เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2554

… ปีนี้เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตครับ แล้วก็เป็นปีที่มีทริปเดินทางค่อนข้างบ่อยเลยทีเดียว ทั้งทริปที่ไปกันเองกับเพื่อน ที่ทำงาน แล้วก็ทริปที่ไปทำงาน ซึ่งก็ไปมาครบทุกภาคของประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เย่ ! ส่วนชีวิตการทำงานในช่วงปี พ.ศ. 2554 ก็มีความมั่นคงขึ้นระดับนึงครับ แล้วก็มีการปรับเงินเดือนตามวุฒิฯ … ช่วงนั้นก็ยังคงอยู่ที่หอเดิม ชีวิตก็ยังวุ่นๆ อยู่เหมือนเดิม

เมื่อปีก่อนผมได้กล้องคู่ใจสำหรับการเดินทางที่พกไปนู่น-นั่น-นี่ด้วยตลอด เป็นช่วงที่แบบว่า “เห่อ” มาก เวลาว่างๆ นึกครึ้มอก-ครึ้มใจผมก็จะสะพายกล้องออกไปถ่ายรูปเล่นอยู่บ่อยๆ ที่นึงที่ผมชอบไปก็คือ “อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด” ครับ … อีกที่ก็คือ “อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก” … อ่างเก็บน้ำสองที่นี้อยู่ใกล้ๆ กัน ห่างจากตัวเมืองประมาณสิบกิโลเท่านั้น … อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดค่อนข้างเงียบครับ ออกจะเปลี่ยวๆ นิดนึง ถึงแถวๆ นั้นก็มีบ้านคนอยู่เยอะก็เถอะ … ส่วนอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากคนจะเยอะกว่า ถ้าเป็นบริเวณสันอ่างก็มีคนผ่านไป-ผ่านมาครับ แต่ถ้าไปแถวๆ อาคารสูบน้ำก็จะเงียบๆ หน่อย

นอกจากตระเวณถ่ายรูปในเขตอำเภอเมืองแล้ว ช่วงเดือนมกราคมไม่รู้ว่านึกสนุกอะไร ผมขับรถไปอำเภอประโคนชัยครับ ตั้งใจจะไป “ปราสาทเมืองต่ำ” แล้วก็ว่าจะต่อขึ้นไปที่ “เขาพนมรุ้ง” … หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปที่ “ปราสาทเมืองต่ำ” เรียบร้อยแล้วผมก็ขับรถขึ้นไปเขาพนมรุ้งหาต่อครับเพราะอยู่ใกล้ๆ แต่วันนั้นเหมือนคนเยอะๆ หาที่จอดรถไม่ได้ครับ ผมก็เลยขับรถกลับลงมาแล้วก็กลับเมืองเลย

ถัดมาช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่ทำงานมีจัดทริปนิดหน่อยครับ เป็นทริปปาย-ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน … ทริปนี้ถือเป็นทริปแรกของผมกะชาวแก๊งค์ครับ

กาลครั้งหนึ่ง … ปายอินเลิฟ …

ทริปนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันสิ้นเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ ผมนั่งรถทัวร์ยิงยาวไปโผล่ที่จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณตีนดอยอินทนนท์ … จุดหมายแรกของการเดินทางเริ่มขึ้นตอนเช้าตรู่ (ที่จริงควรเรียกว่าเช้ามืดที่ยังมืดอยู่มากกว่านะ) โดยแบ่งกลุ่มกันขึ้นรถตู้เพื่อขึ้นไปยังยอดดอยอินทนนท์ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางสู่แม่ฮ่องสอนครับ

สำหรับโปรแกรมบนดอยอินทนนท์ก็มีน้ำตกวชิรธาร จุดสูงสุดของดอยฯ อ่างกา พระธาตุนภพลภูมิสิริ-พระธาตุนภเมทนีดล น่าจะเป็นโปรแกรมทั่วไปที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี … หลังจากเตร็ดเตร่อยู่บนดอยอินทนนท์จนถึงประมาณสิบโมงครึ่งก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปผ่านเส้นทางแม่แจ่ม-ขุนยวม นั่นก็คือ “แม่ฮ่องสอน” ครับ

… 1,864 โค้ง ช่างสาหัสเสียเหลือเกิน !

การเดินทางไปแม่ฮ่องสอนค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสสำหรับคนพื้นราบอย่างผมมาก … เพราะตลอดเส้นทางมีแต่ภูเขากะโค้ง ! โค้งนี่แบบว่าออกโค้งซ้าย-เข้าโค้งขวา หาทางตรงแทบจะไม่มี ถึงมีก็เป็นทางตรงสั้นๆ เท่านั้น … นั่งรถรอบนั้นยอมรับว่าหมดสภาพจริงๆ … ช่วงที่รถตู้จอดแวะพักข้างทางผมถึงกับต้องลงจากรถมานั่งสงบสติอารมณ์น่ะ ยาแก้เมาที่ซัดเข้าไปเอาไม่อยู่ !!!

ผ่านไป 1,864 โค้ง เข้าสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตอนประมาณ 16.00 น. … แต่ … ยังไม่ได้แวะเข้าที่พักครับ จัดยาวไปที่ “บ้านห้วยเสือเฒ่า” ที่เป็นหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงคอยาว เดินเตร็ดเตร่อยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ขึ้นรถไปต่อที่ “พระธาตุดอยกองมู” ที่เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์์คู่่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

หลังจากแวะไหว้พระธาตุแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยมาทั้งวัน … คืนวันแรกของทริปนอนที่แม่ฮ่องสอนครับผม …

แม่ฮ่องสอนคืนนั้นมีถนนคนเดิน … แน่นอนว่าอย่างผมไม่พลาด … ผมหอบสังขารไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน พร้อมกะหาข้าวเย็นยัดลงท้อง แถวๆ ถนนคนเดินจะมี “วัดจองคำ-วัดจองกลาง” ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองไทใหญ่ครับ … พอดีว่าผมบ้าแบกกล้องไปเดินถ่ายรูปอยู่แล้วก็เลยแวะไปถ่ายรูปซะหน่อย … แต่มารู้ทีหลังว่าวัดที่ว่าต้องถ่ายรูปผ่านสระน้ำใกล้วัดให้เห็นเงาสะท้อนถึงจะสวย (มาก !) … เป็นอันว่าพลาดอย่างแรง !!!

หลังเดินเล่นถนนคนเดินกะถ่ายรูปแล้วก็ได้เวลากระดึ๊บกลับที่พักเพื่อนอนเอาแรงสำหรับการเดินทางสู่ “ปางอุ๋ง” ในวันรุ่งขึ้น …

ผมต้องการหมอกกกก กก กก !!! …

เช้าวันที่สองของการเดินทางเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณหกโมงเศษๆ … ก่อนเดินทางขึ้น “ปางอุ๋ง” รถจะแวะพักที่โรงเรียนด้านล่างก่อนครับ แล้วค่อยแบ่งกลุ่มกันขึ้นรถตู้ขึ้นไป … และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหนึ่งในสมาชิกที่ร่วมหัวจมท้ายนั่งรถคันเดียวกับผมขอเวลาแวะเข้าห้องน้ำ ! (บรรยายซะเหมือนเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก (ฮา)) … โอเค … การเข้าห้องน้ำไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่การเข้าห้องน้ำของสมาชิกที่ว่าทำให้รถของผมกระดึ๊บขึ้น “ปางอุ๋ง” เป็นคันสุดท้าย แล้วทำให้เวลาที่แวะแต่ละจุดข้างบนลดน้อยลงไปอีก … ฮืออออ เศร้าใจ !

… หลังจากค่อยคลานๆ ขึ้น “ปางอุ๋ง” เป็นคันสุดท้ายผ่านเส้นทางที่สุดแสนจะลาดชัน ! ผมก็ได้สัมผัสบรรยากาศของ “ปางอุ๋ง” ที่โหยหาซะที … คือแบบว่า “ปางอุ๋ง” เนี่ยเป็นที่เที่ยวที่นึงที่ผมอยากไปมากๆๆๆๆ ด้วยเสียงร่ำลือและภาพถ่ายที่บรรดาตากล้องและนักท่องเที่ยวทั้งหลายแห่กันไปถ่ายแล้วโพสท์ตามเน็ต ซึ่งหาดูได้จากหลายๆ เว็บ โดยเฉพาะเว็บบอร์ดขนาดใหญ่ของประเทศ ทำให้ผมอยากไปถ่ายรูปเก็บไว้เสียเหลือเกิน

และแล้ว ณ วันนี้ (2 มีนาคม พ.ศ. 2554) ผมก็ไปถึงที่ๆ ว่าจนได้ … แต่ … “ปางอุ๋ง” วันนั้นปราศจากหมอก … ไม่มีหมอก ! โอ๊ยยย ! บอกตรงๆ ว่าโคตรจะเศร้า … คือ “ปางอุ๋ง” ณ วันและเวลาที่ผมไปถึงน่ะมันมีแต่แดด … แดดเปรี้ยงๆ น่ะครับ ! ถึงอากาศจะยังเย็นสบายอยู่ก็ตามเถอะ แต่บอกเลยว่า พลาด ! พลาดมากๆ !!! ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเหลือหมอกอะไรแล้ว เพราะผมไปซะช่วงเดือนมีนาคม อีกอย่างกว่าจะกระดึ๊บขึ้นไปถึงก็ปาเข้าไปแปดโมงกว่า … เศร้าอะไรอย่างนี้

หลังจากปรับอารมณ์ซักพักให้ทำใจยอมรับสภาพแดดเปรี้ยงท่ามกลางหมู่ไม้สน ผมก็เดินถ่ายรูปเล่นตามประสา ด้วยความหวังที่ว่ากลับมาถึงแล้วอาจจะพอปรับแต่งอะไรได้บ้าง … แต่อนิจจา ทุกวันนี้เวลาเห็นภาพปางอุ๋งของตัวเองแล้วผมก็ยังโคตรจะเศร้าอยู่เหมือนเดิม !!!

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป … พอสมควรแก่เวลาแล้ว ผมก็เดินทางต่อจาก “ปางอุ๋ง” (บ้านรวมไทย) ไปยัง “บ้านรักไทย” ซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย … สำหรับ “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของชา ขาหมูและหมั่นโถว แล้วก็มีบ้านดินกับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ … ถัดจาก “บ้านรักไทย” ก็ตีรถไป “ภูโคลนคันทรี่คลับ” ครับ อันนี้แวะพักกลางทางเฉยๆ … โอเคว่าเป็นที่ท่องเที่ยวที่นึงที่น่าแวะครับ และมันคงจะดีมากๆ สำหรับการวางไว้ในโปรแกรมตะลอนทัวร์ แต่เท่าที่ผมสังเกตหน้าตาของบรรดาสมาชิกประมาณ 90% ขึ้นไป ทำหน้าประมาณว่า เพื่อ …

หลังจากสปาแอนด์บิวตี้เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปที่ “ถ้ำปลา” อยู่ที่ “อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ” ครับ … นอกจากแวะดูปลาแล้วก็แวะกินข้าวเที่ยงครับ … เอ๊ะ … หรือว่าแวะสปาแอนด์บิวตี้เพื่อดึงเกมส์ให้มาแวะดูปลาตอนเกือบๆ เที่ยงเพื่อจะแวะกินข้าวเที่ยงหว่า !!? … พออิ่มหนำสำราญกะข้าวเที่ยงแล้วก็มุ่งหน้าสู่สถานีต่อไปตามเส้นทาง “ปางมะผ้า-ปาย” เพื่อไปต่อที่ “ถ้ำน้ำลอด” ของ “อำเภอปางมะผ้า” ครับ … และแล้วเวลาประมาณ 14.30 น. ผมก็มายืนอ้วนๆ อยู่หน้าถ้ำเป็นที่เรียบร้อย … ถ้ำน้ำลอดเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านกลาง สามารถนั่งแพเข้าไปชมภายในถ้ำได้ แต่แก๊งค์ผมเดินเอา !

ภาพที่ถ่ายภายในถ้ำบอกตรงๆ ว่า พลาด (อีกแล้ว) !!! … สำหรับทริปนี้หลายๆ ที่บอกเลยว่าพลาดมากสำหรับการถ่ายรูป เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมาเล่นกล้อง ขาดประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกล้อง พูดง่ายคือ โคตรอ่อน ! ถึงตอนนี้จะยังคงอ่อนหัดอยู่เหมือนเดิม แต่คิดว่าถ้าได้ไปอีกตอนนี้ก็น่าจะมีภาพให้เลือกไว้ดูเล่นหลายรูปมากกว่านี้อยู่ …

หลังจากโผล่ออกจากถ้ำมืดมาพบแสงสว่าง … จุดหมายปลายทางแห่งต่อไปสำหรับวันนี้อยู่ที่ “หมู่บ้านสันติชล” ในเขต “อำเภอปาย” ครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ผมมาถึง “ปาย” แล้ว เย่ !!! หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอปายประมาณ 4-5 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านของชาวจีนยูนนานอีกเหมือนกัน … จุดเด่นๆ ก็คงเป็นกระต๊อบกลางน้ำน่ะ … แต่อนิจจา … ภาพที่ผมถ่ายกะที่ดูในเน็ตช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน

พอเดินเตร็ดเตร่ในหมู่บ้านเรียบร้อย ผมก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่จุดหมายปลายทางของวันแล้ว … ระหว่างทางแวะที่ “วัดน้ำฮู” อีกแห่งก่อนเข้าตัวอำเภอด้วย … และแล้วเมื่อเวลาประมาณหกโมงเย็นนิดๆ ผมก็คืบคลานไปถึงโรงแรมเสียที … ใช่ครับ … โรงแรม … ทริป “ปาย” รอบนี้ผมพักกันที่โรงแรม เนื่องจากราคาค่ารีสอร์ทค่อนข้างจะแพง โรงแรมคือทางออกของกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ เอิ๊ก … หลังจากเก็บสัมภาระแล้ว ตอนค่ำก็ไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินของปาย พร้อมกับจัดอาหารมื้อหญ่ายย ย ย เพื่อเพิ่มพลัง แล้วค่อยกลับสู่ที่พักเพื่อนอนพักเอาแรง (อีกรอบ) สำหรับวันพรุ่งนี้ … เป็นอันสิ้นสุดอีกหนึ่งวันที่แสนจะยาวนาน … รู้สึกวันนี้จะแวะหลายที่เลยนะเนี่ย !

