Cover-036

ขุนพันธรักษ์ราชเดช: ผู้ปิดตำนานเสือปล้น

วันนี้เอาเรื่องในประเทศมาฝาก เป็นเรื่องของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” คิดว่าหลายคนคงจะคุ้นชื่อจากช่วงที่จตุคามฯ กะลังดัง … ที่จริงเรื่องของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” นี่ ผมก็ได้ยินมานานแล้วนะ ตั้งแต่เป็นเด็กประถม (ไม่ก็มัธยมต้น) ตอนนั้นรายการ “ชมรมขนหัวลุก” (ถ้าใครอายุมากหน่อย น่าจะจำกันได้ (ฮา)) เคยไปสัมภาษณ์ “ขุนพันธ์ฯ” รู้สึกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ดาบของพระยาพิชัย” นอกจากดูจากรายการนี้แล้วก็มีซื้อหนังสือมาอ่าน ผมจำชื่อไม่ได้อะ ชื่อประมาณว่า “มือปราบเสือ” อะไรซักอย่างนี่แหละ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดตามอะไรอีกจนมาได้ยินชื่ออีกครั้งก็สมัยจตุคามฯ มาฮิตเนี่ยแหละ … ตอนแรกก็กะจะเอาเรื่องนี้มาลงนะ แต่เดี๋ยวจะโดนหาว่าตามกระแส เลยรอให้ผ่านไปนานๆ ก่อนละกัน

นครศรีธรรมราช – สิ้นมือปราบจอมขมังเวทเมืองคอน “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” เผยประวัติยาวนานถึง 108 ปี เจ้าพิธีสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ปราบขุนโจรดัง “เสือดำ หัวแพร” “เสือกลับ คำทอง” และอีกสารพัดเสือ ทั้งยังสร้างคุณงามความดีอื่นๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังอีกมากมาย

วันนี้ (6 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักเลขที่ 764/5 ซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นนายตำรวจมือปราบชื่อดังเมื่อครั้งอดีตเจ้าของฉายา “มือปราบหนังเหนียว” “มือปราบจอมขมังเวท” “มือปราบชาตรี” และ “มือปราบดาบแดง” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของวงการข้าราชการตำรวจและประชาชนชาวนครศรีธรรมราช ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพิธีกรรมสำคัญของนครศรีธรรมราชหลายพิธี เช่น พิธีกรรมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2530-2531 ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงแล้วด้วยอายุรวมถึง 108 ปี และยังเป็น “ท่านขุนฯ” ที่ได้รับพระราชทานทินนามที่เสียชีวิตเป็นคนสุดท้ายของประเทศไทยก็ว่าได้

ลูกหลานที่ใกล้ชิดและดูแล “พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช” จนถึงวาระสุดท้ายได้ระบุว่า “พล.ต.ต.ขุนพันธ์” ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงเมื่อเวลา 23.27 น. ของคืนวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ด้วยอาการสงบอันเนื่องมาจากโรคชราด้วยวัยที่สูงถึง 108 ปี ท่ามกลางบุตรหลานที่มาดูแลจำนวนมากจนถึงวาระสุดท้ายที่ค่อยๆ หายใจแผ่วลงๆ จนสิ้นลมในที่สุด

“ขุนพันธ์” มือปราบ! ผู้ปิดตำนานเสือปล้น

หากสืบเรื่องราวถอยหลังจะเห็นได้ชัดว่า “เสือ” ในยุคสมัยก่อนไม่ได้เกรงกลัวต่ออาญาแห่งกฎหมายเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุที่สภาวะสังคมที่บีบคั้นอย่างหนึ่งและความยากจนอย่างหนึ่ง แต่ทั้งหมดนั้นเมื่อผู้ใดกระทำผิดแล้วก็ถูกดูดเข้าสู่วงเวียนแห่งกรรมดิ่งลึกเข้าไปอีก การยอมมอบตัวหรือการยอมจำนนจึงแทบไม่มีให้เห็น การเปิดฉากไล่จับกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรมจึงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมยุคนั้น

หลายครั้งที่การปะทะกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเสือร้ายต้องตามมาด้วยการเสียเลือด-เสียเนื้อ แต่นายตำรวจผู้หนึ่งที่สร้างวีรกรรม การปราบปรามเสือร้ายทุกทิศทางทำให้เกิดฉายา “รายอกะจิ” ซึ่ง “คุณสัมพันธ์ ก้องสมุทร” ได้บันทึกคำจำกัดความของ “รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์” ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงขลาฯ ไว้ว่า เป็น “วีรบุรุษพริกขี้หนู” ซึ่งหมายถึง “พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช” มือปราบเสือที่เลื่องชื่อในอดีต

“ไพฑูรย์ อินทศิลา” จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เข้าสัมภาษณ์ “พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ไว้ในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2546 “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” นับเป็นแบบอย่างตำรวจไทยที่น่ายกย่อง ข้อมูลต่างๆ จากนี้ เสมือนเป็นแผ่นหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการตำรวจไทยและเป็นทั้งข้อคติเตือนใจให้อนุชนรุ่นหลังตระหนักถึง “เสือ” อาชญากรแผ่นดินที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

“ท่านขุนฯ” ได้พูดถึงเสือในยุคสมัยนั้นว่าเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็อยากเป็นอยู่แล้ว เพราะนั่นย่อมหมายถึง ความยิ่งใหญ่ ความโหดร้าย และคำว่า “เสือ” กระตุ้นให้เกิดความระห่ำ ความกล้าใจพองโตและฮึกเหิม เสือพวกนี้จะมีอิทธิพล มีสมัครพรรคพวกมาก อีกทั้งในเวลานั้นการปราบปรามเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องไล่ล่าบุกป่าฝ่าดงแหวกคมหนามเข้าไปในถิ่นของมัน ยิ่งถ้าเสือตัวนั้นเป็นเสือทางภาคใต้ยิ่งปราบยากกว่าเสือภาคกลาง เพราะเสือภาคใต้มีวิชา มีของดี-ของขลังติดตัว แต่ทางภาคกลางไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มากนัก แต่ให้ความสำคัญกับจำนวนของสมัครพรรคพวก

“เสือแต่ละรายมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมกว่าในปัจจุบัน แต่ถ้าจะว่าไปแล้วเสือในสมัยนั้นจะยึดถือและรักษาคำสัตย์” “ท่านขุนฯ” ได้เปรียบเทียบเสือในแต่ละยุคสมัยไว้น่าคิด เมื่อสังคมเปลี่ยน จิตใจคนก็อาจเปลี่ยนตามได้เหมือนกัน การรักษาสัจจะนี้เองผลักดันให้เกิดการตกลงกันระหว่างฝ่ายเสือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าร่วมปราบปรามเสือในก๊กอื่นๆ เช่น “ชุมเสือฝ้าย” ได้มีการพูดคุยและส่วนหนึ่งก็ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ให้ร่วมกันปราบปรามเสือ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เสือชุมอื่นๆ เป็นอย่างมาก

“ท่านขุนฯ” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเสือร้ายและเหตุการณ์เป็นช่วงๆ อย่างในภาคใต้ เช่น “เสือสังข์” “เสืออะแวสะดอ ตาและ” ส่วนเสือในภาคกลางก็ 4 เสือสุพรรณ อันประกอบด้วย “เสือฝ้าย” “เสือใบ” “เสือมเหศวร” และ “เสือดำ” นั่นคือชื่อบรรดาเสือที่มีอำนาจ มีอิทธิพลอย่างมาก แต่การปราบเสือที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือการปราบ “ขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ” เจ้าพ่อแห่งขุนเขาบูโด จังหวัดนราธิวาส ขุนโจรผู้นี้มีความโหดเหี้ยมและมีเป้าหมายที่น่ากลัวมาก โดยต้องการที่จะแบ่งแยกแผ่นดินอิสลามใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกครั้งที่ทำการปล้นตามหมู่บ้านจะจงใจเลือกเหยื่อที่เป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธเท่านั้น เมื่อปล้นแล้วจะฆ่าเจ้าของบ้าน ตายด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมพิสดารทุกรายไป อย่างการจิกผมแล้วใช้ “กริช” ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวมาทิ่มแทงที่คอ จากนั้นจะกดกริชหมุนเอาเนื้อหรือหลอดลมออกมา

สิ่งที่ “ท่านขุนฯ” ยอมรับ “ขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ” ก็เห็นจะเป็นความที่มันมีของขลังอยู่จริง “ท่านขุนฯ” เคยยิงปะทะซึ่งๆ หน้ามาแล้ว แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ การติดตามปราบปรามเกิดปะทะกันอีกครั้ง หลังจากกระหน่ำกระสุนยิงแล้วไม่สามารถเอาชีวิตมันได้ “ท่านขุนฯ” จึงวิ่งเข้าไปชกต่อยกันพัลวันร่วมครึ่งชั่วโมง จึงจับมันใส่กุญแจมือได้และจากการตรวจสอบพบว่ากระสุนที่ยิงตามลำตัวไม่ถูกมันเลย ส่วนกระสุนที่ซัดเข้าที่ปาก 9 นัด มันอมกระสุนไว้ในปากโดยที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ ฟันก็ไม่หัก ขุนโจรผู้นี้ยังคายหัวกระสุนทั้ง 9 นัด ลงกลางโต๊ะสอบสวน

