Grigori Rasputin: นักบวชนอกรีตและราชวงศ์โรมานอฟ

“ราชวงศ์โรมานอฟ” (Romanov Dynasty) ปกครองรัสเซียเป็นเวลานานถึง 300 ปี มีจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรหลายองค์ เช่น “ปีเตอร์มหาราช” และ “คันทรีมหาราชินี” แต่แล้วพอถึง ค.ศ. 1918 “ราชวงศ์โรมานอฟ” ก็ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมร้ายแรง ปิดฉากราชวงศ์ที่เคยยิ่งใหญ่ลง ความหายนะที่เกิดขึ้นนี้ ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งมาจากคำสาปแช่งของบุรุษที่มีพลังอำนาจจิตสูงส่งนาม ว่า “รัสปูติน” (Rasputin)

Rasputin

“รัสปูติน” มีชื่อเต็มๆ ว่า “กริกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน” (Григо́рий Ефи́мович Распу́тин) – “รัสปูติน” เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1869 (บางแห่งกล่าวว่าเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1871) ที่หมู่บ้านโปครอฟสกี (Pokrovakie) เมื่องโตบอลส์ก ประเทศไซบีเรีย ในครอบครัวเกษตรกร (บางแห่งกล่าวว่า พ่อของเขาเป็นนายไปรษณีย์มีนามว่า “เยฟิม” (Yefim) แม่เป็นหญิงชาวนาจนๆ ที่อาศัยอยู่ในคอกม้า แต่กล่าวกันว่าที่จริงแล้ว “เยฟิม” ไม่ใช่บิดาที่แท้จริง เนื่องจากแม่ของเขาถูกนักโทษที่หลบหนีมาข่มขืน แต่ “เยฟิม” หาได้รู้ไม่และต่อมาก็ไม่ปรากฏประวัติแม่ของเขาอีก) “รัสปูติน” มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ “มิชา” (Misha) สันนิษฐานว่าเขามีความเชื่อในนิกายคริสติและค็อปสตี ซึ่งเป็นนิกายนอกรีตในสมัยนั้น

พลังจิตอันรุนแรงของเขามิได้มีมาตั้งแต่ถือกำนิด กล่าวกันว่า เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี เขากับพี่ชายได้ไปเล่นน้ำกันที่แม่น้ำดูรา และออกไปเล่นบริเวณที่น้ำลึก มีผู้ได้ยินเขาตะโกนด้วยความตกใจ ชาวนาที่อยู่ใกล้ๆ ได้วิ่งมาช่วย แต่ปรากฏว่าพี่ชายของ “รัสปูติน” จมน้ำหายไปเสียแล้ว และนับแต่นั้นมา “รัสปูติน” ก็รู้ตัวเองว่าเขามีอะไรที่พิเศษเกิดขึ้นมา มีความอยากจะแสดงตัวว่าตนเองเป็นผู้วิเศษและมีสิ่งที่เป็นพิเศษคือ อำนาจจิตกล้าแข็งนั่นเอง – 3 ปีต่อมา ขณะที่ “รัสปูติน” มีอายุได้ 15 ปี ก็พยายามจะหนีอกจากบ้าน แต่ “เยฟิม” จับได้จึงตามไปเฆี่ยนและพากลับมายังบ้านอีกครั้ง

