เย็นย่ำก็ฮัมเพลง: กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 2553

… ช่วต้นปี 2553 เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับ “เบญจเพส” ของผมครับ ปัญหามากมายรุมเร้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 แล้ว เอนทรี่นี้ก็เลยครอบคลุมตั้งแต่ช่วงแรกของ “เบญจเพส” (ต้นปี 2552) นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการงานครับ ปีนี้เป็นปีที่ผมเปลี่ยนสภาพจากนักศึกษาพร้อมกับทำงานไปด้วย มาเป็นคนทำงานเต็มตัวครับ …

… ครึ่งปีแรกกับ “เบญจเพส”

หลังฉลองอายุครบ 25 ปี (2552) ผ่านไปประมาณเดือนนึง เหตุการณ์ยังปกติครับ … ใช้ชีวิตเหมือนเดิมจนไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา และแล้วเรื่องแรกก็มาถึง …

ประมาณเดือนมิถุนายน … ผมก็ประสบพบเจอเข้ากับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นเรื่องยอดฮิตสำหรับคนวัยเบญจเพส นั่นก็คือเรื่องอกหักรักคุด … มันเป็นอะไรที่เจ็บแสบมากครับ ร้องไห้ร่วมๆ เดือนนึงได้ กว่าจะผ่านมาได้ก็แทบแย่เหมือนกัน ช่วงที่ต้องเผชิญวิบากกรรมก็ได้เพื่อนๆ พื่ๆ แถวนี้แหละครับให้กำลังใจ ส่วนรายละเอียดน่ะ … ช่างมันเถอะ ! ไม่อยากนึกถึง เอาเป็นว่าผมไม่ใช่คนสร้างปัญหาเองละกันแต่คนอื่นมันมาสร้างปัญหาให้กับผม !

เรื่องยอดฮิตอีกเรื่องในช่วงเบญจเพสที่ผมเจอมาก็คงเป็นเรื่อง “ญาติเสีย” นี่แหละครับ … เมื่อเดือนก่อน (กันยายน) ปู่ผมเสีย ที่จริงปู่ก็ป่วยมานานแล้วแหละ พอออกจากโรงพยาบาลก็เห็นว่าอาการดีขึ้นนะ แล้วมาวันนึงหลังจากกินข้าวเสร็จ ปู่ก็บ่นว่าเหนื่อยแล้วก็ไปนอน จากนั้นมาก็ไม่ตื่นอีกเลย (แม่เล่าให้ฟัง) เดือนที่แล้วผมเลยลางานกลับบ้านครับ … ช่วงที่กลับบ้านไปงาน ผมต้องขับรถกลับตอนเย็นและมันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกกับการขับรถทางไกลตอนกลางคืนครับ เย็นวันนั้นก่อนออกจากขอนแก่นผมก็แวะปั๊มเช็ครถตามปกติ แต่ … ช่วงที่ถอดแว่นออกเพื่อล้างหน้า ผมแอบเห็นว่ากรอบแว่นมันเบี้ยวก็เลยกะว่าจะดัดเบาๆ ให้มันตรง ขณะที่ในใจก็คิดอยู่ว่า “ช่วงนี้ทำอะไรก็เจอแต่ปัญหา แล้วมาดัดกรอบแว่นแบบนี้ ขาแว่นหักซะล่ะ” … เร็วเท่าที่ใจคิด ขาแว่นก็หักจริงๆ … อารมณ์แบบว่าเซ็งมาก ! ต้องขับรถตอนกลางคืน แต่ไม่มีแว่น ทำไมชีวิตถึงอาภัพได้ขนาดนี้เนี่ย ตอนยังไม่มืดผมก็ลองขับรถแบบไม่ใส่แว่นดูอยู่นะ มันก็พอขับได้ครับ แต่ผมไม่กล้าขับแซงรถข้างหน้า (ก็มันมองไม่เห็นนิ) แล้วพอมืดเท่านั้นแหละ แว่นหักก็จำเป็นต้องหาวิธีใส่ครับ เพราะมันไม่ได้จริงๆ มองไม่เห็นอะไรเลย กลายเป็นว่าผมต้องขับรถไป-คอยขยับแว่นไปด้วยตลอดเวลา แล้วที่สาหัสคือต้องขับรถร่วม 4-5 ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นอะไรที่แบบว่า … เฮ้อ

… ผ่านเรื่องเศร้าไปสองเรื่อง แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเผชิญ ถึงผมจะไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องใหญ่ๆ ก็เถอะ แต่มันก็มีปัญหามาเรื่อยๆ พอให้ได้รำคาญใจ แล้วก็มาแบบถี่ๆ ทุกอาทิตย์จะต้องมีเรื่องอะไรมาทำให้รู้สึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุที่มีเจ็บตัวบ้างนิดหน่อย เรื่องเสียตังค์ เรื่องงาน เรื่องเรียน …

สำหรับเรื่องอุบัติเหตุก็มีเจ็บตัวนิดหน่อย เรื่องของเรื่องคือขี่รถกลับหอแล้วดันลืมเอาขาตั้งรถลง ก็เลยโดนรถทับขา พร้อมกับก้นกระแทกพื้น เจ็บตัวนิดหน่อยแต่อายค่อนข้างมาก เพราะตอนนั้นดันมีคนยืนอยู่แถวนั้นพอดี … ส่วนอุบัติเหตุใหญ่ๆ ก็แค่เกือบๆ … ครั้งแรกก็ที่สี่แยกใหญ่ตรงประตูเมืองขอนแก่น ครั้งที่สองก็ตอนขับรถกลับจากบ้าน แถวๆ แยก จ. ร้อยเอ็ด … แบบว่าผมก็ขับรถไปปกตินี่แหละ แล้วข้างหน้าจะมีรถจอดอยู่ข้างทาง ซึ่งอยู่ดีๆ รถคันที่ว่าก็ดันเลี้ยวกลับรถหน้าตาเฉย กลับรถกลางถนนทั้งๆ ที่รถก็เยอะพอสมควร แล้วพี่แกก็ไม่มีการเปิดไฟหรือส่งสัญญาณอะไรซักอย่าง อยู่ดีๆ อยากออกก็ออกมาเลย … เบรคแทบไม่ทัน ดีที่ตอนนั้นรถคันข้างหลังอยู่ห่างพอสมควร ไม่งั้นก็อาจโดนรถคันข้างหลังชนตูด

สำหรับเรื่องเสียตังค์ก็เริ่มจากผ้าเบรครถหมด ได้เสียตังค์เปลี่ยนผ้าเบรครถรวมแล้วก็ประมาณสองพัน พอเปลี่ยนผ้าเบรคเสร็จมีอยู่อาทิตย์นึงผมก็กกลับบ้าน แล้วก็เอารถมอ’ ไซด์ของแม่ไปขี่ ขี่ไป-ขี่มา รถยางรั่ว เสียตังค์เปลี่ยนยางในอีก ต่อมาก็แบตเตอร์รี่รถน้อยก็น้ำกลั่นแห้งสนิท ซึ่งผมงงมากว่ามันแห้งได้ยังไง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นผมก็พึ่งเปิดดูเอง น้ำกลั่นมันก็ยังเต็มอยู่ แต่อาทิตย์ต่อมารถสตาร์ทไม่ติดเพราะน้ำกลั่นแห้งหมด สุดท้ายได้โทรไปให้เพื่อนมาช่วยจั๊มป์ไฟให้ เกือบได้เสียตังค์เปลี่ยนแบตเตอร์รี่แล้ว … ส่วนรถมอ’ไซด์กลัวน้อยหน้าก็เลยมีปัญหาด้วยซะเลย … หมดตังค์ไปกับการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนโช้กหน้า (เรียกไม่ถูกอะ) เพราะมันมีน้ำมันซึมออกมา หุ้มเบาะใหม่ ฯลฯ … สรุปแล้วคือหมดไปอีกประมาณพันนึง

ช่วงนั้นแบบว่าปัญหารุมเร้ามาก กลับมาห้องตอนเย็นนั่งร้องไห้อะ บางวันร้องไห้จนหลับคาเตียง … อารมณ์แบบว่าอยากหนีปัญหาไปไกลๆ ซักเดือนสองเดือน คงจะดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ไปไหนไม่ได้ … ช่วงนั้นก็เลยคุยกับแม่บ่อยกว่าปกติ แล้วก็จะออนเอ็มรอเหยื่อ (อารมณ์) หาเพื่อนคุยไม่ให้มันเหงา แล้วก่อนหน้านี้เน็ตเจ้ากรรมก็ดันใช้ไม่ได้อีกร่วมๆ สองอาทิตย์ … เงียบเหงาสิ้นดี … พึ่งมาเล่นได้เมื่อวานนี้นี่เอง พอดีไปดูตัวโมเด็ม แล้วเห็นมีเบอร์ CALL CENTER เลยลองโทรไปดู ช่างเค้าก็มาดูให้ ตอนนี้ก็เลยเน็ตเล่นได้ตามปกติแล้ว

สำหรับเรื่องงานก็โดนจิกกัดกดดัน แบบว่าไม่รู้จะพูดทำไมให้เสียความรู้สึก ก่อนหน้านี้ก็งานยุ่งจนหัวฟู ต้องเข้าไปทำงานทั้งเสาร์-อาทิตย์ ตอนนี้งานก็ (น่าจะ) เสร็จเรียบร้อยละ แต่ต้องได้แก้มั้ย … อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ขออย่าให้มีปัญหาเลยละกัน ตอนนี้ยังเหนื่อยอยู่ … ส่วนเรื่องเรื่องสรุปคือ อ. ยังไม่ให้ขึ้นสอบ ต้องทำงานเพิ่มอีกนิดหน่อย

ส่วนอาทิตย์หน้า (วันปิยะ) กะจะกลับบ้าน ก็คงไม่มีอะไรมั้ง เพราะอาทิตย์หน้า อ. ไม่อยู่ทั้งอาทิตย์ (เย่ !!!)

… คราวนี้เปลี่ยนแนวดีกว่า

ผมไม่ใช่คนเชื่อเรื่องดวงเท่าไหร่ ดูดวงก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แบบเห็นตามหนังสือหรือตามเว็บก็จะเข้าไปอ่านๆ ดูบ้าง เชื่อมั่ง-ไม่เชื่อมั่ง (คือที่จริงพออ่านเสร็จ วันต่อมาผมก็ลืม ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย) แต่ตอนที่เจอมรสุมลูกแรก เพื่อนพาไปดูไพ่ยิปซีมา … ร้านที่เพื่อนพาไปดู ผมเคยได้ยินชื่อเสียงมาพอสมควร บรรดาเพื่อนหรือพวกรุ่นพี่-รุ่นน้องหลายคนบอกว่า “แม่น” … จากที่ไปลองมา ส่วนตัวแล้วผมว่าก็พอสมควรนะ คือพูดปัญหาที่ผมเจอได้แบบว่า “ตรง” บอกได้ละเอียดมาก (บอกได้ถึงอายุ-สีผิวของคนที่มันเข้ามาสร้างปัญหา) แต่เรื่องอนาคต ผมก็ไม่รู้ว่าจะแม่นแค่ไหน ก็ฟังหูไว้หูละกัน … ว่ากันว่า หมอดูมักจะทายเรื่องแย่ๆ ได้ตรง ส่วนเรื่องดีๆ จะทายไม่ตรง …

