Cover-015

บุญเพ็ง หีบเหล็ก: นักโทษคนสุดท้ายที่ถูกกุดหัว

ช่วงปี พ.ศ. 2461 ได้มีการประหารนักโทษสำคัญคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น เขาคือ “บุญเพ็ง” ผู้ก่อคดีฆ่าคนตายหลายชีวิต หลังเขาสังหารเหยื่อเขาจะนำศพไปใส่ในหีบเหล็กแล้วนำไปโยนทิ้งน้ำทุกครั้ง จนชาวบ้านขนานนามว่า “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” (สมัยนั้นไม่มีการใช้นามสกุล คำว่า “หีบเหล็ก” ต่อท้ายเป็นฉายามาจากพฤติกรรมฆ่าแล้วหั่นศพ จากนั้นก็นำมาใส่หีบเหล็กแล้วยกขึ้นรถเจ๊กลากไปทิ้งคลอง) “บุญเพ็ง” คือ ฆาตกรฆ่าหั่นศพคนแรกของเมืองสยาม … ได้ฉายาจากชาวต่างชาติว่า “The Murderer Iron Box”

“บุญเพ็ง” เกิดที่ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พ่อมีเชื้อสายจีน แม่เป็นชาวญ้อ พออายุได้ 3 ขวบ เขาอพยพมาอยู่ที่บางปะกอก พอเติบใหญ่เป็นหนุ่มได้ศึกษาทางไสยศาสตร์จากหลายสำนักจนเก่งในเรื่องพยากรณ์ เมตตามหานิยม เสน่ห์ยาแฝด ประกอบกับเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาดีจึงเป็นที่หมายปองและถูกตาถูกใจเพศตรงกันข้าม (บางที่บอกว่าถูกเลี้ยงดูโดยตา-ยาย ซึ่งตา-ยายได้ห้ามไม่ให้เรียนพวกไสยศาสตร์ แต่ “บุญเพ็ง” เองก็ไม่ได้สนใจอะไร)

ด้วยความเป็นคนมีเสน่ห์จึงมักเกิดปัญหาสาวๆ แก่งแย่งกันบ่อยครั้ง พออายุได้ 27 ปี ก็ไปบวชเป็นพระอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ได้ 2 พรรษา ผ้าเหลืองร้อนจึงลาสิกขาบทออกมาประกอบอาชีพ หมอดู หมอยา รับทำเสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย ฯลฯ ใช้ชีวิตเสเพลดื่มสุรายาเมาและเล่นการพนัน

จนกระทั่งกลายเป็นผีพนันถอนตัวไม่ขึ้น เขาต้องการเงินจำนวนมากเพื่อเล่นกันพนัน วิธีง่ายๆ แต่ได้เงินมากและรวดเร็วที่สุดในสมัยนั้น คือ “ฆ่าชิงทรัพย์” และแล้วการฆาตกรรมต่อเนื่องก็บังเกิด

เหยื่อรายแรก คือ “นายล้อม” พ่อค้าเพชรพลอย “บุญเพ็ง” ก็ร่วมมือกับ “นายจรัญ” ลูกสมุนคู่ใจฆ่าแล้วนำเงินและทรัพย์สินแบ่งกัน และหั่นศพเป็นชิ้น (บางแหล่งข่าวบอกว่าไม่ได้หั่นศพ แต่ยัดใส่หีบเลย … บางแห่งบอกว่าจำเป็นต้องหั่นแขน-ขาของศพ เพราะยัดศพใส่หีบไม่ได้) ใส่หีบเหล็ก (ที่สำนักของเขามีหีบเหล็กโบราณ อยู่ถึง 7 ใบ แต่บางที่ดันบอกว่ามีแค่ 3 ใบ) และให้ “นายจรัญ” จ้างรถเจ๊กไปทิ้งลงคลองบางลำพูเวลาเที่ยงคืนเพื่อทำลายหลักฐาน พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไป 1 ใบ

