Easter Island & Moai: ปริศนา “โมอาย” แห่งเกาะอีสเตอร์

ความลี้ลับของ “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) เป็นหัวข้อหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลายพยายามหาข้อพิสูจน์และถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับปริศนาเกาะอีสเตอร์ รวมถึงหินแกะสลักขนาดยักษ์ที่เรียกกันว่า “โมอาย” (Moai) ซึ่งเรียงรายอยู่ตามชายหาดและทั่วบริเวณเกาะ คำถามที่ว่าใครเป็นคนแกะสลักสิ่งเหล่านี้? แกะสลักเพื่ออะไร? หินเหล่านี้มาจากไหน? เคลื่อนย้ายหินขนาดยักษ์นี้ได้อย่างไร? ใช้เครื่องมืออะไรสลัก? แล้วเหตุอันใดการสร้างแกะศิลาเหล่านี้จึงยุติ? รวมถึงความแน่ชัดของอารยะธรรมและอีกหลากหลายปริศนาที่จนบัดนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ด้วยเหตุที่เต็มไปด้วยปริศนาลี้ลับนี้เองที่เป็นเหตุจูงใจให้นักท่องเที่ยวและนักวิชาการทั้งหลายเดินทางมาเยือนเกาะอีสเตอร์อย่างไม่หยุดหย่อน

“เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่า “เกาะราปานุย” (Rapa Nui) และในภาษาสเปนเรียกว่า “เกาะปัสกวา” (Isla de Pascua) นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเดิมเกาะอีสเตอร์มีชื่อพื้นเมืองว่า “Te Pito O Te Henua” มีความหมายคือ “Navel of The World” หรือ “สะดือของโลก”

เกาะอีสเตอร์เป็นเกาะขนาดเล็กมีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศชิลี เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งของประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก

กระทั่งปี ค.ศ. 1722 ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ นักเดินเรือชาวดัตช์ชื่อ “จาค็อบ ร็อกเกวีน”(Jacob Roggaveen) ได้เดินทางมาพบเกาะแห่งนี้ จึงตั้งชื่อเกาะว่า “เกาะอีสเตอร์” จากนั้นในปี ค.ศ.1770 นักเดินเรือชาวสเปนได้ค้นพบเกาะแห่งนี้อีกครั้งและพบว่ามีประชากรอยู่นับพันคน อีกไม่กี่ปีต่อมา “กัปตันเจมส์ คุก” (James Cook) ก็ได้มาพบเกาะอีสเตอร์ แต่ขณะนั้นประชากรบนเกาะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน คาดว่าสาเหตุที่ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วน่าจะมาจากการที่ประชากรแย่งกันใช้ทรัพยากรจนหมดไปนั่นเอง

เวลาผ่านไปจนถึงปี ค.ศ.1862 รัฐบาลเปรูได้กวาดต้อนชาวพื้นเมืองไปเป็นทาสบนแผ่นดินใหญ่และเมื่อทาสบางส่วนถูกปล่อยตัวกลับเกาะก็ได้นำเชื้อไข้ทรพิษกลับไปด้วย ทำให้ประชากรชาวเกาะทีมีอยู่น้อยยิ่งลดจำนวนลงอย่างมาก บวกกับที่ชาวพื้นเมืองไม่ได้บันทึกเรื่องราวอะไรไว้ ทำให้อารยะธรรมความเป็นอยู่ของชาวพื้นเมืองบนเกาะอีสเตอร์เลือนหายไปพร้อมๆ กับผู้คนและกาลเวลา จนในศตวรรษ ที่ 19 ประเทศชิลี (Chile) ก็ได้ผนวกเกาะอีสเตอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในปี ค.ศ.1888 และในเวลาต่อมาได้มีการสร้างสนามบินขึ้นบกเกาะแห่งนี้ เกาะอีสเตอร์ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโลกนับแต่นั้นมา

เกาะอีสเตอร์เป็นแหล่งภูเขาไฟมาแต่เดิมเช่นเดียวกับเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ปัจจุบันบนเกาะอีสเตอร์แห่งนี้มีภูเขาไฟที่ดับแล้วอยู่ 3 ลูก ได้แก่ “ภูเขาไฟราโน รารากู” (Rano Raraku) “ภูเขาไฟราโน กาโอ” (Rano Kao) และ “ภูเขาไฟราโน อาโรย” (Rana Aroi)

