เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2555

… ปีนี้เป็นปีที่หลายๆ อย่างเริ่มเข้าที่-เข้าทาง มีทริปเดินทางอยู่หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่เป็นทริปเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ส่วนทริปเที่ยวพักผ่อนกับชาวแก๊งค์มีอยู่ 2 ทริปครับ ทริปแรกเป็นทริปที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ส่วนอีกทริปนึงเป็นทริปไปพักผ่อนครับ

นอกจากเรื่องของการเดินทางแล้ว ก็ถึงเวลาย้ายหอครับ … ตอนนั้นที่ทำงานสร้างหอพักขึ้น ผมเลยได้ย้ายหอเข้ามา ก็ประหยัดค่าเช่าห้องไปเยอะเลยครับ … สภาพห้องใหม่กว้างขวางดีครับ ตอนแรกรู้สึกโล่งๆ เพราะห้องกว้าง แต่ตอนนี้รู้สึกอยากให้ห้องกว้างกว่าเดิมครับ     … ส่วนเรื่องงานก็ยังเรื่อยๆ เหมือนเดิม … วุ่นอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป แต่เริ่มเข้าที่-เข้าทางครับ พอมีเวลาไปลั้ลล้ามากขึ้น

หลังจากย้ายหอใหม่ช่วงประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ก็วุ่นๆ กับการจัดห้องครับ พยายามจัดห้องหลายๆ แบบ แล้วก็เลือกแบบที่ถูกใจที่สุด นอกจากนี้ ก็มียืมตังค์แม่ซื้อของใช้เข้าห้อง ยืมแต่ไม่เคยคืนเหมือนเดิม เอิ๊ก

… เวียดนาม

“ทริปเวียดนาม” ถือเป็นทริปที่สองของผมกับชาวแก๊งค์ครับ เป็นทริปแรกที่ได้ออกสู่โลกที่กว้างขึ้นมา (นิดหน่อย) … ทริปที่สองนี้เป็นการเดินทางไปเวียดนาม : เมืองเว้-ดานัง-ฮอยอัน ช่วงวันที่ 14-18 มีนาคม พ.ศ. 2555 … ก่อนการเดินทางมีการเตรียมตัวเล็กน้อย คือ ผมต้องไปทำ Passport ครับ ก็ขับรถน้อยไปทำเอกสารอยู่โคราช แล้วก็รอรับ (ให้ส่งไปรษณีย์มาให้) จากนั้นก็รวบรวมกันส่งที่ทัวร์เพื่อทำเอกสารเดินทางต่อไป …

เริ่มต้นการเดินทาง …

ช่วงบ่ายของวันที่ 14 การเดินทางออกสู่โลกกว้าง (ที่ไม่ใช่ในประเทศ) ครั้งแรกของผมก็เริ่มต้นขึ้น … ผมนั่งรถยาวไปถึงมุกดาหารเพื่อเตรียมข้ามฝั่งลาวไปยังเวียดนามในวันรุ่งขึ้น … ค่ำคืนที่มุกดาหารผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โรงแรมน่าพักมาก แต่จำชื่อไม่ได้ เอิ๊กๆ … รู้สึกว่าแถวๆ โรงแรมจะมีถนนคนเดินด้วยมั้ง เพราะคุ้นๆ ว่าได้ไปเดินเล่นแป็บนึง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกเสื้อผ้า ซึ่งไม่ใช่แนวผมเท่าไหร่ …

… ฮัลโหลโป่งโป๊ง

ไกด์สาวประจำทริปกล่าวทักทายพวกผมและชาวแก๊งค์ในเช้าวันรุ่งขึ้น … ไกด์สาวคนนี้เป็นชาวไทยที่รับหน้าที่ติดต่อประสานงานและดูแลความเรียบร้อยสำหรับทริปคราวนี้ แต่ที่จริงแล้วทริปนี้จะมีไกด์หลายคนผลัดเปลี่ยนกัน … คือตอนเดินทางผ่านประเทศลาวก็ต้องมีไกด์ชาวลาวมาคอยดูแลความเรียบร้อย พอไปถึงเวียดนามก็จะมีไกด์ชาวเวียดนามอีกหนึ่ง

