Anneliese Michel: ผีเข้าหรือแค่ไม่สบาย

คนไทยอาจไม่รู้จักเธอ แต่ที่ต่างประเทศนั้นเธอดังมาก เพราะเธอเป็นคนเดียวในโลกที่มีอาการที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า “ผีเข้า” ได้ชัดเจนและยาวนานหลายปีจนกระทั่งเสียชีวิต

“อันเนลีส มิเชล” เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1952 ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในแคว้นบาวาเรีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเยอรมนี “อันเนลีส” เป็นลูกคนที่ 2 ของ “โจเซฟ” กับ “อันนา มิเชล” และพี่น้องอีก 4 คนของเธอล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ตามประวัติบอกว่า “โจเซฟ” กับ “อันนา” เป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดขนาดหนัก “โจเซฟ” เองเคยคิดที่จะบวชเรียนเป็นพระ นอกจากนั้นพี่น้องผู้หญิงของทั้งตัวเขาและฝ่ายภรรยาก็อุทิศตัวให้ศาสนา ดำรงตนเป็นนางชีรวมแล้วถึง 3 คนด้วยกัน

ในปี ค.ศ. 1948 ก่อน “อันเนลีส” เกิด 4 ปี “อันนา” เกิดตั้งท้องนอกสมรส สร้างความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง ว่ากันว่าครอบครัวถึงกับบังคับให้เธอสวมชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้แก่ศีลธรรมของตนเองในวันแต่งงานและนับจากวันนั้นเป็นต้นมาความรู้สึกผิดต่อบาปกรรมที่ทำไปในครั้งนั้นก็ไม่เคยห่างหายจากใจของ “อันนา” เลย ผลจากความรู้สึกผิดบาปของ “อันนา” ไปตกอยู่กับ “อันเนลีส” ซึ่งเป็นลูกคนที่สอง

“อันนา” ใช้ความผิดพลาดของตนเป็นบทเรียนสอนสั่ง “อันเนลีส” ให้ตระหนักถึงผลกรรมของการทำบาปไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งยังกระตุ้นให้ลูกสวดมนต์ขอพรชำระบาปอย่างสม่ำเสมอ โดยหวังว่ามันจะเป็นการล้างบาปให้ตนได้ ไม่ว่า “อันนา” จะคาดไว้หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เธอพร่ำสอน “อันเนลีส” ส่งผลให้เด็กหญิงรู้สึกผิดบาปในระดับที่ทัดเทียมกันกับผู้เป็นแม่ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อสิ่งที่แม่เรียกว่าบาปกรรมนั้นเลยสักนิด ยิ่งเมื่อลูกสาวคนโตซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์นอกสมรสในคราวนั้นเสียชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา (ขณะนั้น “อันเนลีส” อายุได้ 4 ขวบ) จากการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเนื้องอกในตับ ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดในหัวใจของ “อันเนลีส” ทวีคูณสูงลิบเป็นเงาตามตัว ในช่วงวัยรุ่นขณะที่เด็กหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังเริงร่าอยู่กับเสรีภาพที่ได้มาพร้อมกับวันและวัย สนุกสุดเหวี่ยงกับการได้แหกกฎแหวกเกณฑ์ต่างๆ “อันเนลีส” กลับต้องใช้เวลาทุกค่ำคืนหลับนอนบนพื้นหินแข็งๆ เพราะเชื่อว่านั่นจะเป็นการไถ่บาปแทนพวกจรจัด ติดยา บาปหนา ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปตามที่สาธารณะต่างๆ แม้ว่าตัวเธอเองจะไม่รู้จักกับคนพวกนั้นแม้แต่น้อย

จุดเริ่มต้นอันจะนำไปสู่จุดจบที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของ “อันเนลีส” เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1968 ขณะอายุได้ 16 ปี ในเบื้องต้นหญิงสาวเกิดอาการสั่นอย่างรุนแรงเป็นครั้งคราว พ่อแม่ของเธอตัดสินใจพึ่งพาการแพทย์สมัยใหม่ในระยะแรก ผลการวินิจฉัยบ่งชี้ว่าเธอเป็นโรคลมบ้าหมูชนิดร้ายแรง หมอจ่ายยาให้ …แต่อาการของเธอก็ไม่ดีขึ้น

