Haunted Dolls: ตำนานตุ๊กตาผีรอบโลก

การที่คนเราสร้างตุ๊กตาขึ้นมาก็มีหลายเหตุผล เช่น ทำพิธีกรรม เป็นตัวแทนมิตรภาพยามเหงาของเด็กๆ แต่ในบางครั้งตุ๊กตาเหล่านี้ก็ผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความชั่วร้ายมาเข้าอยู่อาศัย บทความนี้เราจะลองมาพูดถึงตุ๊กตาต้องคำสาบและคอยสร้างเหตุการณ์ความหลอกหลอนให้แก่ผู้คนรอบข้าง

ROBERT THE DOLL

น้อยคนที่จะรู้จักตำนานผีตนนี้ ซึ่งก็มีเรื่องราวความเป็นมาอยู่จริง เมื่อ “โรเบิร์ต ยูจีน ออโต้” (Robert Eugene Otto) เกิดเมื่อปี 25 ตุลาคม ค.ศ. 1900 ในรัฐฟลอลิดา ได้รับตุ๊กตาตัวหนึ่งเป็นของขวัญจากพ่อ-แม่ของเขาตอน 6 ขวบ ซึ่งเขาก็ตั้งชื่อเดียวกับเขาว่า “โรเบิร์ต” เช่นกัน ในช่วงเวลาของทุกวันเขาจะใช้เวลาอยู่กับตุ๊กตาของเขา พูดคุยกับมันเหมือนกับว่ามันมีชีวิตอยู่จริงๆ ซึ่งยามเวลาที่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในบ้าน เด็กชายยูจีนมักจะบอกว่า “ไม่ใช่ผม แต่เป็นตุ๊กตาโรเบิร์ตต่างหากที่เป็นคนทำ !”

ต่อมา “ยูจีน” เติบโตและกลายเป็นจิตกรที่มีชื่อเสียง โดยผลงานของเขาจะเป็นภาพวาดเขียนซะส่วนใหญ่ ซึ่ง “ยูจีน” จะใช้เวลาทำงานในห้องใต้หลังคา โดยที่มี “ตุ๊กตาโรเบิร์ต” อยู่เคียงข้างด้วย หลังจากที่ “ยูจีน” ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเธอได้พบกับตุ๊กตาก็เกิดอาการขนหัวลุกเพราะพลังอำนาจบางอย่าง เธอจึงนำมันไปเก็บในห้องเก็บของ ไม่นาน “ยูจีน” ได้บอกกับภรรยาว่า “โรเบิร์ต” เข้าฝันมาบอกเขา ซึ่งตุ๊กตาบอกกับเขาว่ามันรู้สึกโกรธแค้นเธอมากที่ถูกเธอนำไปเก็บในที่มืดและมันต้องการอยู่ในห้องเหมือนคนอื่นที่มีหน้าต่าง ด้วยความกลัวภรรยาของเขาจึงยินยอมให้มันอยู่ในห้องใต้หลังคาเหมือนเดิม

ซึ่งเมื่อมีผู้คนผ่านไปมาและมองขึ้นไปบนชั้น 3 ในห้องใต้หลังคา จะมองเห็น “โรเบิร์ต” ที่เดินผ่านหน้าต่าง ขณะเดียวกัน “ยูจีน” เองก็เริ่มมีอาการคล้ายคนบ้า ทุบตีข้าวของและกรีดร้องเหมือนเป็นคนละคน โดยภรรยาต้องพยายามสงบสติอารมณ์ “ยูจีน” ที่ถูกผีสิง เมื่อเขาได้สติ เขาก็บอกว่า “ผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมรู้แต่ว่า… “โรเบิร์ต” เป็นคนทำ…” นอกเหนือจากคนในบ้าน ผู้มาเยือนที่บ้านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามักมีเสียงหัวเราะเหมือนกับเด็กที่ห้องใต้หลังคา

“ยูจีน” ล้มป่วยและอาการทรุดลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1974 โดยที่ “ตุ๊กตาโรเบิร์ต” ยังคงอยู่เคียงข้างเขา เวลาต่อมาผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ก็เจอเหตุการณ์ที่ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ จนในที่สุดพวกเขาต้องยก “ตุ๊กตาโรเบิร์ต” ไปที่ “พิพิธภัณฑ์อีส มาร์เทลโล” (East Martello Museum) ซึ่งจนทุกวันนี้ คุณก็สามารถไปเยี่ยมตุ๊กตาผีตนนี้ได้ เหล่าหมอผีได้บอกเล่าว่า วิญญาณของ “โรเบิร์ต” กำลังจางหายไปช้าๆ ทั้งนี้เส้นผมของมันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนกับคนที่กำลังแก่ลงไป

ส่วน “บ้านดิ อาร์ทติส เฮาส์” (The Artist House) ที่ “คีย์ เวส เฮาส์” (Key West House) ที่เคยเป็นที่อยู่ของ “ยูจีน” และ “ตุ๊กตาผีโรเบิร์ต” ปัจจุบันกลายเป็นที่พักเกสเฮาส์สำหรับแขกที่ใจกล้าพอที่จะลองของ

