Lance of Longinus: หอกแห่งลองกินุส

หอกแห่งลองกินุส (Lance of Longinus หรือ Spear of Longinus) หรือรู้จักกันในนาม หอกแห่งโชคชะตา (Spear of Destiny) หอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Lance หรือ Holy Spear) หอกแห่งพระคริสต์ (Spear of Christ) ชื่อเหล่านี้ถูกตั้งให้กับหอกที่ใช้ในการทิ่มแทง “พระเยซู” ขณะถูกตรึงกางเขน อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของหอกแห่งลองกินุสนี้ปรากฏอยู่เฉพาะในวรสารของ “ยอห์น” เท่านั้น จึงมีนักวิชาการส่วนหนึ่งที่มองว่าเรื่องราวของหอกศักดิ์สิทธิ์นี้น่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นในภายหลังเพื่อขยายความการไถ่บาปของ “พระเยซู” เสียมากกว่า

ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาใหม่ วรสารของยอห์น (19:34) กล่าวว่า เมื่อ “พระเยซู” ทรงสิ้นลมหลังจากถูกตรึงบนไม้กางเขน โดยปกติแล้วจะมีการพิสูจน์ว่านักโทษตายจริงหรือไม่ด้วยการทุบกระโหลกศีรษะ หากนายทหารโรมันชื่อ “กาลิอัส คาสเซียส ลองกินุส” (Gaius Cassius Longinus) ที่ตาเกือบบอดและได้รับหน้าที่ตรึงกางเขน “พระเยซู” ต้องการหลีกเลี่ยงที่จะทำลายพระศพ เขาจึงใช้หอกแทงไปยังสีข้างของพระองค์และเมื่อพระโลหิตของ “พระเยซู” กระเด็นมาโดนก็ทำให้ตาของเขากลับมามองเห็นได้ดีอีกครั้ง (ปกติแล้วศพจะไม่มีเลือดไหลออกมา การที่พระโลหิตหลั่งออกมาทั้งที่พระองค์ทรงสิ้นลมไปแล้วนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นปาฏิหารย์อย่างหนึ่ง) จากนั้นทหารผู้นี้ก็เกิดศรัทธาจนออกจากกองทัพและบวชเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ หลังจากนั้นเขาถูกทรมานโดยโรมันจนเสียชีวิตและกลายเป็น “นักบุญลองกินุส” ในภายหลัง

ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าหอกแห่งลองกินุสเล่มไหนเป็นของจริง เนื่องจากมีวัตถุโบราณ (Relic) หลายชิ้นที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นหอกแห่งลองกินุส เช่น หอกแห่งลองกินุสที่วาติกัน (Vatican Lance) หอกแห่งลองกินุสที่เอสมิแอดซิน (Echmiadzin Lance) หอกแห่งลองกินุสที่กรุงเวียนนา หรือหอกแห่งฮอฟเบิร์ก (Vienna Lance หรือ Hofburg Spear)

– หอกแห่งลองกินุสที่วาติกัน –

กล่าวกันว่า หอกเล่มนี้ถูกค้นพบโดย “นักบุญอันโทนินัส” แห่งปิอาเซนซา (St. Antoninus of Piacenza) ในปี ค.ศ. 570 โดยนักบุญท่านนี้ได้ค้นพบหอกเล่มดังกล่าวที่โบส์บาซิลิกาแห่งภูเขาไซอน (Basilica of Mount Zion) ต่อมาในปี ค.ศ. 615 กรุงเยรูซาเลมและวัตถุโบราณต่างๆ ถูกยึดครองโดยกองทัพของ “กษัตริย์คอสโรที่ 2” (King Khosrau II (Chosroes II)) “โครนิคอน พาสเชล” (Chronicon Paschale) กล่าวว่า หอกเล่มนี้ได้เกิดการแตกหัก (Broken off) และถูกส่งมอบต่อในแก่ “ไนซีตัส” (Nicetas) ในปีเดียวกัน “ไนซีตัส” ได้นำหอกเล่มนี้ไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) และฝากไว้ที่โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย (Hagia Sophia) และกลายมาเป็นสิ่งบูชา (Ycona หรือ Icon)

