จอมพล ป. พิบูลสงคราม: ย้อนอดีตยุคเผด็จการครองเมือง

… เนื่องในวันนี้เป็นวันครบรอบที่ท่านจอมพล ป. ถึงแก่กรรม ในวันที่ 11 มิถุนายน เลยขอถือโอกาสแนะนำเรื่องราวเพื่อรำลึกถึงท่านจอมพลท่านนี้ ซึ่งมีบทบาททางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยหลายต่อหลายอย่าง …

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศแปลก พิบูลสงคราม (14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” หรือ “จอมพล ป.” เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีเวลาดำรงตำแหน่งรวมกันมากที่สุดของไทย คือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย “รัฐนิยม” หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวง ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” และเป็นผู้เปลี่ยน “เพลงชาติไทย” มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

คำขวัญที่รู้จักกันดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” หรือ “ท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วย” และ “ไทยอยู่คู่ฟ้า” ในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งเห็นว่า “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” เป็นเผด็จการทางทหารที่มีบทบาททางการเมืองสูงและให้ความสนใจกับความคิดที่ส่อไปในทางเชื้อชาตินิยมและการปลุกระดมความคลั่งชาติในบางครั้ง

จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีชื่อเดิมว่า “แปลก ขีตตะสังคะ” เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นบุตรของนายขีดและนางสำอางค์ ขีตตะสังคะ บิดาและมารดามีอาชีพชาวสวน ภริยาคือ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม (เดิมนามสกุล “พันธุ์กระวี”)

จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เข้าศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี จากนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก กระทั่งสำเร็จการศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2459 ขณะอายุ 19 ปี โดยได้รับยศร้อยตรีและเข้าประจำการที่กองพลที่ 7 จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นไม่นานได้สอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการได้เป็นที่ 1 และเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศฝรั่งเศสและโรงเรียนทหารขั้นสูง ประเทศอิตาลี จนสำเร็จการศึกษาและกลับมารับราชการต่อไป กระทั่งได้ยศพันตรี มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามที่ “หลวงพิบูลสงคราม”

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พันตรีหลวงพิบูลสงครามได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรในเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้เป็นกำลังสำคัญในสายทหารและเมื่อปี พ.ศ. 2477 ท่านได้เลื่อนยศเป็นพันเอกและดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก

ครั้นเมื่อ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ท่านได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา โดยการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในช่วงที่ดำรงตำแหน่งก็ได้เลื่อนยศเป็นพลตรี และเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ภายหลังจากที่กองทัพไทยมีชัยชนะต่ออินโดจีนฝรั่งเศส คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล) ได้ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แก่พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐบาลจะยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทย หลวงพิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชุดที่ 9 จึงลาออกจากบรรดาศักดิ์ โดยหลวงพิบูลสงครามเลือกใช้ราชทินนามเป็นนามสกุล ใช้ว่า “จอมพลแปลก พิบูลสงคราม”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีชื่อจริงว่า “แปลก” เนื่องจากเมื่อแรกเกิดบิดามารดาเห็นว่าหูทั้งสองข้างอยู่ต่ำกว่านัยน์ตา ผิดไปจากบุคคลธรรมดา จึงให้ชื่อว่า “แปลก” เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้ใช้ชื่อว่า ป. ซึ่งเป็นตัวอักษรย่อเฉกเช่นชื่อของบุคคลสำคัญหลายคนทางประเทศแถบตะวันตก

จอมพล ป. เป็นหนึ่งในคณะนายทหารผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยเป็นนายทหารปืนใหญ่ รุ่นน้องของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา 2 ปี ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกและเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งซึ่งมีทั้งหมด 7 คน ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยถือเป็นผู้นำของคณะทหารบกยศชั้นผู้น้อย ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว จอมพล ป. เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากเป็นแกนนำในการรัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสมในการปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี พ.ศ. 2476 จนได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น

  • ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย
  • ปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”

รัฐบาลจอมพล ป. ได้เปลี่ยนแปลงประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับการการเปลี่ยนแปลงการปกครองและให้เกิดความทันสมัย เช่น

  • ประกาศให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน และให้นุ่งกางเกงขายาวแทน
  • ยกเลิกบรรดาศักด์และยศข้าราชการพลเรือน
  • มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482
  • เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน

มีการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ อาทิ

  • สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด
  • ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน
  • ให้สวมหมวก สวมรองเท้า
  • ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ฯลฯ
  • โดยมีคำขวัญในสมัยนั้นว่า “มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ” หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ
  • วางระเบียบการใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน ท่าน เรา
  • มีคำสั่งให้ข้าราชการกล่าวคำว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่พบกัน
  • มีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกัน จึงมีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น “กระทรวงศึกษาธิการ” เขียนเป็น “กระซวงสึกสาธิการ” เป็นต้น

ในสมัยนั้นรัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องการแต่งกาย เช่นยกเลิกโจงกระเบนมานุ่งกางเกง (สำหรับผู้ชาย) และผ้าซิ่นหรือกระโปรงสำหรับผู้หญิง ออกจากบ้านต้องสวมหมวก แม้สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงอยู่ในวังสระปทุมอย่างสงบ จำกัดการติดต่อกับโลกภายนอกไว้น้อยที่สุด เว้นแต่พระราชกรณียกิจเช่นเรื่องสภากาชาดไทยที่ทรงไม่เคยละทิ้ง ยุค “วัธนธัม” ของรัฐบาลจอมพล ป. ก็ยังยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเข้าจนได้ เช่นมีเจ้าหน้าที่ตัวแทนไปเข้าเฝ้า ขอพระราชทานฉายพระบรมฉายาลักษณ์ให้ทรงพระมาลา เพื่อนำไปเผยแพร่ภายนอกว่า สมเด็จฯทรงต้องร่วมมือปฏิบัติตัวตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน

สมเด็จพระพันวัสสาฯ กริ้ว ตรัสตอบว่า “ทุกวันนี้จนจะไม่เป็นตัวของตัวอยู่แล้ว นี่ยังจะมายุ่งกับหัวกับหูอีก ไม่ใส่ อยากจะให้ใส่ก็มาตัดเอาหัวไปตั้ง แล้วใส่เอาเองก็แล้วกัน” แต่ก็ยังไม่จบสิ้นอยู่ดี เมื่อจอมพล ป. ต้องการให้ชื่อของคนไทย ระบุชัดว่าเพศชาย หรือหญิง สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ท่านมีพระนามว่า “สว่างวัฒนา” จอมพล ป. บอกว่าพระนามท่านไม่ชัดเจนว่าเป็นชายหรือหญิง สมัยนั้นรัฐบาลมีนโยบายให้ประชาชนเปลี่ยนชื่อ ผู้ชายมีชื่อฟังรู้ว่าเป็นชาย ผู้หญิงมีชื่อฟังรู้ว่าเป็นหญิงรัฐบาลเกิดเห็นว่าพระนาม “สว่างวัฒนา” สมควรเป็นชื่อผู้ชาย ก็ส่งตัวแทนมาขอให้ทรงเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับ “รัฐนิยม” สมเด็จฯ ทรงกริ้วทันทีเมื่อทรงทราบ ตรัสด้วยความแค้นพระทัยว่า “ชื่อฉัน ทูลหม่อม (หมายถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระราชทาน ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”ผลก็คือ ทรงดำรงพระนามไว้ได้ตามเดิมจนกระทั่งหมดยุค ก็ไม่มีใครมาเซ้าซี้ให้เปลี่ยนพระนามอีก (คห. 25: ความขัดแย้งกันระหว่าง จอมพล ป. กับ ในหลวงองค์ปัจจุบัน)

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จากปัญหาเรื่องการใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ซึ่งอยู่ในครอบครองฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝรั่งเศสไม่ยอมตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทยจึงเริ่มขึ้น ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศ รัฐบาล จอมพล ป. ส่งทหารไทยเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร แต่ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย จนมีการส่งผู้แทนไปลงนามอนุสัญญาโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในครั้งนั้นไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ แขวงจัมปาศักดิ์และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศสไปเมื่อปี พ.ศ. 2450 กลับคืนมาด้วย และในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงชัยชนะของไทยต่อฝรั่งเศส และหนึ่งปีต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการประคับประคองประเทศชาติ ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้หลายประการ ทั้งนี้มีการบอกเล่ากันว่า ท่านขอพระราชทานยศจอมพลให้กับตนเองเพราะท่านต้องการทำสงครามจิตวิทยากับทางกองทัพญี่ปุ่น หลังสงครามโลกสงบแล้ว ท่านต้องติดคุกระหว่างการถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงครามอยู่ระยะหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาชญากรรมสงครามที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เป็นกฎหมายหลังสงครามโลก (มีผู้วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งเพื่อมิให้ต้องส่งตัวผู้นำรัฐบาลและนายทหารไทยในยุคนั้นไปให้ศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศที่สัมพันธมิตรตั้งขึ้นที่โตเกียวและเนือร์นแบร์กพิพากษาคดี แต่ให้ศาลไทยเป็นผู้พิพากษาแทน ซึ่งเป็นผลดีต่อชีวิตของอาชญากรรมสงครามเหล่านี้ที่เป็นคนไทยที่รอดพ้นจากโทษประหารชีวิตทั้งหมด) อย่างไรก็ดี ศาลไทยได้พิจารณาเห็นว่า “กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลัง” จึงปล่อยตัวท่านเป็นอิสระ หลังจากนั้นท่านก็ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บ้านที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยปลูกผักต่างๆ เพื่อเลี้ยงชีพ

จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งหลังพ้นคดี “อาชญากรสงคราม” ระหว่างที่ตนเป็นรัฐบาลในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การหวนคืนอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2491 ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทยโดยมี “พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์” และ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ค้ำบัลลังก์เผด็จการให้อย่างสุดๆ ในเวลาต่อมา

เช้าตรู่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ปฏิวัติ

คณะรัฐประหารนำโดย “จอมพลผิน ชุณหะวัณ” “นาวาอากาศเอกหลวงกาจสงคราม เก่งระดมยิง” จอมพล ป. ที่ปรึกษา และผู้บังคับกองพันหลายนาย เช่น “พ.อ.เผ่า ศรียานนท์” “พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ยึดอำนาจจากรัฐบาล “พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” และ “นายปรีดี พนมยงค์” โดยกองกำลังของกลุ่มปฏิวัติพุ่งตรงไปยังบ้านทำเนียบท่าช้าง อันเป็นบ้านพักของนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อจับกุมตัว แต่นายปรีดีได้หนีลงเรือจ้างเข้าคลองบางหลวงไปกับจ่าบัวตำรวจอารักขาหนีออกไปได้และในที่สุดได้ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

อีกสายตรงไปบ้าน “หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์” นายกรัฐมนตรี แต่หนีออกทันไปเพียง 5 นาที อีกสายตรงไปยังบ้าน “พลเรือตรีหลวงสังวร สุวรรณชีพ” อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งถูกขู่จะยิงเข้าบ้านถ้าไม่ยอมเปิดไฟ ในที่สุดก็ยอมจำนนมอบตัวต่อคณะรัฐประหาร

คณะรัฐประหารได้เชิญเชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่จอมพล ป. ไม่กล้ารับตำแหน่ง อาจเป็นเพราะจอมพล ป. อาจยังมีความเกรงฝ่ายสัมพันธ์มิตรที่ชนะสงครามจะตั้งข้อรังเกียจ เนื่องจากจอมพล ป. เคยประกาศสงครามกับฝ่ายพันธ์มิตรและตนเองเข้ากับฝ่ายอักษะ จนต้องกลายเป็นอาชญากรสงครามคณะรัฐประหารจึงไปเชิญ “นายควง อภัยวงศ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นตำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2490 โดยคณะรัฐประหารกำหนดรัฐมนตรีและรัฐบาลเงา

จากนั้นมีรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2490 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นาวาอากาศหลวงกาจสงครามเป็นผู้ยกร่างและเก็บไว้ใต้ตุ่มแดงที่บ้าน จึงได้รับฉายาว่า “รัฐธรรมนูญตุ่มแดง”

วันที่ 20 มกราคม 2491 มีการเลือกตั้งทั่วไปและในวันที่ 21 กุมพาพันธ์ 2491 “นายควง อภัยวงศ์” ได้รับกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เนื่องด้วยได้รับเสียงข้างมากกว่าพรรคใดๆ ในสนามการหาเสียง มีการใช้ทุกรูปแบบยุทธวิธี แม้กระทั่งให้คนไปตะโกนในวิกหนัง “ใส่ร้ายปรีดี”

แต่นายควงอยู่ในอำนาจได้เพียงเดือนเศษ วันที่ 8 เมษายน 2491 คณะรัฐประหารยื่นคำขาดให้นายควงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสีย ก่อนลาออกนายควงกล่าวว่า “พวกคุณทำได้หรือ เมื่อบอกว่าทำได้ก็ให้เขาทำไป ผมออกมานอนชักว่ายข้างนอกเสียก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไรนี่ การที่เขามาจี้ผมนั้น ผมจะเอาอะไรไปต่อสู้เขาและถ้าจะสู้ สู้เพื่ออะไร ?…”

เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม คุมอำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้งได้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการมหาดไทยและเลื่อนยศให้ “พันเอกเผ่า ศรียานนท์” เป็นพลตรีอย่างรวดเร็ว ยุคจอมพล ป. เป็นยุคที่มีการช่วงชิงอำนาจ มีการทำรัฐประหารมากมายหลายครั้ง แต่ทหารเอกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ “พล.ต.ต.เผ่า” และ “พล.ต.สฤษดิ์” ได้ออกทำการปราบปรามขบถอย่างราบคาบได้ทุกครั้ง

ขบถเสนาธิการ

1 ตุลาคม 2491 เวลา 20.00 น. เกิดขบถจากนายทหาร เรียกว่า “ขบถเสนาธิการ” มีทั้งทหารคุมกองกำลังและส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนเสนาธิการทหารที่ไม่พอใจเนื่องจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารตอบแทนผู้เข้าร่วมรัฐประหาร มิได้ทำเพื่อทหารส่วนรวมแม้แต่น้อยหลายครั้งฝ่ายกบฏมี

  • พล.ต.เนตร เมขะโยธิน
  • พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต
  • พล.ต.หลวงวรรณกรรมโกวิท
  • พล.ท. โพยม จุฬานนท์ ซึ่งเป็น ส.ส. เพชรบุรี
  • พ.อ.ขุน ศรีสิงหสงคราม เจ้ากรมพาหนะทหารบก
  • ร.อ.หิรัญ สมัครเสวี
  • ร.อ. สุรพันธ์ ชีวรานนท์
  • ร.ท. บุญช่วย ศรีทองบุญเกิด
  • นายทหารและนักเรียนเสนาธิการอีกจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมก่อการด้วย

มีการวางแผนถึงขั้นสังหารกลุ่มผู้นำทหารและนายกรัฐมนตรีแบบถอนรากถอนโคนในทำเนียบรัฐบาล โดยในวันนั้นมีงานเลี้ยงส่งนายทหารและแสดงความยินดีในงานพิธีสมรสระหว่าง “พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” กับ “นางสาววิจิตรา ชลทรัพย์” ความลับไม่มีในโลก กบฏครั้งนี้ถูกรัฐบาลจอมพล ป. ซ้อนแผนปราบปรามอย่างราบคาบ ทหารเอกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทั้ง “พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์” และ “พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ได้ออกทำการปราบปรามขบถอย่างราบคาบได้และในครั้งต่อๆ มาอีก

โดย “เผ่า ศรียานนท์” อิงฐานกรมตำรวจตั้ง “รัฐตำรวจ” สร้างอัศวินตั้งแต่แหวนเพชรถึงแหวนทอง ปูนบำเหน็จรางวัลแก่นายตำรวจที่จงรักภักดีตน เป็นยุคอำนาจมืดครอบงำไทยมีการปราบปรามนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ ถูกคุมขัง ถูกลักพาตัว ถูกฆ่าโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมไต่สวนอย่างเป็นธรรม ผู้ปกครองไม่กี่คนตั้งตนเป็นตุลาการตัดสินความด้วยอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ตั้งข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน

ต้นเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกันรัฐบาลจอมพล ป.ได้จับกุมพลเรือนนักการเมืองสายเสรีไทย ได้แก่

  • นายทิม ภูริพัฒน์
  • นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์
  • นายถวิล อดุล
  • นายฟอง สิทธิธรรม
  • นายเตียง ศิริขันธ์

ในข้อหา “กบฏแบ่งแยกดินแดน” ในขณะจับกุมตัวทางจอมพล ป. ได้ปราศรัยทางวิทยุปลุกระดมหาความชอบธรรมในการจับกุมพลเรือนและนักการเมืองในครั้งนี้ว่า ขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง สมคิดกันเพื่อกบฏ ทางสภาผู้แทนราษฎรให้ “พล.ต.ต. เผ่า ศรียานนท์” ปล่อยตัว “นายฟอง สิทธิธรรม” เพราะอยู่ในสมัยประชุม ได้รับเอกสิทธิ์ทางกฎหมายและต่อมาได้ปล่อยตัว “นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์” เพราะไม่มีหลักฐานอะไร

กบฏวังหลวง

วันที่ 23 กุมพาพันธ์ 2492 ได้มีนายทหารได้นำรถถังออกมา 6 คัน พร้อมอาวุธครบมือมาทำเนียบรัฐบาล แต่ “พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ทราบการเคลื่อนไหวนี้เสียก่อน “พล.ต.ต. เผ่า ศรียานนท์” ไม่รอช้า ออกทำการกวาดล้างทันที สืบลึกเข้าไปกลายเป็นว่าเป็นกบฏใหญ่นายทหารและพลเรือนร่วมวางแผนยึดอำนาจ ข่าวลึกๆ เชื่อว่ามีเสรีไทยและ “นายปรีดี พนมยงค์” อยู่เบื้องหลัง

กองกำลังในการปราบกบฏครั้งนี้มีคำสั่งให้ “พ.ท.กฤช ปุณณกันต์” ผบ.กรมราบ และ “พ.ท.ถนอม กิตติขจร” ผบ.ราบ 11 นำรถถังออกปราบด้วย มีการรบพุ่งทั้งสองฝ่ายจนถึงเช้าวันที่ 09.00 น. ของวันที่ 27 กุมพาพันธ์ 2492 มีการเจรจาหยุดยิงกันได้เมื่อตอนเวลา 10.15 น. ต่างฝ่ายต่างเคลื่อนกำลังกลับเข้าสู่ที่ตั้งของตน ได้มีการบุกค้นบ้านผู้ต้องสงสัยและมีการสังหารโหดอย่างเช่นกับราย “พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข” ซึ่งเคยร่วมงานกับ “นายปรีดี พนมยงค์” ได้ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกกบฏ โดยเช้าตรู่วันที่ 29 กุมพาพันธ์ 2492 กองกำลังฝ่ายจอมพล ป.เข้าตรวจค้นภายในบ้าน พลันเกิดเสียงปืนดังหลายนัด ผู้เข้าจับกุมให้การว่า พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ขัดขืนและทอดร่างกลายเป็นศพ เหมือนหลายๆ คดีที่ตำรวจมักกล่าวว่า ผู้ต้องหาต่อสู้เจ้าหน้าที่พนักงาน สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

เพียงแค่สงสัยใครเป็นพวกนายปรีดี บุคคลนั้นก็ชะตาขาดเสียแล้ว

รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ที่จะโค่นอำนาจ “นายปรีดี พนมยงค์” และกลุ่มเสรีไทยแบบถอนรากถอนโคน เพียงแค่สงสัยใครเป็นพวกนายปรีดี บุคคลนั้นก็ชะตาขาดเสียแล้ว “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” ปรามปรามประชาชนและนักการเมือง รวมถึงทหารที่เอาใจออกห่างคนแล้วคนเล่า ข้าราชการชั้นเอก นายตำรวจและนายทหารระดับพันเอกหลายคนถูกพวกอัศวินดำของ “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” สังหารโดยไม่มีความผิด

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสียงไทย ถูกลอบยิงทำร้าย ผู้นำกรรมกรถูกจับ สมาคมกรรมกรถูกค้นโรงเรียนจีนและ นสพ.จีนถูกค้นหลายระลอก ครูโรงเรียนจีนและนักหนังสือพิมพ์จีนถูกจับและถูกเนรเทศเป็นจำนวนมาก รวมถึงการพัวพันสังหารโหด “หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์” นักการเมืองไทยมุสลิมผู้กล้าหาญแห่งภาคใต้ และ “นายพร มะสิทอง” ส.ส.สมุทรสาคร

คืนสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรี

มีการจับกุมตัว “นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์” “นายถวิล อดุล” และถูกคุมตัวมาไว้ที่สันติบาลวันที่ 28 กุมพาพันธ์ 2492 และ “นายจำลอง ดาวเรือง” ก็โดนจับกุม มีการค้นบ้าน “ดร.เปลว ชลภูมิ” รัฐบาลพบโทรเลข ทราบข่าว “ดร.เปลว ชลภูมิ” จะกลับไทยหลังจากหนีลี้ภัยไปปีนัง เมื่อครั้งเกิดการรัฐประหารปี 2490 จึงมีการไปดักจับ “ดร.เปลว ชลภูมิ” ถึงลานจอดเครื่องบิน ในคืนวันที่ 4 มีนาคม 2492 ตำรวจสันติบาลนำ ดร.เปลว ออกจากสนามบินทันทีที่เครื่องบินลงไปกองบัญชาการสวนกุหลาบ

คนทั้ง 4 ที่ถูกจับกุมเคยเป็นรัฐมนตรีในสมัยก่อนๆ ทราบกันว่าเป็นสายเสรีไทยสนิทกับ “นายปรีดี พนมยงค์” และตายอย่างมีเงื่อนงำ

วันที่ 4 มีนาคม 2592 รถตำรวจ 3 คัน เบิกผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปสอบสวนระหว่างรถถึงถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 13 เสียงปืนดังแผดคำรามขึ้นหลายนัด แล้วผู้ต้องหาการเมืองทั้ง 4 ก็ดับดิ้นตรงนั้น ทุกศพมีรอยกระสุนคนละหลายนัดบอกกันว่าโจรมลายูเข้าชิงตัวผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจลูกน้องเผ่าปลอดภัยทุกคน

สังหารครูเตียง ศิริขันธ์

“นายเตียง ศิริขันธ์” เป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาด มีความห่วงใยในการศึกษาของชาวบ้านท่านจึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้นมา 2 แห่ง ชื่อว่า “โรงเรียนมัธยมเตียง ศิริขันธ์ 1” และ “โรงเรียนมัธยมเตียง ศิริขันธ์ 2” เมื่อปี พ.ศ. 2478 นายเตียงและเพื่อนครูอีก 2 คนในโรงเรียนประจำจังหวัดอุดรธานี คือ “นายปั่น แก้วมาตร” และ “นายญวง เอี่อมศิลา” โดนข้อหามีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ ต่อมาในปีเดียวกัน นายเตียงกับนายปั่นถูกปล่อยตัว ส่วนนายญวงถูกตัดสินจำคุกพร้อมเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง

นายเตียงได้เดินทางไปเรียนต่อระดับครู ป.ม. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและไปเป็นครูสอนที่โรงเรียนหอวังระยะหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ครูเตียงได้กลับไปสมัคร ส.ส.ที่จังหวัดสกลนคร โดยมี “ครูครอง จันดาวงศ์” ช่วยวิ่งเต้นหาเสียงให้ด้วยจนชนะคะแนน “หลวงวรนิติปรีชา” ส.ส.แต่งตั้งคนเดิม

ในปี 2497 “นายเตียง ศิริขันธ์” ส.ส. สกลนคร หัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานพร้อมคนขับรถถูกจับไปสังหารโหดที่กลางป่าจังหวัดกาญจนบุรี ปฏิบัติการป่าเถื่อนไร้ทำนองคลองธรรมของผู้กุมอำนาจรัฐสร้างแรงบีบคั้นให้กับผู้รักความเป็นธรรมคนแล้วคนเล่ากลายเป็นเหยื่อความทารุณโหดร้ายต่อไป !

กบฏแมนฮัตตัน (จับจอมพล ป.บนเรือแมนฮัตตัน)

ทหารบางส่วนของกองทัพเรือไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลจอมพล ป. มากนัก ยังมีนายทหารเรือคบคิดกบฏจะยึดอำนาจจอมพล ป. อีกหลายครั้งหลายคราว แต่มักมีเหตุไม่พร้อมสอดแทรกอยู่เสมอ เช่น วันที่ 22 ตุลาคม 2493 คิดคุมตัวจอมพล ป. ในพิธีส่งทหารไปเกาหลี

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2543วางแผนจับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในสนามกีฬาแห่ชาติ ขณะมีการแข่งขันรักบี้ระหว่างทีมกองทัพบกกับทีมกองทัพเรือ กระทั่งต้นปี พ.ศ. 2494 คิดทำการอีก ในกระทรวงกลาโหมจะทำการแจกเข็มเสนาธิปัตย์ มีจอมพล ป. เป็นประธาน ทหารบางส่วนที่ตกลงกันไว้ไม่กล้าเคลื่อนออกมา แต่ความพยายามไม่สิ้น

กลุ่มทหารเรือหนุ่มกำหนดวันที่ 26 มิถุนายน 2494 ก่อการอีกครั้ง จะบุกควบคุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ทำเนียบและจู่โจมยึดวังปารุสกวัน ครั้งถึงกำหนด นาวิกโยธิน 2 หน่วยไม่สามารถเคลื่อนพลได้ทั้งๆ ที่หน่วยอื่นพากันขนอาวุธยุทธภัณท์ออกจากกรมกองแล้ว ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ขบวนการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพบกขอถอนตัว กระนั้นก็ยังมีส่วนอดทนยึดมั่นอุดมการณ์จะทำงานปฏิวัติก็ยังมีอยู่

ถึงคราวลงมือกันเสียที

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 จอมพล ป. จะทำพิธีรับเรือมอบเรือขุดแมนฮัดตัน โดยจากอเมริกามอบให้ ที่ท่าเรือราชวรดิษฐ์ท่ามกลางทูตประเทศต่างๆ มากมาย เมื่อรับเสร็จ จอมพล ป. ก็ขึ้นไปชมเรือ

“น.ต.มนัส จารุภา” พร้อมหน่วยรบจำนวนหนึ่งนำปืนกลแมดเสน กรูขึ้นสะพานเรือพร้อมยิงหากมีคนขัดขืน จอมพล ป. เดินมาจากหัวเรือพร้อมผู้ติดตาม ถึงจุดที่ น.ต. ยืนรออยู่ “เราต้องการแต่ตัวท่านจอมพล คนอื่นไม่เกี่ยวถอยออกไป ขอเชิญจอมพลมาทางนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “จะให้ไปทางไหน”

มีการควบคุมนายกรัฐมนตรีไปขึ้นเรือรบหลวงอยุธยา แล้วเล่นไปตามลำน้ำถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมุ่งหน้าสู่สะพานพระพุทธยอดฟ้า เพื่อไปจอดหน้าสรรพวุธทหารเรือ บางนา แต่สะพานพุทธฯ ไม่เปิด นาวิกโยธินที่ 4 และ 5 ไม่สามารถเคลื่อนพลออกมาได้ ทหารเรือส่วนหนึ่งยึดโรงไฟฟ้าและโทรศัพท์กลางวัดเลียบได้แล้วแต่ถูกรถถังตำรวจล้อมปิดไว้

ฝ่ายรัฐบาลได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้ก่อการ เรียกร้องให้มอบตัวและส่งจอมพล ป. คืนอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยยื่นคำขาดให้จำนนในตอนรุ่งเช้า มิฉะนั้นจะใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง

06.00 น. รุ่งอรุณของวันที่ 30 มิถุนายน 2454 อาวุธหนักของรัฐบาลโจมตีทหารเรือ กระสุนเบาถล่มเรือรบหลวงศรีอยุธยาเป็นระยะๆ ส่วนบนบกทหารฝ่ายรัฐบาลอยู่ฝั่งพระนครทหารฝ่ายก่อการอยู่ฝั่งธนต่างสาดกระสุนใส่กัน เสียหายทั้งสองฝ่าย

เวลา 15.00 น. ไม่มีทหารกองอื่นๆ รวมถึงแม่ทัพเรือเข้าร่วมกับฝ่ายก่อการดังที่ฝ่ายก่อการคาดหวังไว้ ฝ่ายกบฏหมดทางสู้ทุกประตู

“จอมพลฟื้น ฤทธาคนี” ผู้บัญชาการทหารอากาศสั่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเรืออยุธยา เพลิงไหม้ลามถึงคลังลูกปืน เรือค่อยๆ จมลง ปืนเล็กยาวระดมยิงใส่พวกลอยคอที่ว่ายพ้นหัวเรือ ทหารฝ่ายก่อการที่อยู่ฝั่งธนบุรีสามารถสกัดยับยั้งการยิงได้ แต่ไม่อาจหยุดยั้งการยิงกราดจากเครื่องบินได้ เมื่อบรรดาคนที่ว่ายน้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้ฝั่ง จึงเห็นว่ามี จอมพล ป. รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย รัฐบาลปราบปรามฝ่ายกบฏอย่างราบคาบ ฝ่ายทหารเรือจึงหมดอำนาจทางการเมืองตั้งแต่นั้นมา

ยุคทมิฬ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ นักอุ้มฆ่า

ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ พล.ต.อ.เผ่า สร้างรัฐตำรวจขึ้น ก่อตั้งตำรวจรถถังและยานเกราะ ตำรวจกองปราบ ตำรวจพลร่มและอื่นๆ พล.ต.อ.เผ่า มีความสนิทกับจอมพล ป. เป็นพิเศษ เคยเป็นทหารยศพันเอกแต่ถูกโอนมาคุมตำรวจ ไต่ตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ได้ทำการกวาดล้างเสี้ยนศัตรูทางการเมืองของจอมพล ป. อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ตำรวจยุคนี้ได้มีส่วนในการเข่นฆ่า ขังลืม ขังห้องมืดนักโทษการเมืองรวมถึงสังหารโหด 4 รัฐมนตรีกลางถนนที่บางเขน นักการเมืองจำนวนมากต้องลี้ภัยหนีตายและหลบไปกบดานอยู่ในชนบท

เช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบทางวิทยุกระจายเสียง รัฐบาลได้ดำเนินการกวาดล้างจับกุมนัดคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมาก ในข้อหากบฏ อาทิเช่น

  • นายอารีย์ ลีวีระ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยพาณิชย์การ จำกัด
  • นายแสวง ตุงคบรรหาร บก.หนังสือพิมพ์สยามนิกร
  • นายบุศย์ สิมะเสถียร หนังสือพิมพ์ไทย
  • นายอารี อิ่มสมบัติ บ.กฺ. ธรรมจักรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ
  • นายเปลื้อง วรรณศรี
  • นายฉัตร บุณยศิริ
  • นายนเรศ นโรปกรณ์
  • นายมารุต บุนนาค
  • และอีกมากมายรวม 104 คน เรียกว่า “กบฎ 10 พ.ย. 2495”

มีการวางแผนฆ่านักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่คือ ในคืนวันที่ 6 กุมพาพันธ์ 2496 ศาลได้สั่งปล่อย “นายอารี ลีวีระ” ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยพาณิชย์การ จำกัด ซึ่งมี หนังสือพิมพ์สยามนิกรและพิมพ์ไทยอยู่ในสังกัด ครั้นถึงวันที่ 23 กุมพาพันธ์ ปีเดียวกัน นายอารีย์ได้เข้าสู่พิธีสมรสกับ “นางสาวกานดา บุญรัตน์” และเดินทางไปหัวหินเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ระหว่างการไปพักที่หัวหิน ได้เกิดเรื่องสลดสะเทือนใจคนวงการหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเช้าวันที่ 9 มีนาคม 2496 เวลา 08.50 น. มีรถจี๊ปสีเขียวเข้าไปในเรือนพักของหนุ่มสาวคู่นี้ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด แล้วรถดังกล่าวได้ขับออกไป เมื่อตำรวจหัวหินวิทยุสกัดรถคันนี้ได้ พบว่ามีตำรวจยศสิบโท และพลตำรวจอีก 4 นาย เป็นตำรวจกองกำกับการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้การว่า “พ.ต.ท.ศิริชัย กระจ่างวงศ์” ให้มาดักจับคนร้าย ซึ่งนายตำรวจดังกล่าวเป็นนายตำรวจอัศวินแหวนเพชรของ “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” นั่นเอง

การเลือกตั้งที่มีการโกงครั้งมโหฬาร

อย่างไรก็ตาม จอมพล ป.พิบูลสงคราม มักแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลของเขามีประชาธิปไตย เห็นความสำคัญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังนั้นในปี 2500 มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมพาพันธ์ 2500 ปรากฏว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการใช้อุบายต่างๆ การทุจริตครั้งนี้มีการกระทำกันอย่างเอิกเกริก มีทั้งพลร่มไพ่ไฟและการเวียนเทียนลงบัตร มีการส่งโค๊ดเลือกผู้แทนของตน มีการปักตราพรรคเสรีมนังคศิลา (พรรครัฐบาลจอมพล ป.) มีรูปหัวไก่สีแดงเป็นเครื่องหมายที่กระเป๋ามองเห็นชัด เมื่อกรรมการเห็นก็ให้บัตรลงคะแนนทันทีโดยไม่ต้องตรวจสอบรายชื่อ การทุจริตการเลือกตั้งปั่นป่วนไปทั่ว ทุลักทุเลอึมครึม มีการใช้อำนาจรัฐเต็มที่

ประชาชนและนักศึกษาที่รักประชาธิปไตยพยายามต่อสู้แต่ก็มีอันพาลทางการเมืองเข้ารุมซ้อม ให้ประชาชนบาดเจ็บมากมาย สื่อมวลชนกล่าวหาว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสกปรกที่สุดในประเทศไทย ผลการเลือกตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาได้ 86 เสียงจาก 160 เสียง ขณะเตรียมจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวและออกใบปลิวโจมตี จอมพล ป. กับ พล.ต.อ.เผ่า ให้รับผิดชอบลาออก

ประชาชนเดินขบวนไล่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ประชาชนเริ่มเดินขบวนจน ในที่สุด จอมพล ป. ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ 2 มีนาคม 2500 ห้ามชุมนุมในที่สาธารณะและห้ามพิมพ์โฆษณาเกี่ยวกับการเมือง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำหนังสือเรียกร้องให้ผู้แทนฯ ลาออกจากตำแหน่ง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประท้วงด้วยการลดธงลงครึ่งเสา นักศึกษาทั้ง 2 แห่งกับประชาชนต่างลุกฮือบุกเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล

สองเสือองค์รักษ์พิทักษ์จอมพล ป.ขัดแย้งกันหนัก

“เสือสฤษดิ์” กับ “เสือเผ่า” แสดงการขัดแย้งกันอย่างหนัก อำนาจและกลไกของจอมพล ป. เริ่มพิกลพิการ ภายในพรรคเริ่มแตกแยกยากที่จะประสานผลประโยชน์กันต่อไปได้อีก จอมพล ป. สั่งยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งของ “พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์”

วันที่ 20 สิงหาคม 2500 เป็นวันจุดแตกหักเมื่อ “พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ประกาศลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี “พล.ท.ถนอม กิตติขจร”  รมช. กลาโหม “พล.ท.ประภาส จารุเสถียร” รมช. มหาดไทย “พล.อ.ท.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูล” รมช. เกษตร “พล.ต.ศิริ สิริโยธิน” รมช. สหกรณ์ ลาออกตามไปด้วย

วันที่ 13 กันยายน 2500 เหลือแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก “พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” สั่งขุนพลเตรียมพร้อม ส่วน “พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์” ก็ระดมกำลังพร้อมเช่นกันต่างคุมเชิงคุมกองกำลังกันอยู่

พล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” และ “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” เพื่อนคู่รักคู่แค้น

วันที่ 14-15 กันยายน 2500 คณะนายทหารกองทัพบกทำหนังสือบังคับให้รัฐบาลจอมพล ป. ลาออกแต่ จอมพล ป. หน่วงเหนี่ยวเวลา วันที่ 16 กันยายน 2500 เวลา 20.00 น. “พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์” สั่งรถถังเคลื่อนเข้ายึดที่ทำการสำคัญของรัฐบาลทันที รัฐประหารครั้งนี้ไร้การต่อต้าน จอมพล ป. หนีออกไปทางจังหวัดตราด ซึ่งท่านได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับผู้ติดตามเพียง 2 คน ไปอย่างหวุดหวิด โดยผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนจะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ณ ที่นั่น ท่านและครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งนี้เพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าเป็นท่านเป็นผู้ที่บุญคุณต่อญี่ปุ่น ซึ่งเคยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วยดี ไม่ต้องมีการสู้รบยืดเยื้ออันรังแต่จะทำให้มีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งท่านก็ได้พำนักอยู่ที่นั่นจนตราบถึงแก่อสัญกรรม

ส่วนนายทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาลเข้ารายงานตัวต่อคณะปฏิวัติ ในนี้มี “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” ด้วย ตอนหนึ่งเสือสฤษดิ์ถามเสือเผ่า ว่า “ก่อนหน้าจะยึดอำนาจ 2 วัน มึงไปถอนเงินจากกระทรวงการคลังไป 11 ล้านจริงหรือไม่?” พล.ต.อ.เผ่าตอบฉะฉาน “เออ…จริงว่ะ แต่ใช้ไปหมดแล้ว”

“พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์” ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ส่วน จอมพล ป. หนีทันเข้า จ.ตราด เพื่อเข้าสู่เขมรต่อไป 9 ปีที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้อำนาจมาด้วยปืนรถถังและเขาจากอำนาจไปด้วยปืนและรถถังแบบเดียวกัน นักศึกษาประชานชาวไทยต่างดีใจที่จอมเผด็จการคนเก่าจากไปแต่หารู้ไม่ว่าเผด็จการตัวใหม่กำลังย่างก้าวทะมึนเข้าแทนที่ … โหดเหี้ยมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย … เขาคือ “จอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์”

ในช่วงที่ยังไม่หลุดจากอำนาจ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยได้ชื่อว่าเป็น “นายกฯ ตลอดกาล” นอกจากนี้ยังได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “จอมพลกระดูกเหล็ก” เพราะมีชีวิตทางการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง นอกจากนี้ จอมพล ป. ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มองค์กรและหน่วยงานสำคัญๆ ของประเทศหลายองค์กรที่พัฒนาและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะของแต่ละวิชาชีพ เช่น รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมทั้งเป็นผู้ที่ใช้อำนาจยึดสถานที่ต่างๆ ที่เคยเป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์และที่อยู่ของบุคคลสำคัญก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาใช้เป็นสถานที่ราชการ เช่น วังบางขุนพรหม บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก บ้านนรสิงห์ เป็นต้น

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 ในเวลาประมาณ 20.30 น. ณ บ้านพักส่วนตัว ชานกรุงโตเกียว สิริอายุได้ 66 ปี โดยก่อนที่จะถึงแก่อสัญกรรมนั้น จอมพล ป. ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติ ยังรับประทานอาหารมื้อเที่ยงพร้อมกับครอบครัวและคนสนิทได้เหมือนปกติ แต่ทว่าเมื่อถึงเวลาเย็นก็ได้ทรุดลงและถึงแก่อสัญกรรมอย่างกระทันหัน (ซึ่งในเรื่องนี้บางส่วนเชื่อกันว่าเป็นการลอบวางยาพิษ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านั้น จอมพล ป. เริ่มได้สานสัมพันธ์กับ “นายปรีดี พนมยงค์” อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรยุคก่อตั้งมาด้วยกัน แม้ครั้งหนึ่งทั้งคู่จะเคยเป็นศัตรูทางการเมืองกันมาก่อนก็ตาม แต่ทว่าในเวลานั้นทั้งคู่ต่างก็หมดอำนาจและต้องลี้ภัยในต่างประเทศด้วยกัน แม้จะอยู่คนละที่ แต่ก็มีการติดต่อกันทางจดหมาย โดยมีผู้อาสาเดินจดหมายให้ และใช้รหัสลับในการติดต่อกัน ซึ่งสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ที่กระทำการรัฐประหารจอมพล ป. ไปเมื่อปี พ.ศ. 2500 ก็ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2506 จึงมีการคาดหมายว่า อีกไม่นานทั้งจอมพล ป. และนายปรีดีจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยและจะรื้อฟื้นอำนาจทางการเมืองทางสายของคณะราษฎรขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หมดบทบาทไปเลยอย่างสิ้นเชิงจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

ร่างจอมพล ป. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีการนำอัฐิกลับคืนสู่ประเทศไทยในวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกัน โดยมีพิธีรับอย่างสมเกียรติจากทั้ง 3 เหล่าทัพ

พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พ.ศ. 2494 – 2500 เจ้าของคำขวัญ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายบ้านเมือง” เป็นบุคคลหนึ่งที่มีบทบาททางการเมืองสูงมากในช่วงก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500

พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2452 ณ ตำบลบางขุนพรหม อำเภอบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นนายตำรวจที่ประชาชนชาวไทยในยุคสมัยนั้นรู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นเสมือนมือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น นายกรัฐมนตรีเผด็จการทหารในสมัยนั้น เริ่มแรก พล.ต.อ.เผ่านั้นรับราชการเป็นทหารมาก่อน ก่อนจะย้ายตัวเองมาเป็นตำรวจพ.ต.พระพลาพิรักษ์เสนีย์ (พลุ้ย ศรียานนท์) และนางพงษ์ ศรียานนท์ สมรสกับคุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ (ชุณหะวัณ) บุตรสาวของจอมพลผิน ชุณหะวัณ

ยุคของ พล.ต.อ.เผ่านั้น ถูกเรียกว่ายุค “รัฐตำรวจ” หรือ “อัศวินผยอง” เนื่องจาก พล.ต.อ.เผ่า ได้เสริมสร้างขุมกำลังตำรวจจนสามารถเทียบเท่ากับกองทัพๆ หนึ่งเหมือนทหารได้ โดยเริ่มให้มี ตำรวจน้ำ, ตำรวจพลร่ม, ตำรวจม้า, ตำรวจรถถัง ตลอดจนให้มีธงไชยเฉลิมพลเหมือนทหาร จนมีการกล่าวในเชิงประชดว่า อาจจะมีถึงตำรวจเรือดำน้ำ เป็นต้น โดยประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของตำรวจในสมัยนั้น ซึ่งเป็นประโยคของพล.ต.อ.เผ่าเอง คือ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายบ้านเมือง” จนได้รับฉายาจากสื่อต่างประเทศว่า “บุรุษเหล็กแห่งเอเซีย”

พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์

ในทางการเมือง พล.ต.อ.เผ่า มีฐานะเป็นเลขาธิการพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวว่าสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะมีตั้งแต่การข่มขู่ผู้ลงคะแนนให้เลือกแต่พรรคเสรีมนังคศิลา มีการเวียนเทียนลงคะแนนกันหลายรอบ ที่เรียกว่า พลร่ม หรือ ไพ่ไฟ และนับคะแนนกันถึง 7 วัน 7 คืน โดยในยุคนั้นประชาชนทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่ควรจะกระทำการใดที่เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐเพราะอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น กรณีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีที่ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 13 เมื่อปี พ.ศ. 2492 หลังเหตุการณ์กบฏวังหลวง หรือการจับถ่วงน้ำ นายหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์ ผู้นำอิสลามจังหวัดปัตตานี ที่ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น ล้วนแต่เป็นฝีมือตำรวจ โดย พล.ต.อ.เผ่า และเป็นที่รับรู้กันว่าตำรวจเป็นผู้เลี้ยงบรรดานักเลง อันธพาลในยุคนั้นเป็นลูกน้องด้วย ซึ่งเรียกกันว่า “นักเลงเก้ายอด” อันมาจากการที่นักเลงอันธพาลเหล่านั้นสามารถเข้าออกกองบัญชาการตำรวจกองปราบที่สามยอดได้โดยสบาย ซึ่งทำให้เหล่านักเลงอันธพาลเกลื่อนเมือง

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้กลุ่มนายทหารที่นำโดย พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่พอใจ โดยเริ่มทำการปราศรัยโจมตีตำรวจที่ท้องสนามหลวงบนลังสบู่ ที่เริ่มกันว่า “ไฮปาร์ค” และทางตำรวจก็ตอบโต้ด้วยการไฮปาร์คบ้าง จนในที่สุดนำไปสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น พล.ต.อ.เผ่า ยังไม่ได้หลบหนีไปต่างประเทศเหมือนจอมพล ป. แต่ยอมเข้ามอบตัวแต่โดยดี โดยกล่าวว่า “อั๊วมาแล้ว … จะเอายังไงก็ว่ามา”

วันรุ่งขึ้น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พล.ต.อ.เผ่า มีทรัพย์สินอยู่มากมาย มีคฤหาสน์หลังใหญ่ติดทะเลสาบที่นครเจนีวา จนครั้งหนึ่งเมื่อนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งจัดอันดับมหาเศรษฐี 10 อันดับของโลก ก็มีชื่อของ พล.ต.อ.เผ่า ติดอยู่ในอันดับด้วย

ประเทศไทยเราเคยมีองค์การระดับชาติองค์การหนึ่ง สำหรับทำหน้าที่ส่งเสริมประชาชนให้แต่งงานกันมากขึ้น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “องค์การส่งเสริมการสมรส” จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2485 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในยุคที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุผลของ จอมพล ป. ก็คือประเทศไทยของเรามีประชากรน้อยเกินไป คือมีเพียง 18 ล้านคน ใน พ.ศ. ดังกล่าวจึงไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจได้ เพราะการจะเป็นประเทศมหาอำนาจได้นั้นจะต้องมีประชากร (สมัยโน้นใช้คำว่าพลเมือง) 30-40 ล้านคน ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย จอมพล ป. ซึ่งมีความประสงค์อย่างยิ่งยวดที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจจึงสั่งการให้มีการจัดตั้งองค์การนี้ขึ้น เพื่อชักชวนประชาชนให้แต่งงานกันมากขึ้น อันจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มจำนวนพลเมืองไทยให้ก้าวไปสู่หลัก 30-40 ล้านได้อย่างรวดเร็ว

องค์การส่งเสริมการสมรส มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน อธิบดีกรมสาธารณสุขเป็นรองประธาน อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรม ประชาสงเคราะห์ ฯลฯ เป็นกรรมการ ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมมีความเห็นว่าในการเพิ่มพลเมืองนั้นจะต้องให้มีคนเกิดมาก แต่ตายน้อยและการที่จะให้คนเกิดมากก็ต้อง ส่งเสริมให้คนแต่งงานกันมากขึ้น เช่น

  • ที่ประชุมพบว่าอุปสรรคของการแต่งงานที่สำคัญก็คือ การเรียกสินสอดทองหมั้น ฉะนั้นควรหาทางแนะให้เลิกประเพณีนี้เสีย
  • อีกประการหนึ่งการแต่งงานต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ควรจัดรวมกัน หลายๆ คู่เพื่อการประหยัด เช่น การสมรสหมู่ เป็นต้น
  • นอกนั้นยังพบอีกว่าชายหญิงในยุค พ.ศ.2485 ยังขาดการสมาคมระหว่างเพศ ควรจัดให้หนุ่มสาวพบปะสมาคมกัน
  • ที่ประชุมมีมติให้ส่งเสริมการจัดงานให้เห็นประโยชน์ของการแต่งงาน ด้วยการโฆษณาทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ เพลง ละครและโปสเตอร์ ทำแบบเดียวกับแผนประชาสัมพันธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งในยุคนี้เป๊ะเลย

นพ.พูน ไวทยการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานองค์การได้เขียนบทความออกเผยแพร่ชักชวนประชาชนให้ทำการสมรสยาวเหยียดมีการอ้างอิงตัวเลข อ้างอิงหลักวิชาการ คล้ายๆ กับบทความทางวิชาการในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว กลุ่มเป้าหมายที่องค์การส่งเสริมการสมรสจะส่งเสริมชักชวน ได้แก่ คนโสดทั่วราชอาณาจักรทั้ง 2 เพศที่มีถึง 1,895,675 คน จากการสำรวจ สำมะโนครัวเมื่อ พ.ศ.2480

ท่านประธานองค์การระบุด้วยว่า เมื่อทำการสมรสหรือมีเรือนแล้ว แต่ละคู่ควรมีลูก 4 คน เพื่อให้ดำรงชาติแทนคนโสด แทนคนเป็นหมันหรือคนมีบุตรคนเดียวและแทนผู้มีอายุสั้น ฯลฯ ท่านระบุไว้ในบทความด้วยว่า “ผู้ที่มีลัทธิเห็นแก่ตัวโดยมีบุตรคนเดียว หรือ 2 คนนั้น ชาวเราไม่ควรรับพิจารณาและยึดถือ”

นอกจากบทความที่ว่าแล้ว องค์การยังทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งโดยการจัดตั้งสำนักงานสื่อสมรส ขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงาน จากนั้นก็เชิญผู้ลงทะเบียนมาพบกันในงานที่จังหวัดจัดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสมัครรักใคร่และสมรสกันต่อไป ดังเช่นในกรุงเทพฯ มีการจัดงาน “ตักบาตรข้าวสาร” ที่วัดสุทัศนเทพวราราม ในวันที่ 19 ธันวาคม 2486 เพื่อให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบกันตามวัตถุประสงค์นี้

องค์การของจอมพล ป. ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ประเทศไทยก้าวสู่ยุค “เบบี้บูม” มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดความวิตกว่าจะเร็วเกินไปแล้ว ต้องมาวางแผนครอบครัวเพื่อลดอัตราเพิ่มประชากรกันอย่างขนานใหญ่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2514 หรือ 30 ปีให้หลัง (ปลายแผนพัฒนาฉบับที่ 2) เป็นต้นมา

จังหวัดพิบูลสงคราม เป็น 1 ใน 4 จังหวัดที่ประเทศไทยได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในช่วง พ.ศ. 2484 โดยยกท้องที่การปกครองเสียมราฐขึ้นเป็นจังหวัด ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องส่งดินแดนจังหวัดพิบูลสงครามคืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ปัจจุบัน คือ จังหวัดเสียมราฐ จังหวัดอุดรมีชัยและจังหวัดบันเตียเมียนเจย ในประเทศกัมพูชา พื้นที่ของจังหวัดนี้เดิมอยู่ในมณฑลบูรพาในสมัยรัชกาลที่ 5 และตกอยู่ภายใต้ความปกครองของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2450 ชื่อจังหวัดพิบูลสงครามนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น

ทั้งนี้ ยังปรากฏว่ามีการสร้างอนุสาวรีย์ไก่ขาวกางปีกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมพลแปลกไว้เป็นอนุสรณ์ของจังหวัดนี้ เมื่อมีการกำหนดให้มีตราประจำจังหวัดทั่วประเทศ กรมศิลปากรก็ได้นำอนุสาวรีย์ดังกล่าวมาผูกเป็นรูปตราประจำจังหวัดไว้ด้วย ส่วนชื่ออำเภอต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นในทั้ง 4 จังหวัด ที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศสนั้น ส่วนหนึ่งตั้งชื่อตามบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในการรบสงครามอินโดจีน อย่างไรก็ตาม ในการได้ดินแดนเสียมราฐคืนมาเป็นจังหวัดพิบูลสงครามนั้น นครวัด ยังคงอยู่ในเขตของฝรั่งเศส และปราสาทบันทายศรีแม้ตามเส้นแบ่งแดนจะอยู่ในเขตจังหวัดพิบูลสงคราม แต่ฝรั่งเศสได้ขอให้ขีดวงล้อมให้ดินแดนที่ตั้งของปราสาทบันทายศรี เป็นของฝรั่งเศสตามเดิม ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้เห็นชอบตามคำขอของฝรั่งเศส ปราสาททั้งสองจึงไม่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

วันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพลพิบูลฯ ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้บัญญัติกฎหมายยกเลิกบรรดาศักดิ์ไทยเดิม โดยสถาปนา “ฐานันดรศักดิ์” (Lordshin) ตามแบบฝรั่งขึ้นใหม่ คือ ดยุค, มาควิส, เคานท์, ไวสเคานท์, บารอน ฯลฯ โดยตั้งศัพท์ใหม่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับฐานันดรศักดิ์เจ้าศักดินาใหม่ คือ สมเด็จเจ้าพญา, ท่านเจ้าพญา, เจ้าพญา, ท่านพญา ฯลฯ ส่วนภรรยาของฐานันดรศักดินาใหญ่นั้นให้เติมคำว่า “หญิง” ไว้ข้างท้าย เช่น “สมเด็จเจ้าพญาหญิง”

แต่หลวงวิจิตรวาทการเสนอให้เรียกว่า “สมเด็จหญิง” และฐานันดรศักดินาให้มีคำว่า “แห่ง” (of) ต่อท้ายด้วยชื่อแคว้นหรือบริเวณท้องที่ เช่น สมเด็จเจ้าพญาแห่งแคว้น…, พญาแห่งเมือง… ฯลฯ ทำนองฐานันดรเจ้าศักดินายุโรป เช่น ดยุค ออฟ เบดฟอร์ด ฯลฯ ฐานันดรเจ้าศักดินาใหม่นี้ให้แก่รัฐมนตรีและข้าราชการไทย ตามลำดับตำแหน่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพาย เช่น จอมพลพิบูลฯ ได้รับพระราชทางสายสะพายนพรัตน์ ก็จะได้ดำรงฐานันดรเจ้าศักดินาเป็น “สมเด็จเจ้าพญาแห่ง…”

ฐานันดรเจ้าศักดินาใหม่นั้น ทายาทสืบสันตติวงศ์ได้เหมือนในยุโรปและญี่ปุ่น อันเป็นวิธีการซึ่งนักเรียนที่ศึกษาประวัติ นายพลนโปเลียน โบนาปาร์ด ทราบกันอยู่ว่า ท่านนายพลผู้นั้นได้ขยับขึ้นทีละก้าวทีละก้าว จากเป็นผู้บัญชาการกองทัพ แล้วเป็นกงสุลคนหนึ่งในคณะกงสุล 3 คน ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดปกครองประเทศฝรั่งเศส ครั้นแล้วนายพลนโปเลียน โบนาปาร์ด ก็เป็นกงสุลผู้เดียวตลอดกาล ซึ่งมีสิทธิ์ตั้งทายาทสืบตำแหน่ง

รัฐมนตรีที่เป็นผู้ก่อการฯ จำนวนหนึ่งรวมทั้งนายปรีดีด้วยนั้น โต้คัดค้านจอมพลพิบูลฯ ว่าขัดต่ออุดมคติของคณะราษฎร อันเป็นเหตุให้จอมพลพิบูลฯ ไม่พอใจ ท่านจึงเสนอให้ที่ประชุมเลือกเอาสองทาง คือทางหนึ่งตกลงตามแผนสถาปนาฐานันดรนครเจ้าศักดินาอย่างใหม่ ทางที่สองเวรคืนบรรดาศักดิ์เดิมทุกคน

รัฐมนตรีส่วนข้างมากจึงลงมติในทางเวรคืนบรรดาศักดิ์เดิม เมื่อจอมพลพิบูลฯ แพ้เสียงข้างมากในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงเสนอว่า เมื่อเวรคืนบรรดาศักดิ์เก่าแล้ว ผู้ใดจะใช้ชื่อและนามสกุลเดิม หรือเปลี่ยนนามสกุลตามชื่อบรรดาศักดิ์เดิมก็ได้

นายปรีดีฯ กับรัฐมนตรีส่วนหนึ่งกลับใช้ชื่อและนามสกุลเดิม แต่จอมพลพิบูลฯ เปลี่ยนนามสกุลเดิมของตนมาใช้ตามราชทินนามว่า “พิบูลสงคราม” และรัฐมนตรีบางคนก็ใช้ชื่อเดิม โดยเอาสกุลเดิมเป็นชื่อรอง และใช้ราชทินนามเป็นนามสกุล ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งชื่อและนามสกุลยาว ๆ แพร่หลายจนทุกวันนี้

ต่อกรณีดังกล่าวนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา อดีตประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ให้การเป็นพยานในคดีอาชญากรสงคราม ที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นจำเลย มีความตอนหนึ่งรับกันกับคำฟ้องของท่านปรีดีฯ ข้างต้น ดังนี้

