The Rape of Nanjing: หนี้ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

หากกล่าวถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ใดยิ่งใหญ่และเลวร้ายเท่ากับ เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง … ที่ยุโรปตะวันตกต้องยกให้กองทัพนาซีของ “ฮิตเลอร์” ที่กระทำกับชาวยิว ชาวโปลด์ ตายเป็นเบือ … แต่ทางตะวันออกต้องยกให้ “กองทัพญี่ปุ่น” กองทัพลูกพระอาทิตย์ กองทัพของจักรพรรดิที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกองทัพที่โหดเหี้ยมและสร้างความเลวร้ายที่สุดให้กับแผ่นดินของประเทศนั้นๆ อย่างประมาณค่ามิได้

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 – กองทัพญี่ปุ่นดาหน้าบุกรุกประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดและนำเอาทรัพยากรจากประเทศที่ยึดได้ไปเป็น “ทุน” หรือ “วัตถุดิบ” ในการเติมแสนยานุภาพทางด้านการรบ การสร้างอาวุธ ตลอดจนเป็นแหล่งพลังงานสำรองด้านอื่นๆ โดยช่วง ปี ค.ศ. 1931-1945 ถือได้ว่าเป็นเวลาแห่งความหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแต่ละประเทศในเอเซียที่ญี่ปุ่นบุกเข้ามาและกระทำการโหดร้ายให้โลกระบือ … โดยเฉพาะประเทศจีน

จีนถือว่าเป็นเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดเพราะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ บรรดาเมืองใหญ่ๆ ของจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ญี่ปุ่นจ้องเขมือบเต็มเหนี่ยว เหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดของสงครามจีน-ญี่ปุ่นก็คือ “การเข้ายึดครองเมืองนานกิง” ซึ่งทหารญี่ปุ่นได้เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตและทรัพย์สินของชาวจีนไปมากมาย มีทั้งการเผาทั้งเป็น ฝังทั้งเป็น ลั่นกระสุนสังหาร แทงด้วยดาบปลายปืน ฟันด้วยดาบ ปล้นสะดม จนถึงข่มขืนกระทำชำเรา

กองทัพญี่ปุ่นใช้ข้ออ้างว่าทหารจีนไปวางระเบิดทางรถไฟของญีปุ่นเพื่อเข้ายึดแมนจูเรีย แม้ประเทศพันธมิตรยุโรปจะทราบเรื่องแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากเหนื่อยล้าจากสงครามโลกที่ผ่านมา ทำได้แค่เชิญตัวแทนญี่ปุ่นเข้าพบและสั่งถอนกำลังออก แต่ญี่ปุ่นไม่รับฟัง แมนจูเรียจึงถูกปกครองลับๆ โดยตัวแทนญี่ปุ่นและเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐแมนจูกัว

กองทัพญี่ปุ่นที่ต้องการแผ่อิทธิพลได้ทำการต่อสู้กับทหารจีน ซึ่งต่อมาการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1937 – ตอนแรกญี่ปุ่นเป็นฝ่ายมีชัย ต่อมาฝ่ายจีนสามารถต้านทานการรุกคืบได้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่ญี่ปุ่นจะตีเมืองเซี่ยงไฮ้แตก แล้วกรีธาทัพมุ่งสู่เมืองนานกิงอย่างรวดเร็ว ทหารของ “เจียงไคเช็ก” ได้ละออกจากเมืองไปก่อนแล้ว กองทัพญี่ปุ่นจึงสามารถยึดนานกิงได้ง่ายๆ แล้วเหตุการณ์ที่กลายเป็น “หนี้ประวัติศาสตร์” ที่ญี่ปุ่นยังคงติดค้างจีนมาจนถึงทุกวันนี้ก็ได้เกิดขึ้น

“ทิลแมน เดอร์ดิน” นักข่าวของนิวยอร์กไทมส์ได้เห็นเหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงเริ่มแรกก่อนถูกทหารญี่ปุ่นไล่ออกมา “ตอนนั้นผมอยู่ในวัย 29 ปี นั่นเป็นข่าวใหญ่ชิ้นแรกที่ผมทำให้นิวยอร์กไทมส์ ผมขับรถลงไปที่ฝั่งแม่น้ำ รถต้องแล่นทับไปบนศพที่กองก่ายกันระเกะระกะที่ฝั่งแม่น้ำนั่น ขณะผมรอคอยการลงมือ พวกนายทหารของญี่ปุ่นก็สูบบุหรี่คุยกัน ยืนดูการสังหารทหารจีน 1 กองพันโดยรัวปืนกลเข้าใส่” ตอนที่ผละออกมา เขาเห็นคนถูกสังหารประมาณ 200 คน ในช่วงเวลา 10 นาที ท่ามกลางสีหน้าท่าทางสนุนสนานของพวกทหารญี่ปุ่นที่คอยชม เขาบอกว่าเหตุการณ์นี้เป็น “ความโหดร้ายที่สุดกรณีหนึ่งแห่งยุคสมัยใหม่” และว่า “ความทรงจำนี้ไม่อาจลบเลือน”

หมอสอนศาสนา “จอห์น แม็กกี” เป็นอีกผู้หนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ท่านสาธุคุณบอกว่า ทหารญี่ปุ่นไม่เพียงสังหารเชลยศึกทุกคนที่จับได้เท่านั้น แต่ยังเข่นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองทุกเพศทุกวัยด้วย ” หลายคนถูกยิงราวกับเป็นการล่ากระต่ายไปตามท้องถนน” …หลังจากได้เห็นการสังหารและข่มขืนอยู่หนึ่งสัปดาห์ “สาธุคุณแม็กกี” ได้ร่วมกับชาวตะวันตกคนอื่นๆ จัดตั้งเขตปลอดภัยสากลขึ้น

