วงตาวัน: ฟ้า … ฟ้าบนฟ้าคงมีแต่ดาวให้เรานั่งมอง

… ฟ้า ฟ้าบนฟ้าคงมีแต่ดาวให้เรานั่งมอง … ฟ้า ฟ้าดูหมองมีเมฆกลมๆ ลอยอยู่เป็นร้อย … เหมือน เหมือนคนเหงาที่คอยแต่ดาวเฝ้าแต่นั่งมอง มองจนลับลอยไปกับตา … เหมือนดังกับเธอ …

เพลงนี้เป็นเพลงนึงที่ผมชอบมาก ทุกวันนี้ก็ยังเปิดฟังอยู่เรื่อยๆ ฟังทีไรก็เพราะทุกที และเป็นเพลงที่ผมหัดแกะมาตั้งแต่สมัยเริ่มจับกีต้าร์ จนตอนนี้ผมก็ยังแกะกีต้าร์เพลงนี้ได้ไม่หมด  เอิ๊ก

วงตาวันเป็นวงดนตรีไทย วงนึงที่เป็นวงโปรดของผม ผลงานเพลงของวงนี้จริงๆ แล้วสมัยที่วงกะลังมีชื่อเสียง ผมยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย (ประมาณชั้นประถม) และเพลง “ดูดาว” ก็เป็นเพลงนึงที่ได้ยิน-ได้ฟังมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก บอกตามตรงตามประสาวัยเด็ก ผมฟังแล้วก็ชอบนะ แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร พอวงนี้ออกอัลบั้ม 12 ราศี พี่ก็ซื้อเทปมา ผมก็มีโอกาสได้ฟังเพลงของวงนี้อีก สมัยนั้นไม่ชอบเลยนิด เพลงอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่เพลงนึงในอัลบั้ม 12 ราศี ที่ติดหูมาจนปัจจุบันก็คือเพลง “ห่วงใย” ที่ทุกวันนี้ก็ยังเปิดฟังอยู่เหมือนเดิม

พอเริ่มโตขึ้นมา (สมัยเรียนมหาวิทยาลัย) ก็มีโอกาสได้ฟังเพลงของวงนี้อีกครั้ง แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง วงนี้กลายเป็นอีกวงดนตรีวงหนึ่งที่ผมชอบ และเปิดฟังอยู่เรื่อยๆ ส่วนตัวแล้วเพลงที่ผมชอบฟังก็จะมี “ดูดาว” (อันนี้แน่นอน) “ใจหิน” “กาม” “มีเธอ” “ไม่ห่างใจเธอ” “รักเกินใจ” “ห่วงใย” “Sweetness” “บริสุทธิ์” และ “นางไม้” ครับ

วงตาวันมักเรียกตัวเองว่า “ขบถ” เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ทนไม่ได้กับความไม่เป็นธรรมจากเถ้าแก่ หรือนายหน้าบริษัทเทป ที่ให้ส่วนแบ่งการออกอัลบั้มตามความพอใจ ทำให้พวกเขาต้องการนำเสนองานโดยมีลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง และสมาชิกแต่ละคนจะได้ส่วนแบ่งในการผลิตเพลงที่เป็นธรรมที่สุด

ชื่อ “วงตาวัน” ตั้งโดยคุณสันติ เศวตวิมล หรือ “กรวิก” นักแต่งเพลงอาวุโสที่ทางวงเคารพนับถือ มีความหมายว่า “โค้งตะวัน” “วง” ในที่นี้ หมายถึง “วงโค้ง” (ไม่ใช่วงดนตรี) “ตาวัน” เขียนแบบโบราณ หมายถึง “ดวงตาของวัน” ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์นั่นเอง มีไม่กี่คนที่รู้ความหมายนี้และส่วนใหญ่เข้าใจกันผิดมาโดยตลอดว่า เป็นวงดนตรี ชื่อ “ตาวัน”

หลังจากที่วงแมคอินทอชได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงในยุคนั้น ด้วยอัลบั้มที่ออกอย่างต่อเนื่องและมีคอนเสิร์ตยาวเหยียดภายใต้บริษัทนิธิทัศน์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ความเริ่มต้องการแสวงหาเสรีภาพทางด้านดนตรีให้กับตัวเอง และสมาชิกหลายคนเริ่มแยกย้ายไปตามความฝันและหน้าที่การงานของตัวเอง ปรากฏการณ์ที่เป็นจุดหักเหสำคัญในยุคนั้นคือกระแสของเพลงจากตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในสังคมไทย ทั้งเพลงสากลและเพลงไทยหลายเพลงที่เอาทำนองสากลจากต่างประเทศมาแต่งใส่เนื้อไทย รวมทั้งเพลงที่เกิดจากมันสมองของศิลปินในยุคนั้นถูกซื้อขาดจากนายทุนในราคาที่ค่อนข้างต่ำ แม้ว่ายอดขายเทปจะมีมากแต่ผลตอบแทนที่ได้กลับต่ำกว่ากำลังกาย ฝีมือและกำลังสมองที่ลงทุนไปกับการทำเพลงและอัลบั้ม ในขณะที่เจ้าของค่ายเพลง บริษัทเทปกลับร่ำรวย

แม้ว่าจะมีการรวมกันต่อต้านเรียกร้องสิทธิ ในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานของตัวเอง และความชอบธรรมในส่วนแบ่งจากยอดขาย ก็จะถูกมองว่าเป็น ขบถในวงการเพลง ในจำนวนนี้ก็มีศิลปินในวงแมคอินทอช จำนวน 3 คน ที่ออกมาแสวงหาแนวทางในเส้นทางดนตรีของพวกเขา แม้ว่าในช่วงเวลาแรกพวกเขาจะเป็นนักดนตรีไร้สังกัด ไร้ค่ายและเล่นดนตรีตามห้องอาหารเพื่อไล่ตามความฝันและความชอบในด้านดนตรีของพวกเขา สมาชิก 3 คน ประกอบด้วย วงศกร รัศมิทัต (ต้น) สุเมศ นาคสวัสดิ์ (นิด) กิตติพันธ์ ปุณกะบุตร (หมู) มุรธา รัตนสัมพันธ์ (ปริ๊นส์) และอีกสองคน คือ พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ปุ้ม) และชัยวัฒน์ จุฬาพันธุ์ (ขุน)

สมาชิกทั้ง 5 คน ของวงตาวัน เล่นดนตรีกลางคืนกันที่โรงแรมเอเชีย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น สมาชิกในวงเริ่มไม่มั่นใจกับอนาคตของตัวเองที่กำลังจะตกงาน พร้อมๆ กับความตั้งใจของพวกเขาที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิต จากการเป็นนักดนตรีกลางคืนในสังคมที่วุ่นวายมาสู่การเป็นทีมผลิตดนตรีมืออาชีพและรับจ้างในห้องบันทึกเสียง ในเชิงการผลิตเพลงโฆษณา เพลงประกอบภาพยนตร์และงานอัลบั้มของศิลปินต่างๆ มากมาย “วงตาวัน” ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มนั้นด้วย คือ “บัตเตอร์ฟลาย” กลุ่มดนตรีหัวก้าวหน้ากลุ่มแรกๆ ของเมืองไทยที่มีรุ่นพี่ๆ เป็นหัวเรือคอยนำทาง อย่าง จิรพันธ์ อังศวานนท์, สุรสีห์ อิทธิกุล, ธนวัฒน์ สืบสุวรรณ, กฤษ โชคทิพย์พัฒนา

ณ โรงแรมเอเชีย เพลงหลายเพลงของพวกเขาเกิดขึ้นจากประสบการณ์การเล่นดนตรีและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น บนโต๊ะอาหารและบนเวที เช่น เพลงหุ่นกระบอก ที่เพลงร้องว่า “ดึงเชือกสิ แล้วฉันจะยิ้มให้คุณ ดึงเชือกสิ ฉันจะร้องเพลงให้ฟัง ดึงอีกครั้งฉันอาจร้องไห้ แต่ไม่เป็นไร หากถูกใจของคุณ ดึงเชือกสิ ฉันอาจยิ้มให้อีกครั้ง แต่อย่าเพิ่งหวัง ครั้งนี้ฉันอาจร้องไห้ เพราะเชือกอาจขาด ฉันอาจหลุดลอยไป ไปทั้งที่ใจ ไม่อยากจะจากคุณเลย คุณคงเห็นฉันไม่มีหัวใจ ทำฉันอย่างไรได้เหมือนหุ่น ให้สุขให้ทุกข์แล้วแต่ใจคุณ ฉันเป็นเพียงหุ่นให้คุณเชิดตามใจ” หรือเพลงสมาคมว่างงานที่ร้องว่า “เรียนจบมานาน ยังตกงานอยู่ มีปริญญาโก้หรู ความรู้ไม่อายใคร เดินเที่ยวเดินหางานทำ ตั้งแต่เช้ายังเที่ยงบ่าย เรียนมาเกือบตายพอจบทำไมไร้งานทำ โธ่เรียนจบมานานแล้ว ตกงานเหมือนกันวะ ได้เกียรตินิยมด้วยนะ แล้วเป็นไง เคยมีคนบอกกันว่าถ้าขยันจะสบาย ขยันแทบตายยังไร้งาน…”

