Oak Island & Money Pit: (กับดัก) สมบัติโจรสลัด

แอบเซ็ง … ช่วงนี้เน็ตที่ห้องใช้ไม่ได้ ต้องมาอาศัย (แอบเล่น) เน็ตที่ทำงานประทังชีวิต ที่จริงก็กะจะอัพประมาณวันเสาร์-อาทิตย์ น่ะนะ แต่ในเมื่อเน็ตใช้ไม่ได้ ก็อัพวันศุกร์แทนแล้วกัน … ขอบ่นอีกหน่อยเถอะว่าช่วงนี้งานเข้าอีกแล้ว … งานเข้าตลอด ทั้งเหนื่อย-ทั้งเบื่อ เฮ้อ ! ช่วงนี้เจอแต่เรื่องให้เหนื่อย เหนื่อยทั้งตัวทั้งใจ ทำไมชีวิตมันน่าเศร้า-น่าเบื่อขนาดนี้เนี่ย เหนื่อยตัวยังไม่เท่าไหร่นะ … รอเสาร์-อาทิตย์ได้นอนได้พักหน่อยก็ดีขึ้น แต่เหนื่อยใจนี่สุดๆ แอบน้ำตาซึมหลายรอบแล้วนะเนี่ย เฮ้อ … เฮ้อ … เฮ้อ    kapook-17912-3416.gif image by namretteb

เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้แอบขโมยเรื่องคนอื่นมา (อีกแล้ว) ที่จริงเรื่องนี้เคยได้ยินมานานแล้วนะ กะจะเอามาลงเหมือนกัน – แล้วพอดีวันก่อนๆ ลองหาดู ก็มีคนเขียนไว้แล้ว เลย (ขอ) ขโมยมาแปะ (ฮา) – จากที่อ่านๆ ดู ผมว่าเหมือนผมจะเคยอ่านเนื้อเรื่องประมาณนี้แหละ เคยอ่านมาก่อนหน้าที่จะเจอในเว็บนี้นะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นใน ต่วย’ตูน พิเศษ … แต่เอาเถอะก็อปมาจากเว็บคนอื่นเค้า ก็ให้เครดิตคนเอามาลงละกัน …

… ขึ้นชื่อว่าสมบัติแล้วใครไม่ชอบเห็นจะไม่มี ดังนั้น เรื่องจริงอิงและไม่อิงนิยายเกี่ยวกับการตามล่าหาสมบัติ จึงเป็นที่สนใจขายดิบขายดีมาทุกสมัย ดูอย่างหนังสือเรื่องเกาะมหาสมบัติ หรือ “Treasure Island” ที่เขียนโดย” รอเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน” นั่นปะไร เขียนมาร้อยกว่าปีแล้วคน (โดยเฉพาะเด็กๆ ) ก็ยังตามล่าหามาอ่าน หนังจอใหญ่จอเล็กที่สร้างให้พระเอก (รูปหล่อ) และนางเอก (สวย ดี เก่งและฉลาด) กำลายแทงต่อสู้กับผู้ร้ายเป็นโขลงเพื่อให้ได้มาซึ่งเพชรนิลจินดาเป็นหีบๆ ล้วนแล้วแต่ทำเงินมหาศาล เพราะใครๆ ก็คงจะเคยฝันทั้งนั้นว่า ถ้ามีลายแทงอยู่ในมือแล้วได้ผจญภัยหลากรูปแบบโดยตอนจบ ได้เชยชมเงินทองกองเต็มไห ใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมด คงมีความสุขดีพิลึก

ความเชื่อเรื่องสมบัติ (ส่วนใหญ่มันจะเป็นของโจรสลัด แต่บางครั้งอาจเป็นของทหารฝ่ายตรงกันข้าม กษัตริย์หรือแม้แต่ของมหาเศรษฐีประสาทอ่อนทั้งหลาย) นั้นคล้ายความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวอยู่เหมือนกัน คือใครๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมั่นใจว่ามันมีอยู่จริง บางทีก็มีหลักฐานคือรูปถ่ายหรือลายแทงมาประกอบให้น่าเชื่อมากขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้วดูเหมือนว่าจะหาคนที่เคยขุดเจอสมบัติหรือเห็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ ได้ยากเหลือแสน แล้วก็มักจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นเหมือนในหนังหรือหนังสือแต่ประการใด ก็แค่ตีปริศนาลายแทงแล้วก็ขุดตาดีได้ตาร้ายก็เสีย แต่ส่วนใหญ่เสียกันทั้งนั้น …