การเดินทางไปเวียดนามรอบนี้นั่งรถครับ … ถูกแล้วครับ ! นั่งรถเริ่มจากมุกดาหารข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านสะหวันเขตของลาว แล้วก็เข้าสู่เวียดนาม … ช่วงที่เดินทางผ่านลาวก็จะมีไกด์ลาวขึ้นมาพูดคุยด้วยอย่างที่เล่าไป ไกด์ลาวที่มาประจำทริปผมเป็นผู้ชายครับ อายุน่าจะ 40 อัพ พูดเก่งคุยเก่งนะ มีอะไรขำๆ มาเล่าให้ฟังเยอะอยู่ … แต่ด้วยความที่เดินทางค่อนข้างไกล ส่วนใหญ่ก็จะหลับกันหมดครับ … หลังๆ มาลุงไกด์แกเลยปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย

เข้าสู่เวียดนาม …

พอนั่งรถไปถึงบริเวณด่านลาว-เวียดนาม ลุงไกด์คนลาวแกก็ลงจากรถ แล้วเปลี่ยนให้ไกด์ชาวเวียดนามขึ้นมาทำหน้าที่ต่อ … ไกด์ชาวเวียดนามที่พาทัวร์คราวนี้เป็นผู้หญิงครับ อายุน่าจะประมาณ 20 กว่าๆ (มั้ง) คือยังแลดูเด็กๆ อยู่ครับ … เอ๊ะ หรือไกด์หน้าเด็กหว่า !?

หลังจากตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็เดินทางต่อไปสู่เมืองดองฮา ที่เมืองนี้จะมีแม่น้ำที่เคยเป็นพรมแดนกั้นระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ อยู่ที่ละติจูด 17 องศาตะวันออก ครับ (บู๊ย … ขอนิดเนิง อิอิ) … ที่เมืองนี้ไม่ได้แวะนะครับ แค่นั่งรถผ่านเฉยๆ เพราะพวกผมจะนั่งรถไปหมู่บ้านหวินม็อก (Vinh Moc) เพื่อไปยังจุดหมายแรกของการเดินทาง …

ผมเดินทางไปถึงจุดหมายแรกตอนประมาณ 16.30 น. … คือออกจากมุกดาหารแต่เช้าครับ แต่นั่งรถข้ามสะหวันเขตทั้งวัน ! กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางนี่ก็ช่วงเย็นละ …

จุดหมายแรกเป็นอุโมงค์หลบภัยสมัยสงครามเวียดนามครับ อุโมงค์ที่ว่าเนี่ยถูกใช้ในช่วงที่เวียดนามรบกับอเมริกาเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดในสมัยสงครามเวียดนาม … แถวอุโมงค์จะมีพิพิธภัณฑ์ด้วยนะ แต่พวกผมไปถึงกันก็เย็นแล้ว อีกอย่างคือต้องตีรถไปที่พักที่อยู่ห่างออกไปอีก เลยไม่ได้เข้าไปดู …

เวลาประมาณ 20.30 น. ผมก็เข้าห้องพักเก็บสัมภาระเป็นที่เรียบร้อย … โรงแรมที่พักสำหรับคืนแรกอยู่ที่เมืองเว้ครับ … ห้องพักดี น่านอนมากๆ … พอเก็บของเสร็จก็ถึงเวลาเดินสำรวจรอบๆ โรงแรม ซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกล เพราะเดี๋ยวโดนฉุด … ผมเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ หน้าโรงเรมแล้วก็เดินขึ้นไปแวะถ่ายรูปด้านในโรงแรมจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ ซึ่งก็น่าจะสมควรแก่เวลาในการพักผ่อนได้แล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทริปวันพรุ่งนี้

… ฟ้าหม่นๆ นะ

เช้าวันแรกที่เวียดนามรู้สึกบรรยากาศจะหม่นๆ นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรเพราะถึงยังไงฝนก็ยังไม่โปรยปรายลงมา … สำหรับจุดหมายแรกของวันเป็นอดีตพระราชวังหลวงครับ หรือนครจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน นั่นเอง … จุดหมายแรกไม่ไกลจากที่พักมากนัก นั่งรถไม่นาน ไปถึงที่พระราชวังก็ประมาณโมงกว่าๆ ได้

ช่วงที่เดินดูภายในพระราชวัง ไกด์สาวชาวเวียดนามก็อธิบายตามจุดต่างๆ ให้ครับ … แต่ผมไมได้ฟัง ! (ซะงั้น) … มัวแต่ไปชะโงกหาที่ถ่ายรูป แต่ทริปเวียดนามรอบนั้น ผมได้รูปกลับมาน้อยมากเลยนะ ตอนเที่ยวๆ อยู่ก็เหมือนว่าจะถ่ายรูปเยอะ แต่พอมาเปิดจริงๆ ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปอะไรไว้เลย … เสียดาย

หลังจากออกจากพระราชวังในช่วงสายๆ ก็ออกเดินทางต่อสู่เมืองฮอยอัน เส้นทางเว้-ดานัง-ฮอยอัน ระหว่างทางจะผ่านอุโมงค์ไฮเวินที่ขุดลอดใต้ภูเขาด้วย … แต่ … ไม่มีรูป ถ่ายรูปไว้อยู่นะแต่ภาพที่ถ่ายไว้มันไม่ไหวที่จะเคลียร์ (เฮ้อ)

เดินทางซักพักใหญ่ๆ ได้เวลาหาอะไรยัดลงท้องครับ … ทริปนี้มีอาหารทะเลให้กินหลายมื้ออยู่เหมือนกัน แต่เผอิญว่าผมกินอาหารทะเลไม่ได้ … คนอื่นกินกุ้งกินปู ส่วนผมนั่งกินไข่ต้มกะไข่เจียว … ชีวิตที่แสนเศร้า … แต่ใช่ว่าจะมีแต่ไข่ให้กินนะครับ อาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารทะเลผมก็กินอิ่มอร่อยตามปกติ แต่ส่วนใหญ่ชาวแก๊งค์จะบ่นเรื่องรสชาติอาหารนะ สงสัยมีแต่ผมที่กินอะไรก็อร่อยไปหมด (ยกเว้นอาหารทะเล) ซึ่งมันก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบคนอืนอยู่เหมือนกัน … หลังจากคนอื่นๆ อิ่มกับอาหารทะเล ก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านนองเหนือก ที่เป็นหมู่บ้านที่ทำพวกผลิตภัณฑ์จากหินอ่อนครับ

… ถัดมาเป็นจุดหมายที่ถือเป็นไฮไลท์ก็คือ “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครับ … แก๊งค์ผมเดินทางถึง “ฮอยอัน” ประมาณบ่ายสองครึ่ง มีเวลาเดินเล่นตามประสาประมาณชั่วโมงกว่าๆ … ที่ “ฮอยอัน” พอเดินข้ามสะพานไม้เข้าไปแล้ว ก็พากันเดินไปไหว้ศาลเจ้าครับ แล้วก็พากันไปบ้านเลขที่ 101 (Old House No.101) ซึ่งเป็นบ้านไม้เก่าแก่ครับ … คือที่ “ฮอยอัน” เนี่่ย … บอกเลยว่าพลาดมาก พลาดตรงที่ผมไม่รู้จะถ่ายรูปอะไร ทั้งๆ ที่มีอะไรให้ถ่ายเยอะมากนะครับ แต่สงสัยตอนนี้รีบเดินจ้ำตามคนอื่นไปด้วยแหละ เลยไม่มีเวลาสังเกตอะไรมากมาย รูปที่ได้เลยมีน้อยมากๆ ! … พอเดินจนเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาตามที่นัดหมายกัน … แต่พอถึงเวลานัดหมายกัน ดัน “รถเสีย” ครับ … ผมไม่แน่ใจว่ารถมีปัญหาเกีย่วกับอะไร แต่ได้นั่งรอเขาแก้ปัญหากันอยู่นานพอสมควรเลยแหละ น่าจะร่วมๆ ชั่วโมงนึงได้ … ทันทีที่รถซ่อมเสร็จก็เดินทางต่อเพื่อแวะกินข้าวเย็นกะเข้าที่พักสำหรับคืนวันที่สองของการเดินทาง

สำหรับคืนที่สองพักที่ “ดานัง” ครับ … โรงแรมคืนนี้เหมือนจะเก่านิดหน่อย ของผมได้ห้องที่เป็นห้องขนาดใหญ่ มีโซนห้องรับแขก ห้องนอนใหญ่ แล้วก็ห้องนอนเล็ก มีห้องน้ำ 2 ห้องในตัว ผมเลือกนอนห้องนอนเล็ก … ห้องนอนเล็กที่ว่าเนี่ย คือเล็กแบบวางเตียงเดี่ยวเตียงเดียวแล้วเต็มห้องน่ะครับ ในห้องแทบไม่มีอะไรเลย ยังดีที่มีปลั๊กไฟไว้ชาร์จโทรศัพท์ มีปลั๊กเดียว ใช้คนเดียว เอิ๊ก

ขึ้นกระเช้า …

เช้าวันที่สามของการเดินทาง จุดหมายแรกอยู่ที่ “บาน่าฮิลล์” (Ba Na Hills) ที่ “ดานัง” ครับ … กระเช้าที่ “Ba Na Hills” หลังจากนั่งกระเช้ามาซักพักก็หยุดแวะสเต๊ปแรก … ตามโปรแกรมแล้วจะมีนั่งกระเช้าต่อขึ้นไปด้านบนที่ “Fantasy Park” ที่เป็นสวนสนุกครับ แต่รอบที่ผมไปเขากะลังก่อสร้างกันอยู่ เสร็จเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น … ถัดจาก “บาน่าฮิลล์” ก็ตีรถกลับไป “เมืองเว้” อีกรอบเพื่อตามเก็บโปรแกรมที่เหลืออยู่ … ตามโปรแกรมจริงๆ แล้วจะแวะที่ “เมืองเว้” รวดเดียวจบแล้วค่อยไปเมืองอื่นต่อครับ แต่รอบนั้นมีการปรับโปรแกรมนิดหน่อย … ส่วนโปรแกรมตกค้างที่ต้องมาตามเก็บก็คือ “วัดเทียนมู่”

หลังจากเตร็ดเตร่ที่วัดแล้ว โปรแกรมถัดไปเป็นโปรแกรมสำหรับการช็อปปิ้งครับ สถานที่ที่ไปก็คือ “ตลาดดองบา” … ตอนแรกก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะซื้อของยังไง เพราะกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง อีกอย่างผมไม่ได้แลกตังค์เป็นเงินเวียดนามเลย แต่ปรากฏว่าแม่ค้าพูดไทยคล่องมาก ! ต่อรองราคานี่ใช้ภาษาไทยล้วนๆ ไม่ต้องมีภาษามือประกอบเลยแหละ อีกอย่างหยิบตังค์ไทยจ่ายได้เลย … ของที่ขายในตลาดราคาค่อนข้างถูกนะครับ … ผมได้ตุ๊กตาหมายักษ์มาตัวนึง ราคาประมาณ 400-500 บาท ถ้าซื้อที่เมืองไทยนี่ 1,000 อัพ ! นอกจากตุ๊กตาหมายักษ์ (อ้วนฉุยหิ้วกลับบ้านไปแล้ว ) ก็ได้ตุ๊กตาเวียดนามที่เป็นรูปผู้หญิงมาอีกพอสมควร ตุ๊กตาที่ว่าน่าจะเป็นของฝากจากเวียดนามที่ใครหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นหรือเคยได้เป็นของฝากนะครับ … พอช็อปปิ้งจนสาแก่ใจก็ได้เวลาหาอะไรลงท้อง … โปรแกรมอาหารส่งท้ายเป็นโปแกรมล่องเรือมังกรแม่น้ำหอมครับ นอกจากกินข้าวแล้วก็จะมีสาวเวียดนามมาร้อง-เล่นดนตรีขับกล่อม รู้สึกหลังๆ จะมีมารำวงกันด้วยนะ

อิ่มอร่อยเป็นที่เรียบร้อยก็เดินทางเข้าที่พักครับ … ถึงที่พักตอนประมาณสองทุ่ม จากนั้นก็เรื่อยๆ เปื่อยๆ แล้วก็เข้านอนเตรียมตัวนั่งรถอีกหลายๆ ชั่วโมง บนเส้นทางที่แสนยาวไกลเพื่อกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น

วันสุดท้ายของทริป ผมและชาวแก๊งค์ยกพลออกจากเวียดนาม โดยมีไกด์ชาวเวียดนามติดตามไปส่งข้ามด่าน รู้สึกว่าเจ๊แกจะตามไปจนถึงชายแดนไทย-ลาว เลยนะ … ส่วนช่วงที่นั่งรถข้ามเมืองลาว ก็ได้ลุงไกด์คนเดิมขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยให้อีกรอบ แต่รอบนี้รู้สึกแกจะหมดเรื่องเล่าแล้วมั้ง ส่วนใหญ่เลยได้พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ซึ่งก็คงไม่พ้นว่านอนนั่นแหละครับ … ระหว่างที่จะข้ามด่านก็ตามธรรมเนียม คือ แวะช็อปปิ้ง (อีกรอบ) ที่ด่านครับ … ผมได้ขนมมาเพิ่มเป็นของฝาก ส่วนอย่างอื่นก็เดินดูเฉยๆ ไม่ได้ซื้ออะไร พอข้ามแดนมาแล้ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนขึ้นรถทัวร์คันที่นั่งไปวันแรกเพื่อเดินทางกลับสู่จุดหมายปลายทางที่ห่างหายไปนานกว่า 5 วัน เป็นอันสิ้นสุดทริปการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของผม …

… บทส่งท้าย

“ทริปเวียดนาม” เป็นทริปที่ชื่นใจอยู่พอสมควรครับ … ผมชอบบรรยากาศที่เวียดนามนะ … ชอบบรรยากาศแบบง่ายๆ สบายๆ เดิมๆ ที่เวียดนามอะ เหมือนไปอยู่แถวนั้นแล้วเวลาในชีวิตจะหมุนช้าลง ส่วนสภาพบ้านเมืองถ้าถามว่าเจริญมั้ย !? ก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก เพราะสภาพบ้านเมืองโดยรวมๆ แล้วถือว่ายังไม่มีการพัฒนาอะไรมาก ยกเว้น ที่ที่เป็นที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ อาจเป็นเพราะที่เวียดนามเป็นสังคมแบบสังคมนิยม (มั้ง) … แต่ถึงยังไงผมก็หลงรักบรรยากาศที่เวียดนามแล้วแหละ : )

จะเอาเธอนั้นไปลอยทะเล …

หลังทริปเวียดนามไม่นาน … บ่ายวันสิ้นเดือนพฤษภาคม การเดินทางครั้งใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น … นับเป็นทริปที่สามของผมกับชาวแก๊งค์ทริปนี้เน้นการพักผ่อนมากกว่าไปเที่ยวนะ … เอ๊ะ … ที่จริงมันก็เที่ยวพักผ่อนนั่นแหละ เอิ๊ก … รอบนี้ลงใต้ครับ เป้าหมายหลักก็คือ “เกาะนางยวน” กับ “เกาะเต่า” ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีครับผม …

… เริ่มต้นการเดินทาง

ผมเดินออกเดินทางช่วงบ่ายของวันที่ 31 พฤษภาคม ตามโปรแกรมแล้วจะไปสว่างที่สุราษฎร์ฯ ครับ … ช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 มิถุนายน ก็เดินไปถึงจุดหมายปลายทาง โดยแวะร้านพักรถชื่อดังย่านนั้น เพื่ออาบน้ำ กินข้าว เตรียมตัวสำหรับการข้ามน้ำ-ข้ามทะเลไปยังจุดหมายแรกของการเดินทาง ซึ่งก็คือ “เกาะนางยวน” นั่นเอง …

หลังจากเดินทางออกจากร้านพักรถซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก … เวลาประมาณ 06.30 น. ผมและชาวแก๊งค์ก็ไปยืนออกันเพื่อรอขึ้นเรือบริเวณท่าเรือเป็นที่เรียบร้อย … ที่จริงแล้วการเดินทางไปเกาะนางยวนมันสามารถนั่งเรือจาก กทม. ไปได้เลยครับ … แต่แก๊งค์ผมตีรถยาวไปที่สุราษฎร์ฯ แล้วค่อยแวะขึ้นเรืออีกที … นั่งเรืออยู่ซักพักใหญ่ๆ จนกระทั่งเกือบๆ 10.00 น. ก็เดินไปถึงเกาะนางยวน พร้อมกับเก็บสัมภาระและพักผ่อน …

ตามที่บอกไว้ข้างต้นคือ เน้นพักผ่อน … เพราะงั้นโปรแกรมเที่ยวคือ ปล่อยตามอัธยาศัย ใครจะไปไหนก็ไป แต่ก็วนๆ อยู่ที่เกาะนั่นแหละครับ … ก็ผมโดนปล่อยเกาะนี่นะ เอิ๊ก

ช่วงเช้าไม่ได้ไปไหนไกลครับ … ผมเดินป้วนเปี้ยนรอบๆ ที่พักนั่นแหละ … สะพายกล้องพร้อมเดินเล่นกะคู่หูเพื่อถ่ายรูปครับ … จนกระทั่งเกือบๆ เที่ยงก็กระดึ๊บไปกินข้าว จากนั้นโปรแกรมช่วงบ่ายของผมก็คือ เดิน เดิน เดิน … เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวของเกาะ … จุดชมวิวของเกาะเป็นมุมที่มองเห็นเนินทราย (รึป่าวเอ่ย !?) เป็นที่ทางเดินเชื่อมเกาะเล็กสองเกาะเข้าด้วยกัน … ส่วนเกาะเล็กๆ ตรงกลางเป็นศูนย์บริการของเกาะครับ …

ผมโผล่ขึ้นไปจุดชมวิวที่ว่าเนี่ยตอนประมาณบ่ายโมงเศษๆ ด้านบนคนเยอะมากกกก ! เลยถ่ายรูปแป็บๆ แล้วก็กลับไปเล่นแถวบ้านพักพร้อมกะคู่หูอีกรอบ … ตอนเย็นประมาณ 17.00 น. กว่าๆ ก็กระดึ๊บกลับขึ้นไปจุดชมวิวอีกครั้ง … รอบนี้คนบางตาลงไปเยอะครับ มีแค่ไม่กี่คนที่ขึ้นมา … ตอนบ่ายวันที่คนเยอะเข้าใจว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาแวะเกาะ แต่ไม่ได้นอนค้างที่เกาะครับ … ส่วนช่วงเย็นน่าจะมีแต่นักท่องเที่ยวที่ค้างอยู่บนเกาะนั่นแหละขึ้นมา

หลังลงจากจุดชมวิวก็เดินไป-เดินมา คอยถ่ายรูปบริเวณเนินทรายตอนเย็นครับ … บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติก … ถ่ายรูปจนกระทั่งแสงหมดนั่นแหละ พอได้เวลาอาหาร ก็ค่อยๆ คืบคลานไปนั่งประจำโต๊ะ เอิ๊ก

หลังจากมื้อเย็นท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติก … ก็ได้เวลากลับที่พัก อาบน้ำ แล้วก็เตรียมตัวเข้านอน … ตอนแรกกะจะเดินถ่ายรูปเล่นช่วงกลางคืนซักพัก แต่ปรากฏว่ามืดมากครับ !!! ผมไม่ได้หิ้วขาตั้งกล้องไป ถ่ายรูปมาก็ไม่เวิร์ค เลยตัดสินกลับไปนอนดีกว่า …

จะเอาเธอนั้นไปลอยทะเล …

เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ค่อยๆ คลานลงจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำ พร้อมกับลงไปกินข้าวเช้าที่เดิม … โปรแกรมวันที่สองจะลอยอยู่กลางทะเลเป็นหลัก กว่าจะได้เหยียบแผ่นดินอีกทีก็ช่วงบ่ายๆ นู่นเลย … เมื่ออยู่กลางทะเล สิ่งที่ต้องทำก็คือ “ดำน้ำ” !

โปรแกรมวันที่สองเน้นดำน้ำเป็นพิเศษครับ … ดำมันทั้งเช้า-ทั้งบ่าย ข้าวเที่ยงจัดกันบนเรือนั่นเลย … ดำน้ำรอบนั้นเป็นดำน้ำตื้นครับ ไม่ได้ดำแบบแบกถังอากาศนะ เอิ๊ก … อุปกรณ์ก็มีแว่นตาที่มีท่อหายใจนั่นแหละ ดำแบบก้มๆ เงยๆ … เหนื่อย แต่ก็สนุกดีครับ พึ่งเคยดำน้ำเป็นครั้งแรก … แอบติดใจอยู่เหมือนกัน อิอิ

แต่ความสนุกมันมาพร้อมกะอาการบาดเจ็บแสบๆ ครับ … ก่อนดำน้ำ คนที่คอยดูแลความเรียบร้อยบนเรือก็เตือนอยู่ว่าอย่าไปใกล้พวกหินใต้น้ำ เพราะมันคม … แต่ตอนดำน้ำกะว่ายน้ำเล่น ผมแอบไปพักนิดหน่อยก็เหยียบๆ หินนั่นแหละ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอดำน้ำเสร็จกลับขึ้นมาบนเรือรู้สึกแสบๆ ขากะเท้า … ก้มลงมองแค่นั้นแหละ เป็นรอยแดงตามขา ที่หนักสุดคือที่ฝ่าเท้าครับ … ได้แผลเลือดอาบกลับมาเลย

