ดาบซามูไร: ตำนานของอาวุธสังหารและงานศิลปะ

ภายใต้ความประณีตผสมผสานเนื้อเหล็กชั้นดีและวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณราวหนึ่งพันปีเศษ ทำให้ดาบญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดเหนือกว่าดาบของชนชาติอื่นอย่างสิ้นเชิง – ราวพันปีก่อนช่างตีดาบเขาผลิตดาบเนื้อดีแข็งแกร่งและคมอย่างมีดโกนได้อย่างไร ภายใต้อาวุธสังหารอันคมกริบ ดาบซามูไรก็เป็นงานศิลปะชั้นยอด เป็นของที่มีค่าและวิธีการตีดาบซามูไรยังเป็นศาสตร์ที่สูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อ

คนไทยเริ่มรู้จักดาบซามูไรเมื่อติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ดาบซามูไรเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทหารญี่ปุ่นใช้ตัดหัวเชลยศึกให้ขาดได้ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวและทำให้ดาบซามูไรเริ่มรู้จักกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา และแทบไม่น่าเชื่อว่า ยุคทองของดาบซามูไรนั้นมีมานานกว่า 700 ปี ถือเป็นยุคที่ดาบมีคุณภาพดีที่สุดเหนือกว่ายุคใดๆ ของดาบญี่ปุ่น

“ซามูไร” (Samurai) คือ นักรบ หรือมีความหมายว่า ผู้รับใช้ ดาบคู่กายซามูไรเปรียบเหมือนจิตวิญญาณของซามูไรทุกคน หากซามูไรลืมดาบเท่ากับว่านำตนเองไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ ลัทธิ “บูชิโด” สอนให้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และจงรักภักดีต่อเจ้านายของตน ซามูไรถือว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโดกล่าวไว้ว่า “ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก”

ชาวญี่ปุ่นโบราณยกย่องชาวนาและช่างฝีมือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “ช่างตีดาบ” เดิมนักรบชาวญี่ปุ่นใช้ดาบจากจีนและเกาหลีในการสู้รบ ใน “สมัยนาร่า” (Nara Period) ประมาณปี พ.ศ. 1193-1336 หรือประมาณ 1,300 ปีเศษล่วงมาแล้ว ปัญหาที่ตามมาคือเวลาสู้รบดาบมักหักออกเป็นสองท่อน จักรพรรดิจึงสั่งให้ช่างตีดาบปรับปรุงดาบให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ช่างตีดาบยุคแรกมีชื่อว่า “อามากุนิ” เขาพัฒนาการตีดาบไม่ให้หักง่ายด้วยการใช้เหล็กที่ดีและมีการศึกษาวิธีทำให้เหล็กแข็งแกร่งกว่าเดิม เหล็กที่ดีของญี่ปุ่นได้จากการถลุงมีชื่อว่า “ทามาฮากาเน่” (Tamahagane) “อามากุนิ” พบว่า การที่จะให้ได้ดาบคุณภาพดีต้องควบคุมของสามสิ่ง คือ การควบคุมความเย็น การควบคุมปริมาณคาร์บอนและการนำสิ่งปะปนที่อยู่ในเหล็กออก

ปริมาณคาร์บอนคือหัวใจสำคัญในการตีดาบ หากใส่คาร์บอนในเหล็กมากไปเหล็กจะเปราะ ใส่น้อยไปเหล็กจะอ่อน จึงต้องใส่ในปริมาณที่พอเหมาะ – เหล็กจะถูกนำมาหักแบ่งเป็นชิ้นเล็กวางซ้อนกันก่อนหลอมและนำไปตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นจึงพับเหล็กเป็นสองชั้นขณะยังร้อนๆ แล้วตีซ้ำอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า เหล็กจะซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหมื่นๆ ชั้น ทำให้คาร์บอนกระจายไปจนทั่วเนื้อเหล็ก แล้วจึงนำไปตีแผ่ออกให้เป็นใบดาบจะได้ใบดาบที่ดีเนื้อเหล็กแกร่งและคมไม่หักอีกต่อไป …แต่นี่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นดาบที่สุดยอด

