พิธีตรียัมปวาย-โล้ชิงช้า

 
พิธีโล้ชิงช้าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวายซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเชื่อกันว่าพระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ปีละครั้งในเดือนยี่ ครั้งหนึ่งกำหนด 10 วัน คือจะลงมาในวันขึ้น 7 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เสด็จขึ้นกลับ คณะพราหมณ์จึงได้จัดพิธีต้อนรับขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว เพื่อความเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่พระนคร
 
ประเพณีการโล้ชิงช้า ได้เริ่มมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่ง “เสาชิงช้า” ที่เห็นในปัจจุบันหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานครนั้นสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2327 มูลเหตุของการสร้างเสาชิงช้าเนื่องมาจาก มีพราหมณ์ชาวเมืองสุโขทัยผู้หนึ่งนามว่า "พระครูสิทธิชัย (กระต่าย)" ได้กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกว่า ตามธรรมเนียมของการประกอบ “พิธีตรียัมปวาย” นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการโล้ชิงช้าด้วย
 
แต่ด้วยในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่เพิ่งจะสร้างกรุงเทพฯ เสร็จใหม่ๆ จึงยังไม่มี “เสาชิงช้า” ให้ประกอบพิธี ทางรัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้นในบริเวณที่ดินหน้าวัดสุทัศนเทพวรารามในปัจจุบัน ซึ่งเดิมทีที่ดินในบริเวณนี้เป็นเพียงป่ารกยังไม่เจริญเหมือนในเวลานี้
 
 
“พระราชพิธีตรียัมปวาย” มีลักษณะคล้ายพิธีวิสาขบูชาในพระพุทธศาสนา เป็นพิธีใหญ่ของพระนคร พระราชพิธีจะเริ่มต้นจากการประกอบพิธีสงฆ์ในช่วงเช้าของวันขึ้น 7 ค่ำ ด้วยการนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 15 รูป ประกอบด้วย พระราชาคณะ 3 รูป พระพิธีธรรม 12 รูป รับพระราชทานฉันที่พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ มีเครื่องไทยทาน สบง, ร่ม, รองเท้า, หมากพลู, ธูปเทียน, กระจาดข้าวเม่า, ข้าวตอก, เผือก เหล่านี้เป็นต้น
 
แต่ในบางครั้ง พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภารกิจ ก็โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ระดับชั้นพระยามาเป็นผู้แทนพระองค์ (ซึ่งใช้ขุนนางชั้นพระยาพานทอง หรือ เทียบเท่าข้าราชการระดับ 11 ในปัจจุบัน) โดยสมมติว่าเป็นพระอิศวรเป็นเจ้าลงมาเยี่ยมโลก เรียกว่า “พระยายืนชิงช้า” แต่งตัวนุ่งผ้าเยียรบับ แต่วิธีนุ่งนั้นเรียกว่า บ่าวขุน มีชายห้อยอยู่เบื้องหน้า สวมเสื้อเยียรบับคาดเข็มขัด สวมเสื้อครุยลอมพอกเกี้ยวตามบรรดาศักดิ์
 
ดังนั้น เมื่อถึงวันประกอบพระราชพิธีจึงต้องมีการจัดริ้วขบวนเกียรติยศ โดยมีพระยานั่งอยู่บนเสลี่ยงแห่ออกจากวัด ซึ่งแล้วแต่จะกำหนดว่าเป็นวัดใดมาตลอดทางตามด้วยขบวนของข้าราชการ กระทรวง กรม ต่างๆ ที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงาม
 
จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนเข้าสู่ปะรำพิธี พระยาจะจุดเทียนชัยส่งไปบูชาที่เทวสถาน ต่อจากนั้นพระยายืนชิงช้าก็จะนั่งเป็นประธานดูนาลิวัน (นักบวชพรามหณ์หนุ่มที่มีอายุระหว่าง 18-20 ปี และมีร่างกายแข็งแรง) ขึ้นโล้ชิงช้าจนครบ 3 กระดาน ซึ่งจะโล้ชิงช้าขึ้นชิงช้าทีละ 4 คน (โล้ 3 กระดาน รวมเป็น 12 คน) แล้วจึงเคลื่อนขบวนกลับเข้าวัดเป็นอันเสร็จพิธี และในวันสุดท้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับวันแรกทุกประการ
 