เห็นชัดว่าคาถาอาคมในยุคสมัยก่อนมีบทบาทมากที่ทำให้ “เสือ” มีความกล้าและไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ วิชาอาคมนั้นมีมากมาย อย่างวิชามหายันต์ ผ่านพิธีเสกว่านกิน พิธีหุงข้าวเหนียวดำ พิธีเสกน้ำมันงาดิบ พิธีแช่ยาแช่ว่าน คาถาอาคมนั่นก็คือส่วนหนึ่งที่สร้างความฮึกเหิมให้กับเสือ แล้วยังมีเครื่องรางของขลังอีกหลายอย่าง เช่น พระประหนังอยุธยา แหวนพระรอด ตะกรุดโทน เป็นต้น หลังจากการคุมขังโจรผู้นี้แล้ว ไม่เกิน 10 วัน เหมือนมันรู้ว่าจะถูกตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตาย

ไม่เพียงแต่ “ขุนโจรอะแวสะดอ ตาและ” ที่ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการไล่ล่า ยังมี “เสือสังข์” เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาในการติดตามหลายเดือน อาวุธปืนก็ทำอะไรมันไม่ได้เหมือนกัน พอมีจังหวะในการปะทะ “ท่านขุนฯ” ก็บุกใส่เปลี่ยนจากการยิงเป็นการเข้าแลกด้วยมือเปล่า หมัด เท้า เข่า ศอก รวมทั้งใช้ปากกัด “เสือสังข์” ตัวใหญ่มาก “เสือสังข์” กัดขุนพันธ์ไม่ยอมปล่อย “ขุนพันธ์ฯ” จึงใช้ง่ามหัวแม่เท้าขวาหนีบพวงสวรรค์ “เสือสังข์” และกดให้ “เสือสังข์” ชิดติดกับพื้น มันชักมีดพร้าที่เหน็บอยู่ที่เอวมาเชือดคอ แต่คมมีดเอา “ขุนพันธ์ฯ” ไม่อยู่ ในที่สุด “เสือสังข์” ก็สิ้นฤทธิ์และตายในที่สุด “ท่านขุนฯ” ยอมรับว่าการปราบ “เสือสังข์” นั้นทำให้ท่านเกือบเอาตัวไม่รอด

ประวัติของ “พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช”

สำหรับประวัติของ “พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช” อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8 เป็นนายตำรวจชาวเมืองนครศรีธรรมราช ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไปในภาคใต้และในจังหวัดอื่นๆ ที่ไปดำรงตำแหน่งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้สนใจวิชาการทั่วไป โดยสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ คติชนวิทยาและไสยศาสตร์เป็นพิเศษ มีข้อเขียนปรากฏอยู่ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง จนถึงปัจจุบันคนทั่วไปนิยมเรียกท่านสั้นๆ ว่า “ท่านขุนฯ”

“พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช” มีชื่อเดิมว่า “บุตร พันธรักษ์” เกิดเมื่อวัดที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของ “นายอ้วน” และ “นางทองจันทร์ พันธรักษ์” เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ตั้งแต่ ก ข ก กา ไปจนจบ พออ่านสมุดข่อยได้บ้างจึงได้เข้าเรียนที่วัดอ้ายเขียวกับ “อาจารย์ปาน” ซึ่งเป็นสมภาร ที่วัดอ้ายเขียวนี้เองท่านได้เรียนกับครูฆราวาสคนหนึ่งด้วย ชื่อ “นายหีด” เป็นชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่ง “อาจารย์ปาน” ได้พามาอยู่ที่วัดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ใครๆ เรียกกันว่า “หลวงหีด” – “นายหีด” ได้สอนหนังสือไทยแบบใหม่ให้ คือ ใช้แบบเรียนเร็ว เล่ม 1-2-3 จน “ท่านขุนฯ” มีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี

หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การศึกษาระบบโรงเรียน โดยเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้น เมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มี “พระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร” เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิมที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มี “ครูเพิ่ม ณ นคร” เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ. 2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน)

พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิม แต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2459 โดยไปอยู่กับ “พระปลัดพลับ บุณยเกียรติ” ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ได้เรียนวิชามวย ยูโดและยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญพอสมควร ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ. 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ. 2472

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อยที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2473 เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ต่อมา
ในปี พ.ศ. 2474 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กอง เมืองจังหวัดพัทลุง