400 ปีผ่านมาเข้าสู่ “สมัยคามาคูระ” (Kamakura Period) ราวปี พ.ศ. 1735-1879 จักรพรรดิบอกให้ช่างตีดาบศึกษาวิธีการตีเหล็กจากยุคโบราณ ยุคนี้ถือเป็นจุดเริ่มยุคทองของดาบซามูไร มีการพัฒนาดาบให้ดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อกว่า 400 ปีก่อน ถือเป็นเทคนิคที่สุดยอดของดาบ มีการเพิ่มวิธีการผสมเหล็กสองชนิดเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีความแข็งจะมีปริมาณคาร์บอนสูงใช้ทำเป็นตัวดาบและเหล็กอ่อนที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำใช้ทำเป็นไส้ดาบเพื่อให้ยืดหยุ่น จากเหล็กสองชนิดที่ถูกนำมาพับและตีมากกว่าสิบชั้น ทำให้เกิดชั้นเล็กๆ เป็นทวีคูณเป็นหมื่นชั้น

ช่างตีดาบจะพับเหล็กแข็งให้เป็นรูปและนำเหล็กอ่อนมาวางไว้ตรงกลางเพื่อทำเป็นไส้ใน แล้วนำไปหลอมและตีรวมกันให้แผ่ออกเป็นใบดาบ จากนั้นนำไปหลอมในอุณหภูมิที่เหมาะสมซึ่งมากกว่า 700 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำมาแช่น้ำเย็น การแช่น้ำต้องระมัดระวังมาก หากแช่ไม่ดีดาบจะโค้งเสียรูป เหล็กที่มีความแข็งต่างกันเมื่อทำให้เย็นทันทีจะหดตัวต่างกัน ถือเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ใบดาบโค้งได้รูปตามธรรมชาติ

ดาบสามารถฟันคอขาดได้เพียงครั้งเดียว บาดแผลที่ได้รับจากดาบจะเจ็บปวดมาก ซามูไรยังต้องเรียนรู้การใช้ดาบอย่างช่ำชองว่องไวและคล่องแคล่ว ให้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จากความสามารถนี้เองทำให้ซามูไรเพียงคนเดียวสามารถสังหารศัตรูที่รายล้อมตนกว่าสิบคนได้ภายในชั่วพริบตาด้วยดาบเพียงเล่มเดียว แต่ประเพณีการต่อสู้ของชนชั้นซามูไรคือการต่อสู้ “ตัวต่อตัวอย่างมีมารยาทด้วยดาบ” ผู้แพ้ที่ยังมีชีวิตอยู่คือผู้ที่ไร้เกียรติ ซามูไรจึงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ การฆ่าตัวตายอย่างสมเกียรติด้วยการทำ “เซปปุกุ” คือเกียรติยศของซามูไร

เดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 1817 ชาวมองโกลของ “กุบไลข่าน” บุกญี่ปุ่นที่อ่าวฮากาตะ ด้วยกองทัพเรือ 800 ลำ และกองพลสามหมื่นนาย เหล่าซามูไรต้องการจะสู้กันตัวต่อตัวอย่างมีมารยาทเยี่ยงสุภาพบุรุษกับนักรบระดับผู้นำ แต่ไม่ได้ผล พวกซามูไรต้องปะทะสู้ที่ชายหาดกับฝูงธนูอาบยาพิษและระเบิด เป็นสงครามที่ไม่มีระเบียบและตกเป็นรอง พายุไต้ฝุ่นช่วยทำลายกองเรือของชาวมองโกลจนหมดสิ้น การรบครั้งแรกเหมือนการหยั่งเชิงของชาวมองโกลเพื่อดูกำลังของศัตรู

7 ปีต่อมาพวกมองโกลกลับมาอีกครั้งด้วยกองเรือ 4,000 ลำ กองทหารอีกสองแสน พวกซามูไรรบพุ่งกับลูกธนูอย่างกล้าหาญ พวกเขาตัดเรื่องมารยาททิ้งไป ตกกลางคืนเหล่าซามูไรพายเรือลอบเข้าโจมตีพวกมองโกลประชิดตัวด้วยการใช้ดาบที่ช่ำชอง ดาบทหารมองโกลไม่มีทางสู้ดาบซามูไรได้เลย ระหว่างสงครามพายุไต้ฝุ่นก็ทำลายกองเรือของมองโกลอีกครั้ง กองเรือสองในสามจมไปกับทะเลพายุ ทหารมองโกลจมน้ำตายนับหมื่น พวกที่ว่ายน้ำเข้าฝั่งก็ตายด้วยคมดาบอย่างหมดทางสู้ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเมืองนี้ถูกปกป้องจากพระเจ้าและตั้งชื่อลมพายุนี้ว่า “กามิกาเซ่” (Kami-Kaze) หมายถึง ลมศักดิ์สิทธิ์ หรือลมผู้หยั่งรู้ หลังจากนั้นพวกมองโกลก็ไม่ได้กลับมาตีญี่ปุ่นอีกเลย

หลังจากสงครามสิ้นสุด บ้านเมืองอยู่ในความสงบ พบว่าหลังจากการรบที่ผ่านมาดาบมักจะบิ่น จักรพรรดิจึงบอกให้ช่างตีดาบหาวิธีแก้ไข ช่างตีดาบที่สร้างสมดุลของความแข็งและความอ่อนของเหล็กและพัฒนาโครงสร้างของดาบออกเป็นเหล็กสามชิ้น คือ “มาซามูเน่” (Masamune) ราวปี พ.ศ. 1840 ดาบของ “มาซามูเน่” ถือเป็นดาบที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุดในญี่ปุ่น ไม่มีช่างตีดาบคนใดจะเทียบได้ เขาสร้างความสมดุลของความแข็งของคมดาบ

“ดาบมาซามุเนะ:” อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติญี่ปุ่น

เคล็ดลับการทำดาบคือการผสมเหล็กสามชนิดเข้าด้วยกัน เหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนสูงจะใช้เป็นใบดาบด้านข้างที่เรียกว่า “Gawa-gane” และด้านคมดาบ (Ha-gane) ใช้เหล็กที่แข็งมากโดยผ่านการพับและตีถึง 15 ครั้ง ซึ่งสามารถสร้างชั้นของเหล็กที่ซ้อนกันถึง 32,768 ชั้น ทำให้เหล็กเหนียวและแกร่งมากกว่าส่วนอื่นๆ ส่วนเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะใช้เป็นส่วนไส้ใน (Core Steel) ทำให้มีความยืดหยุ่นเรียกว่า “Shi-gane” แล้วนำไปหลอมที่อุณหภูมิประมาณ 800 องศาเซลเซียสให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำมาตีแผ่ออกเป็นใบดาบ ซึ่งช่างตีดาบคนอื่นๆ เริ่มเลียนแบบในเวลาต่อมา

ช่างตีดาบในยุคเดียวกันที่มีชื่อเสียงเทียบเคียง “มาซามูเน่” คือ “มูรามาซะ” กล่าวกันว่าใครที่มีดาบของ “มูรามาซะ” ไว้ครอบครอง เลือดจะสูบฉีดให้อยากที่จะชักดาบออกมาสังหารคู่ต่อสู้เพราะความคมของมัน ขณะเดียวกันซามูไรที่ครอบครองดาบของ “มาซามูเน่” กลับสงบนิ่งเยือกเย็น