 
สำหรับผู้โล้ชิงช้านั้นจะมีเชือกที่ถือยึดไว้แน่นทั้งสี่ด้าน สองคนหันหน้าเข้าหากัน พนมมืออยู่กลางกระดาน มือสอดเชือกไว้ อีกสองคนอยู่หัวท้ายมีเชือกจับมั่นคง ถีบโล้ชิงช้าเพื่อฉวยเงินรางวัล 1 ตำลึง ส่วนการที่จะฉวยเอาเงินรางวัลได้นั้น คนที่อยู่หัวกระดานเป็นคนฉวย โดยเงินนั้นผูกแขวนไว้กับฉัตรสูงที่ปักไว้แล้วมีคันทวยยื่นออกไประยะห่างพอที่จะโล้ชิงช้ามาถึงได้ คนดูที่อยู่ข้างล่างก็ "ตีปีก" เชียร์กันอย่างสนุกสนาน การโล้ชิงช้านี้สำคัญอยู่ที่คนท้าย คือจะต้องเล่นตลก คือพอคนหน้าจะคาบถุงเงิน คนท้ายจะทำกระดานโล้ ให้เบี่ยงไปเสียบ้าง ทำกระดานโล้ให้เลยถุงเงินเสียบ้าง จึงจะเรียกเสียงฮา จากคนดูได้
 
สำหรับเรื่องเล่าปากต่อปากว่า ถ้าใครโล้ชิงช้าแล้วตกลงมาจะถูก "ฝัง" ไว้ที่ใต้ชิงช้านั้น เรื่องนี้ไม่เคยปรากฏว่ามีการตกหรือได้ฝังใครเลยและไม่มีตำราเล่มไหนบอกไว้ทั้งนั้น คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดๆ ติดมาจากการฝังหลักเมืองมากกว่า
 
สำหรับตัวเสาชิงช้านั้น โครงยึดหัวเสาทั้งคู่แกะสลักอย่างสวยงาม ทั้งหมดทาสีแดงชาด ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่และแผ่นไม้กระดานที่ใช้ในการโล้ชิงช้าจะขึงโยงลงมาจากคานบนของเสาด้วยเชือก 8 เส้น ตัวเชือกทำด้วยหนังวัวเผือก โดยถือเคล็ดว่าวัวเป็นพาหนะของพระอิศวร ที่แผ่นกระดานมีรูสำหรับร้อยเชือก 8 รู มีช่วงระยะห่างเท่าๆ กัน ซึ่งเชือกทั้ง 8 เส้นนี้ นอกจากจะใช้ผูกติดกระดานแล้ว ยังช่วยยึดเหนี่ยวในขณะโยกตัวมิให้ร่วงหล่นตลอดพิธีนั่นเอง
 
ส่วนตอนกลางคืนในวันขึ้น 7 ค่ำ 8 ค่ำ และ 9 ค่ำ มีพิธีสวดมนต์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วันละ 5 รูป (ประกอบด้วยพระราชาคณะ 1 รูป และพระพิธีธรรม 4 รูป) ทุกคืน การโล้ชิงช้าจะกระทำที่เทวสถาน สำหรับพระนคร 3 เทวสถาน คือ เทวสถานพระอิศวร เทวสถานพระมหาวิฆเนศวรและเทวสถานพระนารายณ์ โลกบาลทั้งสี่ (พระยายืนชิงช้าและนาลิวัน) จะต้องโล้ชิงช้าถวายและรับน้ำเทพมนตร์
 
พระราชพิธีตรียัมปวาย โล้ชิงช้า มาสิ้นสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2474 โดยมี พระยาปฏิพัทธ์ภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) เป็นพระยายืนชิงช้าคนสุดท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหตุที่รัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชประเพณีนี้เป็นเพราะในขณะนั้นสภาพบ้านเมืองประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการจัดพิธีนี้ในแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ในขณะนั้นประเทศจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณแผ่นดิน จึงทรงเห็นสมควรให้ยกเลิกพระราชพิธีตรียัมปวาย โล้ชิงช้า
About these ads

หนึ่งความคิดบน “พิธีตรียัมปวาย-โล้ชิงช้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: