม่มีสิทธิ์ เพราะว่าคุณกับชั้นวันนึงมาเจอกัน แล้ววันนึงก็ต้องจาก ชั้นก็มีหน้าที่ส่งให้คุณเติบโตขึ้น แต่คุณก็ต้องใช้ชีวิตของคุณ เป็นตัวของคุณแล้วก็สามารถดำเนินชีวิตของตัวเองได้โดยที่วันหนึ่งชั้นเป็นแค่คนอื่นไป แล้วก็ดูแลคุณไปตลอดชีวิตไม่ได้”

ทำไมถึงทำเพลงแบบธรรมดาไม่ได้?

“ร้องแบบธรรมดาก็ร้องได้ เพียงแต่ริครู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องให้คนรู้ก็ได้เพราะว่ามันง่าย มันไม่ท้าทาย แต่แบบนี้ริคสนุกกับการใช้เสียงของริคมากกว่า”

“คนฟังไม่เยอะบั่นทอนมั้ย มันไม่ถึงกับใช้คำนี้ มันเหมือนกับว่าเออ คนมันไม่ฟังว่ะ มันไม่เก็ตว่ะ ก็จะมาคิดแค่นี้ แต่ไม่เสียใจอะไร เพราะมันก็จริง เนื่องจากมันมีเหตุผลปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างที่มันไม่ใช่ความผิดเรา มันไม่ใช่ความผิดของคนฟังมันก็แค่รสนิยมที่มันไม่ตรงกันเท่านั้นเอง”

พูดถึงวงการเพลงบ้านเราหน่อย?

“พูดรวมทั้งหมดก็คือมันเป็นเรื่องของธุรกิจ คือถ้าภาพไม่ออกมาก่อนก็คนก็จะไม่จดจำมันไม่ได้เพราะว่าเสียมันก็คล้ายกันหมด มันจะต่างกันไม่มากนิดๆ หน่อยๆ”

“มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งริครู้ว่าที่เขาพูดเขาคงไม่ได้คิดแบบว่าไม่ดีหรือว่าอะไรหรอก คือท่านบอกริคว่า ริคน่าจะทำอะไรที่มันเป็นแบบว่าเปลือกๆ บ้าง แค่แบบว่าผิวเผินก็พอ เพราะว่าบ้านเราไม่มีใครเข้าใจถึงสปริตที่ริคทำ ไม่เข้าใจว่าทำไมริคถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมคนเราถึงไม่ยอมที่จะลองฟังดนตรีที่แตกต่างบ้าง ไม่ต้องอยู่แบบเดิมๆ ความรู้สึกแบบเก่าๆ คือสิ่งที่ริคทำมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับที่นี่”

“แต่ริคก็บอกว่า ชุดต่อไปหนูอาจจะอีกแบบนึงก็ได้ แต่ตอนนี้หนูพอใจกับที่มันเป็นแบบนี้ แล้วหนูก็รู้สึกว่าหนูได้เจอสิ่งที่หนูเป็น หนูภูมิใจกับมันมาก เคยมีน้องบางคนมาบอกว่าชอบริคมาก ก็มาบอกว่าหนูอยากจะมาเป็นนักร้องมาก แต่หนูไม่มีลุกน่ะค่ะ”

“อือ มันเป็นเรื่องที่แปลกมากนะ คิดดูสิขาอยากเป็นนักร้องแต่เขาห่วงเรื่องภาพ เขาไม่ได้บอกว่าหนูจะทำอย่างไรจะร้องได้ดี หนูควรจะทำอย่างไรกับเสียงหนู หนูควรจะรู้จักเสียงและความเป็นตัวเองในเสียงของหนูได้อย่างไร เขาไม่พูดเลย”

คิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษมั้ย?

“ไม่คิดเลย ริคคิดว่าทุกคนมีหมดแต่ช่วยไม่ได้ถ้ายังต้องอยู่ในสังคมลักษณะแบบนี้ ถ้ายังอยู่ในระบบของทุนยิยมหรือว่าอะไรอย่างนี้ก็ไม่มีใครเจอพลังวิเศษอะไรหรอก”

“จริงริคว่ามันก็มีทุกคนเรานั่นแต่เราลืมมันไป ก็คือความสมถะ คือไอ้พลังพิเศษก็คือความสมถะ ที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แบบพอเพียงนั่นแหละคือพลังวิเศษ พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น พัฒนาในสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตในวันต่อไปๆ ได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานแต่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งอารมณ์และความรู้สึก”

เอกสารอ้างอิง :

01. https://th.wikipedia.org/wiki/ริค_วชิรปิลันธิ์
02. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=marie&month=01-2009&date=21&group=7&gblog=12
03. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=djdonk-mc43&month=01-2007&date=26&group=3&gblog=4
04. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=djdonk-mc43&month=11-2006&date=21&group=3&gblog=36
05. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=djdonk-mc43&month=03-2008&date=24&group=3&gblog=104
06. http://board.dserver.org/p/pinkp/00000091.html
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s