“ตอนที่จอมพล ป.ฯ นำให้มีการลาออกหรือให้พ้นจากบรรดาศักดิ์กันนั้น ขุนนิรันดรชัยได้มาทาบทามข้าพเจ้าว่า จะได้มีการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์กันใหม่ เป็นสมเด็จเจ้าพญาชายบ้าง สมเด็จเจ้าพญาหญิงบ้าง และขุนนิรันดรชัยถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ โดยยึดหลักเกณฑ์ว่า ผู้ที่ได้สายสะพายนพรัตน์ จะได้เป็นสมเด็จเจ้าพญาชาย ซึ่งมีจอมพล ป. คนเดียวที่ได้สายสะพายนั้น เมื่อตั้งสมเด็จเจ้าพญาชายแล้ว เมียของผู้นั้นก็ได้เป็น สมเด็จเจ้าพญาหญิงตามไปด้วย”

“ข้าพเจ้ารู้สึกว่า จอมพล ป. นั้น กระทำการเพื่อจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง แล้วภรรยาจอมพล ป. ก็มีความมักใหญ่ใฝ่สูงทำนองเดียวกัน เอารูปไปฉายในโรงหนัง ให้คนทำความเคารพโดยมีการบังคับ ในการทำบุญวันเกิดก็ทำเทียม วันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น มีตราไก่กางปีกประดับธงทิวทำนองเดียวกับ ตราครุฑหรือตราพระบรมนามาภิไธยย่อ และได้สร้างเก้าอี้ขึ้นทำนองเดียวกับเก้าอี้โทรนของพระเจ้าแผ่นดิน เว้นแต่ใช้ตราไก่กางปีกแทนตราครุฑเท่านั้น …”

ความขัดแย้งกันระหว่าง จอมพล ป. กับ ในหลวงองค์ปัจจุบัน

เนื้อหานี้ผมไปเจอในกระทู้ของเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่ง ขออนุญาตเอามาลงนะครับ ในกระทู้เป็นตัวเลขไทย ผมขอไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ กลัวเกิดความคลาดเคลื่อน

ความเป็นมาของเรื่องดังกล่าว ต้องย้อนหลังไปถึงสถานการณ์ตอนนั้นครับ …

การกลับเข้าสู่อำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ นำไปสู่รูปแบบการปกครองที่เน้นความสำคัญของผู้นำ ซึ่งก็คือตัวท่านเอง (แต่น้อยกว่าช่วงแรกที่ปกครองประเทศ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗) สิ่งที่จอมพล ป. พยายามกระทำตลอดยุคสมัยของเขาก็คือ การเคลื่อนย้ายบทบาทและอำนาจจากราชสำนักและพระมหากษัตริย์มาสู่ตัวเองในฐานะผู้นำ (ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ (พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๘)”, (วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๔๗), น. ๔๙)

ซึ่งในทัศนะของ จอมพล ป. เองก็มิได้ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เท่าไรนัก พฤติกรรมช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗ ของ จอมพล ป. ที่กระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของ จอมพล ป. อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพยายามควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือการยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือการงดจ่ายเงินรายปีเจ้านาย ๒๒ พระองค์

นอกจากนี้ สถานการณ์ในช่วงนั้นได้เอื้ออำนวยต่อเจตนาของจอมพล ป. เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร บทบาทของพระมหากษัตริย์จึงเว้นว่างหายไปนานถึง ๖ ปี นับแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงการเสด็จนิวัติครั้งที่สองในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ระยะเวลา ๖ ปีดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้จอมพล ป. สามารถแสดงบทบาทผู้นำแต่ผู้เดียวในสังคมไทยได้อย่างโดดเด่น ส่งผลให้สถานะของพระมหากษัตริย์ต้องถูกบดบังลงไปอย่างมากตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องดำเนินการผ่านคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสิ้น

แต่กระนั้น จอมพล ป. ก็ตระหนักถึงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ และปรากฏว่ามีหลายต่อหลายครั้งที่จอมพล ป. ได้พยายามแสวงหาการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ จอมพล ป. ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารอ้างว่า การกระทำของตนคือ “การถวายพระราชอำนาจคืน” (ผ่านทางรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีบทบัญญัติขยายพระราชอำนาจให้กว้างขึ้นหลายมาตรา โดยเฉพาะพระราชอำนาจในการเพิกถอนรัฐมนตรี และพระราชอำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสภา)

จอมพล ป. ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ว่า “รัฐประหารครั้งนี้ คณะทหารอยากเปลี่ยนรัฐบาล จะเพิ่มอำนาจพระมหากษัตริย์ให้มากขึ้น ท่านจะได้โอกาสช่วยดูแลบ้านเมือง” (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, หน้า ๘๓-๘๔)

นอกจากนั้น จอมพล ป. ยังได้กราบบังคมทุลอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ผ่านทางคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) ให้เสด็จพระราชดำเนินกลับมาเยี่ยมราษฎรและถวายพระเพลิงพระบรมศพล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยงดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไว้ก่อน และทรงให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แจ้งความประสงค์ดังกล่าวต่อรัฐบาลจอมพล ป.

วิธีการสร้างสถานะ “ผู้นำ” ของ จอมพล ป. อย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) ก็คือ การปลูกฝังอุดมการณ์ให้แก่ประชาชนว่า จอมพล ป. เป็น “บิดา” ของประชาชนด้วยการเปรียบเทียบจอมพล ป. กับ พ่อขุนรามคำแหง ท้ายสุด จอมพล ป. ยังได้อาศัยภาพลักษณ์ของการเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนาโดยพฤตินัยมาเสริมสร้างสถานะของตนด้วย (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ”, น. ๑๑๖-๑๑๘)

ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ (ขณะนั้นทรงประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) โดยเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ทรงมีพระราชดำรัสทางโทรเลขเรียกพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ (หนึ่งในองค์อภิรัฐมนตรี) ให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทรงซักถามความเป็นไปของบ้านเมืองและทุกข์สุขของราษฎร โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติทรงแถลงให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกันว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสซักถามความเป็นไปของราชการบ้านเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน” (สงบ สุริยินทร์, “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”, น. ๓๔)

สถานการณ์ทางการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ การเมืองเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ (มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน) สามารถจัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ได้เป็นครั้งแรก (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ความเป็นมาของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ในฐานะอุดมการณ์ราชการ”, กรุงเทพธุรกิจ (๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๙)) ก่อนที่นายควงจะ “ถูกจี้” ออกจากตำแหน่ง

หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็คือ การเพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการมีส่วนร่วมบริหารบ้านเมืองมากขึ้น โดยเบื้องต้น จอมพล ป. และพรรคสหพรรคและพรรคประชาชน (ที่สนับสนุนเขา) ต่างก็คัดค้านบทบัญญัติที่สนับสนุนหลักการนั้น เช่น มาตรา ๒ ที่ว่า

“ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” (ที่ได้มีการบัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการยกระดับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้น)

หรือมาตรา ๕๙ ที่ว่า “กำลังทหารเป็นของชาติ อยู่ในบังคับบัญชาสูงสุดของพระมหากษัตริย์” หรือ การให้นายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ หรือการถวายสิทธิแก่พระมหากษัตริย์ในการยับยั้งร่างกฎหมายมากขึ้น แต่ในที่สุดฝ่ายคัดค้านก็ได้ยินยอมที่จะประนีประนอมและได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในเดือนมีนาคม ๒๔๙๒ (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, หน้า ๑๙๑-๑๙๓)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง และคณะรัฐประหารได้นำรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ กลับมาใช้อีกครั้ง ส่งผลให้พระราชอำนาจหลายส่วนที่ทรงได้รับจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๒ ต้องหายไป

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสเด็จนิวัติกลับประเทศไทยเป็นครั้งที่ ๒ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสถานะของพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยอย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่ “ความขัดแย้ง” ระหว่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในที่สุด

ในช่วงระยะแรก พระราชสถานะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อธิบายว่า “ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงไม่ทรงสามารถที่จะบริหารหรือมีพระราชอำนาจเหนือคณะรัฐบาล หรือกิจกรรมทางการเมืองทั่ว ๆ ไปได้” (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ”, น. ๓๕๓)

ในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติเมืองไทยครั้งที่สองนั้น สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนั้นไม่สู้ดีนัก บ้านเมืองเพิ่งผ่านพ้นความขัดแย้งระหว่างทหารบก (สนับสนุนรัฐบาลของ จอมพล ป.) และทหารเรือ (สนับสนุนท่านปรีดี) ในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน (อันเป็นจุดสิ้นสุดบทบาทกองทัพเรือในเมืองไทย) และในที่สุด จอมพล ป. ก็หมดความอดทนในความวุ่นวายของวุฒิสภาที่มีเสียงคัดค้านรัฐบาลอย่างหนาแน่น จอมพล ป. จึงตัดสินใจ “ยึดอำนาจตัวเอง” ทางวิทยุกระจายเสียง และตั้งคณะบริหารชั่วคราวในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๔ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วนำกลับมาใช้แทน

การนำรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม กลับมาใช้นี่เอง ได้กลายเป็นความขัดแย้งครั้งแรกระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ จอมพล ป. เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วย และพระองค์ได้ทรงพยายามขัดขวางแต่ก็ไร้ผล (Wilson, David A., ‘Politics in Thailand’ (New York : Cornell University Press, 1962), p. 114)

หลังจากความพยายามของพระองค์ล้มเหลว พระองค์ก็หันมาเอาพระทัยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการประกาศใช้ โดยได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยแก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (“สยามรัฐ”, ฉบับวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔) และยังได้เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวด้วยพระองค์เอง

(พระบรมฉายาลักษณ์ด้านล่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ (ภาพจาก “๖๐ ปีรัฐสภาไทย”, สำนักงานเลขาธิการสภา, ๒๕๓๕)

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๙๕ นี้ นอกเหนือจากจะช่วยค้ำจุนอำนาจของจอมพล ป. แล้ว ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หลายส่วนที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และเป็นการแก้ไขที่ช่วยส่งเสริมพระราชอำนาจเพื่อ “คานอำนาจ” ทางการเมือง คือ มาตรา ๔ ที่บัญญัติว่า

“ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” (นับเป็นบทบัญญัติที่ประกาศใช้เป็นครั้งแรก)

และยังเพิ่มพระราชอำนาจให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามมาตรา ๑๐ นอกจากนี้ ในมาตรา ๑๑ ถึงมาตรา ๒๐ ยังมีการบัญญัติเกี่ยวกับคณะองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และท้ายสุด ได้บัญญัติถึงขั้นตอนหรือวิธีการสืบราชสมบัติไว้ในมาตรา ๒๕ เป็นฉบับแรกอีกด้วย

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มต้นการเสด็จพระราชดำเนินประพาสเป็นการส่วนพระองค์ยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรเกือบทุกจังหวัด และทรงได้รับการต้อนรับจากประชาชนในภาคนี้อย่างกระตือรือร้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลจอมพล ป. มีความวิตกกังวลในความนิยมชมชอบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับจากประชาชนมาก และได้ปฏิเสธที่จะให้งบประมาณเพื่อการเสด็จพระพาสภายในประเทศอีก (Wilson, David A., ‘Politics in Thailand’ (New York : Cornell University Press, 1962), p. 114)

จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมิได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลจอมพล ป. ทำให้การเสด็จพระราชดำเนินประพาสของพระองค์ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ จำกัดอยู่แต่เฉพาะจังหวัดในภาคกลางเท่านั้น

และในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริ ซึ่ง ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ เรียกว่า เป็นโครงการพระราชดำริยุค “ก่อกำเนิด” การริเริ่มโครงการพระราชดำริในระยะแรกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับการเสด็จพระราชดำเนินประพาสต่างจังหวัด กล่าวคือ การไม่ได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลจอมพล ป. แต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนเครื่องมือ ทรัพยากร และเงินทุน โครงการพระราชดำริระยะแรกจึงมีแต่เฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ (พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๘)”, น. ๕๓)

โครงการพระราชดำริระยะแรก ได้แก่ โครงการปลาพระราชทาน การมอบทุนอานันทมหิดล โครงการก่อสร้างถนนแก่หมู่บ้านห้วยมงคล ต.หินเหล็กไฟ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการป่าละอู โครงการฝนหลวง เป็นต้น

เนื่องจากในระยะแรกมิได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลเท่าที่ควร การดำเนินงานในชั้นต้นจึงต้องอาศัยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นสำคัญจนกว่าโครงการนั้น ๆ จะได้รับการบรรจุเข้าสู่ระบบของหน่วยงานราชการที่รับสนองพระราชดำริ ตรงนี้มีข้อสังเกตว่า การสนองพระราชดำริของหน่วยราชการยุคนี้ จะใช้เวลาในการสนองพระราชดำริยาวนานกว่าในยุคต่อๆ มา (ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ (พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๘)”, น. ๖๔)

การเสด็จพระราชดำเนินประพาส รวมถึงการริเริ่มโครงการพระราชดำริทั้งหลาย ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับความนิยมและชื่นชอบ และความเคารพสักการะในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างมาก การเสด็จพระราชดำเนินประพาสจังหวัดต่าง ๆ ล้วนได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติทุกจังหวัดที่ได้เสด็จต่างจัดเตรียมรับเสด็จอย่างวิจิตรตระการตา ประชาชนต่างเฝ้าคอยรับเสด็จอย่างล้นหลาม และเสียงถวายพระพรดังเอิกเกริกไปทั่วบริเวณ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และกลับคืนสู่ความมั่นคงอีกครั้ง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ การจัดตั้งวิทยุกระจายเสียงส่วนพระองค์ (สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต) และการจัดทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นสื่อที่ช่วยนำเสนอพระราชกรณียกิจของพระองค์ ท่ามกลางสภาพการณ์รัฐบาลที่ยึดกุมพื้นที่สื่อต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จ (ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ (พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๘)”, น. ๖๕-๖๖)

แม้ว่าพระราชสถานะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีความมั่นคงมากขึ้น และบทบาทของพระองค์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับพระบารมีของพระองค์ ทว่า ความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับจอมพล ป. ก็ยังไม่ยุติลง