ในปี ค.ศ. 1244 “กษัตริย์บัลด์วินที่ 2” แห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Baldwin II of Constantinople) ได้ขายหอกเล่มนี้ให้แก่ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 9” แห่งฝรั่งเศส  (Louis IX of France) และถูกนำไปวางไว้เพื่อบูชาพร้อมกับมงกุฎหนาม (Crown of Thorns) ที่โบสถ์เซนต์ชาเปล (Sainte Chapelle) ในกรุงปารีส อย่างไรก็ตาม ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส วัตถุโบราณเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังหอสมุดแห่งชาติของฝรั่งเศส (Bibliotheque Nationale) และหายสาบสูญไป

สำหรับชิ้นส่วนอีกชิ้นหนึ่งของหอกเล่มนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 670 ที่โบสถ์โฮลี่แซพพัลเคอร์ (Holy Sepulchre) ในเยรูซาเลมโดย “อาคัลปัส (Arculpus)” แต่อีกกระแสหนึ่งกลับกล่าวว่า หอกส่วนดังกล่าวได้หายสาบสูญไปตั้งแต่ในปี ค.ศ. 615 … อีกกระแสหนึ่งได้อ้างว่าชิ้นส่วนดังกล่าวถูกนำไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลในช่วงใด-ช่วงหนึ่งระหว่างศตวรรษที่ 8 เป็นไปได้ว่าจะเป็นช่วงเดียวกับการขนย้ายมงกุฏหนามนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หอกเล่มดังกล่าวที่ปรากฏอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลดูเหมือนจะได้รับการยืนยันรับรองจากนักแสวงบุญหลายท่านอย่างชัดเจนและคาดว่าถูกนำไปฝากไว้กับโบสถ์หลายๆ แห่ง … ต่อมาในปี ค.ศ. 1357 “เซอร์ จอห์น แมนดีวิล” (Sir John Mandeville) กล่าวว่า เขาได้เห็นคม (Blade) ของหอกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเล่มนี้ที่กรุงปารีสและที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล

ไม่ว่าวัตถุโบราณที่อยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลจะเป็นอะไรก็ตาม วัตถุชิ้นนั้นได้ตกไปอยู่ในมือของชาวเติร์กในปี ค.ศ. 1492 และ “สุลต่านบายาซิดที่ 2” (The Sultan Bayazid II) ได้ส่งเป็นเครื่องอภินันนาการให้ “สังฆราชอินโนเซนต์ที่ 8” (Pope Innocent VIII) ซึ่งได้นำไปไว้ที่เสาต้นหนึ่งในวิหารนักบุญปีเตอร์ที่กรุงโรมจนถึงปัจจุปันนี้ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นของแท้หรือไม่

– หอกแห่งลองกินุสที่เอสมิแอดซิน –

หอกเล่มดังกล่าวปัจจุบันอยู่เมืองเอสมิแอดซิน ประเทศอาร์เมเนีย หอกเล่มนี้ถูกค้นพบในระหว่างช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ต่อมาในปี ค.ศ. 1098 นักรบครูเสด (The Crusader) ชื่อ “ปีเตอร์ บาร์โธโลมิว” (Peter Bartholomew) กล่าวว่า เขานิมิตเห็น “นักบุญแอนดรู” (St. Andrew) มาบอกเขาว่าหอกศักดิ์สิทธิ์ถูกฝังไว้ใต้โบสถ์เซนท์ปีเตอร์ ที่เมืองอันติออกซ์ (Antioch) จึงมีการขุดค้นหาและพบในที่สุด หลังจากมีการค้นพบหอกเล่มนี้ก็ทำให้เหล่านักรบครูเสดสามารถมีชัยเหนือกองทัพชาวมุสลิมได้

