Watergate Scandal: คดีแสนอัปยศของผู้นำสหรัฐฯ

คดีวอเตอร์เกท (Watergate Scandal) เป็นคดีอื้อฉาวที่สะเทือนศรัทธาของชาวอเมริกันมากที่สุด เพราะมันทำลายภาพทุกอย่างที่อภิมหาอำนาจรายนี้สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทตำรวจโลก แนวคิดที่ยึดมั่นในเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และระบบการปกครองแม่แบบของประเทศประชาธิปไตย ทั้งหมดที่ว่านี้กลายเป็นภาพจอมปลอมในบัดดล เมื่อประธานาธิบดี “ริชาร์ด มิลเฮาส์ นิกสัน” (Richard Milhous Nixon) ผู้ได้ชื่อว่าทำประโยชน์ต่อชาติอเมริกามากที่สุดผู้หนึ่ง เช่น ยอมถอนทหารออกจากเวียดนาม ปิดฉากสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต และการเปิดความสัมพันธ์กับจีน ฯลฯ แท้ที่จริงแล้วเป็นคนที่ใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น บิดเบือนซุกซ่อนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และเมื่อเรื่องต่างๆ ถูกเปิดเผยออกมา คดีนี้จึงกลายเป็นแผลใจของชาวอเมริกันที่กาลเวลาก็ไม่อาจเยียวยาได้

Richard M. Nixon

02.30 น. ของวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1972 “แฟรงค์ วิลส” (Frank Wills) ยามรักษาความปลอดภัยประจำส่วนที่เป็นสำนักงานของอาคารวอเตอร์เกท พบว่า มีเศษเทปติดอยู่ที่ประตูห้องใต้ดินของอาคารส่วนที่เปิดไปโรงรถ ซึ่งทำให้ประตูไม่ได้ล็อก ตอนแรกเขาคิดว่าคนทำความสะอาดอาจจะลืมไว้จึงดึงออก แต่เมื่อกลับมาดูอีกครั้งก็พบว่ามีเทปติดอยู่อีก “วิลส์” จึงติดต่อไปยังตำรวจวอชิงตันและได้มีการจับกุมคนร้าย จำนวน 5 คน ที่บุกรุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต ได้แก่ “เบอร์นาร์ด บาร์เกอร์” “เวอร์จิลิโอ กอนซาเลซ” “ยูจินิโอ มาร์ติเนซ” “เจม แม็คคอร์ด” และ “แฟรงค์ สเตอร์กิส” โดยก่อนหน้านี้กลุ่มคนร้ายเคยแอบเข้าในออฟฟิศแห่งนี้แล้วเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนถูกจับ

ชายทั้ง 5 คน รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปขโมยข้อมูลที่พรรคฯ เตรียมไว้เพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่แข่งกับ “ริชาร์ด นิกสัน” เจ้าของตำแหน่งเดิม ในตัวผู้ต้องหาคนหนึ่งมีเบอร์โทรศัพท์ของที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาวและในบัญชีของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง มีเงิน 25,000 เหรียญ ที่ขึ้นด้วยแคชเชียร์เช็คประทับตรา นอกจากนี้ สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation: FBI) ยังเจอบันทึกที่มีชื่อย่อที่อาจหมายถึงทำเนียบข่าว เช่น W.House และ W.H (White House)

ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีวอเตอร์เกทขึ้นจากการสอบสวน ผลจากการสอบสวนพบว่า สมุดโน้ตของ “แม็คคอร์ด” หนึ่งในคนร้าย มีหมายเลขโทรศัพท์ของ “โฮเวิร์ด ฮันต์” อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า คดีนี้น่าจะมีเงื่อนงำทางการเมือง นอกจากนี้ “แม็ค คอร์ด” ยังสารภาพกับศาลด้วยว่า เขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency: CIA) ปลดเกษียณ

Frank Wills

แต่กระนั้นการสอบสวนของ FBI ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เนื่องจากถูก CIA คอยขัดขวางเหมือนกับว่าต้องการให้ FBI ไขว้เขวและวางมือ การสอบสวนดำเนินไปนานถึง 3 เดือน แต่ยังคงปราศจากหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น “ริชาร์ด นิกสัน” ก็ยังสามารถเอาชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี ค.ศ. 1972 ด้วยคะแนนท่วมท้น