ผลจากการศึกษาทางโบราณคดีได้ข้อสันนิษฐานว่า เกาะแห่งนี้น่าจะถูกยึดครองโดยชาวโพลินีเซียน (Polynesia) เมื่อ ค.ศ 400 ถึง 700 ปี ด้วยภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกับป่าเมืองร้อนคงทำให้ภูเขาบนเกาะปกคลุมไปด้วยดงปาล์มและเถาไม้เลื้อย ทั้งอุดมไปด้วยสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะฝูงนกที่มีทั้งทีเข้ามาตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรและอาศัยเกาะเป็นที่วางไข่

การสำรวจทางโบราณคดีเมื่อปี ค.ศ. 1955 “ธอร์ เฮเยอร์ดาร์ล” (Thor Heyerdahl) และคณะ ได้ศึกษาอารยธรรมของชาวพื้นเมืองอยู่นานถึง 6 เดือน จึงได้ความรู้ว่าแรกเริ่มเดิมทีชาวเกาะประกอบด้วยชน 2 พวก พวกหนึ่งผิวขาว ผมแดง รูปร่างสูงใหญ่ ใบหูยาว จึงเรียกกันว่า “พวกหูยาว” พวกนี้มีความฉลาดกว่าพวกผิวคล้ำตัวเล็ก หูสั้น ซึ่งเรียกว่า “พวกหูสั้น” – “พวกหูยาว” ปกครอง “พวกหูสั้น” และออกคำสั่งให้สร้างรูปศิลาสลักหน้าคนขนาดมหึมาไว้เต็มชายหาดเพื่อสักการบูชา เพราะว่าหน้าตาของคนในรูปสลักนั้นเหมือนกับบรรพบุรุษของ “พวกหูยาว” แต่ต่อมา “พวกหูสั้น” ทนกดขี่ข่มเหงไม่ไหวก็เลยลุกฮือขึ้นโค่นล้ม “พวกหูยาว” ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1680 แล้วก็เลิกสร้างรูปศิลาสลัก

“ธอร์ เฮเยอร์ดาห์ล” เขียนหนังสือเกี่ยวกับการสำรวจของเขาอย่างละเอียดให้ชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “อากู-อากู” โดยเขียนและพิมพ์ออกจำหน่ายในราวปี ค.ศ. 1957

ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1960 ก็มีหนังสือเล่มหนึ่งฮิตตูมตามขึ้นมาสนั่นโลก ภายใต้ชื่อว่า “รถทรงขององค์พระเจ้า” (Chariots of the Gods) เขียนโดยนักลึกลับศาสตร์ “เอริค ฟอน ดานิเก้น”

“ดานิเก้น” บอกว่า รูปศิลาสลักขนาดสูงตั้ง 30 ฟุต และหนักตั้ง 30 ตันอย่างนั้นมันเกินกำลังที่ชาวเกาะในสมัยหลายร้อยปีก่อนจะสลักขึ้นด้วยเครื่องมือแบบง่ายๆ ที่เขาใช้กันอยู่สมัยโบราณ ประกอบกับหินที่ใช้สลักก็แข็งเหลือกำลัง นอกจากนี้ ชาวเกาะซึ่งไปสกัดหินสลักเป็นรูปหน้าคนจากภูเขาห่างเข้าไปในตัวเกาะสามารถชักลากรูปสลักใหญ่ปานนั้นมาได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้จักการใช้ล้อเลื่อนเลยสักนิด?

“ดานิเก้น” จึงสรุปว่า ผู้ที่มาสร้างรูปศิลามหึมาไว้นี้คือมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาจากโลกอื่นแวะลงพักที่เกาะนี้ชั่วคราวด้วยจุดประสงค์บางประการ แล้วก็เลยใช้เวลาว่างสลักรูปเล่นด้วยเครื่องมือที่ “คมจนตัดหินได้เหมือนใช้มีดตัดเนย” ครั้นพอยานอวกาศมารับพวกเขา มนุษย์ต่างดาวก็ทิ้งรูปสลักที่สลักเล่นๆ ให้ค้างคาไว้แล้วพากันขึ้นจานผีกลับคืนสู่ดวงดาวของตน