นอกจากดูไพ่ยิปซี ก็มีอ่านตามเว็บ … มีเว็บนึงทำนายดวงช่วงเดือนกันยายนไว้ (เป็นคลิปวีดีโอนะ) ผมก็ไปเปิดฟัง เค้าทำนายว่า “ช่วงประมาณกลางเดือนถึงปลายเดือนจะมีเกณฑ์ได้เดินทางไกล แบบว่าไม่ได้ตั้งใจว่าจะเดินทางแต่ก็ต้องเดินทาง แล้วในเดือนนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการไปงานศพ หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ หลังจากกลับจากงานให้เอาใบทับทิมแช่น้ำแล้วก็เอาล้างหน้า แล้วก็พยายามอย่ารับประทานอาหารในงาน” ตอนแรกผมไม่ได้ติดใจอะไร ฟังจบก็แบบว่า … เหรอ จะให้ไปงานศพที่ไหนเนี่ย !? เพราะตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ผมเคยไปแค่สองงาน งานแรกเป็นของยาย อีกงานก็ของปู่นี่แหละ … แต่แล้วช่วงประมาณกลางเดือนกันยายน แม่ก็โทรมาบอกว่าปู่เสีย … อืมนะ … ทีเรื่องยังงี้ล่ะแม่นเชียว

ครึ่งปีหลังกับ “เบญจเพส” …

… ช่วงครึ่งปีหลังกับ “เบญจเพส” ก็ยังมีเรื่องเซ็งๆ มาไม่ขาดสายอยู่เหมือนเดิม

เรื่องแรกเป็นเรื่องเจ็บตัวนิดหน่อยแต่อับอายค่อนข้างมาก ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแต่อยากบ่น … เรื่องมีอยู่ว่า เที่ยงวันนึงผมไปกินข้าวที่โรงอาหารใกล้ๆ ที่ทำงานตามปกติ ปกติแล้วผมจะไปกินข้าวเที่ยงเกือบๆ บ่าย คนจะได้น้อยๆ หน่อย วันนั้นผมก็กินข้าวตามปกติเหมือนทุกวัน แต่เรื่องมาเกิดตอนเดินกลับนี่แหละ … หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถือจานข้าว-แก้วน้ำไปวางตรงที่ที่เค้าจัดไว้ให้ แล้วเดินออกมา แต่แล้วพอก้าวขาออกมาเท่านั้น “เท้าผมพลิก” แล้วหกล้มตรงนั้นแหละ (ตรงพื้นโรงอาหารจะเทพื้นเป็นคอนกรีตยกระดับจากพื้นข้างล่างที่เป็นดินนิดหน่อย แล้วบังเอิญว่าพื้นข้างล่างน่ะมันไม่เรียบเสมอกัน มีต่ำๆ นูนๆ) แน่นอนถึงจะเกือบบ่ายแต่ก็ยังมีคนเยอะพอสมควร ขอบอกว่าอายมาก … อายจนไม่กล้าไปกินข้าวอยู่โรงอาหารร่วมๆ อาทิตย์นึงได้ แต่หลังจากนั้นก็ไปกินตามปกติ เพราะไม่รู้จะไปกินที่ไหน

หลังได้รับความอับอายแล้ว … เย็นวันนึงตอนที่ผมกะลังกินข้าวหมูทอดกระเทียม (อร่อยมาก) อย่างมีความสุขอยู่นั้น ความสุขของผมก็กลายเป็นความเซ็งไปในทันทีที่ผมเคี้ยวไปโดนอะไรซักอย่าง คาดว่าจะเป็นกระเทียมเจียว แต่กระเทียมโลกไหนมิทราบ ล่อซะฟันกรามผมบิ่นไปซี่นึง … อาจฟังดูเว่อร์นะครับ แต่ฟันมันบิ่นจริงๆ พอดีฟันกรามผมซี่นึงมันจะมีส่วนที่ยื่นออกมาแหลมๆ นิดนึง ตรงนี้แหละที่มันบิ่น … ช่วงนั้นเวลาเคี้ยวข้าวต้องย้ายมาเคี้ยวอีกด้านนึง เพราะด้านที่ฟันมันบิ่นเวลาเคี้ยวมันจะเสียวฟัน … ว่าแล้วก็ยังไม่ได้ไปหาหมอเลยเนี่ย

ผ่านไปสอง ทั้งเซ็งและอับอาย แต่มาเซ็งสุดๆ กับเรื่องนี้ต้อนรับปีใหม่กันเลยทีเดียว … (มกราคม)

เหตุเกิดในคืนวันหนึ่งของเดือนมกราคม (พ.ศ. 2553) … คืนนั้นเป็นคืนวันเสาร์ ผมนัดกับเพื่อนไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะพามันไปหัดขับรถเพื่อสอบใบขับขี่ … แต่พอตอนเช้าของอีกวัน ตอนที่ผมกะลังจะออกไปหาเพื่อนที่หอ ทันทีที่เลี้ยวมอร์’ไซด์ออกมาจากหอ ผมก็เหลือบไปเห็นรถยนต์น้อยผมที่จอดไว้ข้างๆ หอ กระจกหน้ารถแตก ! อารมณ์แบบเซ็งบวกงง ทำอะไรไม่ถูก … จอดมาร่วมปีไม่เคยเกิดปัญหา แต่วันนี้โดนปากระจกรถแตก หลังจากไปบอกเจ้าของหอกับแจ้งความแล้ว ผมก็ลากเพื่อนที่นัดกันไว้ให้มาช่วยเก็บเศษกระจก ตอนเก็บเศษกระจกก็พอดีเจอกับน้องห้องที่อยู่ริมสุด (ติดถนนตรงที่ผมจอดรถไว้) น้องแกบอกว่าเมื่อคืนเหมือนจะมีคนมาตีกันแถวๆ นี้ ช่วงประมาณตีหนึ่ง-ตีสอง เวลาร้านเหล้าปิดนั่นเอง … เบื่อหน่ายจริงๆ เมาเหล้าตีกัน แล้วดันหาเรื่องซวยมาให้ผมอีก แต่เป็นที่แน่นอนว่า “ไม่รู้ใครทำ !”

ตอนไปแจ้งความกับตำรวจ ผมก็ถ่ายรูปเป็นหลักฐานไปให้ดู ขอบอกว่าเจ้าหน้าที่นี่ก็ … นะ – ตอนผมเอารูปไปให้ดู พี่ตำรวจแกกะลังนั่งทำอะไรกับคอมฯ แกอยู่ไม่รู้ ผมก็ยื่นกล้องไปให้แกดูรูป แกก็ดูๆ ไป แล้วเริ่มสอบปากคำ (ตื่นเต้นมาก แบบว่าพึ่งเคยโดนสอบปากคำเป็นครั้งแรก) เท่าที่จำได้ แกถามว่า “ไปมีเรื่องผิดใจกับใครหรือเปล่า” ผมก็ว่า “ไม่มีนะครับ” จากนั้นพี่ตำรวจแกด็ถามอีกว่า “รู้มั้ยว่าใครทำ … มีใครเห็นรึป่าว !?” ผมนี่คิดขึ้นมาในใจขึ้นมาทันทีว่า “ถ้าผมรู้ … ผมก็บอกพี่ไปแล้วล่ะครับ” แหม … ถามมาได้ “รู้มั้ยว่าใครทำ” ต่อให้มีคนเห็น เค้าจะรู้เหรอครับว่าใคร แล้วถ้ามีคนเห็น คนที่เห็นเค้าจะมาบอกผมมั้ย !

แจ้งความไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าใครทำ ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน … แล้วก็จบไป ส่วนผมต้องไปหาร้านซ่อมรถตามยถากรรม … ปัญหาคือรถผมมันเป็นรถน้อย หาร้านทำค่อนข้างยาก แต่ก็ยังพอมีโชคอยู่บ้างเพราะช่วงนั้นมีพี่คนนึงที่อยู่หอใกล้ๆ กันขับรถแบบเดียวกับผมนี่แหละ ผมเลยหน้าด้านเดินไปคุยด้วยทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน พี่แกก็ดีครับ แกโทรถามช่างร้านที่แกไปซ่อมรถบ่อยๆ ให้ แล้วผมก็ได้ร้านซ่อมจากช่างที่พี่แกโทรไปถามให้นั่นแหละ “ต้องขอบคุณพี่กับช่างไว้ด้วยครับ”

ปล. หลังจากรู้และเห็นสภาพรถผมแล้ว พี่แกรีบย้ายหอหนีทันทีครับ เพราะแกก็จอดไว้ข้างถนนเหมือนกัน !

… สรุปค่าซ่อมแล้วตกที่ประมาณ 3,000 บาท เป็นค่ากระจกประมาณ 1,400 บาท กับค่าติดฟิล์มอีกประมาณ 1,600 บาท – ขอบ่นนิดนึง … ฟิล์มที่ติดใหม่น่ะมันจะมีชื่อยี่ห้ออยู่ แล้วคราวนี้ช่างแกดันเอาตรงที่มีชื่อยี่ห้อมาแปะ แปะไม่พอดันกลับหัวอีกต่างหาก ปรากฏว่ากระจกหน้ารถจะมีชื่อยี่ห้อฟิล์ม (แบบกลับหัว) โผล่ขึ้นมาสองที่ คือ ด้านซ้ายกับตรงกลาง … ตรงกลางเลยครับ ไม่ได้แอบขึ้นข้างบนหรือแอบอยู่ข้างล่างด้วย !

… หลังเจอเรื่องราวชวนปวดหัวและเซ็งจิตทั้งหลายทั้งในปีก่อนและปีนี้ ผมก็มีโอกาสได้ไปลองแก้ชงครับ … ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2552) สำหรับผมแล้วถือเป็นปีชง ที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรคือปีชง ตามประสาเด็กชายผู้ไร้เดียงสา ผมไม่เคยคิดใส่ใจซักนิด แต่พอโตมาเริ่มคิดละ เห็นแต่คนอื่นเค้าบอกว่ามันจะไม่ดี แล้วมาปีนี้มาเป็นร่วมชงอีก และพอดีว่าบรรดาเพื่อนๆ หลายคนมันก็ร่วมชงเหมือนกันกับผมนี่แหละ เลยชวนกันไปแก้ดูเผื่อจะมีอะไรดีๆ กับชีวิตบ้าง !

ตอนไปทำพิธีก็ไปที่ศาลจีนครับ (ไม่รู้เรียกถูกป่าว) ไปถึงก็ต้องเสียตังค์ค่าทำพิธี มีแบบ 200 บาท คือทำแล้วมีผลแค่คนเดียว กับ 300 คือทำให้กับทุกคนในครอบครัว … แน่นอนว่าต่างกันแค่ร้อยเดียว ผมต้องเลือกอย่างหลังแน่นอน พอจ่ายค่าทำพิธีเสร็จ เค้าจะมีกระดาษมาให้เขียนชื่อ-ที่อยู่ แบบที่ผมทำก็แค่เขียนชื่อทุกคนในครอบครัวนั่นแหละลงไป แล้วเขาจะพาไปจุดธูปไหว้เจ้า ก็อธิษฐานตามความพอใจ จากนั้นก็ต้องถือธูปไปปักตามที่ต่างๆ ที่เค้าบอก ซึ่งจะมีลำดับที่ที่จะให้ไปปักธูป พอปักธูปเสร็จก็เอากระดาษที่เขียนชื่อเมื่อกี๊ไปเผาแล้วทิ้งลงโถที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วก็เดินไปสั่นระฆัง โดยดึงเชือกเข้าหาตัว 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี … ก็นะ ของแบบนี้ถึงไม่เชื่อ แต่ไม่ลบหลู่ดีกว่า ทำไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพื่อความสบายใจก็ลองทำดู … เผื่อคราวหลังจะมีเรื่องดีๆ ว่าเล่าให้ฟังบ้าง

วันที่ไปทำพิธีแก้ชงมีแวะไปไหว้ศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ที่อยู่แถวๆ บึงแก่นนครด้วยครับ – พอไหว้เสร็จ ที่ศาลจะมีหินให้ยกเสี่ยงทายแล้วก็เซียมซีด้วย แน่นอน … ผมก็ลองตามความอยากรู้อยากเห็น … เสี่ยงทายแบบยกหินก็อธิษฐานก่อน แล้วบอกว่าถ้าจะได้อย่างที่ขอ ขอให้ยกหินขึ้น … ผมขอไปประมาณสามเรื่อง ก็ยกผ่านหมด … ส่วนเซียมซีก็ได้ใบค่อนข้างดีอยู่เหมือนกัน