“รัสปูติน” หนีออกจากบ้านได้เมื่ออายุ 18 ปี เดินทางไปในฐานะนักบวชมุ่งไปยัง “วัดอบาลาส” (Abalask) ตลอดทางก็ใช้อำนาจจิตสะกดเด็กสาวๆ ให้งงงวยตกเป็นเมียของเขาไปทั่วและที่วัดนี้เอง “รัสปูติน” ได้แต่งงานกับ “ปราสโกเวีย เฟโอโดรอฟนา ดูโบรวินา” (Praskovia Fyodorovna) ในปี ค.ศ. 1889 และมีลูกด้วยกัน 4 คน แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก 1 คน ส่วนอีก 3 คน ได้แก่ “ดิมิทริ” (Dmitri) เกิดใน ค.ศ. 1897, “เมทริโอน่า” (Matryona) เกิดใน ค.ศ. 1898 และ “วาร์วาร่า” (Varvara) เกิดใน ค.ศ. 1900 แต่เขาก็ยังมีเมียอีกหลายคน ในปีต่อมาเขาถูกขับออกจากวัด ก็เลยเร่ร่อนแล้วไปขโมยม้าจนถูกจับขังคุก แต่เมื่อออกจากคุกมา “รัสปูติน” ก็กลายเป็นนักบวชอีกครั้ง คราวนี้เร่ร่อนไปยังเมืองเคียฟ (Kiev) ได้พบเพื่อนถูกใจชื่อว่า “ดิมิตรี่ ปีเชอร์กิ้น” ซึ่งหลงเชื่ออภินิหารของเขา แต่แล้ว “รัสปูติน” ก็ถูกจับเพราะเรื่องขโมยม้าอีก (เขาถูกจับเพราะเรื่องขโมยม้าถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายถึงกับถูกโบยประจานกลางหมู่บ้านก่อนส่งตัวเข้าคุก) เนื่องจาก “รัสปูติน” ไปเที่ยวล่อลวงสาวๆ มากมายให้ตกเป็นเมีย ทางการจึงเนรเทศเขาออกจากรัสเซีย ซึ่งทำให้ “รัสปูติน” ท่องเที่ยวไปจนถึงวัดศักดิ์สิทธิ์ “อาโธส” (Athos) ในกรีก และพักอยู่ที่วัดนั้นถึง 2 ปี

เมื่อเขาเดินทางกลับมายังรัสเซียชื่อเสียงของเขาก็ลือลั่นว่าเป็นคนของพระเจ้า (Man of God) และต่อมาก็สถาปนาตัวเองเป็น “เพื่อนของพระเจ้า”

อำนาจจิตของ “รัสปูติน” นั้น ยามเมื่อเขาสบตาใครอาจสะกดให้หลงเชื่อ นับถือเขาได้ง่ายๆ และลุ่มหลงนับถือเขา อำนาจจิตเขาแข็งจนสามารถทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างเช่นสั่งให้คนป่วยที่เดินไม่ได้ลุกขึ้นเดินได้เลยทีเดียว อันชาวรัสเซียยุคนั้นเชื่อถือในสิ่งแปลกๆ อยู่แล้ว ดังนั้น แม้แต่พระรัสซียอันมีศักดิ์เป็นถึงบิช็อบ คือ “บิช็อบ ไมเคิล แห่งวัดคาซาน” (Bishop Michael of Kazan) ก็ยังนับถืออำนาจของ “รัสปูติน” และชวนให้พักอยู่ที่วัดด้วย “บิช็อบไมเคิล” ชอบพอกับ “บิช็อบธีโอแฟน” (Bishop Theophan) ซึ่งสนิทสนมกับ “แกรนด์ดยุ๊ค” และ “แกรนด์ดยุ๊ค” ได้นำเรื่องของ “รัสปูติน” ไปเล่าต่อให้ “พระเจ้าซาร์” และ “ซาริน่า” ฟัง

“พระเจ้าซาร์” และ “ซาริน่า” ได้ทรงราชาภิเษกขึ้นปกครองอาณาจักรอันไพศาลของรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1896 – พิธีราชาภิเษกนั้นยิ่งใหญ่ กึกก้องกัมปนาทด้วยเสียงปืนใหญ่ ขบวนแห่สู่พระราชวังเครมลิน ประกอบด้วยเหล่าทหารองครักษ์นับพัน มีการดื่มเฉลิมฉลองกันทั่วทั้งเมือง ผู้คนแก่งแย่งเบียร์และขนมปังที่นำมาแจกกันอย่างชุลมุน กลายเป็นจลาจล ราษฎรทั้งชายหญิงและเด็กโดนเหยียบตายไปกว่าพันคน ! นับเป็นการเริ่มต้นรัชกาลใหม่ที่น่าสยดสยองยิ่งและหลอกหลอนความรู้สึกของสมาชิกราชวงศ์ทุกพระองค์ตลอดเวลา สิ่งปรารถนาอันใหญ่หลวงของ “พระเจ้าซาร์” ก็คือ เจ้าชายรัชทายาท ผู้จะเป็นประมุของค์ต่อไปของรัสเซีย แต่แล้วก็ทรงกลับไปได้แต่พระราชธิดาถึง 4 พระองค์ นับตั้งแต่ “โอลก้า” “ทาเทียน่า” “มาเรีย” และ “อนาสตาเซีย” “พระเจ้าซาร์” และ “ซาริน่า” ทรงไม่ละความพยายาม ทั้งสองพระองค์สวดอ้อนวอน ขอพรต่อเทพเจ้าให้ประทานพระโอรส และท้ายที่สุดก็สมพระทัย ในวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1904 พระองค์ก็ได้เจ้าชายรัชทายาท “อเล็กไซ นิโคลาวิช โรมานอฟ”