มีหลักฐานสำคัญบางประการที่ “ดานิเก้น” ใช้อ้างถึงในการยืนยันเรื่องมนุษย์ต่างดาวของเขา เป็นหลักฐานที่มาจากตำนานของคนพื้นเมืองในเกาะเอง คือคนพวกนี้มีตำนานของ “มนุษย์ปักษี” (Birdman) ซึ่งบินได้เหมือนนก ชาวเกาะเชื่อว่าบรรพชนในอดีตของพวกเขาสามารถบินได้ในอากาศเหมือนนกทีเดียว แต่เนื่องจากว่าอารยะธรรมของชาวเกาะได้สูญไปเพราะการทำลายล้างของนักเดินเรือผิวขาวเกือบหมด “ดานิเก้น” จึงสรุปเอาดื้อๆ ว่าบรรพชนที่บินได้เหมือนนกนั่นน่ะคือ “มนุษย์ต่างดาว”

หลักฐานอีกอย่างที่ “ดานิเก้น” พบมาก็คือ บนเกาะมีร่องรอยของถนนสายใหญ่ลาดไปตกทะเล ซึ่งแสดงว่าบางส่วนของเกาะจมหายลงไปในทะเลด้วย “ดานิเก้น” บอกว่าถนนนี้แหละมนุษย์ต่างดาวมาสร้างไว้เพื่อให้สะดวกในการพักอยู่ชั่วคราวของพวกเขากับทั้งแผ่นดินเหนียวจารึกอักขระที่ยังไม่มีใครอ่านออกก็น่าจะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวด้วย

น่าประหลาดที่ว่า “ธอร์ เฮเยอร์ดาห์ล” คนสำรวจเกาะอย่างถี่ถ้วนและเขียนหนังสือไว้ก่อนหน้า “ดานิเก้น” ตั้งหลายปีกลับวางเฉยไม่โต้แย้งอะไรทั้งนั้น ร้อนถึงนักวิชาการบางคนต้องเต้นผางออกมาแสดงแทน ได้แก่ “ดร.คลิฟฟอร์ด วิลสัน” นักโบราณคดีใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์ แคโรไลนา เขียนหนังสือชื่อ “Crash Go The Chariots” กล่าวหาว่า ข้ออ้างเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมาเยือนเกาะอีสเตอร์ล้วนไขปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยวิชาโบราณคดีเท่านั้น

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1976 ยังมีนักวิชาการอีกคนชื่อ “โรแนลด์ สตอรี่” เป็นเดือดเป็นแค้นอีท่าไหนไม่ทราบ นอกจากเขียนประท้วง “ดานิเก้น” แล้ว ยังเรียกร้องให้ “ธอร์ เฮเยอร์ดาห์ล” ออกมาแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความลับของรูปสลักมหึมาเหล่านั้นอีกด้วย

“เฮเยอร์ดาห์ล” คิดอยู่นานจึงตกลงใจเขียนสรุปย่อการสำรวจความลับบนเกาะอีสเตอร์ออกสู่ประชาชน เขาบอกว่า เท่าที่ไปศึกษาคลุกคลีอยู่กับชาวเกาะนานตั้ง 6 เดือนนั้น ได้รู้ความลับความหลังของรูปสลักมาว่า อายุอานามของรูปสลักเหล่านี้มิได้เก่าแก่อย่างที่เข้าใจกัน มันแบ่งออกเป็น 3 สมัย

สมัยที่เริ่มสลักรูปหน้าคนเป็นครั้งแรกเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 300 หรือราวพันเจ็ดร้อยปีเศษมาแล้ว เป็นรูปสลักขนาดไม่ใหญ่นัก แสดงว่าชาวพื้นเมืองยังไม่มีความรู้เท่าที่ควร สมัยต่อมาสลักขึ้นในราวปี ค.ศ. 1100 รูปใหญ่โตและหนักมากขึ้น ซึ่งแสดงถึงความรู้ความชำนาญของช่างมากขึ้น เพราะปรากฏว่าบางรูปสูงถึง 32 ฟุต หนัก 32 ตัน ต่อมาเป็นสมัยที่ 3 การแกะสลักหินเปลี่ยนไปเป็นการสลักเรื่องราวของ “มนุษย์ปักษี” อันเป็นบรรพชนในอดีตกาลของพวกเขา จนถึง ค.ศ. 1680 “พวกหูสั้น” ที่ตกเป็นเบี้ยล่างสลักรูปเคารพให้แก่ “พวกหูยาว” จึงทำรัฐประหารสำเร็จและเลิกสลักรูปเคารพขนาดมหึมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อ “เฮเยอร์ดาห์ล” ถามหัวหน้าชาวเกาะว่าคนโบราณขนรูปสลักขนาดมหึมานี้จากภูเขากลางเกาะมาสู่ชายฝั่งได้อย่างไร หัวหน้าตอบหน้าตาเฉยว่า “มันเดินมาเอง!”