เคยมีคนเข้าใจว่า “ดาบมาซามุเนะ” นั้นเป็นของ “มาซามุเนะ ดาเตะ” แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อของนักตีดาบสมัยคามาคูระ เป็นนักตีดาบมีชื่อเสียงชื่อ “นิวโด โกโร่ มาซามุเนะ” – การตีดาบด้วยวิถีแห่งโซชูที่บัญญัติขึ้นเอง ตีด้วยเหล็ก 3 เนื้อ แต่ปัจจุบันมีมาซามุเนะรุ่นใหม่ๆ ที่เลียนแบบวิธีการตีดาบแบบดั้งเดิมอยู่มากมาย แต่มีของจริงที่ตีโดย “นิวโด” อยู่ไม่มาก ส่วนราคาของดาบรุ่นใหม่ก็อยู่ในหลักหมื่นถึงแสน ส่วนของรุ่นเก่าก็ … ว่ากันว่าสมัยก่อนพวกไดเมียวหรือโชกุนซื้อดาบนี้ด้วยปราสาท

ดาบมุรามาสะ

ดาบญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาช่วงสมัยเอโดะ (พ.ศ. 2146-2410) จากการติดต่อค้าขาย ญี่ปุ่นนำพัดและดาบเข้ามาในอยุธยา โดยเฉพาะดาบมีความสำคัญต่อพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางในราชสำนักสยามแต่งตัวในชุดเต็มยศ ห้อยดาบเข้าพิธีสำคัญๆ ต่างๆ ในพระราชสำนัก อีกทั้งหนึ่งในห้าของ “เบญจราชกกุธภัณฑ์” คือ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน แม้แต่ดาบหรือกระบี่ของตำรวจและทหารในชุดเต็มยศของไทยในปัจจุบัน เรียกว่า “ดาบทหารม้า” (Parade Saber) ซึ่งได้รับอิทธิพลพื้นฐานมาจากดาบญี่ปุ่นทั้งสิ้น

ในสมัยอยุธยา ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการสินค้าจากสยาม เช่น ไม้กฤษณา ไม้ฝาง น้ำกุหลาบ พริกไทย เป็นต้น มีการตั้งหมู่บ้านญี่ปุ่นในอยุธยา ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามามีทั้งชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ที่ลี้ภัยทางศาสนาและส่วนหนึ่งเป็นพวกซามูไรแตกทัพที่สูญเสียเจ้านายหรือที่เรียกว่า “โรนิน” (Ronin) แตกทัพจากสงครามเซกิงาฮาร่า ได้โดยสารเรือสำเภาที่กำลังจะเดินทางมาค้าขายยังชมพูทวีปและมาตั้งรกรากในประเทศสยาม สิ่งสำคัญที่นำติดตัวมาด้วยก็คือดาบญี่ปุ่น ซามูไรเหล่านี้ได้กลายเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ดาบทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชื่อเรียกว่า “Gunto” เป็นดาบที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2411 และสิ้นสุดการผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งถือว่าเป็นยุคสมัยใหม่ (Modern) เป็นดาบที่ทำเพื่อการสงคราม ผลิตจำนวนมาก ยังคงความคมกริบ แต่ไม่ประณีตและไม่มีขั้นตอนการทำอย่างประเพณีโบราณ ดาบรุ่นนี้ตกค้างอยู่ในแถบอินโดจีนจำนวนมากหลังจากสงครามสิ้นสุด ซึ่งอาจจะพบได้ในประเทศพม่าและประเทศไทย ถูกฝังดินอยู่กลางป่าหรือในถ้ำตามเส้นทางเดินทัพของทหารญี่ปุ่น ดาบยุคสงครามจะเป็นดาบที่ใช้ฝักทำด้วยเหล็ก มีห่วงทองเหลืองหรือทองแดงเรียกว่า “โอบิ-โทริ” ใช้สำหรับห้อยกับเข็มขัด ตัวดาบและฝักเหล็กมีน้ำหนักมาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้เหน็บเอวอย่างดาบฝักไม้แบบโบราณที่มีห่วงผูกเงื่อนที่ทำจากผ้าไหมใช้เหน็บเอวของซามูไร ดาบทหารที่ไม่มีขั้นตอนการผลิตในแบบพิธีกรรมโบราณ จึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างดาบของพวกซามูไร

