เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2556

… ปีนี้เป็นอีกปีที่มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตครับ … เรื่องแรกก็คือให้รางวัลชิ้นใหญ่กับตัวเอง ถึงจะอาศัยตังค์แม่ด้วยก็เถอะนะ อิอิ … พอดีตอนนั้นมีโครงการรถคันแรกครับ ผมก็เลยมีโอกาสได้เปลี่ยนรถกับเขามั่ง ที่จริงรถคันเก่าก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาครับ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างก็เลยกลั้นใจเปลี่ยน

พอมีรถสภาพดีช่วงปลายปีก็ไปเที่ยวครับ เป็นทริปแรกที่ไปเที่ยวด้วยตัวเอง ใช้ตังค์เก็บของตัวเองเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทริปง่ายๆ นี่แหละครับ เพราะมีปัญญาแค่นั้น ทริปคราวนั้นก็คือ “เชียงคาน” นั่นเอง  นอกจากทริปเชียงคานก็มีทริปสบายๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับทริปนึงครับ พอดีตอนนั้นมีที่เที่ยวแห่งใหม่ “อ้วนฉุย” ชวนก็เลยได้ไป ที่เที่ยวที่ว่าก็คือ “เพลาเพลิน” ครับ … ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 30 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

นอกจากทริปปลายปีที่ไปเองแล้วก็มีโอกาสไปต่างประเทศอีกรอบครับ … คราวนี้ออกค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร แล้วก็มีโอกาสนั่งเครื่องบินครั้งแรก ทริปที่ว่าก็คือ “ทริปฮ่องกง-มาเก๊า” นั่นแหละ ส่วนทริปที่เกี่ยวกับงานก็เหมือนเดิมครับ แต่มีทริปเพิ่มมาอีกทริปนึงก็คือ “ทริปเวียงจันทน์”

ส่วนเรื่องของงานก็ถือว่าก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นนึงครับ แต่ผมคงไม่เล่าหรอก เอิ๊ก … เรื่องที่จะเล่าก็คือ … หลังจากห่างหายจากการออกกำลังไปหลายปี ถ้าจะนับย้อนหลังกลับไปก็คงตั้งแต่เรียนจบ ป. ตรี ผมก็ไม่เคยได้ออกกำลังจริงๆ จังๆ ซักที … เวลาล่วงเลยผ่านมาร่วมๆ 6 -7 ปี ผมก็หันกลับมาออกกำลังอีกครั้งครับ … เรื่องของเรื่องก็มาจากไปซื้อรถจักรยานมาขี่จ่ายตลาดนั่นแหละครับ ไปๆ มาๆ เลยได้มาขี่จักรยานออกกำลังซะงั้น  … ช่วงแรกๆ น้ำหนักลดครับ ลดไปสิบกว่าโล แต่ผมมันประเภทลูกโปร่ง ก็คืออ้วนๆ ผอมๆ พอน้ำหนักรถก็ไม่ได้คุมอาหาร ไม่ได้ออกกำลังหนักอีก น้ำหนักก็เด้งขึ้นมา แต่ยังน้อยกว่าตอนที่เริ่มลดอยู่นิดหน่อย ตอนนี้ก็เรื่อยๆ ครับ น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ซักที เอิ๊ก

… ฮ่องกง

… หนึ่งปีถัดจาก “ทริปเวียดนาม” ทริปเดินทางร่วมกะชาวแก๊งค์ทริปใหม่ก็ถูกวางขึ้น … ทริปคราวนี้เป็นการออกสู่โลกกว้างอีกครั้ง เป้าหมายหลักของทริปก็คือ ฮ่องกง (Hong Kong) เซินเจิ้น (Shenzhen) จูไห่ (Zhuhai) และมาเก๊า (Macau) … ระหว่างวันที่ 23-26 มีนาคม

… ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก

เริ่มต้นทริปนี้ด้วยการนั่งรถยาวไปยังสนามบินสุวรรณภูมิครับ … ไปถึงสนามบินแต่เช้า ก็หาที่ล้างหน้า-แปรงฟันนิดหน่อย พร้อมกับหาข้าวกิน … ตามโปรแกรมแล้วเครื่องจะขึ้นตอนประมาณแปดโมงครึ่ง ก็เลยมีเวลาเตรียมตัวอยู่พักใหญ่ๆ … ปกติแล้วการเดินทางของผมอาศัยรถยนต์เป็นหลัก เครื่องบินน่ะเหรอ !!? ไม่เค๊ยเคย … จะหาว่า “บ้านนอก” ก็ไม่ว่ากันครับ … ทริปคราวนี้มีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก … ถ้าถามว่า “ตื่นเต้นมั้ย !!?” … ก็คงตอบว่า “เฉยๆ” นะ … กลัวแต่จะทำอะไรไม่ถูกเท่านั้นเอง เพราะบอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้เรื่องเลยว่าต้องกรอกอะไร ทำยังไงกับสัมภาระตัวเอง ต้องเดินไปไหน ฯลฯ ทุกอย่างดูแปลกใหม่ไปหมด … ถ้าให้ขึ้นเครื่องเองก็คงจะยังเดาๆ อยู่ดีนั่นแหละ อาศัยว่าคราวนั้นมีเพื่อนร่วมเดินทางหลายคน ก็ช่วยเดาๆ กันไป … หลังจากเครื่องขึ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรทำครับ … นั่งเฉยๆ มีทีวีเล็กให้ดูก็ไม่รู้จะดูอะไร หนังสือก็ไม่มีให้อ่าน (เฮ้อ) … การเดินทางใช้เวลาประมาณประมาณ 3-4 ชั่วโมง เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินฮ่องกงประมาณเกือบๆ เที่ยง …

พอลงจากเครื่องก็ไปผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับรับกระเป๋าเดินทาง … ทริปรอบนั้นผมใช้เป้สะพายหลังครับ … ตอนนั้นผมยังไม่มีพวกกระเป๋าลาก เพราะปกติแล้วมันไม่ใช่แนว … แต่ช่วงหลังๆ รู้สึกกระเป๋าลากจะสบายกว่านะ … เพราะนอกจากเป้ใบใหญ่แล้ว ผมต้องสะพายกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งใบ

ตามโปรแกรมแล้วจะแวะเที่ยวที่ฮ่องกงก่อนครับ แล้วค่อยๆ ขยับไปมาเก๊ากับจีน … แต่รอบนี้มีการปรับโปรแกรม (อีกแล้ว) … โดยวันแรกจะเข้าไปจีนก่อนเลย แล้วค่อยๆ ขยับกลับมาที่ฮ่องกงเป็นวันสุดท้าย

… หลังออกจากสนามบินฮ่องกง ก็ต้องคอยเดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองหลายรอบมากๆ … จนตอนนั้นรู้สึกอิจฉาพวกใช้กระเป๋าลากมาก เพราะไหล่เริ่มล้า คือมันไม่ใช่ว่าลงไปปุ๊บ-ตรวจปั๊บน่ะครับ บางที่นี่ต้องยืนรอนานพอสมควรเลยแหละ เพราะคนต่อคิวอย่างเยอะ ! … กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายแรกของทริปก็ใช้เวลาไปประมาณสองชั่วโมง …

สำหรับข้าวเที่ยงต่างแดนมื้อแรกแวะที่ภัตตาคารแถวๆ Splendid of China ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของทริปตอนช่วงบ่ายครับ … พอกินข้าวเรียบร้อยตอนเกือบๆ สี่โมงเย็นก็เป็นเวลาเที่ยวแล้ว … ที่จุดหมายแรกจะแบ่งเป็น 2 โซน คือ Splendid of China ที่เป็นเมืองจำลองของพวกสถานที่สำคัญของจีน แล้วก็ส่วนของ China Folk Culture Villages ซึ่งเป็นโซนวัฒนธรรมจีน มีขายของชำราย รวมถึงมีการแสดงกลางแจ้งในช่วงเย็นด้วย

พอนั่งรถไฟฟ้าเที่ยวดูเมืองจำลองเสร็จแล้วก็มีเวลาเหลืออีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เพราะพวกผมรอดูการแสดงการแจ้งตอนเย็น ซึ่งกว่าจะเริ่มก็ประมาณหกโมงเย็นได้ … ระหว่างรอก็ฆ่าเวลาโดยการเดินเล่นถ่ายรูป พอเดินเหนื่อยแล้วก็ไปนั่งทำตัวอ้วนๆ อยู่แถวๆ ที่ที่เขาจะแสดงตอนเย็นนั่นแหละ … พอการแสดงจบตอนประมาณเกือบๆ สองทุ่ม ก็ถึงเวลาต้องกระดึ๊บไปหาที่พักแล้วครับ

… สำหรับคืนแรกก็นอนอยู่ที่เซินเจิ้นนั่นแหละ … โรงแรมอยู่ใกล้ๆ กับห้างในเมือง … ปกติผมก็เฉยๆ กับการเดินห้างนะ … แต่นี่เป็นห้างอยู่ต่างบ้าน-ต่างเมืองก็เลยไปเดินดูซะหน่อย อีกอย่างคือรองเท้าที่ผมใส่ไปดันขาดอีก … ขาดตอนเดินเล่นถ่ายรูปตอนช่วงเย็นนั่นแหละ … ก็พอดีไปเดินหาซื้อรองเท้าคู่ใหม่ … ห้างที่ว่าเนี่ยว่ากันว่าเป็นมาบุญครองเมืองจีนครับ … ของวางขายค่อนข้างเยอะเหมือนกัน และสิ่งที่เยอะไม่แพ้ของในห้างก็คือควันบุหรี่ … โห พี่ๆ เล่นกันกลางห้างเลยเหรอครับเนี่ย ! … เดินห้างคืนนั้นให้อารมณ์เหมือนเดินฝ่าหมอกควันที่ที่เกิดไฟไหม้อะ … ควันลอยเต็มห้างกันเลยทีเดียว … หลังจากเดินตระเวณหารองเท้าซักพักใหญ่ๆ ก็ได้รองเท้าแตะคู่ใหม่ ตอนแรกเห็นแต่พวกผ้าใบ ตอนนั้นไม่ได้คิดอยากจะซื้อเพราะพยายามเซฟตังค์ แต่เพราะไม่ซื้อรองเท้าผ้าใบเนี่ยแหละ มันเลยนำไปสู่เหตุการณ์ที่นับเป็นประสบการณ์ชีวิตในภายหลัง … อีแตะคู่ใหม่ทนทานพอสมควรครับ เพราะหลังจากกลับมาแล้วผมก็ใส่เล่นอีกเป็นปี … แต่ตอนนี้ขาดแล้วเรียบร้อย เอิ๊ก

เดินทางข้ามด่าน (อีกรอบ) …

เช้าวันแรกบนแผ่นดินจีน … ผมตื่นประมาณตีห้าเพราะมีนัดกะชาวแก๊งค์เพื่อออกเดินทางต่อแต่เช้า … จุดหมายแรกของวันไม่มีอะไรมาก นอกจากนั่งรถผ่านถนนคู่รัก (The Lover’s Road) แล้วก็แวะไปถ่ายรูปกับหวีหนี่ (The Lady of Pearl Statue) หรือจูไห่ฟิชเชอร์เกิร์ล (Fisher Girl Statue) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง … ถัดจากการแวะรูปปั้นหวีหนี่แล้วก็เดินทางต่อไปยังสวนสาธารณะฉื่อจิ่งซาน (Shijingshan Mountain Scenic Area) เมื่อเข้าไปในส่วนแล้วจะเจอกับเรือถีบในบึง สลับตัดฉากกับตึกสูงทางด้านหลัง … รอบนั้นมีเดินต่อขึ้นไปไหว้ศาลด้านบนด้วยครับ …

ถัดจากจุดหมายปลายทางที่จูไห่ก็ถึงเวลานั่งเรือข้ามฟากไปยังมาเก๊าครับ …

ผมเดินทางไปถึงมาเก๊าตอนประมาณ 15.30 น. … จุดหมายแรกที่มาเก๊าก็คือ เจ้าแม่กวนอิมริมทะเลครับ … หลังจากไหว้เจ้าแม่กวนอิมพร้อมกับถ่ายรูปแล้ว … จุดหมายถัดไปก็คือ วัดเจ้าแม่กวนอิม (มาเก๊า) เป็นวัดใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุดในมาเก๊า ตามด้วยสถานีต่อไปก็คือ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul)

หลังเดินเตร็ดเตร่ถ่ายรูปซักพัก ผมก็เดินกลับไปที่รถครับ … แต่เวลามันเหลือนี่นา จะอยู่เฉยๆ ทำไม ! … ผมก็เลยไปเดินเล่นคนเดียวแถวๆ นั้นแหละครับ เพราะเผอิญว่าตอนนั่งรถมาผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูปเก็บไว้อยู่แล้ว อิอิ … สำหรับจุดที่ผมอยากไปเก็บภาพก็ไม่มีอะไรมากครับ … คือถนนสายนี้ผมเคยเห็นพี่ที่ทำงานเก่าแกถ่ายเก็บไว้สมัยที่แกมาเที่ยวมาเก๊า … แต่ผมก็ไม่ได้ถามแกหรอกว่าอยู่แถวไหน … พอนั่งรถผ่านเห็นแว็บๆ ก็คิดว่า “ใช่แน่ๆ” ก็เลยเดินย้อนกลับขึ้นมาเก็บภาพซะหน่อย …

พอออกจากบริเวณโบสถ์แล้ว จุดหมายต่อไปก็คือ การตามหาข้าวเย็น !!! … เมื่อตามหากันพบแล้วก็จัดการโซ๊ยซะให้อิ่มสิครับ อิอิ … หลังจากอิ่มและอร่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พักครับ … ที่จริงตอนหัวค่ำมีอีกหนึ่งโปรแกรม นั่นก็คือ The Venetian Hotel and Resort ซึ่งเป็นคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีการจำลองบรรยากาศของเมืองเวนิส พร้อมกับการล่องเรือ … แต่อนิจจา วาสนาผมไม่ถึง … ผมอดไปครับ ! … เหตุผลก็สุดแสนจะน่าเจ็บช้ำหัวใจดวงน้อยๆ เสียเหลือเกิน … เหตุผลที่ว่าก็เพียงเพราะผมไม่ได้ใส่รองเท้าผ้าใบ ! … ถ้าคุณลากอีแตะแบบผม คุณก็จะอดเข้าไปชมคาสิโนเหมือนผมครับ … เซ็ง (ชิบ) หาย ! … ทำไมไม่รู้จักใส่รองเท้าผ้าใบเวลาไปเที่ยว ทำไม ทำไม ทำม๊ายยย ย ย !

… นั่งเรือข้ามฟากอีกแล้ว

หลังเศร้าสลดกับเหตุการณ์ไม่ใส่รองเท้าผ้าใบเลยอดเข้าคาสิโนแล้ว … เช้าวันที่สามของการเดินทางเป็นการขึ้นเรือข้ามฟากไปยังฮ่องกงที่จากมาเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ … ผมออกเดินทางนั่งเรือข้ามฟากตอนประมาณแปดโมงกว่าๆ … ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก ก็ถึงเวลาของโปรแกรมลั๊ลล๊าที่ฮ่องกงซะที …

จุดหมายปลายทางแรกที่ฮ่องกงก็คือ กระเช้า … ใช่ครับ … ขึ้นกระเช้าอีกรอบ … รอบนี้เป็นกระเช้านองปิง 360 (Ngong Ping 360) จุดหมายปลายทางอยู่ที่หมู่บ้านนองปิง นอกจากนี้ ด้านบนก็จะมีวัดโป๋หลิน (Polin Monastery) ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระใหญ่เทียนถาน

ระหว่างทางที่เดินไปไหว้พระก็จะมีร้านขายของวางอยู่สองข้างทางครับ … มีสินค้าให้ดูหลายอย่างเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยสนใจสินค้าหรอก … สนใจแต่จะถ่ายรูปอย่างเดียว … เดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านบนจนถึงเวลาประมาณบ่ายสองก็ได้เวลาลงจากเขาแล้ว … กระเช้ารอบนี้ไกลกว่าที่เวียดนามเยอะครับ … ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ “ลมแรง” … ลมพัดมาแต่ละทีกระเช้าก็ไหวๆ … โอ้ ! … ชีวิตที่น่าตื่นเต้น ! … นอกจากความตื่นเต้นจากลมพัดแล้ว อีกอย่างที่น่าตื่นตา-ตื่นใจไม่แพ้กันก็คือ วิวที่มองเห็นเกาะฮ่องกงจากมุมสูงครับ … สวยมาก ! ถึงวันนั้นอากาศจะหม่นๆ ก็เถอะ …

พอลงจากกระเช้าเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมสำหรับคืนนี้ครับผม … ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงโรงแรม … โรงแรมอยู่แถวย่านไหน จำไม่ได้เหมือนกัน เอิ๊ก … แต่ติดกับโรงแรมมันจะมีสวนสาธารณะขนาดไม่ใหญ่มาก แล้วตรงข้ามกับโรงแรมจะมีตลาดอะ (เค้าจำไม่ได้จริงๆ นะ)

พอได้กุญแจห้องก็เอาสัมภาระเข้าไปเก็บ … ตรงข้ามโรงแรมมันจะมีตลาดอะไรซักอย่าง ส่วนด้านข้างติดๆ กันจะมีห้าง แล้วก็สวนขนาดเล็ก … คนอื่นๆ บ้างก็ไปเดินเล่นที่ตลาดครับ … ส่วนผมไปเดินเล่นแถวๆ สวน รอเวลากินข้าวเย็น … ค่ำคืนที่ฮ่องกงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากกินข้าวเสร็จผมก็ไม่รู้ว่าจะไปดูอะไร … ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี หนีกลับขึ้นไปนอนอยู่ห้องดีกว่า ก็ห้องพักออกจะน่านอนนี่นา

… ตะลุยฮ่องกง

เมื่อวานได้แวะบางส่วนของเกาะฮ่องกงไป … วันสุดท้ายของทริปท่องเที่ยวก็คือตามเก็บจุดอื่นๆ … สำหรับโปรแกรมวันสุดท้ายจะมีที่หาดรีพัลส์เบย์ (Repulse Bay) วิคเตอเรียพีค (Victoria’s Peak) ส่วนช่วงบ่ายเป็นโปรแกรมช็อปปิ้ง … ภาคค่ำก็จะมีแวะที่อเวนิวออฟสตาร์ (Avenue of Star) กับดูซิมโฟนีออฟไลท์ (Symphony of Life)

แต่ก่อนออกเดินทางตามโปรแกรม เราก็ต้องแวะหาอะไรรองท้องกันซะก่อน … มื้อเช้าเป็นติ่มซำครับ … อร่อยดี แต่รู้สึกจะไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ เอิ๊ก

… เกือบๆ สิบโมงเช้าก็เดินทางไปถึงจุดหมายแรก ก็คือ หาดรีพัลส์เบย์ … พอลงจากรถก็พากันเดินตามไกด์สาวประจำทริปข้ามชายหาดไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ตามความเชื่อของคนฮ่องกงครับ … เวลาประมาณ 11.00 น. ก็นั่งรถขึ้นไปถึงวิคเตอเรียพีค ระหว่างทางก็จะผ่านบ้านของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลาย ซึ่งบ้านมีแต่หลังแบบโคตรใหญ่ !!! … แต่วิคตอเรียพีค ณ วันและเวลานั้น หมอกลงจัดมากครับ … มองไม่ค่อยเห็นอะไรเลย (เฮ้อ)

เมื่อลงจากวิคตอเรียพีคแล้ว … เวลาเกือบเที่ยง เราก็ต้องไปหาอะไรลงท้องอีกครั้ง เอิ๊ก … ระหว่างนั่งรถผ่านก็ได้แต่นั่งมองข้างทางดูบ้าน-เมืองของชาวฮ่องกงไปตามประสา … เมื่ออิ่ม-อร่อยกับข้าวเที่ยงแล้วก็ถึงเวลาของโปรแกรมช็อปปิ้งครับ ซึ่งน่าจะเป็นโปรแกรมที่ถูกใจบรรดานักซื้อทั้งหลาย … แต่กับผม-มนุษย์ตังค์น้อย ก็ได้แต่เดินดูเท่านั้นแหละครับ … สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ไปอยู่แถวย่านจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) ถนนนาธาน … ใกล้ๆ กันก็จะมีโอเชี่ยนเทอร์มินัล (Ocean Terminal) … แล้วโปรแกรมช็อปปิ้งเนี่ย นานมาก ! คืออยู่กันจนถึงเย็นเลยนั่นแหละ … ผมก็ได้แต่รู้สึกเคว้งคว้างท่ามกลางผู้คน … ที่จริงแล้วแถวๆ นั้นมันมีพิพิธภัณฑ์ด้วยนะครับ ผมน่ะอยากไปมากๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่อง-รู้ราวก็เลยไม่กล้าไปคนเดียว ครั้นจะชวนคนอื่นไปด้วย ก็เดี๋ยวจะว่าน่าเบื่อ … ผมก็ได้แต่แอบเศร้าใจอยู่ลึกๆ

… ประมาณทุ่มนึง การเดินทางก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายก็คือ เวนิวออฟสตาร์กับดูซิมโฟนีออฟไลท์ … เดินไป-เดินมา ถ่ายรูปอยู่แถวๆ นั้นแหละครับ จนถึงประมาณเกือบๆ ทุ่มครึ่ง … ขาตั้งกล้องก็ไม่มี ถ่ายรูปยากชะมัด ส่วนใหญ่แล้วภาพจะดูไม่ค่อยได้เลย (เฮ้อ)

หลังจบโปรแกรมสุดท้าย ก็ได้เวลาเดินทางกลับไปสนามบิน … ผมกับชาวแก๊งค์เดินทางถึง กทม. ช่วงกลางดึกครับ น่าจะประมาณตีหนึ่ง-ตีสองนะ … พอลงจากเครื่องรับกระเป๋าเดินทางแล้ว ก็นั่งรถตู้กลับไปหาเตียงนอนที่ห่างหายกันไปนานหลายวัน … เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางออกสู่โลกกว้างครั้งที่สอง

บทส่งท้าย …

สำหรับทริปนี้ตอนแรกกะว่าจะไม่ไป เพราะรู้สึกเสียดายค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่จนแล้ว-จนรอดก็มีโอกาสได้ไปเปิดหู-เปิดตา … ส่วนตัวผมชอบโปรแกรมที่มาเก๊ากับฮ่องกงนะ ส่วนโปรแกรมที่เซินเจิ้นกับจูไห่ ผมล่ะเฉยๆ … คือที่มาเก๊าผมชอบสภาพบ้านเมืองเขาครับ มันดูเป็นระเบียบ-สะอาดตาดี แล้วจุดที่ไปที่เป็นโบสถ์น่ะชอบมาก ! อย่างที่บอกว่าเคยเห็นรูปของพี่ที่ทำงานเก่าแกถ่ายเก็บไว้แล้วชอบอะ … อยากไป แล้วสุดท้ายผมก็มีโอกาสได้ไปจนได้ อิอิ … นี่ถ้าไม่นับเรื่องรองเท้าผ้าใบที่ทำให้ผมอดเที่ยว ทริปนี้จะเป็นอีกทริปที่น่าจดจำยิ่งขึ้น … แต่เอ๊ะ … ที่จริงต้องบอกว่า “เพราะว่ามันมีเรื่องแบบนี้ไง มันเลยเป็นที่น่าจำ” สิ !!!

… ส่วนโปรแกรมที่ฮ่องกงก็ชอบนะครับ ชอบความอลังการของเกาะฮ่องกง มีแต่ตึกสูงๆ … แต่เบื้องหลังเองก็คงไม่ได้อลังการอะไรมากมาย เพราะถึงจะมีตึกใหญ่โต แต่ที่พักอาศัยของคนส่วนมากก็เป็นแค่ห้องเล็กๆ เท่านั้น … ถ้าเทียบกับบรรดาบ้านของมหาเศรษฐีทั้งหลายแล้วก็ … นะ

… แต่โดยรวมแล้ว ผมก็สนุกกับทริปนี้พอสมควร มีโอกาสได้เห็นโลกข้างนอกมันก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกันนะ : )

… สะบายดี … เวียงจันทน์

“ทริปเวียงจันทน์” เป็นทริปที่ไปในลักษณะของการทำงาน (นิดหน่อย) ครับ … เป็นทริปสั้นๆ คือเที่ยวจบภายในวันเดียว สถานที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกซิตี้ทัวร์ก็คือ วัดศรีเมือง หอพระแก้ว ประตูชัยฯ แล้วก็พระธาตุหลวงครับ แล้วก็แถมด้วยโปรแกรมแวะตามสถานที่ที่ทางลาวจัดให้นักท่องเที่ยวต้องไป คือมันเป็นนโบายของประเทศเขาครับ … ตอนแรกผมก็งงๆ ว่าแวะทำไม พอมารู้เฉลยในตอนหลังก็เลยถึงบางอ้อ สำหรับโปรแกรมภาคบังคับเนี่ยก็จะมีพวกร้านขายของพื้นบ้าน พวกผ้าซิ่น เครื่องเงิน ห้างสรรพสินค้า แล้วก็จะมีสำนักงานขายยาจีนและบัวหิมะ ! … บัวหิมะแบบที่มีอยู่เมืองจีนนั่นแหละครับ พอดีทางการจีนมีนโยบายซึ่งเอื้อประโยชน์หลายอย่างให้กับทางการลาว ก็เลยมีการจัดลงไปในโปรแกรมด้วย เพื่อช่วยกระจายสินค้า … สำหรับโปรแกรมสำรองพวกนี้อาจมีสลับหมุนเวียนเปลี่ยนที่กันในแต่ละครั้งที่ไปครับ แต่โดยรวมแล้วจะมีลักษณะสินค้าคล้ายๆ กัน

ฮัลโหลโป่งโป๊ง …

เสียงทักทายแรกจากไกด์สาวทันทีที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและขึ้นรถไปนั่งประจำที่สำหรับทริปเวียงจันทน์ … ทันทีที่รถเคลื่อนออกจากด่านก็จะมุ่งหน้าเข้าสู่เวียงจันทน์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 30 กว่านาที บนรถไกด์ก็จะแนะนำหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับเมืองลาว รวมถึงเรื่องที่ควรจะรู้ อาทิ พอข้ามฝั่งมาลาวปุ๊บ … กรุณาปิดโทรศัพท์ของท่านจะเป็นการดีที่สุด เพราะทันที่ที่ข้ามฝั่งมา ระบบโทรศัพ์จะถูกเปลี่ยนเป็นแบบโรมมิ่ง (Roaming) ทันที … ไม่ว่าจะโทรหรือรับสาย ค่าโทรแพงบรรลัยแน่นอนครับ !

ตามเส้นทางมุ่งสู่เวียงจันทน์จะผ่านโรงงานเบียร์ของลาว ซึ่งก็คือ … เบยลาว นั่นเอง … “กินวันนี้ เมาวันพรุ่งนี้” แต่ผมไม่เคยลองเพราะไม่ถูกกะพวกเบียร์หรือเหล้า เลยไม่รู้ว่าจริงรึป่าว … พอใกล้ถึงเวียงจันทน์โปรแกรมแรกก็เริ่มที่วัดศรีเมืองครับ … วัดศรีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ครับ … หลังจากออกจากวัดศรีเมืองแล้วก็ไปต่อที่หอพระแก้วครับ เป็นที่ๆ ผมค่อนข้างจะชอบมากสำหรับ “ทริปเวียงจันทน์” ครับ … ภายในนอกจากพระพุทธรูปแล้วก็จะมีตู้ไม้โบราณกับวัตถุโบราณตั้งอยู่รอบนอกครับ … ถ่ายรูปได้แต่ด้านนอก ส่วนด้านในห้าม !

สถานที่ต่อไปคือ “พระธาตุหลวง” ครับ … พระธาตุหลวงถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว และแลนด์มาร์กที่สุดท้ายก็คือ “ประตูชัยฯ” ครับ … เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์

นอกจากแลนด์มาร์กแล้วก็จะมีโปรแกรมเสริมอื่นๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าของเมืองลาว ก็จะมีพวกกระเป๋า เข็มขัด นาฬิกา ฯลฯ ราคาถ้าตีเป็นเงินไทยแล้ว บางอย่างก็ไม่ถือว่าแพงมาก … ส่วนใหญ่สินค้าเป็นของแท้มั้ย อันนี้ไม่มั่นใจ เพราะตอนไกด์บรรยายผมไม่ได้สนใจฟัง เลยไม่กล้าฟันธงครับ ! … นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้วก็จะมีร้านขายพวกเครื่องเงิน แล้วก็ผ้าซิ่น … บางทริปก็จะมีคนซื้อผ้าซิ่นกลับมาบ้าง บางคนก็ซื้อของฝากติดไม้-ติดมือกลับมา แต่ผมไม่เคยซื้อ มีแต่เดินดูเฉยๆ เอิ๊ก

อีกที่เป็นสำนักงานขายพวกยาจีนครับ ที่สำนักงานขายฯ จะมีหมอแมะ (เรียกถูกป่าวหว่า !?) มาตรวจสุขภาพสำหรับคนที่อยากรู้ให้ครับ … คือผมก็ไม่ได้มีอคติอะไรนะครับ แต่มีรอบนึงผมฮามาก … รอบนั้นมีคนเสนอตัวอยากให้ตรวจดูสุขภาพค่อนข้างเยอะครับ แบบว่าเกินสิบคนน่ะ … ช่วงแรกๆ หมอแกก็ตรวจให้เหมือนทุกทีนั่นแหละ แต่รอบนั้นตรวจไปซักพัก หมอแกหันกลับไปบอกคนที่รอตรวจอยู่ว่า “ไม่เป็นไรหรอก … สบายดีทุกคน” … แล้วก็โบกมือเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้แค่ความมึนงงของอีกหลายๆ คนที่ยังไม่ได้ตรวจ

หลังจากตระเวณตามจุดต่างๆ รอบเวียงจันทน์แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับบ้านเกิดครับ … พอเดินทางไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ผ่านการตรวจ จากนั้นก็จะแวะซื้อของที่ด่านครับ … ตามโปรแกรมแล้วก็จะแวะกันประมาณชั่วโมงนึงได้ … ช่วงนี้เป็นช่วงละลายทรัพย์ครับ เพราะหลายคนมักมาได้ของฝากแถวๆ ด่านนี่แหละ … ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขนม เสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ ประมาณนี้ … ส่วนพวกเหล้ากับบุหรี่จะจำกัดจำนวน ถ้าจะซื้อเยอะก็ต้องแบ่งๆ กันถือครับ

… บทส่งท้าย

สำหรับทริปเวียงจันทน์เป็นทริปสั้นๆ วันเดียวจบครับ … ก็ขับรถวนไป-วนมาอยู่ในเมืองนั่นแหละ … สินค้าส่วนใหญ่เห็นว่านำเข้าจากฝั่งไทยเอง หลายคนเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะไกด์เองก็บอกว่า ชอบเข้าไปเที่ยวแถวๆ อุดรฯ เหมือนกัน แบบเข้าไปช็อปปิ้งน่ะครับ … สินค้าไหนควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ ไกด์จะคอยแนะนำให้ครับ … แต่ถ้าเป็นพวกสินค้าพื้นเมืองก็แล้วแต่คนครับ ใครสนใจก็ค่อยจับจ่ายเอา … ส่วนราคาสินค้า ถ้าคิดจากเงินลาวกลับมาเป็นเงินไทย ผมว่าราคาสินค้าก็เอาเรื่องอยู่นะ … บางอย่างเคยถามราคาพอมาคำนวณดูแล้ว ก็หนักหนาสาหัสอยู่ ผมเลยไม่เคยซื้ออะไรกลับมาซักที ยกเว้น ของที่ด่าน

… โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบความเรียบง่ายของเมืองลาวครับ แต่ถ้าไปอยู่จริงจะง่ายๆ สบายๆ หรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ทราบได้ … อีกเรื่องที่ชอบคือการแต่งตัวของสาวลาวครับ … ผมว่าน่ารักดีนะ เวลาไปเรียน-ทำงาน-ออกนอกบ้านจะใส่ผ้าซิ่น ดูเรียบร้อยดีออก … แต่ไกด์แอบกระซิบบอกว่าเวลาไปเที่ยวก็ใส่ชุดธรรมดาเหมือนคนไทยนี่แหละ ไม่ได้ใส่ผ้าซิ่นเข้าผับ

… ถึงยังไงก็ตาม ผมก็อยากให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็นนั่นแหละ มันดูน่ารักดีในสายตาผมนะ  : )

เชียงคาน … ยังหวานอยู่ …

สำหรับ “ทริปเชียงคาน” ตอนปลายปีถือเป็นรอบที่ 5 ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครับ ตอนที่ไปกับเพื่อนเป็นรอบที่ 3 ครับ ส่วนรอบที่สี่นี่ไปเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของทริปการทำงานครับ ซึ่งรอบนั้นมีเวลาเดินเล่น-ถ่ายรูปแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น … บอกตามตรงเลยว่า “ไม่จุใจเลย”

… “อ้วนฉุย” @ เชียงคาน

เมื่อเดือนธันวาคมผมมีทริปใหญ่กับ “อ้วนฉุย” ครับ … พา “อ้วนฉุย” ไปเที่ยว … ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปหรอกครับ แต่คุยกันไป-คุยกันมา “อ้วนฉุย” อยากไป เลยให้ “อ้วนฉุย” โทรติดต่อหาที่พัก … เพราะผมไม่ชอบโทรติดต่อครับ คุยกันลำบาก บางทีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง (จริงๆ) ไปรอบนี้ตั้งงบห้องพักไว้ว่าไม่ควรเกินพันนึง สำหรับกรณีนอนโฮมสเตย์ แต่ถ้าจำเป็นต้องนอนรีสอร์ทขอไม่เกินพันห้า

ปรากฏว่า … “อ้วนฉุย” โทรไปหลายที่มาก แต่เต็มหมด … มีหลังนึงโทรไปถามห้องพักแล้ว ห้องไม่ว่าง แต่เจ้าของบ้านก็ใจดีเดินไปถามเพื่อนบ้านให้เลยครับ ซึ่งบ้านของเพื่อนบ้านป้าแกมีว่างอยู่ห้องนึง แต่เป็นห้องน้ำรวม อ้วนฉุยเลยลังเลว่าจะพักดีมั้ย เพราะถ้าได้ห้องน้ำในตัวจะสะดวกกว่าสำหรับคนที่อาบน้ำนานแบบ “อ้วนฉุย” … สรุปแล้วคือ “ไม่เอา” ครับ แล้วแผนการไปเชียงคานก็ส่อแววว่าจะล่ม … เย็นวันเดียวกันนั้น ผมเลยนั่งหาที่พักผ่านเน็ต หาไป-หามาได้ที่พักเป็นรีสอร์ทแถวภูทอกครับ (ไม่ขอเอ่ยชื่อละกัน) เหลืออยู่ห้องเดียว ! ราคาเต็มงบที่ตั้งไว้พอดี ! … แผนการไปเชียงคานเลยไม่ล่ม !

วันเดินทางไปถึงรีสอร์มเกือบสี่โมงเย็น … รีสอร์ทที่จองไว้โอเคดีนะครับ แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนคือ พื้นที่สำหรับกางเต็นท์หลังใหญ่ๆ แล้วก็ส่วนที่เป็นบ้านเล็กๆ 5 หลัง ผมได้แบบเป็นบ้านหลังสุดท้ายพอดี … ตัวบ้านพักโอเคเลยครับ ผมชอบ … แต่รีสอร์ทดูแห้งๆ ไปนิด อาจจะเพราะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ต้นไม้-ต้นหญ้า เลยยังไม่จัดจ้านเต็มที่ แต่บรรยากาศโดยรอบถือว่าดีระดับนึงครับ อ่อ … รีสอร์ทนี้มีข้าวเช้าให้ด้วยครับ แต่ต้องเข้าไปกินที่ฝั่งริมโขง (รีสอร์ทนี้มีสองที่ครับ ที่นึงคือ ฝั่งริมโขง-อยู่ใกล้กับถนนคนเดิน ส่วนอีกที่นึงที่ผมไปพักจะอยู่ติดกับภูทอกครับ … ปีนี้ผมตั้งใจว่าจะไปอีกครับ แล้วจะพักรีสอร์ทที่เดิมด้วย … ถ้ามีบ้านว่างน่ะนะ )

หลังจากเช็คอิน-เก็บของเรียบร้อยแล้วก็พักเอาแรงซักครู่ … พอเริ่มเย็นๆ ก็ขับรถจากที่พักเข้าไปแถวถนนคนเดิน เอารถไปจอดในโรงเรียนแถวถนนคนเดินนั่นแหละครับ แล้วก็แวะกินข้าวเอาแรงกันก่อน จะได้เดินยาวเลยทีเดียว

รอบล่าสุดที่ไปนี่เดินตั้งแต่เกือบๆ หกโมงเย็น ถึงประมาณ 2-3 ทุ่ม ครับ … เดินถ่ายรูปแทบจะทุกที่ๆ มีของเล่นวางไว้ให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปด้วย … ขากลับก็แวะหาขนมกลับไปกินที่รีสอร์ทเป็นรอบดึก ส่วนเช้าวันรุ่งขึ้นอ้วนฉุยอยากไปตักบาตรข้าวเหนียวครับ เลยบอกทางรีสอร์ทให้เตรียมของตักบาตรให้ แล้วตอนเช้าไปรับของที่รีสอร์ทฝั่งริมโขงครับ พระจะเริ่มบิณฑบาตรจากซอยหน้ารีสอร์ทริมโขงพอดี

เช้าวันใหม่ … “อ้วนฉุย” ออกอาการขี้เซาไม่อยากไปตักบาตรซะงั้น ! แต่สุดท้ายก็โดนลากไปอยู่ดี … หลังตักบาตรเสร็จก็แวะหาข้าวกินครับ … วันนั้นได้ข้าวเหนียว-หมูปิ้งอีกเช่นเคย หมูปิ้งสูตร “หมูปิ้งคลุกฝุ่น” อร่อยครับ ยิ่งกินกะข้าวเหนียวร้อนๆ ตอนเช้าแล้วเนี่ย … สุโก้ย !

พอกลับมาถึงรีสอร์ทก็จัดการหมูปิ้งคลุกฝุ่น แล้วไปถ่ายรูปเล่นในรีสอร์ทต่อครับ … พอเหนื่อยก็ไปนอนเอาแรงต่ออีกซักพักเพราะเมื่อเช้าตื่นตั้งแต่ตีห้า ตั้งปลุกตอนเก้าโมงครึ่งเพราะจะไปเดินเล่น-ถ่ายรูปต่อตอนสายๆ อีกรอบ … บรรยากาศของเชียงคานตอนค่ำกับตอนเช้าต่างกันนะครับ … ถ่ายรูปแล้วสวยคนละแบบ … อันนี้ “อ้วนฉุย” ยืนยันได้ครับ เพราะตอนแรกทำท่าทางไม่อยากไปถ่ายรูปตอนสาย แต่พอเอารูปให้ดู มีรูปถูกใจมากกว่าตอนถ่ายช่วงหัวค่ำซะอีก

… บทส่งท้าย

… ห้าครั้งที่ไปเที่ยวเชียงคาน … สิ่งนึงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเลยก็คือ “ที่พัก” ครับ … ส่วนตัวแล้วผมแบ่งที่พักบริเวณถนนคนเดินของเชียงคานออกเป็นสองแบบ คือ แบบโฮมสเตย์ กับแบบที่ดูออกว่าบรรยากาศเป็นโรงแรม … สำหรับครั้งแรกที่ไป ที่พักลักษณะแบบโรงแรมแถวๆ ถนนคนเดินมีน้อยมาก แต่รอบล่าสุดที่ไปนี่แบบว่า … โผล่ขึ้นมาเพียบ แต่โรงแรมใหม่ๆ ก็จะถูกออกแบบมาให้กลมกลืนกับบรรยากาศเดิมครับ เท่าที่ทราบมาคือ เชียงคานพยายามจะรักษารูปแบบของถนนเส้นนี้ไว้ให้เป็นเหมือนเดิมมากที่สุด