เหยื่อรายที่ 2 เป็นผู้ชายไม่ทราบชื่อ รู้แต่ว่าเป็นผีพนันและวันนั้นเขาได้เงินพนันมา “บุญเพ็ง” และ “นายจรัญ” เลยวางแผนล่อไปฆ่าเพื่อชิงเงินพนันและแบ่งทรัพย์สิน หั่นศพเป็นชิ้นใส่หีบเหล็ก แล้วให้ “นายจรัญ” เอาไปทิ้งที่คลองบางลำพูอีกศพ พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไป 1 ใบ

วันเวลาผ่านไป พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไปทีละ 1 ใบ จนมาถึงเหยื่อรายสุดท้าสุดท้าย เป็นแม่หม้ายชื่อ “นางปริก” เป็นคุณนายของ “ท่านขุนสิทธิคดี (ปลั่ง)” รูปร่างดี แต่งกายทองเต็มตัว “บุญเพ็ง” ก็เสพสมแล้ว กลายเป็นขาประจำ จนกระทั่งวันหนึ่งหญิงคนนั้นก็เกิดตั้งท้อง ยื่นคำขาดให้ “บุญเพ็ง” รับผิดชอบรับตนเป็นเมียอย่างออกหน้าออกตา ซึ่ง “บุญเพ็ง” บ่ายเบี่ยงตลอดเวลา สุดท้าย “บุญเพ็ง” ทนไม่ไหวจึงต้องฆ่า

วันสุดท้ายที่คนพบเห็น “นางปริก” เธอแต่งตัวสวยงาม ประดับประดาด้วยเครื่องทองเพชรนิจจินดาเต็มตัวเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ จนใครๆ รู้สึกว่า สวยเป็นพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่านี้คือวาระสุดท้ายของ “นางปริก” และลูกในท้องของเธอ คราวนี้มาแปลก เพราะ “บุญเพ็ง” ลงมือฉายเดี่ยว ฆ่า “นางปริก” ปลดทรัพย์สินไปจนหมดสิ้นและหั่นศพเป็นท่อนๆ (บางก็ว่ายัดลงในหีบไปเลยไม่ต้องสับ) ยัดลงหีบ ใส่รถเจ๊ก นำไปทิ้งลงคลองอีกเช่นเคย

… และเป็นหีบใบสุดท้ายที่มี

คราวนี้หีบเหล็กของ “นางปริก” ดันไม่จมลงสู่ก้นคลองบางลำพู แต่ลอยไปติดกอสวะ คนงมกุ้งเกิดมาเห็นนึกว่าเป็นของมีค่า แต่เมื่อครั้นเปิดก็พบศพที่ไม่เน่าเปื่อยของ “นางปริก” อยู่ข้างใน

หลังจากนั้น “บุญเพ็ง” ได้หนีไปบวชเป็นพระที่วัดแถวอยุธยา แล้วไม่รู้ว่าเป็นกรรมเวรอะไร ทำให้ “บุญเพ็ง” ต้องสึกออกมาเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงที่หมายปอง และคืนนั้นเองที่ยังไม่ทันจะได้ถึงสวรรค์ ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาล้อมจับไว้โดยละม่อมในข้อหาฆ่าคนตายอย่างเหี้ยมโหด และศาลได้ตัดสินประหารชีวิตด้วยการตัดหัว (สมัยนั้นเรียกว่ากุดหัว) ให้ตายตกไปตามกัน ณ ป่าช้าวัดภาษี ซึ่งนักโทษรายนี้ใจแข็งมากร้องขอไม่ให้ผูกตาเพื่อขอดูโลกเป็นครั้งสุดท้าย …

ในช่วงประหารชีวิตนั้นได้มีผู้คนมากมายมาดูการประหารชีวิต แต่ว่าไม่มีญาติของ “บุญเพ็ง” เลยสักคน แม้กระทั่งเจ้าสาวซึ่งยังไม่ทันจะส่งตัวเข้าห้องหอก็ไม่มา

19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 (บางที่บอกว่าวันที่ 19 สิงหาคม) ได้มีประหาร “บุญเพ็ง” โดยการตัดหัว ซึ่งเป็นนักโทษที่ถูกประหารด้วยการตัดหัวเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงประหารชีวิตนั้นเอง เพชรฆาตรำดาบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ลงดาบอันคบกริบลงบนคอ แทนที่คอจะขาดเลือดพุ่งกระฉูด กลับกลายเป็นว่าคมดาบนั้นไม่ได้ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย จนเพชฌฆาต พูดว่า “มึงมีอะไรดี ให้เอาออกเสียเถอะ” หลังจากนั้นมีคนบอกว่าเห็น “บุญเพ็งคาย” ของบางอย่างออกมา แล้วเพชรฆาตจับเขวี้ยงทิ้งหายไปในกอไผ่ (บางที่บอกว่าเป็นพระและเพชรฆาตจับขว้างทิ้งเข้าไปในกอไผ่ … บางที่ไม่ได้บอกว่าเป็นวัตถุอะไร แต่มีสีดำ เมื่อ “บุญเพ็ง” คาย (ถุย) ออกมาก็หายไป)

คราวนี้รำดาบใหม่ ดาบหน้ารำจน “บุญเพ็ง” เคลิ้มเผลอ ทันใดนั้นดาบหลังฟันดัง ฉับ ! คราวนี้ คอขาด หัวกระเด็น จนเลือดพุ่งกระฉูด ผู้คนที่มาดูต่างร้องวีดว้ายระงม ว่ากันว่าขณะที่ศีรษะถูกคมดาบของเพชรฆาตฟันฉับนั้น ในช่วงวินาทีสั้นๆ ชาวบ้านหลายคนได้เห็นมุมปากของ “บุญเพ็ง” ขมุบขมิบเหมือนท่องคาถาอะไรสักอย่าง ซึ่งว่ากันว่าอาจจะเป็นไพ่ตายคุณไสย์ครั้งสุดท้ายของเขาเพื่อที่จะป้องกันชีวิตของเขาก็เป็นได้

ศพของ “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” ถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้านั้นเอง จนภายหลังญาติมาจัดการเผาศพตามพิธีและกล่าวกันว่ารอยสักช่วงแผ่นหลังของเขาเผาไฟไม่ไหม้ ส่วนกระดูกนั้น บรรดาญาติเก็บใส่เจดีย์ไว้ข้างอุโบสถ์วัด

พ.ศ. 2536 เจดีย์ถูกรื้อออก ทางวัดภาษีจึงได้ให้ช่างปั้นรูปปั้นจำลองไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์และตั้งไว้ในศาลเล็กๆ ติดกับวิหาร และเรียกศาลว่า “ศาลปู่บุญเพ็ง” และหีบเหล็กที่ใช้ยัดศพได้มีคนไปกราบไหว้บูชา เสี่ยงโชคลาภและเข้าใจว่าวิญญาณของเขายังไม่ได้ไปผุดไปเกิดจนถึงปัจจุบัน

หมายเหตุ: ภาพการประหารชีวิตนี้ผมไม่แน่ใจว่าใช่การประหารชีวิตของ “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” รึเปล่า !? ข้อมูลบางที่เค้าบอกว่าใช่ – ส่วนตัวเนื้อหาก็แตกต่างกันไป บางที่บอกว่าบวชเป็นพระก่อน จากนั้นก็สึกออกมาเปิดสำนักหมอดู รับทำคุณไสย ทำเสน่ห์ ซึ่งในช่วงนี้เองที่เขาได้ทำการฆาตกรรมเหยื่อหลายราย หลังจากนั้นก็ได้กลับไปบวชอีกทีแล้วได้สึกออกเพื่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง บางที่ก็บอกว่าทำการฆาตกรรมเหยื่อตั้งแต่ในช่วงที่บวชเป็นพระครั้งแรกเลย จากนั้นก็โดนจับสึกด้วยข้อหาอะไรซักอย่างนี่แหละ (ผมจำไม่ได้แล้ว – -“) แล้วออกมาเปิดสำนักหมอดู ทำเสน่ห์ทำคุณไสย บางที่ก็บอกว่าบวชรอบเดียว หลังจากสึกออกมาก็หันไปเปิดสำนักหมอดู ทำคุณไสยและก่อคดีฆาตกรรม จากนั้นได้หนีไปกบดาน พอเรื่องซาลงก็กลับมาเปิดสำนักหมอดูอีกที แล้วก็ถูกตำรวจที่ตามสืบสวนคดี นำกำลังมาล้อมจับไว้ได้ – นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องสถานที่เกิดและปี พ.ศ. ต่างๆ ที่แต่ละแห่งบางครั้งก็บอกไว้ไม่ตรงกันครับ – แต่รายละเอียดและพฤติกรรมส่วนใหญ่จะเป็นตามเนื้อหาที่เอามาลงนี่แหละ …ถ้าข้อมูลผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยละกันครับ

ที่มาของ “ศาลปู่บุญเพ็ง” … หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดภาษี เล่าถึงการสร้าง “ศาลบุญเพ็งหีบเหล็ก” ว่า …แรงบันดาลใจนี้เกิดขึ้นจากพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้บอกว่า วัดภาษีนี้เป็นวัดเก่าแก่ มีประวัติในทางโบราณคดี จึงควรสร้างอะไรเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง อย่างเช่น แม่นาคพระโขนงวัดมหาบุศย์ “…อาตมาจึงได้สืบสาวราวเรื่องจากผู้ เฒ่าผู้แก่ แล้วก็มอบหมายให้โยมศุภพงษ์ซึ่งเรียนจบเพาะช่างมาเป็นคนปั้นรูป “ลุงบุญเพ็ง” เพื่อนำมาตั้งที่ศาล โดยที่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จึงให้ช่างจินตนาการเอง…”

“นายศุภพงษ์ เดชพรม” ช่างปั้นเล่าต่อว่า …ปั้นกัน 2 คนกับ “นายสุเทพ มงคลชัย” โดยอาศัยความรู้ทางโบราณคดีกับมนุษยศาสตร์เข้ามาประกอบเป็นแม่แบบของรูปร่าง หน้าตา โดยเอาโครงสร้างของคนจีนกับคนลาวมาผสมกัน เมื่อปั้นเสร็จออกมาแล้ว ผู้ที่มีหลักฐานและตำรวจได้เอารูปถ่ายมาให้ดู ก็ได้รับคำชมว่าเหมือน (อีกทั้งมีการเชิญ “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” มาเข้าทรง เจ้าทรงบอกว่าเหมือนตัวเองมาก แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหน้าตายังงี้ … อะไรเทือกนั้น)

กับการสร้างศาล “บุญเพ็งหีบเหล็ก” นี้ เจ้าอาวาสวัดภาษีเล่าว่า … ในช่วงแรกๆ มีชาวบ้านย่านใกล้คัดค้านและต่อต้านเช่นกัน ว่า …ทำไมต้องสร้างศาลให้กับอาชญากร อาตมาก็ได้แจ้งถึงความประสงค์ … การสร้างนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในทางธรรมะ ให้รู้ถึงรูปธรรมของการปฏิบัติ หากมีพฤติกรรมในการกระทำที่ไม่ดีก็จะได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดีเช่นกัน แต่มิใช่การจองเวร ซึ่งจะเป็นคติสอนใจให้แก่คนรุ่นหลังถ้าได้ศึกษา อีกทั้งยังให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแผ่นดินแห่งปริมณฑลนี้ว่า ในอดีตนั้นมีอะไรและสำคัญอย่างไร … แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์

เจาะลึก “นช. บุญเพ็งหีบเหล็ก” ชื่อของ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” ผู้ซึ่งกลายเป็นตำนานฆาตกรต่อเนื่องฆ่ายัดหีบแล้วถ่วงน้ำนับครั้งไม่ถ้วน คดีโหดสะเทือนขวัญที่สุดแล้วสำหรับคนไทยในสมัยนั้น ในขณะที่ต่างประเทศให้ความสนใจถึงขนาดตั้งฉายาว่า “The Murderer Iron Box”