“เกาะโอ๊ค” (Oak Island) นอก “อ่าวมาโฮนี่” (Mahone Bay) ทางเหนือของโนวาสโกเดีย (Nova Scotia) ของแคนาดา เป็นที่หนึ่งที่เชื่อกันมานานแล้วว่ามีสมบัติจำนวนมหาศาลฝังอยู่ ตามตำนานระบุไว้ว่าเป็นสมบัติของ “กัปตัน คิดด์” (Captain Kidd) จอมสลัดทะเลหลวงที่เลื่องชื่อลือนามในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ต่อต้นศตวรรษที่ 18

เรื่องของ “กัปตันคิดด์” ถูกนำมาใส่สีตีไข่จนกลายเป็นโจรสลัดผู้โหดเหี้ยมเชือดคอคนเป็นผักปลา แต่จริงๆ แล้ว “วิลเลียม คิดด์” เป็นโจรสลัดรัฐบาลเช่นเดียวกับนายเรือชั้นเยี่ยมของอังกฤษหลายคนในสมัยนั้น รวมทั้ง “เซอร์ ฟรานซิส เดรก” (Francis Drake) ผู้แล่นเรือรอบโลกเป็นคนแรกด้วย หน้าที่ของโจรสลัดรัฐบาลเหล่านี้คือโจมตีเรือสัญชาติศัตรู นัยว่าเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติใช่เล่นสำหรับนายเรือผู้รักชาติทั้งหลาย ไม่รวมถึงรายได้สองทางทั้งจากเรือที่ถูกโจมตีและจากรัฐบาลที่แอบจ่ายให้

อย่างไรก็ตาม “คิดด์” เป็นนายเรือที่มีความโลภมากพอๆ กับความเก่ง แม้หน้าที่หลักที่ “คิดด์” ได้รับมอบหมายจะเป็นการดักจับโจรสลัด (ของชาติที่เป็นศัตรูกับอังกฤษ) และนำทรัพย์สมบัติที่ถูกปล้น (ส่วนใหญ่) กลับมาคืนรัฐบาล แต่ “คิดด์” พบว่าการดักปล้นสะดมเรือสินค้านั้นเสี่ยงน้อยกว่าและได้กำไรกว่าการยึดเรือโจรสลัดต่างชาติอยู่อักโข ภายในห้าปี “คิดด์” นำ “เรือแอดเวนเจอร์ แกลเลอรี่” (Adventure Gallery) ของเขาเข้าโจมตีเรือใหญ่น้อย โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเรือของศัตรูหรือไม่ ขออย่างเดียวอย่าเป็นเรืออังกฤษเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลอังกฤษก็รู้ๆ อยู่ แต่ทำเอาหูไปนา-เอาตาไปไร่เสีย เพราะถึงอย่างไร “คิดด์” ก็ปล้นแต่เรือต่างชาติ จนเมื่อรัฐบาลเริ่มมาสงสัยว่า “คิดด์” ไม่ได้แบ่งทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ไห้รัฐบาลในอัตราส่วนที่น่าพอใจนั่นแหละ ถึงได้มีความคิดที่จะจับตัว “กัปตันคิดด์” ขึ้นมา

การจับ “กัปตันคิดด์” ไม่ใช่เรี่องง่ายในสมัยต้นศตวรรษที่ 18 เพราะ “คิดด์” ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเรือกลางทะเลแล้วลูกเรือแต่ละคนก็กิตติศัพท์ดีๆ กันทั้งนั้น แต่ “กัปตันคิดด์” เป็นคนรักเกียรติ แค่รัฐบาลปล่อยข่าวลอยลมมาเท่านั้นว่า “กัปตันคิดด์” โกงเงินหลวง เขาก็รีบแล่นเรือเข้ามุ่งหมายจะมาแก้ต่างให้ตัวเองทันที ผลก็คือถูกจับได้โดยละม่อม ตรงชายฝั่งนิวอิงแลนด์ใกล้โนวาสโกเดียนั้นเอง