อ่อ … ขากลับโรงแรมเนี่ยกลับกันเองครับ ขาไปน่ะมีรถไปส่ง แต่ขอกลับน่ะตัวใครตัวมัน … ผมเดินกลับกับพี่อีกคนนึง ปรากฏว่าพากันหลงทาง … สุดท้ายแบกหน้าไปถามทางคนในท้องที่ พี่แกก็สุดแสนจะใจดีขี่รถพาไปส่งถึงโรงแรม … ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ไม่งั้นไอ้อ้วนคนนึงคงเดินจนผอมกว่าจะกลับถึงโรงแรม (ฮา)

… ปายอินเลิฟ

เช้าวันที่สาม … ผมตื่นนอนพร้อมตะเกียกตะกายไปหาข้าวเช้าลงท้องเมื่อตอนประมาณโมงกว่าแถวๆ ตลาดในเมือง … จุดหมายที่เป็นไฮไลท์ของปายก็คือ “Coffee in Love” … ถูกต้องละคร๊าบ ! … ร้านกาแฟท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนจะเริ่ด ! ผมไม่ได้กินกาแฟหรอก เพราะผมไม่นิยมกาแฟ … เป้าหมายเดียวของผมก็คือ ถ่ายรูป ! เดินถ่ายรูปทั่วร้านใช้เวลาไปประมาณ 40 นาที … ถ่ายรูปจนถึงระดับที่น่าจะอิ่มพอสมควรน่ะนะ อิอิ

ถัดจากร้านกาแฟก็มุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองเช่นกัน … นั่นก็คือ “สะพานแม่น้ำปาย” นั่นเอง … สำหรับสะพานนี่เล่นง่ายครับ จอดรถฝั่งนึงแล้วก็เดินต๊อก ต๊อก ต๊อก ข้ามไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถไปต่อ ! รวมระยะเวลาที่ใช้ข้ามสะพานอยู่ที่ 15 นาทีนิดๆ … สะพานเฉยๆ ไม่มีนางแบบ แต่ก็มีรูปมานิดหน่อย … ระหว่างเดินข้ามสะพาน พี่สมาชิกทัวร์บอกให้ผมถ่ายรูปอะไรซักอย่างที่ริมฝั่งน้ำจากบนสะพาน แต่ปรากฏว่าผมถ่ายไม่ได้ครับ … สาเหตุที่ถ่ายไม่ได้เพราะเลนส์ที่ผมใช้สมัยนั้นยังเป็นเลนส์คิท ระยะซูมจำกัด … นี่เป็นสาเหตุนึงที่นำพาผมไปสู่เลนส์คู่ใจตัวแรกครับ

… หลังจากเหนื่อยล้าจากการเดินข้ามสะพานแล้ว … ผมก็นั่งรถตู้ต่อเพื่อเดินทางกลับสู่ “จังหวัดเชียงใหม่” ครับ … ลาก่อน “ปางอุ๋ง-ปาย” จ๋า … นั่งรถจนหมดสภาพ แต่ได้เจ๊าะแจ๊ะด้วยแค่แป็บเดียวเอง … เสียดาย เสียดาย เสียดาย !!!

ระหว่างเดินทางกลับสู่ “เชียงใหม่” มีแวะที่ “โป่งเดือดป่าแป๋” ที่เป็นน้ำพุร้อนครับ … สำหรับที่โป่งเดือดนี่ต้องเดินต๊อก ต๊อก ต๊อก ไปบนทางเดินไม้เพื่อเข้าไปยังจุดที่เป็นน้ำพุครับ รวมเวลาไป-กลับ พร้อมมีบรรยายเล็กน้อยก็อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมงถ้วน … ที่จริงระหว่างเดินทางจาก “ปาย” กลับไป “เชียงใหม่” จะมีอีกโปรแกรมนึงก็คือ “ดอยกิ่วลม” ที่อยู่ในเขต “อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง” ครับ … แต่ปรากฏว่าโดนตัดออกด้วยเหตุผลอะไรนั้นจำไม่ได้อะ … แต่คลับคล้ายคลับคราว่ามันมีแต่จุดชมวิว ซึ่งตอนที่ไปวิวน่าจะไม่เวิร์ค (มั้ง) … เสียดาย … ที่จริงผมอยากไปนะ แต่ดันโดนตัดออกซะงั้น … เศร้า (อีกแล้ว)

… บ่ายสองโมงนิดๆ ผมก็เดินทางไปถึง “เชียงใหม่” ครับ … เนื่องจากยังสว่างอยู่ (ก็ตอนบ่ายนี่นะ) จุดหมายปลายทางอีกแห่งที่แวะก่อนเข้าพักที่โรงแรมก็คือ “ดอยสุเทพ” ครับ … ค่อยๆ กระดึบๆ ขึ้นดอยไปไหว้พระธาตุครับ จากนั้นก็ตีรถผ่ากลางเมืองเชียงใหม่ไปยังโรงแรมแถวๆ ไนท์บาซ่า … สิ้นสุดการเดินทางวันที่สามเป็นที่เรียบร้อย

ขึ้นดอยไปเป็นหนุ่มเจียงฮาย …

วันที่สี่ของการเดินทางเป็นการเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดที่อยู่ทางตอนบนสุดของประเทศ … “เชียงราย” … ระหว่างทางแวะกินข้าวเช้ากันที่ “สบโป่ง” … กินข้าวเคล้าน้ำพุร้อน … พออิ่มได้ที่ก็เดินทางต่อ

จุดหมายปลายทางแห่งแรกที่ “เชียงราย” ก็คือ “วัดร่องขุ่น” ครับ … รถไปถึงที่วัดประมาณสิบโมงครึ่ง ทันทีที่รถจอด ผมก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลงไปรัวชัตเตอร์ แชะ แชะ แชะ (ทริปนี้รู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่ไป “วัดร่องขุ่น” ตอนกลางวัน !?) … พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมงก็เดินทางต่อไปยัง “ดอยตุง” ครับ พอรถจอดที่สถานีรถรับ-ส่ง ก็ทยอยกันแบ่งขึ้นรถสองแถวมุ่งหน้าสู่ “สวนแม่ฟ้าหลวง” … ก็เดินตากแดด ถ่ายรูป เถลไถล อยู่ภายในสวนจนประมาณบ่ายโมงครึ่งก็ลงจากดอยแล้วเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่แสนสำคัญสำหรับชาวแก๊งค์ จุดหมายดังกล่าวก็คือ “ตลาดแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก” ครับ … วัตถุประสงค์หลักคงหนีไม่พ้นซีดีหนัง โดยเฉพาะบรรดาซีรีย์ทั้งหลายนั่นเอง … หลังจากชาวแก๊งค์ได้ของตามที่ต้องประสงค์กันแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายเพื่อไปนอนทำตัวอ้วนๆ เอาแรงสำหรับการเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

ที่ตัวเมืองเชียงรายมีแลนด์มาร์กที่นึงที่ผมยอมลงทุนควักตังค์เพื่อมาเก็บภาพแลนด์มาร์คที่ว่านี้โดยเฉพาะ … ที่ๆ พูดถึงก็คือ “หอนาฬิกาเมืองเชียงราย” ครับ … รอบก่อนที่มาผมถ่ายรูปแบบไม่มีขาตั้งกล้องครับ ภาพนี่ไหวจนดูไม่ได้ … มาคราวนี้หิ้วขาตั้งกล้องที่พึ่งถอยมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะมาด้วย … และแล้วผมก็ได้ภาพอันเป็นที่น่าพอใจ อิอิ

… หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ ! 

และแล้วทริปเดินทางที่แสนยาวนานก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย … ผมเดินทางกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่จากมาเมื่อ 4 วันก่อน ตามเส้นทาง “พะเยา-แพร่” และอีกหลายจังหวัด แต่จำไม่ได้ (ฮา) … จุดหมายหลักๆ ของวันนี้อยู่ที่ “กว๊านพะเยา” ครับ … แล้วก็มี “แพะเมืองผี” กับ “วัดพระธาตุช่อแฮ”

ผมเดินทางไปถึง “กว๊านพะเยา” ตอนประมาณเก้าโมงเช้า … เวิ้งน้ำที่กว้างใหญ่ … ใหญ่จนไม่รู้จะถ่ายรูปยังไง (ซะงั้น) … หลังจากออกจาก “กว๊านพะเยา” ก็มุ่งหน้าสู่ “จังหวัดแพร่” เพื่อแวะที่ “แพะเมืองผี” ครับ … ที่ที่ผมเองก็ไม่เคยไปมาก่อน เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงมาตั้งแต่เป็นเด็ก … และแล้วเวลาประมาณ 11.00 น. ผมก็กระดึ๊บมาถึงดินแดนที่ดูยังไงๆ ก็โคตรจะแห้งแล้ง มองไปมีแต่กองดิน-หิน ต้นไม้โผล่เป็นกระจุก ท่ามกลางอากาศที่ร้อนแรงแสงแดดเผา … แต่ไหนๆ ก็ไปแล้ว เลยเดินเล่นถ่ายรูปซะหน่อย … พอออกจาก “แพะเมืองผี” ก็ไปแวะที่ “วัดพระธาตุช่อแฮ” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของทริปครั้งนี้ … เมื่อไหว้พระเรียบร้อยก็เดินทางกลับ … เป็นการสิ้นสุดการเดินทางครับ

ทริปนี้เป็นทริปที่ค่อนข้างจะยาวนานพอสมควร … 5 วัน 4 คืน … จุดหมายหลักๆ ที่อยากไปก็คือ “ปางอุ๋ง” กับ “ปาย” … แต่อนิจจา เสียดายมากที่ดันไปช่วงที่ไม่เวิร์คเลย … มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ปราศจากหมอก มีแต่แสงแดดแรงๆ … เท่านั้นไม่พอ ช่วงที่ขึ้นไปสัมผัสกับสถานที่ที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานแสนนาน ต้องเดินทางฝ่าโค้งนับพันจนหมดสภาพ กลับเป็นช่วงสายๆ ที่หันไปทางไหนก็มีแต่แดดร้อนๆ … ที่หนักไปกว่านั้น ดันเป็นทริปที่ตัวผมเองโคตรจะอ่อนหัด ภาพที่ได้มีแต่แบบว่าเห็นแล้วเศร้าหนักเป็นเท่าตัว … ทริปนี้เป็นทริปที่ผมอยากกลับไปแก้มือมากๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสอีก

ถ้ามีโอกาส คราวหน้าผมกะว่าจะไปเองท่าจะดีกว่า เพราะปกติแล้วการไปเที่ยวของผมจะไม่เน้นจำนวนสถานที่น่ะ คือ กะไปที่ไหนก็อยู่มันตรงนั้นแหละ ผมจะให้เวลากับตัวเองนานหน่อย ผมไม่ค่อยชอบแบบไปแป็บๆ มีเวลานิดหน่อย เพื่อที่จะเก็บสถานที่ให้ได้หลายๆ แห่ง … รู้สึกอารมณ์มันไม่ถึงน่ะ ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสแก้มือ … อ่อ ใช่ว่าทริปนี้จะไม่เป็นที่ถูกใจซะทีเดียว สิ่งนึงที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ การไปตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงที่เป็นโลว์ซีซั่น ผู้คนจะน้อยมาก อย่าง “ปางอุ๋ง” นี้แบบว่า มีกลุ่มพวกผมกลุ่มเดียวเลย ด้านบนเงียบสงบ อยากถ่ายรูปตรงไหนแทบจะไม่ต้องรอคิว (พยายามมองแง่ดีนะเนี่ย อิอิ)

… หลังจากทริปช่วงปิดเทอมแล้ว ช่วงปิดเทอมก็วุ่นๆ อยู่กับเรื่องงานครับ จนกระทั่งเปิดเทอมใหม่ … ซึ่งผมก็มีทริปต้องเดินทาง (อีกแล้ว) อย่างที่บอกว่าปีนี้คือเดินทางครบทุกภาคของประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหนื่อยครับ … แต่ก็สนุกอยู่เหมือนกัน ได้เปิดหู-เปิดตา

… กาลครั้งหนึ่งที่ต้องอยู่คนเดียว (อีกครั้ง)

… ทุกครั้งเวลาเหนื่อยจากงาน หรือกลับจากเดินทางไปออกทริปที่ต่างจังหวัด หรือเวลาไหนก็ตาม ผมจะคุยกับผู้หญิงคนนึงตลอด ตั้งแต่ตื่นนอน-เข้านอน ชีวิตก็วนๆ อยู่แบบนี้ ชีวิตแทบจะไม่รู้สึกว่าเหงาเลย … จนกระทั่งเดือนมิถุนายน …

ผู้หญิงคนนี้เข้ามาก่อนหน้าที่ผมจะเลิกกับแฟนได้ประมาณ 2-3 เดือน ครับ … ผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนกับผม อยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่สมัยอนุบาล-ประถม แต่พอขึ้นมัธยมก็อยู่กันคนละโรงเรียนและผมไม่เคยได้ข่าวอีกเลย … จนคืนนึงผู้หญิงคนนี้ก็ MSN มาหาผม แล้วก็ถามว่าจำเค้าได้มั้ย … ผมก็งงๆ ว่าใคร คุยไปคุยมาถึงรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่า ไม่ได้คุยกันมาหลายปีมากๆ ช่วงแรกๆ ก็คุยกันปกติทั่วไปครับ ถามนู่นถามนี่กัน … นานๆ เปิด MSN มาเจอก็คุยกันปกติ … จนถึงช่วงที่ผมถูกทิ้งนี่แหละที่ผมได้คุยกับผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก คุยกันทุกวัน … ถ้าจะพูดไปแล้วช่วงนั้นถ้าผมไม่ได้ผู้หญิงคนนี้ ผมอาจจะต้องใช้เวลารักษาบาดแผลอีกนานครับ …

… ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากโดนทิ้ง ชีวิตผมมีแต่ผู้หญิงคนนี้เลยก็ว่าได้ … ตั้งแต่ตื่นนอน ทำงาน กลับห้อง ตอนกลางคืน เราเล่น MSN คุยกันตลอดเวลา ทั้งเรื่องงาน เรื่องกับข้าว เรื่องหนัง เรื่องส่วนตัวบางเรื่อง ฯลฯ … เวลาผมมีปัญหาผู้หญิงคนนี้จะคอยอยู่ข้างๆ แล้วให้กำลังใจ ผู้หญิงคนนี้คอยดุและบอกให้ผมดูแลสุขภาพบ้าง ให้ไปออกกำลังลดน้ำหนัก เพราะอ้วนเกินไปแล้ว (ฮา) … มีช่วงนึงที่ผู้หญิงคนนี้ไปเรียนต่อต่างประเทศครับ ไปเป็นคอร์สสั้นๆ … แต่เค้าก็ยังติดต่อคุยกับผมเหมือนเดิมทุกวัน เรานัดเวลากันว่าจะว่างตรงกันตอนไหน (เทียบเวลาเอา เวลาของเค้าจะเร็วกว่าของผม) พอถึงเวลาเราก็จะนั่งคุยกันเหมือนปกติ

จนกระทั่งช่วงค่ำวันนึงของเดือนมิถุนายน หลังจากที่ผมไปต่างจังหวัดกลับมา เค้า MSN มาบอกว่า “เค้ามีแฟนแล้วนะ … นี่มาบอกคนแรกเลยนะ” ผมได้แต่อึ้งกับเรื่องที่เค้าเล่า … แล้วผมก็ถามกลับไปว่ารู้จักกันได้ยังไง เค้าบอกว่าแฟนเค้าเป็นคนที่ญาติเคยติดต่อให้นั่นแหละ ลองคุยด้วยมาซักพักละ แต่พึ่งมาตัดสินใจคบกันนี่แหละ … ที่จริงเค้าเคยเล่าให้ฟังอยู่นะว่าญาติเคยติดต่อให้ เค้าเคยบอกแค่ว่า “ไม่รู้เหมือนกัน … ลองคุยๆ ไปก่อน” แล้วเราก็ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้อีกเลย จนเค้า MSN มาบอกผมวันนั้นนั่นแหละ …

วันนั้นเราคุยกันแป็บเดียว เค้าคิดว่าผมเหนื่อยจากการเดินทางไปต่างจังหวัด เลยบอกให้ผมไปอาบน้ำนอนเถอะ … ผมก็เลยตอบกลับไปสั้นๆ ว่า  “อืม” … แต่ผมไม่ได้เหนื่อยจากการเดินทางหรอก … ถึงผมเหนื่อย แต่ทุกครั้งที่กลับมาแล้วเค้ายังคอยอยู่ข้างๆ ผมก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ … แต่วันนั้นผมพูดอะไรไม่ออก

วันต่อมาผมเลยลบเค้าออกจากเพื่อนใน Facebook … เค้าก็งงนะ แล้ว MSN มาถามผมว่า ลบเค้าออกจาก Facebook เหรอ ลบออกทำไม … แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเลย แล้วก็ไม่เคยได้คุยกันอีกเลย

กาลครั้งหนึ่งกับ “อ้วนฉุย” …

… หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไปจากชีวิตผม ยอมรับว่ารู้สึกเคว้งคว้างมากครับ ทุกอย่างดูเหงาและดูแย่ไปหมด ผมนี่ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย ชีวิตผมเคว้างคว้างอยู่แบบนั้นร่วมๆ 3 – 4 เดือน แล้วก็มาเจอกับ “อ้วนฉุย” ครับ

… “อ้วนฉุย” เป็นผู้หญิงอีกคนที่เข้ามาตอนที่ผมต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง … ผมเจอกับ “อ้วนฉุย” ตอนประมาณเดือนกันยายนครับ … ผมบังเอิญไปเจอตอนไปติดต่องาน แล้วก็ฝากเพื่อนไปสืบมาให้ … ตอนที่เพื่อนไปสืบมาให้ ผมไม่แน่ใจว่าไปสืบมาถูกคนรึเปล่า เพราะผมจำหน้าของผู้หญิงคนที่ว่าไม่ได้ (ฮา) ฟังดูบ้ามากนะ แต่ผมสายตาสั้นครับ แล้วเมื่อก่อนผมไม่ได้ใส่แว่น ผมเห็นผู้หญิงคนนี้ไม่ชัดหรอก แต่คิดว่าน่ารักดี … ผมเคยเล่าให้เค้าฟัง เค้าก็หัวเราะบอกว่าจะมาจีบยังจำหน้าไม่ได้อีก (ฮา) … หลังจากได้รับรายงานการสืบค้นมาแล้ว ผมก็มีโอกาสได้คุยกับผู้หญิงคนที่ว่านี้ครับ

ช่วงแรกก็คุยกันผ่าน MSN กับ Facebook ต่อมาผมก็ขอเปลี่ยนเป็นเบอร์โทรศัพท์ “อ้วนฉุย” ก็ลีลาพอประมาณแต่ก็ให้เบอร์มาครับ แต่ผมโทรหาไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ จะโทรทีก็เกรงใจ คุยผ่านแชทสะดวกกว่า … คุยกันอีกซักพักใหญ่ๆ ผมก็ชวนไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำครับ โดยการเอารูปถ่ายไปหลอกล่อ แต่กว่าจะนัดวันกันได้ก็ผลัดไป-ผลัดมาอยู่นาน

วันแรกที่พากันไปเที่ยว … ผมไปนั่งรอ “อ้วนฉุย” เลิกงานอยู่ข้างตึกครับ มันจะมีลานวางม้าหินอ่อนอยู่หลายตัว วันนั้นติดหนังสือการ์ตูนไปด้วย คือวันก่อนไปเช่าการ์ตูนแล้วยังอ่านไม่จบ วันนี้ก็เลยถือๆ มาด้วย เผื่อตอนนั่งรอไม่มีอะไร … อีกอย่างคือเวลาเจอไม่รู้จะทำหน้ายังไง เอาหนังสือมาอ่านบังหน้าดีกว่า (ฮา) … พอ “อ้วนฉุย” เลิกงาน ผมก็พาขับรถน้อยไปอ่างเก็บน้ำครับ ด้วยความที่รถผมเป็นรถน้อย มีแอร์ – แต่เปิดไม่ได้ ผู้หญิงอ้วนก็ต้องนั่งร้อนเหงื่อแตกไป ผมสังเกตเห็นผู้หญิงอ้วนเหงื่อแตกจริงๆ นะ แต่พอถามว่า “ร้อนมั้ย” ผู้หญิงอ้วนบอกว่า “ไม่ร้อน” … ทุกวันนี้ผมก็ยังเอามาล้ออยู่ตลอด (ฮา) … ถัดจากพาไปเที่ยวรับลมอยู่อ่างเก็บน้ำ ตอนค่ำก็พาไปกินข้าวครับ … วันนั้นผมพาไปร้านจิ้มจุ่ม ตลกตั้งแต่ตอนสั่งอาหารละ “อ้วนฉุย” นี่เป็นกันเองมาก สั่งตามสบายไม่ได้มีเก็บอาการซักนิด แล้วเมนูนึงที่ผมเอามาล้ออยู่จนทุกวันนี้ (อีกแล้ว) ก็คือสั่ง “ตับ” ครับ … “อ้วนฉุย” ถามผมว่ากินตับเหมือนกันใช่มั้ย ถ้างั้นก็สั่งมาเลยจานนึง แต่ปกติผมกินแบบ … ก็กินน่ะ … กินนิดหน่อย แต่นี่เล่นสั่งมาจานนึง ผู้ญิงอ้วนก็ต้องนั่งกินคนเดียว (เยอะมาก) จนหมด (ฮา)

… ผู้หญิงอ้วนคนนี้เข้ามาเติมส่วนที่หายไปของผมครับ ช่วงหลังๆ ไปไหน-มาไหนผมก็ผู้หญิงอ้วนอ้วนนี่แหละไปด้วย เอิ๊ก

… กาลครั้งหนึ่งที่ “เชียงคาน”

… ถัดมาช่วงเดือนตุลาคม ผมก็มีโอกาสไปเชียงคานอีกเป็นครั้งที่สาม ! … ทริปเชียงคานคราวนี้ไปกับเพื่อนครับ เพื่อนที่ว่าคือ “อินังป็อป” ครับ ช่วงนั้นพึ่งจีบ “อ้วนฉุย” ใหม่ๆ เลยไม่ได้ชวนไปครับ

เรื่องเริ่มขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่ง … เพื่อนมันทัก MSN เข้ามา พร้อมกับชวนให้ผมไปเที่ยวกับมัน ด้วยเหตุผลอะไรนั้น … จำไม่ได้แล้ว แต่ถ้าให้เดา น่าจะเป็นช่วงที่มันกะลังสติแตก มันเลยต้องหาทางไปดับทุกข์ แล้วผมก็กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของมัน คาดว่าน่าจะหลอกล่อมาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครไปด้วย … พอมาถึงคิวผม ดันบ้าจี้ไปกับมัน

รุ่งเช้าวันถัดมาผมก็ตีรถไปขอนแก่นหาเพื่อนแล้วเปลี่ยนเอารถมันไปเชียงคาน … ไปกันโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยซักแอะ … คืนนั้นจะพักที่ไหน ค่าห้องพักราคาเท่าไหร่ ไปถึงแล้วจะไปไหนบ้าง จะทำอะไรบ้างนอกจากถ่ายรูป ฯลฯ ไม่มีคำตอบอะไรชัดเจนซักอย่าง แม้แต่ทางไปยังไม่รู้เลยครับ ผมบอกทางมันไปถึงแยกที่เลี้ยวไปเมืองเลยเท่านั้น นอกนั้นอาศัยดูป้าย … ไปแบบที่เรียกว่า “ไปตายเอาดาบหน้า”

ผมกะเพื่อนไปถึงเชียงคานประมาณบ่ายสาม ค่อนๆ ไปสี่โมงเย็นแล้ว … อันดับแรกคือ ต้องหาที่ซุกหัวนอนคืนนั้นให้ได้ … ก็เดินถามไปตามโฮมสเตย์ทั้งหลายในย่านถนนที่คนไปเดินเที่ยวกันนั่นแหละครับ … แต่ช่วงนั้นห้องพักเต็ม หันไปทางไหนก็เต็ม ! เต็ม ! เต็ม ! … สุดท้ายมาได้ห้องพักห้องนึง ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ห้องน้ำรวม … แต่ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่มีที่ซุกหัวนอน