ส่วนพิธีกรรมโบราณนั้นมีขั้นตอนมากมายและถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ช่างตีดาบต้องถือศีลกินเจในขณะที่หลอมเหล็ก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เพื่อผลิตดาบให้เป็นมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของดาบเล่มนั้นๆ ดาบคล้ายกับเครื่องลางของขลังหรืออย่างพระเครื่องของคนไทยที่ปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ดัง ช่างตีดาบและลูกมือจะร่วมมือกันทำดาบเพียงหนึ่งเล่มในระยะเวลามากกว่าเดือน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าช่างตีดาบที่ดีจะทำดาบที่ดีออกมา หากช่างตีดาบมีจิตใจไม่ดีดาบที่ตีออกมาก็จะไม่ดีไปด้วย ดาบแต่ละเล่มจึงมีราคาไม่เท่ากัน กล่าวกันว่าบางเล่มราคามากกว่าที่ดินหนึ่งผืน หรือดาบที่ดีเพียงเล่มเดียวอาจจะมีราคาสูงกว่าหอกสามร้อยเล่ม ในสมัยโบราณดาบจึงไม่ใช่อาวุธที่สามารถจะซื้อมาใช้ในกองทัพได้ นอกจากเป็นสมบัติส่วนตัวของเหล่าซามูไรเท่านั้น

ช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

“ซาดาเอจิ กัสสัน” (Sadaeji Gassan) ช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เราอาจจะเคยเห็นท่านถือดาบไว้ในมือกับโฆษณานาฬิกาโรเล็กซ์เมื่อหลายปีก่อน “กัสสัน” เป็นตระกุลช่างตีดาบที่ตกทอดมากว่า 700 ปี ปัจจุบันยังคงรักษาขนบธรรมเนียมการตีดาบอย่างประณีตตามขั้นตอนและวิธีการแต่โบราณจากยุคทอง “สมัยคามาคูระ” โดยเป็นมรดกตกทอดมาถึง “ซาดาโตชิ กัสสัน” (Sadatoshi Gassan) ดาบซามูไรยังคงความประณีตงดงามถือเป็นงานศิลปะขั้นสูงสุดตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ปัจจุบันยังมีช่างตีดาบอีกจำนวนมากที่ตีดาบตามแนวทางดั้งเดิม

ยุคสมัยของดาบซามูไร แบ่งออกได้ 4 ยุค

  • ยุคดาบโบราณ (Ancient Sword) ก่อนคริสต์ศักราช 900 (ก่อน พ.ศ. 1443) ยุคที่ดาบของ “อามากุนิ” ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการถลุงเหล็กเนื้อดีในสมัยนาร่า
  • ยุคดาบเก่า (Old Sword) ราวปี พ.ศ. 1443-2073 ถือเป็นยุคทองของดาบซามูไร แทบไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จะอยู่ในช่วงเดียวกับศิลปะสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-18) จนถึงสมัยศิลปะสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18-20) ในขณะที่ปี พ.ศ. 1840 เป็นปีที่ดาบของ “มาซามูเนะ” ถือกำเนิดขึ้นและภูมิปัญญาขั้นสูงสุดที่ตกทอดเป็นมรดกของดาบชั้นยอด
  • ยุคดาบใหม่ (New Sword) ราวปี พ.ศ. 2139-2410 ซึ่งอยู่ช่วงเดียวกับศิลปะสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ คือช่วงสมัยเอโดะและยุคที่ญี่ปุ่นปิดประเทศห้ามคนเข้าออกอย่างเด็ดขาด (พ.ศ. 2182)
  • ยุคดาบสมัยโมเดิร์น (Modern Sword) ราวปี พ.ศ. 2411 ถึงปัจจุบัน ยุคที่ดาบทหารถือกำเนิดขึ้น (พ.ศ. 2411-2488) การผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อการสงครามทำให้ไม่มีพิธีกรรมแบบโบราณ ดาบญี่ปุ่นมัวหมองเพราะถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การตัดคอเชลยศึกไม่ใช่ประเพณีของชนชั้นซามูไร พอมาถึงสมัยปัจจุบันดาบกลายเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่มีราคาแพง