หลายต่อหลายครั้งที่เรื่องราวถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ อีกทั้งนำไปตีพิมพ์ออกจำหน่ายในชื่อเรื่อง “บุญเพ็งหีบเหล็ก” และขายดีเป็นเทน้ำเทท่าหรือแม้แต่ถูกดัดแปลงเสริมแต่งเขียนออกมาเป็นนิยายวางจำหน่าย เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษมาแล้วหากแต่เรื่องราวจากสื่อต่างๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากการรับรู้รับฟังของแต่ละคน ใครรับฟังมาอย่างไรก็ถ่ายทอดไปตามนั้น เนื้อหาจึงตรงกันบ้างไม่ตรงบ้าง เรื่องราวของ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” จึงเป็นเสมือนหนึ่งนิยายมาแต่โบร่ำโบราณ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราจะนำเสนอต่อจากนี้เป็นข้อมูลจริงที่มีหลักฐานยืนยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีตจาก “แฟ้มอาชญากรรม” ตำรวจสันติบาล

“บุญเพ็ง” เกิดปีขาล ที่เมืองท่าอุเทน มณฑลอุดร บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวลาว ในสมัยนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล ที่เรียกกันว่า “บุญเพ็งหีบเหล็ก” เป็นการเรียกตามพฤติกรรมการฆ่า

เมื่ออายุได้ 15 ปีได้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระนครกับตาสุกและยายเพียรมีอาชีพทำสวนผักแถวคลองบางจากในตอนแรก และย้ายไปอยู่แถววัดเทพศิรินทร์ในเวลาต่อมา “บุญเพ็ง” เป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่เรียนเก่งมากชอบไปเรียนกับพระที่วัดเทวราชกุญชร ตอนหลังคบเพื่อนเที่ยวเตร่ ยายจึงไล่ไปเป็นสัปเหร่อที่วัดไผ่เคาะ บุญเพ็งจึงได้หาร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์มนตร์ดำ

เมื่ออายุ 20 ปี ได้บวชเป็นภิกษุที่วัดเทวราชกุญชรแต่ประพฤติตนไม่ดีจึงถูกขับไล่ออกจากวัด และมาขอจำพรรษาที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งในตอนแรกเจ้าอาวาสไม่ยอม แต่ “บุญเพ็ง” สัญญาว่าจะประพฤติดี เจ้าอาวาสจึงยอม เป็นเวลาเก้าปีที่ “บุญเพ็ง” เป็นพระในพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลาที่ครองผ้าเหลือง “พระบุญเพ็ง” เป็นพระที่ปฏิบัติแต่กิจไม่พึงควร ล่วงอาบัติหลายประการ อาทิ ดื่มสุราและเล่นการพนัน ก่อการไม่สงบร่วมกับพรรคพวกในวัด และได้ถูกจับสึกในที่สุด

ปลายปี พ.ศ. 2460 ชาวบ้านที่หากินด้วยการงมกุ้งได้พบหีบเหล็กใบหนึ่งจมอยู่ก้นคลองบางกอกน้อย มีศพผู้ชายเน่าเปื่อยอยู่ภายใน ศพถูกนำไปไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช ทราบชื่อภายหลังว่าคือ “นายล้อม” อาชีพค้าเพชรพลอย ระหว่างการสืบสวนคดีนี้กลับมีหีบอีกใบลอยขึ้นมาอย่างปริศนา ตอนเย็นของวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2461 มีผู้พบหีบเหล็กลอยน้ำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดไทรม้า จังหวัดนนทบุรี หีบถูกนำไปขึ้นฝั่งที่สถานีตำรวจเมืองนนท์ในขณะนั้น เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก ผู้คนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นศพผู้หญิงถูกมัดมือมัดเท้านั่งยองๆ มีมุ้งคลุมบนศพและมีอิฐถ่วงอยู่ด้วย 8 ก้อน

“อำมาตย์เอก พระยานนทบุรี” นครบาลจังหวัดนนทบุรี ได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ประจำวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2461 เพื่อสืบหาญาติของหญิงสาวที่พบเป็นศพทันที เพียงวันเดียวเท่านั้นคดีถูกคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ทราบชื่อผู้ตายคือ “นางปริก” ภรรยาของ “ขุนสิทธิคดี” หรือ “นายปลั่ง” มีฐานะร่ำรวย อาศัยอยู่อยุ่ที่ตึกแถวถนนทหารบกทหารเรือในพระนครนั่นเอง

มารดาของ “นางปริก” พยานปากสำคัญให้การว่า “นางปริก” หายไปเมื่อ 7 วันก่อน โดยก่อนออกจากบ้านในเช้าวันที่ 7 มกราคมนั้น มีจดหมายจาก “นายบุญเพ็ง” นัดให้นางปริกไปรับสร้อยที่ตนได้ขอยืมไว้ สงสัยว่า “นายบุญเพ็ง” คนนี้จะเป็นผู้ฆ่าและชิงสร้อยข้อมือทองคำหนักข้างละ 10 บาท จาก “นางปริก” ต่อมาตำรวจได้จับกุม “นายบุญเพ็ง” ได้ที่บ้านนางบัว ตำบลถนนตรีทอง ซึ่ง “นายบุญเพ็ง” เพิ่งแต่งงานกับ “นางตาด” ลูกสาวของนางบัวในวันที่ 14 มกราคม วันเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ลงประกาศเรื่องพบศพ “นางปริก”

“นายบุญเพ็ง” กับ “นางปริก” นั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ครั้ง “นายบุญเพ็ง” บวชอยู่ที่วัดสุทัศน์ ปรากฎว่าความคืบหน้าของคดี “นางปริก” ได้โยงไปถึงคดีนายล้อมศพที่พบอยู่ในหีบจมน้ำ ผู้ต้องหามีคนเดียวคือ “นายบุญเพ็ง” ซึ่งรับสารภาพว่าได้ล่อลวง “นายล้อม” และ “นางปริก” ไปปลิดชีพเพื่อชิงทรัพย์มาเป็นทุนแต่งงานกับ “นางตาด”

คดีฆ่า “นายล้อม” มีผู้ร่วมกระทำผิดด้วยคือ “นายพัน” อายุ 19 ปี เป็นผู้เข้าไปมั่วสุมเล่นโปอยู่ในกุฏิของ “พระบุญเพ็ง” เป็นผู้รู้เห็นเรื่องที่ “นายล้อม” ถูกฆ่า ตลอดจนร่วมกันนำหีบใส่ศพจ้างรถเจ๊กไปทิ้งลงน้ำ เป็นอันว่าคดีแรกนี้ฆ่ากันในกุฏิวัดสุทัศน์คดีซ้อนคดีนี้สิ้นสุดลงในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2462 ศาลพระราชอาญาตัดสินให้ประหารชีวิต “นายบุญเพ็ง” ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2462 “นายบุญเพ็ง” ถูกตัดหัวประหารชีวิตที่ลานประหารวัดภาษี

เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.tfos.or.th/Board/viewtopic.php?t=227
02. กำเหลง. http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=138659&chapter=4
03. แคมมี่ เด็กดีดอทคอม. http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=121
04. ก้อง กังฟู. http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday02&content=75795
05. แมวสาวเลือดสาด (แมวสาวในสายหมอก). http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7873619/X7873619.html
06. http://pkpkpk.exteen.com/20090730/entry

9 thoughts on “บุญเพ็ง หีบเหล็ก: นักโทษคนสุดท้ายที่ถูกกุดหัว

  1. เรื่องนี้เหมือนเคยอ่าน แต่ว่ากันว่าพวกที่เล่นคุณไสย์ จะไม่ไปผุดไปเกิด เพราะเหมือนต้องเวียนว่ายในบ่วงกรรมของตัวเอง จิงรึป่าวอ่ะเฮีย

  2. ความเห็นส่วนตัวนะคะ สำหรับคนที่ตายด้วยบาปหนาขนาดนี้คงไม่สามารถให้พรใครได้หรอก จะไปกราบไหว้กันทำไม คงเป็นสิริมงคลกับชีวิตน่าดู

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s