“มินนี วอทริน” สตรีชาวอเมริกัน ซึ่งมีส่วนช่วยอยู่ด้วย ได้เขียนถึงเหตุการณ์ลงในสมุดอนุทินส่วนตัวว่า “คงไม่มีอาชญากรรมประเภทไหนเลยที่ไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ เด็กสาว 13 คน ที่ทำงานในโรงเรียนสอนภาษาได้ถูกฉุดไปเมื่อคืนนี้และวันนี้ฉันก็ได้ยินว่าเมื่อคืนมีเด็กผู้หญิงตามบ้านเรือนถูกเอาตัวไปหลายคน บางคนเพิ่งอายุ 12 ปี” – ในวันต่อๆ มา เธอเขียนว่า “มีคนถูกกราดยิงหรือแทงตายด้วยดาบปลายปืนไปกี่หมื่นคน เราคงไม่มีทางรู้ได้ เพราะหลายกรณีมีการราดน้ำมันลงบนศพแล้วจุดไฟเผา” และว่า “ร่างที่ไหม้เกรียมได้บอกเล่าถึงโศกนาฏกรรมเหล่านี้ เหตุการณ์ในช่วง 10 วันให้หลังยิ่งน่าเศร้าสลด หลายเหตุการณ์จะไม่ลบเลือนไปจากความทรงจำของฉันจนชั่วชีวิต รวมทั้งความทรงจำของผู้คนในเมืองนานกิงในห้วงยามนี้”

รายงานของบีบีซีบอกว่า “กรณีการข่มขืนที่เมืองนานกิง” หรือ “The Rape of Nanjing” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “กรณีการสังหารหมู่ที่เมืองนานกิง” ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1937 ถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 นับเป็นการสังหารหมู่ครั้งร้ายแรงที่สุดในยุคใหม่

ทางการจีน นักประวัติศาสตร์และบรรดาหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างพูดตรงกันว่ากองทัพญี่ปุ่นได้สังหารชาวจีนเฉพาะในเมืองนานกิงราว 300,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก บรรดาชาวตะวันตกที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า มีผู้หญิงจีนถูกข่มขืนประมาณ 20,000 คน และประชาชนพลเรือนจำนวนมากได้ถูกปลิดชีพด้วยดาบซามูไรหรือดาบปลายปืน ญี่ปุ่นยอมรับว่าเกิดการสังหารและข่มขืนจริง แต่จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อไม่ได้มากถึงขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นพูดถึงผู้เคราะห์ร้ายโดยบอกว่ามี “จำนวนมาก” หรือ “หลายคน” และเหตุการณ์ก็ไม่ได้เกิดในยามปกติ แต่เป็นสถานการณ์ของสงคราม

– ก่อนนานกิงแตก –

ขณะนั้นจีนมีสงครามภายในระหว่าง “พวกคอมมิวนิสต์” กับ “ฝ่ายชาตินิยมของพรรคก๊กมินตั๋ง” นำโดย “นายพลเจียงไคเช็ก” ที่ใช้เมืองนานกิงเป็นเมืองหลวงของฝ่ายตน – ปี ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นยังไม่สามารถเข้ายึดนานกิงได้ แต่เมืองนานกิงก็สะบักสะบอมเต็มทีเพราะกองทัพญี่ปุ่นต่างโหมบุกอย่างหนักหน่วงเป็นระลอกคลื่น – เดือนกันยายน ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบสุ่มทิ้งระเบิดถล่มทั่วนานกิงแบบปูพรมถึง 100 เที่ยว โดยเฉพาะวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1937 มีฝูงบินญี่ปุ่นแบบทิ้งระเบิดปูพรมถึง 5 เที่ยวใหญ่ๆ ปล่อยตรงจุดที่มีจำนวนประชากรมากๆ เช่น หน่วยรักษาคนเจ็บ ค่ายผู้อพยพ ส่งผลให้มีคนตายในที่เกิดเหตุทันทีกว่าหนึ่งร้อยศพ มีคนบาดเจ็บนับไม่ถ้วน สถานีวิทยุ การประปา แหล่งเพาะปลูก กระทั่งโรงพยาบาลถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิดใส่จนพังพินาศหมด เท่านี้นานกิงก็ตัดขาดโลกภายนอกโดย สมบูรณ์แบบ

ล่วงเข้ามาถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน “รัฐบาลก๊กมินตั๋ง” ได้ประกาศย้ายเมืองหลวงไปยังชองกิง ขณะเดียวกันนานกินก็กำลังระส่ำระสายแทบควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ บรรดาข้าราชการ คนชั้นสูง คนรวย ต่างเผ่นหนีออกจากเมือง ปล่อยพวกชาวบ้านนานกิงจนๆ ผู้อพยพและบรรดาพ่อค้าที่ห่วงของซื้อ-ของขายรอคอยชะตากรรมกันเอาเอง พวกเขาไม่ได้หนีหายไปไหน แต่กลับหาที่ซ่อนตัวไม่ไกลนัก เพราะทุกคนต่างหวังว่า “ทหารก๊กมินตั๋ง” จะมาช่วยต้านทหารญี่ปุ่นเอาไว้ … แต่พวกเขาคิดผิดถนัด ! เพราะคณะกรรมาธิการนานาชาติได้ตั้งให้นานกิงเป็นเขตปลอดภัย ซึ่งไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปดูแล โดยรับความเห็นชอบจาก “รัฐบาลก๊กมินตั๋ง” ความหวังสุดท้ายของชาวนานกิงริบหรี่เต็มที

กองทัพญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่ว่านานกิงถูกขนาบด้วยแม่น้ำถึงสองด้านและตั้งอยู่ทางใต้ของโค้งแม่น้ำแยงซีที่ไหลมาจากทางเหนือแล้วเลี้ยวผ่านไปทางตะวันออก กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของ “พลเอกนาคาจิมา เคซาโกะ” สามารถเดินทัพจากทางตะวันออกเฉียงใต้ไปบรรจบกันที่ด้านหน้าของนานกิงในรูปครึ่งวงกลม โดยใช้แม่น้ำเป็นกำแพงธรรมชาติล้อมเมืองหลวงแห่งนี้ รวมทั้งสกัดการฝ่าหนีออกไปด้วย