“เฮเยอร์ดาห์ล” เชื่อเหมือนกันว่ารูปสลักมัน “เดิน” มาจากภูเขา แต่ไม่ได้เดินเองด้วยอำนาจมนตราใดๆ หากแต่เดินมาได้ด้วยแรงชักลากของชาวเกาะโบราณ เขาทดลองดูแล้วเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้คนเป็นพันหรือมากมายอย่างที่ “ดานิเก้น” ประมาณไว้เลย แค่ 500 คนก็เหลือแหล่แล้วที่จะชักลากรูปสลักมาที่ชายหาดซึ่งทำทางลาดรอไว้ก่อนแล้ว อาศัยทางลาดนั้นก็ทำให้เข็นรูปสลักขึ้นได้โดยไม่ยาก การชักลากรูปสลักมาจากภูเขายังตอบปัญหาของ “ดานิเก้น” ที่ว่ามีถนนอย่างดีในตัวเกาะด้วย ถนนนั้นทำไว้สำหรับชักลากรูปสลักนี่เอง

“เฮเยอร์ดาห์ล” ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาสร้างรูปสลักเอาไว้จริงแล้ว ทำไมจึงไม่ทิ้งเครื่องมืออันแสดงถึงความเจริญสูงสุดเป็นต้นว่าโลหะหรือพลาสติกไว้บ้างเล่า?

ส่วน “ตำนานมนุษย์ปักษี” นั้น “เฮเยอร์ดาห์ล” ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวเกาะต่างหากที่ว่าในอดีตคนที่จะเป็นหัวหน้าชาวเกาะจะต้องแสดงความสามารถให้ประจักษ์ด้วยการไต่ขึ้นไปบนยอดผาริมทะเลแล้วร่อนลงมาสู่ที่ต่ำ ระหว่างที่ร่อนลงมาก็ต้องฉวยไข่นกทะเลที่ทำรังบนชะง่อนหินหน้าผาให้ได้ แล้วจึงตกลงสู่พื้นน้ำและดำลงไป ถ้าใครโผล่ขึ้นมาโดยปลอดภัยละก็แสดงว่าเก่ง สมควรจะรับไว้เป็นหัวหน้าได้

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งค้านความเห็นของ “ดานิเก้น” อย่างชนิดตีแสกหน้าเลยก็คือ “เฮเยอร์ดาห์ล” ยืนยันหนักแน่นว่า หินที่ใช้สลักรูปหน้าคนนี้ไม่แข็ง มันเป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากการทับถมของขี้เถ้าจากปล่องภูเขาไฟนั่นเอง ถ้าชุบน้ำให้เปียกก็สามารถสลักได้โดยง่ายดาย เขาได้ขอให้หัวหน้าแสดงการสลักหินให้ดู ปรากฏว่าใช้คนแค่ 6 คนแกะสลักหินใหญ่ด้วยขวานแบบโบราณเสร็จภายในเวลาไม่ถึงเดือนเท่านั้น เป็นอันว่า “ธอร์ เฮเยอร์ดาห์ล” กล่าวแก้ข้อคิดของ “ดานิเก้น” ได้ครบหมดทุกข้อ ไม่ว่าจะในแง่ตำนานหรือโบราณคดี

แต่คนเกือบครึ่งโลกที่อ่านหนังสือของ “ดานิเก้น” ต่างก็สงสัยเหมือนกัน “เฮเยอร์ดาห์ล” และคณะนักโบราณคดีพากันไปสำรวจเกาะอีสเตอร์เมื่อปี ค.ศ. 1955 นี้เอง เป็นสมัยที่ทุกอย่างเจริญหมดแล้ว แม้ชาวเกาะจะด้อยพัฒนาอยู่แต่ก็ไม่ด้อยเสียจนไม่รู้จักอะไรเลย ฉะนั้นอะไรที่คนในสมัยนี้บอกว่าง่ายดาย ในสมัยพันเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน พวกเขาอาจเห็นว่ายากแสนเข็ญก็ได้ และคำอธิบายเกี่ยวกับ “มนุษย์ปักษี” ก็ฟังแปลกๆ ชอบกล เพราะคนที่ขึ้นไปกระโดดจากหน้าผาสูงพุ่งลงสู่น้ำทะเลเพื่อชิงความเป็นหัวหน้าน่ะ คงไม่ต้องติดปีกเป็นมนุษย์ปักษีด้วยล่ะกระมัง มนุษย์ปักษีในตำนานน่าจะหมายถึงคนที่ติดปีกจริงๆ ซึ่งอาจจะเป็นปีกเครื่องร่อนหรือปีกเครื่องบินเล็กก็ได้

สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างก็คือ ถ้า “พวกหูยาว” บังคับ “พวกหูสั้น” ให้สลักรูปบรรพบุรุษของพวกเขาไว้บูชาจริง ทำไมต้องสลักกันมากมายและทำไมไม่สลักไว้ที่เชิงภูเขาจะได้ไม้ต้องเคลื่อนย้ายมาให้ลำบาก?