พอได้ที่พักก็สบายละ นั่งๆ นอนๆ ซักพัก รอให้แดดร่มก่อน พอตกเย็นก็ออกไปเดินเที่ยวกัน … ทริปนั้นเดินเที่ยวจนหนำใจเพื่อนครับ เดินกันตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย เดินไป-ถ่ายรูปกันไปเรื่อย … พอเดินเหนื่อย ร้านค้าเริ่มปิด เลยเดินกลับที่พัก รวมๆ แล้วก็เดินวนไปวนมาประมาณ 3-4 รอบ พอกลับถึงที่พัก เพื่อนมันได้ยินป้าเจ้าของบ้านพูดเรื่องตักบาตรข้าวเหนียว … มันอยากตักบาตรด้วย เลยให้ป้าเจ้าของบ้านแกเตรียมไว้ให้ชุดนึง แล้วก็ต้องตื่นแต่เช้าๆ ขึ้นมาตักบาตรกับมันครับ

เช้าวันต่อมาตื่นมาตักบาตรกันแต่เช้าครับ … หลังจากใส่บาตรเสร็จ ก็ไปเดินเล่นกันอีกรอบ ระหว่างเดิน เดิน เดิน อยู่ เพื่อนมันก็หิวข้าว เลยเดินไปหาของกิน … แน่นอนว่าเพื่อนบ้าพลังของผมมันไม่ธรรมดาครับ อยากเข้าถึงเชียงคานให้ถึงที่สุด มันเลยเลือกกิน “ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว” ครับ … ข้าวปุ้นน้ำแจ่วเป็นอาหารเช้าของคนเชียงคานมาแต่ไหนแต่ไร … เพื่อให้เข้าถึงเชียงคาน มันเลยชวนผมไปกิน แต่เผอิญผมเป็นพวกท้องไส้อ่อนแอ รับอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยยัดลงท้องไม่ค่อยได้ เดี๋ยวจะเกิดอาการท้องเสีย ผมเลยไม่ได้เข้าถึงเชียงคานแบบมัน

หลังจากมันเข้าถึงความเป็นเชียงคานจากอาหารเช้าแล้ว ก็เดินกลับที่พักครับ ขากลับผมแวะซื้อข้าวเหนียว-หมูปิ้งกลับไปกิน … แล้วก็อาบน้ำ-เปลี่ยนชุด พร้อมกับเก็บกระเป๋า แต่ … ยังไม่กลับครับ มาแล้วทั้งที เพื่อนมันพาเดินเล่นถ่ายรูปเชียงคานยามเช้าต่อ ! ส่วนกระเป๋าฝากโฮมสเตย์เมื่อคืนเอาไว้ก่อน แล้วผมก็ไปเดินเถลไถลถ่ายรูปกับมันอีกรอบ … พอสมควรแก่เวลา … ก็ไปเอากระเป๋าแล้วขึ้นรถเตรียมกลับ … แต่ … ยังครับ มาแล้วทั้งที มันไปต่อที่ “แก่งคุ้ดคู้” ครับ … ไอ้เราอาศัยเกาะรถมากะมัน มันเป็นคนขับ เลยต้องเลยตามเลย แวะแก่งกะมันก่อนกลับ … พอมันสมใจ หรือจำเป็นต้องสมใจ เพราะหน้าผมออกอาการตูดเล็กๆ มันถึงยอมตีรถกลับไปขอนแก่น เป็นอันสิ้นสุดการไปเที่ยวเชียงคานรอบที่สาม

… อย่างที่บอกว่า “ทริปเชียงคาน” ถือเป็นครั้งที่สามของผม สำหรับ “เชียงคาน” ครั้งแรกของผมก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อย้ายไปทำงานอยู่ที่เมืองเลย พอถึงช่วงหยุดยาว หรือปิดเทอม แม่จะพาพวกผมไปเล่นอยู่นู่น แม่บอกว่าไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อ กลัวพ่อเหงา … ช่วงที่ไปอยู่เมืองเลย พ่อจะพาไปตะลอนเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของที่นั่น และเชียงคานก็เป็นหนึ่งในนั้น … ตอนที่พ่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงคานเพื่อหลอกล่อพวกผมให้ไปเที่ยวด้วย พ่อบอกแค่ว่าเป็นเมืองเก่า มีพวกบ้านไม้โบราณตั้งเรียงกันเป็นแถวเลียบไปกับแม่น้ำโขง ทางจังหวัดพยายามผลักดันให้กลายเป็นแห่งท่องเที่ยวประจำจังหวัด ฯลฯ ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอยากจะไปหรอก ไม่รู้จะไปดูอะไรกับบ้านไม้โบราณ แต่จนแล้วจนรอดก็โดนลากไปอยู่ดี !

… เที่ยวเชียงคานครั้งแรก

บอกตามตรงว่าผมรู้สึก “เฉยๆ” … ความรู้สึกเฉยๆ น่าจะเกิดขึ้นกับใครหลายๆ คนที่เคยไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ โดยเฉพาะกับคนที่ไปเดินเล่น หรือไปเดินดูสินค้า พอเจอของถูกใจก็ซื้อกลับไปเป็นของฝากบ้าง ซื้อเป็นของที่ระลึกบ้าง … เพราะมันมีแค่นั้น มันเลยเฉยๆ ไง ! แต่สิ่งที่ผมไม่ได้รู้สึกเฉยๆ สำหรับการไปเชียงคานครั้งแรก ก็คือ “ข้าวผัดเกลือ” ครับ … ผมมีโอกาสลิ้มรสข้าวผัดเกลือครั้งแรกที่ร้านเนื้อย่างของเชียงคาน พ่อพาไปกินนื้อย่างร้านนี้ตามคำกล่าวอ้างสรรพคุณของลูกน้องในที่ทำงาน ซึ่งมันก็อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ เห็นว่าร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อของเชียงคานเลยทีเดียว แต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าร้านอยู่ในซอยครับ ขับรถเข้าไปลึกพอสมควร จนผมสงสัยว่าจะพาผมไปกินเนื้อย่างหรือจะพาไปเถลไถลที่ไหนอีก !!? หรือมันมีทางเข้าทางอื่น แต่พ่อพามั่วนิ่มผ่านเข้าทางซอยหว่า !!?

เอาเถอะ … ยังไงก็ถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินข้าวผัดกับเนื้อย่าง ! … สมัยก่อนไปร้านเนื้อย่างก็คือกินเนื้อย่าง ร้านเนื้อย่างไม่มีเมนูข้าวผัด (หรืออาจจะมี แต่ที่บ้านผมไม่เคยสั่งข้าวผัดกินกะเนื้อย่างซักที !!?) พอมาเชียงคานดันมีเมนูข้าวผัด แถมเป็นข้าวผัดเกลือ ก็เลยงงกันใหญ่ … ด้วยความอยากรู้ว่าข้าวผัดเกลือเป็นยังไง ก็เลยสั่งมากินครับ … กินไป-กินมา … จานเดียวไม่พอต้องขอเบิ้ล !!! เรื่องข้าวผัดเกลือนี่ … จริงๆ แล้วผมจำได้แค่ว่าไปกินที่เมืองเลย แต่จำไม่ได้ว่าไปกินที่อำเภอไหน เพราะช่วงนั้นพ่อพาเถลไถลไปเกือบทุกอำเภอของจังหวัดครับ ! จนมาวันนึงนั่งคุยกะแม่ แล้วพูดถึงเรื่องข้าวผัดเกลือ แม่เลยบอกว่า “ไปกินอยู่เชียงคานนั่นไง”

… เชียงคาน (อีกครั้ง)