ปลายเดือนพฤศจิกายน ทหารญี่ปุ่นสามกองทัพดาหน้าเข้าหานานกิง ทัพหนึ่งเดินทัพมาทางรถไฟสายนานกิง-เซี่ยงไฮ้ มุ่งไปทางตะวันตกทางฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำแยงซี ทหารกองนี้เข้ามาทางแม่น้ำไป๋เหมาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเซี่ยงไฮ้ – ทัพที่สองนำโดย “พลเอกมัตสึอิ อิวาเนะ” เตรียมตัวบุกจู่โจมนานกิงทั้งทางน้ำและทางบกอยู่ที่ทะเลสาบอ้ายหู ทัพนี้เคลื่อนจากเซี่ยงไฮ้ลงมาทางตะวันตกและเดินทัพอยู่ทางทิศใต้ของ “ทัพของนาคาจิมา” – ทัพที่สามภายใต้การนำของ “พลโทยานากาวา ไฮสุเขะ” เดินทัพลงไปทางใต้และหักเลี้ยวเข้าหานานกิงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะบุกถึงนานกิงนั้น ทหารญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเมืองซูโจวราบเป็นหน้ากลองและฆ่าทุกคนที่พบ การบุกเข้าเมืองซูโจวครั้งนี้ทำให้จำนวนประชากรลดลงจาก 350,000 คน เหลือไม่ถึง 500 ชีวิต

Iwane Matsui

ราวบ่ายสองโมงของวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1937 แม้ทหารของจีนจะต่อต้านญี่ปุ่นจนสุดฤทธิ์ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ในเวลาไม่นานนักทหารญี่ปุ่นได้ยึดเมืองนานกิงได้สำเร็จและต่างบุกทะลวงเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไม่ขาดสาย ทหารจีนพยายามสกัดแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งราวๆ ห้าโมงเย็น “นายพล ตัง เชง ไซ” นายทหารชั้นสูงที่เป็นคนบังคับบัญชา “กองพลทหารก๊กมินตั๋ง” ในการต้านทหารญี่ปุ่นก็ได้หนีข้ามแม่น้ำไปอีกคน

ประชาชนนานกิงจำนวนมากยังคงหลบที่ร้านค้าและบริษัทเพื่อทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินตัวเองหรือตามคำสั่งของเจ้านาย ทำให้ถนนหนทางแทบจะเป็นถนนร้างเพราะผู้คนพากันหลบหนีไม่ออกมาเดินให้เห็นบนถนน เวลาเดียวกันก็มีผู้อพยพมาจากส่วนนอกตัวเมืองที่ยังละล้าละลัง จำนวนคนพวกนี้มีทั้งบรรดาทหารจีนที่ได้รับบาดเจ็บมาก-บ้างน้อยบ้าง รวมทั้งคนแก่และเด็กๆ ที่ทะลักเข้ามาสู่ตัวเมืองเป็นจำนวนมาก … อีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาต่างเข้ามาในตัวเมืองกันก็เนื่องจากได้รับข่าวว่าตอนนี้นานกิงเป็นเขตปลอดภัยตามประกาศของรัฐบาล แต่ภายหลังผู้อพยพเหล่านี้ไม่สามารถหนีออกจากเมืองได้เพราะ “ทหารก๊กมินตั๋ง” ปิดประตูด่านต่างๆ เพื่อสกัดการบุกทหารญี่ปุ่นที่จะผ่านมาทางนี้ พวกเขาจึงตกเป็นเหยื่อการสังหารโหดของทหารญี่ปุ่นในเวลาต่อมา !

สถานการณ์คับขันของนานกิงในช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1937 เริ่มหฤโหดขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นการสู้รบระหว่างทหารญี่ปุ่นกับ “ทหารรัฐบาลก๊กมินตั๋ง” กลับกลายเป็นการสังหารชาวบ้านนานกิงที่อพยพตามถนนหนทางแทน ดังนั้น บรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ คนแก่ เด็กๆ ทั้งหลายต่างตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้ ทางเดียวที่จะพอทำได้ในตอนนี้คือหลบภัยจากญี่ปุ่นในบริเวณรอบๆ เท่านั้น … จนถึงรุ่งสางของวันที่ 13 ธันวาคม กองทัพญี่ปุ่นสามารถบุกผ่านประตูเมืองนานกิงเข้ามาได้

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้านานกิงได้เรียบร้อยแล้วก็ทำการเข้าปลดอาวุธทหารจีนที่ยอมแพ้และยอมตกเป็นเชลย โดยมีคำสั่งต่อทหารญี่ปุ่นว่าให้กำจัดคนจีนและเชลยทุกคนที่จับได้และจากที่ประชุมตกลงว่าจะทำการแบ่งเชลยออกเป็นจำนวนเท่าๆ กัน และจะถูกนำออกมาจากที่คุมขังเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 50 คน เพื่อนำไปประหาร ใช้ทหารกองร้อยที่ 1, 2 และ 5 โดยกองร้อยที่ 1 ใช้พื้นที่บริเวณนาข้าวและบริเวณพื้นที่ลุ่มทางตะวันตกเฉียงใต้ของกองร้อยที่ 2 และกองร้อยที่ 5 ใช้พื้นที่บริเวณนาข้าวทางตะวันออกเฉียงใต้ของที่ตั้งกอง คำสั่งนั้นเป็นไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเหี้ยมโหดโดยปราศจากเมตตา เพราะไม่สามารถหาอาหารให้เชลยทั้งหมดและเป็นการตอบโต้ได้

ญี่ปุ่นใช้วิธีการหลอกลวงเชลยเพื่อนำไปประหารหลายวิธีด้วยกัน เช่น ให้สัญญาว่าจะปฏิบัติอย่างดีหากไม่ต่อต้าน หลอกให้เข้ามอบตัว แบ่งผู้ชายออกเป็นกลุ่ม แล้วหลอกไปยังจุดต่างๆ นอกตัวเมืองเพื่อฆ่าทิ้ง ทั้งหมดนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างง่ายดายกว่าที่ฝ่ายญี่ปุ่นคาด การต่อต้านมีเพียงบางจุด เพราะทหารจีนส่วนใหญ่ทิ้งอาวุธและทิ้งเมืองไปก่อนแล้ว

