บุญเพ็ง หีบเหล็ก: นักโทษคนสุดท้ายที่ถูกกุดหัว

ช่วงปี พ.ศ. 2461 ได้มีการประหารนักโทษสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นเขาคือ “บุญเพ็ง” ซึ่งก่อคดีฆ่าคนตายหลายชีวิต และศพที่ “บุญเพ็ง” ฆ่านั้นก็ได้นำมาใส่หีบเหล็ก แล้วโยนทิ้งน้ำทุกครั้ง จนชาวบ้านขนานนามว่า “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” (สมัยนั้นไม่มีการใช้นามสกุล คำว่าหีบเหล็กต่อท้ายเป็นฉายามาจากพฤติกรรมฆ่าแล้วหั่นศพ จากนั้นก็นำมาใส่หีบเหล็กแล้วยกขึ้นรถเจ๊กลากไปทิ้งคลอง) บุญเพ็ง คือ ฆาตกรฆ่าหั่นศพคนแรกของเมืองสยาม… ได้ฉายาจากชาวต่างชาติว่า “The Murderer Iron Box”

บุญเพ็ง เกิดที่ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พ่อมีเชื้อสายจีน แม่เป็นชาวญ้อ พออายุได้ 3 ขวบ จึงอพยพมาอยู่ที่บางปะกอก พอเติบใหญ่เป็นหนุ่มได้ศึกษาทางไสยศาสตร์จากหลายสำนักจนเก่งในเรื่องพยากรณ์ เมตตามหานิยม เสน่ห์ยาแฝด ประกอบกับเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาดีจึงเป็นที่หมายปองและถูกตาถูกใจเพศตรงกันข้าม (บางที่บอกว่าถูกเลี้ยงดูโดยตา-ยาย ซึ่งตา-ยายได้ห้ามไม่ให้เรียนพวกไสยศาสตร์ แต่บุญเพ็งเองก็ไม่ได้สนใจอะไร)

ด้วยความเป็นคนมีเสน่ห์จึงมักเกิดปัญหาสาวๆ แก่งแย่งกันบ่อยครั้ง พออายุได้ 27 ปี ก็ไปบวชเป็นพระอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ได้ 2 พรรษา ผ้าเหลืองร้อนจึงลาสิกขาบทออกมาประกอบอาชีพ หมอดู หมอยา รับทำเสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย ฯลฯ ใช้ชีวิตเสเพลดื่มสุรายาเมาและเล่นการพนัน

จนกระทั่งกลายเป็นผีพนันถอนตัวไม่ขึ้น เขาต้องการเงินจำนวนมากเพื่อเล่นกันพนัน วิธีง่ายๆ แต่ได้เงินมากและรวดเร็วที่สุดในสมัยนั้น คือ “ฆ่าชิงทรัพย์” และแล้วการฆาตกรรมต่อเนื่องก็บังเกิด

เหยื่อรายแรก คือนายล้อม พ่อค้าเพชรพลอย บุญเพ็งก็ร่วมมือกับนายจรัญลูกสมุนคู่ใจฆ่าแล้วนำเงินและทรัพย์สินแบ่งกัน และหั่นศพเป็นชิ้น (บางแหล่งข่าวบอกว่าไม่ได้หั่นศพ แต่ยัดใส่หีบเลย …บางแห่งบอกว่าจำเป็นต้องหั่นแขน-ขาของศพ เพราะยัดศพใส่หีบไม่ได้) ใส่หีบเหล็ก (ที่สำนักของเขามีหีบเหล็กโบราณ อยู่ถึง 7 ใบ แต่บางที่ดันบอกว่ามีแค่ 3 ใบ) และให้นายจรัญจ้างรถเจ๊กไปทิ้งลงคลองบางลำพูเวลาเที่ยงคืนเพื่อทำลายหลักฐาน พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไป 1 ใบ

เหยื่อรายที่ 2 เป็นผู้ชายไม่ทราบชื่อ รู้แต่ว่าเป็นผีพนันและวันนั้นเขาได้เงินพนันมา บุญเพ็งและนายจรัญเลยวางแผนล่อไปฆ่าเพื่อชิงเงินพนันและแบ่งทรัพย์สิน หั่นศพเป็นชิ้นใส่หีบเหล็ก แล้วให้นายจรัญเอาไปทิ้งที่คลองบางลำพูอีกศพ พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไป 1 ใบ

วันเวลาผ่านไป พร้อมกับหีบเหล็กที่หายไปทีละ 1 ใบ จนมาถึงเหยื่อรายสุดท้าสุดท้าย เป็นแม่หม้ายชื่อ นางปริก เป็นคุณนายของท่านขุนสิทธิคดี (ปลั่ง) รูปร่างดี แต่งกายทองเต็มตัว บุญเพ็งก็เสพสมแล้ว กลายเป็นขาประจำ จนกระทั่งวันหนึ่งหญิงคนนั้นก็เกิดตั้งท้อง ยื่นคำขาดให้บุญเพ็งรับผิดชอบรับตนเป็นเมียอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งบุญเพ็งบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา สุดท้ายบุญเพ็งทนไม่ไหวจึงต้องฆ่า

วันสุดท้ายที่คนพบเห็นนางปริก เธอแต่งตัวสวยงาม ประดับประดาด้วยเครื่องทองเพชรนิจจินดาเต็มตัวเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ จนใครๆ รู้สึกว่า สวยเป็นพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่านี้คือวาระสุดท้ายของนางปริกและลูกในท้องของเธอ คราวนี้มาแปลก เพราะบุญเพ็งลงมือฉายเดี่ยว ฆ่านางปริก ปลดทรัพย์สินไปจนหมดสิ้นและหั่นศพเป็นท่อนๆ (บางก็ว่ายัดลงในหีบไปเลยไม่ต้องสับ) ยัดลงหีบ ใส่รถเจ๊ก นำไปทิ้งลงคลองอีกเช่นเคย

และเป็นหีบใบสุดท้ายที่มี

คราวนี้หีบเหล็กของนางปริก ดันไม่จมลงสู่ก้นคลองบางลำพู แต่ลอยไปติดกอสวะ คนงมกุ้งเกิดมาเห็นนึกว่าเป็นของมีค่า แต่เมื่อครั้นเปิดก็พบศพที่ไม่เน่าเปื่อยของนางปริกอยู่ข้างใน

หลังจากนั้นบุญเพ็งได้หนีไปบวชเป็นพระที่วัดแถวอยุธยา แล้วไม่รู้ว่าเป็นกรรมเวรอะไร ทำให้บุญเพ็งต้องสึกออกมาเพื่อแต่งงานกับผู้หญิงที่หมายปอง และคืนนั้นเองที่ยังไม่ทันจะได้ถึงสวรรค์ ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาล้อมจับไว้โดยละม่อมในข้อหาฆ่าคนตายอย่างเหี้ยมโหด และศาลได้ตัดสินประหารชีวิตด้วยการตัดหัว (สมัยนั้นเรียกว่ากุดหัว) ให้ตายตกไปตามกัน ณ ป่าช้าวัดภาษี ซึ่งนักโทษรายนี้ใจแข็งมากร้องขอไม่ให้ผูกตาเพื่อขอดูโลกเป็นครั้งสุดท้าย…

ในช่วงประหารชีวิตนั้นได้มีผู้คนมากมายมาดูการประหารชีวิต แต่ว่าไม่มีญาติของบุญเพ็งเลยสักคน แม้กระทั่งเจ้าสาวซึ่งยังไม่ทันจะส่งตัวเข้าห้องหอก็ไม่มา

19 กุมภาพันธ์ 2462 (บางที่บอกว่าวันที่ 19 สิงหาคม) ได้มีประหารบุญเพ็งโดยการตัดหัว ซึ่งเป็นนักโทษที่ถูกประหารด้วยการตัดหัวเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงประหารชีวิตนั้นเอง เพชรฆาตรำดาบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ลงดาบอันคบกริบลงบนคอ แทนที่คอจะขาดเลือดพุ่งกระฉูด กลับกลายเป็นว่าคมดาบนั้นไม่ได้ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย จนเพชฌฆาต พูดว่า “มึงมีอะไรดี ให้เอาออกเสียเถอะ” หลังจากนั้นมีคนบอกว่าเห็นบุญเพ็งคายของบางอย่างออกมา แล้วเพชรฆาตจับเขวี้ยงทิ้งหายไปในกอไผ่ (บางที่บอกว่าเป็นพระและเพชรฆาตจับขว้างทิ้งเข้าไปในกอไผ่ …บางที่ไม่ได้บอกว่าเป็นวัตถุอะไร แต่มีสีดำ เมื่อบุญเพ็งคาย (ถุย !?) ออกมาก็หายไป !?)