หลังจากถูกส่งกลับมาเข้าคุกที่อังกฤษได้ไม่นาน “กัปตันคิดด์” ก็ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดต้องถูกประหาร ว่ากันว่าคืนก่อนจะถูกประหารนั้น “กัปตันคิดด์” ขอพบประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นข้อเสนอว่า ถ้าได้รับการอภัยโทษประหาร เขาจะพาเจ้าหน้าที่รัฐบาลไปขุดสมบัติมูลค่ากว่าแสนปอนด์ (ในสมัยนั้น) ซึ่งเขาอ้างว่าอยู่ในทะเลจีน (Chines seas) คำขอร้องของ “กัปตันคิดด์” ไม่เป็นผล เขาถูกประหารในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับการตายของ “กัปตันคิดด์” ตำนานของเกาะมหาสมบัติก็เริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปเกือบร้อยปี ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1795 เด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “แดเนียล แมคกินนิส” เกิดความคิดจะไปสำรวจเกาะโอ๊คที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน สาเหตุที่เรียกเกาะโอ๊ค ก็เพราะเกาะนี้เต็มไปด้วยต้นโอ๊ค ซึ่งเป็นต้นไม้ที่หาได้ยากในแถบนั้น “แดเนียล” เคยได้ยินเรื่องสมบัติโจรสลัดมาหลายครั้งและเมื่อตอนที่เขาย่ำเท้าลงบนหาดทรายรูปพระจันทร์เสี้ยวของเกาะโอ้ค เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเกาะนี้อาจเป็นที่ฝังสมบัติของโจรสลัดสักคนหนึ่ง เพราะเกาะเล็กๆ ห่างไกลเช่นนี้ไม่มีใครมาตั้งรกรากอยู่อาศัย เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นที่หลบภัยของโจรสลัด ไม่น่าประหลาดใจเลยว่าเมื่อ “แดเนียล” เดินมาเจอต้นโอ๊คใหญ่ต้นหนื่งทื่มีเชือกผูกเรือและรอกเก่าๆ แขวนห้อยอยู่ตรงกิ่งใหญ่ด้านล่างและพื้นใต้ต้นมีรอยยุบเหมือนมีใครเคยมาขุดอะไรไว้ จินตนาการของเด็กหนุ่มก็แล่นปราด “แดเนียล” รีบกลับบ้านเรียกเพื่อนอีกสองคนคือ “จอห์น สมิธ” วัยยี่สิบปีและ “แอนโธนี่ วอห์น” วัยสิบสามปีมาร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีเครื่องมือคือจอบ เสียมและพลั่ว

ที่ชายหาดเดิมทั้งสามพบหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีห่วงเหล็กขนาดใหญ่ฝังอยู่และสรุปว่านั่นคือที่ผูกเรือขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ทั้งสามยังพบร่องรอยทางเดินเก่าแก่เข้าไปจนถึงต้นโอ๊คต้นสำคัญ ซึ่งหลังจากสำรวจดูอย่างถี่ถ้วนก็พบว่ากิ่งล่างสุดที่มีเชือกและรอกแขวนห้อยอยู่นั้นถูกตัดปลายออกไปจนเหลือแต่โคนยาวราวสี่ฟุต และที่โคนต้นก็เต็มไปด้วยรอยถูไถของเชือกขนาดใหญ่

ทั้งสามลงมือขุดใต้ต้นโอ๊คทันที แรกเริ่มทุกอย่างดูจะไปได้สวย ใต้ต้นโอ๊คนั้นมีหลุมลึกขนาดกว้าง 13 ฟุต ตรงที่คนมาขุดไว้จริงๆ เมื่อขุดลงไปได้สี่ฟุตก็เจอหินชั้นขวางอยู่ บนเกาะดังกล่าวไม่มีหินชั้นแหล่งหิน ชั้นที่อยู่ใกล้ที่สุดคือห่างออกไปสองไมล์ ใครก็ตามที่ขุดหลุมนี้ต้องมีความตั้งใจเป็นพิเศษทีเดียว สามหนุ่มยิ่งขุดก็ยิ่งมีหวัง เพียรขุดอยู่หลายวันด้วยพลั่วและจอบเสียมที่มี และสามารถขุดลงไปไดลึกถึง 30 ฟุต โดยทุกๆ ระยะ 10 ฟุตจะพบชั้นไม้โอ๊ควางคั่นเป็นเครื่องหมาย แต่เมื่อขุดไม้ไอ๊คที่ระดับสามสิบฟุตออกแล้วไม่พบหีบสมบัติดังใจนึก ทั้งสามก็ยกธงขาว ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างมาก เด็กหนุ่มทั้งสามเชื่ออย่างจริงจังว่านั่นคือหลุมสมบัติแน่นอนและพยายามหาทุนเพื่อการขุดอย่างจริงจัง … แต่ไม่มีใครเอาด้วย