– การสังหารหมู่ –

วันที่ 12-13 ธันวาคม ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดนานกิงได้อย่างสมบูรณ์ กองทัพได้ยึดสถานที่สำคัญหลายๆ แห่ง ไม่ว่าสถานที่ราชการ โกดัง ธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย จู่ๆ ก็มีคำสั่งจากเบื้องบนที่ลงมาว่า “สังหารทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อองค์จักรพรรดิ”

Emperor Hirohito of Japan (1926-1989)

ทำไมจึงต้องสังหารหมู่ชาวนานกิงด้วยหรือ? สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะต้องการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” พวกญี่ปุ่นต้องการให้หลายๆ เมืองที่ทราบข่าวหวาดกลัว เมืองไหนที่คิดต่อต้านจะได้เก็บไปคิดว่าสมควรตอบโต้ดีหรือไม่

การสังหารหมู่ได้เริ่มขึ้นแล้ว …

การสังหารหมู่ในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1937 เป็นการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะของจริงจะเริ่มในวันถัดมาต่างหาก

ญี่ปุ่นเริ่มนำเอารถถังเข้ามาที่นานกิงและเริ่มเกม “ล่า” บรรดาผู้อพยพที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอยหรือตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ ถูกส่องกระสุนสังหารหรือไม่ก็ขว้างระเบิดมือเข้าไปในบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนานกิงจากเมืองแห่งสวรรค์บนดินกลายเป็นเมืองแห่งความตาย ซากศพ เลือดมนุษย์นองท่วมเต็มพื้น ถนนทุกสาย รวมทั้งอาคารบ้านเรือนต่างๆ เต็มไปด้วยเลือดของชาวนานกิง

แต่การสังหารยังไม่เสร็จสิ้น แค่เหยื่อภายในเมืองยังไม่สนุกมือ กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเปิดด่านและประตูเมือง จากนั้นจึงพากันออกไปสังหารชาวนานกิงกันนอกเมือง โดยกราดกระสุนปืนกลและระเบิดมือใส่กลุ่มคนแบบไม่ขาดตอน

“มีชาวนานกิงบางคนพยายามกระโดลงน้ำที่เชี่ยวกราดเพราะยังดีกว่าโดนกระสุนและระเบิดของฝ่ายญี่ปุ่น บางคนถูกสายน้ำกลืนหายไปต่อหน้า-ต่อตา ขณะที่บางคนก็ถูกสายน้ำพัดพาไปไกล ส่วนผู้อพยพส่วนมากต่างก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นสุดโหดผลักดันให้ดาหน้าเข้าสู่ฝั่งแม่น้ำและถูกกำหนดซะตาชีวิตให้กระโดดน้ำและจมน้ำตายในทันที มีคนที่ตายเพราะจมน้ำนับหมื่นๆ คน” ชาวบ้านนานกิงที่รอดชีวิตรำลึกความหลัง

แม่น้ำสีเลือด

วันที่ 16 ธันวาคม กองทัพญี่ปุ่นบุกไปยังอาคารโอเวอร์ซีส์ ซึ่งเป็นอาคารแบบเกสต์เฮ้าส์สำหรับชาวจีน มีการค้นหาชาวนานกิงที่รอดชีวิตที่นั่นและก็ไม่ผิดหวังเพราะเขาเจอเหยื่อถึง 5,000 คน

ทหารญี่ปุ่นจับผู้คนนานกิงที่พบในอาคารนั้นแหละมามัดมือมัดเท้าและแบ่งกลุ่มขึ้นรถบรรทุกไปที่ไซกวน ก่อนที่จะกราดยิงกระสุนสังหารจนตายหมดทุกคน จากนั้นก็นำศพทั้งหมดโยนแม่น้ำราวกับขยะ แม่น้ำเป็นที่ทิ้งศพที่กองทัพญี่ปุ่นโปรดปราณอย่างยิ่งและเป็นจุดที่สังหารเหยื่อมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิทแล้ว บรรดาทหารญี่ปุ่นก็พากันใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงไปที่เหยื่อทีละรายๆ จนทั่ว หรือไม่ก็สาดน้ำมันก๊าดท่วมศพที่กองอย่างมหาศาลและจุดไฟเผา

การทารุณกรรม

ทหารญี่ปุ่นทำการทารุณกับชาวนานกิงเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ เช่น ฝังทั้งเป็น โดยจะขุดหลุมและฝังเชลยให้โผล่ขึ้นมาแค่เพียงหน้าอกหรือแค่คอ เพื่อจะได้รับทุกข์ทรมานต่างๆ อีกหลายอย่าง เช่น ฉีกเป็นชิ้นๆ ทหารญี่ปุ่นคว้านตับไตไส้พุง ตัดหัวหรือสับเหยื่อเป็นชิ้นๆ ตอกเชลยไว้กับแผ่นไม้แล้วให้รถถัง แล่นทับ ใช้เป็นที่ซ้อมเสียบดาบปลายปืน ควักลูกตา หั่นจมูกและใบหูก่อนเผาทั้งเป็น หลังทหารจีนทั้งหมดยอมแพ้ก็เท่ากับไม่เหลือใครที่จะปกป้องพลเรือนในตัวเมือง ทหารญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามายึดอาคารที่ทำการรัฐบาล ธนาคารและโรงเก็บสินค้า ยิงผู้คนตามท้องถนนอย่างไม่เลือกหน้า โดยใช้ทั้งปืนพก ปืนกล ปืนเล็กยาว ยิงเข้าไปใน ฝูงคนที่มีทั้งทหารที่บาดเจ็บ หญิงชราและเด็กๆ โดยทหารญี่ปุ่นฆ่าพลเรือนทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะตามตรอกเล็กๆ หรือถนนสายใหญ่ ในสนามเพลาะหรือแม้แต่ในอาคาร ที่ทำการรัฐบาล

ประชาชนชาวนานกิงตายนับล้านคนเพราะทหารญี่ปุ่นในเวลานั้น แต่ฆ่าเฉยๆ มันไม่สนุก ทหารญี่ปุ่นเลยต้องฆ่าในรูปของเกมส์ โดยการทรมานสุดฮิตและขึ้นชื่อที่สุดในหมู่ทหารญี่ปุ่น คือ “เกมไข่ระเบิด” วิธีเล่นก็ง่ายๆ คือจับชาวตะวันตกมาแก้ผ้า แล้วนำมาขึงไว้กลางแดดจ้า มือทั้งสองข้างตอกตรึงติดกับพื้นด้วยตะปูขนาดใหญ่จนขยับไปไหนไม่ได้ ส่วนขาสองข้างก็ถูกตรึงไว้บนพื้นเช่นกัน จากนั้นก็ดึงหนังอัณฑะให้แผ่ตึง พร้อมกับใช้ไม้ไผ่ชุบน้ำทำการขึงหนังอัณฑะให้แผ่ตึงที่สุดเท่าที่ทำได้ เมื่ออยู่กลางแดด ตลอดจนไม้ไผ่ชุบน้ำที่ถูกแดดเผาจนความชื้นหดหายไปย่อมทำให้ไม้ไผ่เกิดอาการตึงตัว อุณหภูมิที่สะสมความร้อนจนเดือดพล่านภายอัณฑะที่ถูกแผ่ตึงจนน้ำหล่อเลี้ยงภายในเดือดสุกกลางแดด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอาการ “ระเบิด” ขึ้นภายในถุงอัณฑะ การระเบิดทำให้ลูกอัณฑะทั้งสองฉีก ผนังอัณฑะออกมาในอากาศพร้อมกระเด็นหวืดลอยขึ้นสูงและทำให้เชลยชายรายนั้นเจ็บปวดทรมานจนถึงแก่ความตายในที่สุด … เกมนี้เป็นเรื่องสนุกของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากเพราะมีการพนันขันต่อว่าลูกอัณฑะลูกไหนจะระเบิดก่อนและพุ่งไปทิศทางไหนอย่างสนุก

ที่เกาะเบอร์เนียก็มีเกมสนุกแสนอัปยศเหมือนกัน เกมนี้มีชื่อว่า “โซ่มนุษย์” เกมก็เล่นง่ายๆ เอาเชลยศึกที่ถูกจับมาแก้ผ้าและมาเรียงเป็นแถวเรียงเดี่ยว เรียงกัน เรียงกัน … จากนั้นกองทัพญี่ปุ่นก็สั่งให้เชลยศึกเหล่านั้น “เสพ เวจมรรค” ถ้าใครไม่ทำตามก็ถูกตัดหัว ณ ที่ตรงนั้น แม้ตายแล้วก็ต้องสวมเป็นแถวๆ เรื่อยไป ถ้ามีผู้ทำ “โซ่มนุษย์เวจมรรค” ไม่สำเร็จ จู่ๆ มีการหลุดเมื่อใดละก็จะถูกตัดหัวเช่นกัน ว่ากันว่าร่างที่หัวขาดและเลือดที่พุ่งกระฉูดที่กลิ้งลงไปเปื้อนขี้โคลนเป็นภาพที่แสนโหดร้ายที่สุดในโลก บางรายตายในขณะน้ำกามออกมาแบบไม่หยุดนาน เป็นนาทีก็มี

ส่วนอีกเกมที่สนุกแต่ผู้อพยพกลัวมากที่สุด เริ่มจากทหารญี่ปุ่นจะจับผู้อพยพมัดมือมัดเท้าอย่างหนาแน่นจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันจับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้โยนในบ่อน้ำที่มีความลึกไม่มากนัก การที่เลือกบ่อน้ำไม่ลึกนักก็เนื่องจากทำให้สามารถมองเห็นเหยื่อได้ง่ายๆ และระดับน้ำตื้นๆ ทำให้อาวุธที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไปจะได้ออกฤทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จากนั้นสิ่งที่ทหารญี่ปุ่นโยนลงบ่อน้ำหรือสระน้ำตื้นๆ คือระเบิดมือครั้งละหลายๆ ลูกนี่เอง ยิ่งน้ำตื้นเท่าไหร่แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดก็จะพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย ซึ่งก็คือเหยื่อก็ดิ้นอยู่ใต้น้ำได้รุนแรงและหวังผลได้แน่นอนเท่านั้น ทุกครั้งที่ระเบิดถูกขว้างลงไปพร้อมๆ กัน หลายๆ จุดมีส่วนให้เหยื่อทั้งหลายในบ่อถูกแรงระเบิดอัดจนร่างแหลกเหลวชนิดที่เลือดเนื้อและอวัยวะภายในถูกบีบอัดจนฉีกกระจายลอยขึ้นไปในอากาศสูงนับสิบๆ เมตร อย่างน่าสยดสยอง เป็นเกมสุดหฤหรรษ์อีกเกมหนึ่งของกองทัพที่มักเรียกร้องกันทำบ่อยที่สุด

มีเหยื่อคนหนึ่งถูกกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่บุกเข้าไปในร้านค้าจับตัวได้ พวกกองทัพหัวเราะชอบใจเมื่อคิดค้นวิธีการที่จะเล่นสนุกกับเหยื่อคนนี้ได้ นั่นคือการเอาน้ำกรดไนตริกราดร่างเหยื่อ … เริ่มจากการจับหนุ่มรายนั้นแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน จากนั้นก็เอากรดไนตริกเข้มข้นราดรดไปที่ร่างหนุ่มรายนั้นโดยราดจากส่วนหัวมาสู่เบื้องล่าง น้ำกรดรุนแรงกัดทั่วใบหน้าและเนื้อตัวของเหยื่อชาวจีนมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนี้เดินสะเปะสะปะไปตามทาง เมื่อชายหนุ่มนี้แช่งด่าก็หัวเราะชอบใจ โดยไม่ทำอะไรกับชายคนนี้ทั้งสิ้น แต่ต่างเดินตบมือ เป่าปาก ส่งเสียงเชียร์หนู่มเปลือยที่ร่างถูกน้ำกรดเซาะเว้าแหว่งไปสักพัก จนกระทั่งหนุ่มนานกิงรายนี้ล้มลงและขาดใจตายไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในที่สุด