โดยพวกเขาได้พัฒนางานเพลงที่ห้องอัดของต้น วงศกร รัศมิทัต พวกเขาเขียนเพลง เพื่อสะท้อนเรื่องราวของสังคมและสภาวะปัญหาของพวกเขาเอง รวมทั้งเขียนเพลงให้กำลังใจตัวเอง เช่น เพลงเสียงกระซิบจากสายฝน และเพลงสู่แสงตะวัน อัลบั้มหุ่นกระบอก จึงก่อร่างตัวเองขึ้นมาจากห้องอัดบัตเตอร์ฟลาย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พบวกเขาเรียนรู้ความสุขจากการทำงานเพลง จากเพื่อนร่วมชะตากรรมและเพื่อนที่มีความคิดเหมือนกัน ที่ต้องการเห็นวงการเพลงพัฒนาไปอย่างก้าวไกล

ผลงานเพลงของ “วงตาวัน”

     

ซ้าย-ขวา : 01. หุ่นกระบอก (2528)  02. ม็อบ (2535)  03. 12 ราศี (2536)  04. The Promises (2539)  05. Autography (2537)  06. วงตาวัน (Live)

งานชุดแรกที่ออกในนาม “วงตาวัน” ชื่อชุด หุ่นกระบอก (2527) เป็นอัลบั้มที่พี่ๆ บัตเตอร์ฟลายมีส่วนอย่างมากในการผลิตงาน นับเป็นช่วงเวลาของการค้นหาตัวตน และจุดยืนไปพร้อมๆ กับวง ในส่วนการรับรู้ของผู้ฟังอาจไม่ค่อยได้รับแรงกระเพื่อมมากมายนัก แต่นั่นก็เพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและทำให้เกิดประกายไฟในการผลิตงานในอัลบั้มต่อมา

บริษัท Orange Music group เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักดนตรีซึ่งวงตาวันคือหัวเรื่อง และมีน้องๆ รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเป็นแนวร่วม รับผลิตงานดนตรีต่างๆ

17-20 พฤษภาคม 2535 เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชน หลังการยึดอำนาจของ รสช. ในปีก่อนหน้า และมีการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำ รสช. จึงเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจและแสดงออกทางการเมือง นั่นคือที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาของการทำงานในอัลบั้มชุดนี้พอดี ทำให้ความคิดความอ่านหลายอย่างถูกบันทึกและนำเสนอในอัลบั้ม “ม็อบ” อย่างจัง ซึ่งแม้ทางวงจะปฏิเสธกับสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตามต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญในการนำเสนอแนวความคิดนี้สู่สังคมเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหนุ่มสาวเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาได้ในระดับหนึ่ง

ผ่านไปถึง 8 ปี อัลบั้มชุดที่สองในนามของวงจึงเสร็จสมบูรณ์

สำหรับ อัลบั้ม “ม็อบ” ปี 2535 นอกจากเนื้อเพลงที่จริงจังในเชิงสังคม ความคิดที่คมคาย และบางครั้งแอบขี้เล่น คละเคล้ากัน ในเชิงดนตรีที่นำเสนอนั้นน่าสนใจดีเดียว ส่วนในแง่การประชาสัมพันธ์ผลงาน และการจัดจำหน่ายก็ถูกตั้งเป้าหมายในเชิงวิชาชีพที่ถูกต้องและเป็นสากล ในเรื่องลิขสิทธิ์ของผลงานอีกด้วย แตกต่างจากการเป็นศิลปินสำเร็จรูปที่มีทุกอย่างรอปูทางไว้ทั้งหมดแล้ว เพระเขาเชื่อว่าความเป็นธรรมในสังคมคือการต่อสู้และยืนหยัด (เพลงไทยที่ต้องฟังก่อนตาย โดย… โชคชัย เจี่ยเจริญ)

ถัดมาในปี 2536 ทางวงได้ออกผลงานชิ้นที่ 3 ก็คือ อัลบั้ม 12 ราศี ในอัลบั้ม 12 ราศีนั้น ประกอบไปด้วย 12 บทเพลงที่เป็นตัวแทนบุคลิกของคนใน 12 กลุ่มดาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ทางวงได้ออกอัลบั้มรวมเพลงตั้งแต่อัลบั้มที่ 1-3 ออกมาหนึ่งอัลบั้ม คืออัลบั้ม  Autography และอีกสองปีต่อมาทางวงได้ออกอัลบั้มชิ้นสุดท้ายของวง คือ อัลบั้ม The Promise

อัลบั้มสุดท้ายของตาวัน นักฟังขนานแท้ยิ่งพลาดไม่ได้ เพราะอัลบั้มนี้เป็นความฝันอย่างหนึ่งที่วงตาวันวาดไว้ คือการสร้างเพลงออกสู่ตลาดโลก นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เพลงในอัลบั้มสั่งลาเพื่อ “ยุบวง” จึงต้องเป็นเพลงภาษาอังกฤษล้วนๆ ยกเว้น 2 เพลงสุดท้ายที่จงใจทำเป็นไทยเวอร์ชั่น ความสำเร็จหรือล้มเหลวของอัลบั้มสุดท้าย จึงไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกแต่ละคนในวงเป็นกังวล แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการสร้างงานอย่างอิสระ ไร้การครอบงำของการตลาด