ชนิดของดาบซามูไร

ดาบมีหลายแบบและหลายประเภท แต่สามารถแบ่งชนิดหลักๆ ออกได้ดังนี้

1. ดาบยาว (Long Sword)

  • “ตาชิ” (Tachi) ดาบยาวของทหารม้า มีความโค้งของใบดาบมาก ใช้ฟันจากหลังม้า มีความยาวของใบดาบมากกว่า 70 เซนติเมตร
  • “คาตานะ” (Katana) ดาบที่มาแทนที่ดาบตาชิของทหารม้า ตั้งแต่กลาง “สมัยมุโรมาชิ” (ราว พ.ศ. 2000) สามารถใช้ต่อสู้บนพื้นดินได้คล่องตัวกว่า เพราะมีความโค้งน้อยควบคุมได้ง่าย ความยาวใบดาบโดยประมาณ 60.6 เซนติเมตรขึ้นไปถึง 70 เซนติเมตร

2. ดาบขนาดกลาง (Medium Sword)

  • “วากิซาชิ” (Wakizashi) ดาบที่ใช้พกพาคู่กับดาบคาตานะของซามูไร ใบดาบมีความยาวตั้งแต่ 12 – 24 นิ้ว ดาบที่ซามูไรใช้สำหรับทำ “เซปปุกุ” เมื่อยามจำเป็นและเป็นดาบที่ซามูไรสามารถนำติดตัวเข้าเคหะสถานของผู้อื่นกรณีเป็นผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องฝากไว้กับคนรับใช้ ตามปกติซามูไรจะพกดาบสองเล่มและโดยธรรมเนียมห้ามพกดาบยาวเข้ามาในบ้านของผู้อื่น ต้องฝากไว้หน้าบ้านเท่านั้น

3. ดาบขนาดสั้น (Short Sword)

  • “ตันโตะ” (Tanto) มีลักษณะคล้ายมีดสั้น ความยาวน้อยกว่าดาบวากิซาชิ
  • “ไอกุชิ” (Aikuchi) คล้ายมีดไม่มีที่กั้นมือ ใช้สำหรับพกในเสื้อ เหมาะกับสตรี

ความงามของดาบซามูไร

ตลอดทั้งตัวดาบหากสังเกตจะเห็นว่าดาบนั้นมีความงดงามมาก จุดเด่นคงอยู่ที่ลักษณะใบดาบที่โค้งได้รูป ถือเป็นการออกแบบที่สุดยอด ลวดลายน้ำบนใบดาบเรียกว่า “ฮามอน” ถูกประดิษฐ์ขึ้นมากว่าพันปีโดย “อามากุนิ” ไม่เป็นเพียงลวดลายที่งดงามอย่างเดียว แต่เป็นความลับของคมดาบด้วย

ในส่วนของที่กั้นมือเรียกว่า “Tsuba” (Handguard) มักทำจากเหล็ก ทองเหลือง ทองแดงหรือเงิน เป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยม มีการทำลวดลายต่อเนื่องทั้งสองด้านมาตั้งแต่โบราณ มีมากมายหลายแบบจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (ยกเว้นของดาบทหารที่มีลวดลายเดียวเฉพาะเท่านั้น) ส่วนด้ามจับที่ทำด้วยไม้หุ้มทับด้วยหนังปลากระเบนและผ้าไหม พับเว้นช่องเป็นรูปข้าวหลามตัด คือเอกลักษณ์ของดาบที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

รู้สึกจะเรียกว่า “ร่องเลือด” ครับ … เพราะสมัยก่อนเวลาต่อสู้จะมีเลือดมาเกาะอยู่มากทำให้ดาบลดความคมลงไป จึงคิดทำร่องนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้เลือดไหลไปรวมกันแล้วสลัดออกได้ง่าย

มีการพันด้ามดาบเป็นเอกลักษณ์

เรื่องราวของดาบยังมีอีกมากมาย ล้วนแต่เป็นรายละเอียดที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นลายของเนื้อเหล็กที่เกิดจากการตีเหล็กและหลอม ชนิดของลวดลายฮามอนบนใบดาบหรือดาบกับการทำ “เซปปุกุ” หรือการคว้านท้อง เป็นต้น