ชาวพื้นเมืองของเกาะนี้มีอารยธรรมและภาษาเป็นของตนเอง (ราปานุย) พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวโปลิเนเชี่ยนและดำรงชีพแบบง่ายๆ ตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีประชากรอยู่เพียงหยิบมือ เรียกได้ว่า แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ตรงนี้แหละที่ทำให้ใครต่อใครสงสัยกัน ท่านที่เห็นรูปของโมอายคงจะแปลกใจกันนะว่าดีไซน์ รูปร่างใหญ่โต และน้ำหนักขนาดนั้น ลำพังชาวเกาะอีสเตอร์จะเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ไหนมาสลัก แล้วลากลงมาจากภูเขาไปตั้งทิ้งไว้ที่ชายหาดได้

นักวิชาการหลายท่านพยายามอธิบายถึงวิธีการสร้าง “โมอาย” เหล่านี้ หลายคนถึงกับลงมือสาธิตด้วยตนเอง ถึงกระนั้นหลายๆ คนก็ยังปักใจเชื่ออยู่ดีว่า เจ้ารูปสลักหินนี่ ต้องมี “อะไรๆ” เกี่ยวพันกับอารยะธรรมนอกโลกอยู่ นักวิชาการหลายคนถึงกับลงมือขุดค้นเข้าไปในตำนานของชาวเกาะเพื่อจะหาที่ไปที่มาของ “โมอาย” แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องราวอะไรนัก พอถามชาวเกาะที่มีอายุและมีความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นมาของเกาะดูก็ได้รับคำตอบอย่างเป็นที่น่าพอใจว่า “มันเดินกันลงมาเอง” นอกจากนี้ ลักษณะของ “โมอาย” ก็แตกต่างไปจากศิลปกรรม สิ่งสักการะทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวโพลินีเซียนโดยสิ้นเชิง และบนเกาะอีสเตอร์ก็ยังเหลือโมอายที่ทำไม่เสร็จทิ้งไว้ตามชายหาดอยู่จำนวนมาก เหมือนกับว่าคนสร้างได้รีบทิ้งถิ่นพำนักแล้วจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนซะอย่างนั้น

หลายคนเข้าใจว่ารูปสลักหินที่ชาวโพลินีเซียนขนานนามกันว่า “โมอาย” นี้มีแต่หัว แต่จริงๆ แล้วเขาสร้างมาทั้งตัว แต่ส่วนใหญ่ถูกดินกลบทับอยู่ ทำให้มีแต่ช่วงหัวที่โผล่ออกมาสู้ฟ้าดิน – รูปสลักนี้ที่จริงสร้างขึ้นเพื่อประดับ “อาฮู” (ahu) อันเป็นศาลเทพเจ้าที่ตั้งอยู่ตามแถบชายฝั่งมหาสมุทร จวบจนทุกวันนี้มีการค้นพบ “อาฮู” ทั้งหมด 239 แห่ง มีลักษณะเป็นฐานหินขนาดใหญ่ บางชิ้นยาวถึง 60 เมตร บางแห่งเป็นที่ตั้งของสุสานด้วย ศพจะถูกนำไปวางทิ้งไว้บน “อาฮู” จนเหลือแต่โครงกระดูก จากนั้นจึงนำเอากระดูกบรรจุในช่องใต้ฐานหินนี้

“โมอาย” ได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยมีเหตุผลดังนี้

  • เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยะธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้างหรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

นักวิชาการสันนิษฐานว่า ในปี ค.ศ. 380 ได้เริ่มมีรูปสลักคนนั่งคุกเข่าที่สลักจากหินบะซอลต์ ต่อมาในยุค ค.ศ. 1100 ได้มีรูปสลัก “โมอาย” ซึ่งสลักจากหินภูเขาไฟ “ราโน รารากู” (Rano Raraku) ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ ลักษณะเป็นครึ่งตัว ลำตัวส่วนบนเหมือนผู้ชาย หน้าตาคล้ายกันหมด คิ้วโหนกออกมาจนเป็นสัน ดวงตาใช้วัสดุอื่นฝั่งลงไปในเนื้อหิน ช่วงปลายจมูกเชิดขึ้นเล็กน้อยรับกับปากที่แบะและยื่น มีคางเป็นเหลี่ยม ติ่งหูยาว มีแขนที่แนบชิดติดลำตัว สูงประมาณ 6-30 ฟุต หนักประมาณ 50 ตัน