คราวนี้รำดาบใหม่ ดาบหน้ารำจนบุญเพ็งเคลิ้มเผลอ ทันใดนั้นดาบหลังฟันดัง ฉับ! คราวนี้ คอขาด หัวกระเด็น จนเลือดพุ่งกระฉูด ผู้คนที่มาดูต่างร้องวีดว้ายระงม ว่ากันว่าขณะที่ศีรษะถูกคมดาบของเพชรฆาตฟันฉับนั้น ในช่วงวินาทีสั้นๆ ชาวบ้านหลายคนได้เห็นมุมปากของบุญเพ็งขมุบขมิบเหมือนท่องคาถาอะไรสักอย่าง ซึ่งว่ากันว่าอาจจะเป็นไพ่ตายคุณไสย์ครั้งสุดท้ายของเขาเพื่อที่จะป้องกันชีวิตของเขาก็เป็นได้

ศพของ บุญเพ็ง หีบเหล็ก ถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้านั้นเอง จนภายหลังญาติมาจัดการเผาศพตามพิธีและกล่าวกันว่ารอยสักช่วงแผ่นหลังของเขาเผาไฟไม่ไหม้ ส่วนกระดูกนั้น บรรดาญาติเก็บใส่เจดีย์ไว้ข้างอุโบสถ์วัด

พ.ศ. 2536 เจดีย์ถูกรื้อออก ทางวัดภาษีจึงได้ให้ช่างปั้นรูปปั้นจำลองไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์และตั้งไว้ในศาลเล็กๆ ติดกับวิหาร และเรียกศาลว่า “ศาลปู่บุญเพ็ง” และหีบเหล็กที่ใช้ยัดศพได้มีคนไปกราบไหว้บูชา เสี่ยงโชคลาภและเข้าใจว่าวิญญาณของเขายังไม่ได้ไปผุดไปเกิดจนถึงปัจจุบัน

 

 

ภาพตอนประหารชีวิตด้วยการกุดหัว (ตัดหัว)

 

รูปปั้นกับหีบเหล็กในศาล

หมายเหตุ: ภาพการประหารชีวิตนี้ผมไม่แน่ใจว่าใช่การประหารชีวิตของ บุญเพ็ง หีบเหล็ก รึเปล่า !? ข้อมูลบางที่เค้าบอกว่าใช่ – ส่วนตัวเนื้อหาก็แตกต่างกันไป บางที่บอกว่าบวชเป็นพระก่อน จากนั้นก็สึกออกมาเปิดสำนักหมอดู รับทำคุณไสย ทำเสน่ห์ ซึ่งในช่วงนี้เองที่เขาได้ทำการฆาตกรรมเหยื่อหลายราย หลังจากนั้นก็ได้กลับไปบวชอีกทีแล้วได้สึกออกเพื่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง บางที่ก็บอกว่าทำการฆาตกรรมเหยื่อตั้งแต่ในช่วงที่บวชเป็นพระครั้งแรกเลย จากนั้นก็โดนจับสึกด้วยข้อหาอะไรซักอย่างนี่แหละ (ผมจำไม่ได้แล้ว – -“) แล้วออกมาเปิดสำนักหมอดู ทำเสน่ห์ทำคุณไสย บางที่ก็บอกว่าบวชรอบเดียว หลังจากสึกออกมาก็หันไปเปิดสำนักหมอดู ทำคุณไสยและก่อคดีฆาตกรรม จากนั้นได้หนีไปกบดาน พอเรื่องซาลงก็กลับมาเปิดสำนักหมอดูอีกที แล้วก็ถูกตำรวจที่ตามสืบสวนคดี นำกำลังมาล้อมจับไว้ได้ – นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องสถานที่เกิดและปี พ.ศ. ต่างๆ ที่แต่ละแห่งบางครั้งก็บอกไว้ไม่ตรงกันครับ – แต่รายละเอียดและพฤติกรรมส่วนใหญ่จะเป็นตามเนื้อหาที่เอามาลงนี่แหละ …ถ้าข้อมูลผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยละกันครับ

—————————————————————————————————————————————————————————

เพิ่มเติม [1]:

ที่มาของศาลปู่บุญเพ็งนั้น … หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดภาษี เล่าถึงการสร้างศาลบุญเพ็งหีบเหล็กว่า …แรงบันดาลใจนี้เกิดขึ้นจากพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้บอกว่า วัดภาษีนี้เป็นวัดเก่าแก่ มีประวัติในทางโบราณคดี จึงควรสร้างอะไรเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง อย่างเช่น แม่นาคพระโขนงวัดมหาบุศย์ “…อาตมาจึงได้สืบสาวราวเรื่องจากผู้ เฒ่าผู้แก่ แล้วก็มอบหมายให้โยมศุภพงษ์ซึ่งเรียนจบเพาะช่างมาเป็นคนปั้นรูปลุงบุญเพ็ง เพื่อนำมาตั้งที่ศาล โดยที่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร จึงให้ช่างจินตนาการเอง…”

นายศุภพงษ์ เดชพรม ช่างปั้นเล่าต่อว่า …ปั้นกัน 2 คนกับ นายสุเทพ มงคลชัย โดยอาศัยความรู้ทางโบราณคดีกับมนุษยศาสตร์เข้ามาประกอบเป็นแม่แบบของรูปร่าง หน้าตา โดยเอาโครงสร้างของคนจีนกับคนลาวมาผสมกัน เมื่อปั้นเสร็จออกมาแล้ว ผู้ที่มีหลักฐานและตำรวจได้เอารูปถ่ายมาให้ดู ก็ได้รับคำชมว่าเหมือน (อีกทั้งมีการเชิญ บุญเพ็ง หีบเหล็ก มาเข้าทรง เจ้าทรงบอกว่าเหมือนตัวเองมาก แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหน้าตายังงี้ …อะไรเทือกนั้น)

กับการสร้างศาล “บุญเพ็งหีบเหล็ก” นี้ เจ้าอาวาสวัดภาษีเล่าว่า …ในช่วงแรกๆ มีชาวบ้านย่านใกล้คัดค้านและต่อต้านเช่นกัน ว่า …ทำไมต้องสร้างศาลให้กับอาชญากร อาตมาก็ได้แจ้งถึงความประสงค์ …การสร้างนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในทางธรรมะ ให้รู้ถึงรูปธรรมของการปฏิบัติ หากมีพฤติกรรมในการกระทำที่ไม่ดีก็จะได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดีเช่นกัน แต่มิใช่การจองเวร ซึ่งจะเป็นคติสอนใจให้แก่คนรุ่นหลังถ้าได้ศึกษา อีกทั้งยังให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแผ่นดินแห่งปริมณฑลนี้ว่า ในอดีตนั้นมีอะไรและสำคัญอย่างไร …แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์

—————————————————————————————————————————————————————————

เพิ่มเติม [2]:

เนื้อหาฉบับแก้ไข (23 กันยายน 2552) พอดีวันนี้เข้าไปหาบทความของคุณแคมมี่ อ่านตามปกติ เห็นมีอัพบทความเรื่องบุญเพ็ง (ฉบับแก้ไข) เลยเอาลิงค์มาฝากกัน …เห็นคุณแคมมี่บอกว่า เนื้อหาเอามาจากหนังสือพิมพ์สมัยก่อนกับหนังสือผู้ร้ายสมัยก่อน เนื้อหาน่าจะมีความถูกต้องสมบูรณ์มากกว่าเนื้อหาที่ผมเอามาลง (แน่นอน !!?) ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปอ่านดูแล้วกันครับ

(http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=366)

—————————————————————————————————————————————————————————

เพิ่มเติม [3]:

เจาะลึก นช. บุญเพ็งหีบเหล็กชื่อของ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” ผู้ซึ่งกลายเป็นตำนานฆาตกรต่อเนื่องฆ่ายัดหีบแล้วถ่วงน้ำนับครั้งไม่ถ้วน คดีโหดสะเทือนขวัญที่สุดแล้วสำหรับคนไทยในสมัยนั้น ในขณะที่ต่างประเทศให้ความสนใจถึงขนาดตั้งฉายาว่า “The Murderer Iron Box”

หลายต่อหลายครั้งที่เรื่องราวถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ อีกทั้งนำไปตีพิมพ์ออกจำหน่ายในชื่อเรื่อง “บุญเพ็งหีบเหล็ก” และขายดีเป็นเทน้ำเทท่าหรือแม้แต่ถูกดัดแปลงเสริมแต่งเขียนออกมาเป็นนิยายวางจำหน่าย เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษมาแล้วหากแต่เรื่องราวจากสื่อต่างๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากการรับรู้รับฟังของแต่ละคน ใครรับฟังมาอย่างไรก็ถ่ายทอดไปตามนั้น เนื้อหาจึงตรงกันบ้างไม่ตรงบ้าง เรื่องราวของ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” จึงเป็นเสมือนหนึ่งนิยายมาแต่โบร่ำโบราณ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราจะนำเสนอต่อจากนี้เป็นข้อมูลจริงที่มีหลักฐานยืนยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีตจาก “แฟ้มอาชญากรรม” ตำรวจสันติบาล

นายบุญเพ็งเกิดปีขาล ที่เมืองท่าอุเทน มณฑลอุดร บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวลาว ในสมัยนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล ที่เรียกกันว่า “บุญเพ็งหีบเหล็ก” เป็นการเรียกตามพฤติกรรมการฆ่า

เมื่ออายุได้ 15 ปีได้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระนครกับตาสุกและยายเพียรมีอาชีพทำสวนผักแถวคลองบางจากในตอนแรก และย้ายไปอยู่แถววัดเทพศิรินทร์ในเวลาต่อมา นายบุญเพ็งเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่เรียนเก่งมากชอบไปเรียนกับพระที่วัดเทวราชกุญชร ตอนหลังคบเพื่อนเที่ยวเตร่ ยายจึงไล่ไปเป็นสัปเหร่อที่วัดไผ่เคาะ บุญเพ็งจึงได้หาร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์มนตร์ดำ

เมื่ออายุ 20 ปี ได้บวชเป็นภิกษุที่วัดเทวราชกุญชรแต่ประพฤติตนไม่ดีจึงถูกขับไล่ออกจากวัด และมาขอจำพรรษาที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งในตอนแรกเจ้าอาวาสไม่ยอม แต่บุญเพ็งสัญญาว่าจะประพฤติดี เจ้าอาวาสจึงยอม เป็นเวลาเก้าปีที่บุญเพ็งเป็นพระในพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลาที่ครองผ้าเหลือง พระบุญเพ็งเป็นพระที่ปฏิบัติแต่กิจไม่พึงควร ล่วงอาบัติหลายประการ อาทิ ดื่มสุราและเล่นการพนัน ก่อการไม่สงบร่วมกับพรรคพวกในวัด และได้ถูกจับสึกในที่สุด

ปลายปี 2460 ชาวบ้านที่หากินด้วยการงมกุ้งได้พบหีบเหล็กใบหนึ่งจมอยู่ก้นคลองบางกอกน้อย มีศพผู้ชายเน่าเปื่อยอยู่ภายใน ศพถูกนำไปไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช ทราบชื่อภายหลังว่าคือ นายล้อม อาชีพค้าเพชรพลอย ระหว่างการสืบสวนคดีนี้กลับมีหีบอีกใบลอยขึ้นมาอย่างปริศนา ตอนเย็นของวันที่ 12 มกราคม 2461 มีผู้พบหีบเหล็กลอยน้ำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดไทรม้า จังหวัดนนทบุรี หีบถูกนำไปขึ้นฝั่งที่สถานีตำรวจเมืองนนท์ในขณะนั้น เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก ผู้คนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นศพผู้หญิงถูกมัดมือมัดเท้านั่งยองๆ มีมุ้งคลุมบนศพและมีอิฐถ่วงอยู่ด้วย 8 ก้อน