Tsarevich Alexei

หากทว่า “พระเจ้าซาร์” และ “ซาริน่า” ก็ต้องทรงระทมทุกข์อีกครั้ง เมื่อพบว่า “เจ้าชายน้อยอเล็กไซ” มีพลานามัยไม่สมบูรณ์ ทรงประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย (Haemophillia) ถ้าเป็นแผล โลหิตจะไหลไม่หยุดจนถึงอาจสิ้นพระชนม์ได้ และโรคนี้ไม่มีวิธีรักษา ! เรื่องนี้ “พระเจ้าซาร์” ทรงปิดเป็นความลับแก่โลกภายนอก ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาเยือนในพระราชวัง ยกเว้นผู้สนิทสนมใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน ระหว่างนั้นทั้งพระองค์และพระราชินีก็ทรงเสาะแสวงหาหมอเก่งๆ มารักษาพระราชบุตร ด้วยเหตุที่ทั้งสององค์ทรงฝักใฝ่ในศาสนา ตลอดจนมนตร์วิชาลี้ลับต่างๆ การเสาะหานี้จึงได้นำมาสู่ความหายนะแห่งราชวงศ์โรมานอฟ หนึ่งในผู้ที่ทรงเชื้อเชิญให้มารักษาเป็นบุรุษลึกลับจากป่าในไซบีเรีย นาม “เกรกอรี่ รัสปูติน” นั่นเอง

“รัสปูติน” เดินทางมาในพระราชวัง เมื่อเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1905 ซึ่งมีบันทึกของ “พระเจ้าซาร์” อยู่ว่า “วันนี้เราได้ทำการต้อนรับ ‘กริกอรี่ รัสปูติน’ คนของพระเจ้า จากโทโบล (Tobolsk)” …ตอนที่ “อเล็กซานดรา” นำเขาผู้นี้มาในวัง “อเล็กไซ” เจ้าชายน้อยกำลังบรรทม เจ็บปวดรวดร้าวจากอาการเลือดตกในใกล้สิ้นพระชนม์

“รัสปูติน” สามารถช่วยชีวิต “อเล็กไซ” ไว้ได้ ! ปริศนาที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้คือ เขารักษาอาการขององค์รัชทายาทได้อย่างไร ? บางคนมั่นใจว่าเขาใช้วิธีสะกดจิต (นักประวัติศาสตร์คิดว่าเขาสะกดจิตให้เจ้าชายหลับไปและปล่อยให้ระบบในพระวรกายเยียวยาองค์ชายอย่างเงียบๆ จนทรงมีพระอาการดีขึ้น) บางคนแย้งว่าเป็นเพราะเหตุบังเอิญ … แต่จะอธิบายเหตุบังเอิญได้อย่างใด ในเมื่อการรักษาเยียวยานั้นเป็นไปอย่างได้ผลตลอดระยะเวลายาวนานถึง 12 ปี เรียกว่า ถ้าเจ้าชายน้อยมีแผลครั้งใด “รัสปูติน” ก็สามารถช่วยไว้ได้ทุกครั้ง

“รัสปูติน” ได้รับพระราชทานที่ให้สร้างวัดที่ ซีราฟิม (Serafim) อันอยู่ในป่าซารอฟว์ (Sarov) ใกล้กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่เพราะเขารักษาโรคของ “ซาร์เรวิช” ได้อย่างมหัศจรรย์ ทำให้เลือดหยุดไหลได้อย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า “รัสปูติน” ก็ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในฐานะหมอรักษาซาร์เรวิชและเพื่อนของ “พระเจ้าซาร์” และ “ซาริน่า” และนี่เองที่ทำให้ “รัสปูติน” ได้มีโอกาสคลุกคลีกับสาวสรรพ์กำนัลในแห่งพระราชวังจนกลายเป็นข่าวลืออื้อฉาวถึงสัมพันธ์สวาทที่เขามีต่อเหล่านางข้าหลวง ตลอดจนเจ้าหญิงและแม้กระทั่ง “ซารีน่าอเล็กซานดรา” ก็มิได้เว้น!