การเดินทางไปเชียงคานหนที่สองเกิดขึ้นตอนผมเรียนมหา’ลัยครับ … ช่วงนั้นเชียงคานกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่เริ่มมีชื่อเสียง มีคนหลั่งไหลไปเที่ยวกันเยอะแล้ว … การไปเชียงคานหนที่สองไม่ได้ไปกับที่บ้าน หรือไปกับเพื่อนหรอกครับ แต่ไปกับอาจารย์ แล้วก็น้องๆ ที่เข้ามาช่วยทำงาน ช่วงนั้นพวกผมต้องออกภาคสนามไปสำรวจพื้นที่แถวเมืองเลยพอดี … ตอนแรกเชียงคานไม่ได้อยู่ในแผนที่จะไปครับ แต่พวกน้องๆ มันอยากไปมาก อาจารย์เลยพาแวะไปค้างคืนที่นู่นคืนนึง ไปแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า … แต่โชคดีหน่อยที่มีที่พัก รอบนั้นไปพักกันแบบโฮมสเตย์ครับ กระจายๆ กันนอน บ้านละคนสองคน (ไปกันประมาณสิบกว่าคน)

พอถึงช่วงหัวค่ำ ผมไม่มีอะไรทำเลยไปเดินเล่นกะอาจารย์ เดินหิ้วของตามแกไปเรื่อยๆ แกก็ซื้อของไปเรื่อยๆ ตลอดทาง พอเดินเหนื่อยก็กลับที่พัก แล้วอาจารย์ก็พูดขึ้นว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย … ทำไมไอ้พวกนั้นมันอยากมากันนักหนา !!?” … นั่นสิ … ทำไมถึงอยากมากันนักหนา ผมว่าสาเหตุมาจากที่พวกนั้นมันเล่นกล้องครับ พวกน้องมันแบกกล้องออกสนามกันคนละตัว สาเหตุที่มันอยากไปเชียงคานเพราะมันอยากไปถ่ายรูปกันนั่นเอง !

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น เพราะตอนนี้ผมเองก็คงไม่ต่างจากพวกน้องที่พูดถึง … สิ่งที่ดึงดูดให้ผมหลงสเน่ห์เชียงคานก็คือ การถ่ายรูป ครับ … เชียงคานมีอะไรให้เราไปถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ พูดง่ายๆ คือ ของเล่นเยอะ เชียงคานมีบ้านไม้เก่าๆ มีไฟสีเหลืองๆ ส้มๆ ที่ถ่ายรูปตอนกลางคืนแล้วสวย หรืออากาศเย็นๆ ตอนเช้าๆ (ช่วงฤดูหนาว) ที่ทำให้อยากนอนมุดผ้าห่มซะเหลือเกิน หรือบรรยากาศเงียบๆ ในช่วงสายของวัน ที่เราสามารถดินเล่นถ่ายรูปตามบ้านไม้ที่ตั้งอยู่ข้างสองทาง ฯลฯ พวกนี้แหละคือสิ่งที่ดึงดูดผมให้อยากไปแล้วไปอีก !

… ถัดจาก “ทริปเชียงคาน” ช่วงเดือนพฤศจิกายน ก็เป็นช่วงของ “งานลอยกระทง” ครับ … ปีนี้ผมได้ลอยกระทงด้วยแหละ ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องลาก “อ้วนฉุย” ไปด้วย … และช่วงวันลอยกระทงก็ทำให้ผมรู้ว่า ที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากมีงานลอยกระทงครับ เอิ๊ก … จริงๆ แล้ว “อ้วนฉุย” เองก็ไม่รู้ครับ พอดีตอนนั้นจะไปลอยกระทงครับ แล้วที่จัดงานในเมืองคนเยอะมาก ผมเลยว่าลองไปดูแถวอ่างเก็บน้ำมั้ย อย่างน้อยก็น่าจะพอลอยได้อยู่มั้ง … ก็ขับรถกันไปสองคนครับ ทางเข้าไปอ่างเก็บน้ำก็มืดมาก ในใจก็คิดว่าคงจะได้ลอยกระทงมืดๆ แหงๆ … แต่ปรากฏว่าพอรถโผล่ไปตรงสันอ่างก็มีรถจอดอยู่เยอะพอสมควร มีกระทั่งร้านขายกระทงกับร้านขายโคม !

ว่าด้วยเรื่องของ “กล้อง” (อีกครั้ง) …

… เมื่อปีก่อนหลังจากที่ผมได้กล้อง DSLR สมใจอยาก ช่วงแรกผมก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับกล้องด้วยการถ่ายไปเรื่อยเปื่อยครับ ใช้เลนส์ที่มากับกล้องอย่างเดียวหรือเลนส์คิทนั่นเอง ต่อมาหลังจาก “ทริปปาย-ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน” ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเลนส์ที่มีอยู่ยังไม่ค่อยตอบโจทย์ที่ต้องการซักเท่าไหร่ … นั่นก็คือทำไมกล้องผมมันซูมได้นิดเดียวเอง ! ผมก็เลยย้อนกลับไปเปิดตำราที่หอบมาจากร้านหนังสือ เลยรู้ว่า … อ่อ ผมคงต้องหาเลนส์แบบ Tele ซักตัวแล้วแหละ

ครั้งแรกกับการไปซื้อเลนส์เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก เพราะเลนส์มันก็มีหลายยี่ห้อ หลายระดับ หลายราคา … ด้วยความที่ผมเองเป็นตากล้องงบน้อยอยากลองเล่นกล้องแพงๆ ก็เลยต้องคิดหนักนิดนึง … พอถึงวันที่ตัดสินใจจะเอาตังค์เก็บที่มีอยู่น้อยนิดไปซื้อเลนส์ ผมก็ไปเลยครับ ไปตัวเปล่า ไม่ได้เอากล้องไปด้วย … พอถึงร้านก็บอกพี่คนขายว่าอยากได้ Tele ซักตัว … พี่คนขายก็แนะนำให้ มียี่ห้อนู่นนั่นนี่ ความยาวโฟกัสเท่านั้น-เท่านี้

ไอ้เราก็ไม่เคยเล่นเลนส์อื่นนอกจากเลนส์คิท ก็ไม่รู้หรอกว่าความยาวโฟกัสเท่านั้น-เท่านี้มันซูมได้เท่าไหน … ที่จริงถ้าขอคนขายลองก็ได้นะครับ ถึงจะไม่เอากล้องไป เขาก็ให้เราลองอยู่ว่าเราต้องการเลนส์ประมาณไหน … แต่ยอมรับตรงๆ เลยว่าตอนนั้น “ไม่ได้คิดที่จะลองเลนส์เลย ไม่รู้เลยว่าเลนส์ความโฟกัสเท่าไหร่ที่ผมใช้แล้วถึงจะถูกใจ” … แล้วผมเอาอะไรมาประกอบการตัดสินใจล่ะ … แน่นอนว่าตากล้องงบน้อยอย่างผม เอาราคามาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลยครับ พอกลับถึงห้อง ผมก็รีบถอดเลนส์เก่าออกแล้วใส่เลนส์ใหม่เข้าไปแทน … ตื่นเต้น ! ตื่นเต้น ! ตื่นเต้น !