นอกจากไปเสี่ยงทายแล้วก็มีไปดูดวง (อีกแล้ว) รอบนี้มีเพื่อนคนนึงมันกะลังจะออกจากงานมาเรียนต่อ มันเลยอยากไปดูหมอ ว่ามาเรียนแล้วจะรุ่งหรือร่วง ผมเลยถือโอกาสไปดูด้วย (เพื่อนให้พาไปครับ) ก็ไปดูที่เดิมที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ – มาคราวนี้ไม่รู้จะถามเรื่องอะไรเหมือนกัน แต่พยายามนึกเอาให้มันครบห้าเรื่อง (เค้าจะให้ถามได้ห้าเรื่องครับ … นอกจากดูสภาพในช่วง 3 เดือนข้างหน้ากับพื้นฐานของดวง) ไปดูรอบนี้ เรื่องแรกเลยที่จำได้ พี่แกบอกผมว่า “บ้านพัง” … ใช่ครับ บ้านพัง !? ผมล่ะงงมากว่าหมายถึงอะไร ถามพี่คนดูให้แกก็บอกว่า “แปลก” ไม่รู้จะตีความให้ว่ายังไงเหมือนกัน แต่ที่สรุปๆ ได้น่าจะเป็นเกี่ยวกับคนในครอบครัวมากกว่าตัวบ้าน แล้วก็ไม่ใช่ในลักษณะแบบซ่อมแซมบ้าน โห … ได้ยินแบบนี้แล้ว ผมล่ะเซ็งเลย อย่าให้มันมีปัญหาอะไรใหญ่โตละกัน

อีกเรื่องก็เป็นเรื่องเรียนนะ เพราะตอนไปดูน่ะอยู่ในช่วงใกล้สอบ แกก็ว่า “จบ” อันนี้ก็ขอให้จบไวๆ อย่าได้มีอุปสรรคอีกเลย (เฮ้อ) … อีกเรื่องเป็นเรื่องความรักครับ (ว้าว) … พี่แกทักว่า “ปีนี้จะเจอคนที่ชอบ” จากการที่เพื่อนแนะนำ อาจจะไปเจอตามงานแต่งเพื่อน อะไรแบบนี้ … ถ้าปีนี้ใครจะแต่งบอกผมด้วยนะ ผมจะไปตามหา SOULMATE เอิ๊ก … ต่ออีกนิด ผมถามพี่แกว่า “เป็นคนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยใช่มั้ย ไม่ใช่คนที่คุยๆ ด้วยเหรอ” แกก็ว่าเป็นคนใหม่นะ ลักษณะเป็นคนขาวๆ หน่อย หรือไม่ก็สีผิวประมาณผมนี่แหละ แล้วจะเป็นประเภทหัวรั้น ไม่ค่อยฟังใคร แต่นิสัยเข้ากันได้ดีอยู่ นอกจากนี้ พี่แกบอกว่าปีนี้จะยังไม่ค่อยดี ยังมีปัญหามันให้ได้เซ็งจิตอยู่บ้าง แต่ก็ดีขึ้นกว่าปีก่อน พอปีหน้าจะถือว่าดี แล้วจะดีไปประมาณ 3-4 ปี เลย … แหม ผมอยากให้มันเป็นจริงจัง ฃจะได้เจอเรื่องดีๆ แบบชาวบ้านเขามั่งน่ะนะ

คราวนี้มาเรื่องคอมฯ …

เครื่องคอมฯ ที่ใช้งานมาได้ 2-3 ปี ปกติไม่ค่อยมีปัญหาอะไรครับ แต่วันนั้นมันเกิดปัญหาที่ชวนให้เซ็งจิต ! … มีอยู่วันนึงผมก็นั่งเล่นคอมฯ ตามปกติ แล้วคอมฯ มันก็เกิดอาการแฮงค์จนต้องรีสตาร์ทซึ่งมันก็ไม่ใช่น่าตกใจอะไร … แต่พอผมรีสตาร์ทเท่านั้นแหละปัญหาก็งอกขึ้นมาทันที มันบู๊ตไม่ขึ้นครับ ! ตอนแรกคิดว่าสายเสียบฮาร์ดดิสอาจจะหลวมก็ลองถอดออกแล้วเสียบเข้าไปใหม่ ปรากฏว่าไม่ติด ! ไม่เป็นไร … อาจจะเป็นที่สายไฟหลวม ก็เลยถอดออก-เสียบใหม่ แต่ก็ดันไม่ติดอีก เอาล่ะครับทีนี้ … ตายแน่ๆ งานก็อยู่ในเครื่อง อะไรต่อมิอะไรเพียบ (เครื่องผมจะต่อฮาร์ดดิสไว้สองตัวแล้วตัวที่ลงโปรแกรมมันบู๊ตไม่ขึ้น) นั่งงมอยู่นานเหมือนกัน ทำไงก็ไม่ได้ซักที กลัวมากๆ ว่าฮาร์ดดิสจะพัง พังแล้วซื้อใหม่ยังไม่เท่าไหร่ แต่งานน่ะสิครับ ไม่รู้จะไปขุดมาจากไหนเนี่ย (เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยไรท์เก็บใส่แผ่น เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่ว่าแผ่นเน่ามาแล้ว แต่รอบนั้นเป็นแผ่นที่ไรท์เพลงไว้ ผลคือเพลงหายไปเกือบครึ่ง เสียดายเหมือนกันแต่ก็ยังดีกว่าเป็นแผ่นงาน สุดท้ายผมเลยยอมเสียตังค์เยอะหน่อยเพื่อซื้อฮาร์ดดิสมาไว้เก็บข้อมูล)

ต่อๆ … คราวนี้เลยลองสลับสายดู เพราะคิดว่าสายอาจจะเน่าก็ได้ … ปรากฏว่าได้ครับคราวนี้ พอมันบู๊ตขึ้นก็เอาล่ะสายเน่าแน่ๆ แบบนี้ … แต่เพื่อความชัวร์ลองต่อทั้งสองตัวพร้อมกันดูอีกที ถ้ามันบู๊ตขึ้นแต่หาอีกตัวไม่เจอก็แน่นอนว่าสายเน่า แต่พอต่อสองตัวแค่นั้นแหละ … บู๊ตไม่ขึ้นอีกละ ! สุดท้ายเลยได้ต่อไว้ตัวเดียวแล้วจัดการลงโปรแกรมใหม่ … แล้วลองต่อสองตัวพร้อมกัน คราวนี้หายครับ ลองสลับสายคืนก็ไม่มีปัญหา … อะไรมันจะขี้เดาขนาดนี้เนี่ย !?

พอจบปัญหาฮาร์ดดิสเมื่อกี๊ไปแล้ว อาทิตย์ต่อมาเอาอีกแล้วครับ คราวนี้ไม่ใช่เรื่องบู๊ตไม่ขึ้น แต่เป็นปัญหาเรื่องการทำงานของซีพียู ซึ่งจะทำงานหนักมาก แล้วจะสูงขึ้นเป็นช่วงๆ ช่วงที่ขึ้นสูงๆ นี่เครื่องก็จะค้าง แต่ไม่รู้สาเหตุ … พอลองโกสท์ทับดู แรกๆ ก็ดูดีเหมือนจะหาย แต่ซักพักเอาอีกละ (เครื่องช้าขนาดว่าฟังเพลงแล้วกระตุกน่ะครับ) เอาน่าอาจจะมีเผลอโดนของตอนเล่นเน็ต โกสท์ดูอีกทีละกัน … พอโกสท์เสร็จ อาการเหมือนจะดูดี แต่อีกซักพักเอาอีกละ … ผมเลยเริ่มเกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที หยุดไว้แค่นี้ก่อน ปล่อยมันช้าไปแบบนั้นแหละ

วันต่อๆ มาเริ่มทนไม่ไหว เลยฟอร์แมตลงใหม่หมดเลย (อีกแล้ว) … แต่ก็ไม่หายครับ … ชักจะจนปัญญา เลยลองหาดูตามเว็บว่าจะแก้ได้ไง พร้อมกับดูอาการไปเรื่อยๆ แล้วเห็นว่ามีบาง PROCESS มันจะใช้ซีพียูสูงเป็นระยะๆ เลยลองหาดูว่ามันเป็น PROCESS โปรแกรมอะไร … ปรากฏว่าเจอครับ มันเป็น PROCESS ของโปรแกรมสแกนไวรัส (ค่ายไหนผมไม่ขอบอกละกัน) เขาก็บอกวิธีแก้ให้ … แน่นอนว่าผมต้องลองทันที … ช่วงแรกๆ ก็เหมือนจะดี-เหมือนจะหาย แต่พอไปซักพัก มันมาอีกแล้ว ! แก้ไม่ได้ครับ เอาโปรแกรมออกก็ยังไม่หายอีก เลยตัดสินใจฟอร์แมตลงใหม่อีกรอบ คราวนี้ไม่ลงโปรแกรมที่ว่านี้แล้วครับ … มันก็เลยใช้งานได้เหมือนเดิม – ของเถื่อนมันก็แบบนี้ล่ะนะ แต่ใช้งานโปรแกรมนี้มาเป็นปี พึ่งมาเจอปัญหานี่แหละ กว่าจะเจอต้นตอปัญหาก็เล่นเอาเซ็งไปหลายรอบเหมือนกัน เฮ้อ …

สำหรับเรื่องเรียน … เทอมนี้ก็ได้สอบสมใจละ … แต่เผอิญว่าช่วงนั้นก็ดันมีงานเข้า เพราะอยู่ในช่วงใกล้ปิดโครงการ … ตลอดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-ช่วงกลางเดือนมีนาคม ผมก็เลยต้องมาปั่นงานครับ เย็นวันศุกร์-วันเสาร์ทั้งวัน-วันอาทิตย์ช่วงกลางวันถึงกลางคืน (แต่ไม่ดึกมาก) นั่งทำงานหัวฟู คืนไหนอยู่ดึกได้นี่กลับทีตีสอง … สรุปช่วงนั้นงานยุ่งชนิดที่ว่ากระดิกไปเล่นอะไรไม่ได้เลย !