ANNABELLE DOLL

ในเมืองที่สงบเงียบที่มีชื่อว่า “มอลโรลล์” (Monroe) รัฐคอนเน็คติกัล (Connecticut) มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งชื่อ “วอเรน ออคคอล มิวเซียม” (Warren Occult Museum) เป็นสถานที่เก็บสิ่งของที่ต้องอาถรรพ์และสยองขวัญมากมาย แต่มีสิ่งเดียวที่ทรงพลังในการฆ่าที่สุดเห็นจะไม่พ้น “ตุ๊กตาผีอนาเบลล์”

ปี ค.ศ. 1970 หญิงสาวนามว่า “ดอนน่า” ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นกับเพื่อนที่ชื่อว่า “แอนจี้” ได้รับตุ๊กตาในวันครบรอบคล้ายวันเกิดปีที่ยี่สิบแปด เธอตั้งชื่อมันว่า “อนาเบลล์” ซึ่งมันจะถูกวางไว้บนเตียงอยู่ตลอดเวลา แต่กระนั้นหลายวันที่ “ดอนน่า” สังเกตการณ์เห็นสิ่งผิดปกติเมื่อตุ๊กตาเปลี่ยนท่าทางในการนอนไปจากเดิม ทั้งมีการไขว้ขาหรือตะแคงนอน แต่มันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับเรื่องขนลุกต่อมา เมื่อเธอพบข้อความต่างๆ เขียนด้วยลายมือว่า “ช่วยด้วย” หรือ “ช่วยพวกเราด้วย” ต่อมาเมื่อมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น เธอจึงเรียกให้คนทรงมาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ ซึ่งคำตอบที่เธอได้รับก็คือ มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าตายในห้องนี้และวิญญาณเธอก็ได้สิงเข้าไปยังตุ๊กตาตัวนี้แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเธอจึงพยายามปฏิบัติเอาใจตุ๊กตาตัวนี้อย่างดีเรื่อยมา

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อในสิ่งที่พวกเธอเชื่อ เมื่อเพื่อนชาย “ลูอิส” เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องตลกสำหรับเขา และก็หยอกล้อเล่นกับตุ๊กตาอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งในวันหนึ่งขณะที่เขากำลังงีบหลับอยู่ในห้องนั้น “ลูอิส” ก็ถูกบีบคอในขณะที่หลับ เมื่อเขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่ามีรอยมือขนาดเล็กรอบคอของเขา

ในที่สุด “ดอนน่า” จึงต้องยินยอมยกตุ๊กตาให้ “เอ็ด วอเรน” (Ed Warren) กับ “ลอเลน วอเรน” (Lorraine Warren) สองสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของ “พิพิธภัณฑ์วอเรน” ซึ่งแรกพบตุ๊กตาพวกเขามีความเห็นที่แตกต่างออกไปจากคนทรงก่อนหน้านี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่าตุ๊กตามีปีศาจสิงสู่อยู่ อย่างไรก็ดี พวกเขาก็ยินยอมที่จะรับ “อนาเบลล์” กลับไปด้วย แต่ขณะที่ทั้งสองกำลังขับรถกลับ ระหว่างทางรถของเขาได้เสียหลักจนเกือบเป็นที่มาของความหายนะ ซึ่ง “เอ็ด” ต้องรีบจอดรอดและพรมน้ำมนต์ใส่ตุ๊กตาเพื่อให้มันสงบลง

ไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เมื่อมีนักท่องเที่ยวที่มายัง “พิพิธภัณฑ์วอเรน” ชายผู้หนึ่งได้ท้าทายให้ “อนาเบลล์” แสดงอำนาจต่อหน้าเขา ซึ่งเมื่อชายผู้นั้นกลับออกไปไม่ถึงสามชั่วโมง เขาก็มอเตอร์ไซด์คว่ำเสียชีวิตแล้ว

สำหรับใครที่อยากเยี่ยมชมเธอ “อนาเบลล์” ก็ยังคงอยู่ที่ “พิพิธภัณฑ์วอเรน” จนถึงทุกวันนี้เรื่อยมา …

OKIKU DOLL

หลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงไปหนึ่งปี (ค.ศ. 1919) ชายหนุ่มวัย 18 ปี “เอคิชิ ซูซุกิ” (Eikichi Suzuki) ไปเดินเล่นกับน้องสาววัย 3 ขวบ ที่ชื่อว่า “คิคุโกะ” (Kikuko) ระหว่างนั้นเองที่เขาได้ซื้อตุ๊กตาโบราณญี่ปุ่นขนาดเล็กที่ร้านแห่งหนึ่งให้เป็นของขวัญแก่น้องสาวของเขา และตั้งชื่อมันว่า “โอคิคุ” ซึ่งในเวลาต่อมาเพียงปีเดียว เด็กหญิงก็จบชีวิตลงเพราะล้มป่วย โดยที่ยังมีตุ๊กตาตัวโปรดของเธอวางอยู่เคียงข้าง “เอคิชิ” สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เมื่อตุ๊กตาที่เดิมทีมีผมยาวปะบ่า แต่ตอนนี้มันกลับยาว ตอนนั้นทั้งครอบครัวของเด็กหนุ่มมีความเชื่อว่าวิญญาณของเด็กหญิงได้สิงสู่ในตุ๊กตาตัวนี้แล้ว