อีกเกมหนึ่งที่ขอนำเสนอคือเกมหนีจากหลังคาตึกที่ไฟไหม้ โดยทหารญี่ปุ่นจะต้อนเหยื่อนับร้อยๆ รายถูกบังคับให้เดินขึ้นบนหลังคาของอาคาร พวกเขาต่างคร่ำครวญ ร้องไห้ ร้องขอชีวิต เพราะรู้ว่าซะตากรรมของตัวเองจะต้องตกอยู่ในรูปแบบใด แต่มีหรือว่ากองทัพของญี่ปุ่นจะเมตตา เมื่อเหยื่อทุกคนถูกต้อนขึ้นไปบนหลังคาครบถ้วนแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ยืนจังก้าอยู่เบื้องล่างต่างพากันจุดไฟเผาอาคารแห่งนั้นจนลุกโพลง คราวนี้เหยื่อจำนวนไม่น้อยต่างรู้ว่าพวกเขาคงต้องถูกย่างสดอยู่บนหลังคาตึกเป็นแน่ ต่างพากันกระโดตึกฆ่าตัวตายกันหลายราย เสียงคนโดดลงมาคอหัก หลังหักหรือพิกลพิการนั้นก่อให้เกิดความกดดันต่อพวกที่อยู่บนหลังคาอย่างมหาศาล ประกอบด้วยเสียงปืนของทหารญี่ปุ่นยิงขู่และระดมยิงใส่ร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายที่โดมาจากหลังคาตึกแล้วยังไม่ตายทันทีนั้นเสียดแทงบาดลึกจนถึงหัวใจ แต่ท้ายสุดพวกที่รอความตายที่อยู่บนหลังคาที่โดนไฟเผานั้นคือพวกที่ส่งเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมานมากที่สุดและใช้เวลานานพอสมควรที่จะตายด้วยการถูกย่างทั้งเป็น ภาพคนที่วิ่งพล่าน ดิ้นทุรนทุรายลุกท่วมจนตกหลังคาลงมาตายในที่สุดนั้นเป็นภาพชวนสลดหดหู่อย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเกมการแข่งขันสังหารโหด โดยเป็นการสนับสนุนของผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่น เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บรรดาทหารญี่ปุ่นที่นานกิงโดยเฉพาะการเล่นที่ทำเป็นระบบ มีการจัดทำ เรียบเรียง จำนวนเหยื่อที่สังหารและทำออกเป็นรายงานเพื่อประเมินว่าใครจะเป็น “ผู้ชนะ” ในการสังหารเหยื่อชาวนานกิง การแข่งขันก็มีหลายสนาม แต่จุดที่เป็นอัปยศมากที่สุดคือสนามแข่งขันที่ภูเขาซิจิน ถือว่าเป็นจุดที่ประณามจากทั่วโลกมากที่สุด รายงานอัปยศระบุว่า “ร้อยโทมูไก” และ “ร้อยโทโนเดะ” ต่างทำสถิตสังหารชาวจีนในระดับ 105 และ 106 ศพตามลำดับ ทั้งสองสามารถทุบสถิติเก่าที่สนามแข่งขันอื่นที่ทำสถิต 89 และ 78 สำเร็จอย่างงดงามและยังมีอีกสถิติคือ “ร้อยโททานะกะ กูนิกิชิ” เป็นผู้ทำลายสถิตสังหารเหยื่อโดยใช้ดาบปลายปืน ไม่ใช้กระสุนปืนเลย เป็นจำนวนถึง 300 ศพ ไม่มีใครโค่นลงได้และรายงานทั้งหมดได้รับการแพร่กระจายกลับไปที่ญี่ปุ่นราวกับพวกเขาเป็นนักกีฬาดีเด่นหรือซูเปอร์ฮีโร่

– การข่มขืนครั้งใหญ่ที่นานกิง –

การข่มขืนคือผลงานวีรเวรอันสุดยอดของทหารญี่ปุ่นที่นานาชาติโจมตีญี่ปุ่นมากที่สุด สตรีชาวนานกิงได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเคราะห์มากกว่าใครๆ แทบทั้งหมดต่างถูกข่มขืนอย่างสุดแสนทารุณก่อนที่จะสังหารอย่างเลือดเย็น หรือบางรายขอความเมตตาบ้าง หรืออาจมีการพิจารณาขอไว้ชีวิต แต่สิ่งที่ที่ตามมาของผู้รอดชีวิตคือ ประสบการณ์วิปลาสที่ยังหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน

พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้กระทำกันเฉพาะในหมู่พลทหาร แม้ระดับนายทหารก็ไม่เว้น บางคนไม่เพียงสนับสนุนการข่มเหง แต่ยังเตือนให้พลทหารจัดการเหยื่อเมื่อเสร็จธุระเพื่อกำจัดหลักฐาน หญิงในนานกิงถูกข่มขืนชนิดไม่เลือกที่และไม่เลือกเวลา ประมาณว่าหนึ่งในสามของการข่มขืนทั้งหมดเกิดขึ้นตอนกลางวันแสกๆ และไม่มีสถานที่แห่งใดปลอดจากการข่มขืน เช่น ในเรือนแม่ชี ในโบสถ์ แม้แต่ในโรงเรียน นอกจากนี้ คนเฒ่า-คนแก่ยังไม่สามารถใช้ความชราเป็นเกราะคุ้มกันการข่มขืนได้ ผู้เฒ่าต่างต้องเผชิญทารุณกรรมทางเพศอย่างถ้วนหน้าและซ้ำซาก