– หอกแห่งลองกินุสที่กรุงเวียนนา –

หอกเล่มนี้เชื่อกันว่าเป็นของจักพรรดิ์แห่งโรมัน ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงว่าอยู่ในช่วง “กษัตริย์ออตโตที่ 1” (Otto I, 912-973) ในปี ค.ศ. 1000 “กษัตริย์ออตโตที่ 3” (Otto III) ได้มอบหอกจำลอง (Replica of the Lance) ให้แก่ “กษัตริย์โบลสลาพที่ 1” แห่งโปแลนด์ (Boleslaw I of Poland) ต่อมาในปี ค.ศ. 1084 “กษัตริย์เฮนรีที่ 4” (Henry IV) ได้เพิ่มแถบเงิน (Silver Band) ที่สลักข้อความว่า “Nail of Our Lord” บนหอกเล่มนี้ หอกเล่มนี้เชื่อกันว่าเป็นของ “คอนสแตนตินมหาราช” (Constantine the Great) ในปี ค.ศ. 1273 หอกนี้ได้ถูกใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ในตะวันตก ต่อมาในปี ค.ศ. 1350 “กษัตริย์ชาร์ลที่ 4” (Charles IV) ได้ทำปลอกทองคำทับแถบเงินนี้ ซึ่งสลักคำว่า “Lancea et clavus Domini” (Lance and nail of the Lord) ในปี ค.ศ. 1424 “กษัตริย์ซิจีสมุนด์” (Sigismund) ได้รวบรวมวัตถุโบราณต่างๆ รวมถึงหอก เคลื่อนย้ายจากเมืองหลวงของพระองค์คือ ปราก (Prague) กลับไปยังบ้านเกิดคือที่ นูเรมเบิร์ก (Nuremburg) และได้บัญญัติกฎขึ้นมาเพื่อให้เก็บรักษาวัตถุโบราณเหล่านี้ไว้ที่นั่นตลอดไป วัตถุโบราณเหล่านี้รู้จักกันในนาม “เรซไคลโนเดียน” (Reichskleinodien) หรือ สัญลักษณ์แห่งจักพรรดิ (Imperial Regalia)

Vienna Lance

เมื่อกลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสไปถึงเมืองนูเรมเบิร์กในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี ค.ศ. 1796 สภาเมือง (The City Councilors) ได้ตัดสินใจเคลื่อนย้าย “เรซไคลโนเดียน” ไปยังกรุงเวียนนาเพื่อความปลอดภัย วัตถุโบราณเหล่านี้ถูกมอบหมายให้ “บารอน วอน ฮูเจล” (Baron von Hügel) เป็นผู้ดูแล ซึ่งบารอนท่านนี้ได้ให้สัญญาว่าจะเคลื่อนย้ายวัตถุเหล่านี้กลับคืนที่เดิมเมื่อความสงบกลับคืนมาและแน่ใจได้ว่าสมบัติเหล่านี้จะได้รับการดูแลรักษา อย่างไรก็ตาม เมื่อจักวรรดิโรมันล่มสลายในปี ค.ศ. 1806 – “วอน ฮูเจล” ไม่สามารถระบุถึงเจ้าของที่แท้จริงได้และได้ขายสมบัติเหล่านี้ รวมทั้งหอกไปให้กับตระกูลฮับสเบิร์ก (The Hubsbergs) เมื่อสภาเมืองทราบว่าสมบัติเหล่านี้ตกไปสู่ตระกูลฮับสเบิร์กก็ได้ทวงสมบัติคืน แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจาก “เรซไคลโนเดียน” เป็นสมบัติของกษัตริย์ จึงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่ ซาทซคาเมอร์ (Schatzkammer; Imperial treasury; ท้องพระคลัง) ในกรุงเวียนนา และรู้จักกันในนามของ “หอกแห่งนักบุญมัวไรซ์” (The Lance of Saint Maurice)