… พองานเสร็จก็ต้องมาเตรียมตัวสอบ มีทำสไลด์กับปรับเล่มนิดหน่อยครับ แต่อย่างที่เล่าก็คือช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้ปิดโครงการ เลยมีพวกที่ทำงานเป็นตัวหลักมาช่วยกันทำเล่ม ซึ่งต้องใช้เครื่องที่ทำงานและเครื่องผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ “เครื่องติดไวรัส” แต่เป็นตัวไหนก็ไม่รู้ จนถึงตอนนี้ยังหาวิธีฆ่าไม่ได้ โปรแกรมสแกนไม่เจอด้วย นี่คือผลจากการเข้ามาใช้เครื่องผมแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ! … ไวรัสมันซ่อนไฟล์ครับ แต่ใช้วิธีแสดงโฟลเดอร์ที่ถูกซ่อนไม่ได้ครับ มันตั้งไม่อยู่ พอตั้งเสร็จแล้วกด OK แล้วลองเข้าไปใหม่ก็ซ่อนโฟลเดอร์ไว้เหมือนเดิม … แล้วมันก็ดันมาเกิดปัญหาก่อนผมสอบประมาณอาทิตย์กว่า ! ผมก็เลยต้องมานั่งงมเพื่อหาวิธีเอาไฟล์กลับมาให้ได้ เสียเวลาไปร่วมๆ ครึ่งวัน ถึงเอาไฟล์กลับมาได้แต่ไวรัสก็ยังไม่หายครับ … หลังจากเอาไฟล์กลับมาได้ก็เลยต้องเซฟไฟล์ไว้หลายๆ ที่ครับ … ปกติเครื่องที่ทำงานจะมีพี่ที่เป็นคนคุมระบบดูแลอยู่ เครื่องไม่เคยเกิดปัญหาเรื่องโดนไวรัสเลยครับ ผมก็เลยชะล่าใจ อีกอย่างคือเวลาเซฟไฟล์ผมก็ใช้วิธี CUT เพราะถ้าใช้วิธีก็อปปี้ บางทีมันจะงงว่าไฟล์ไหนปรับครั้งล่าสุด ถึงขนาดตั้งชื่อไว้ก็เถอะ บางทียังนั่งงงอยู่เลยว่าไฟล์ไหนแน่ แต่ครั้งนี้ต้องยอมงงดีกว่าไฟล์หายแล้วไม่มีเวลาทำใหม่ …

นอกจากเรื่องไวรัสแล้ว ก่อนวันที่จะสอบผมก็เอาสไลด์ไปให้ อ. ดูเป็นรอบสุดท้ายครับ ในใจก็คิดว่าถ้าได้ปรับก็คงปรับแค่เรื่องรูปแบบ แต่กลายเป็นว่าผิดคาดครับ อ. บอกให้เพิ่มผลเข้าไปอีกนิดนึง หรือก็คือต้องวิเคราะห์ผลเพิ่มเติมนั่นแหละครับ … พรีเซนต์พรุ่งนี้นะคร๊าบ ต้องมานั่งเพิ่มผลตอนเย็น แล้วจะเอาเวลาไหนแก้สไลด์กับซ้อมพรีเซนต์เนี่ย … แต่สุดท้ายก็ต้องทำ แต่ทำได้ไม่เยอะ ไม่ครบตามที่ อ. สั่ง ก็แหม … ถ้าอยู่จนเช้าได้ มีเวลาทำก็อาจจะทัน แต่นี่คือผมต้องเผื่อเวลาซ้อมด้วยไง แล้วผมสอบรอบบ่าย ซึ่งถ้าอดนอนนี่ตายแน่ๆ ถ้าเป็นช่วงเช้าอาจจะพอไหว แต่บ่ายนี่ไม่ไหวแน่นอน ! … คืนนั้นก็นั่งเพิ่มผล-ปรับเล่มถึงประมาณสี่ทุ่ม แล้วกลับมาห้องแก้สไลด์ถึงประมาณเที่ยงคืน แล้วก็ซ้อมพรีเซนท์ถึงประมาณตีสองครึ่งถึงได้นอน … วันสอบก็ตื่นมาตอนประมาณแปดโมงเพื่อไปฟังพี่ที่สอบวันเดียวกันพรีเซนท์ก่อน นั่งฟังได้แค่คนเดียว ผมก็ต้องแอบออกมาเตรียมเอกสาร แล้วกลับห้องมาซ้อมพรีเซนท์อีกรอบ สรุปแล้วผมได้ซ้อมแค่สามรอบเท่านั้น

ตอนพรีเซนท์งานนี่ก็มึนๆ เพราะนอนไม่อิ่ม พูดไปก็ลิ้นพันกันไป แต่ก็ผ่านช่วงพรีเซนท์ไปได้ แต่พอมาถึงช่วงตอบคำถามนี่สิ … กระอัก เพราะกรรมการสอบบอกว่าให้ทำเพิ่มอีกนิดนึง … ยอมรับเลยว่าเครียดและหนักใจมาก เพราะผมต้องออกเก็บข้อมูลภาคสนามและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม แต่หลังสอบเสร็จจะมีเวลาปรับแก้แค่ 45 วันเท่านั้น … เครียดเพราะเวลาจำกัดนี่แหละ อีกอย่างคือไม่รู้ข้อมูลที่ต้องติดต่อขอเพิ่มจะมีให้รึเปล่า !

เครียดไปก็เท่านั้นเพราะสุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี … พอคิดได้แบบนั้นผมก็เลยต้องวางแผนและออกสำรวจจุดเก็บตัวอย่างล่วงหน้าเพื่อประเมินดูว่าจะสามารถเก็บข้อมูลบริเวณไหนบ้าง-เข้าไปเก็บข้อมูลได้รึป่าว … สำหรับพื้นที่เก็บตัวอย่างรอบใหม่ของผมแบ่งออกเป็น 2 ที่ คือ รอบตัวเมืองขอนแก่นกับในเขต ม. – พื้นที่รอบตัวเมืองผมจะขับรถยนต์น้อยผมออกไป ส่วนในเขต ม. ผมจะขี่มอร์ไซด์เอา จะได้ไป-มาสะดวกหน่อย

วันที่ออกไปดูพื้นที่รอบตัวเมืองก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่วันที่ขี่มอร์ไซด์ไปดูพื้นที่เก็บตัวอย่างใน ม. น่ะ “ผมขี่รถล้ม” ฉลองวันเกิดได้ดีมากๆ ขี่รถล้มรับอายุปีที่ 26 แล้ววันนั้นก็ไปกับเพื่อนด้วยนะ เพื่อนนั่งซ้อนส่วนผมเป็นคนขี่ … ตอนแรกก็ขี่ๆ ไปตามปกติ เพื่อนมันก็ถามนู่นถามนี่ไปเรื่อย ผมก็ตอบพร้อมชี้ทาง-ชี้ถนนให้มันดู แต่พอขี่รถไปถึงแยกๆ นึง ที่เป็นดินทรายผสมกับพวกกรวด “รถก็ล้ม” … โชคดีที่ไม่ได้ขี่เร็ว เพื่อนมันกระโดดหนีทัน แต่ผมโดดออกไม่ทัน ผลคือได้แผลถลอกบริเวณฝ่ามือกับนิ้ว (เล็กน้อย) แล้วก็แถวๆ เข่า พร้อมกับปวดขาอีกนิดหน่อย …

หลังจากเจ็บตัวแล้ว … ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปตามปกติ ระหว่างนั้นก็ได้ข่าวว่ามี มหา’ลัยท้องถิ่นแห่งหนึ่งเปิดรับสมัครอัตราจ้าง ก็เลยคุยกันกับพี่อีกสองคนที่สอบพร้อมกันว่าจะลองไปสมัครดู เพราะเค้ารับตรงกับสาขาที่จบมาพอดี ก็ตกลงกันว่าจะเอารถน้อยผมนั่นแหละไป เพราะวันที่จะเดินทางน่ะเป็นวันที่ผมต้องออกภาคสนามเป็นวันสุดท้ายพอดี (เก็บข้อมูลใน ม.) เลยตกลงกันว่า พอเลิกงานแล้วค่อยขับรถไปละกัน

ในช่วงเตรียมเอกสารไปสมัครงานก็มีปัญหาอีก นั่นคือ บัตรประจำตัวประชาชนที่เอาไปถ่ายเอกสารหาย ! มันหายตอนไหนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าร้านเอาคืนให้ แล้วก็ถือไว้พร้อมกับเอกสารที่ถ่ายมา ตอนแรกผมเข้าใจว่าถือกลับมาห้องด้วยนะ แล้วคงเอาไปวางไว้บนชั้น พวกหนังสือ-เอกสารมันอาจจะทับๆ อยู่ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ … จนผ่านไปประมาณอาทิตย์นึง แม่โทรมาหาแล้วบอกว่า “มีคนเก็บบัตรประชาชนได้ เค้าส่งกลับมาให้ที่บ้าน” … มิน่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เรื่องหลงๆ ลืมๆ แบบนี้ ผมจะเป็นบ่อยในช่วงที่มันยุ่งๆ อะ แบบวันๆ ไม่รู้จะทำอะไรบ้าง บางทีก็ลืมนั่นลืมนี่นะ เป็นหลายทีแล้ว อยากแก้นิสัยแบบนี้เหมือนกัน … แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันก็เป็นอีกนั่นแหละ ! … ขอขอบคุณคนที่เก็บได้นะครับ เค้าไม่ได้บอกชื่อหรืออะไรไว้เลย มีแต่โน็ตแปะมาด้วยว่า “เก็บได้ … เลยส่งมาคืนให้”

… มาต่อเรื่องเดินทางไปสมัครงานดีกว่า … ตอนแรกขับรถไปก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ ก่อนออกเดินทางก็มีเช็คสภาพรถตามปกติ แต่พอออกเดินทางไปถึงอำเภอๆ หนึ่ง รถสุดที่รักดันเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น พร้อมกับกระตุกเล็กน้อยเป็นจังหวะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอาจจะเป็นกับจังหวะปล่อยคลัชอะไรแบบนี้ อีกอย่างคือรถก็ยังวิ่งต่อได้ เลยไม่ได้สนใจอะไรมากเป็นพิเศษ … แต่พอขับไปถึงอีกอำเภอ ซึ่งใกล้เข้าตัวจังหวัดแล้ว รถดันมาดับ ! ดับแบบไปต่อไม่ได้อะ … ที่หนักไปกว่านั้นคือ รถดันมาเสียเอาตอนประมาณสองทุ่มครึ่ง-สามทุ่ม ! แบบว่างานเข้าสุดๆ รถมาเสียเอาตอนกลางคืน … หลังจากลองสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติดแล้ว ผมก็เลยเดินหาร้านซ่อม พอดีว่ามีอยู่ร้านนึงช่างแกยังไม่ปิดร้าน เลยเข้าไปถามๆ ดู เผื่อแกจะแก้ไขอะไรให้ได้บ้าง แต่ร้านที่ว่านี้ช่างแกดันไม่ใช่ช่างซ่อมเครื่อง แกเลยบอกให้ไปหาช่างอีกร้านนึง ผมก็เลยเดินไปร้านที่ว่า (ร้านที่สอง)

พอไปถึงร้านที่สอง ร้านที่ว่่าดันปิดไปแล้ว เจอแต่เด็กฝึกงานที่กะลังเตรียมตัวจะออกไปเที่ยว ส่วนช่างเจ้าของร้านกะลังอาบน้ำอยู่ … ผมก็คุยกับเด็กฝึกงานนั่นแหละว่าจะให้มาดูอาการเครื่องรถให้หน่อย พอคุยกันได้ซักพักเจ้าของร้านก็อาบน้ำเสร็จพอดี เด็กฝึกงานเลยเข้าไปถามให้ว่าจะไปดูรถให้ผมหน่อยมั้ย ช่างแกก็ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่มีอะไหล่ … ถ้าจะซ่อมก็ทิ้งไว้นี่ พรุ่งนี้จะซ่อมให้” … ผมงี้โคตรเซ็ง !!! อยากถามว่าพี่มีน้ำใจบ้างมั้ยครับ รถเสียกลางคืน ร้านซ่อมไม่มี มาดูอาการให้หน่อยก็ยังดี เผื่อจะแก้ไขปัญหาอะไรให้ได้บ้าง เพราะผมก็ไม่รู้เรื่องรถเลย บางทีอาการแบบนี้ถ้าเป็นช่าง-เป็นคนรู้เรื่องอาจจะพอแก้ไขอะไรได้บ้าง แต่ช่างแกดันปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรให้ฟังเลยซักแอะ (เฮ้อ) สุดท้ายก็ได้เด็กฝึกงานกับช่างร้านแรกมาดูอาการให้ ทั้งสองคนนี้ก็เดาๆ อาการให้นั่นแหละ เพราะก็ไม่ได้ถนัดอะไรมากมาย แล้วผลสรุปก็ออกมาว่า  “ซ่อมให้ไม่ได้” !