กาลเวลาผ่านไป “จอห์น” กับ “แดเนียล” แต่งงานและอพยพไปตั้งรกรากอยู่บนเกาะโอ๊ค พวกเขาตั้งชื่อหาดรูปพระจันทร์เสี้ยว่า “อ่าวสมิธ” (Smith Cove) แต่ไม่ได้ทำการขุดสมบติอย่างจริงจังอีก จนกระทั่งเมียของ “จอห์น” ตั้งครรภ์ในอีกเก้าปีต่อมา หมอที่ดูแลครรภ์ของเธอชื่อ “ซีเมียน ลินดส์” ซึ่งสนใจในเรื่องราวของหลุมสมบัติบนเกาะโอ้คมากพอที่จะรวบรวมเงินทองจากเพื่อนฝูงมาขุดหลุมดังกล่าวอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1803 “จอห์น” กับ “แดเนียล” เข้าร่วมทีมขุดนี้ด้วยความหวังที่ฝังใจมาตั้งแด่เด็ก ยิ่งขุดลึกลงไปยิ่งพบว่าทุกๆ สิบฟุตจะมีชั้นไม้ไอ๊คขวางไว้ อาจเป็นไม้ไอ๊คเฉยๆ หรือไม้ไอ๊คฉาบปูนยาเรือหรือไม้ไอ๊คหุ้มกาบมะพร้าว ซึ่งวัสดุสองอย่างนี้ชี้ชัดว่าเจ้าของหลุมต้องเป็นชาวเรือ เพราะกาบมะพร้าวเมืองร้อนไหนเลยจะมาอยู่แถบเหนือที่หนาวจัดขนาดนี้ได้ ถ้าไม่มีคนนำมา

เมื่อถึงระดับเก้าสิบฟุต ทีมขุดก็เจอเข้ากับหินก้อนหนึ่งที่มีลักษณะแตกต่างไปจากหินทั่วไปในโนวาลโกเตีย ได้หินก้อนนั้นมีอักขระประหลาดๆ แกะไว้เต็ม เนื่องจากไม่มีใครอ่านออก “จอห์น” เลยเก็บหินนั้นมาก่อเป็นปล่องไฟในบ้าน

… ในปี ค.ศ. 1997 นักถอดรหัสของบริษัทไอบีเอ็มอุตส่าห์แกะลายแทงดังกล่าวจนออก ได้ความว่า “ลึกลงไปจากนี้สี่สิบฟุต หากเพียรขุดจะมีสองล้านปอนด์”

เนื่องจากเวลาที่ขุดเจอก้อนหินนั้นเป็นเย็นวันเสาร์ ทีมขุดจึงพักงานไว้ก่อนและความที่เป็นชุมชนเคร่งศาสนา ทุกคนเลยหยุดงานวันอาทิตย์ พอเช้าวันจันทร์มารวมพลกันที่ต้นโอ๊คต้นสำคัญ แล้วก็ได้แต่อ้ำอึ้งตะลึง เพราะในหลุมลึกที่เคยมีน้ำพอซึมๆ บัดนี้กลายเป็นบ่อน้ำโคลนสูงขึ้นมาถึงระดับ 30 ฟุตจากผิวพื้นดิน ตักออกอย่างไรก็ไม่หมด เอาปั๊มมาสูบจนปั๊มระเบิดไปคาบ่อก็ไม่ได้ผล ระดับน้ำยังคงกลับมาเท่าเดิมทุกครั้ง จนทีมขุดท้อใจถอยกลับไปตั้งหลักถึงสองปี

พอปี ค.ศ. 1805 ถึงได้กลับมาพยายามใหม่ คราวนี้ลองขุดอีกหลุมใกล้ๆ หลุมเดิมขุดลงไปลึกถึง 100 ฟุต แล้วค่อยๆ ขุดไซ้เข้าไปหาหลุมเดิมโดยหวังว่าจะขุดขึ้นไปหาหีบสมบัติ (ซื่งเชื่อกันว่าอยู่ใต้หินก้อนนั้น) ทว่าพอขุดเข้าใกล้หลุมเดิม แรงดันน้ำก็ปะทุออกมาทลายกำแพงดินที่กั้นระหว่างหลุมเก่ากับหลุมใหม่ เล่นเอาทีมขุดหนีอุทกภัยแทบไม่ทัน คราวนี้ถึงไม่มีใครเสียชีวิด แต่ทุกคนเสียทรัพย์สินไปกับหลุมดูดสมบัตินี้จนแทบหมดตัว ต้องเลิกล้มโครงการไปในที่สุด

แมลงเม่าตัวใหม่บินมาตกหลุมสมบัตินี้ในปี ค.ศ. 1849 นำโดย “ดร.เดวิด ลินดส์” ญาติของ “หมอซีเมียน ลินดส์” ที่พับฐานม้วนเสื่อกลับบ้านไปเมื่อ 40 ปี ก่อนและ “แอนโธนี่ วอห์น” เด็กหนุ่มหนึ่งในสามที่ค้นพบหลุมสมบัติเป็นครั้งแรกและก็แก่หง่อมอยู่ในวัยเกษียณแล้วในปีดังกล่าว “แดเนียล แมดกินนิล” เด๊ดสะมอเร่ไปแล้ว ส่วน “จอห์น สมิธ” ไม่ขอมีเอี่ยวในการขุดครั้งใหม่นี้แต่ประการใด …คงเข็ด

ทีมขุดใหม่ที่กำลังมีเงินทองสำรองจ่ายคล่องตัวลงมือขุด ตรงจุดเดิมแล้วก็เจอปัญหาเดิมคือน้ำ แก้ยังโงก็ไม่ตกเหมือนเดิม ลงท้ายทีมขุดเลยตัดสินใจใช้สว่านรูปกลมที่มีช่องเก็บตัวอย่างของที่มันเจาะผ่านไปลงไป หยั่งดูว่าต่ำกว่าระดับ 90 ฟุต นั้นมีอะไรบ้าง? คุ้มค่าแก่การขุดหรือไม่? สว่านดังกล่าวเจาะลงไปได้ถึงระดับ 106 ฟุต จากบันทึกคำบอกเล่าของผู้มีส่วนร่วมในทีมขุดระบุว่าสว่านเจาะผ่านสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหีบไม้ไอ๊คหนาสองหีบซึ่งข้างในเต็มไปด้วยโลหะ สว่านได้เก็บสายโลหะอันหนึ่งขึ้นมาด้วย ซึ่งดูจากลักษณะแล้วเหมือนสายนาฬิกาโบราณ ต่อมามีข่าวลือแพร่ออกไปว่า สว่านเก็บเอาเศษทองหรือแม้แต่อัญมณีขึ้นมาด้วย แต่เรื่องนี้ไม่มีคนยืนยันและหีบทั้งสองหีบนั้นก็ไม่เคยมีใครขุดขึ้นมาได้

หลังจากพากเพียรหาทางขุดอยู่หลายวิธี เจอน้ำท่วมหลายครั้งทีมขุดก็เริ่มได้คิดว่าอาจจะมีทางระบายน้ำอยู่ลึกลงไปเพราะน้ำจะท่วมหลุมทุกครั้งที่น้ำลง บริเวณอ่าวสมิธห่างออกไปประมาณ 500 ฟุต หนึ่งในทีมขุดออกปากว่า หาดทรายของอ่าวสมิธนั้นดูพิลึกอยู่ เพราะทุกครั้งที่น้ำลง หาดจะถูกท่วมน้ำ “เหมือนฟองน้ำถูกบีบยังไงยังงั้น”

การสำรวจอ่าวสมิธอย่างละเอียดทำให้ทีมขุดถึงกับพูดไม่ออก หลุมสมบัติลึกขนาดนี้ด้องใช้ความสามารถอย่างเอกอยู่แล้ว แต่อ่าวสมิธนี้เป็นฝีมือของยอดอัจฉริยะทีเดียว ที่พูดได้เช่นนี้เพราะอ่าวสมิธไม่ใช่เวิ้งอ่าวธรรมชาติ หากเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันหลุมสมบัติที่ถูกสร้างขี้นอย่างประณีต ภายใต้ทรายตื้นๆ เต็มไปด้วยกาบมะพร้าวและใยสาหร่ายทะเลเรียงสานกันไว้อย่างเป็นระเบียบแทรกด้วยกรวดหยาบและหินยาวถึง 150 ฟุต ตลอดแนวหาดลึกลงไปห้าฟุตเป็นท่อส่งน้ำสร้างด้วยหินต่อเข้าไปถึงหลุมสมบัติ เมื่อน้ำขึ้นกาบมะพร้าวและใยสาหร่ายทะเลจะอุ้มน้ำทะเลไว้จนเต็มและเมื่อน้ำลง แรงดันน้ำจะดึงน้ำออกจากเส้นใยเหล่านั้นไหลเทลงไปตามท่อ ตราบใดที่หลุมสมบติยังไม่ถูกขุดความหนาแน่นของแผ่นดินก็ยังสามารถดันน้ำไว้ได้ แต่เมื่อขุดหลมสมบัติไปถึงระดับหนึ่ง ดินจะมีดวามหนาแน่นน้อยลงเปิดทางให้น้ำไหลเข้ามาท่วมหลุม