ในระหว่างช่วงผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมัน (Anschluss) “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ได้นำหอกไป และหอกดังกล่าวได้กลับคืนสู่ออสเตรียอีกครั้งโดย “นายพลจอร์จ เอส. แพทตัน” ของกองทัพสหรัฐ (American General George S. Patton) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ กุนสทิสโทไรซเซส (Kunsthistorisches Museum) และในปัจจุบันหอกเล่มนี้อยู่ที่ ซาทซคาเมอร์ (ท้องพระคลัง)

– หอกแห่งลองกินุสอื่นๆ –

หอกแห่งลองกินุสอันอื่นถูกเก็บรักษาไว้ที่เมืองคราโคว (Krakow) ประเทศโปแลนด์ ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 1200 อย่างไรก็ตาม จากบันทึกของเยอรมันชี้ว่าหอกเล่มนี้เป็นของเลียนแบบหอกลองกินุสที่อยู่กรุงเวียนนา “จักพรรดิ์เฮนรี่ที่ 2” (Emperor Henry II) ได้สั่งทำขึ้น และหอกอีกเล่มหนึ่งที่ถูกทำเลียนแบบถูกนำไปมอบให้กับกษัตริย์แห่งฮังการีในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง

เรื่องราวของหอกแห่งลองกินุสที่กรุงเวียนนากับ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” … จากประวัติอันต่อเนื่องและยาวนาน หอกศักดิ์สิทธิ์ได้ไปต้องตาท่านผู้นำคนหนึ่งและเขาคือ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (Adoft Hitler, 1889-1945)  “ฮิตเลอร์” มักจะมาชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์แฮมสเบิร์กและได้ไปสะดุดตากับหอกศักดิ์สิทธิ์อันนี้ ยิ่งได้รับรู้ว่าผู้ที่ได้ครอบครองล้วนแต่เป็นผู้กุมชะตาอำนาจในอดีต ทำให้ “ฮิตเลอร์” คิดถึงพลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ เมื่อ “ฮิตเลอร์” คิดจะสร้างอาณาจักรไรซ์ที่ 3 เขาก็ได้คิดจะครอบครองหอกล่มเนี้ …ในความคิดของ “ฮิตเลอร์” อาณาจักรไรซ์ที่ 1 ก็คืออาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอาณาจักรไรซ์ที่ 2 คือช่วงปี ค.ศ. 1871-1918 และอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1918-ช่วงที่ “ฮิตเลอร์” มีอำนาจ และแล้ว “ฮิตเลอร์” ก็ได้ถือครองหอกศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด ในนามของอาณาจักรไรซ์ที่ 3

ในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1938 หอกถูกส่งทางรถไฟโดยหน่วยทหารเอสเอสไปยังนูเรมเบิร์ก ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1938 วันเดียวกับที่เหล่าอัศวินเทมปลาร์ถูกทำลายเมื่อหลายร้อยปีก่อน … เชื่อกันว่า “ฮิตเลอร์” เชื่อถือโชคลางมาก มันถูกนำไปไว้โบถส์นักบุญแคทารีนที่พึ่งทางจิตวิญญาณของนาซีเยอรมันเป็นเวลา 6 ปี ก่อนที่จะย้ายไปในที่ปลอดภัยและแล้ววันสุดท้ายของสงครามยุโรปก็มาถึง วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 เวลา 14.10 น. นายทหารวอลเตอร์ “วิลเลี่ยน ฮอน” (Lt. Walter William Horn) หมายเลขประจำตัว 01326328 กองทัพที่ 7 ของสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองหอกศักดิ์สิทธิ์ในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะนั้นกองทัพรัสเซียได้บุกบังเกอร์ของ “ฮิตเลอร์” ในกรุงเบอร์ลิน ประมาณ 15.30 น. เพียง 80 นาที ที่สหรัฐอเมริกาครอบครองหอกศักดิ์สิทธิ์ “ฮิตเลอร์” ยิงตัวตาย “นายพลแพลตัน” และ “ไอเซนฮาวน์” ได้ส่งมันคืนที่พิพิธภัณฑ์แฮมสเบิร์ก ปัจจุบันยังเป็นที่คลางแคลงใจว่าหอกศักดิ์สิทธิ์ทีอยู่ในเวียนนาเป็นของจริงหรือไม่ บ้างก็ว่าทำเทียมโดยนาซีและของจริงอยู่ในกรุสมบัติที่ขโมยโดย “นายพลฮิมเลอร์” และหน่วยเอสเอส ซึ่งซ่อนอยู่ที่อเมริกาใต้หรือแอนตาร์กติกา