ช่วงนั่งเรือกลับเข้าฝั่งมีลมพัดค่อนข้างแรงครับ … เรือนี่แบบว่า “โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ” … ช่วงแรกก็ยังอาการดีๆ อยู่หรอก แต่ระยะหลังๆ เริ่มมีอาการเมาคลื่นเล็กน้อย ต้องนั่งหลับตาเป็นพักๆ … อีกอย่างพึ่งดำน้ำมาหมาดๆ มันเลยเป็นแบบไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ถึงจะล้างตัวกะเปลี่ยนชุดแล้วก็เถอะ … นั่งเรือซักพักใหญ่ๆ เวลาประมาณ 15.30 น. ผมก็ได้เหยียบแผ่นดินอีกครั้ง …

หลังจากขึ้นฝั่งได้ก็เดินทางไปที่พักเลยครับ … คืนที่สองของทริปนี้จะนอนค้างที่ “เกาะเต่า” …

หลังเก็บสัมภาระก็มีเวลาเตรียมตัวอีกพอประมาณ … พอถึงเวลาประมาณ 16.30 น. มีโปรแกรมสมัครใจให้เลือกครับ … ใครอยากอยู่โรงแรมก็อยู่ไป ส่วนใครอยากไปเที่ยวรอบเกาะก็ตามมา … ผมเลือกโปรแกรมหลังแน่นอน อิอิ … โปรแกรมทัวร์รอบเกาะมีรถมารับที่โรงแรมครับ รถพาไปตะลอนทัวร์น่าจะทั่วทั้งเกาะนะ ช่วงแรกก็พาวนกลับไปแถวท่าเรือ … เกาะค่อนข้างใหญ่ มีแทบจะทุกอย่าง … และที่สำคัญคือ เซเว่น ! หลังจากวนในเมืองแล้วก็ค่อยๆ ออกไปด้านนอกครับ … รถพาไปหลายที่มาก แต่จำชื่อไม่ได้เลย … จุดที่แวะลงไปถ่ายรูปแบบเป็นกิจลักษณะน่าจะเป็น “อ่าวหินวง” ครับ … แล้วก็มี “ลานหิน จ.ป.ร.” แถวๆ “หาดทรายรี” จากนั้นก็แวะขึ้นไปจุดชมวิว …

พอตะลอนๆ รอบเกาะเรียบร้อยแล้ว … เกือบๆ หกโมงเย็นก็เดินทางกลับที่พักเพื่อรอกินข้าวเย็น (เย่ !) … กลับไปถึงยังไม่ได้กินข้าวทันทีนะครับ ต้องไปเดินเล่นอยู่หาดแถวหน้าโรงแรมก่อน เพราะอาหารยังไม่พร้อม … ถ่ายรูปเล่นอยู่ซักพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาอาหารเย็น … อิ่มและอร่อยอีกแล้ว อิอิ

หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาพักผ่อน … มืดปุ๊บ ก็ได้เวลาผมออกหากินครับ … ผมออกไปเดินเล่นถ่ายรูปรอบๆ โรงแรมตอนประมาณสองทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มกว่าๆ เดินวนไป-วนมาอยู่แถวนั้นแหละ พอสมควรแก่เวลาก็กระดึ๊บกลับไปนอนพักผ่อนเอาแรงสำหรับการนั่งรถกลับในวันรุ่งขึ้น

… บทส่งท้าย

ทริปรอบนี้เป็นทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน … โปรแกรมไม่เน้นเที่ยวครับ เน้นพักผ่อนมากกว่า ซึ่งก็ค่อนข้างจะถูกใจผมอยู่เหมือนกัน เพราะมีเวลาสำหรับการเตร็ดเตร่ถ่ายรูป แต่เงียบเหงาจัง ! ต้องพาตุ๊กตาหมาน้อยไปเป็นคู่หูกะนายแบบประจำทริป … โดยเฉพาะช่วงที่อยู่บนเกาะนางยวน มันไม่มีอะไรทำครับ … คนอื่นเขาสนุกกะการเล่นน้ำ แต่ผมคงไม่บ้าไปเล่นน้ำทำหน้าตาร่าเริงคนเดียวหรอก (จริงมั้ย) ถ้าไปกะแก๊งค์เพื่อนน่าจะเป็นทริปที่สนุกกว่านี้ครับ เพราะมันคงขุดอะไรบ้าๆ มาใส่กัน … แต่ก็โอเค ถือว่าผมไปพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s