ที่พัทลุงนี่เองที่ท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ “เสือสัง” หรือ “เสือพุ่ม” ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” เล่าว่า “เสือสังข์” นี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้ายและมีอิทธิพลมาก มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสังข์ จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้ แต่ท่านก็สามารถปราม “เสือสังข์” ได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ “พลตำรวจเผือก ด้วงชู” มี “นายขี้ครั่ง เหรียญขำ” เป็นคนนำทาง การปราบปราม “เสือสังข์” ครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก ตอนนั้นจเร “พระยาศรีสุรเสนา” ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบ “เสือสังข์” จึงได้รับความดีความชอบ คือ “ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุตร พันธรักษ์” ได้รับแต่งตั้งเป็น “ร้อยตำรวจตรี” ส่วน “พลตำรวจเผือก ชูด้วง” เป็นสิบตรี และ “นายขี้ครั่ง” ได้รับรางวัล 400 บาท

หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น ด้วยความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” และในปี พ.ศ. 2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี “ท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน)” เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษาจึงลาสิกขา

ในปี พ.ศ. 2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ การปราบผู้ร้ายทางการเมืองที่นราธิวาส ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ “อะแวสะดอ ตาและ” นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธเท่านั้น ในที่สุดก็ถูก “ขุนพันธ์ฯ” จับได้ ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า “รายอกะจิ” หรือแปลว่า “อัศวินพริกขี้หนู” และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง

พ.ศ. 2482 “ขุนพันธ์ฯ” ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ. 2485 ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ “เสือสาย” และ “เสือเอิบ” หลังจากนั้น “ขุนพันธ์ฯ” ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ. 2486 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมาและได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย ที่สำคัญคือการปราบ “เสือโน้ม” หรือ “อาจารย์โน้ม” จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี

พ.ศ. 2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่าผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวัน ยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้นโดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้ “พ.ต.ต.สวัสดิ์ กันเขตต์” เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ “พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช” เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2489 เพื่อวางแผนกำจัด “เสือฝ้าย” แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน “ขุนพันธ์ฯ” ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท

ครั้งนั้น “ขุนพันธ์ฯ” ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นใช้ถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า “ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง” ฝีมือ “ขุนพันธ์ฯ” เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่ “เสือฝ้าย” เองก็เคยติดสินบนท่านถึง 2,000 บาท เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ “ขุนพันธ์ฯ” ไม่สนใจ คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร ขณะนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และ “ขุนพันธ์ฯ” ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย

“พล.ร.ต.หลวงสังวร ยุทธกิจ” อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่า “ขุนพันธ์ฯ” เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วนและแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ. 2490 “ขุนพันธ์ฯ” ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้นและได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ “เสือไกร” กับ “เสือวัน” แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ฝีมือการปราบปรามของ “ขุนพันธ์ฯ” ยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึง “ขุนพันธ์ฯ” นายตำรวจมือปราบ เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัว “ขุนพันธ์ฯ” กลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ “ขุนพันธ์ฯ” จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆ สิ้นชื่อไปหลายคน ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น

นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารรถไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจมีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น

ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ. 2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ. 2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ ตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2507

ตลอดชีวิตรับราชการ “พล.ต.ต.ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียรติประวัติในการปราบปรามโจรผู้ร้ายคนสำคัญๆ ของจังหวัดต่างๆ ที่ท่านไปประจำอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไปและเป็นคนที่ครั่นคร้ามของโจรก๊กต่างๆ นับได้ว่าเป็นนายตำรวจมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทยและด้วยฝีมือในการปราบปรามนี้เองทำให้ท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับมา แม้เกษียณแล้วท่านก็ยังสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเสมอมา เช่น ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยเลือกตั้งปี พ.ศ. 2516 เป็นต้น

นอกจากเกียรติคุณทั้งในและนอกตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าวมาแล้ว “ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือเป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง “ขุนพันธ์ฯ” เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์

นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวยและเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง ข้อเขียนต่างๆ ของท่าน เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้ สองเกลอ ช้างเผือกงาดำ หัวล้านนอกครู ศิษย์เจ้าคุณ มวยไทย เชื่อเครื่อง กรุงชิง เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง “กรุงชิง” นั้น ท่านเล่าว่าเป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯ ถวาย “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในรัชกาลปัจจุบันตามพระบรมราชโองการและต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน “รูสมิแล” วารสารของมหาวิทยาลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2526 งานเขียนของท่าน ส่วนมากจะลงพิมพ์ในสารนครศรีธรรมราช หนังสืองานเดือนสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช) รูสมิแล (วารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่างๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ

ในด้านชีวิตครอบครัว “ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” มีภรรยาคนแรกชื่อ “เฉลา” ตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี ขณะที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อ “สมสมัย” มีบุตรด้วยกัน 4 คน

ตลอดระยะเวลาที่รับราชการที่ผ่านมา “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ผู้หาญกล้าเสียสละเพื่อประชาชนโดยยึดมั่นปณิธานไว้ “เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บปวด ไม่หวั่นไหวต่อความลำบาก ไม่มักมากในลาภผล บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

ข้อมูลด้านอื่นๆ

  • สายวิชา : เชี่ยวชาญเพลงมวยเสียมก๊ก (มวยไทย) เพลงดาบสายทักษิณ กระบี่กระบองและวิชาการต่อสู้อีกหลายแขนง เป็นศิษย์ฆราวาสแห่ง “สำนักเขาอ้อ” อันเกรียงไกร สืบทอดยอดวิชาหลายแขนง อาทิ ยอดวิชาคงกระพัน นะจังงัง มหาอุด ผิวกายคงทนต่อศาสตราวุธ นอกจากนี้ ยังเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์แผนโบราณ ว่านและสมุนไพรต่างๆ
  • อาวุธคู่กาย : เดิมมีปืนเมาเซอร์ ต่อมาได้ฝึกวิชาคงกระพันชาตรีจนแตกฉาน จึงไม่จำเป็นต้องพกปืนอีก แต่อาศัยเพียงสนับมือและเพลงมวยในการปราบปรามเหล่าโจรร้ายเสือร้ายก๊กต่างๆ ภายหลังได้รับมอบศาสตราวุธชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก “พระยาพิชัยดาบหัก” ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้ายิ่งนัก ในระยะหลังการออกปราบปรามโจรร้าย “ท่านขุนพันธ์ฯ” จึงอาศัยเพียงดาบเล่มนั้นกับสนับมือออกปราบปรามเหล่ามิจฉาชีพตลอดมา จนได้ฉายา “ขุนพันธ์ดาบแดง” เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป
  • ผลงาน : กำหราบชุมโจรมานับไม่ถ้วน อาทิ เสือฝ้าย เสือดำ เสือมเหศวร (ที่ชาวเสียมก๊กเอามาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” แต่ตัวจริงถูกปราบโดยท่านผู้นี้) โดยเฉพาะโจรแถบทางใต้ล้วนร้ายกาจทั้งสิ้น ดังนั้น “ขุนพันธ์ฯ” จึงต้องใช้กลยุทธ์ข่มนาม อาทิ การตัดหัวเสียบไว้หน้าโรงพัก เอาหัวโจรร้ายมาทำที่เขี่ยบุหรี่ เช่น หัวของ “เสือสาย” แห่งสุราษฎร์ธานี ตลอดชีวิตรับราชการ “พล.ต.ต.ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียรติประวัติในการปราบปรามโจรผู้ร้ายคนสำคัญๆ ของแคว้นต่างๆ ที่ท่านไปประจำอยู่จนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไป เป็นที่ครั่นคร้ามของโจรก๊กต่างๆ เป็นที่รักใคร่ของชาวประชา ราษฎรทั้งปวง นับได้ว่าท่านเป็นนายตำรวจมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งของเสียมก๊กและด้วยฝีมือในการปราบปรามนี้เองทำให้ท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับมา แม้เกษียณแล้วท่านก็ยังสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเสมอมา
  • การต่อสู้ครั้งสำคัญ : ดวลกับจอมโจร “อะแวสะดอ” เจ้าพ่อเขาบูโดแห่งแคว้นนราธิวาส “อาแวสะดอ” เป็นจอมโจรที่ปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธ ทางราชการพยายามปราบหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเรียกตัว “ขุนพันธ์ฯ” มา จอมโจรผู้นี้มีวิชาคงกระพันเป็นเยี่ยม “ขุนพันธ์ฯ” ยืนยันว่า “อะแวสะดอ” ถูกยิงหมดลูกโม่จนร่างล้มฟุบลง แต่กลับลุกขึ้นมาได้และบ้วนกระสุนทิ้งออกมาจากปาก “ขุนพันธุ์ฯ” เห็นดังนั้นจึงล้วงสนับออกมาสวมที่มือแล้วเข้าต่อสู้ประชิดตัว อาศัยความชำนาญในวิชาป้องกันตัวจึงสามารถจับตัวจอมโจร “อาแวสะดอ” ได้
เอกสารอ้างอิง :

nuteboxs. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nuteboxs&month=28-05-2007&group=7&gblog=5

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s