อำมาตย์เอก พระยานนทบุรี นครบาลจังหวัดนนทบุรี ได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ประจำวันที่ 14 มกราคม 2461 เพื่อสืบหาญาติของหญิงสาวที่พบเป็นศพทันที เพียงวันเดียวเท่านั้นคดีถูกคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว ทราบชื่อผู้ตายคือนางปริก ภรรยาของขุนสิทธิคดีหรือนายปลั่งมีฐานะร่ำรวย อาศัยอยู่อยุ่ที่ตึกแถวถนนทหารบกทหารเรือในพระนครนั่นเอง

มารดาของนางปริกพยานปากสำคัญให้การว่านางปริกหายไปเมื่อ 7 วันก่อน โดยก่อนออกจากบ้านในเช้าวันที่ 7 มกราคมนั้น มีจดหมายจากนายบุญเพ็งนัดให้นางปริกไปรับสร้อยที่ตนได้ขอยืมไว้ สงสัยว่านายบุญเพ็งคนนี้จะเป็นผู้ฆ่าและชิงสร้อยข้อมือทองคำหนักข้างละ 10 บาท จากนางปริกต่อมาตำรวจได้จับกุมนายบุญเพ็งได้ที่บ้านนางบัว ตำบลถนนตรีทอง ซึ่งนายบุญเพ็งเพิ่งแต่งงานกับนางตาดลูกสาวของนางบัวในวันที่ 14 มกราคม วันเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ลงประกาศเรื่องพบศพนางปริก

นายบุญเพ็งกับนางปริกนั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ครั้งนายบุญเพ็งบวชอยู่ที่วัดสุทัศน์ ปรากฎว่าความคืบหน้าของคดีนางปริกได้โยงไปถึงคดีนายล้อมศพที่พบอยู่ในหีบจมน้ำ ผู้ต้องหามีคนเดียวคือ นายบุญเพ็ง ซึ่งรับสารภาพว่าได้ล่อลวงนายล้อมและนางปริกไปปลิดชีพเพื่อชิงทรัพย์มาเป็นทุนแต่งงานกับนางตาด

คดีฆ่านายล้อมมีผู้ร่วมกระทำผิดด้วยคือนายพันอายุ 19 ปี เป็นผู้เข้าไปมั่วสุมเล่นโปอยู่ในกุฏิชองพระบุญเพ็ง เป็นผู้รู้เห็นเรื่องที่นายล้อมถูกฆ่า ตลอดจนร่วมกันนำหีบใส่ศพจ้างรถเจ๊กไปทิ้งลงน้ำ เป็นอันว่าคดีแรกนี้ฆ่ากันในกุฏิวัดสุทัศน์คดีซ้อนคดีนี้สิ้นสุดลงในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2462 ศาลพระราชอาญาตัดสินให้ประหารชีวิตนายบุญเพ็ง ในวันที่ 19 สิงหาคม 2462 นายบุญเพ็งถูกตัดหัวประหารชีวิตที่ลานประหารวัดภาษี (http://pkpkpk.exteen.com/20090730/entry)

เรียบเรียงจาก 01. http://www.tfos.or.th/Board/viewtopic.php?t=227

02. กำเหลง. http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=138659&chapter=4

03. แคมมี่ เด็กดีดอทคอม. http://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=121

04. ก้อง กังฟู. http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday02&content=75795

05. แมวสาวเลือดสาด (แมวสาวในสายหมอก). http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7873619/X7873619.html

 

About these ads

9 thoughts on “บุญเพ็ง หีบเหล็ก: นักโทษคนสุดท้ายที่ถูกกุดหัว

  1. เรื่องนี้เหมือนเคยอ่าน แต่ว่ากันว่าพวกที่เล่นคุณไสย์ จะไม่ไปผุดไปเกิด เพราะเหมือนต้องเวียนว่ายในบ่วงกรรมของตัวเอง จิงรึป่าวอ่ะเฮีย

  2. ความเห็นส่วนตัวนะคะ สำหรับคนที่ตายด้วยบาปหนาขนาดนี้คงไม่สามารถให้พรใครได้หรอก จะไปกราบไหว้กันทำไม คงเป็นสิริมงคลกับชีวิตน่าดู

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s