ตลอด 5 ปีหลังจากนั้น คือการเดินเข้าเดินออกคลินิกต่างๆ เป็นว่าเล่น ยาขนานแล้วขนานเล่าถูกสั่งจ่ายให้แก่ “อันเนลีส” ยาบางตัวได้รับการวิเคราะห์ภายหลังการเสียชีวิตของเธอว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายกาจต่อร่างกาย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรยาทุกขนานเหมือนกันหมดตรงที่ไม่สามารถช่วยให้หญิงสาวหายขาดจากอาการชักของเธอได้เลย การแพทย์แผนปัจจุบันที่ล้มเหลวบวกรวมกับความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัดอยู่เป็นทุน ส่งผลให้ “อันเนลีส” เริ่มเชื่อว่าตัวเองถูกภูตผีปีศาจร้ายเข้าสิง เธอบอกใครๆ ว่า เธอเห็นใบหน้าปีศาจร้ายอยู่รายรอบและเธอได้ยินเสียงสาปแช่งของพวกมัน

นอกจากนั้นเธอยังแสดงอาการแปลกๆ อีกหลายอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางแสวงบุญ (เป็นกิจกรรมที่ “ครอบครัวมิเชล” ทำอยู่ประจำ) หญิงชราคนหนึ่งซึ่งร่วมเดินทางด้วยกัน บอกว่าเธอเห็นอันเนลีสหลบเลี่ยงที่จะเดินผ่านรูปภาพพระเยซู ปฏิเสธที่จะดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์ อีกทั้งเธอยังได้กลิ่นผีชั่วเหม็นสาบสางจากร่างของ “อันเนลีส” แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นทำให้ “โจเซฟ” และ “อันนา” ซึ่งพร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว ยิ่งมั่นใจว่าลูกสาวถูกผีเข้าเป็นแน่ ทั้งคู่จึงไม่รอช้า แสดงความจำนงต่อบาทหลวงประจำโบสถ์ในหมู่บ้านขอให้ประกอบพิธีไล่ผีให้ “อันเนลีส” ทันที

ครั้งแรกที่มีการขออนุญาตประกอบพิธีไล่ผีแก่ “อันเนลีส” คือ ในปี ค.ศ. 1974 (ข้อมูลบางแห่งระบุว่า ปี ค.ศ. 1973) โดยมีบาทหลวง “เอิร์นส์ต อัลต์” เป็นผู้ยื่นคำร้อง แต่ “ท่านบิชอปแห่งวูซบรูก” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจกลับปฏิเสธ ทั้งยังแนะนำให้ “อันเนลีส” ปฏิบัติตนเป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดมากขึ้นกว่าเก่า หลายเดือนต่อมามีการยื่นคำร้องซ้ำอีกครั้ง …แต่ก็ต้องถูกปฏิเสธซ้ำอีก

ในระหว่างนั้นพฤติกรรมของ “อันเนลีส” ยิ่งแปลกประหลาดและหนักข้อ เธอเริ่มด่าทอ ทุบตีและจิกกัดสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว ปฏิเสธที่จะกินอาหาร แต่หันไปยังชีพด้วยการบริโภคแมลงวัน แมงมุม ถ่านหิน ดื่มปัสสาวะตัวเองแทนน้ำสะอาด แทะทึ้งซากนกจนหัวมันหลุดจากร่าง ฉีกทึ้งเสื้อผ้าตัวเองเป็นว่าเล่น เห่าหอนราวกับสุนัขเป็นวัน กรีดร้องไม่รู้จักเหนื่อยนานนับชั่วโมง แต่ในช่วงที่ได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา “อันเนลีส” ก็ตกอยู่ในภาวะหดหู่ซึมเศร้าอย่างรุนแรง บางครั้งบางหนเธอคิดที่จะฆ่าตัวตายไปเสียให้พ้นๆ สถานการณ์ที่นานวันก็ยิ่งแย่ ส่งผลให้คำร้องขอประกอบพิธีไล่ผีครั้งที่ 3 ได้รับอนุญาต

พิธีไล่ผีครั้งแรกเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1975 มี “บาทหลวงเอิร์นส์ต อัลต์” และ “หลวงพ่ออาร์โนลด์ เรนซ์” เป็นผู้ประกอบพิธี ตามกำหนดแล้วพิธีไล่ผีนี้จะต้องทำกันสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งหนึ่งใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมง เหตุการณ์ในระหว่างประกอบพิธีนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากที่ผู้ชมเห็นในหนังเรื่อง “The Exorcist” ของ “วิลเลียม ฟรีดกิน” – “อันเนลีส” ดิ้นรนขัดขืนสุดแรงเกิด เรี่ยวแรงของเธอเพิ่มพูนมหาศาลถึงขนาดต้องใช้ผู้ชายแข็งแรงกำยำ 3 คนช่วยกันจับจึงจะเอาอยู่และบางคราวถึงกับต้องเอาโซ่ล่ามเธอไว้

กล่าวกันว่าหลังผ่านพิธีไล่ผีไม่นานนัก อาการของ “อันเนลีส” ก็ทุเลาขึ้นอย่างน่าประหลาด ระยะนั้นเธอสามารถกลับเข้าเรียนได้หรือจะไปโบสถ์ก็ยังไหว อย่างไรก็ตาม “อันเนลีส” ก็ดีขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หลังจากนั้นอาการของเธอก็กลับเป็นเหมือนเดิมอีกและยังต้องเข้ารับการไล่ผีอย่างต่อเนื่อง

ที่ร้ายก็คือกรรมวิธีที่รุนแรงของพิธีกรรมเริ่มสร้างความบอบช้ำแก่ร่างกายของ “อันเนลีส” อาการเกร็งจนไม่อาจขยับเขยื้อนหรือจู่ๆ ก็เป็นลมล้มพับหมดสติไปเริ่มเกิดกับเธอถี่ขึ้น การปฏิเสธที่จะรับอาหารกลับมาอีกครั้ง ซ้ำเธอยังบังคับตัวเองให้ถ่ายท้องอยู่บ่อยๆ โดยให้เหตุผลว่านั่นเป็นหนทางหนึ่งที่จะกำจัดปีศาจออกจากร่างกาย น้ำหนักของเธอลดวูบ (ช่วงที่เสียชีวิต น้ำหนักของเธอลดเหลือเพียง 63 ปอนด์ หรือราว 30 กิโลกรัมเท่านั้น) ร่างกายผ่ายผอมดูเผินๆ ไม่ต่างจากโครงกระดูก มีร่องรอยฟกช้ำปรากฏให้เห็นไปทั่ว

ปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1976 ผลจากการเข้าพิธีไล่ผีอย่างเข้มข้น ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดน้ำและอาหาร ก็ทำให้ “อันเนลีส” ล้มป่วยด้วยโรคปอดบวม ไข้ขึ้นสูงจนเธอไม่อาจกระดิกกระเดี้ยทำสิ่งใดได้ กระนั้นก็ตาม … พิธีไล่ผีก็ยังต้องดำเนินต่อไป การประกอบพิธีในวันที่ 30 มิถุนายน พ่อ-แม่ของเธอถึงกับต้องเข้ามาช่วยพยุง ไม่เช่นนั้นลูกสาวคงไม่อาจผ่านพ้นมันได้จนตลอดรอดฝั่ง อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นพิธีกรรมครั้งสุดท้ายของ “อันเนลีส” เพราะเช้าวันถัดมาเมื่อ “โจเซฟ” กับ “อันนา” แวะเข้ามาดูอาการลูกสาวตามปกติก็พบว่าเธอเสียชีวิตเสียแล้ว

รวมเบ็ดเสร็จ ภายในระยะเวลาราว 10 เดือน “อันเนลีส” ต้องเข้าพิธีไล่ผีถึง 67 ครั้ง เล่ากันว่า ประโยคสุดท้ายที่ “อันเนลีส” พูดกับแม่ของเธอในคืนก่อนหน้านั้น ก็คือ “แม่ … หนูกลัว” การที่หญิงสาววัยเพียง 24 ปี ต้องมาเสียชีวิตในสภาพร่างกายผ่ายผอมบอบช้ำ นับว่าเป็นเรื่องไม่ปกติและไม่ธรรมดา หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐจึงยื่นเรื่องขอชันสูตรศพ “อันเนลีส” และผลการชันสูตรก็สรุปออกมาว่า เธอเสียชีวิตด้วยภาวะขาดอาหารและน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ถ้าเพียงแต่ใครสักคนจะใส่ใจดูแลเธออย่างจริงจังกว่านี้ …ถ้าเพียงแต่ใครสักคนจะเรียกหมอมาดูอาการของเธอ ขอแค่สัปดาห์เดียวก่อนที่เธอจะเสียชีวิต

ข้อสรุปดังกล่าวส่งผลให้อัยการรัฐตัดสินใจสั่งฟ้องจำเลยทั้งสี่ อันประกอบด้วย “โจเซฟ” กับ “อันนา มิเชล” และ “บาทหลวงเอิร์นส์ต อัลต์” กับ “หลวงพ่อโจเซฟ เรนซ์” ซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีไล่ผี ด้วยข้อหากระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Manslaughter” ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาและฆ่าเนื่องจากถูกยั่วยุโทสะด้วย)