ซึ่งถ้าจะไม่กล่าวถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งคือ “แอนนา วีรูโบว่า” (Anna Vyrubova) เห็นจะไม่ได้ เพราะต่อมาคนๆ นี้คือเมียลับของ “รัสปูติน” และ “แอนนา” เป็นพระอภิบาลของ “ซาร์เรวิช” เสียด้วย ซึ่งต่อมา “แอนนา” ได้ใช้ยาที่ “รัสปูติน” ค้นคว้ามาได้แอบผสมนมให้ “ซาร์เรวิช” เสวย ยาที่ทำให้ “ซาร์เรวิช” ป่วยและ “รัสปูติน” ต้องมารักษาด้วยตนเอง ทำให้อิทธิพลของ “รัสปูติน” เพิ่มมากขึ้น ยิ่งใหญ่ขนาดเปลี่ยนตัวคนในสภาดูมาได้ถ้าไม่พอใจ

และ “รัสปูติน” ก็ถือเอาอิทธิพล บังคับรัสเซียรีดทรัพย์จากผู้เคราะห์ร้ายที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ ตลอดจนเปิดบ้านเป็นที่อบรมลัทธิของตัวเองและตั้งตนมีภรรยาอีกมากมาย แม้แต่เมียของนายทหารรัสเซีย ทำให้มีผู้เกลียดชังมากแต่ก็ทำอะไร “รัสปูติน” ไม่ได้ และพำนักยู่ ณ อพาร์ตเม้นท์ ที่ “พระเจ้าซาร์” จัดให้พักที่ โกโรโฮวายา (Gorohovaya) ในกรุงเซนต็ปีเตอร์สเบิร์ก พร้อมกับเมียสาวๆ ซึ่งมีลูกกับ” รัสปูติน” ถึง 2 คน

ณ อพาร์ตเม้นท์นี้ “รัสปูติน” มีคนใช้เป็นชาวไซบีเรียและมีเลขานุการพร้อม เนื่องจาก “รัสปูติน” อ่านหนังสือไม่ใคร่ออกและเขียนหนังสือก็ไม่เป็น … “รัสปูติน” ให้เขียนข้อความปิดไว้ที่ผนังอพาร์ตเม้นท์นี้ว่า “ผู้ใดที่มาอ้อนวอนหรือขอร้อง สำหรับภรรยาของฉันจะเป็นคนไม่ดี และจะเกิดอันตราย และเด็กๆ ที่แอบมาขโมยขนมปังเอาออกไปโดยพลการจะได้รับโทษ”” ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เขายกตัวเป็น “คนของพระเจ้า” โดยสิ้นเชิง

Romanov Dynasty

ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใน ค.ศ. 1914 “พระเจ้าซาร์” ทรงเห็นความสำคัญของศึกครั้งนี้ จึงทรงออกร่วมในการบัญชาการ เป็นเหตุให้ต้องเหินห่างพระราชวัง เปิดโอกาสให้ “รัสปูติน” ได้กระทำการบัดสีต่างๆ ได้ตามอำเภอใจหนักขึ้น ด้วยในขณะนั้นเขาเป็นที่โปรดปรานของ “ซาริน่า” อย่างยิ่ง อีกทั้งพลังสายตาอันแข็งกล้าของเขาก็ยังสยบผู้คนให้ตกอยู่ใต้อำนาจได้อีกด้วย นับเป็นก้าวย่างที่ “ราชวงศ์โรมานอฟ” ถึงจุดเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า “พระราชินีทรงคิดว่า พระเจ้าได้สื่อสารกับพระราชวงศ์โดยผ่านทาง “รัสปูติน” เมื่อเขาพูดถึงสิ่งใด พระนางก็จะทรงปฏิบัติตามโดยไม่รอช้า ดังนั้น เมื่อ “รัสปูติน” แนะนำให้ตั้งใครดำรงตำแหน่งสูงๆ หรือขับไล่ผู้หนึ่งผู้ใดให้พ้นไปเสียจากวัง พระนางก็จะทรงทำตามคำแนะนำของเขาทันทีเขา จึงเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในพระราชวัง”