ต่อมาก็มีการสร้างรูปสลักลักษณะแบบเดียวกันแต่สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และได้มีการเติมส่วนจุกสีแดงหรือที่เรียกว่า “พูคาโอ” (Pukao) บนศีรษะ โดยเชื่อกันว่ารูปสลักเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าหรือหัวหน้าเผ่าผู้ล่วงลับไปแล้ว “พูคาโอ” แกะสลักจากหินสโกเรียสีแดง (Scoria) จุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.4 เมตร สูง 1.8 เมตร หนัก 11.5 ตัน แต่ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่านี้มาก หินสีแดงนี้ได้จากเหมืองที่ปูนาเปา ซึ่งเป็นยอดภูเขาไฟเตี้ยๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ รูปสลักเหล่านี้สร้างต่อเนื่องกันมาในช่วงเวลาหลายร้อยปี เพิ่งเลิกสร้างไปเมื่อราว 200 ปีก่อนชาวยุโรปพวกแรกจะไปถึงเกาะแห่งนี้ในคริสศตวรรษที่ 18

อุปกรณ์แกะสลักเรียกกันว่า “โตกิ” (toki) มีการค้นพบตามเหมืองหินที่ราโนรารากู คำว่า “โตกิ” เป็นภาษาราปานุย อันเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวเกาะอีสเตอร์ ใช้เรียกเครื่องมือประเภทผึ่งถากไม้หรือขวาน ทำจากหินบะซอลต์ที่เป็นหินภูเขาไฟ ลักษณะเป็นก้อนสีคล้ำอยู่ในหินปูนแข็ง (ที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ) ซึ่งมีเนื้ออ่อนกว่า

“โมอาย” ทั้งหมดบนเกาะอีสเตอร์มีประมาณ 887 ตัว กระจัดกระจายอยู่ทั่วเกาะ บ้างก็ทำเสร็จและตั้งอยู่บนฐานอาฮูสมบูรณ์แล้ว บางก็ยังแกะไม่เสร็จ บ้างก็ยังล้มอยู่ก็มี “โมอาย” ตัวที่ใหญ่ที่สุดที่ยังไม่ตั้งอยู่ที่ “ราโน รารากู” สูง 71.93 ฟุต หนัก 145-165 ตัน ส่วน “โมอาย” ตัวใหญ่ที่สุดที่ตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้วอยู่ที่ “Ahu Te Pito Kura” สูง 32.63 ฟุต

การเรียก “โมอาย” จะเรียกตาม “อาฮู” ที่ “โมอาย” ตั้งอยู่ มีหลายแห่ง อาทิ “Ahu Tahai” อยู่ใกล้เมืองมากที่สุด ส่วน “Ahu Akivi” เป็นฐานที่มีโมอาย 7 ตัว แปลกกว่าบริเวณอื่นเนื่องจากหันหน้าออกทะเล “Ahu Tongariki” มีโมอาย 15 ตัวด้วยกัน “Ahu Naunau” ฐาน “โมอาย” 7 ตัว โดย 4 ใน 7 ตัวนี้มี “พูคาโอ” บนหัวด้วย

มีรูปสลัก 394 รูป ที่ยังแกะค้างทิ้งอยู่ตามเหมืองหิน แกะสลักไปแล้วมากน้อยต่างๆ กัน บ้างก็เพิ่งจะขึ้นโครงหน้าบนผิวของก้อนหิน ที่ใกล้เสร็จมีเพียงน้อยชิ้น ซึ่งก็เหลือเพียงตอกให้รูปสลักหลุดจากหน้าผาเท่านั้น บ้างก็นอนหงายอยู่ บ้างก็ตะแคงข้างหลบลึกเข้าไปในซอกหน้าผาดังซากศพในหลุม บางชิ้นก็ใกล้จะได้เวลาเคลื่อนย้ายโดยมีหินก้อนกลมๆ รับน้ำหนักไว้