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978 ก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นขึ้น พ่อ-แม่ของ “อันเนลีส” ขอให้มีการขุดศพลูกสาวตนขึ้นมา ก่อนจะฝังกลับลงไปใหม่ เหตุผลที่ให้กันไว้ก็คือ ช่วงที่ “อันเนลีส” เสียชีวิตนั้นทั้งคู่มีเวลาตระเตรียมงานศพไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องบรรจุร่างของลูกไว้ในโลงศพราคาถูก แต่ตอนนี้เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะหาโลงใหม่ทำจากไม้โอ๊คหรูหราสวยงามให้แก่ลูก อย่างไรก็ตาม มีเรื่องเล่ากันว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้นายและนางมิเชลตัดสินใจขุดศพลูกสาวขึ้นมาก็เนื่องจากมีแม่ชีคนหนึ่งมาบอกทั้งคู่ว่านางเห็นนิมิตว่าศพของ “อันเนลีส” นั้นยังไม่เน่าเปื่อยเสื่อมสลายอย่างที่ควรจะเป็นและนั่นถือเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1978 ผู้รับหน้าที่แก้ต่างให้บาทหลวงทั้งสองรูปเป็นทนายที่ได้รับการว่าจ้างจากโบสถ์ที่ทั้งคู่ประจำการอยู่ ส่วนพ่อ-แม่ของ “อันเนลีส” นั้นมีตัวแทนคือ “เอริช ชมิดต์-ลีชเนอร์” ทนายดังที่ก่อนหน้านี้เคยว่าความให้อดีตสมาชิกนาซีซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามมาแล้วหลายราย

“ชมิดต์-ลิชเนอร์” ยกข้ออ้างเรื่องสิทธิที่จะประกอบพิธีการต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญมาเป็นข้อแก้ต่าง นอกจากนั้นยังเสนอหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียงระหว่างประกอบพิธี ซึ่งปรากฏว่าเป็นเสียงของ “อันเนลีส” พูดจาด้วยภาษาแปลกประหลาด บางครั้งด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว บางคราวเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวน (มีเสียงหนึ่งซึ่งพูดด้วยสำเนียง แฟรงกลิช และบาทหลวงทั้งสองรูปยืนกรานว่า นั่นคือเสียงของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” หนึ่งในปีศาจที่เข้าสิง “อันเนลีส”) ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันว่า “อันเนลีส มิเชล” ไม่ได้ป่วยด้วยโรคธรรมดา ทว่าเธอถูกผีเข้าจริง อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วได้ข้อสรุปว่า คำค้านฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาและต้องโทษจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี หลายคนวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินดังกล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งสี่ได้รับโทษที่เบาเกินไปสำหรับความผิดที่ได้ก่อ บางคนยังสอดแทรกความเห็นของตนเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า คล้ายๆ ผู้พิพากษาจะเผื่อใจเอาไว้ครึ่งหนึ่ง …ก็ใครจะรู้ บางทีอันเนลีสอาจจะถูกผีเข้าจริงก็เป็นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “อันเนลีส มิเชล” ส่งผลกระทบในระดับกว้างขวางเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด แรกสุดมันทำให้บิชอปและนักเทววิทยาหลายคนในเยอรมันรวมกลุ่มกันยื่นคำร้องต่อวาติกัน ขอให้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบปฏิบัติในพิธีไล่ผีเสียใหม่ ในปี ค.ศ. 1984 (บาทหลวงผู้ประกอบพิธีไล่ผีจะทำตามข้อปฏิบัติที่บัญญัติไว้ในคู่มือซึ่งเรียกกันว่า “Rituale Romanum” หรือ “The Roman Ritual” ซึ่งเขียนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1614) พวกเขาเห็นว่า ข้อที่เป็นปัญหาและสมควรได้รับการแก้ไขก็คือ ข้อที่บอกให้บาทหลวงผู้ประกอบพิธีพูดจากับปีศาจร้ายโดยตรง (ข้อความประมาณว่า “ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้า –วิญญาณสกปรก- จงออกไปเสียเดี๋ยวนี้”) เพราะนั่นเท่ากับทำให้ผู้ถูกสิงยิ่งเชื่อถือจริงจังว่าตนถูกผีเข้าจริงๆ อย่างไรก็ตาม …ทั้งหมดกลับไม่ได้อย่างที่ขอ

Anneliese Michel Exorcism Audio Tapes
อีกอันไปเจอในเว็บ Listverse (Another 10 Incredible Recordings) ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ดาวน์โหลด ที่นี่

เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1999 – 15 ปีหลังจากคำร้องดังกล่าวถูกยื่นออกไป สำนักวาติกันก็ออกบทบัญญัติว่าด้วยการไล่ผีเสียใหม่ (หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บทบัญญัติดังกล่าวไม่เคยได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยมาเป็นเวลา 300 กว่าปี) และยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบพิธีสามารถพูดจาสื่อสารกับวิญญาณร้ายได้โดยตรง แต่บทเรียนจาก “อันเนลีส มิเชล” ทำให้สำนักวาติกันให้ความระมัดระวังต่อประเด็นคุณสมบัติของผู้ทำพิธีมากขึ้น โดยระบุไว้ในคู่มือฉบับใหม่นี้ว่า บาทหลวงรูปใดก็ตามที่จะประกอบพิธีไล่ผีได้ นอกจากจะต้องได้รับการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ยังต้องมีความรู้ด้านการแพทย์ในระดับที่เพียงพออีกด้วย

ประการถัดมา มันก่อให้เกิดผลกระทบต่อชาวเมืองคลินเกนแบร์กซึ่งเป็นที่พำนักสุดท้ายของ “อันเนลีส” โดยตรง กล่าวกันว่า หลายคนเห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นความอัปยศของเมือง ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องนี้และเมื่อใดก็ตามที่ชาวเมืองเห็นคนต่างถิ่นเดินทางมาเยี่ยมเยียนเคารพหลุมฝังศพของ “อันเนลีส” พวกเขาก็ได้แต่เฝ้ามองด้วยสายตาเป็นปรปักษ์อยู่ลึกล้ำ ยิ่งเมื่อ 2 ปีก่อนที่ “The Exorcism of Emily Rose” ที่ใช้เรื่องของ “อันเนลีส” เป็นแรงบันดาลใจออกฉาย ก็ยิ่งทำให้ชาวเมืองคลินเกนแบร์กกังวลใจ ไม่มีใครอยากเห็นเรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยจนเป็นเป้าสนใจของสาธารณชนอีก … อย่างไรก็ตามความกังวลของคนที่นั่น ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทำให้ความสนใจของผู้คนที่มีต่อเรื่องพิลึกพิลั่นของ “อันเนลีส” เบาบางลงไปได้ เป็นเพราะหนัง “The Exocism of Emily Rose” อีกเช่นกัน ที่ทำให้ “เอลิซาเบธ เดย์” นักข่าวประจำหนังสือพิมพ์ “เทเลกราฟ” ของอังกฤษ เดินทางไปสัมภาษณ์ “อันนา มิเชล” แม่แท้ๆ ของ “อันเนลีส” ผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์เมื่อ 30 ปีก่อนนั้น

ปลายปี ค.ศ. 2005 วันที่ “เอลิซาเบธ เดย์” เดินทางไปสัมภาษณ์ “อันนา” อายุปาเข้าไป 80 กว่าปีแล้ว ใช้ชีวิตตามลำพังในบ้านหลังเดิมที่เคยเกิดเรื่องราวฝันร้ายในคราวนั้น “โจเซฟ” ผู้เป็นสามีเสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีก่อน ส่วนลูกสาวอีก 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็แยกย้ายไปคนละทิศละทางกันหมด

“อันนา” รำลึกถึงลูกสาวที่ชื่อคล้ายกันกับเธอให้ “เอลิซาเบธ เดย์” ฟังว่า “อันเนลีส” เป็นคนอ่อนหวาน จิตใจดี อยู่ในโอวาทเสมอ แต่หลังจากถูกผีสิง เธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันเป็นเรื่องเกินธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราอธิบายไม่ได้ “อันนา” รับว่า เธอคิดถึงลูกสาว “ฉันมองเห็นหลุมศพลูกจากหน้าต่างห้องนี่ ฉันแวะไปเยี่ยมลูกอยู่บ่อยๆ เอาดอกไม้ติดมือไปฝากลูกด้วย”

อย่างไรก็ตาม กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น “อันนา มิเชล” ยืนยันว่า เธอกับสามี รวมถึงบาทหลวง ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

“ฉันเห็นรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (Stigmata) บนมือของเธอและนั่นก็เป็นสัญญาณที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมาถึงเรา บอกเราว่าถึงเวลาต้องกำจัดปีศาจร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างของอันเนลีสไปให้พ้นๆ”

“อันนา” ยืนยันว่า เธอเพียงแต่ทำตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้ว เธออาจจะเศร้าที่ลูกจากไป แต่เธอไม่เสียใจเพราะรู้ว่าลูกไม่ได้ตายอย่างสูญเปล่า

“ลูกของฉันตายเพื่อปกป้องดวงวิญญาณซึ่งกำลังหลงทาง เธอตายเพื่อชำระบาปให้คนบาปหลายต่อหลายคน”

เอกสารอ้างอิง :

theping. http://www.unlimitpc.com/gigotalk/showthread.php?t=10062
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s