ช่างร้านแรกแกเลยถามว่ามาจากไหนแล้วจะไปไหนกัน พวกผมก็เลยเล่ารายละเอียดให้แกฟัง แกเลยว่าถ้างั้นจ้างพี่ลากรถให้มั้ยล่ะ เอารถไปทิ้งไว้ในเมืองแล้วค่อยหาร้านซ่อมทีหลัง … ตอนแรกผมก็ลังเลอยู่ว่าจะเอาไงดี เพราะตอนแรกพี่แกเรียกค่าลากรถพันนึง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าปกติเขาเรียกค่าลากเท่าไหร่ เลยยังไม่ได้ตอบตกลงทันที มารู้ทีหลังว่าค่าลากรถนี่แพงเอาเรื่องเหมือนกัน ถ้าระยะทางไกลๆ หน่อย ไม่ต่ำกว่า 2,500 แล้วระยะทางที่ให้พี่แกลากรถให้มันประมาณ 30-40 กิโลเมตร ก็ถือว่าแกเอาถูกมากนะ แล้วก็ยังอุตส่าห์เสนอตัวอยากช่วย … สรุปแล้วก็ตกลงว่าให้พี่แกลากรถไปให้ แต่ต่อราคาเหลือ 900 บาท  … ยังไงก็ขอขอบคุณพี่ช่างกับเด็กฝึกงานร้านที่สองมากๆ ครับ ถ้าไม่ได้พวกพี่ ผมก็หมดปัญญาจริงๆ นะเนี่ย !

หลังจากลากรถเข้าไปตัวจังหวัดเรียบร้อยแล้วก็โทรคุยกับพ่ออีกรอบ (โทรคุยตั้งแต่ตอนรถดับนั่นแหละ) พ่อก็ว่าพรุ่งนี้จะลางานมาดูรถแล้วกัน แล้วก็จะลองถามๆ ร้านซ่อมกับเพื่อนที่อยู่นู่นไว้ พอพ่อมาถึงค่อยเอารถไปให้ช่างดูอาการ … วันรุ่งขึ้นหลังจากสมัครงานเสร็จก็หาร้านซ่อมรถกัน ซึ่งก็มีคนแนะนำร้านมาให้ร้านนึง พ่อเลยติดต่อไปที่ร้านที่ว่าเนี่ย แล้วเค้าก็ให้ช่างออกมาดูอาการให้ก่อน สรุปคือตัวคาร์บูเรเตอร์พัง ต้องหาอะไหล่เปลี่ยน … วันนั้นก็รอช่างหาอะไหล่ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ จนถึงประมาณ 4-5 โมงเย็น ปรากฏว่าหาอะไหล่ให้ไม่ได้ ช่างแกบอกว่าต้องสั่งของจาก กทม. … เอาล่ะสิทีนี้ หาร้านได้ ดันซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่อีก พ่อเลยตัดสินใจว่าจะลากรถกลับไปศรีสะเกษ ! โอ๊ว …   ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ! พอตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว พ่อก็เลยไปถามซื้อท่อเหล็กจะเอามาทำเป็นเหล็กลากรถ แกก็ไปถามซื้อกับเจ้าของร้านนั่นแหละ (พอดีว่าเหลือบไปเห็นท่อนเหล็กวางอยู่) ช่างเจ้าของร้านแกเลยมาคุยด้วย แกก็ไม่แนะนำให้ลากกลับหรอก เพราะถ้าคนไม่เคยลากจริงๆ มันก็ไม่ใช่ของง่ายๆ นะ แล้วระยะทางมันไกลมากด้วยไง (ช่วงที่ลากรถเข้ามาตัวจังหวัด … เหล็กลากรถมีหลุดด้วยนะ แต่ดีหน่อยมาหลุดเอาในเมือง)

… คุยกันไปคุยกันมาก็ลงเอยที่จะจอดรถทิ้งไว้ให้ช่างดูอาการให้ พร้อมคุยเรื่องสั่งของ-เรื่องค่าซ่อม แต่สุดท้ายดันมาลงเอยตรงยกเครื่องรถใหม่ !  ค่าเครื่อง-ค่าแรงรวมแล้วก็ 25,000 บาท ! หมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียวงานนี้ … พอตกลงว่าจะยกเครื่องใหม่ ช่างแกก็ว่าต้องสั่งของจาก กทม. อีกเหมือนกัน ใช้เวลาไม่เกิน 1-2 อาทิตย์ก็เสร็จแล้ว เลยได้ทิ้งรถไว้รอซ่อม แล้วก็กลับบ้านพร้อมพ่อ-แม่ แถมน้องด้วยอีกหนึ่ง

สำหรับเหตุผลที่ว่าจะยกเครื่องใหม่น่ะ ไม่ใช่ว่าเพราะโดนช่างเป่าหูอะไรหรอก แต่ผมนึกถึงระยะเวลาที่ต้องใช้งาน พูดตรงๆ ก็คือจะให้หาตังค์ไปออกรถใหม่น่ะ ตอนนี้ไม่มีปัญญาหรอก ถ้าซ่อมแบบยกเครื่องใหม่ สภาพเครื่องก็น่าจะดีกว่าเครื่องตัวเก่า (รถเก่าอายุประมาณสิบปีได้ละ) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมดูแลเครื่องให้ขนาดไหน เกิดใช้ๆ ไป แล้วออกอาการอีกจะทำไง !!? เลยตัดสินใจว่าจะยกเครื่องใหม่นี่แหละ … อีกใจคือผมไม่ได้อยากขายรถคันนี้เลยนะ (ชอบรถมิร่า) ตอนคุยกับช่าง แกก็ถามว่า “อยากขายมั้ยล่ะ ถ้าขายเดี๋ยวนี้ก็มีคนซื้อเดี๋ยวนี้แหละ” … ผมก็เลยยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร ที่จริงถ้าไม่ติดว่าต้องได้ยกเครื่องใหม่นะ ผมมีโครงการจะเก็บตังค์เอาไปแต่งรถ ก็กะจะทำสีใหม่ แต่งข้างใน แล้วก็ติดแร็คกะจมูกรถ ค่าใช้จ่ายรวมๆ ก็ประมาณสามหมื่น ! แต่ตอนนี้หมื่นเดียวยังหาไม่ได้เลย

ตอนตกลงเรื่องซ่อมรถ ช่างแกก็บอกว่า “ยกเครืองใหม่น่ะ … จะเปลี่ยนเป็นเกียร์ออร์โต้ก็ได้นะ” เค้าก็ให้ผมเลือกนั่นแหละ วันนั้นผมก็เลือกเอาเกียร์ธรรมดาเหมือนเดิม แต่พ่อ-แม่ อยากให้เอาเกียร์ออร์โต้ แกว่าขับง่ายกว่า … ผมก็ลังเลว่าจะยังไงดี เลยมานั่งหาข้อมูล ก็เข้าไปที่เว็บบอร์ดของพวกที่ชอบรถมิร่านั่นแหละ (ที่นี่) ก็ไปโพสท์ถามไว้ มีสตาฟเข้ามาตอบให้ แกก็ว่าเลือกเกียร์ธรรมดาแหละดีแล้ว เพราะเกียร์ออร์โต้เครื่องมันจะอืด แล้วก็มาเหน็บแนมเรื่องยกเครื่องว่า “โดนช่างหลอกรึป่าวครับ” เพราะแค่คาบูฯ หาเปลี่ยนให้ไม่ได้เลยเหรอ … ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรนะ กลัวจะได้ทะเลาะกัน … แต่อยากบอกซักนิดนะครับว่า พี่อยู่ กทม. อะไหล่ไม่ใช่ของหายากอะไรเลย แต่ตามต่างจังหวัดน่ะ มันไม่ได้มีอะไหล่ให้เลือกมากมายเหมือนใน กทม. หรอกนะ !

พอกลับมาถึงบ้าน วันต่อมาผมก็ต้องรีบกลับขอนแก่น ตอนแรกคุยกับพ่อว่าจะเอารถน้อยอีกคันนึง (ของแม่) ไปใช้ก่อนแล้วกัน พ่อก็ตกลงตามนั้น … แต่พอถึงเวลาพ่อดันบอกว่า “ยางรถมันเริ่มแตกแล้ว ขับทางไกลจะไหวมั้ยเนี่ย !?” … เอาล่ะสิทีนี้ ผมก็เกิดอาการเซ็งอีกรอบ ปัญหาอะไรนักหนา “รถพัง … หาร้านซ่อมได้ … แต่ดันไม่มีอะไหล่ … พอจะเอาอีกคันไปใช้ ดันมีปัญหาอีก” !

ผมเลยบอกว่าถ้ามันเอาไปไม่ได้ เดี๋ยวนั่งรถทัวร์กลับแล้วกัน (ช่วงนั้นผมต้องเร่งแก้-ทำข้อมูลเพิ่มหลังสอบ เพราะมีเวลาแค่ 45 วัน แล้วช่วงนั้นคือเหลือเวลาอีกประมาณสามอาทิตย์เองมั้ง) พ่อเลยว่านั่งรถทัวร์กว่าจะถึงก็ค่ำแล้ว ถ้ารีบ … พ่อจะขับรถไปส่งเอง ! ผมก็บอก “ไม่เอา” ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอก พ่อผมก็ห้าสิบกว่าแล้วนะ ขับรถศรีสะเกษ-ขอนแก่นนี่ก็หลายชั่วโมงเหมือนกัน (รถผมก็ประมาณ 4-5 ชั่วโมง) ผมขับเองถึงบ้านยังเหนื่อยเลย แล้วนี่คนอายุห้าสิบกว่าขับไปเช้า-เย็นกลับน่ะจะเหนื่อยขนาดไหน ! ผมเลยไม่ยอมให้แกขับไปส่ง สุดท้ายพ่อเลยยอมให้เอารถไป … วันนั้นที่หายางเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมันเป็นวันแรงงานครับ ร้านยางส่วนใหญ่เขาปิด ส่วนร้านที่เปิดก็ดันไม่มียางขนาดที่อยากได้ … คิดเอาละกันว่า “ปัญหาอะไรนักหนา“  !

… พอกลับมาถึงขอนแก่น ผมก็รีบเขียนเล่ม-รีบแก้งานนั่นแหละ เพราะต้องเผื่อเวลาเอาไว้ ถ้า อ. ให้เอากลับมาแก้อีก ก็รีบปั่นงานจนเสร็จ … แล้วก็ได้ข่าวมาว่า อ. ไปราชการอาทิตย์นึง ผมก็ … เฮ้อ … รีบเกือบตาย คนตรวจดันไม่อยู่อีก ก็เลยได้รอส่งงานให้ อ. กลับมาตรวจ

ช่วงที่รอ อ. กลับมา ก็มีเรื่องขึ้นมาอีก … วันนั้นรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ เป็นเพลียๆ อยากนอน-อยากพักมากๆ แต่ตอนเย็นต้องเข้าไปในเมืองทำธุระนิดหน่อย เสร็จธุระก็ไปหาข้าวกินกับเพื่อนในเมือง ก็เอารถน้อย (คันของแม่) เข้าไป … เรื่องมันมาเกิดตอนกะลังจะกลับรถ (ถ. มิตรภาพ) … ผมขับรถจอดรอกลับรถตรงที่เค้าให้กลับรถนั่นแหละ ซักพักก็มีรถคันใหญ่ขับขึ้นมาทางด้านซ้าย แล้วก็บังรถผมจนมิด … มองไม่เห็นรถอีกฝั่ง ! ผมก็นึกบ่นในใจว่าจะขับขึ้นมาทำไม (วะ) เนี่ย !? แต่ก็ช่างมัน รอออกตอนที่มันออกละกัน เพราะมันคงออกตอนที่ถนนว่าง … ซักพักมันก็ขับรถออกไป ผมก็เลยขับตามออกไป เพราะคิดว่าถนนคงจะว่างแล้ว … แต่พอออกไปแค่นั้นแหละ มีรถสองคันวิ่งมาเร็วมาก เกือบมาชนรถผม รถสองคันนั้นก็บีบแตรลั่นถนนเลยนะ แต่ผมออกมาแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยได้แต่รีบเหยียบหนีออกมา ถ้าตอนนั้นโดนชนนะ … ไม่ตายก็เดี้ยงไปหลายเดือนแน่ๆ !   …ยังไงก็ขอโทษคนที่โดนผมตัดหน้าด้วยนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ !!!

หลังจากกินข้าวเสร็จตอนกะลังเดินกลับรถก็ดันเกือบโดนรถชนอีก ดีแต่ว่าได้ยินแต่เสียงเพื่อนเรียก ถ้าก้าวไปข้างหน้าอีกแค่ก้าวเดียว … ก็คงเจ็บหนักเอาการล่ะ ! … หลังจากเกือบตายมาสองรอบติด พอกลับถึงหอ ผมก็รีบอาบน้ำกะจะเข้านอน แต่ดันเล่นเน็ตเพลิน เลยนอนดึกอีกตามเคย

… กลับไปที่เรื่องซ่อมรถอีกที … พอซ่อมรถเสร็จ พ่อก็ไปเอารถกลับมาให้ ส่วนผมก็ขับรถแม่กลับไปบ้าน แล้วก็เปลี่ยนเอารถตัวเองมาใช้เหมือนเดิม สภาพเครื่องก็ฟิตมากครับ เหยียบมันส์มาก เครื่องแรงกว่าเดิมเยอะเลย ตอนนี้เหยียบร้อยได้สบายเลย อิอิ

มาต่อเรื่องเซ็งจิตกันต่อดีกว่า … หลังจาก อ. กลับมาจากไปราชการ ผมก็ส่งเล่มให้แกดู ปรากฏว่าตอนแกเอาไปดูน่ะ แกก็เปิดผ่านๆ แล้วก็วางแหมะไว้ที่โต๊ะ พร้อมกับบอกว่า “จะมายืนรอให้แก้ให้เดี๋ยวนี้เลยไม่ได้หรอกนะ ต้องให้เวลาอ่านบ้าง” ซึ่งผมก็เข้าใจแล้วก็ไม่ได้กะจะรอเอาวันนั้น แต่รอให้แกบอกว่าจะนัดมาอีกวันไหน แต่ดันพูดจาซะแบบว่า … ผมก็เซ็งนิดๆ น่ะ เลยเดินออกมา แล้วก็ปล่อยให้แกมีเวลาอ่านอยู่เกือบสองอาทิตย์มั้ง แต่แน่นอนว่า “ไม่อ่าน” แล้วพอถึงกำหนดต้องส่ง แกก็เซ็นชื่อให้ก่อนแล้วบอกว่าค่อยมาตามแก้ทีหลัง อาทิตย์นั้น อ. แกจะไม่อยู่อีก มีไปจัดอบรมที่สุรินทร์ … ก่อนแกจะไป ผมก็เอาเอกสารไปให้แกเซ็นไว้นั่นแหละจะได้ส่งทำเรื่องต่อไป แต่พอไปถามเอาใบรับรองผลสอบ แกกลับตอบว่า “ไม่เห็น … อ. อีกคนเก็บไว้ให้รึป่าว !? … แต่ไม่ต้องห่วงหรอก มันไม่หายไปไหนหรอกน่า !” … แต่ในใจผมนี่ “เซ็ง” คือคิดแล้วว่าต้องมีปัญหาแน่ๆ !

วันต่อมาแกก็ถามกับ อ. อีกคน (คนที่แกบอกนั่นแหละ) อ. อีกคนก็บอกว่า “ไม่ได้เก็บให้นะ … ของเด็กแกเอง แกยังเอาไปให้เด็กมันเก็บเอง แล้วจะมาเก็บของผมไว้ทำไม” … แค่นั้นแหละ งานเข้าแล้วกรู ! ให้ อ. เซ็นใหม่ก็ได้นะ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่กรรมการสอบคนนึงของผมแกไปจีนอาทิตย์นึง … แล้วอาทิตย์นั้นคืออาทิตย์สุดท้ายที่ครบกำหนดต้องส่ง !

เอาล่ะสิทีนี้ … ไปถามเจ้าหน้าที่คณะ ก็ตอบแบบกวน … ว่า .. “เรื่องของนักศึกษากับ อ. ที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่แก้ไขอะไรให้ไม่ได้ กรรมการไม่อยู่ก็ตามไปให้กรรมการเซ็นมาให้ได้ละกัน” ! พอผมตอบกลับไปว่า “แกไปต่างประเทศนะครับ” คำตอบที่ได้คือ “อยู่ต่างประเทศก็ต้องตามไปให้แกเซ็นให้ได้ !” … จะมีใครเข้าใจความรู้สึกผมบ้างมั้ยว่า “เซ็ง” ขนาดไหน !

สุดท้ายเจ้าหน้าที่อีกคนนึงเลยบอกให้ไปถามหัวหน้าภาควิชาฯ ดูว่าแกจะแก้ปัญหาให้ยังไง … ผมเลยขึ้นไปหา อ. หัวหน้าภาควิชาฯ กะให้แกทำเรื่องเลื่อนกำหนดส่งให้ คำตอบที่ได้คือ “ไม่รู้ … ตัวใครตัวมันละกัน อ. ที่ปรึกษาไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือไง !?” … แค่นั้นแหละ … ผมนี่แทบจะนั่งร้องไห้ คือถ้าไม่มีใบรับรองผลสอบ ผลสอบก็จะเป็นโมฆะ ต้องสอบใหม่ ! … แล้วใครมันจะอยากสอบใหม่ … ถูกมั้ย !

ผมเลยตัดสินใจโทรไปหา อ. ที่ปรึกษาของผมนั่นแหละ แล้วก็อธิบายว่า “วันนั้นน่ะเห็น อ. ถือเอกสารขึ้นมาอยู่ เข้าใจว่าเอกสารน่ะอยู่ที่ อ. นั่นแหละ” … อ. ก็ตอบกลับมาว่า “ถ้ามั่นใจว่าอยู่ที่แก … ก็เข้าไปหาดูในห้องละกัน ถ้าอยู่ที่แกมันก็ไม่ไปไหนหรอก อยู่ในห้องนั่นแหละ” … ปัญหาที่ว่า “นักศึกษาเข้าไปค้นของในห้อง อ. ไม่ได้” … ผมก็เลยไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ (ของภาควิชาฯ) แกก็ว่าเดี๋ยวโทรถาม อ. ก่อนละกันว่าอนุญาตจริงรึป่าว หลังจากนั้นซักพัก อ. ก็โทรเข้ามาพอดี ผมเลยให้พี่เจ้าหน้าที่คุยกับ อ. – พี่เจ้าหน้าที่แกเลยยอมให้ค้น แต่แกเข้าไปด้วย แล้วก็ช่วยค้น … ค้นไม่นาน พี่แกก็เจอเอกสารที่ว่านี่แหละ !  … ผมนี่ดีใจสุดๆ รู้สึกโล่งมากๆ ! … แต่ยังติดอีกปัญหานึงคือ เอกสารที่ว่าเนี่ย อ. ที่ปรึกษาผม กับ อ. อีกคนนึง ยังไม่เซ็นให้ เพราะแกเห็นว่าอยู่ใกล้กัน เซ็นตอนไหนก็ได้ ! แล้วอาทิตย์นั้น อ. ก็ดันไม่อยู่ … ผลคือ ผมต้องขับรถไปสุรินทร์เพื่อเอาเอกสารไปให้ อ. เซ็น !

หลังให้ อ. เซ็นเอกสารให้เรียบร้อย ติดต่อทำเรื่องเรียบร้อย ก็มาถึงช่วงประกาศผลสมัครงาน … สรุปคือ ได้งานใหม่ครับ !  … แต่เอาวุฒิ ป. ตรี สมัครไปก่อน เพราะวุฒิ ป. โท ผมจบไม่ทัน – แล้วก็เริ่มงานใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนเนี่ยเลย แบบว่าเตรียมตัวอะไรแทบไม่ทัน !

แน่นอนว่าพอได้งานที่ใหม่ ผมก็ต้องหาหอพักใหม่ .. ผมก็เวลามาหาหอพักช่วงก่อนเปิดเทอมครับ แต่ปรากฏว่าช่วงนั้นไม่มีหอไหนมีห้องว่างเลย แต่ผมติดใจหอที่นึงมาก น่าอยู่มากครับ หอที่ว่าเนี่ยเจ้าของหอบอกว่าช่วงปลายเดือนมีคนแจ้งย้ายออกไว้ก่อน แต่ยังไม่ยืนยันซักทีว่าจะออกแน่นอนมั้ย ก็เลยต้องรอจนปลายเดือนถึงรู้ผล … หอใหม่บรรยากาศดีครับ บริเวณหอมีหอพักอยู่ 2 หลัง … หอด้านหน้า (ติดถนน) เป็นแบบรายวัน ส่วนด้านหลังที่ผมอยู่เป็นแบบรายเดือน มีสนามหญ้ากั้นกลางระหว่างหอทั้งสองหลัง ด้านข้างเป็นลานจอดรถ แต่ห้องเล็กกว่าห้องที่ขอนแก่นเกือบครึ่งได้ (หอที่ขอนแก่นเป็นหอค่อนข้างเก่า ห้องเลยกว้าง ถ้าเป็นหอใหม่ๆ ก็ห้องแคบหมดนั่นแหละ) … สุดท้ายผมก็ได้มาอยู่หอนี้สมใจครับ

อ่อ … หอใหม่ไม่มีเน็ตด้วยครับ ตอนไปถามเจ้าของหอบอกว่ามี Wireless แต่พอไปอยู่จริง … ไอ้มีน่ะมันมีอยู่หรอก แต่สัญญาณอ่อนมากๆ อ่อนจนต่อไม่ติด ! สรุปคือหอไม่มีเน็ต ลองหาหออื่นๆ ก็ไม่มีหอไหนมีเลย (ขาดแคลนเน็ตใช้กันรึป่าวเนี่ย) สุดท้ายเลยได้เสียตังค์ (อีกแล้ว) ไปซื้อตัว air card มาใช้ เน็ตก็แบบว่า “โคตรเต่า” เข้าเว็บที่เป็นพวกกราฟฟิกจัดๆ นี่รอจนเซ็ง บางทีเข้าไม่ได้เลย แต่ก็เอาเถอะพอได้เอาไว้ใช้ออนเอ็ม-เข้าเฟช ค้นงาน … ถ้าจะใช้แบบจริงๆ จังๆ ก็ค่อยรอไปใช้เน็ตที่ทำงานเอา

ช่วงแรกผมอยู่ห้องชั้น 3 ครับ ราคาค่าห้องตอนนั้นประมาณ 2,500 – 2,800 บาทต่อเดือน ส่วนค่าน้ำเหมารวมเดือนละร้อย ค่าไฟคิดตามหน่วยที่ใช้ … อยู่ไป-อยู่มาได้ประมาณครึ่งปีก็ย้ายลงมาชั้น 1 … ตอนนั้นเจ้าของหอปรับปรุงหอ แล้วต่อห้องเพิ่มที่ชั้น 1 แกเลยบอกให้ย้ายลงมา ซึ่งค่าห้องก็ราคาสูงขึ้น กลายเป็น 3,500 บาทต่อเดือน กับเงินเดือนสมัยนั้นได้ประมาณหมื่นสองครับ … คิดเอาว่าค่าใช้จ่ายจะขนาดไหน … แต่ข้อดีอย่างนึงของการอยู่ชั้น 1 ก็คือ ต่อสัญญาณเน็ตของหอได้ครับ ชีวิตก็เลยสะดวกสบายขึ้นมาหน่อย เอิ๊ก

