Nobunaga: นักรบผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นในช่วง ปี ค.ศ. 1500-1700 เป็นยุคแห่งความวุ่นวาย อำนาจของ “โชกุนตระกูลอะชิคางะ” ที่เกียวโตเสื่อมถอย บรรดาไดเมียว (เจ้าเมือง) ทั้งหลายต่างตั้งตนเป็นอิสระและต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองที่ยาวนานถึง 200 ปี เรียกว่า “ยุคเซนโกกุจิได” ในช่วงท้ายที่สุดได้มีขุนศึกผู้หนึ่งที่ก้าวขึ้นมากุมอำนาจและดำเนินการสยบภาวะสงครามกลางเมือง แม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างจุดเริ่มต้นของการรวมชาติ ขุนศึกผู้นั้นคือ “โอดะ โนบุนางะ” (Oda Nobunaga)

Oda Nobunaga

“โนบุนางะ” เกิดในปี ค.ศ. 1534 เป็นบุตรของ “โอดะ โนบุฮิเดะ” เจ้าเมืองโอวาริ ซึ่งเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1549 บิดาของ “โนบุนางะ” ได้สิ้นชีวิตลงอย่างกะทันหัน “โนบุนางะ” ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 15 ปี ได้ฉายแววความสามารถ โดยการกำราบบรรดาญาติของตนด้วยกำลังทหารและขึ้นเป็นผู้นำตระกูลโอดะ ในปี ค.ศ. 1559

แม้จะได้เป็นเจ้าครองแคว้น แต่โอวาริก็เป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอะไร จนกระทั่งเมื่อ “อิมากาว่า โยชิโมโตะ” ไดเมียวแห่งมิคาว่าซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ นำกองทัพจำนวน 25,000 นาย เข้าโจมตีโอวาริเพื่อเปิดทางสู่การบุกเกียวโต “โนบุนางะ” ไม่ยอมจำนนต่อกองทัพข้าศึกและตั้งมั่นในปราสาท ทหารของ “อิมากาว่า” ตั้งค่ายกระจายล้อมปราสาทไว้และเตรียมการเข้าตี ทว่าในคืนหนึ่งเกิดพายุฝน ขณะที่ทัพของ “อิมากาว่า” หลบพักอยู่ในค่าย “โนบุนางะ” ได้คุมทหารม้า 500 นาย บุกเข้าโจมตีค่ายหลวงของ “อิมากาว่า” เนื่องจากฝ่ายข้าศึกไม่คิดว่าจะถูกโจมตีจึงประมาทไม่ทันระวังตัว ประกอบกับขาดความชำนาญพื้นที่ ทัพของ “อิมากาว่า” จึงถูกตีพ่าย ตัวของ “อิมากาว่า โยชิโมโตะ” ถูกสังหารในค่าย ทหารมิคาว่าเสียขวัญและแตกพ่ายยับเยินกลับไป ส่งผลให้ชื่อเสียงของ “โนบุนางะ” โด่งดังทั่วแผ่นดิน