หลังจากค้นพบว่าเจ้าของสมบัติ ฉลาดร้ายกว่าที่คิด “ดร.เดวิด ลินดส์” กับพวกต้องหยุดการขุดไปหลายปี เวลาที่เนิ่นนานไม่ทำให้พวกเขาหาวิธีเอาชนะคนที่มีชีวิดอยู่เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อนได้ หลังจากประสบความล้มเหลวอีกถึงสองครั้งในปี ค.ศ. 1859 และ 1861 ครั้งหลังนี้มีคนตายด้วยหนึ่งคน เนื่องจากเครื่องสูบพลังไอน้ำระเบิด” ดร.ลินดส์” ก็ต้องล้มลิกโครงการไปโดยถาวร

พอถึงตอนนี้บริเวณหลุมสมบัติดังกล่าวก็ถูกขุดจนพรุนไปหมดดูแทบไม่ออกว่าหลุมไหนเป็นหลุมดั้งเดิม มันได้ฉายาวุ่า “หลุม (ดูด) สมบัติ” (The Money Pit) เพราะดูเหมือนคนที่หวังรวยจากหลุมนี้ส่วนใหญ่จะเสียทั้งเงิน เสียทั้งแรงกันปางตายทั้งนั้น แต่เรื่องสมบัติมีหรือคนจะเลิกหวัง

ในปี ค.ศ. 1866 บริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการขุดหาสมบัติบนเกาะโอ๊คโดยเฉพาะ ชื่อ “บริษัฑฮาลิแฟกซ์” พยายามทำทุกทางที่จะปิดกั้นน้ำจากอ่าวสมิธไม่ให้ไหลมาถึงหลุมที่ขุดไว้ พวกเขาค้นพบว่าอุโมงค์ระบายน้ำถูกก่อสร้างอย่างดีด้วยหินซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะปิดมันเสีย ถ้าหากบริเวณหลุมสมบัติไม่ได้ถูกขุดจนดินร่วนซุยไปหมดอย่างที่เป็น เพราะตอนนี้น้ำทะเลสามารถซึมเข้ามาถึงหลุมได้จากหลายทิศทาง จน “บริษัทฮาลิแฟกซ์ “หมดความพยายาม (และเงิน) ไปอีกรายหนึ่ง

“ไอแซด แบลร์” ผู้ร่วมลงทุนในบริษัทคนหนึ่งถึงกับเขียนไปบอกหลานชายของตนชื่อ “เฟรเดริค” ว่า “ลุงเห็นอะไรมากพอที่จะเชื่อว่ามีสมบัติมหาศาลในหลุมนั่น แล้วก็เห็นอะไรมากพอที่จะเชื่อเหมือนกันว่าไม่มีใครเอามันขึ้นมาได้หรอก ความจิงอันหนึ่งที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ ถ้าหลุมดังกล่าวมีสมบัติอยู่จริง คนที่สร้างมันขึ้นคงด้องมีวิธีที่จะกันน้ำไม่ให้ไหลลงมาในหลุมได้ ไม่อย่างนั้นจะเอาสมบัติขึ้นมาได้อย่างไร นักล่าหาสมบติส่วนใหญ่เชื่อว่ามีประตูกั้นน้ำอยู่ตรงไหนสักแห่งใกล้ๆ หลุม (ถึงตอนนี้คงด้องเรียกว่าบ่อหรือบึงไปแล้ว) แต่หากันเท่าไรก็หาไม่พบ”

ในปี ค.ศ. 1897 – “เฟรเดริค แบลร์” ซึ่งดูเหมือนจะยึดเอาคำพูดของลุงเมื่อสามสิบปีก่อนเป็นคำท้าทาย ตัดสินใจตั้งบริษัทสมบัติเกาะโอ๊ค (Oak Island Treasuse Co.) เพื่อขุดหาสมบัติ “ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด”