เกี่ยวกับประวัติของหอกแห่งลองกินุส – “คอนสแตนตินมหาราช” กษัตริย์โรมัน (Constantine the Great, 275 -337) ได้ครอบครองหอกศักดิ์สิทธิ์และนำมันไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ที่สะพานมิลเวียน (Milvian Bridge) – ปี ค.ศ. 395 “กษัตริย์อาราริส” (Alaric of the Visigoth, 370-410) แห่งวิสิกอส นำกองทัพบุกโจมตีอิตาลี เชื่อว่าเขาถือหอกนี้ตลอดตลอดเวลาสู้รบ – ปี ค.ศ. 451 “กษัตริย์ธีโอดอริก” ต่อสู้กับพวกฮั่นที่บุกกอล (Gaul; ประเทศฝรั่งเศสโบราณ) โดยมีหอกอันนี้อยู่ข้างตัวตลอดเวลา ในการสู้รบครั้งนี้พวกฮั่นพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก มีการล้มตายมากมายรวมถึง “ธีโอดอริก” ด้วย เล่ากันว่าหอกลื่นหลุดจากมือในช่วงเวลาหนึ่งก่อนเสียชีวิต – มีเรื่องเล่าว่า “อัลติล่า” (Attila the Hun) เข้าล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อต้องการทองคำหนัก 6,000 ปอนด์และหอกศักดิ์สิทธิ์จาก “จักรพรรดิทีโอดอเซียนที่ 2” …แต่ในปี ค.ศ. 452 “อัลติล่า” ต้องถอนกำลังเนื่องจากโรคระบาดและขาดแคลนเสบียงและต้องนำหอกศักดิ์สิทธิ์ไปคืนที่หน้าประตูเมือง – ปี ค.ศ. 732 “ชาร์ล มาเทล” (Charles Martel, 688 – 741) ผู้สืบเชื้อสายจากโคลวิส ได้นำหอกศักดิ์สิทธิ์ต่อสู้กับพวกแขกซาราเซ็น ที่เมืองตูรส์ (Tours) เพื่อป้องกันการรุกรานยุโรปของอิสลาม – “ชาลเลอมานมหาราช” (Charlemagne the Great, 771-814 ) ผู้ปกครองอาณาจักรแฟรงค์และโรมัน ใช้มันต่อสู้เพื่ออาณาจักรคริสต์ พระองค์ทรงชนะศึกทั้งหมด 47 ครั้ง และไม่เคยปล่อยใหัหอกศักดิ์สิทธิ์ห่างตัวแม้แต่เวลานอน ทรงเชื่อว่าเป็นแหล่งพลังอำนาจ แต่สิ้นพระชนเมื่อทำหอกหลุดจากมือ – ปี ค.ศ. 1189 “เฟรดเดอริก บาร์บารอสซา” นำหอกไปต่อสู้ในสงครามครูเสดครั้งที่ 3 เพื่อปลดปล่อยเยรูซาเล็ม … และในวันที่ 10 มิถุนาคม ค.ศ. 1190 เขาทำหอกหลุดลงในแม่น้ำซาเลฟ (Saleph) ในเอเชียไมเนอร์ เขาคอหักและจมน้ำตายในที่สุดและเยอรมันพ่ายแพ้ยับเยิน

เอกสารอ้างอิง :

01. http://en.wikipedia.org/wiki/Holy_Lance
02. Ohx3. http://ohx3.exteen.com/20070131/lance-of-longinus
03. http://www.zealousmodels.com/board/index.php?topic=604.0
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s