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ไดเมียวหลายเมืองต่างมาขอผูกไมตรีด้วย ซึ่งก็รวมทั้ง “โตกุกาว่า อิเอยาสึ” พันธมิตรและหนึ่งในทายาทของ “ตระกูลอิมากาว่า” ด้วย ในปี ค.ศ. 1560 “โนบุนางะ” ได้ดำเนินการผูกมิตรกับไดเมียวตระกูลต่างๆ และทำสงครามกับไดเมียวที่ตั้งตนเป็นศัตรู หลังชัยชนะในสงครามที่อินาบะยามะ อำนาจของ “ตระกูลโอดะ” ก็เพิ่มมากขึ้นจนปีค.ศ. 1567 “องค์จักรพรรดิโกะ-โยเซอิ” มีพระราชสาส์นขอความช่วยเหลือในการฟื้นฟูอำนาจของพระองค์ให้พ้นจากอิทธิพลของ “ตระกูลอะชิคางะ” “โนบุนางะ” จึงยกทัพเข้าเมืองหลวงและบีบบังคับให้ “โชกุนอะชิคางะ โยชิอากิ” เป็นหุ่นเชิดของตน ผลงานครั้งนี้ทำให้องค์จักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่ง “ไนไดจิน” หรือ “อัครมหาเสนาบดี” จนในปี ค.ศ. 1573 “โชกุนโยชิอากิ” คิดแข็งข้อ จึงถูกเนรเทศออกไปและเป็นการสิ้นสุดอำนาจของ “ตระกูลอะชิคางะ” ที่ปกครองญี่ปุ่นมานานกว่า 200 ปีลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก “โนบุนางะ” ไม่มีเชื้อสายขุนนางดั้งเดิม จึงไม่ได้ประกาศตัวขึ้นเป็นโชกุน แต่ในเวลานี้เขาก็นับว่ามีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน

“โนบุนางะ” เป็นนักการทหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง “กองทหารราบอะชิการุ” ซึ่งเป็นทหารที่เกณฑ์มาจากชาวบ้านธรรมดาและใช้กองทัพขนาดใหญ่ในการทำสงครามผิดกับไดเมียวอื่นๆ ที่นิยมสะสมซามูไรไว้ในกองทัพ ทั้งนี้ซามูไรมีข้อเสีย คือ หาได้ยาก ใช้เวลาฝึกนานและค่าจ้างแพง แม้ว่าพวก “อะชิการุ” จะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ “โนบุนางะ” ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าหากมีแม่ทัพที่ดี “กองทหารอะชิการุ” จำนวนมากก็สามารถเอาชนะซามูไรได้  นับเป็นการเปิดปฐมบทของการทำสงครามด้วยกองทหารขนาดใหญ่ แต่ทหารชาวนาเหล่านี้มีข้อเสียด้านขวัญกำลังใจและมักหนีทัพเสมอเพราะกลัวตาย ผิดกับซามูไรที่ยินดีสู้เพื่อตายอย่างมีเกียรติ

นอกจากนี้ “โนบุนางะ” ยังให้การต้อนรับชาวโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายและเผยแผ่ศาสนาเป็นอย่างดี โดย “โนบุนางะ” มีความสนใจในสองสิ่งที่พวกนั้นนำมา นั่นคือ “ปืนคาบศิลา” และ “ศาสนาคริสต์” โดยเฉพาะปืนนั้น “โนบุนางะ” ถึงกับยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพื่อให้กองทัพของตนเต็มไปด้วยอาวุธปืนที่สั่งตรงมาจากโปรตุเกส ต่อมาในปี ค.ศ. 1544 “โนบุนางะ” ก็ให้ช่างชาวญี่ปุ่นตั้งโรงงานผลิตอาวุธปืนขึ้น ทำให้กองทัพของ “โนบุนางะ” มีปืนใช้เป็นจำนวนมาก เช่น การโจมตี “ปราสาทมุรากิ” “โนบุนางะ” มีพลปืนถึง 1,200 นาย ต่อมาไดเมียวทั้งหลายต่างก็หันไปใช้อาวุธปืนกัน เนื่องจากฝึกใช้ได้ง่ายกว่าดาบหรือธนู แม้แต่ชาวนาก็สามารถฝึกใช้ปืนได้ในเวลาไม่นาน