ลึกๆ แล้ว จอมพล ป. ไม่พอใจ และไม่ต้องการสนับสนุนพระราชกรณียกิจ ตลอดจนการแสดงบทบาทของพระองค์ในสังคม แต่ความไม่พอใจและความขัดแย้งดังกล่าวในปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๘ ก็ยังไม่มีความรุนแรง และไม่เป็นที่เด่นชัดในหมู่ประชาชนเท่าไรนัก แต่สถานการณ์ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ และท้ายที่สุด ได้เป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ “จุดจบอย่างถาวร” ของ จอมพล ป. เอง

วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙ อันเป็นวันกองทัพไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่บรรดาทหารทั้งหลายของพระองค์ตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อทหารมีไว้สำหรับประเทศชาติ ทหารต้องเป็นของประเทศชาติ หาใช่ของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยเฉพาะไม่…ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปกครองทหารในทางที่ชอบที่ควร โดยระลึกถึงความเที่ยงธรรม และหน้าที่อันมีเกียรติของทหาร ทั้งนี้ เพราะทหารได้รับเกียรติและเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมอาวุธและกำลังรบของประเทศ เป็นที่เคารพเกรงขามในหมู่ชนทั่วไป ทหารจึงต้องปฏิบัติให้สมกับที่ตนได้รับความไว้วางใจ ไม่ควรไปทำหรือเกี่ยวข้องในกิจการที่มิใช่อยู่ในหน้าที่โดยเฉพาะของตน เช่น ไปเล่นการเมือง ดังนี้เป็นต้น การกระทำเช่นนั้นจะทำให้บุคคลเสื่อมความเชื่อถือในทหารโดยเข้าใจว่าเอาอิทธิพลไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เวลานี้สภาพการณ์ทั่วโลกยังไม่อยู่ในระดับปกติ ความจำเป็นและสำคัญของทหารย่อมมีมากขึ้น ทหารจึงควรรักษาวินัยโดยเคร่งครัด ประพฤติตนให้เที่ยงธรรม ปฏิบัติหน้าที่ให้อยู่ภายในขอบเขตของตนโดยเฉพาะ เพื่อเป็นที่พึ่งที่เคารพของประชาชนโดยทั่วไป..” (สงบ สุริยินทร์, “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”, น. ๑๖๑-๑๖๓)

พระบรมราโชวาทข้างต้นส่งผลกระทบต่อตัวจอมพล ป. โดยตรง ทำให้ในอีกไม่กี่วันต่อมา จอมพล ป. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในลักษณะแก้ข่าวว่า

“ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเช่นนั้นเป็นการถูกต้องตามหลักการ แต่พระองค์ท่านคงจะไม่ได้หมายความว่า การที่ทหารเข้าเล่นการเมืองในขณะนี้เป็นการไม่สมควร แต่คงหมายถึงการไปกระทำการที่ต้องผิดกฎหมาย แต่ขณะนี้ทหารก็มิได้กระทำผิดอะไร คงปฏิบัติไปตามกฎหมายทุกประการ” (“ประชาธิปไตย” ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ฉบับพิเศษ)

แต่ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัฐบาลยังไม่จบ เพราะในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ดร.หยุด แสงอุทัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในขณะนั้น ได้วิพากษ์วิจารณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านทางวิทยุกระจายเสียง กรมประชาสัมพันธ์ (ในการบรรยายเรื่อง อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย) โดยส่วนหนึ่งของคำบรรยาย ความว่า

“…องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดที่เป็นปัญหา หรือเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศโดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ…” (สงบ สุริยินทร์, “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”, น. ๑๖๖)

ถ้อยแถลงของ ดร.หยุด ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในสังคมอย่างกว้างขวางว่าเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หนังสือพิมพ์ในขณะนั้นได้ลงบทความโจมตีพฤติกรรมของ ดร.หยุด อย่างต่อเนื่อง ดร.หยุด ได้ยืนยันว่าถ้อยแถลงของตนเป็นไปตามหลักวิชาการ

และกระแสโจมตีได้มีการพาดพิงไปถึงจอมพล ป. ด้วย โดยกระแสความไม่พอใจจอมพล ป. มีมากขึ้นหลังจากที่จอมพล ป. ได้ออกมาปกป้องการกระทำของ ดร.หยุด ด้วยการแสดงความเห็นว่า การกระทำของ ดร.หยุด นั้น ไม่มีความผิด ในเวลาต่อมา ดร.หยุด ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่จอมพล ป. ออกมาปกป้องตนด้วยการยกตัวอย่างว่า “สมมติว่าคุณเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง มีคนเข้ามาเตะหมาของคุณ คุณเป็นเจ้าของ คุณจะไม่ป้องกันหมาของคุณหรือ?” (บทความ “ดร.หยุด แสงอุทัย ไปอาบน้ำมนต์ล้างซวย” ใน ปรชาธิปไตย ฉบับวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙)

ขณะที่นายควง (อภัยวงศ์) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “…จอมพลยิ่งผิดใหญ่ทีเดียว เพราะหากที่ ดร.หยุด พูดไปเป็นการหมิ่นในหลวง และจอมพล ป. ก็เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป. ก็ผิดเต็มประตู…” (“ประชาธิปไตย” ฉบับวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙)

แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็จางหายไป เหลือไว้แต่ความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อ จอมพล ป.

แต่ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ในการทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการแก่คณะรัฐบาลทราบว่า พระองค์จะทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๑๕ วัน เพื่อเป็นไปตามพระราชประเพณี และสนองพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยม

จอมพล ป. จึงได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๑๓ กันยายนปีเดียวกัน เพื่อขอความเห็นชอบในการแต่งตั้ง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ต่อมาในวันที่ ๑๘ กันยายน จอมพล ป. ก็ต้องเปลี่ยนแปลงมติใหม่ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

พระราชพิธีทรงพระผนวชมีขึ้นในวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แม้ว่าพระราชพิธีจะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย (โดยมีรัฐบาลของจอมพล ป. เป็นผู้ตระเตรียมพิธี) แต่จอมพล ป. ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ให้ความสำคัญกับพระราชพิธี เนื่องจากรัฐบาลยอมให้ปล่อยตัวนักโทษทั่วประเทศถึง ๓,๐๐๐ คน ตามราชประเพณี แต่ปฏิเสธไม่ยอมปล่อยนักโทษการเมือง โดยให้เหตุผลว่า จะยอมปล่อยนักโทษการเมืองก็เฉพาะในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษที่จะจัดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เท่านั้น (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, หน้า ๒๙๒)

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษถูกจัดขึ้น ซึ่งเป็นความพยายามของ จอมพล ป. ที่จะเชิดชูและสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของตน โดยอาศัยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของประชาชน ทว่า ความพยายามของจอมพล ป. ก็ได้นำมาซึ่งความขัดแย้งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชน

บรรยากาศทางการเมืองในตอนนั้นไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง โดยจอมพลสฤษดิ์เริ่มถอยห่างจากจอมพล ป. ด้วยการไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล และได้ขัดแย้งกับ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อย่างรุนแรง ขณะที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ก็ถูกประชาชนโจมตีว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก แต่จอมพล ป. ก็ยังเดินหน้าจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษต่อไป

งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษถูกจัดขึ้นในวันที่ ๑๒-๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ จอมพล ป. ได้ให้ความสำคัญกับงานดังกล่าวอย่างมาก ถึงกับใช้งบประมาณในการจัดงานกว่า ๗๐ ล้านบาท (สงบ สุริยินทร์, “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”, น. ๒๑๑)

การเฉลิมฉลองเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ และยังมีการเชิญนายกรัฐมนตรีของพม่ามาเป็นแขกพิเศษในงานฉลองนี้ด้วย ซึ่งตามหมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปเป็นองค์ประธานเปิดและปิดงาน และจะเสด็จทอดพระเนตรงานฉลองบางรายการเป็นจำนวน ๔ วันจากทั้งหมด ๗ วัน

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงวันเปิดงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดงานอย่างกะทันหัน ด้วยเหตุผลว่าทรงพระประชวร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์

ต่อมาจอมพล ป. ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเผยแพร่บันทึกแพทย์เรื่องพระอาการประชวรของพระองค์ ซึ่งส่งผลให้ ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล ราชเลขาธิการไม่พอพระทัยนัก เนื่องจากทรงเห็นว่าการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวัง และไม่ทรงคิดว่าพระอาการจะถึงขั้นต้องแถลงข่าวประจำวัน

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จมาทรงร่วมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษของรัฐบาลเลยแม้แต่วันเดียว ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ด้อยความศักดิ์สิทธิ์และลดความสำคัญลงไปมากในสายตาของประชาชนที่เริ่มรู้สึกว่า “งานนี้เป็นงานพื้นๆ” (“ข่าวพาณิชย์” ฉบับวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐) ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของจอมพล ป. โดยตรง

โดยเฉพาะการที่ประชาชนและหนังสือพิมพ์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันอย่างแพร่หลายว่า รัฐบาลของจอมพล ป. มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนรัฐบาลต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงว่า มิได้มีความขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด และการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่อาจเสด็จมาได้เพราะทรงพระประชวรจริงๆ” (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, หน้า ๒๙๒)

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานการเข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบถวายบังคมลาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ของนายเบิร์กเลย์ เกจ (Berkeley Cage) ทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ก็ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ สถานะของรัฐบาลจอมพล ป. ก็ยังไม่ดีอย่างที่หวังไว้ จนกระทั่งเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐ เดือนเดียวหลังงานฉลองฯ จอมพล ป. ก็ต้องเผชิญกับปัญหาในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ อันเป็นความขัดแย้งโดยตรง และเป็นจุดแตกหัก ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ จอมพล ป. อย่างรุนแรง

เรื่องนี้สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น ระบุให้มีสภาเพียงสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร อันประกอบด้วยสมาชิกประเภทที่ ๑ จำนวน ๑๖๐ คน (จากการเลือกตั้งโดยประชาชน) กับสมาชิกประเภทที่ ๒ จำนวน ๑๒๓ คน (จากการแต่งตั้ง)

สมาชิกประเภทที่ ๒ นี้จึงเป็นผู้ค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาลจอมพล ป. ในสภาได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีกระแสต่อต้านการแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ อย่างรุนแรง จน พ.ศ. ๒๔๙๙ ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. มีมติว่า จะไม่เสนอแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ เพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้สมาชิกประเภทที่ ๒ นี้ค่อย ๆ ลดลงไปเอง (ไม่ว่าจะเป็นการลาออก หรือตาย หรือฯลฯ) แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาปรากฏว่า พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาเป็นจำนวนน้อยเกินไป จอมพล ป. จึงจำเป็นต้องหันมาพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ เพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, หน้า ๒๙๔)

เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐ จอมพล ป. ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายนามผู้ที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ จำนวนทั้งสิ้น ๓๗ นาย ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง โดยในเบื้องต้นจอมพล ป. ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายนามไปก่อน ๑๓ คน

ผลปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รัฐบาลพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อใหม่ เนื่องจากได้ทรงพิจารณาเห็นว่า ในจำนวน ๑๓ คนนี้ มี ๒ คน ที่มีปัญหาคือ นายเลื่อน พงษ์โสภณ ที่เพิ่งจะพ่ายแพ้การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ การแต่งตั้งนายเลื่อนเป็นสมาชิกประเภทที่ ๒ จึงอาจขัดต่อความต้องการของประชาชน คนที่สองคือ นายกมล พหลโยธิน เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำอยู่ จึงไม่ควรดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พระราชกระแสรับสั่งข้างต้นถือได้ว่าเป็นการ “วีโต้” (Veto) รัฐบาลอย่างเด่นชัด

เมื่อถูก “วีโต้” จอมพล ป. จึงได้ทูลเกล้าฯ เสนอรายชื่อให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยใหม่ ทว่าคราวนี้จอมพล ป. ได้เสนอรายชื่อทั้งหมด ๓๗ คนในคราวเดียวเลย ซึ่งหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ก็จะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ มีจำนวนเท่ากันในทันที

แต่พระองค์ก็ทรง “วีโต้” อีกครั้ง โดยมิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่มีพระราชกระแสรับสั่งให้แยกรายชื่อเป็นส่วนที่พระองค์พร้อมจะทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง กับส่วนที่พระองค์ทรงปฏิเสธไม่ลงพระปรมาภิไธยจำนวน ๒๔ คน ทั้งยังทรงเห็นว่า การแต่งตั้งดังกล่าว จะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๖๐ คน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ให้มีได้เพียง ๑๒๓ คนเท่านั้น

จอมพล ป. เมื่อได้รับพระราชกระแสรับสั่งเช่นนี้ จึงได้เรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งแน่นอน มี ดร.หยุด รวมอยู่ด้วย ที่ประชุมเห็นว่า พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแต่งตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเห็นเช่นนี้ จอมพล ป. จึงชวน จอมพลสฤษดิ์ จอมพลผิน และพลตำรวจเอกเผ่า ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับตน แต่ก็ถูกคัดค้านว่าเป็นการ “บีบบังคับ” พระองค์มากจนเกินไป จอมพล ป. จึงต้องเข้าเฝ้าฯ แต่โดยลำพังในวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐

ในการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งยืนยันถึงความไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากจะแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ เป็นจำนวนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ทั้งยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งอีกว่า ถ้าพระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงบีบบังคับศาลให้เห็นคล้อยตามพระบรมราชโองการแต่งตั้งของพระองค์

(เนื่องจากในช่วงเดียวกันนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพวก ได้ยื่นฟ้องต่อศาล ขอให้พิพากษาว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ เป็นจำนวนเท่ากัน ซึ่งต่อมาในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ปีเดียวกัน ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปโดยชอบแล้ว พร้อมทั้งมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ จะต้องมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๒๓ คน โดยเด็ดขาดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งถือว่าเป็นคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขัดแย้งต่อเจตนาของจอมพล ป. ที่ต้องการจะแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ ให้มีจำนวน ๑๖๐ คน)