The Promise เป็นโอเปราร็อก ในลักษณะของ Concept Album ที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีเพื่อนฝูงในวงการมาเป็นธุระให้หลายๆ เรื่อง ช่วยกันเติมความฝันให้วงตาวันยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานชิ้นสุดท้ายของวง โดยเฉพาะ ท็อด ทองดี (Tod Lavelle) หอกเขียนเพลงภาษาอังกฤษให้ ส่วนนักดนตรีสนับสนุนรายชื่อยาวเหยียดเต็มหน้า จาระไนกันไม่หมด

ใครที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งท้อถอย แม้จะไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง ค่อยๆ แปลค่อยๆ ทำความเข้าใจ อ่านไกด์ไลน์เนื้อหาที่เป็นภาษาไทยแล้วค่อยซึมซับเอา

แต่ขอบอกว่าต้องฟังต่อเนื่องทุกเพลง ห้ามพลาดตอนใดตอนหนึ่ง มิเช่นนั้นเรื่องราวของ The Promise จะขาดตอน ตั้งแต่แทร็คแรกยันแทร็คสุดท้าย เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ได้ แม้ให้คนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษฟังอัลบั้มนี้ แค่ฟังงานดนตรีเพียงอย่างเดียวก็ยังรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่แห่งเรื่องราว เหมือนนั่งหลับตาอยู่ในโรงละครโอเปรา

โดยบทเพลงเล่าเรืองราวของจินตนาการของคนไข้ชายชื่อ Promise ในโรงพยาบาลจิตเวชตั้งแต่เริ่มต้นกำเนิดจนแตกดับ … Promise มีหลายบุคลิกภาพในตัวเองได้ยินเสียงประหลาดเหมือนมีคนพูดอยู่ในหูตัวเอง และมีความรักกับแมลงสาบ ชื่อ Roachelle (มาจากคำว่า Cockroach ผสมกับชื่อผู้หญิง Rachelle ) วันหนึ่งโรเชลถูกเพื่อนของ Promise ที่เกลียดแมลงสาบเหยียบตาย Promise ผิดหวังที่ความรักบริสุทธิ์ของตัวต้องจากไป เกิดความโกรธ ทำให้บุคลิกภาพด้านมืดของตัวเอง ชื่อ The Intruder ออกมาอาละวาด Promise ได้รับการช่วยเหลือจากคนรักเก่า ชื่อ Dizzy เพื่อนำชีวิตของเขากลับคืนมา

เนื้อหาในอัลบั้มส่วนหนึ่ง กล่าวถึงคนไข้จากโรงพยาบาลบ้า ชื่อ Jamsai Gang (มาจากชื่อล้อเลียน คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ภริยานายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ที่พลัดหลงเข้าไปในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อ พ.ศ. 2537 และเกิดความโกลาหลอลหม่าน ภายในศูนย์การค้านั้น

นายแพทย์ที่รักษา Promise มีชื่อว่า “หมอนกเขา” ล้อเลียนเหตุการณ์อื้อฉาว เกี่ยวกับจิตแพทย์ชื่อดังกับคนไข้ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

The Promise เป็นงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่ในเรื่องราว ราวกับการนั่งฟังบทเพลงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในโรงโอเปร่าที่เรากำลังติดตามเรืองราวของชายคนหนึ่งอย่างน่าสนใจ (The PROmISE … Opera Rock สะท้อนสังคม การเมืองไทย by Tawan)

แทร็คที่ 11 ที่ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ร้องเป็นไทยในเพลง SWANSONG ไพเราะและสวยงามด้วยความหมายของเพลง ตามต่อด้วยแทร็ค 12 ปิดท้าย LOVE CALLING (Thai Version) ร้องคู่กับ พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ได้เยี่ยม ปิดฉากความรักอย่างเหมาะเจาะ

เอกสารอ้างอิง :

01. https://www.facebook.com/pages/วงตาวัน
02. http://www.komchadluek.net/detail/20111220/118105/วงตาวันอัลบั้มม็อบ (พ.ศ. 2535)
03. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=07-2008&date=28&group=17&gblog=25
04. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=418586
05. http://nattawutsingh.blogspot.com/2011/10/3-3-5-2.html
06. http://www.guitarsiam.com/webboard/index.php?topic=11614.0
07. http://www.cd2hand.com/index.php?topgroupid=1&subgroupid=31&groupid=10
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s