แทนที่ “เฟรเดริค” จะให้ขุดตรงหลุมสมบัติอย่างทีมขุดชุดก่อนๆ เขาลองวิธีใหม่ โดยเริ่มต้นจากอ่าวสมิธ ทฤษฎีของ “เฟรเตริค” คือใช้ระเบิดไดนาไมท์ระเบิดปากอุโมงค์ระบายน้ำที่อ่าว ระเบิดทำงานสมใจนึกและปากอุโมงค์ระบายน้ำก็ถล่มสมใจหมาย มีอย่างเดียวที่ไม่สมใจคือน้ำทะเลยังคงไหลบ่ามาเติมหลุมเหมือนเก่า ยัง … “เฟรเตริค” ยังไม่ยอมแพ้ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าหลังจากที่ผ่านการถูกน้ำไหลบ่าเข้ามาหลายรอบ หีบสมบัติทั้งสองหีบยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ สว่านที่เจาะลงไป ลึกถึงระดับกว่า 150 ฟุต เก็บตัวอย่างปูนซีเมนต์ขึ้นมาได้แผ่นปูนซีเมนต์เป็นแผ่นไม้โอ้คหนา แผ่นโลหะแล้วก็โลหะชิ้นเล็กๆ ซึ่งอาจจะเป็นเหรียญหรือเพชรพลอย ด้วยความหวังอันเรืองรอง พวกเขาใช้สว่านเจาะรอบๆ พื้นที่ เพื่อหาทางขุดเอาสิ่งที่สงสัยว่าเป็นหีบสมบัติขึ้นมาให้ได้ แต่โชคไม่เข้าข้าง สว่านอันหนึ่งเจาะไปพบอุโมงค์น้ำอีกอันหนึ่งในระดับ 150 ฟุต โดยไม่ทันตั้งตัว น้ำทะเลก็ไหลบ่าเข้ามาท่วมหลุมอีกครั้ง ทีมขุดพยายามเจาะหลุมใหม่ถึงหกหลุม เพื่อหาทางบล็อกน้ำทะเลจากอุโมงค์ส่งน้ำอันที่สองนี้ แต่ไม่สำเร็จเมี่อเงินหมด “เฟรเดริค” จึงยกธงขาวยอมแพ้

ต่อมามีทีมขุดอีกหลายทีมที่พยายามทุ่มเงินทองและเทคโนโลยีเพื่อพิชิตสมบัติบนเกาะโอ๊ค แต่ไม่มีใครเลยที่เอาชนะวิศวกรอัจฉริยะนิรนามที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อนได้ ในปี ค.ศ. 1937 ทีมขุดของ “กิลเบิร์ต เฮดเดน” สรุปผลการขุดว่าหีบสมบัติอาจจะแตกและสมบัติถูกน้ำพัดพาไปแล้ว เนื่องจากการขุดเจาะและแรงดันน้ำ

ทีมขุดอีกทีมหนึ่งขุดลงไปลึกถึง 180 ฟุต ไม่พบสมบัติ แต่พบสายน้ำใต้ดินซึ่งอาจมีส่วนทำให้หลุมสมบัติมีน้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1965 นักธรณีวิทยาอเมริกันชื่อ “โรเบิร์ต ดันฟิลด์” ลองใช้รถขุดขนาดยักษ์ขุดบริเวณหลุมสมบัติ (ซึ่งกลายเป็นบ่อโคลนขนาดใหญ่ไปแล้ว) เป็นหลุมกว้าง 80 ฟุต ลึก 130 ฟุต เขาไม่พบอะไรทั้งสิ้นแถมยังทำให้ร่องรอยเดิมๆ ซึ่งอาจจะเป็นกุญแจไขความลับเรื่องสมบัติมหากาฬนี้หายไปจนเกลี้ยง

… แม้ปัจจุบันเกาะโอ๊คจะแทบไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่ามีสมบติของ “กัปตัน คิดด์” ฝังอยู่ที่นั่นรอให้คนที่มีทุนทรัพย์และมันสมองมากพอมาเอาไป ก็บอกแล้วว่าเรื่องสมบัติพัสถานมันมีเสน่ห์ให้คนหลงใหลมาทุกยุคทุกสมัย

เอกสารอ้างอิง :

Bangkokboy. http://www.geocities.com/fundee2000/captainkid.html
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s