ปัจจุบันดาบญี่ปุ่นกลายเป็นงานศิลปะที่มีราคาสูงมาก ดาบที่ขายเป็นของที่ระลึกจะไม่คมและทำด้วยสเตนเลส เป็นของประดับบ้าน ดาบยังมีการผลิตในต่างประเทศด้วย เช่น ประเทศสเปนและไต้หวัน ส่วนดาบที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นตามขั้นตอนแบบพิธีโบราณก็ยังมีอยู่มากมาย ยังคงเป็นดาบแท้ตีใบดาบด้วยเหล็ก หลายๆ ตระกุูลอย่าง “ตระกูลกัสสัน” ยังใช้เหล็กเนื้อดีมีความคมกริบเหมือนเกือบพันปีที่ผ่านมา ดาบถูกตกแต่งหลายๆ แบบมากมายด้วยเงิน ทอง การประดับประดาและการแกะลวดลายลงบนใบดาบ รัฐบาลญี่ปุ่นดูแลการผลิตดาบอย่างเข้มงวดเพื่อให้ทรงคุณค่าต่อไปอย่างมีเอกลักษณ์ แม้ปัจจุบันดาบจะไม่ได้เป็นจิตวิญญาณของซามูไรอย่างแต่ก่อน แต่ก็คงเป็นตำนานแห่งอาวุธสังหาร และงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดสืบไป

เซ็ปปุกุ (ญี่ปุ่น: 切腹 seppuku) หรือ ฮาราคีรี (ญี่ปุ่น: 腹切り harakiri ฮะระคิริ ) เป็นการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้องในยุคซามูไรของประเทศญี่ปุ่น โดยใช้มีดสั้นแทงที่หน้าท้องใต้เอวขวา แล้วกรีดมาทางซ้ายแล้ว ดึงมีดขึ้นข้างบน ซึ่งเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด การตายด้วยวิธีนี้ เชื่อว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติแล้ว เพราะแสดงความกล้าหาญและพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบังคับจิตใจของตนเองในญี่ปุ่น คำว่า “ฮาราคีรี” ถือเป็นคำหยาบและไม่เคารพต่อผู้กระทำเซ็ปปุกุ และการเขียนตัวอักษรคันจิของสองคำนี้เขียน เหมือนกันโดยสลับตัวอักษรหน้าหลัง

ดาบญี่ปุ่น หรือ “คาตานะ” เป็นดาบรูปทรงประหลาดเมื่อเทียบกับดาบทั่วๆ ไป มีลักขณะเรียวปลายแหลมมีคมด้านเดียว โดยปกติซามูไรในญี่ปุ่นจะพกดาบสองเล่ม เล่มแรกคือ “คาตานะ” และอีกเล่มเรียกว่า “วาคิซาชิ” ซึ่งมีหน้าที่รองลงมา แต่นักดาบชื่อดังของญี่ปุ่นหลายคนที่ใช้ดาบเล็ก-ยาวพร้อมกัน เช่น นิตโตริว ของ “มิยาโมโต้ มุซาชิ” เป็นต้น

โดยปกติดาบญี่ปุ่นสามารถแยกออกตามชนิดได้หลากหลาย แต่ที่นิยมมากที่สุดคือการแบ่งแยกตามความยาว โดยมีหน่วยเป็น “ชาคุ” ซึ่ง 1 ชาคุ เท่ากับ 30.3 เซนติเมตร ขนาด 1 ชาคุ ลงมาถือเป็นดาบสั้น ขนาดทั่วไปของดาบปกติจะอยู่ที่ 2 ชาคุขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ชาคุ ดาบที่ยาวเกิน 3 ชาคุถือเป็นดาบพิเศษซึ่งใช้ยากไปซักนิด

5 ดาบผ่าปฐพี เป็นยอดดาบโบราณ 5 เล่ม ซึ่งปัจจุบันเป็นยอดดาบที่เป็น “สมบัติของขาติ” บางเล่มถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงโตเกียวและบางเล่มอยู่ในท้องพระคลังมหาสมบัติ ประกอบด้วย