ผลปรากฏว่า … “เอ๊ะ … ทำไมภาพมันดูใกล้ๆ วะ … ซูมไอ้ที่อยู่ไกลๆ น่ะโอเค … แต่ไอ้ที่อยู่ใกล้ๆ ทำไมรู้สึกว่ามันใกล้จัง” ผมเลยค้นหาคำตอบทั้งจากตำราที่มีอยู่แล้วควบคู่กับความรู้จากอินเตอร์เน็ต สุดท้ายเลยเกิดความเข้าใจอย่างนึงว่า “ผมคงเลือกเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสไม่ถูกใจซะแล้วล่ะ”

วันรุ่งขึ้นผมเลยรีบบึ่งไปร้าน … ไม่ใช่ว่าจะไปงอแงนะครับ คือยอมรับชะตากรรมของตัวเอง … ผมไปร้านขายกล้องอีกรอบพร้อมหอบตังค์เก็บที่มีอยู่น้อยนิดอีกก้อนนึงไปซื้อเลนส์ใหม่ … คือตอนที่เลือกเลนส์น่ะ มีอยู่ในใจ 2 ตัว แต่ตัวที่ซื้อน่ะราคาถูกกว่า ผมเลยเลือกตัวที่ราคาถูกกว่า อย่างที่บอกว่าเอาราคามาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ … เลนส์ตัวที่สองที่ซื้อก็คือ Tele อีกตัว แต่ระยะโฟกัสต่างจากตัวแรก … พอกลับถึงห้อง ผมก็รีบลองเลนส์ตัวใหม่ ด้วยความตื่นเต้น ! ตื่นเต้น ! ตื่นเต้น ! อีกครั้ง

ผลปรากฏว่า … เลนส์ตัวใหม่โอเคขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ … ระยะภาพไม่แตกต่างอะไรจากที่เคยคุ้นตาเท่าไหร่ … เลนส์ตัวที่สองที่ซื้อมา จะว่าไปก็ถูกใจพอสมควรนะครับ แล้วก็เป็นเลนส์ที่ช่วงแรกๆ ผมใช้เป็นประจำ เรียกได้ว่าใช้เลนส์นั้นเลนส์เดียวทุกงานก็ว่าได้

ต่อมาก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมอยากได้เลนส์ตัวที่สาม … เรื่องของเรื่องมาจาก “ทริปเชียงคาน” ครับ … ทริปคราวนั้นเน้นไปเที่ยว-ถ่ายรูปครับ ผมกับเพื่อนแบกกล้องไปคนละตัว … ผมสาวกหนอน ส่วนเพื่อนสาวกนิก … มันไปพร้อมกับเลนส์ Fix ตัวนึง ส่วนผม Tele เพื่อนยาก เลนส์ครอบจักรวาลตัวโปรดนั่นเอง … เมื่อแบกกล้องไปกันคนละตัวก็ผลัดกันถ่ายรูปครับ สนุกสนานเฮฮา … ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจเลนส์ Fix อะไรของมันหรอก … แต่พอวันจะกลับ แล้วไปเปิดรูปที่มันถ่ายดู … โอ้แม่เจ้า ! ทำไมฉากหลังมันแลดูละลายกลมกลืนแตกต่างจากรูปที่ถ่ายด้วยเลนส์ครอบจักรวาลของผมซะเหลือเกิน ! สุดท้ายเลยมารู้คำตอบว่า เลนส์มันตั้งค่ารูรับแสงได้ต่ำกว่านั่นเอง ผมก็เลยเกิดความรู้สึกอยากได้ ! อยากได้ ! อยากได้ ! … พอเกิดความรู้สึกอยากได้ … กลับจากไปเที่ยวปุ๊บ ผมก็ตรงไปร้านกล้องปั๊บ พร้อมกับถอยเลนส์ใหม่มาอีกตัวนึง … ซึ่งเป็นความโชคดีอย่างนึง ที่เลนส์ใหม่ราคาไม่แพงครับ ! สู้ราคาไหว ! … แล้วเลนส์ตัวใหม่ก็กลายมาเป็นเลนส์โปรดของผมมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากกล้อง + เลนส์ แล้วก็มีขาตั้งกล้องอีกตัวนึง … ขาตั้งกล้องนี่ได้มาตอนก่อนที่จะไป “ทริปปาย-ปางอุ๋ง-แม่ฮ่องสอน” ครับ เนื่องจากผมเคยไปทริปภาคเหนือหลายรอบแล้ว และทุกรอบเวลาไปพักที่เชียงรายก็จะพักที่โรงแรมเดิม และก็มีอยู่ที่นึงที่ผมถ่ายเท่าไหร่รูปก็ไม่ชัด (ถ่ายรูปตอนกลางคืนครับ) ที่ๆ ว่าก็คือ หอนาฬิกาของเมืองเชียงราย ครับ … จากประสบการณ์ที่เคยถ่ายรูปเป็นสิบๆ รูป แต่ดันไม่ชัดซักรูป ผมเลยกลั้นใจไปถอยขาตั้งกล้องมาตัวนึง พร้อมกะแบกเอาไปเที่ยวด้วย เพื่อจะไปถ่ายหอนาฬิกาที่ว่านี่ให้มันชัดให้ได้ … ซึ่งก็สมใจแล้วครับ ในที่สุดผมก็ได้รูปชัดๆ มาเรียบร้อย !

พอมีขาตั้งกล้อง … คราวนี้ผมก็อยากลองถ่ายรูปท้องฟ้ากับดาวตอนกลางคืนครับ … เลยลองหารายละเอียดมาอ่าน ว่าเขาถ่ายกันยังไง … พอรู้คำตอบก็มาสำรวจอุปกรณ์ของตัวเอง ซึ่งเลนส์ Tele ก็มีแล้ว แต่ติดปัญหาที่ว่า จะทำยังไงถึงจะเปิดหน้ากล้องได้นานๆ … ถ้าตั้งจากกล้องมันก็ได้ระดับนึงเท่านั้น … สุดท้ายเลยได้ไปถอยสวิตซ์ซัตเตอร์อันน้อยมาอีกอัน … มารู้สึกตัวอีกที ผมก็บ้ากล้องเรียบร้อยแล้ว !

โดยส่วนตัวแล้ว … ช่วงแรกๆ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายกับการถ่ายรูปหรอกครับ แต่พอมีอะไรให้เล่น-ให้ลอง หรือต้องมานั่งกุมขมับว่าทำยังไงถึงจะต้องถ่ายรูปให้มันสวย เท่ห์ ถูกใจ มันก็เลยดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่และท้าทายไปในตัว … จนถึงวันนี้ผมถ่ายรูปมาประมาณ 4 ปีแล้ว แต่ฝีมือก็ไม่ได้ว่าขั้นเทพ อุปกรณ์ก็ไม่ได้ว่าราคาแพงเว่อร์ๆ แล้วก็ไม่ได้งอแงอะไรกับเรื่องอุปกรณ์ที่มีอยู่ตอนนี้มากมายนัก … เท่าที่มีอยู่ ผมก็พอใจระดับนึงละ … ผมไม่ได้จะไปเป็นตากล้องมืออาชีพ ถึงแม้รูปที่ถ่ายมา ผมจะใช้โปรแกรมช่วยปรับแต่ง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากอายอะไรซักนิด ผมเลือกเวลาถ่ายรูปไม่ค่อยได้น่ะครับ ผมอาศัยว่าไปทำงานด้วย แล้วก็หาโอกาสถ่าย บางครั้งแดดแรงแสงจ้า ไม่ได้ถ่ายเวลาทองแบบตากล้องหลายๆ คน บางครั้งไม่มีเวลามาตั้งค่า หรือลองผิดลองถูกเพื่อให้รูปมันสวยหรอก … เพราะงั้นถ้าใครจะเป็นจะตายกับการจับผิดว่าใช้โปรแกรมช่วยปรับแต่งรูปแล้วล่ะก็ … เชิญตามสบายครับ ขอให้คุณถ่ายรูปแบบเทพๆ ของคุณต่อไปเถอะ เพราะยังไงแล้วผมก็จะใช้โปรแกรมช่วยปรับแต่งรูปของผมอยู่ดี

ผมเชื่อว่าจุดประสงค์ของการถ่ายรูปของทุกคนก็คือ บันทึกความทรงจำช่วงนึงเอาไว้ ทุกคนต่างก็อยากมีความทรงจำ มีช่วงเวลาที่ถูกใจแบบสวยๆ ไว้ดู … แล้วมันจะผิดอะไร ถ้าในเมื่อตอนถ่ายรูป เราไม่สามารถทำมันให้ดีที่สุด หรือทำให้มันสวยสมใจเราได้ เลยต้องมาอาศัยโปรแกรมช่วยเพื่อให้รูปที่ถ่ายมาแล้วสวยถูกใจเรา

ปล. ผมชอบเสียงตอนกดชัตเตอร์จัง : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s