ส่วนตัวแล้ว … ผมอยากให้เชียงคานยังคงเป็นเชียงคานแบบเดิมๆ เหมือนที่เคยเป็นมา ไม่อยากให้บรรยากาศแบบเก่าๆ ของเชียงคานหายไปครับ ถ้าคุณเลือกจะไปเที่ยวเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศเก่าๆ ควรทำใจเรื่องความสะดวกสบายบ้าง อย่าคิดหวังว่าไปเที่ยวพักผ่อนทั้งที ต้องได้นอนโรงแรมทันสมัย … เคยมีคนถามผมเรื่องที่พักที่เชียงคานว่าที่พักเป็นยังไง สะอาดมั้ย ไกลรึเปล่า ราคาเป็นยังไง ฯลฯ ผมก็ตอบไปตามที่รู้-ที่เห็น แต่คนที่ถามผมมีเงื่อนไขค่อนข้างเยอะ เช่น อยากได้ที่พักแบบโรงแรมครับ โรงแรมแบบที่ว่าเป็นโรงแรมสมัยใหม่ ถ้าเป็นโรงแรมเก่าหน่อยกลัวจะมีกลิ่นอับ อยากได้โรงแรมที่อยู่ใกล้ถนนคนเดิน เพราะเขาขี้เกียจเดิน (!!?) เขาไม่อยากได้ที่พักแบบโฮมสเตย์ เขากลัวไม่สะอาด-ไม่เป็นระเบียบ แต่จริงๆ แล้ว โฮมสเตย์ที่เชียงคานถือว่าสะอาด-เรียบร้อยครับ ไม่ได้แย่เลย ! เขาไม่อยากพักรีสอร์ท โดยเพาะรีสอร์ทที่ไม่ได้ยกพื้น เพราะกลัวมีแมลงเข้าห้อง ฯลฯ ผมว่าความต้องการของคนประเภทนี้แหละที่คอยยัดเยียดบรรยากาศสมัยใหม่เข้าไปทำลายบรรยากาศเดิมๆ … การพัฒนาไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ถ้ายัดเยียดมากเกินไป สเน่ห์และบรรกาศเดิมๆ มันจะจางหายไปหมดนะ …

… ว่าด้วยเรื่องของ “จักรยาน”

ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นมีแต่คนปั่นจักรยาน ตั้งแต่จักรยานจ่ายตลาดทั่วไป จนถึงพวกรถราคาแพงๆ … ผมมีจักรยานเอาไว้ปั่นเล่นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าอยากปั่นตามกระแสนะ จุดเริ่มต้นมันมาจากผมอยากมีจักรยานซักคันเอาไว้ปั่นไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เพราะผมไม่มีรถมอร์’ไซด์ ถ้าจะเอารถยนต์ไปตลาดก็หาที่จอดยากซะเหลือเกิ๊นนนน … จักรยานน่าจะเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องเดิน หาที่จอดก็ง่าย ไม่ต้องวุ่นวายกะค่าน้ำมัน ฯลฯ

จักรยานคันแรกที่ซื้อมาเป็นจักรยาน LA สีดำ ติดตะกร้าจ่ายตลาดพร้อม ราคาไม่ถึงสองพันบาท แรกๆ ก็เอาไว้ปั่นไปจ่ายตลาดกะเอาไว้ปั่นไปทำงานตามที่ตั้งใจไว้นั่นแหละ … ต่อมาด้วยความรู้สึกแบบว่า ชีวิตนี้ช่างอ้วนท้วนสมบูรณ์เสียเหลือเกิน เลยคิดจะไปออกกำลังซะหน่อยหลังจากห่างหายมา 5-6 ปี … เมื่อก่อนผมจะไปวิ่งตอนเย็นเป็นประจำ ประมาณวันละ 2-3 กิโลเมตร แต่หลังๆ มาไม่ได้ไปออกกำลังเลย วันๆ มีแต่กิน แล้วก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมา งานก็วุ่นวายเสียเหลือเกิน ชีวิตเลยห่างหายจากการออกกำลังไปนานแสนนาน โบนัสที่ตามมาจากการไม่ไปออกกำลังก็คือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแบบเว่อร์ๆ นั่นเอง …

หลังจากคิดจะไปออกกำลังเหมือนเมื่อก่อน ผมก็เริ่มวางแผนว่าจะไปออกกำลังแบบไหนดี ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปวิ่งเหมือนเดิม เพราะไม่ต้องลำบากจัดหาอุปกรณ์ ไปเดินๆ วิ่งๆ คนเดียวสบายใจ … แต่แค่วันแรกที่ไปวิ่งเท่านั้นแหละ รู้สึกว่า “โอ๊ยยย ย … ตายแหงๆ กรู” เหนื่อยมาก วิ่งแป๊บเดียวก็เหนื่อยหอบละ ไม่ได้ออกกำลังมาหลายปี ประกอบกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นจนหัวหงอก ทำให้การออกกำลังไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ผมเลยต้องหาวิธีออกกำลังแบบใหม่

วิธีที่ว่าก็คือ ปั่นจักรยาน นั่นเอง … ทำไมต้องปั่นจักรยาน ? ตามกระแสเหรอ ? เปล่าเลย … น้ำหน้าอย่างผมไม่ได้อยากอินเทรนด์เกาะกระแสอะไรทั้งนั้น แต่ที่เลือกปั่นจักรยานเพราะรู้สึกว่ามันออกกำลังได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยจนเกินไป ถ้าไปวิ่ง มันอาจจะลดน้ำหนักได้ดีกว่า แต่ถ้าวิ่งมันต้องวิ่งติดต่อกันหลายนาที … ซึ่งตอนนี้ผมทำไม่ได้ ! ปั่นจักรยานคือทางออกที่น่าจะเวิร์คกว่า !

หลังจากเลือกที่จะปั่นจักรยานออกกำลัง ผมก็หันซ้าย-หันขวา คว้าเอาจักรยานจ่ายตลาดนั่นแหละมาปั่น … ปั่นทุกวันๆ ละ 30 นาทีขึ้น … ตอนแรกไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยซักนิด ผมมีแค่จักรยานจ่ายตลาดราคาไม่ถึงสองพันหนึ่งคัน นาฬิกาจับเวลาก็เอานาฬิกาข้อมือใส่ทำงานนั่นแหละ ไฟหน้า-ไฟท้ายก็ไม่มี อาศัยปั่นช่วงเย็นๆ ก่อนมืดเท่านั้นเอง … พอปั่นจักรยานไปได้ช่วงนึง … น้ำหนักลดครับ ลดลงไปประมาณ 5-6 กิโล (ออกกำลังกับคุมอาหาร) พอเริ่มรู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ! ผมเลยเริ่มเก็บตังค์หวังจะมีจักรยานที่น่าจะเหมาะกับการปั่นไปลั้ลล้าซะหน่อย

พอเริ่มมีตังค์ในระดับที่รู้สึกว่า ถ้าจ่ายไปกับจักรยานคันใหม่แล้ว ผมก็จะยังมีตังค์สำรองเอาไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้แบบไม่เดิอดร้อน ผมก็เลยหอบเอาตังค์เก็บอันแสนจะน้อยนิดตระเวณไปตามร้านจักรยาน … สำหรับร้านแรกที่ไปเป็นร้านใหญ่พอประมาณ จักรยานเยอะมากจนต้องวางล้นออกมาหน้าร้าน ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ มีแต่คันสวยๆ อยากได้เหลือเกิ๊น … เลยลากสังขารเข้าไปถาม ปรากฏว่ามีแต่จักรยานแพงๆ จักรยานประมาณว่าถ้าเอาไปแข่งต้องได้แชมป์ ตูร์ เดอร์ ฟรองซ์ แน่ๆ ครับ … ประชดครับ ! … คือจักรยานน่ะแพงจริงๆ แต่ผมเซ็งลุงเจ้าของร้านน่ะ แกพูดซะแบบว่าผมรู้สึกผิดที่มีตังค์น้อยนิดแล้วสะเออะจะไปยลโฉมรถราคาแพงในร้านแก แกบอกกับผมว่า “จักรยานราคาต่ำกว่าหมื่นเป็นรถเกรดจีนแดง ปั่นแป็บๆ เดี๋ยวก็พัง โซ่ตก นู่นนั่นนี่ … ร้านนี้ไม่เอามาขายหรอก” … ผมนี่ได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่ได้ตอบอะไร … คือตังค์ซื้อรถราคาแพงๆ (ที่ไม่ได้ว่าแพงเว่อร์ๆ) ในร้านแกน่ะผมก็ซื้อได้ แต่ผมไม่ได้อยู่บ้าน ผมไม่กล้าซื้อรถราคาแพงๆ ไปจอดไว้หอหรอก ถึงแกจะบอกว่าล็อคล้อไว้ก็ไม่หายไปไหนหรอกน่า … แต่จักรยานถึงจะล็อคล้อแล้ว มันอุ้มขึ้นรถกระบะเอาไปขายได้นี่ครับ เข้าใจหัวอกคนอยู่หอบ้างเปล่าเนี่ย ! อีกอย่างผมไม่ได้ร่ำรวยขนาดมีตังค์ซื้อจักรยานคันละหลายๆ หมื่น หรือเหยียบแสนได้หน้าตาเฉยนะครับ ผมต้องการแค่รถที่สภาพดีหน่อยเหมาะกับการเอาไปขี่เล่นออกกำลังเท่านั้นเอง !

เมื่อทราบราคาจักรยานที่น่าตื่นตระหนกแล้ว ผมก็ตระเวณไปอีกร้านนึง … ร้านที่สองเป็นร้านเล็กๆ (เล็กกว่าร้านแรก) มีจักรยานเรียงกันอยู่ไม่กี่สิบคัน มีทั้งแบบเก่าๆ หน่อย แล้วก็แบบที่น่าจะแพงปนๆ กันไป … ผมก็ไปด้อมๆ มองๆ แล้วเข้าไปถามราคาลุงเจ้าของร้าน พร้อมแจ้งความประสงค์ว่า “อยากได้จักรยานซักคันครับ มีงบประมาณห้าพัน” … ลุงแกก็แนะนำครับว่าพอมีอยู่ แต่เป็นพวกจักรยานแบบวัยรุ่นชอบปั่นนะ แล้วเดี๋ยวนี้ (ประมาณปีที่แล้วครับ) ก็ชอบปั่นแบบฟิกเกียร์กัน … ผมไม่รู้จักฟิกเกียร์ครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบไหน … ผมก็คุยๆ กะลุงแกไป แกก็แนะนำไปเรื่อยน่ะครับ คือแกก็บอกอยู่ว่าถ้าจะซื้อรถเอาไว้ขี่ออกกำลังแบบจริงๆ จังๆ ลองเพิ่มงบแล้วเลือกคันที่มันระดับดีขึ้นไปอีกดีกว่ามั้ย … คำพูดมันออกแนวคล้ายๆ กะลุงร้านแรกน่ะครับ แต่ลักษณะคำพูดมันดูอ่อนกว่า (มาก !) คำพูดมันทำให้รู้สึกเหมือนว่าแกก็เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้นึกดูถูกดูแคลนผู้ชายใส่เสื้อเก่าๆ หน้าตาเซ่อๆ ที่เดินเข้าไปถามราคาจักรยานในร้านแกน่ะ (ร้านแรกอาจจะไม่ได้คิดนะครับ แต่คำพูดมันช่างเสียดแทงหัวใจเหลือเกิน ไม่งั้นผมคงจำคำพูดแกไม่ได้ขนาดนี้) … หลังจากคุยนู่นคุยนี่กะแกซักพัก แกก็บอกว่าเดี๋ยวประมาณอาทิตย์หน้า รถเซ็ตใหม่ที่สั่งน่าจะมา ลองมาดูก่อนก็ได้ ถ้าถูกใจก็ค่อยว่าราคากัน วันนั้นผมเลยกลับไปมือเปล่า พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตารอจักรยานที่แกบอก

ผ่านไปประมาณอาทิตย์นึงผมก็ไปร้านแกอีกรอบ พร้อมกับเห็นจักรยานคันที่แกบอกไว้ … เห็นแว็บแรกแล้วรู้สึกว่านี่แหละใช่เลย !

จักรยานคันต่อมาที่ซื้อ … เป็นจักรยาน WCI: Elite แบบฟิกเกียร์สีขาว เห็นครั้งแรกแล้วแบบว่าชอบมาก ! จักรยานคันนี้มันปั่นแบบธรรมดาได้ครับ คือมีให้เลือกสองแบบ แบบแรกเป็นปั่นธรรมดาไม่มีเกียร์ อีกแบบเป็นแบบฟิกเกียร์ … ตอนซื้อมาผมให้ลุงตั้งเป็นแบบปั่นธรรมดาครับ เพราะตอนนั้นปั่นแบบฟิกเกียร์ไม่เป็น พอตกลงราคาพร้อมของแถมได้แล้ว ก็ไปถอยมาปั่นสบายใจ … ราคาใกล้เคียงงบประมาณที่ตั้งไว้อีกตะหาก

พอปั่นไปซักพักก็ค่อยๆ หาซื้ออุปกรณ์มาเพิ่มครับ ก็จะมีตัวที่ใช้วัดความเร็ว กระเป๋าหลัง ไฟหน้า-ไฟท้าย ใส่ขาตั้ง (ฟิกเกียร์ไม่มีขาตั้ง) พร้อมกับให้ลุงแกใส่เบรกไว้ให้ … ผมปั่นจักรยานคันนี้อยู่ประมาณปีนึง รวมระยะทางก็ประมาณพันกว่ากิโล … ลุง (ร้านแรก) ครับ “จักรยานจีนแดงที่ลุงบอกน่ะ ผมปั่นได้พันว่าโล ไม่เคยมีปัญหายุ่งยากอะไรซักแอะ ยกเว้น ยางรั่วครั้งเดียวกะปัญหาที่มันเกิดขึ้นเพราะความซนของผมเอง !”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s