  • ดาบโดจิกิริ: ดาบยาวขนาด 79.9 เซน ของยอดนักตีดาบคู่แผ่นดิน “ยัตสุซึนะ” ดาบเล่มนี้เคยเป็นดาบคู่มือของ “มินาโมโต้ โยริมิตซึ” และตกทอดเรื่อยมา
  • ดาบโอนิมารุ: ดาบยาว 78.2 เซน เป็นดาบตกทอดของสกุล “โฮโจ” ที่มีชื่อเสียง
  • ดาบมิคะซึงิมุเนะจิกะ: ยาว 80 เซน มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ซันโจว” ไม่ปรากฏชื่อเจ้าของดาบ
  • ดาบโอเดนตะ: สั้นที่สุดในบรรดา 5 พี่น้อง ยาวเพียง 65.75 เซน เป็นดาบสืบตระกูลไดเมียว “มาเอดะ” สมัยเอโดะ
  • ดาบจูซึมารุ: น้องนุชสุดท้อง แต่ขนาดยาวที่สุด 81.1 เซน ดาบสมัยคามาคุระของนักบวชนาม “นิชิเรน”

นอกจากห้าเล่มสำคัญ ก็ยังมี “ดาบในตำนาน” อีกหลายเล่ม ขอกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญๆ

  • อาเมะโนะ โทซึคาโน ซึรุงิ หรือ คุซานางิ: ดาบเปิดประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่น คู่มือของ “ซูซาโนโอะ” ผู้พิชิตมังกรเจ็ดหัว “ยามาตะ โนะ โอโรจิ” จนกลายเป็นประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน
  • โอนิ คิริมารุ (ดาบพิฆาตมาร): ดาบคู่มือ “วาตานาเบะโนะ ซึนะ” ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “มินาโมโต้ โนะซึนะ” หรือที่ใครๆ รู้จักใน “โยริมิตซึ ชิเทนโน”
  • คาเมะวาริโตว: ดาบคู่บารมี “อิตโต้ อิตโตไซ” ปรจารย์ดาบมือเดียวหรือ “อิตโตริว” ผู้โด่งดัง
  • โคการาสุมารุ: ยอดดาบที่สร้างสมัยเฮอัน ตกทอดหลายมือ
  • บิเซนโจเซน: ดาบคู่มือและโด่งดังที่สุด สร้างวีรกรรมมากมาย คู่มือของขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ “โอดะ โนบุนากะ”
  • โมโนโฮชิซาโอะ: “ซาซากิ โคจิโร่” ใช้ “โมโนโฮชิซาโอะ” หรือที่แปลว่า “ไม้ตากผ้า” ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร ด้วยความยาวของดาบนั่นเอง
  • โคเท็ตซึ” หรือ “พยัคฆ์คะนอง”: ซึ่งเป็นดาบคู่มือของ “คอนโด อิซามิ” หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าหากบอกว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มซินเซนที่มีชื่อเสียงกล่าวถึงในยุคปฏิวัติก็คงรู้จักกันดี
เอกสารอ้างอิง :

01. GraY ProJecT H. http://www.gamer-gate.net/index.php?a=bbs&b=view&id=25880&p=1
02. -นามว่า-. http://forum.mthai.com/view_topic.php?table_id=1&cate_id=34&post_id=46486
Advertisements

5 thoughts on “ดาบซามูไร: ตำนานของอาวุธสังหารและงานศิลปะ

    • ผมอยากทราบดาบที่วางขายในบ้านเรามันแท้หรือเปล่าครับมีห่วงทองเหลืองที่ปลอก 2 ห่วงเท่าที่อ่านดูน่าจะรุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 งานไม่ปราณีตความคมก็ไม่มีด้ามหนังปลากระเบนหุุ้มไม่รู้ไหมหรือป่าวขายอยู่ 12,000.- คิดว่าราคาน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ครับผม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s