ระหว่างนั้นเอง ชื่อของ “ดีพ โธรท” (Deep Throat) ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครก็ปรากฏขึ้นและพร้อมที่จะแฉเบาะแสของคดีนี้ โดยการให้ข่าวผ่าน  “บ็อบ วู้ดเวิร์ด” และ “คาร์ล เบิร์นสไตน์” สองนักข่าวของหนังสือพิมพ์ “วอชิงตันโพสต์” และได้มีการเปิดโปงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความกดดันต่อทำเนียบขาวขึ้นเรื่อยๆ

กระทั่ง “นิกสัน” บีบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวต้องลาออกและไล่ที่ปรึกษา “จอห์น ดีน” ออกเพื่อตัดตอนคดี “ดีน” จึงตัดสินใจขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสว่า “นิกสัน” พยายามบิดเบือนคดีและมีการติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องทำงานของประธานาธิบดีและมีการบันทึกการสนทนาเรื่องต่างๆ เอาไว้ ซึ่งหลายเรื่องแสดงให้เห็นว่า “นิกสัน” พยายามปกปิดการมีส่วนรู้เห็นกับเหตุโจรกรรมข้อมูลของพรรคเดโมแครต แต่ “นิกสัน” บ่ายเบี่ยงที่จะมอบเทปบันทึกเสียงให้แก่คณะกรรมการสอบสวน โดยอ้างสิทธิพิเศษของผู้บริหารที่ไม่อาจเปิดเผยข้อความที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้ประชาชนพากันส่งจดหมายกว่า 450,000 ฉบับไปต่อว่า และวิทยาลัยกฎหมายกว่า 17 แห่ง เรียกร้องให้นำ “นิกสัน” ขึ้นพิจารณาคดี จน “นิกสัน” ต้องยินยอมส่งเทปบันทึกเสียงให้ฝ่ายสืบสวนไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เทปบันทึกเสียงดังกล่าวกลับมีช่วงหนึ่งที่เสียงขาดหายไปเฉยๆ ร่วม 18 นาทีครึ่ง  แต่ “นิกสัน” เอาตัวรอดด้วยการโยนความผิดให้ “โรสแมรี่ วู้ดส์” เลขาส่วนตัว ว่าเธอเผลอลบ ขณะที่ “วู้ดส์” ปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ทำและถ้าพลาดจริงก็ไม่มีทางเกิน 4-5 นาทีแน่ๆ จากนั้นหลักฐานต่างๆ ก็ทยอยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนรัฐสภามีมติให้นำตัวนิกสันขึ้นพิจารณาคดีและเตรียมถอดถอน และก่อนที่กระบวนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1974 “ริชาร์ด นิกสัน” ก็กลายเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกาที่ต้องลงเอยด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม “นิกสัน” ได้รับการยกเว้นโทษในเวลาต่อมาโดย “ประธานาธิบดีฟอร์ด” ขณะที่คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 40 คนถูกตัดสินจำคุก ซึ่งมีตั้งแต่รอลงอาญา 1 เดือน จนถึงจำคุก 52 เดือน

… แม้ “คดีวอเตอร์เกท” ได้จบลงไปนานแล้ว แต่ปริศนาของคดีนี้ยังมีอยู่ เมื่อหลายฝ่ายต่างอยากรู้ว่าคนแฉเรื่อง “คดีวอเตอร์เกท” นั้นเป็นใคร โดยเฉพาะคนที่ใช้นามปากกาว่า “ดีพ โธรท” ซึ่งกว่าจะไขปริศนานี้ได้ก็ปาเข้าไป 30 ปี เมื่อ “วอชิงตันโพสต์” ยอมเปิดเผยว่า “ดีพ โธรท” คือ “ดับเบิลยู มาร์ค เฟลท์” อดีตผู้นำหมายเลข 2 ของสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐฯ

William M. Felt

“เฟลท์” ได้รับสารภาพว่าตัวเองคือแหล่งข่าวลับสุดยอดของ “วอชิงตันโพสต์” หลังจากเก็บงำเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมาตลอด แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่มีใครล่วงรู้ หนำซ้ำยังขอร้องให้ “วู้ดเวิร์ด” และ “เบิร์นสไตน์” รวมทั้ง “เบ็น แบรดลี” บรรณาธิการของ “วอชิงตัน พสต์” ในช่วงนั้นไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้จนกว่าจะถึงวันที่ตัวเองสิ้นลม แต่ปริศนาก็ตามมาอีกว่า “เฟลท์” แฉคดีนี้เพื่อชาติจริงหรือ …