นอกจากเรื่องที่พัก็เรื่องที่กินนี่แหละครับ … ช่วงแรกหาร้านข้าวค่อนข้างยากครับ คือไม่รู้จะไปกินข้าวอยู่ไหน … ส่วนใหญ่ก็เลยไปหากินอยู่บิ๊กซีร่วมๆ เดือน … ต่อมาก็ค่อยๆ ขยับขยายไปลองร้านข้าวที่อยู่แถวๆ หอดู ก็ได้ร้านประจำมาร้านนึง แต่ตอนหลังลุงกับป้าเจ้าของร้านแกย้ายออกครับ ป้าแกบอกว่าญาติลุงชวนไปเป็นกุ๊กอยู่เมืองนอก … พอร้านแกปิดไป ผมก็ต้องตระเวณหาร้านประจำอื่นอีกครั้ง

… กลับมาที่เรื่องเรียนอีกนิด … หลังจากส่งเอกสารให้คณะแล้ว คณะก็ส่งเรื่องต่อไปให้กับทางมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นก็คือผมได้งานใหม่เลยไม่ได้อยู่ที่ขอนแก่นแล้ว เวลาทางมหาวิทยาลัยให้ไปรับเล่มเอามาแก้พวกรูปแบบเล่มก็จะให้พี่ที่สอบพร้อมกันไปรับเล่มให้ แล้วพอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็จะเข้าไปเอาเอกสารเพื่อแก้เล่มไว้ แล้วฝากส่งให้มหาวิทยาลัยอีกรอบ … สำหรับเรื่องแก้รูปแบบเล่ม ผมได้แก้แค่รอบเดียวแล้วก็ผ่าน (เย่ !)   ก็ดีครับไม่ต้องไปๆ มาๆ หลายรอบ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่นั่นแหละ แก้รูปแบบกะมหาวิทยาลัยไม่พอ อ. ที่ปรึกษา ให้แก้เนื้อหา-ปรับเนื้อหาอีก … ตอนผมอยู่ขอนแก่นไม่ดูให้ผมนะ แต่พอผมได้งานแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น แกดูให้แหม ! แล้วโทรมาตามให้ผมกลับไปคุยด้วยว่าต้องแก้ตรงไหน-ปรับตรงไหน สุดท้ายก็ได้ไปคุยนั่นแหละแล้วก็มานั่งปรับเนื้อหา … พอแก้รูปแบบเสร็จ-ปรับเนื้อหาเสร็จก็มารับเล่มไปเข้าปก ตอนไปรับเล่มก็ให้พี่ที่สอบพร้อมกันไปรับให้ แล้วพี่แกก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า “ต้องส่งภายในวันที่เท่าไหร่เหรอ” เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า “ภายใน 10 ก.ค.” … พอรู้คำตอบ ผมก็เลยค่อนข้างชิลล์เพราะยังมีเวลาเหลืออีกนาน

แต่พออาทิตย์ที่แล้ว (19-20 มิ.ย.) ผมเข้าไปขอนแก่น แล้วก็ไปเอาเล่มเข้าปก … ตรงปก (ฉบับร่างที่ส่งให้มหาวิทยาลัยตรวจรูปแบบเล่ม) มีใบแปะไว้ว่า “กำหนดส่งเล่มเข้าปก 24 มิ.ย. 2553″ … เอาแล้วไง งานเข้าอีกแล้ว ! ต้องรีบหาร้านเข้าปก ตอนแรกว่าจะไปเข้าร้านที่เจ้าหน้าที่แกเป็นเจ้าของ แต่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์แล้วร้านก็ปิด ! เลยได้ไปตระเวณหาร้านอื่น … พอไปถึงร้านใหญ่ร้านนึง (ไม่บอกชื่อละกัน) พี่ในร้านก็บอกว่า “ช่วงนี้ไม่รับงานเข้าปกเพราะตอนนี้งานเยอะมาก” … เอาล่ะสิ ร้านนี้เป็นร้านความหวังเลยนะ เพราะปกติแล้วส่วนใหญ่เขาจะมาเข้าเล่มกันที่ร้านนี้ พี่แกก็แนะนำร้านอื่นๆ ให้นั่นแหละ ผมก็ต้องเดินหาร้านเข้าเล่มต่อไป ก็ไปแวะที่ร้านนี้เหมือนเดิม (คนละสาขา) … พอเปิดประตูร้านเข้าไปก็ทำหน้าตาน่าสงสารให้พนักงานเห็น พี่แกเลยใจอ่อนบอกว่า “เดี๋ยวถามดูให้ว่ารับงานได้รึป่าว !?” แกบอกว่าถ้าชื่อเรื่องตรงปกไม่ยาวเกินไปกับขนาดของเนื้อหาในเล่มไม่มากเกินไป อาจจะรับงานได้ แล้วงานก็น่าจะเสร็จทัน 23 มิ.ย. (ผมอยากได้ภายใน 23 มิ.ย. เพราะว่าวันที่ 24 มิ.ย. น่ะขาดไม่ได้ แอบโดดก็ไม่ได้ … วันที่ 23 ช่วงบ่ายผมว่าง จะได้ขอ อ. แกกลับไปขอนแก่นเพื่อเอาเล่มไปส่งทางมหาวิทยาลัย) … ผมก็นั่งรออยู่ซักพัก พี่แกก็เดินมาบอกว่า “รับงานได้” … โอ๊ย ! โคตรดีใจน่ะ ! … สุดท้ายร้านก็ทำให้เสร็จทันกำหนดครับ (ไปรับเล่มจำนวน 15 เล่ม ช่วงบ่ายวันที่ 23 มิ.ย.) แล้วก็เอาไปส่งทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรอีกก็เหลือแค่รอทางมหาวิทยาลัยอนุมัติจบ !

ส่วนเรื่องย้ายหอก็มีปัญหาบ้างนิดหน่อยพอให้ได้เซ็งอยู่บ้าง … อย่างนึงก็เรื่อง “ของเยอะ” นี่แหละ … ห้องที่ผมอยู่ที่ขอนแก่นน่ะ ผมอยู่มาประมาณ 8 ปี รวมกับที่พี่อยู่ก่อนหน้าอีกประมาณ 2 ปี รวมๆ แล้วคือเช่าห้องนี้มาร่วม 10 ปี ! แน่นอนว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเลยเยอะสุดๆ พ่อได้มาช่วยขนของสองรอบ (รอบแรกเป็นพวกรถมอ’ไซด์ เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ กับของอื่นๆ ที่ชิ้นใหญ่ๆ ส่วนรอบสองก็ของอื่นๆ ที่ยัดๆ ลงกล่องพลาสติก แล้วก็พวกชั้น-พวกตู้ลิ้นชัก) อยู่ห้องนี่แบบว่ามีแทบทุกอย่างที่บ้านหลังนึงควรจะมี ผมขาดแค่ตู้เย็นน่ะ ไม่งั้นก็ครบเซต  … ส่วนพวกหนังสือกับของใช้อื่นๆ ผมก็ทยอยเอารถน้อยผมนั่นแหละขนมา … นี่ก็ล่อไปสามรอบแล้ว … ของยังไม่หมดเลย ! เหลืออีกรอบนึงก็คงหมดพอดี เพราะต้องไปคืนห้องคืนกุญแจประมาณวันที่ 3-4 ก.ค. ของที่เหลืออยู่ก็ไม่เยอะแล้วล่ะ (มั้ง) … ตอนแรกว่าจะคืนห้องตั้งแต่วันที่ 23 ที่ไปส่งเล่มนั่นแหละ แต่เจ้าของหอไม่อยู่ แล้วก็ต้องมาเคลียร์ค่าประกัน ค่าน้ำ-ค่าไฟ เลยบอกพี่คนดูแลหอไว้ว่าเอาเป็น 3-4 ก.ค. ละกัน น่าจะไปขอนแก่นได้ พอดีว่าอาทิตย์นี้ผมติดธุระเลยไปไม่ได้ … ไว้รออาทิตย์ถัดไปละกัน

อีกเรื่องก็เรื่องอินเตอร์เน็ตที่ขอนแก่น … หลังจากได้งานใหม่ ผมก็ต้องไปยกเลิกบริการนั่นแหละ … ไปรอบแรกก็ถามก่อนว่ายกเลิกต้องเอาเอกสารหรือใช้อะไรบ้างมั้ย คำตอบคือ เอาโมเด็มกับตัวหม้อแปลงมาคืน … ก็ได้ (วะ) ! … คือก่อนหน้าที่จะติดตั้งน่ะผมจำได้ว่า “ถ้าใช้บริการเกินหนึ่งปี คนใช้จะได้โมเด็มไปเลย” เป็นลักษณะของการเช่าซื้ออุปกรณ์ แต่ผมใช้บริการมาเกือบสี่ปี ดันมาบอกให้ผมคืนอุปกรณ์ … แต่เพราะขี้เกียจมีปัญหา แล้วอีกอย่างคือธุระเยอะมาก เลยไม่ว่าอะไร “ถ้าอยากได้คืนนักก็จะคืนให้”

วันต่อมาก็เอาอุปกรณ์ไปคืนร้าน เจอพนักงานอีกคนนึงเป็นผู้ชาย หน้าตาแบบว่าขี้เกียจทำงาน-ขี้เกียจตอบคำถามลูกค้า (สุดๆ) ผมก็เอาอุปกรณ์ไปคืนให้ แต่พนักงานดันบอกว่า “ต้องเอาสายแลนมาคืนด้วยครับ” ผมงี้แบบว่า … จะเอาอะไรนักหนาเนี่ย ! เมื่อวานมาถามบอกว่าเอามาคืนแค่สองอย่าง มาวันนี้ดันมีเพิ่มมาอีกหนึ่งรายการ ผมเลยถามว่า “ถ้าหาสายไม่เจอล่ะ” (เพราะตอนนั้นคือผมยัดของลงกล่องเกือบหมดแล้ว) พนักงานเลยว่า “ซื้อมาคืนได้ครับ” เพื่ออะไร (วะ) เนี่ย กะแค่สายแลนเส้นละไม่กี่สิบบาท ยังต้องมาคืนด้วยเหรอวะ ! … ก็เอาเถอะ ผมก็เลยเซ็งๆ กลับห้อง แล้วค่อยรอมายกเลิกวันหลัง (เย็นวันนั้นต้องขับรถกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วก่อนกลับต้องแวะกลับไปเก็บของที่หอ ถ้าออกมาร้านอีกมันจะยิ่งค่ำ … ผมใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5-4.0 ชั่วโมงน่ะ … ปกติพอเก็บของเสร็จ กว่าจะออกมาก็ 6 โมงเย็น มาถึงหอใหม่ก็สี่ทุ่ม-สี่ทุ่มครึ่งละ

พอไปจัดการเรื่องเน็ตรอบที่สาม ผมก็ถอดไปให้มันหมดทุกอย่างนั่นแหละ (ยกเว้นสายที่ช่างมาเดินตามสายไฟ) พวกสาย-อุปกรณ์ก็หอบใส่ถุงไปให้มันเลือกเอาเลย อยากได้อะไรก็เอาไปซะ ขี้เกียจวุ่นวายด้วยแล้ว … สุดท้ายก็ได้ยกเลิก ก็คืนอุปกรณ์มันไปเกือบทุกอย่าง พร้อมกับเคลียร์ค่าใช้จ่าย … ที่จริงผมเสียเปรียบนะ เพราะตอนไปยกเลิกน่ะมันตัดยอดของอีกเดือนแล้ว กลายเป็นผมค้างค่าเน็ตสองเดือน เสียตังค์ไปฟรีๆ … ให้คืนตั้งแต่รอบก่อนก็สิ้นเรื่องไปแล้ว แย่ชิบหาย !