แม้ว่าจะกำจัดโชกุนได้แล้ว “โนบุนางะ” ก็มีศัตรูมากมายที่ยังต่อต้านเขาอยู่ ศัตรูสำคัญพวกหนึ่งคือพวกพระนักรบ หรือ “อิคโค อิกกิ” ซึ่งในช่วงสงครามกลางเมืองพระนักรบเหล่านี้มีอำนาจมาก พระนักรบพวกนี้เป็นนักบวชในพุทธศาสนาที่ชำนาญการใช้อาวุธเหมือนซามูไรและต่อต้านอำนาจของ “โนบุนางะ” เนื่องจากเห็นว่า “โนบุนางะ” นับถือศาสนาคริสต์ “โนบุนางะ” ได้ทำสงครามเพื่อกวาดล้างพระนักรบหลายครั้ง การรบครั้งสำคัญ เช่น การทำลายสำนักสงฆ์บน “ภูเขาฮิเอ” อันเป็นพุทธสถานเก่าแก่อายุนับพันปี ถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังที่สำคัญของพวก “อิคโค อิคกิ” ที่นี่มีป้อมปราการวัดพุทธที่เข้มแข็งพร้อมทั้งพระนักรบนับหมื่นคน “โนบุนางะ” ใช้ทหาร 30,000 นาย ล้อมภูเขาและบุกขึ้นไปจนถึง “วัดซากาโมโตะ” อันเป็นศูนย์ของพระนักรบ “โนบุนางะ” ออกคำสั่งให้ทหารฆ่าทุกคนที่อยู่บนเขาไม่จะเป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือแม้แต่ทารกก็ตาม รวมทั้งเผาอาคารทุกหลัง ในเวลาไม่นาน “ภูเขาฮิเอ” ก็ไม่มีอะไรเหลือ นอกจากนี้ “โนบุนางะ” ยังโจมตีพุทธสถานอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อกบฏต่อเขา จนทำให้อำนาจของพวกพระที่เคยมีอิทธิพลอยู่สูงหมดสิ้นไป “โนบุนางะ” ได้ให้การสนับสนุนการเผยแผ่ศาสนาของพวกบาทหลวงโปรตุเกสเป็นอย่างดี เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินและอาวุธปืนที่พวกนี้นำมาให้

แม้ว่า “โนบุนางะ” จะทำสงครามอย่างโหดเหี้ยมแต่เขาก็ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ในการโจมตีเมืองซาไกซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ “โนบุนางะ” ไม่ได้ทำลายเมืองนี้ แต่กลับให้ความช่วยเหลือบรรดาพ่อค้ารายใหญ่ของเมือง ในการก่อตั้งสมาคมพ่อค้า นอกจากนี้ ยังมีการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีอากรและรวบรวมระบบชั่ง ตวง วัด ให้ได้มาตรฐานทั้งประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่เลวร้ายอย่างที่น่าจะเป็น

นอกเหนือจากการเป็นนักรบ “โนบุนางะ” ไม่เคยละเลยเรื่องศิลปะ โดยหลังจากได้อำนาจแล้ว “โนบุนางะ” ได้สร้าง “ปราสาทอาซึชิ” ที่ริมทะเลสาบบิวะ ซึ่งเป็นปราสาทที่สวยงามและมีกำแพงหินที่แข็งแรงทนทานต่อปืนใหญ่ นอกจากนี้ ยังสร้างพระราชวังแห่งใหม่ที่เกียวโตด้วย

Akechi Mitsuhide

… ขณะนั้นอำนาจของ “โนบุนางะ” เรียกได้ว่าล้นฟ้า ทว่าได้มีซามูไรอย่าง “อาเคจิ มิสึฮิเดะ” (Akechi Mitsuhide) ผู้ต่อต้านจักรวรรดิ์นิยมได้มีแผนในใจแล้ว

ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า แม้ “มิสึฮิเดะ” จะได้รับความดีความชอบจาก “โนบุนางะ” แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1579 เมื่อ “มิสึฮิเดะ” ได้รับคำสั่งให้บุก “ปราสาทยะงะมิ” ที่ “ฮาตาโนะ ฮิเดฮารุ” ครอบครองอยู่ “มิสึฮิเดะ” ไม่ต้องการให้มีการนองเลือดเกิดขึ้น จึงไปเจรจากับ “ฮิเดฮารุ” ให้ยอมจำนนต่อ “โนบุนางะ” โดยส่งมารดาไปเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับการให้ “ฮิเดฮารุ” ยอมสวามิภักดิ์ ทว่าเหตุการณ์กลับพลึกผันเมื่อ “โนบุนางะ” ได้สังหาร “ฮิเดฮารุ” และพวกพ้อง รวมไปถึงมารดาของ “มิสึฮิเดะ” สร้างความแค้นต่อ “มิสึฮิเดะ” เป็นอย่างมาก