แม้ผู้หญิงที่ท้องได้หลายเดือนก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้น ทหารญี่ปุ่นหลายรายข่มขืนผู้หญิงหลายรายทั้งที่เห็นชัดว่าใกล้คลอดหรือเพิ่งคลอดได้หมาดๆ ซ้ำร้ายกว่านั้นหลังจากข่มขืนเสร็จแล้ว ก็คว้านท้องของผู้หญิงท้องที่ถูกข่มขืน แล้วเขี่ยลูกอ่อนออกมาดูเล่นหรือไม่แล้ว ต่างก็ถูกทรมานโดยใช้ดาบปลายปืนตัดเฉือนเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปพร้อมๆ กัน บาดแผลนั้นเห็นซี่โครงอบ่างน่าสยดสยอง บ่อยครั้งที่ทหารญี่ปุ่นจะทิ่มแทงหรือเสียบดาบปลายปืนพรวดเข้าไปหว่างขา (อวัยวะเพศ) หรือถูกคว้านอวัยวะขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มี บางรายเมื่อตายแล้ว พวกมันก็ย่ำยีศพอีกด้วยการทิ่มแท่งไม้ ท่อนเหล็ก กระทั่งหัวแครอทคาไว้ที่อวัยวะเพศของเหยื่อ

ชาวนานกิงผู้หนึ่งได้คร่ำครวญถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอว่า “วันที่ 16 ธันวาคมนั้น ผมถูกกองทหารญี่ปุ่นคุมตัวไป มันไม่ได้สังหารผม แต่บังคับให้ผมทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้พวกมัน ขณะที่ผมเดินตามพวกมันไปตามถนน ผมเห็นชาวนานกิงที่เป็นชายเช่นเดียวกับผมนอนตายอย่างน่าเวทนานับเป็นร้อยๆ ศพ … แต่สิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บรรดาศพสตรีทั้งหลายที่พอประเมินได้ จากจำนวน 8 ใน 10 คนนั้นล้วนแต่ถูกของมีคมตัดขาดกระจุย เห็นไส้และอวัยวะภายในพุ่งทะลักออกมาแทบทั้งสิ้น พวกเธอเหล่านั้นล้วนแต่เป็นหญิงท้องแก่ที่ถูกผ่าเอาทารกอ่อนภายในออกไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งหย่อมเลือดและเต้านมของพวกเธอเหล่านั้นถูกตัดหายไปหมด…”

ชายจีนอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝังศพชาวเมืองนานกิงให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเห็นศพมากมายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จำนวนศพมีมหาศาลนับหมื่นๆ ศพ กระจัดกระจายไปตามบึงน้ำหรือบ่อน้อยบ่อใหญ่ กระทั่งบนกองฟางก็มีมากมาย ยอมรับว่าภาพที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ผมตะลึกจนเกือบซ็อก มันเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ แต่ภาพผู้หญิงที่เห็นแต่ละคนนั้นทำให้ผมเห็นความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นก่อนที่จะสังหารเธอ ใบหน้าของพวกเธอหมองหม่น ฟันร่วงหลุดจากปาก ช่วงแก้มก็บ่งบอกถึงรอยซ้ำจากการถูกของแข็งกระแทกจนกะโหลกแก้มหักร้าว เลือดที่แห้งคาปากชวนให้คิดว่าพวกเธอคงสำลักเลือดหรือไม่ก็ความเจ็บปวดสุดทรมาน … ผมเห็นทรวงอกเธอมีร่องรอยบาดแผลถูกของมีคมบาดจนเต้านมขาดกระจุยและมีแผลตัดลึกถึงซี่โครง ต่ำลงไปที่ช่องท้องของพวกเธอนั้นแทบทุกคนต่างก็ถูกของมีคมแทงทะลุแล้วคว้านไปมาทำให้ ตับ ไส้ พุงและไส้ของพวกเธอ หลุดจากร่างอย่างน่าสยดสยอง ส่วนที่ท้องน้อยนั้นมีรอยแผลจากดาบปลายปืนกระหน่ำแทงไปทั่ว”

นี่ก็อีกรายโหดไม่แพ้กัน “ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938 ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวน 14 คนถูกสังหารโหดด้วยน้ำมือทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กวัย 14 ปี ถูกลบหลู่และสังหารอย่างทารุณมากที่สุด … เด็กคนนั้นถูกทิ้งบนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่นำมาต่อกัน สภาพร่างกายท่อนนั้นมีเสื้อสวมติดอยู่ แต่ท่อนล่างเปลือยเปล่า โดยที่เลือดเธอยังไหลนองท่วมโต๊ะและปริมาณเลือดมากมายนั้นหลั่งไหลออกมาจากช่องท้องและอวัยวะเพศที่ถูกดาบปลายปืนแทง … ส่วนพี่สาวของเธอถูกสังหารตายคาเตียงโดยมีสภาพไม่ต่างกับน้องสาวเท่าใดนัก ส่วนมารดาเธอหรือ? เธอถูกสังหารตายคาโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่งโดยกอดทารกวัยขวบเศษในอ้อมอกของเธอ ทารกน้อยนั้นถูกฟันคอขาดกระจุยด้วยใบมีดคมกริบและช่องท้องของเด็กน้อยนั้นมีบรรดาพวกไส้และอวัยวะภายในทะลักออกมานอกช่องท้องอย่างน่าเวทนา”

หนึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาได้บันทึกเหตุการณ์โหดเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่า

  • 14 ธันวาคม ค.ศ. 1937 ตอนเที่ยงเห็นทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ถนนเจียนยิน พวกนั้นลักพาตัวสาวๆ ในบ้านออกมา 4 คน จากนั้นมันก็ลงมือข่มขืนมาราธอน 2 ชั่วโมงเต็มๆ
  • 15 ธันวาคม ค.ศ. 1937 ตอนกลางคืน ทหารญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่พากันกรูไปในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ข่มขืนสาวๆ ราว 30 คนด้วยกัน โดยเด็กสาวที่หน้าตาดีบางคนถูกรุมข่มขืนโดยทหารญี่ปุ่น 6 คนรวด
  • 16 ธันวาคม ค.ศ. 1937 กลุ่มทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งบุกฉุดสาวๆ อายุตั้งแต่ 16-21 ปี ไปจากมหาวิทยาลัยและย่ำยีทางเพศ ภายหลังมีสาวๆ 5 คนในกลุ่มถูกปล่อยออกมา พวกเธอบอกว่าถูกพวกมันข่มขืนต่อเนื่องวันละ 6 ครั้ง ส่วน 2 คนที่เหลือไม่รู้ซะตากรรม

ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดกับกำแพงเมืองที่ด่านซินหยาง ปรากฏว่ามีหญิงชราในวัย 60 ปี มีสภาพศพขึ้นอืดและมีร่องรอยการข่มขืนอย่างทารุณ … อีกจุดหนึ่งของถนนยางพีนั้นก็มีศพเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบ นอนตาย กางเกงในของเธอถูกดึงฉีกขาด ลูกตาทั้งสองข้างเธอปิดสนิทใน ขณะที่ปากอ้ากว้างคล้ายกับร้องขอเมตตา

ทำไมข่มขืนแล้วต้องฆ่าด้วย นั่นก็เพราะเขาถือคติว่า “สังหารหลังข่มขืนเพื่อปิดปากมัน” นี่คือข้ออ้างของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่ถือปฏิบัติกันทั่วหน้า สตรีนานกิงจึงต้องรับเคราะห์ไปอย่างช่วยไม่ได้

– บทสรุปคดีที่นานกิง –

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงในช่วงญี่ปุ่นบุกขยี้นานกิงในปี ค.ศ. 1937 ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะโดนขับไล่ออกจากนานกิง … แต่สิ่งหลงเหลือเอาไว้คือผลงานที่โหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นทำไว้กับชาวนานกิง มันเป็นรอยด่างที่ทำให้โลกเห็นญี่ปุ่นเป็นชาติที่โหดร้ายของโลก ญี่ปุ่นเองก็รับรู้ความเกลียดชังของชาวโลกนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่เต็มใจนักที่จะรับผิดชอบหรือออกมายอมรับเต็มตัว ส่วนทางการจีนก็อยากปิดเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมันอาจเกิดความวุ่นวายในประเทศที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์ แต่พวกประชาชนยังไม่ลืมความ โกรธแค้นที่มีเหตุการณ์ในครั้งนั้น ต่างรอเวลาที่จะล้างแค้นในสิ่งที่พวกมันทำกับพวกเขา

หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ “อาซูมะ ชิโร” ทหารญี่ปุ่นที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เมืองนานกิงได้ออกมาเล่าสิ่งที่ตนเองได้พบเห็นและลงมือกระทำลงไป เขาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง “เราจับพวกคนชราหญิงชายและเด็กๆ ประมาณ 37 คนมารวมกันในลานกว้าง ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กไว้ด้วยแขนซ้าย อุ้มเด็กอีกคนไว้ ด้วยแขนขวา พวกเราแทงตายทั้งสามคน ผมมานั่งนึกว่าแค่จากบ้านมาเดือนเดียว ผมได้ฆ่าคนโดยไม่เสียใจเลย”

เมื่อออกมาสารภาพบาปเช่นนี้ เขาก็ถูกกดดัน “เมื่อมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสงครามที่เกียวโต ผมได้ไปให้การคนแรกที่ตำหนิผมเป็นสุภาพ สตรีคนหนึ่งจากโตเกียว เธอบอกว่าผมกำลังย่ำยีทหารญี่ปุ่นที่ตายในสงคราม เธอโทรหาผมไม่หยุดตลอด 3-4 วัน มีจดหมายเขียนมาด่าว่าผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการคุกคามหนักขึ้นทุกที จนตำรวจต้องมาคุ้มกันผม”

ขณะเดียวกันบรรดานักวิชาการทั้งหลายก็พยายามระดมสรรพกำลัง-ความรู้ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีก แต่มีคำถามที่ว่า การสังหารโหดที่นานกิงนั้นจะใช้เวลานานเท่าใดที่จะลบเลือนจากใจมนุษย์ได้ เพราะล่าสุดญี่ปุ่นประกาศว่าจะล้มเลิกกำลังป้องกันประเทศหันมาใช้ระบบกองทัพ หลังจากอเมริกาออกกฎไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพเป็นของตัวเอง

คงต้องติดตามดูกันอีกนาน…

เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.geocities.com/devil_140323/index_y14.html
02. นายยะ. http://artsmen.net/content/show.php?Category=warboard&No=02587
03. แคมมี่ เด็กดีดอทคอม. http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=34, 35, 42
Advertisements

5 thoughts on “The Rape of Nanjing: หนี้ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

  1. พวกคนที่ทำต้องชดใช้กรรมนั้นอย่างสาสมเป็นอนันต์ทวี ตกนรกแล้วต้องโดนทรมานอย่างนั้นอย่างไม่ได้ผุดได้เกิดเช่นกัน

  2. มันไม่น่าทำแบบนี้เข้าใจน่ะว่ามันเป็นสงครามแต่ก็ไม่ควรทำแบบนี้ป่ะ คื่อพวกเค้าก้เป็นคนน่ะค่ะ

  3. ลองนึกดูตอนนี้ญี่ปุ่นก็เหมือนได้รับเคาะห์กรรมจากบรรพบุรุษของตัวเองนะ เมืองฮิโรชิมาโดนระเบิดผู้คนล้มตายได้รับแก็สพิษก่อให้เกิดโรคตามมาเเต่ไม่ตายทันทีแต่จะทรมานร่างกายไปเรื่อยจนคิดอยากตายเอง ญี่ปุ่นถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดของเอเชีย ผู้หญิงญี่ปุ่นมักจะโดนข่มเหงรังแกทางเพศไม่ว่าจะเด็ก คนแก่ หรือสาวๆ ผู้ชายญี่ปุ่นขายตัวเยอะมาก(ที่เขาเรียกกันว่าโฮส)

  4. มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ย่อมต้องรู้จักร ความรัก ผิด ชอบ ชั่วดี และมีจิตใจที่มีความเมตตาสงสาร แต่ผู้ใดไร้ซึ่งความเมตตาปราณีผู้นั้นเปรียบดังไม่ใช่มนุษย์ สงครามนำมาซึ่งความโหดร้ายทารุณ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คืออย่านำความเจ็บปวดในอดีตมาจดจำอีกเลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s