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องโน๊ตบุ๊ค (อีกแล้ว) … เครื่องผมตรงบานพับตรงจอแตก (อีกแล้ว) … รอบที่สองแล้ว !!! รอบนี้หมดค่าเปลี่ยนไปประมาณ 3,000 นิดๆ รอบก่อนยังอยู่ในช่วงประกันเลยเสียพันกว่าๆ เกือบสองพัน … ผมล่ะเบื่อหน่ายจริงๆ บานพับแตกมาสองรอบแล้ว ไม่ค่อยได้เปิดใช้ด้วยนะ เครื่องรุ่นที่ผมซื้อนี่เป็นรุ่นที่คนใช้กันเยอะ (ไม่บอกชื่อยี่ห้อแล้วกันเดี๋ยวโดนฟ้อง !) แล้วก็มีปัญหากันถ้วนหน้า … มีเพื่อนอีกคนนึงซื้อรุ่นนี้เหมือนกัน บานพับแตกเหมือนกัน มันเลยได้ซื้อเครื่องใหม่ … แต่ผมไม่มีตังค์นิ เลยต้องทนใช้ต่อไป ที่จริงก็ไม่ได้อยากขายหรือซื้อใหม่หรอก เพราะอุปกรณ์ในรุ่นนี้มันครบอะ … มีทุกอย่างที่อยากได้ เอาไว้มีตังค์ก่อนค่อยไปหาดูเครื่องใหม่หรือไม่ก็แตกอีกเป็นรอบที่สาม ! เรื่องบานพับแตกก็ซ่อมได้ไม่มีปัญหา ช่างบอกให้ทิ้งไว้ที่ศูนย์ประมาณอาทิตย์นึง แต่อาทิตย์นั้น (ที่นัดเอาเครื่อง) ผมก็ดันไม่ว่าง เลยเข้าไปเอาเครื่องในอาทิตย์ถัดไป รวมแล้วก็ส่งซ่อม 2 อาทิตย์ … พอไปเอาเครื่อง ช่างบอกว่าเครื่องมีปัญหา เปิดไม่ติด ! ต้องรอเช็คดูก่อนว่าเป็นกับอะไร ผมงี้เซ็ง (ว่ะ) สองอาทิตย์ รู้ว่าเครื่องเปิดไม่ติด ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เช็คให้มันเรียบร้อยล่ะ พี่จะดองเครื่องผมไว้ทำไมครับ !   ก่อนหน้านี้เครื่องเปิดได้ไม่มีปัญหานะ มีแค่บานพับแตก … พอรู้ว่าไม่ได้ ผมก็เลยเซ็งๆ แบบไม่เก็บอาการแล้วเดินออกจากร้าน

บ่ายวันนั้นช่างมันก็โทรมาบอกว่าเสร็จแล้วครับ … เข้ามารับได้ … สรุปคือใช้เวลาซ่อมไม่กี่ชั่วโมง แต่ดันดองเครื่องผมไว้เป็นอาทิตย์ !!! … ที่จริงมันจะไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย เพียงแต่ว่าผมจำเป็นต้องเอาไปไว้ใช้ แล้วตอนส่งซ่อมคือต้องได้กลับบ้านไปเอาเครื่องของพ่อมาใช้ก่อน แล้วอาทิตย์ที่เข้าไปเอาเครื่องน่ะ พ่อ-แม่มาขอนแก่นขนของกลับบ้าน ผมเลยว่าจะเอาเครื่องพ่อคืนให้เลย เพราะผมคงไม่มีเวลากลับบ้านในช่วงนี้แน่ๆ … แต่ก็เอาเถอะ ยังไงก็ได้เครื่องกลับมาแล้ว คราวหลังคงเอาไปซ่อมที่สาขา อุบลฯ เพราะใกล้บ้านหน่อย เผื่อไม่ว่าง พ่อ-แม่ยังไปเอาให้ได้ (พึ่งรู้ทีหลังว่าที่ อุบลฯ ก็มีศูนย์ยี่ห้อนี้)

เปลี่ยนเรื่องดีกว่า … คราวนี้มาดูชีวิตประจำวันในช่วงนี้บ้าง

ตื่นเช้า > ทำงาน > เลิกงาน (ไม่เคยได้กลับก่อน 18.00 น. !) > กินข้าว (ส่วนใหญ่จะเป็นที่บิ๊กซี) > กลับห้อง (20.00-21.00 น. โดยประมาณทุกวัน) > เตรียมงานของวันรุ่งขึ้น > อาบน้ำ > นอน

เห็นแล้วอนาถใจ !  เหมือนเป็นวงจรอุบาทว์ยังไงไม่รู้ ซ้ำๆ เดิมๆ แบบนี้ทุกวันอะ … มาอยู่เกือบเดือน ผมยังไม่มีเวลากระทั่งจะไปหาร้านกินข้าวแถวๆ หอเลยเนี่ย ไม่มีเวลาไปไหนเลยนอกจาก หอ ที่ทำงาน บิ๊กซี … ที่ไปกินข้าวบิ๊กซีไม่ใช่ว่าตังค์เยอะอะไรหรอกนะ แต่ไม่รู้จะไปกินข้าวที่ไหน ไปเกือบทุกวัน คนแลกบัตรคงจำหน้าได้แล้วมั้ง ! ส่วนตอนเย็นกว่าจะได้กลับก็เย็น-ค่ำ ดูนาฬิกาอีกทีก็หกโมงแล้ว กว่าจะกลับถึงห้องแล้วได้นอนก็ประมาณ 23.00-24.00 น. ถ้าดึกกว่านี้เดี๋ยวจะทำงานไม่ไหว แล้วเวลาเข้างานคือ 08.30 น. แต่เขาอยากให้ไปก่อนคือช่วง 08.00 ถ้าเลย 08.30 ถือว่า “สาย” (!?) สายได้ไง (วะ) เวลาเข้างานของคนปกติ

นอกจากชีวิตที่เดิมๆ ทุกวัน ก็คือ ตื่นนอน-ทำงาน แล้ว ของเล่นใหม่ที่ได้ช่วงนั้นก็คือ “กล้องถ่ายรูป” เพราะผมเดินทางค่อนข้างจะบ่อยพอสมควร เวลาเดินทางผมก็จะแบกกล้องไปด้วย ช่วงแรกก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอกครับ ถ่ายไปเรื่อยเปื่อย … ช่วงนั้นพอมีเวลาหน่อย หรือวันไหนเบื่อๆ ก็จะขับรถน้อยออกไปเที่ยวใกล้ๆ พร้อมกับกล้องคู่หูครับ

… ว่าด้วยเรื่องของ “กล้อง”

เมื่อก่อนสมัยที่ยังเรียนอยู่ ผมอยากมีกล้องดีๆ ซักตัวเป็นกล้องแบบ DSLR แต่พอไปดูราคาแล้ว … แพงเว่อร์เลยทีเดียว ! บอกตามตรงว่าไม่มีปัญญาซื้อครับ ผมเก็บความอยากที่ว่านี้ไว้นานหลายปีจนกระทั่งย้ายมาทำงานที่กะลังทำอยู่ปัจจุบันนี่แหละ แต่ … กล้องที่ผมมีน่ะตังค์แม่ครับ เอิ๊ก

ตอนซื้อกล้องผมไม่มีความรู้เรื่องกล้องเลยซักแอะ อาศัยว่าเดินๆ ไปแล้วถามราคา … คนขายก็บอกว่ากล้องของค่ายใหญ่ๆ ที่คนชอบใช้ก็มี Canon กับ Nikon … ผมเลือก Canon เพราะเช็คราคาอุปกรณ์แล้ว Nikon แพงกว่า อุปกรณ์ที่เอามาประกอบการตัดสินใจตอนนั้นก็คือ เลนส์ ครับ … อยากได้ DSLR เพราะมันเปลี่ยนเลนส์ได้นั่นแหละ ถ้าซื้อยี่ห้อที่เลนส์แพง ผมคงไม่มีปัญญาซื้อเลนส์มาเพิ่มแหงๆ … ซึ่งผมก็มารู้ตอนหลังว่า มันมีเลนส์จากค่ายอิสระอื่นๆ อีกเพียบ เชิญเลือกให้ถูกใจกะตังค์ในกระเป๋าได้เลย … อีกอย่างจะเป็นสาวกค่ายไหน ก็แล้วแต่ความชอบส่วนตัวครับ ไม่ใช่ว่าจะดีกว่ากันหรอกนะ : )

พอผมเลือกค่ายอยู่ได้แล้วก็มาถึงตอนเลือกรุ่นของกล้อง ซึ่งก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารุ่นไหนมันเทพกว่ากัน ตอนซื้อมีอยู่ 2 รุ่น ที่พอสู้ราคาไหว ก็คือ 1000D กับ 450D ตอนแรกกะว่าจะเอา 1000D แต่คนขายบอกว่า ไหนๆ ก็จะซื้อแล้ว เล่น 450D เลยดีกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่า “มันเวิร์คกว่า” … ตกลงเลยได้เจ้า 450D มาเป็นเพื่อนคู่ใจในที่สุด

พอตกลงว่าจะเป็นสาวกค่ายไหน เอากล้องรุ่นอะไรแล้ว ก็ถึงตอนจ่ายตังค์ พี่คนขายแกก็เปิดประเด็นขึ้นมาอีกว่า “จะเอาฟิลเตอร์มั้ย” … ผมก็นิ่งไปซักพัก แล้วคิดในใจว่าฟิลเตอร์คืออะไรวะ !? พี่แกเลยแนะนำ CPL บอกว่าเอาไว้ถ่ายท้องฟ้า แล้วสีของท้องฟ้ามันจะเข้มขึ้น … บอกตามตรงว่า ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก แต่ที่ยอมเพิ่มตังค์ซื้อ เพราะจะเอาไว้กันไม่ให้เลนส์เป็นรอยแค่นั้นแหละ

หลังจากได้กล้องมาเป็นของตัวเองแล้ว ผมก็ลองๆ เล่นดู … ผมที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับกล้อง พอมาเจอ DSLR ครั้งแรก บอกตามตรงว่ามึนครับ ! ถึงจะเคยจับ-เคยเล่นกล้องของเพื่อนมาบ้างแล้ว แต่พอมาเล่นกล้องด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วมึนมากๆ อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด พอลองเลือกโหมดแบบเดาๆ มาซักโหมดนึงก็มีให้ตั้งค่าอะไรอีกก็ไม่รู้ ช่วงแรกทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว หมุนไป-หมุนมาจนสุดท้ายได้โหมดถ่ายรูปที่ถูกใจก็คือโหมดอัตโนมัตินั่นเอง … ช่วงแรกผมก็เลยเล่นแต่โหมดที่ว่านี้อยู่พักใหญ่ๆ เลยครับ แต่ต่อมาผมรู้สึกเสียดายตังค์พร้อมกับมีความคิดนึงผุดขึ้นมาในหัวว่า “ซื้อกล้องตั้งหลายหมื่นแต่เอามาถ่ายแค่โหมดอัตโนมัติเนี่ยนะ … ซื้อกล้องเล็กๆ ซักตัวก็พอหรอกงั้น”

พอเกิดความคิดอย่างที่ว่าขึ้น … ผมก็เลยตั้งใจว่า “เอาล่ะ ! ในเมื่ออยากได้นัก พอได้มาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มกะตังค์ (แม่) ที่จ่ายไป” ผมเลยออกไปร้านหนังสือแล้วหาหนังสือเกี่ยวกับกล้อง DSLR แล้วก็เทคนิคถ่ายรูป รวมถึงพวกอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับกล้องมาอ่านอยู่พักใหญ่ๆ … ตอนแรกก็รู้เรื่องบ้าง-ไม่รู้เรื่องบ้างตามประสา อาศัยอ่านแล้วก็ลองทำตามเดาๆ ไปด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s