เวลาผ่านไปหลายปี เมื่อพ่อ-แม่ของ “เอคิชิ” ได้เสียชีวิต ส่วนเขาได้รับจดหมายจากกองทัพของญี่ปุ่นเรียกให้เข้าไปรับใช้ชาติ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะปะทุขึ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อาจจะสามารถดูแลสมบัติที่บ้านได้ เด็กหนุ่มจึงได้มอบ “ตุ๊กตาโอคิคุ” และอัฐเถ้ากระดูกของน้องสาวเขาให้แก่ทางวัด และหลังจากที่เขากลับมาจากสนามรบ พร้อมกับมุ่งหน้าไปยังวัดที่ฝากอัฐน้องสาวไว้ เขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่พบ เมื่อผมตุ๊กตายาวจนเกือบจะถึงลำตัว มีคำร่ำลือว่า ผีของ “คิคุโกะ” โกรธแค้นที่ต้องลาจากโลกนี้ไวเกินไป บ้างก็ว่าเธออาลัยคิดถึงพี่ชายที่จากบ้านไปยังสนามรบ

ปัจจุบันตุ๊กตาตัวนี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดเดิมที่ “เอคิชิ” ได้ฝากไว้ โดยวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “เมนเนนจิ” (Mannenji) ซึ่งผู้ที่ต้องการจะพบเห็นตุ๊กตาตัวก็ยังคงไปหาเธอได้

Mandy the Haunted Doll

ใน “พิพิธภัณฑ์เควสแนล” (Quesnel Museum) ซึ่งเป็นสถานที่เก่าแก่ในประเทศอังกฤษ และเธอก็เป็นหนึ่งในวัตถุโบราณที่เก็บรวบรวมมากกว่า 30,000 ชิ้นในที่แห่งนี้ แต่ทุกชิ้นคงจะเทียบเท่ากับเธอไม่ได้เลย

“แมนดี้” ได้รับบริจาคเมื่อปี ค.ศ. 1991 ในสภาพที่สกปรกไปทั่ว ตามร่างกายของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยเสียหายและรอยแตก จากการประเมินเธอน่าจะมีอายุเก่ามากกว่า 19 ปี นับจากวันที่ได้รับ แม้เธอจะดูเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาธรรมดาในพิพิธภัณฑ์ แต่ว่าเธอเป็นมากกว่าแค่เพียงตุ๊กตา

หญิงสาวที่บริจาคเธอมามีนามว่า “มีแรลด้า” (Mereanda) เธอได้เล่าประสบการณ์ของเธอว่า ในกลางดึกเธอจะถูกปลุกเกือบทุกคืน จากเสียงของเด็กทารกร้องไห้ซึ่งดังมาจากในห้องใต้ดิน เมื่อเธอลงไปสำรวจก็พบหน้าต่างที่เคยปิดถูกเปิดออก ทั้งนี้เธอได้บอกอีกว่า หลังจากที่เธอได้นำ “แมนดี้” ให้กับทางพิพิธภัณฑ์ “มีแรลด้า” ก็ไม่เคยได้รับการรบกวนจากเสียงเด็กทารกอีกเลย

Alice the Haunted Doll

อีกหนึ่งวัตถุที่มีความเชื่อว่าไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของธรรมดา เพราะตุ๊กตาตัวนี้มีคำบอกเล่าว่าเธอมักจะมากระซิบข้างหูผู้เป็นเจ้าของในเวลากลางคืน “มาเรีย” (Marie) เจ้าของคนแรกได้รับสารที่มาจากตุ๊กตาตัวนี้เพียงสั้นๆ ที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่คือคำว่า “ฉันไม่ชอบแกเลย”

จากคำบอกเล่าของ “มาเรีย” เธอได้บอกว่าตุ๊กตาตัวนี้ได้ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งคนแรกที่ครอบครองก็คือยายของเธอ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเธอมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อลิซ” ยายของเธอยังบอกอีกว่า วิญญาณของ “อลิซ” ยังคงวนเวียนอยู่ในตุ๊กตาตัวนี้และครั้งที่หลอนประสาทเธอที่สุด คือเมื่อตอนที่เธอตื่นขึ้นในเช้าวันหนึ่งพร้อมกับพบข้อความสีแดงบนกำแพงว่า “ปล่อยให้ฉันอยู่เพียงลำพังและทุกข์ทรมานต่อไป”

… สำหรับเรื่องลึกลับเกี่ยวกับอาถรรพ์ของตุ๊กตายังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังคงมีปริศนาของสิ่งที่สร้างความรู้สึกขวัญผวาเหล่านี้อีกมากมาย ซึ่งก่อนจะถึงเวลานั้นลองสำรวจรอบข้างดูสิว่า ตุ๊กตาที่คุณเคยคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทของคุณกำลังจ้องมองคุณอยู่หรือเปล่า

เอกสารอ้างอิง :

http://www.hauntedamericatours.com/museum/hauntedDOLL.htm
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s