ใกล้ๆ ส่วนบนของเหมือง มีรูลึกลงไปในหินประมาณ 1 เมตร อยู่หลายคู่ แต่ละคู่มีช่องเชื่อมถึงกันทุกรู คงจะใช้เป็นที่ร้อยเชือก นอกจากรูคู่เหล่านี้ยังมีร่องรอยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเชือกที่หนาถึง 10 เซนติเมตร เชือกนี้คงถักจากเส้นใยพืชประเภทต้นชบา คานไม้ที่สอดอยู่ในช่องหินก็ใช้สำหรับพันเส้นเชือก คล้ายเป็นเสาผูกโยงเชือกที่แกะจากหินที่ยื่นออกมา เส้นเชือกนี้ช่วยบังคับการเคลื่อนย้ายรูปสลักลงไปตามเนินกรวดของภูเขาไฟราโนรารากู ที่เนินชั้นล่างสุดของภูเขาไฟลูกนี้มีรูปสลักตั้งอยู่ถึง 103 รูป ส่วนใหญ่แล้วจมอยู่ใต้ดินจนถึงส่วนคอ จากการขุดค้นบ่งบอกว่าเขาคงจะเลื่อนรูปสลักเหล่านี้ให้ไถลลงสู่หลุมเพื่อตั้งรูปสลักขึ้น จากนั้นก็จะตกแต่งส่วนหลังของรูปสลักให้เสร็จเรียบร้อย

การเคลื่อนย้ายโดยวิธีใดก็ตาม ย่อมขึ้นอยู่กับ 2 สิ่ง คือ แรงงานและไม้ซุงจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลใหม่ๆ แสดงว่ามีปัจจัยทั้ง 2 อย่างเหลือเฟือในยุคที่มีการเคลื่อนย้ายรูปสลัก กล่าวคือ นักโบราณคดีขุดพบว่าบ้านและหมู่บ้านหลายแห่งมีโครงเป็นไม้ซุงอยู่บนฐานหิน ในช่วงปี ค.ศ. 1000-1500 ที่มีการสร้างรูปสลักและ “อาฮู” เกาะนี้อาจมีประชากรถึง 10,000 คน

ปริศนาเรื่องไม้ซุงมาจากไหน หาคำตอบได้ที่ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟราโนรารากูนั่นเอง – “จอห์น เฟลนลีย์” นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษจากมหาวิทยาลัยฮัล ได้พบฟอสซิลของเกสรดอกไม้เป็นจำนวนมากที่ก้นทะเลสาบ ซากเกสรเก่าแก่หลายร้อยปีเหล่านี้แสดงว่าครั้งหนึ่งเกาะอีสเตอร์เคยมีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์และเคยมีป่าปาล์มมาเป็นเวลาประมาณ 30,000 ปี แต่เพิ่งหมดไปเมื่อ 1,000 ปีที่ผ่านมา ป่าไม้บนเกาะนี้คงถูกทำลายเพื่อนำที่ดินมาใช้ในการเพาะปลูกเลี้ยงประชากรที่มีมากขึ้นและคงมีสงครามแย่งที่ทำกิน ทำให้ผู้คนล้มตายลงมาก

“ศาสตราจารย์วิลเลียม มัลลอย” ผู้ล่วงลับไปแล้วแห่งมหาวิทยาลัยไวโอมิง เสนอไว้เมื่อทศวรรษ 1970 ว่าการเคลื่อนย้ายรูปสลักไปสู่ที่หมายคงใช้วิธีคว่ำหน้ารูปสลักลงและมัดติดไว้กับเครื่องโล้หรือเลื่อนรูปโค้งที่ทำจากซุง การที่รูปแกะสลักมีพุงพลุ้ยนั้นก็น่าจะเข้ากับข้อสันนิษฐานนี้ เลื่อนหรือเครื่องโล้นี้คงจะเคลื่อนที่ไปโดยมีเสาใหญ่ตั้งขนาบอยู่ 2 ข้าง แต่บันทึกของ “ดร.ฟาน ทิลเบิร์ก” กลับแสดงความเห็นขัดแย้งว่า แบบของรูปสลักทำให้ไม่น่าจะใช้วิธีการดังกล่าวได้