การกระทำนานัปการของ “รัสปูติน” ทำความเจ็บใจให้กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และพระราชวงศ์โดย เฉพาะ “เจ้าชาย เฟลิกซ์ ยูซูปอฟ” (Felix Yusupov) อันเป็นอัศวินคนหนึ่งของรัสเซีย “เจ้าชายเฟลิกซ์” ทรงทำความสนิทสนมจนคุ้นเคยกับ “รัสปูติน” มาหลายเดือนจนถึงปี ค.ศ. 1916 อันเป็นเวลาที่บรรดาผู้ดีชาวรัสเซีย ตลอดจนเจ้านายนิยมทำการเลี้ยงปาร์ตี้ตามอย่างอังกฤษ เพราะคาดหมายว่าสงครามโลกคงจะยุติลง แต่ทางฝ่ายเยอรมันนั้นหาได้คิดเช่นนั้นไม่ กลับต้องการให้ “พระเจ้าซาร์” หลุดจากพระราชบัลลังก์และพยายามยุยงให้เกิดปฏิวัติรัสเซีย “เจ้าชายเฟลิกซ์” ทรงจัดงานปาร์ตี้ดังกล่าวขึ้นที่วังในคืนวันหนึ่ง แล้วก็เชิญ “รัสปูติน” … ซึ่ง “รัสปูติน” ก็มาร่วมงาน

วังของเจ้าชายนั้นมีสองชั้น บรรดาพรรคพวกของเจ้าชายดื่มเหล้าทำเป็นสนุกสนานอยู่ที่ชั้นบน แต่ “รัสปูติน” นั้นดื่มเหล้าองุ่นอยู่ที่ชั้นล่าง ซึ่งเหล้าองุ่นนี้เจ้าชายทรงใส่ไซยาไนท์อันมีพิษร้ายแรงไว้ในขวดเหล้านี้ด้วย “รัสปูติน” ดื่มเหล้าผสมยาพิษร้ายแรงนี้อย่างหน้าเฉยตา “ยูสโซปอฟ” แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่ต้องเป็นอำนาจของปิศาจร้ายแน่ๆ ด้วยความโกรธและตกใจ เจ้าชายจึงชักปืนรีวอลเวอร์ออกมากระหน่ำยิง “รัสปูติน” จนล้มคว่ำ แน่ใจว่าหนนี้นักบวชชั่วคงตายแน่นอน “ยูสโซปอฟ” เข้าไปก้มดูร่างที่นอนนิ่งอยู่ หากทว่าร่างนั้นกลับลืมตาจ้องถมึงทึงพลางคำราม “แกไอ้บัดซบ” “ยูสโซปอฟ” ตระหนกสุดขีด แล้ววิ่งขึ้นบันไดร้องลั่น “มันไม่ตาย ! มันยังมีชีวิต !”

ไม่เพียงแต่จะพยุงร่างตัวเองขึ้นได้ แต่ “รัสปูติน” ยังสามารถเดินโซซัดโซเซออกไปยังสนามหน้าวัง โดยมีกลุ่มผู้วางแผนฯ วิ่งไล่ระดมยิงตามหลังอย่างบ้าคลั่ง แต่กระสุนปืนไม่อาจปลิดชีพของนักบวชผู้มีพลังจิตนี้ได้ สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะทำฉันใด เหล่าเพชฌฆาตจำเป็นจึงจับร่างของ “รัสปูติน” โยนลงในแม่น้ำเนวาที่ไหลผ่านนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อากาศที่หนาวจัดทำให้น้ำบางส่วนกลายเป็นน้ำแข็ง ยาพิษและกระสุนปืนไม่ระคายเคืองแก่ “รัสปูติน” แต่เขาตายเพราะจมน้ำ ! ข่าวความตายอย่างหฤโหดของ “รัสปูติน” แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร สร้างความโศกศัลย์แก่ “อเล็กซานดรา” ยั่งนัก ทรงตรัสสั่งให้ค้นหาศพ “รัสปูติน” และก็พบในเวลาต่อมา ขณะนำศพอันแข็งเป็นน้ำแข็งขึ้นมานั้น ศพของ “รัสปูติ” นมนุษย์ชั่วช้ายังกำมือแน่น และเมื่อแงะออกดูปรากฏว่า “รัสปูติน” กำเอาลูกเกาลัดในงานเลี้ยงไว้ แสดงว่าจะตายยังอุตสาหะหาหลักฐานไว้กับตัวจนได้

นอกจากนี้ ยังทรงหวั่นไหวอย่างยิ่ง เนื่องจากก่อนหน้าการตายไม่นานนัก นักบวชผู้หยาบช้าได้เขียนบันทึกสั้นๆ ถึงพระองค์ไว้ว่า “ขอให้ทรงรับรู้ว่า ถ้าหากเชื้อพระวงศ์องค์ใดทำให้หม่อมฉันตาย พระองค์และครอบครัวจะต้องสิ้นพระชนม์ภายในสองปี จากฝีมือของประชาชนรัสเซีย” -เกรกอรี มีนาคม ค.ศ. 1917-

ไม่ถึง 3 เดือน หลังการตายของ “รัสปูติน” กระแสแห่งการปฏิวัติหลั่งไหลเข้ามาสู่นครหลวงของรัสเซีย ขบวนชาวนาและคนงานอุตสาหกรรมแห่กันเข้ามาถวายฎีกาปรับปรุงระบบการบริหารประเทศ แต่องครักษ์วังหลวงกลับต่อต้านด้วยอาวุธปืน ความจลาจลวุ่นวายบังเกิดขึ้นและผลสุดท้าย “พระเจ้าซาร์” จำต้องสละราชบัลลังก์ พระองค์และเชื้อพระวงศ์ถูกควบคุมตัวอย่างแข็งแรงและถูกนำไปกักขังไว้ ณ ไซบีเรียอันห่างไกลและกันดาร โดย “ซารีน่า” และเจ้าหญิงทั้งสี่องค์ได้แอบซ่อนทองและอัญมณีเอาไว้ในพระภูษาเป็นอันมาก หากทว่าไม่รอดพ้นมือของทหารปฏิวัติซึ่งขี้เมาและกักขฬะ นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าเจ้าหญิงผู้งดงามไร้เดียงสาบริสุทธิ์ทั้ง 4 องค์ ก็ไม่รอดพ้นการย่ำยีทางเพศจากทหารเหล่านี้เช่นกัน ! นับเป็นชะตากรรมที่พลิกผันชีวิตอันสูงส่งลงมาต่ำสุดอย่างน่าสมเพชยิ่งนัก

เมษายน ค.ศ. 1918 “ครอบครัวราชวงศ์โรมานอฟ” ถูกนำไปไว้ในบ้านหลังหนึ่งแถบภูเขาอูรัล ถึงตอนนี้ “พระเจ้าซาร์” ก็ทรงได้แต่ฝากความหวังไว้กับพระเจ้าและไม่ได้ตระหนักรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพระองค์ อีกบันทึกสุดท้ายของพระองค์คือ “อากาศอบอุ่นและสบาย ไม่มีข่าวใดจากภายนอก”

ยามดึกของคืนวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 “ครอบครัวโรมานอฟ” กับบริพารและแพทย์ผู้ดูแลรักษาทั้งหมดถูกปลุกขึ้นและนำตัวลงไปยังห้องใต้ดิน ต่อหน้ากลุ่มนักโทษสูงศักดิ์ นายทหารผู้ควบคุมได้อ่านประกาศ “ด้วยเหตุที่วงศาคณาญาติของท่านดำเนินการโจมตีโซเวียตรัสเซีย คณะกรรมการบริหารแห่งอูรัล จึงตัดสินประหารท่าน” แถวทหารเพชฌฆาต 12 นาย ประทับปืนขึ้นยิงกราดไปยังกลุ่มนักโทษ พวกเขาร่วงผล็อยราวใบไม้ “ยูรอฟสกี้” ผู้ควบคุมการประหารก้าวเดินสำรวจ “เจ้าชายน้อยอเล็กไซ” ยังไม่สิ้นพระชนม์ “ยูรอฟสกี้” ยกปืนพกขึ้นยิงองค์รัชทายาท 2-3 นัด ก็เป็นอันปิดฉาก “ราชวงศ์โรมานอฟ” คำสาปของนักบวชอลัชชีผู้ทรงอำนาจจิตแรงกล้านั้น ได้สร้างความวิบัติแก่ราชวงศ์โรมานอฟอย่างน่าเศร้าและสยดสยองยิ่ง