และแล้ววันที่ “มิสึฮิเดะ” รอคอยก็มาถึง …

ปี ค.ศ. 1582 “โนบุนางะ” ส่งกองทัพส่วนใหญ่ไปทำสงครามที่คิวชู ทำให้กำลังในเกียวโตมีเพียงเล็กน้อย “มิสึฮิเดะ” เองก็เป็นนายพลคนหนึ่งที่ต้องคุมทัพไปด้วย แต่เมื่อนายพลคนอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว “มิสึฮิเดะ” ได้ยกทัพย้อนกลับมาแล้วเข้าล้อม “วัดฮอนโนจิ” ที่ “โนบุนางะ” พักอยู่และเข้าโจมตี

“โนบุนางะ” ถูกธนูยิงบาดเจ็บสาหัสและถอยเข้าไปในห้อง จากนั้นได้จุดไฟเผาวัดและกระทำ “พิธีฮาราคีรี” (คว้านท้อง) “โนบุนางะ” เสียชีวิตลงทั้งๆ ที่ภารกิจรวมประทศยังไม่เสร็จสิ้น หลังจากนั้น “มิสึฮิเดะ” ได้ยกกำลังไปที่ปราสาทนิโจและสังหาร “โอดะ โนบุทาดะ” บุตรชายของ “โนบุนางะ” เสีย

แต่ “มิสึฮิเดะ” ก็อยูได้อีกไม่นาน เมื่อ “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” (Toyotomi Hideyoshi) นายพลของ “โนบุนางะ” ได้นำทัพกลับมาล้างแค้นให้เจ้านายและสังหาร “มิสึฮิเดะ” ได้ในสงครามที่ยามาซากิ จากนั้นก็รวบรวมแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ

เอกสารบางแห่งกล่าว เหตุที่ “อาเคจิ มิสึฮิเดะ” โกรธแค้น “โนบุนากะ” มาจากเหตุการณ์ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง ด้วยอารมณ์สนุกสนาน “โนบุนางะ” ได้ล็อคศีรษะของ มิสึฮิเดะ” นายทหารคนสนิทไว้ในวงแขนและใช้ด้ามพัดตีศีรษะ “มิสึฮิเดะ” อับอายและเคียดแค้นมากและรอโอกาสล้างแค้น

แต่หากเราศึกษากันจริงๆ แล้วจะทราบได้ว่า “อาเคจิ มิสึฮิเดะ” คนนี้เป็นคนที่จิตใจดี กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อเจ้านายมาก ยกตัวอย่างตอนที่ “โชกุนอะชิคางะ โยชิอากิ” แข็งข้อกับ “โนบุนางะ” “โนบุนางะ” คิดจะสังหารเสีย แต่ “มิสึฮิเดะ” ขอร้องไว้ เพราะในขณะนั้น “โนบุนางะ” ต้องการ “มิสึฮิเดะ” ไปเป็นมือขวา ดังนั้น โทษของโชกุนจึงเหลือแค่เนรเทศออกไป แต่ “มิสึฮิเดะ” ก็ยังขอเป็นธุระให้ ด้วยการไปส่ง “โชกุนอะชิคางะ” และในขณะนั้นเขายังพูดจาถนอมน้ำใจอดีตโชกุนและยังคิดว่าเขาคือโชกุนเหมือนเดิม

เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.zheza.com/index.php?a=blog&b=entry&uid=27421
02. กำเหลง. http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=138659&chapter=7
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s