ช่วงที่ “คดีวอเตอร์เกท” กำลังโด่งกัง ใครๆ ก็ต่างรู้กันอยู่ว่า “เฟลท์” คาดหวังที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งความสามารถ การยอมรับและประสบการณ์ แต่ที่เขายังเป็นหมายเลข 2 อยู่ก็เพราะ “ประธานาธิบดีนิกสัน” ไม่ชอบและได้มอบตำแหน่งสูงสุดของ FBI ให้กับคนสนิท ทำให้ “ดีพ โธรท” ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมด้วยวลีอมตะที่เขาให้เบาะแสนักข่าวว่า “ลองตามเส้นทางของเงินดูสิ”

ซึ่งความจริง “เฟลท์” อำลาจาก FBI ตั้งแต่ก่อนที่ “นิกสัน” จะลาออกเสียอีก เนื่องจากเขาเข้ากับหัวหน้าคนใหม่ไม่ได้ และเมื่อ “นิกสัน” ลาออกไปแล้ว “ดีพ โธรท” เป็นใคร ก็ยังคงไม่มีใครทราบ แม้สหรัฐฯ จะมีประธานาธิบดีต่อมาอีกถึง 7 คน เขาก็ยังไม่ยอมเผยตัว ทั้งๆ ที่รู้ว่าถ้าเผยตัวเมื่อใด ชื่อเสียงเงินทองจะหลั่งไหลเข้ามา แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องยังคงรักษาความลับและปิดปากเงียบ

เรื่องนี้ “เฟลท์” บอกว่าเขาอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับที่ตายไปกับตัวเขา เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่กระทำไปนับเป็นความ “ไม่ซื่อสัตย์” ต่อองค์กรและหน้าที่ จนกระทั่งหลายปีผ่านไป “โจอัน เฟลต์” บุตรสาว เริ่มระแคะระคายว่าพ่อของเธอคือแหล่งข่าวนิรนามและเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความลับของตัวเอง ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าสิ่งที่ “เฟลท์” ทำไปน่าจะเรียกว่าเป็นการแสดงความรักชาติอย่างแท้จริงมากกว่า พวกเขาจึงเสนอว่าน่าจะหาคนนอกมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวก่อนที่เรื่องนี้จะถูกลืมและเลือนหายไป

“จอห์น ดี.โอคอนเนอร์” ทนายความจากซาน ฟรานซิสโก ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวต่อสังคม “วู้ดเวิร์ด” กล่าวถึง “ดีพ โธรท” ระหว่างบรรยายในมหาวิทยาลัยเมื่อปี ค.ศ. 2003 ว่า “เขาจำต้องโกหกครอบครัว เพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงาน และปฏิเสธที่จะช่วยเรา” อาจมีคนเห็นว่า “เฟลท์” คือคนทรยศที่ไขความลับขององค์กร แต่เมื่อบวกลบคูณหารลงแล้ว “ดีพ โธรท” ถือว่าเป็นวีรบุรุษนิรนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา แม้ว่าสถานการณ์อาจมีส่วนผลักดันอยู่บ้าง แต่การที่ใครจะลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ขัดกับแนวทางขององค์กรที่ตัวเองเชื่อมั่นเพื่อจะได้คงไว้ซึ่งความจริงและสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่าย และ “เฟลท์” ยังต้องรับผลของการกระทำของตัวเองมาตลอด แม้ว่าจะภูมิใจได้แต่เขายังตำหนิตัวเองเสมอ เหมือนถูกจองจำอยู่ในคุกในจิตใจที่เขาสร้างมันขึ้นมาเองมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

“คดีวอเตอร์เกท” เป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่าในประเทศอเมริกาหรือประเทศไหนๆ บนโลก ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ แม้แต่ประธานาธิบดีก็ตาม รวมถึงกลายเป็นบรรทัดฐานของการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่ทำให้ความจริงได้ ปรากฏและสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

เอกสารอ้างอิง :

01. http://moremove.com/mmV5/2015/07/29/watergate-scandal/
02. http://www.komchadluek.net/detail/20120613/132661/40ปีคดีวอเตอร์เกท.html
03. http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9480000079678
04. แคมมี่ เด็กดีดอทคอม. http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=467856&chapter=5
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s