อย่างไรก็ตาม หลังการเข้าเฝ้า และหลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกา จอมพล ป. ก็ยังเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากฎหมายอีก เพื่อหาช่องทางแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ เพิ่มเป็น ๑๖๐ คน ซึ่งได้ทางออกว่า เรื่องดังกล่าวควรให้สภาเป็นผู้วินิจฉัย เพราะเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการตีความรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาลฎีกา แต่ท้ายที่สุด จอมพล ป. ก็ยอมเลิกล้มความพยายามในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควร ประกอบกับมติมหาชนที่ไม่เห็นด้วย และพระราชหัตถเลขาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแนะนำให้รัฐบาลเลิกล้มความพยายามในเรื่องดังกล่าวเสีย (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม”, น. ๒๙๔)

ถัดจากนั้นในวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ พรรคฝ่ายค้านในสภาได้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติต่อรัฐบาลจอมพล ป. ประเด็นสำคัญก็คือ เรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ จนเกิดการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นในประเทศ

นายพีร์ บุนนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน (พรรคสหภูมิ) ได้อภิปรายในนามของพรรคตอนหนึ่งว่า

“…ในการประชุมสมาชิกพรรคเสรีมนังคศิลา ณ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลาบ่ายโมงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ นี่ผมก็ได้มาจากในพรรคของท่านเอง ซึ่งประชุมก่อนที่ประชุมเฉพาะ ส.ส. บางนายประเภท ๑ เขาบอกว่า ฯพณฯ พลตำรวจเอกเผ่า นี่น่ะ รัฐมนตรีมหาดไทยได้แจ้งให้ที่ประชุม ต่อหน้าจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ว่าได้ทราบโดยมีหลักฐานแน่นอนว่า ทันโทษครับ ในหลวงองค์ปัจจุบันได้ทรงมอบเงิน ๗ แสนบาทให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายควง อภัยวงศ์ พรรคประชาธิปไตย นี่ข่าวมันออกมาอย่างนี้…”

พลเอกพระประจนปัจจนึก ประธานสภา ได้กล่าวทักท้วงนายพีร์ขึ้นมาทันทีว่า เป็นการกล่าวที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ติดตามมาด้วยการทักท้วงของจอมพลอากาศฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี แต่นายพีร์ก็ยังกล่าวอภิปรายต่อไป โดยกล่าวว่า “เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ บอกว่า ฯพณฯ รัฐมนตรีมหาดไทย พลตำรวจเอกเผ่า เสนอให้มีการจับกุมองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรัฐมนตรีบางคน” (สงบ สุริยินทร์, “พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช”, น. ๒๑๓)

นายพีร์ถูกทักท้วงอีกครั้งโดยพลเอกพระประจนปัจจนึก และพลเอกพระประจนปัจจนึกก็ขอให้นายพีร์ถอนคำพูดดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุด นายพีร์ก็ยอมถอนคำพูด แต่ปรากฏว่าคำพูดของนายพีร์ได้กลายเป็นหัวข้อใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ประชาชนต่างพากันกล่าวถึงถ้อยแถลงดังกล่าวในทางที่ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลจอมพล ป. (ซึ่งแต่เดิมก็มีภาพลักษณ์ของความขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สั่งสมมานานอยู่แล้ว) การกล่าวหาของนายพีร์ครั้งนี้สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม

หลังการปิดอภิปรายทั่วไปในวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลจอมพล ป. ก็เข้าถึงเวลาสุดท้าย ด้วยกระแสความไม่พอใจของประชาชนในตัวจอมพล ป. และพลตำรวจเอกเผ่า ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมมาเป็นเวลายาวนาน รวมถึงความขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ส่งผลให้ประชาชนเรียกร้องให้ฝ่ายทหารที่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ เข้ามากอบกู้สถานการณ์บ้านเมือง

และในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐ คณะรัฐประหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. ส่งผลให้จอมพล ป. และพลตำรวจเอกเผ่า ต้องหมดบทบาททางการเมืองลงอย่างถาวร และลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศจนวาระสุดท้ายของชีวิต

(เรื่องและภาพประกอบจากหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : ๖๐ ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย”, เรียบเรียงโดย รองศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยะรรมศาสตร์, หนังสือทางวิชาการ จัดพิมพ์ขึ้นในวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาครบรอบ ๗๒ ปี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๑ เดือนธันวาคม ๒๕๔๙)

รายงานการเข้าเฝ้าของทูตอังกฤษ ปี 2500 ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงการเมืองไทย

ข้างล่างนี้ คือคำแปลของผมต่อรายงานฉบับเต็มที่นายเบิร์กเลย์ เกจ (Berkeley Cage) ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่เพิ่งหมดหน้าที่ ส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2500 (เขาส่งจากย่างกุ้งระหว่างการเดินทางกลับ) ในรายงานนี้ (ซึ่งเกจจงใจตั้งชื่อเลียนแบบละคอนเพลงและหนังชื่อดัง) เกจได้เล่าถึงการเข้าเฝ้าถวายบังคมลาของเขา ซึ่งในระหว่างนั้นในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองไทยในขณะนั้นต่อเขาเป็นครั้งแรก ประเด็นสำคัญและน่าสนใจที่สุด ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรณีงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ (หรือ “กึ่งพุทธกาล”) ในเดือนพฤษภาคม 2500 รัฐบาลจอมพล ป. ให้ความสำคัญกับงานดังกล่าวอย่างมาก (ในชีวิตการเป็นผู้นำทางการเมืองของเขา มีงานฉลอง 2 งานที่จอมพลให้ความสำคัญอย่างมาก คือ งานวันชาติในต้นทศวรรษ 2480 โดยเฉพาะปีแรก 2482 และงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษนี้) ตามหมายกำหนดการ ในหลวงจะทรงเสด็จไปเปิดและปิดงาน (12 และ 18 พฤษภาคม) และจะทรงเสด็จทอดพระเนตรงานบางรายการ (รวมแล้วจะทรงเสด็จ 4 วัน ในงาน 7 วัน) แต่แล้วทรงไม่เสด็จอย่างกระทันหัน เหตุผลที่เป็นทางการจากราชสำนักคือทรงพระประชวร แต่ดังที่จะเห็นได้จากรายงานของเกจข้างล่าง เหตุผลที่แท้จริงคือ ทรงไม่พอพระทัยเกี่ยวกับการจัดงาน หลังจากนั้น หนังสือพิมพ์ของฝ่ายรัฐบาล ได้ตีพิมพ์ข่าวในลักษณะที่มองกันว่าเป็นการโจมตีพระองค์ ด้วยการพาดหัวประเภท “เจ้าผยองหนัก” “เจ้าล้างศาสนาอย่างนี้แล้วต่อไปเจ้าจะตายโหง” “เจ้าวางแผนคว่ำรัฐประหาร” (ผมเข้าใจว่าเนื้อหาของข่าวจริงๆ ไม่ได้ระบุถึงในหลวงโดยตรง หนังสือพิมพ์เหล่านี้ ปัจจุบันหาไม่ได้แล้ว แต่คำพาดหัวเหล่านี้ ถูกนักการเมืองฝ่ายค้านรัฐบาล เอามาอภิปรายโจมตีในสภา หาว่ารัฐบาลปล่อยให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)

ผมทราบการมีอยู่ของรายงานฉบับนี้ครั้งแรกจากเชิงอรรถเล็กๆ ในบทความเกี่ยวกับจอมพล ป. ของกอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร หลังจากนั้นไม่กี่ปี ผมได้มีโอกาสพบ ดร.เจมส์ เอส โอ๊คคีย์ ผู้บรรยายประจำมหาวิทยาลัยแคนเตอร์บิวรี่ นิวซีแลนด์ (ที่งานเลี้ยงบ้านใหม่ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ) ในระหว่างพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ไทย ผมได้เอ่ยถึงเรื่องรายงานนี้ที่กอบเกื้อพูดถึงในเชิงอรรถ ดร.โอ๊คคีย์ กล่าวว่า เขามีสำเนาของรายงานและยินดีจะส่งให้ผมดู หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับสำเนาถ่ายเอกสารของรายงาน (จากต้นฉบับที่พิมพ์จากไมโครฟิล์มอีกต่อหนึ่ง) จาก ดร.โอ๊คคีย์ ซึ่งผมต้องขอบคุณอย่างสูง

นอกจากคำแปลรายงานของเกจแล้ว ในที่นี้ผมยังได้คัดลอกจดหมายโต้ตอบระหว่างราชสำนักกับรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีที่ในหลวงไม่ทรงเสด็จเข้าร่วมงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษเนื่องจากทรงพระประชวร ซึ่งผมเพิ่งอ่านพบเมื่อเร็วๆ นี้มาให้ดูกันด้วย ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดจะเป็นส่วนหนึ่งของบทความใหม่ของผมเรื่อง “พิบูล-เผ่า กับ ราชสำนัก (2496-2500)” (The King and I : รายงานการเข้าเฝ้าของทูตอังกฤษ ปี 2500 ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงการเมืองไทย)

โชคไม่ดี ผมไม่มีโอกาสรายงานจากกรุงเทพก่อนที่จะเดินทางออกจากที่นั่น ว่าเกิดอะไรขึ้นในการเข้าเฝ้าของผมเพื่อถวายบังคมลา เนื่องจากการเข้าเฝ้านั้นมีขึ้นในบ่ายวันก่อนหน้าที่ผมจะออกเดินทาง โดยถูกเลื่อนมาจากกำหนดเดิมในต้นสัปดาห์นั้น เนื่องจากผมถูกไข้หวัดใหญ่เล่นงานอย่างหนัก. การเข้าเฝ้าของผมมีขึ้นที่พระราชวังฤดูร้อนของในหลวงที่หัวหิน ในบ่ายวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม. ผมกับภรรยาได้พยายามเป็นพิเศษที่จะเจียดเวลาว่างที่แทบไม่มีให้กับการเข้าเฝ้า เนื่องจากพระองค์เจ้าธานี ประธานองคมนตรีได้บอกกับผมว่า ในหลวงทรงปรารถนาที่จะพบผมเป็นพิเศษ เราบินไปหัวหินบนเครื่องบินของผู้ช่วยทูตทหารอากาศ โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที ซึ่งทำให้เราสามารถลดทอนการเสียเวลาซึ่งมีไม่มากอยู่แล้วให้น้อยที่สุด

นี่เป็นครั้งแรกนับแต่ผมได้รู้จักกับท่าน ที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงสถานการณ์ภายในประเทศไทยกับผม. ดูเหมือนท่านจะทรงเห็นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลถูกสั่นคลอนอันเนื่องมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านก็ไม่ได้ทรงแสดงความเห็นว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร. ท่านทรงกล่าวว่า วิกฤติครั้งนี้ อาจจะสิ้นสุดภายใน 3 เดือน หรือไม่ก็ 3 ปี. ท่านเห็นว่ายังไม่อาจพูดได้ในขณะนี้ว่า วิกฤติจะยืดเยื้อนานเพียงไร. ท่านทรงชี้ว่า ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอนและภายใต้การนำของบุคคลบางคน [certain personalities] กองทัพสามารถเป็นประโยชน์ [be of service] ต่อพระมหากษัตริย์และรัฐได้ ด้วยการกลายเป็นกองทัพที่ไม่ยุ่งการเมือง [becoming non-political] ท่านไม่ได้ระบุบุคคล [personalities] แต่ผมได้ความรู้สึก [impression] ว่า ทั้งในหลวงและพระองค์เจ้าธานีไม่ได้ทรงไว้ใจสฤษดิ์จริงๆ

ในหลวงทรงแสดงออกว่าทรงขมขื่นอย่างยิ่ง [very bitter โกรธเคือง – สมศักดิ์] ต่อการปฏิบัติของรัฐบาลต่อพระองค์ในโอกาสการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นในกรุงเทพ และสถานทูตจะส่งรายงานเรื่องการฉลองนี้มาต่างหาก พระองค์ไม่ได้รับการปรึกษาจากรัฐบาลเกี่ยวกับรายละเอียดของงานและท่านทรงไม่พอพระทัยอย่างเห็นได้ชัดในประเด็นที่ว่ารายละเอียดของงานถูกกำหนดขึ้นในลักษณะที่ต้องการทำให้รัฐบาลมีความสำคัญมากเท่าๆ กับพระองค์ – ถ้าไม่ใช่มากกว่า – ซึ่งความจริงงานฉลองควรมีพระองค์เองเป็นจุดศูนย์กลาง ในหลวงไม่ได้ทรงพยายามปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะทรงเป็นหวัด (ไม่ใช่ ไข้หวัดใหญ่ [influenza] ที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างอย่างเป็นทางการ) พระองค์ทรงสามารถเข้าร่วมงานฉลองบางรายการได้ แต่ทรงจงใจไม่เข้าร่วมเอง ในหลวงทรงถูกวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์บางฉบับ (โดยมากของรัฐบาล) ในการที่ไม่ทรงเข้าร่วมงานฉลอง และผมได้ความรู้สึก [impression] ว่า คณะองคมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เจ้าธานี เห็นว่าในหลวงทรงเล่นผิดไพ่ [played a wrong card ใช้ยุทธวิธีผิด – สมศักดิ์] ที่ไม่ทรงอย่างน้อยก็ปรากฏพระองค์ในงาน ผมคิดว่ารายงานเกี่ยวกับการฉลองครั้งนี้ของสถานทูตเราคงจะกล่าวถึงประเด็นนี้อย่างแน่นอน ในหลวงบอกผมว่า เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเกือบจะ “ล้อมกรอบ” [“framed” ใส่ความผิดๆ – สมศักดิ์] พระองค์ ในหลวงไม่ได้ทรงอธิบายว่าในแง่ใด แต่มหาดเล็กสนองพระโอษฐ์ดูเหมือนจะคิดว่าพระองค์ทรงหมายถึงเรื่องเรื่องไม่ดี [contretemps] เกี่ยวกับงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ

ในระหว่างการสนทนาของเรา ประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ที่ปรีดีจะเดินทางกลับประเทศไทยได้ถูกหยิบยกขึ้นมา ในหลวงไม่ทรงคิดว่ามีความเป็นไปได้มากนักเมื่อคำนึงว่าปรีดีคงไม่ต้องการเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะถูกจับและถูกขึ้นศาล (ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของพระเชษฐา ในหลวงอานันท์) เป็นเรื่องน่าสนใจที่ในบรรดาการพบปะพูดคุยเพื่ออำลาบุคคลต่างๆ ของผมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกับนายกรัฐมนตรี นายร้อยเอกรักษ์ และพระองค์เจ้าวรรณ มีเพียงพระองค์เจ้าวรรณเท่านั้นที่เห็นชอบกับการกลับมาของปรีดี “ไม่ใช่อย่างลับๆ หรือไม่ใช่ด้วยการเชิญของรัฐบาล แต่ด้วยความปรารถนาของปรีดีเอง และถ้าเขาพร้อมจะเผชิญกับผลที่ตามมาใดๆ” พระองค์วรรณทรงมีความเห็นดังกล่าวบนพื้นฐานที่ว่าปัญหานี้ต้องได้รับการเผชิญไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ดังนั้นยิ่งเร็วก็ยิ่งดี ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย แม้ว่าปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่าปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งนายกรัฐมนตรีและรักษ์ไม่เห็นด้วยอย่างหนักแน่นกับการกลับของปรีดี และอันที่จริง, ดังที่คุณคงเห็นจากโทรเลขของสถานทูตเมื่อเร็วๆ นี้แล้ว, ถึงกับขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษพยายามอย่างเต็มที่ที่จะป้องกันไม่ให้กลุ่มวัฒนธรรมและกีฬาของไทยเดินทางข้ามจากเกาะฮ่องกงเข้าไปในจีนคอมมิวนิสต์หรือเดินทางกลับจากจีนมาฮ่องกง บนพื้นฐานที่ว่า พวกนั้นไม่ใช่อะไรนอกจาก “ตัวแทนของปรีดี” [“Pridi’s agents”] ทางสถานทูตจะรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนทนาเหล่านั้นของผม

ในตอนท้ายของการเข้าเฝ้า ในหลวงทรงพระราชทานพระบรมฉายาของพระองค์กับสมเด็จพระราชินีซึ่งทรงลงพระปรมาภิไธยให้ผม พระองค์ยังทรงพระราชทาน, ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมแปลกใจมาก, เครื่องหมายพระปรมาภิไธยย่อ [personal cipher] ซึ่งทรงกล่าวทันที, ทรงมองผมอย่างรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่, ว่า “นี่ไม่ใช่เครื่องราชอิสริยาภรณ์” เมื่อผมถามเจ้ากรมพิธีการก็ได้รับคำตอบว่า “นี่ไม่ใช่เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตรา แต่เป็นของที่ระลึกส่วนพระองค์เพื่อแสดงว่าทรงโปรดปราน” [personal token of His Majesty’s esteem] อเล็ก อาดัมส์ [Alec Adams] คงสามารถให้คำอธิบายมากกว่านี้ว่าเรื่องนี้จะหมายความว่าอย่างไร และถ้าผมกลับไปแล้ว ผมสามารถจะพูดคุยกับกรมพิธีการได้ ถ้าจำเป็น ว่าควรทำอย่างไรกับเครื่องหมายนี้ดี [ปกติการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นเรื่องทางการที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายต้องรับรู้และเห็นชอบก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและบางครั้งก็ยุ่งยากพอสมควร ตัวเครื่องราชฯ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของผู้รับ – สมศักดิ์]

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการเข้าเฝ้าของผม คือก่อนหน้านี้พระองค์เจ้าธานีได้ทรงบอกผมว่า ในหลวงทรงรู้สึกเสียพระทัย [hurt] หลังการสวรรคตของพระเชษฐา ต่อทัศนะที่ในหลวงทรงเข้าใจว่า “บุคคลในแวดวงชั้นสูง” ของลอนดอนโดยทั่วไปเชื่อกัน ที่ว่า พระองค์ท่านทรงมีส่วนรับผิดชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อการสวรรคต ผมได้ปฏิเสธว่าไม่เคยทราบทัศนะเช่นนั้นมาก่อน แต่พระองค์เจ้าธานีทรงกล่าวขอร้องต่อไปว่า รัฐบาลอังกฤษควรรีบส่งคำกราบบังคมทูลเชิญในหลวงและพระราชินีของไทย ให้ทรงเสด็จประพาสสหราชอาณาจักร ตามเวลาที่สะดวกของพระราชินีนาถอลิซาเบธและของในหลวงพระราชินีไทย พระองค์เจ้าธานีกล่าวว่า ฝ่ายอเมริกันได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ในหลวงจะทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง [would particularly appreciate] หากได้คำเชิญเสด็จจากพระราชินีนาถอลิซาเบธ เมื่อผมเอ่ยเรื่องนี้กับในหลวงในระหว่างเข้าเฝ้า ทรงกล่าวว่า พระองค์กับพระราชินีทรงปรารถนาที่จะเสด็จเยี่ยมพระราชินีนาถอลิซาเบธ แต่พวกท่านต้องทรงเสด็จเยี่ยมภาคต่างๆ ของไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อน [ปัญหาการเสด็จเยือนต่างจังหวัด ต่างประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ของในหลวง เป็นประเด็นทางการเมืองสำคัญในช่วงนี้ และช่วงสฤษดิ์ที่ตามมา ซึ่งผมจะอธิบายรายละเอียดในบทความ – สมศักดิ์]

ปัญหาการออกคำเชิญให้ในหลวงและพระราชินีของไทยเสด็จเยือนสหราชอาณาจักร เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่ผมเริ่มมารับหน้าที่เป็นทูต และคุณอาจจะต้องการดูจดหมายโต้ตอบในครั้งนั้นด้วย ความเป็นจริงก็คือ ในหลวงและพระราชินีของไทยคงไม่ทรงสามารถทำเช่นนั้นได้ภายใน 2 หรือ 3 ปีข้างหน้า แต่การได้รับคำเชิญแต่เนิ่นๆ จะสร้างความพึงพอใจให้กับฝ่ายราชสำนักไทยอยู่นั่นเอง นี่จะเป็นเรื่องของทูตคนต่อจากผม แต่คุณอาจจะต้องการพูดคุยกับผมก็ได้เมื่อผมกลับไป

ผมส่งสำเนาจดหมายนี้ให้กับอเล็ก อาดัมส์ ที่กรุงเทพด้วย

ด้วยความจริงใจ,
เบิร์กเลย์ เกจ

ต่อไปนี้คือจดหมายโต้ตอบระหว่างราชสำนักกับรัฐบาล กรณีในหลวงทรงพระประชวร ไม่ได้เสด็จงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ

เอกสาร (ก): บันทึกข้อความจากเลขาธิการสำนักพระราชวัง ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมบันทึกของนายแพทย์ประจำพระองค์

ขอประทานเสนอ

เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชกรณียกิจในงานฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ และพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขะบูชา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสด็จไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ซึ่งได้แจ้งให้สำนักพระราชวังทางกรุงเทพฯดำเนินไปแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประชวรพระโรคหวัด มาตั้งแต่การพระราชพิธีฉัตรมงคลแล้ว แต่ที่มิได้มีพระราชกระแสงดเสด็จพระราชดำเนินเสียแต่แรก ก็เพราะทรงคาดว่าเมื่อใกล้เวลาพิธี พระอาการอาจจะเป็นปรกติ เสด็จพระราชดำเนินได้ แต่เมื่อถึงวันที่จะเสด็จฯมาพระนคร นายแพทย์ประจำพระองค์ได้ถวายตรวจแล้ว ถวายคำแนะนำไม่ให้เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระนคร ปรากฏรายละเอียดในสำเนารายงานของนายแพทย์ประจำพระองค์ที่ได้แนบมาพร้อมนี้ จึงขอประทานเสนอเพื่อทราบ

[ลายเซ็น]
12 พ.ค. 2500

พระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ขณะที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ทรงมีพระอาการปวดเมื่อยที่พระอังศะซ้าย ตลอดจนถึงพระกร มีมูลพระนาสิกไหลและแสบพระศอ ไม่มีไข้ ได้ถวายพระโอสถตลอดเวลาที่ประทับอยู่ในกรุงเทพฯ พระอาการทุเลาขึ้นบ้าง แต่จะมีพระอาการทางพระศออยู่

วันที่ ๖ พฤษภาคม เสด็จพระราชดำเนินกลับหัวหิน ในขณะเสด็จพระราชดำเนินนั้น อากาศร้อนอบอ้าวผิดปรกติ พระอาการจึงเพิ่มขึ้นอีก ได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำไม่ให้เสด็จฯลงสรงน้ำหรือตากแดด หรือประทับในที่อบอ้าว แต่ประทับในที่โปร่งได้ พระอาการหวัดยังคงมีอยู่ตลอดมาจนถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม พระอาการพระศอซึ่งก่อนหน้านั้นทุเลาขึ้นเล็กน้อย กลับมีพระอาการแสบขึ้นอีก พร้อมกับมีพระเสมหะติดอยู่มาก ทั้งมีพระอาการมึนพระเศียรด้วย

ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม เวลา ๑๐.๐๐ น. ได้ถวายตรวจพระอาการ ปรากฏว่า มีพระอาการมากขึ้นและความดันพระโลหิตได้ขึ้นสูงกว่าปรกติมาก จึงได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำว่า ยังไม่สมควรจะเสด็จพระราชดำเนินเข้ากรุงเทพฯ เพราะขณะนี้โรคไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดในประเทศใกล้เคียง และมีทีท่าที่จะแผ่กระจายเข้ามาในประเทศไทย เมื่อพระอาการไม่ดีอยู่เช่นนี้ ประกอบกับการเสด็จพระราชดำเนินเข้ากรุงเทพฯโดยรถยนตร์ในอากาศอบอ้าว ทั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปประกอบพระราชกรณียกิจในหมู่ที่มีชุมนุมชนมากเช่นนั้น เป็นการเสี่ยงต่อพระราชอนามัยอย่างมาก

(ลงชื่อ) เกษตร สนิทวงศ์
นายแพทย์ประจำพระองค์
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๐๐ เวลา ๑๑.๓๐ น.

เอกสาร (ข): คำสั่งของ จอมพล ป. ให้เผยแพร่บันทึกแพทย์เรื่องอาการประชวร เมื่อได้รับจดหมายเลขาธิการสำนักพระราชวังข้างต้น จอมพล ป. ได้เขียนด้วยลายมือต่อท้ายจดหมาย ดังนี้

ทราบแล้ว ให้ทาง ส.ล.ม. [สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี – สมศักดิ์] จัดการ ดังนี้

1) ให้ทาง [อ่านไม่ออก เข้าใจว่า “ส.ล.ม.ทำหนังสือ” – สมศักดิ์] ว่า ค.ร.ม. รับทราบ และถวายพรให้หายเร็ว มาลงนาม

2) ให้จัดการออกข่าวแพทย์ที่แนบมานี้ (หารือราชเลขาฯดูด้วย)

ป. พิบูล
13 พ.ค. 2500

เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร จึงได้ส่งหนังสือข้างต้นที่มีคำสั่งของจอมพล ต่อไปยังราชเลขาธิการ ดังนี้

ทูล ราชเลขาธิการ

โปรดทราบ พิจารณาคำสั่งท่านนายกฯ ข้อ 2

[ลายเซ็น]
13 พ.ค. 2500

เอกสาร (ค): หนังสือจากราชเลขาธิการ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

หลังจากได้รับหนังสือของเลขาธิการ ครม.แล้ว ราชเลขาธิการ (ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล) ได้มีหนังสือตอบ ขอให้สังเกตน้ำเสียงแสดงความไม่สู้พอพระทัยต่อคำสั่งของจอมพล เรื่องให้เผยแพร่บันทึกแพทย์

ตามที่เลขาธิการ ค.ร.ม. ได้ส่งคำสั่งของท่านนายก ร.ม.ต. เรื่องให้จัดการออกข่าวแพทย์ที่เลขาธิการสำนักพระราชวังรายงานไปยัง พณ ท่านฯ มาให้พิจารณานั้น

ข้าพเจ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งที่ให้ออกข่าวของแพทย์มิได้เป็นคำสั่งให้ราชเลขาธิการเป็นผู้ดำเนินการ โดยปรกติเมื่อทรงพระประชวรในราชอาณาจักร์ การแถลงข่าวพระประชวร ตามรายงานของแพทย์ เห็นสำนักพระราชวังเคยเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ แต่คำสั่งของท่านนายก ร.ม.ต. นี้ เจาะจงให้ออกข่าวที่แนบมาเท่านั้น มิได้หมายถึงการออกข่าวต่อๆไปด้วย แม้ข้าพเจ้าออกจะเห็นว่า ข่าวแพทย์ที่นายก ร.ม.ต. ให้แถลงนั้น เป็นข่าวที่ผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว ข้าพเจ้าก็จะได้วิทยุไปทางรองราชเลขาธิการว่า ถ้าจะโปรดเกล้าฯให้สำนักราชเลขาออกข่าวรายงานของแพทย์ประจำวันต่อไปแล้ว ก็ขอให้โทรเลขข้อความในรายงานเช่นว่านั้นเข้ามาด้วย เพื่อออกข่าวได้ทันการ ข้าพเจ้ายังไม่สู้แน่ใจนักว่า พระอาการจะถึงขั้นต้องแถลงข่าวประจำวัน

ข้าพเจ้ามีความเห็นดั่งนี้ ขอให้เรียนเลขาธิการ ค.ร.ม. ฝ่ายการเมืองด้วย

(ลงพระนาม) ม.จ. นิกรเทวัญ เทวกุล
14 พ.ค. 2500

เอกสารอ้างอิง :

01. https://th.wikipedia.org/wiki/แปลก_พิบูลสงคราม
02. http://www.toptenthailand.com/3779-top.html
03. https://th.wikipedia.org/wiki/เผ่า_ศรียานนท์
04. http://www.thairath.co.th/column/pol/hehapatee/287081
05. http://2g.pantip.com/cafe/library/topic/K8337465/K8337465.html
06. http://tula2516.krubpom.com/po.htm
07. วศินสุข. http://2g.pantip.com/cafe/library/topic/K8337465/K8337465.html
08. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=31105&in=1
Advertisements

13 thoughts on “จอมพล ป. พิบูลสงคราม: ย้อนอดีตยุคเผด็จการครองเมือง

  1. Pingback: Timeline จอมพล ป. พิบูลสงคราม – Meltinfo

  2. ยิ่งได้รับรู้เรื่องราวเก่าๆยิ่งรักและภูมิใจในตัวพระองค์ท่าน ว่าท่านรักประชาชนและประเทศมากกว่าชีวิตของท่าน

  3. Pingback: TheDeathOfKingRama8

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s