“รัสปูติน” ได้จัดตั้งสำนักขึ้นในที่พักแบบห้องชุดของเขาและบรรดาสุภาพสตรีก็จะชุมนุมกันอยู่ที่โต๊ะในห้องอาหารเพื่อรอการเชิญเข้าไปในห้องนอนซึ่งเขาเรียกเอาเองว่า “ห้องศักดิ์สิทธิอันเป็นที่หวงห้าม” ตามธรรมดาแล้ว “รัสปูติน” จะอยู่ในห้องอาหาร แวดล้อมไปด้วยสานุศิษย์ที่น่ารักน่าใคร่ บางครั้งคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนี้จะขึ้นไปอยู่บนตักของเขาและเขาจะลูบไล้เส้นผมของเธอ พลางกระซิบแผ่วๆ ถึงความเป็นคนถือสากปากถือศีลและความลึกลับของการกลับฟื้นคืนมาใหม่ ต่อจากนั้นเขาก็จะตั้งต้นร้องเพลง ในตอนท้ายสุภาพสตรีก็จะร่วมร้องเพลงด้วย ในไม่ช้าการร้องเพลงก็จะแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลันไปสู่การเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งก่อให้เกิดตัณหาหน้ามืดและต้องเข้าไปใน “ห้องศักดิ์สิทธิอันเป็นที่หวงห้าม” ในการชุมนุมครั้งหนึ่งที่กรุงเซนต์ปีเตอร์-เบอร์ก “รัสปูติน” ได้โพล่งพรรณนาราวกับตาเห็นถึงการสมสู่ของม้า แล้วเขาก็คว้าสตรีผู้มีชื่อเสียงซึ่งเป็นแขกรับเชิญคนหนึ่งเข้าเต็มแรง และกล่าวว่า มาเถอะ “นางฟ้าที่รักของฉัน” คนที่เต็มใจเป็นคู่ขาในทางกามารมณ์ของ “รัสปูติน” มีอยู่หลายคน แต่มักจะไม่ปรากฏนามอย่างเปิดเผย ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงหรือผู้มีชื่อเสียง เช่น นักแสดงหญิง ภรรยาทหาร และเมื่อไม่มีใครอื่นที่จะใช้ระงับตัณหาราคะอันมหาศาลของเขาได้แล้วละก็ สาวใช้ในโรงแรมหรือโสเภณีก็ได้ สุภาพสตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของ “รัสปูติน” คือ “องค์ซารีน่า” นั่นเอง สำหรับ “องค์ซารีน่า” แม้จะไม่ถึงกับตกเป็นทาสสวาท แต่ก็มีลายพระหัตถ์อันเพราะพริ้งถึง “รัสปูติน” ให้คำมั่นว่าจะ “…จูบมือของพระคุณเจ้าและแนบศีรษะของลูกกับไหล่อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคุณเจ้า…”

ยังมีเกร็ดตำนานอ้างว่า “เจ้าชายเฟล็กซ์ ยูสซูปอฟ” (Feliks Yusupov) ซึ่งเป็นเกย์ พยายามจะข่มขืน “รัสปูติน” แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดอวัยวะเพศของเขาซึ่งมีขนาดยาวถึง 13 นิ้วทิ้ง ซึ่งเมื่อปี ค.ศ. 2004 มีข่าวจาก “Mos News” รายงานว่าคลีนิคแห่งหนึ่งชื่อ “Museum of Erotica” ได้โชว์อวัยวะเพศของ “รัสปูติน” ด้วยความภาคภูมิว่าแน่กว่าพิพิทธภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกาที่โชว์ของ “นโปเลียน โบนาปาร์ท” (Napoleon Bonapart) ซึ่งมีขนาดเล็กนิดเดียว … แต่จะใช่ของแท้ของ “รัสปูติน” หรือไม่นั้น ไม่มีหลักฐานยืนยัน

เอกสารอ้างอิง :

01. http://www.o2blog.com/
02. http://omyimweb.com/prawat%20rusputin.html
03. http://en.wikipedia.org/wiki/Grigori_Rasputin
04. http://www.mythland.org/html/modules.php?ame=News&file=article&sid=54
Advertisements

One thought on “Grigori Rasputin: นักบวชนอกรีตและราชวงศ์โรมานอฟ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s