ส่วน “ศาสตราจารย์ชาลส์ เลิฟ” แห่งวิทยาลัยเวสเทิร์นไวโอมิง เสนอทฤษฎีว่า รูปสลักเหล่านี้เคลื่อนย้ายมาในสภาพแนวตั้ง เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ เขาจึงได้ลองนำรูปสลักหล่อด้วยคอนกรีตตั้งบนเลื่อนไม้และกลิ้งไปบนท่อนซุง มีอาสาสมัครช่วยกันใช้เชือกลากรูปสลักหรือบางทีก็ต้องดึงให้แรงยึดโยงระหว่างเส้นเชือกบังคับรูปสลักไว้มิให้ทิ่มลงมา วิธีการนี้ใช้ได้ผลกับรูปจำลองคอนกรีตที่ใช้ทดลอง แต่ในความเป็นจริงมีรูปสลักไม่กี่รูปที่มีฐานล่างใหญ่พอให้เคลื่อนย้ายได้ด้วยวิธีนี้

ขณะที่ “ดร.ฟาน ทิลเบิร์ก” ศึกษารูปสลัก 47 รูป ที่นอนอยู่ตามทางที่เตรียมไว้จากภูเขาไฟราโนรารากูไปสู่ “อาฮู” ริมฝั่งทะเลและเสนอว่าคนโบราณน่าจะเคลื่อนย้ายรูปสลักโดยจัดให้วางไปในแนวนอนอาจจะมีการห่อหุ้มรูปสลักเพื่อป้องกันรอยตำหนิก่อนบรรทุกขึ้นบนเลื่อนไม้ แล้วกลิ้งไปบนท่อนซุงมีคานงัดและเชือกช่วย วิธีนี้ดูจะใช้ได้ดีถ้ารูปสลักยาว 4-5 เมตร แต่ถ้ารูปสลักยาวสัก 10 เมตร คงเคลื่อนย้ายไปได้ไม่ไกลกว่า 1.6 กิโลเมตร จากเหมือง

นอกจากนี้ “พาเวล  พาเวล” (Pavel Pavel) นักทดลองชาวเช็ก ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การเคลื่อนย้ายแท่งหินขนาดเขื่องนี้สามารถทำได้ด้วยเชือกและคนเพียงสิบเจ็ดคน เขาไม่ได้แค่คิด เพราะเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมา ณ สถานที่จริง ว่าสามารถทำได้จริงๆ โดยผูกเชือกไว้ตามส่วนหัวและลำตัว จากนั้นให้คน 17 คนสลับกันดึงให้รูปปั้นโยกเยกประหนึ่งเดินได้ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

สำหรับการยกรูปสลักขนาดใหญ่ขึ้นตั้งบนฐานนั้นเป็นงานใหญ่อีกเช่นกัน ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 “ศาสตราจารย์มัลลอย” กับพวกชาวเกาะได้ทดลองยกรูปสลักหนัก 16 ตัน จำนวน 7รูปขึ้นตั้ง รูปสลักเหล่านี้อยู่ที่ “อาฮู อาคิวิ” ทางทิศตะวันตกของเกาะ การทดลองช่วยชี้ให้เห็นว่ารูปสลักขนาดใหญ่ที่สุดสามารถยกตั้งขึ้นที่บริเวณชายฝั่งทางทิศเหนือได้อย่างไร

เกาะอีสเตอร์มีรูปสลักหินซึ่งเรียกกันว่า “ปาโร” (Paro) รูปใหญ่ที่สุดนั้นปัจจุบันเป็นซากปรักหักตกอยู่หน้า “อาฮู” ที่รูปเคยตั้งอยู่ รูปนี้สูง 9.8 เมตร หนักประมาณ 82 ตัน “ศาสตราจารย์วิลเลียม มัลลอย” แห่งมหาวิทยาลัยไวโอมิง ประมาณว่าคงต้องใช้ช่าง 30 คนสลักเป็นเวลาประมาณ 1 ปี และใช้แรงงานคน 90 คน เป็นเวลา 2 เดือนเพื่อเคลื่อนย้ายรูปสลักจากเหมืองมาถึงชายฝั่งมหาสมุทร รวมระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร และคงต้องใช้แรงงานคนอีกประมาณ 90 คนเป็นเวลาอีก 3 เดือนเพื่อตั้งรูปนี้ขึ้นบนฐาน ส่วนที่เป็นผมจุกซึ่งสูง 1.8 และหนัก 11 ตันนั้น คงกลิ้งมาจากเหมืองหินปูนาเปา ซึ่งอยู่ห่างออกไป 13 กิโลเมตร

เอกสารอ้างอิง :

Mr.Terran. http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8143096/X8143096.html
Mr.Terran. http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8197826/X8197826.html
Advertisements

4 thoughts on “Easter Island & Moai: ปริศนา “โมอาย” แห่งเกาะอีสเตอร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s